Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบของขวัญ ส่งกำลังใจแก่ผู้พิการ ในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

(8 พ.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบกระบอกน้ำพลาสติก ขนาด 1 ลิตร รวมจำนวน 4,000 ใบ รวมงบประมาณเป็นเงิน 248,000 บาท (สองแสนสี่หมื่นแปดพันบาทถ้วน) เป็นของขวัญให้แก่ผู้พิการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เนื่องในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี และมอบโล่เกียรติคุณแด่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องจัดเลี้ยงอาหาร 9 ชั้น 1 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

สำหรับการช่วยเหลือผู้พิการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ได้ริเริ่มดำเนินการและขยายโครงการต่อเนื่องเรื่อยมา ด้วยความตระหนักถึงความยากลำบากในการดำรงชีวิต เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต อาทิ โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” โดยการมอบเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ พร้อมมอบค่าพาหนะสำหรับผู้ที่เดินทางมารับ ซึ่งขณะนี้ได้กระจายความช่วยเหลือไปสู่ผู้พิการยากไร้ในส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังให้ความช่วยเหลือโดยผ่าน หรือร่วมกับโครงการ องค์กร และหน่วยงานต่างๆ  อาทิ การสนับสนุนค่าพาหนะ และเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ การมอบของขวัญเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้พิการ เนื่องในวันคนพิการ โดยร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และในวันจันทร์นี้ (10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568) มูลนิธิฯ กำหนดมอบไม้เท้าขาวแก่ผู้พิการทางสายตา ผ่านมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์  สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมงบประมาณการช่วยเหลือผู้พิการ ในปี 2568 ณ ปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

ครอบครัวเหยื่อกล่าวหา ChatGPT ชี้นำสู่การปลิดชีพตัวเองและหลอนทางจิต หลังเร่งปล่อย GPT-4o ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง องค์กรเตือน “อย่ามองยอดใช้เหนือความปลอดภัย”

(8 พ.ย. 68) บริษัท OpenAI กำลังเผชิญคดีความ 7 คดีในศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ หลังครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบกล่าวหาว่า ChatGPT ทำให้ผู้ใช้บางรายเกิดอาการหลอน ติดการสนทนา จนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ทั้งที่ก่อนหน้าไม่มีปัญหาทางจิต คดีทั้งหมดถูกยื่นโดย Social Media Victims Law Center และ Tech Justice Law Project ในนามของผู้ใหญ่ 6 ราย และเยาวชน 1 ราย โดยอ้างว่า OpenAI ปล่อยโมเดล GPT-4o ออกมาเร็วเกินไป ทั้งที่มีคำเตือนภายในเรื่องความเสี่ยงทางจิตใจของผู้ใช้

หนึ่งในคดีคือกรณีของ อะมอรี เลซี เด็กชายวัย 17 ปี ที่เริ่มใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำ แต่กลับถูกชี้นำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และถึงขั้นได้รับ “คำแนะนำในการทำอันตรายตนเอง” ขณะที่อีกคดีคือ อลัน บรูกส์ ชาวแคนาดา วัย 48 ปี ที่อ้างว่า ChatGPT ทำให้ตนเริ่มเชื่อสิ่งหลอนและเกิดความสับสนทางจิตใจจนชีวิตพังพินาศ โดยด้าน OpenAI ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้

แมตธิว พี. เบอร์กแมน (Matthew P. Bergman) ทนายความผู้ยื่นฟ้องระบุว่า “ChatGPT ถูกออกแบบให้สร้างความผูกพันทางอารมณ์กับผู้ใช้ เพื่อให้คนคุยต่อไปเรื่อยๆ มากกว่าจะคำนึงถึงความปลอดภัย” พร้อมชี้ว่า OpenAI เร่งเปิดตัว GPT-4o เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด โดยละเลยการทดสอบด้านจริยธรรมและผลกระทบทางจิตใจ “นี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นระบบที่เข้าไปแตะอารมณ์มนุษย์โดยตรง” ทนายความ กล่าว

และในอีกคดีหนึ่งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พ่อแม่ของเด็กชายวัย 16 ปีชื่อ อดัม เรน ก็ยื่นฟ้อง OpenAI เช่นกัน โดยอ้างว่า ChatGPT มีส่วนช่วย “วางแผน” ให้ลูกชายฆ่าตัวตาย เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยีเข้มงวดขึ้นในการควบคุม AI ที่เปิดให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย

ขณะที่ องค์กร Common Sense Media เตือนว่า คดีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายจากเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบเพื่อ “ดึงดูดมากกว่าปกป้อง” พร้อมเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยของผู้ใช้” มากกว่าการแข่งขันด้านยอดผู้ใช้งาน

ตำรวจไทยเร่งประสานญี่ปุ่น กรณีเด็กหญิงวัย 12 ปี ถูกบังคับทำงานในร้านนวดแอบแฝงที่โตเกียว ตามนโยบาย ผบ.ตร. ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการคุ้มครองเด็กและปราบปรามการค้ามนุษย์

(8 พ.ย. 68) พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ (7 พฤศจิกายน 2568)  พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เชิญกงสุลตำรวจประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, ผู้แทนกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ เข้าร่วมประชุม

การประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการช่วยเหลือและคุ้มครองเด็กหญิงชาวไทยอายุ 12 ปี ที่ถูกมารดาพาเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น และถูกบังคับให้ทำงานในร้านนวดแอบแฝงในกรุงโตเกียว ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้ให้การช่วยเหลือและรับผู้เสียหายไว้ในความคุ้มครองแล้ว 

ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นและกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น รวมถึงตรวจสอบเครือข่ายที่อาจอยู่เบื้องหลัง เพื่อขยายผลไปยังขบวนการที่อาจล่อลวงเด็กหรือหญิงไทยไปทำงานในลักษณะเดียวกัน

นอกเหนือจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับกระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการแก้ไขปัญหาคนไทยพำนักและทำงานผิดกฎหมายในญี่ปุ่น เนื่องจากการที่คนไทยทำงานโดยผิดกฎหมายในประเทศญี่ปุ่นนั้นนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง ข่มขู่ และบังคับใช้แรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาการค้ามนุษย์เช่นกัน  

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้กำหนดให้ “การคุ้มครองเด็กและเยาวชน และการปราบปรามการค้ามนุษย์” เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญเร่งด่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก ทั้งในด้านการสืบสวน ป้องกัน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างทันท่วงที และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างเด็ดขาด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเตือนประชาชนและผู้ปกครองให้เพิ่มความระมัดระวัง หากมีผู้ใดชักชวนให้เด็กหรือเยาวชนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยอ้างว่าเป็นงานบริการ ร้านนวด หรืออาชีพที่ไม่ชัดเจน ขออย่าหลงเชื่อ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ได้ หากพบเห็นหรือสงสัยว่ามีการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน 191, ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) 1599, กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) 1191 หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน

นราธิวาส-มทภ.4 ตรวจเยี่ยม ฉก.ทพ.49 เน้นย้ำ กำลังพลปฏิบัติงานด้วยความไม่ประมาท เตรียมพร้อมในทุกสถานการณ์

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองแม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 ในพื้นที่ตำบลซากอ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เพื่อร่วมประชุมและรับฟังชี้แจงการปฏิบัติงานที่สำคัญ พร้อมรับฟังปัญหาข้อขัดข้อง รวมทั้งมอบแนวทางการปฏิบัติงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี พันเอก ณัฏฐพล สุนทรนนท์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 พร้อมด้วยผู้บังคับกองร้อยฯ และกำลังพลร่วมให้การต้อนรับและร่วมการประชุม

สำหรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ เป็นการติดตามการปฏิบัติงานและรับทราบปัญหาข้อขัดข้อง รวมทั้งหารือแนวทางแก้ไขการปฏิบัติงานในห้วงที่ผ่านมา พร้อมกำชับให้มีการปรับแผนการปฏิบัติให้มีความรัดกุม ทั้งเชิงรุก เชิงรับ และปฏิบัติด้วยความจริงใจ อีกทั้งได้นำนโยบายการปฏิบัติ 8 กิจสำคัญตามนโยบายกรอบของแนวทางขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ เพื่อยึดถือและปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน 

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่มีความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ และเฝ้าติดตามด้านการข่าวอย่างใกล้ชิด รวมถึง ปฏิบัติภารกิจเพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ตลอดจนฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลพื้นที่ชุมชนต่อไป

‘แบงค์ วงแคลช’ รำลึก วันรองแชมป์กรมพละ 2538 ขอบคุณ ‘อ.สกล’ ครูผู้ให้โอกาส จากเด็กตัวสำรอง สู่นักสู้ชีวิตไม่ยอมแพ้ ส่งแรงใจถึงน้องๆ ฟุตบอล 7 สี วันนี้!!

เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 68) 'แบงค์ ปรีติ' โพสต์ย้อนเล่าความทรงจำสุดประทับใจถึง 'อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ' ผู้ปลุกปั้นทีมฟุตบอลโรงเรียนราชวินิตบางแก้วในยุค 90 ระบุว่า..

ผมไม่แปลกใจเลยที่เห็นรูป อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ ที่ผมคุ้นชินอยู่เต็มหน้าเพจไปหมด...มาครับผมจะเล่าให้ฟัง

ตอนผมอายุ 12 ปี ผมมีความมุ่งมั่นเป็นอย่างมากที่จะสอบเข้า รร.ราชวินิตบางแก้วให้ได้ในโควต้านักฟุตบอล ซึ่งผมเข้าร่วมทดสอบทั้งฝีเท้า ร่างกาย และรวมถึงเข้าสอบวิชาการแบบคนอื่นๆ ผมยังจำวันประกาศผลสอบได้ว่าคุณแม่ผมดีใจมากที่สอบวิชาการติด แต่ผมไม่ได้ยินดีอะไรมากนัก เพราะผมสอบโควต้านักฟุตบอล “ไม่ติด”

แต่ผมยังไม่หมดหวัง ตอนมัธยมหนึ่งระหว่างที่เรียนไปในปีนั้นผมพยามคุยกับอาจารย์หลายๆ ท่านเพื่อขอเข้าร่วมทีมเผื่อจะมีโควต้าเหลือ เอาตรงๆ คือขอให้ผมเป็นตัวแถมก็ได้ สรุปผมก็ได้เข้าทีมฟุตบอลของโรงเรียนจนได้

ด้วยอายุ...จริงๆ ผมควรจะต้องอยู่ในทีมรุ่นอายุ 12 ปี แต่ด้วยส่วนสูง 172 cm ของผมในตอนนั้น ทำให้ผมต้องขึ้นไปอยู่ในรุ่นอายุ 14 ปีแทน และนั่นทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่าแทบจะไม่มีโอกาสเล่นตัวจริงได้เลย แม้จะดูเก่งอยู่บ้างในฟุตบอลพลาสติกสนามเล็ก แต่มันคนละเรื่องกับฟุตบอลสนามใหญ่ที่มีรุ่นพี่มากประสบการณ์ ร่างกายแข็งแรง กล้ามขากล้ามเนื้อน่องเต่งๆ เป็นมัด รุ่นพี่หลายคนผ่านแชมป์กทม. และเเชมป์กรมพละมาแล้วทั้งสิ้น

ผมยังจำวันที่ได้รองแชมป์กรมพละปี 2538 (ตามภาพ) ที่ทีมราชวินิตบางแก้วพ่ายเทพศิรินทร์ไป 0-2 ภาพจำเต็มไปหมด เราเห็นรถบัสของนักฟุตบอลโรงเรียนต่างๆ เช่นอัสสัมศรีราชาที่เป็นรถโค้ชคันใหญ่ติดแอร์ รถของเทพศิรินทร์ก็สวยงาม เราได้แต่คิดในใจว่า “รร.เหล่านี้รวยจัง เท่ว่ะ”

ตัดภาพมาเรามีรถกระบะ 1 คัน และพวกเราอยู่ในรถตู้ Isuzu Buddy คันเก่าๆที่ถูกดัดแปลงโดยการถอดเบาะทั้งหมดออกและใส่เบาะยาว 2 ข้างเหมือนรถสองแถว ผมนั่งบนพื้นตรงกลางกับกระติกน้ำ ในฐานะตัวสำรองและน้องคนเล็กเลยโดนแกล้งตลอดทางทั้งขาไปและขากลับเป็นเรื่องธรรมดาเฮฮากันไป....ไม่ต้องเดาครับ อาจารย์สกลนี่เเหละที่เป็นคนขับพาเด็กๆ ไปแข่งด้วยตัวเอง

สรุปในวันนั้นผมได้ลงเล่นใน 10 นาทีสุดท้าย ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ(ถ้าผมจำไม่ผิด) คำว่า “แบงค์..มึงไปวอร์ม” ยังติดหูผมอยู่จนถึงวันนี้ เพราะเป็นครั้งแรกในนามจริงและเป็นในรอบชิงถ้วยใหญ่ที่สุดของฟุตบอลนักเรียนอีกต่างหาก ขอบพระคุณอาจารย์ที่ให้โอกาสครับ 🙏🏼

ผมอยู่ในทีมโรงเรียนจนถึงมัธยมสาม หลังจากนั้น อิทธิพลของดนตรีก็เข้าสิงร่างผมอย่างเต็มตัวเลยต้องขอออกจากทีมไป...ทิ้งไว้ด้วยความทรงจำดีๆ ที่โหด มัน ฮา ในทีมฟุตบอลราชวินิตบางแก้ว ที่บอกว่าผมไม่แปลกใจเลยที่เห็นอาจารย์สกลตามหน้าเพจมากมายในวันนี้ก็เพราะว่าอาจารย์สกลผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทำทีมคว้าถ้วยรางวัลมานักต่อนัก หลายต่อหลายโรงเรียน แม้ผมจะไม่ใช่นักฟุตบอลที่เก่งกาจของอาจารย์ในวันนั้น แต่ผมมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนอาจารย์สกลคือผมไม่ยอมแพ้และไม่หยุดทำในสิ่งที่รัก ล้ม 8 ครั้ง ลุก 9 ครั้งแล้วจะมีวันของเราสักวัน....ขอบคุณอาจารย์สกลครับ 🙏🏼

ขอให้น้องๆ ทั้ง 2 ทีมโชคดีในนัดชิงฟุตบอล 7 สีในวันที่ 8 พ.ย.นี้ครับ
“จารย์ครับ...ผมอยากเห็นอาจารย์คุมสโมสร”

อาจารย์สกลเปิดใจ พา “หมอนทองวิทยา” เข้าชิง จากโรงเรียนประจำหมู่บ้านหัวใจแกร่ง ปลื้มสองข้างทางบีบแตร-ตะโกนให้กำลังใจ ภูมิใจในเด็กทุกคน ตอนนี้มาเกินฝันของทีม

(8 พ.ย. 68) เวลา 12.00 น. ที่หน้าสนามศุภชลาศัย ทีมหมอนทองวิทยา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ม้ามืดจากโรงเรียนเล็ก เดินทางด้วย “รถสองแถวขนฝัน” ท่ามกลางแฟนบอลมารอต้อนรับแน่นหน้าสนาม ต่างขอถ่ายรูปให้กำลังใจ ก่อนชิงฟุตบอล 7 คนกับโรงเรียนอบจ.ชัยนาท ในช่วงเวลา 16.15 น. โดยตลอดทางมีตำรวจทางหลวงนำขบวนเข้ากรุงเทพฯ

อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชทีมหมอนทองฯ เผยขับรถคู่ชีพพาเด็กๆ มาถึงสนาม แม้รถเก่าแต่ “ไม่เคยทิ้งความฝัน” ย้ำเด็กทุกคน “สู้ด้วยชีวิต” ทั้งที่เป็นแค่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน งบทำทีมจำกัด ต่างช่วยกันออกค่าที่พักค่าน้ำไฟ “มาถึงตรงนี้เกินเป้าหมายแล้ว” พร้อมเล่าวินาทีซึ้ง ระหว่างขับรถเข้ากรุง ถนนสองฝั่งมีประชาชนบีบแตรและตะโกนให้กำลังใจต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โค้ชสกลเล่าประสบการณ์จากโรงเรียนใหญ่ ก่อนเลือกมาทำทีมหมอนทองวิทยาและปรับตัวอยู่ร่วมกับชุมชนมุสลิมได้อย่างกลมกลืน ตั้งเป้าแรกแค่เข้ารอบ 32 เพื่อเป็นมือวาง แต่ทีมไล่ล้มเต็ง รวมถึงทีมระดับมีแข้งทีมชาติ จนทะลุชิงวันนี้ “ผมภูมิใจเด็กทุกคน เงินอัดฉีดมองเป็นเรื่องสมมติ สิ่งสำคัญคือพาเด็กๆ มาถึงสนามอย่างปลอดภัย และให้พวกเขาเชื่อว่าความฝันไปต่อได้”

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ หลัง รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เยือนโซลไม่กี่วัน จรวดพุ่งไกล 700 กิโลเมตร ตกในทะเลญี่ปุ่น ‘คิม จองอึน’ ยังปฏิเสธเจรจา แต่จับมือรัสเซียแน่น พร้อมส่งทหารอีก 5,000 นาย ช่วยเครมลิน

(8 พ.ย. 68) เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้เข้าสู่ทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังการเยือนของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) ที่เดินทางมาเกาหลีใต้เพื่อหารือความมั่นคงประจำปี โดยกองทัพเกาหลีใต้ระบุว่าขีปนาวุธลูกดังกล่าวบินได้ราว 700 กิโลเมตร ก่อนตกลงในน่านน้ำสากล ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าจรวดตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตน และไม่พบความเสียหาย

การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่กว่า 10 นัดลงน่านน้ำตะวันตกเมื่อไม่กี่วันก่อน พร้อมกันนั้นยังเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุญาตให้เกาหลีใต้สร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านกลาโหมของเกาหลีใต้ในระดับภูมิภาค โดยเกาหลีใต้มีแผนจะขอรับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจากสหรัฐฯ เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโครงการดังกล่าว

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ยังคงปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หลังการพูดคุยในปี 2019 ล้มเหลว โดยคิมย้ำว่าเกาหลีเหนือเป็น “รัฐนิวเคลียร์ที่ไม่อาจหวนกลับ” พร้อมเปิดทางหารือก็ต่อเมื่อวอชิงตันยอมถอยจากข้อเรียกร้องให้ยุติโครงการนิวเคลียร์ของตน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างเปียงยางและมอสโกกลับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของทั้งสองประเทศเพิ่งพบกันในกรุงเปียงยางในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้รายงานว่าเกาหลีเหนืออาจกำลังสรรหาทหารเพิ่มเติมเพื่อส่งไปช่วยรัสเซียในสงครามยูเครน โดยคาดว่ามีทหารราว 15,000 นาย ถูกส่งไปร่วมรบแล้ว และอีกราว 5,000 นาย ถูกส่งไปปฏิบัติงานด้านก่อสร้างและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่พันธมิตร ซึ่งสะท้อนถึงการขยายบทบาทของเกาหลีเหนือในความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียที่ลึกซึ้งมากขึ้น

‘สี จิ้นผิง’ นำเปิดพิธี!! ส่งเรือ “ฟูเจี้ยน” เข้าประจำการ เรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่สุดล้ำ มาพร้อมระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ช่วยการขึ้น-ลง ลำแรกอย่างเป็นทางการของจีน

(8 พ.ย. 68) จีนประกาศนำเรือบรรทุกเครื่องบิน “ฟูเจี้ยน” เข้าประจำการกับกองทัพเรืออย่างเป็นทางการ ที่จังหวัดไห่หนาน โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธานในพิธี นับเป็นครั้งแรกที่จีนมีเรือบรรทุกเครื่องบินติดตั้งระบบ “แคทาพัลต์แม่เหล็กไฟฟ้า” (EMALS) ซึ่งช่วยให้เครื่องบินสามารถขึ้นบินได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เรือ “ฟูเจี้ยน” สามารถรองรับการขึ้นลงของเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เช่น J-15T, J-35 และเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า KJ-600 โดยระบบแคทาพัลต์ช่วยให้เครื่องบินขึ้นบินจากระยะสั้นได้แม้บรรทุกอาวุธและเชื้อเพลิงจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าเรือรุ่นก่อนหน้าที่ใช้ดาดฟ้าแบบ “สกีจัมพ์”

สำหรับฟูเจี้ยนเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สามของจีน ต่อจาก “เหลียวหนิง” และ “ซานตง” เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2022 และเริ่มทดลองเดินเรือเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 โดยการเข้าประจำการในครั้งนี้ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ 2 ของโลกต่อจากสหรัฐฯ ที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินระบบแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

รู้จัก “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” “ปลัดกระทรวงมหาดไทย” คนปัจจุบัน กับผลงานยกระดับ-พัฒนาชุมชนให้ทันโลก สร้างรากฐานสังคมไทยให้แข็งแกร่ง-ยั่งยืน

หากเปรียบ “ประเทศ” เป็นต้นไม้ใหญ่ “ชุมชน” คือรากแก้ว ที่ยิ่งหยั่งรากลึก และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งแข็งแรง ดังนั้น หากอยากให้ประเทศแข็งแรงในทุกส่วน ก็จำเป็นต้องลงทุน ลงแรง กับชุมชนให้มาก เพื่อจะได้ “เข้มแข็งและยั่งยืน” และกลายเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่สำคัญของสังคมต่อไป

การดูแล “ชุมชน” ให้แข็งแรง ก็ถือเป็นหลักคิดสำคัญของ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ที่แม้ว่าวันนี้จะขึ้นไปนั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย มีหน่วยงานใต้บัญชามากมายให้ดูแล แต่ผลงานก่อนหน้านี้ ก็สะท้อนชัดว่า ในหัวใจของ “อรรษิษฐ์” ให้ความสำคัญในเรื่องพัฒนาชุมชนเป็นที่สุด

ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย เดิม “อรรษิษฐ์” เคยได้รับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน อยู่ 2 ปี (เริ่มปี 2560) ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก (เริ่มปี 2562) และได้ขยับไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยในปี 2563

แม้ในปี 2565 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ซึ่ง “อรรษิษฐ์” ก็ตั้งใจทำหน้าที่เป็นอย่างดี โดยในระหว่างดำรงตำแหน่งนี้ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนบริหารจัดการตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง และสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs Goal ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ได้

เพื่อเดินสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ได้กำหนดเป้าหมายหลัก คือ “ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” จำนวน 878 ตำบล โดยมีกิจกรรมขับเคลื่อนงานทั้งการพัฒนาผู้นำกลุ่มองค์กรและเครือข่าย ส่งเสริมการออมและพัฒนาทักษะการบริหารจัดการทางการเงิน ส่งเสริมเครือข่ายศูนย์ผู้นำจิตอาสาพัฒนาชุมชน และส่งเสริมกิจกรรมเครือข่ายพื้นที่ต้นแบบโคก หนอง นา โมเดล 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังพัฒนาองค์กรให้ทันสมัย มีสมรรถนะและมีธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคีการพัฒนาทั้ง 7 ได้แก่ ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน โดยมี “พัฒนากร” ลงพื้นที่ทำงานเคียงข้างประชาชนครอบคลุมทุกจังหวัด 

นับเป็นการต่อยอดจุดแข็งของกรมการพัฒนาชุมชน ที่มีมาตลอดกว่า 60 ปี ได้เป็นอย่างดี ตามนิยามที่กล่าวได้ว่า “เป็นหนึ่งในงานหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในชุมชนมากที่สุด”

ภารกิจของ “อรรษิษฐ์” ที่มีต่อ “ชุมชน” ในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ภารกิจที่เน้นหนักและให้ความสำคัญมากอีกหนึ่งเรื่องคือการส่งเสริมครัวเรือนปลูกผักสวนครัวอย่างน้อยครัวเรือนละ 10 ชนิด เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมพึ่งพาตัวเองให้คนไทย เสริมความมั่นคงทางอาหาร และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

อีกภารกิจสำคัญคือการสานต่อการดำเนินงานประชารัฐรักสามัคคี หรือ SE ที่ดำเนินการในรูปแบบบริษัทประชารัฐฯ จังหวัด มุ่งเน้น 3 เรื่องหลัก คือ เกษตร แปรรูป ท่องเที่ยว ตามบริบทของชุมชนที่แตกต่างกัน ซึ่งมีชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัติวิถีอยู่แล้วทั่วประเทศ ขณะที่การสนับสนุน OTOP ก็ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และพัฒนาช่องทางการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างรายได้ และกระจายสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาชุมชน ดังที่เคยกล่าวไว้ว่า “หัวใจหลักของงานพัฒนาชุมชน คือมุ่งให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกขั้นตอน เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องเกิดจากพื้นฐานความต้องการของประชาชน ริเริ่มและขับเคลื่อนโดยประชาชนเป็นสำคัญ” 

และแม้วันนี้ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” จะก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ “หลักการ” ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

>>สำหรับประวัติของ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” 

เกิด: 16 กรกฎาคม 2514 
อายุ: 53 ปี 
ชื่อเล่น: ป๊อบ 
สำเร็จการศึกษา: ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (การปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ สิงห์ดำรุ่นที่ 42 , พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผ่านอบรมหลักสูตร นักบริหารงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รุ่นที่ 2, นักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 54 และ ผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่นที่ 10

>>ประวัติการทำงาน
-ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 สำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา 
-หัวหน้ากลุ่มงานสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 
-เลขานุการอธิบดี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
-ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
-หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น 
-ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ 
-รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี 
-รองผู้ว่าฯ อุดรธานี 
-รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
-ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน 
-ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก 
-รองปลัดกระทรวง 
-อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน 
-อธิบดีกรมการปกครอง
-ปัจจุบัน ปลัดกระทรวงมหาดไทย

>>เครื่องราชอิสริยาภรณ์
-มหาวชิรมงกุฎ
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก
-เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้น 2
-เหรียญราชการชายแดน
-เหรียญจักรพรรดิมาลา
-เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้น 1
-เหรียญกาชาดสดุดี ชั้น 1

ผบช.ภ.7 ฝ่า 399 โค้ง ถึง "สภ.ปิล็อก"ชี้ต้องให้ความสำคัญของโรงพักชายแดน มอบถุงยังชีพเป็นขวัญกำลังใจ

เมื่อวันที่ (5 พ.ย.68) เวลา 08.30 น. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ รอง ผบช.ภ.7,​ พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พร้อมคณะ ได้มาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ ข้าราชการตำรวจ สภ.ปิล็อก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดยมี พ.ต.ท.ชัยภัฎ พัวพงษ์พันธ์ สว.สภ.ปิล็อก พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัดอยู่ปฏิบัติหน้าที่ เหตุการณ์โดยทั่วไปปกติ 

ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ผบช.ภ.7 ได้มอบถุงยังชีพ  พูดคุยและให้กำลังใจกับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนสถานีตำรวจ เดินตรวจความเรียบร้อยทั้งภายในและภายนอกอาคาร พร้อมมอบนโยบายการปฏิบัติหน้าที่แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเน้นย้ำในเรื่องของการสกัดกั้นการลักลอบเข้า-ออกประเทศทั้งในส่วนของคนไทยและคนต่างด้าว รวมไปถึงสิ่งของผิดกฎหมาย และได้กำชับมาตรการการสกัดกั้นการใช้เสาสายสัญญาณอินเตอร์เน็ตและเสาสายสัญญาณแนวชายแดนตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top