Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

ทำไมไต้หวันไม่เชื่อ "สองระบบ" อีกต่อไป จากกฎหมายความมั่นคงถึงอาร์ติเคิล 23 เมื่อเสรีภาพถูกตีกรอบภายใต้ชื่อ "ความมั่นคง" ไต้หวันจึงเลือก "รักษาระยะ" มากกว่า "รวมชาติ"

บทเรียนจากฮ่องกง: ทำไมไต้หวันมองว่า “สองระบบ” ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

1) จุดพลิกเกม: จากกฎหมายความมั่นคง 2020 ถึง “อาร์ติเคิล 23” ปี 2024
ฮ่องกงเปลี่ยนฉากการเมืองครั้งใหญ่เมื่อจีนบังคับใช้ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” (NSL) วันที่ 30 มิ.ย. 2020 กำหนดความผิดกว้างมากตั้งแต่แบ่งแยกประเทศ-โค่นล้มอำนาจรัฐ-ก่อการร้าย-สมคบกับต่างชาติ ต่อมาวันที่ 23 มี.ค. 2024 ฮ่องกงตรากฎหมายความมั่นคงท้องถิ่นตาม “มาตรา 23” เพิ่มข้อหาหนักอย่างกบฏ ก่อการจลาจล สายลับ ล้วงความลับรัฐ และ “การแทรกแซงจากต่างชาติ”—โทษบางฐานถึงจำคุกตลอดชีวิต นี่คือจุดที่ “สองระบบ” ถูกตีความให้เข้มสุดและกินพื้นที่เสรีภาพพลเมืองโดยตรง

2) บทพิสูจน์ที่คนไต้หวันมองเห็น: “การเมืองแบบเลือกได้จริง” หายไป
หลังปี 2020 โครงสร้างเลือกตั้งของฮ่องกงถูกปรับเป็น “เฉพาะผู้รักชาติ” ทั้งระดับสภานิติบัญญัติ (2021) และสภาเขต (2023) โดยตัดสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งตรงและเพิ่มกลไกคัดกรองผู้สมัคร ผลคือการมีส่วนร่วมประชาชนถดถอย—เลือกตั้งสภาเขต 10 ธ.ค. 2023 มีผู้มาใช้สิทธิแค่ 27.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เทียบกับ 71% ในปี 2019 ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน คนไต้หวันจึงเห็น “สัญญาเรื่องสิทธิเลือกตั้ง” ถูกหดตัวอย่างเป็นระบบ

3) เสรีภาพสื่อและการแสดงออก: เคสสั่นสะเทือนความเชื่อมั่น
• หนังสือพิมพ์ Apple Daily ปิดตัว 24 มิ.ย. 2021 หลังรัฐอายัดทรัพย์ตามกฎหมายความมั่นคง สะท้อนว่าเครื่องมือทางกฎหมายสามารถ “ปิดปาก” องค์กรสื่อได้จริงในทางปฏิบัติ
• ปี 2024 อดีตบรรณาธิการ Stand News ถูกตัดสินผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น (sedition)” และถูกจำคุก กลายเป็นคดีสื่อใหญ่หลัง NSL
• ปี 2024–2025 มีสื่อและองค์กรระหว่างประเทศยุติ/ลดบทบาทในฮ่องกง จากความกังวลด้านความปลอดภัยภายใต้กฎหมายใหม่
• ดัชนีเสรีภาพสื่อของ Reporters Without Borders (RSF) ปี 2025 จัดอันดับฮ่องกงรั้งที่ 140 ของโลก ขณะที่รายงาน Freedom House ปี 2025 ให้คะแนน “เสรีภาพ” ของฮ่องกงลดลงอีก
ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำกับสังคมไต้หวันว่า “สองระบบ” ในเวอร์ชันปัจจุบันไม่รับประกันเสรีภาพสื่อและการวิพากษ์อำนาจ

4) สังคมพลเมืองถูกเบรก: องค์กร-สหภาพ-NGO ทยอยยุบ
หลัง NSL เครือข่ายภาคประชาชนจำนวนมากยุติบทบาท เช่น สหภาพครูที่ใหญ่สุด (HKPTU) ประกาศยุบใน ส.ค. 2021 และแนวร่วม Civil Human Rights Front ก็ปิดตัวในเดือนเดียวกัน ภาพที่ส่งถึงไต้หวันคือ “พื้นที่ถกเถียง-จัดตั้ง-รวมตัว” หดแคบลงอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อหาความมั่นคง

5) ตัวเลขบังคับใช้กฎหมาย: จับกุม-หมายจับ-คดีมั่นคง ต่อเนื่อง
ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและรายงานสิทธิมนุษยชนระบุการจับกุมหลายร้อยรายตั้งแต่ปี 2020 และยังมีหมายจับพร้อม “เงินรางวัล” ไล่ล่าผู้ลี้ภัยการเมืองในต่างแดน ภาพรวมทำให้คนไต้หวันตั้งคำถามกับหลักนิติรัฐภายใต้ “สองระบบ” ว่าจะกลายเป็น “กฎหมายที่ตีความกว้างเพื่อปิดปาก” หรือไม่

6) การศึกษา-พื้นที่ความคิด: หลักสูตรใหม่และการคัดหนังสือ
วิชาสังคมศึกษาเสาหลัก “Liberal Studies” ถูกยกเครื่องและเปลี่ยนชื่อเป็น “Citizenship and Social Development” ตั้งแต่ปีการศึกษา 2021/22 พร้อมกรอบเนื้อหาย้ำ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และศึกษาจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะเดียวกัน มีรายงานการถอด/คัดหนังสือในห้องสมุดสาธารณะและสถาบันการศึกษา ภายใต้บรรยากาศ NSL สิ่งนี้สื่อถึงไต้หวันว่าพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์ในระบบการศึกษาถูกจำกัดมากขึ้น

7) ผลกระทบต่อชีวิตคนฮ่องกง: การอพยพ และ “สมองไหล”
หลังปี 2019 มีคลื่นการย้ายถิ่นจากฮ่องกงทั้งไปสหราชอาณาจักร (โครงการ BN(O)) และไปไต้หวันเอง—ปี 2020 ไต้หวันออกใบอนุญาตพำนักให้ชาวฮ่องกงกว่า 10,800 ราย (เพิ่มเกือบเท่าตัวจากปี 2019) และตัวเลขสถานะพำนักถาวรยังโตต่อในปี 2023 ภาพนี้สะท้อนความไม่มั่นใจในทิศทางของ “สองระบบ” ที่ผู้คนรู้สึกในชีวิตจริง

8) แล้วไต้หวันอ่านบทเรียนนี้อย่างไร
สำรวจทัศนะสาธารณะของสภากิจการจีนแผ่นดินใหญ่ (MAC) ปี 2025 ชี้ว่าคนไต้หวันกว่า 80% “ไม่เห็นด้วย” กับกรอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ขณะที่นักการเมืองหลักในไต้หวัน—ไม่ว่าฝ่ายใด—ก็ปฏิเสธโมเดลนี้อย่างเปิดเผย แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลอัตลักษณ์จากศูนย์ศึกษาการเลือกตั้ง ม.เจิ้งจื้อ ที่สัดส่วน “รู้สึกว่าเป็นคนไต้หวัน” เพิ่มต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งยิ่งเร่งหลังวิกฤติฮ่องกงปี 2019–2024

สรุปสำหรับคนอ่านไต้หวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงหลังปี 2019 ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าข่าว แต่มากระทบ “คุณภาพชีวิตทางการเมือง” จริง—สิทธิเลือกตั้งถูกลดทอน เสรีภาพสื่อ-การรวมตัวถูกจำกัด การศึกษาถูกตีกรอบ และการบังคับใช้กฎหมายมั่นคงขยายกรอบตีความอย่างกว้าง เมื่อมองบทเรียนนี้ ไต้หวันจึงไม่เชื่อว่า “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะคุ้มครองวิถีประชาธิปไตยและสิทธิของตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงเลือก “คงสถานะเดิม/รักษาระยะ” มากกว่าการรวมชาติภายใต้เงื่อนไขที่เห็นผลลัพธ์ชัดแล้วในฮ่องกง

คุ้มครองสิทธิฯ เข้าร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม “10 ปี กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือเคียงข้างประชาชน”

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มอบหมายให้กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ โดยนางสาวศิวาพร ศรียาคะบุตร นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เข้าร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม “10 ปี กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือเคียงข้างประชาชน” โดยได้รับเกียรติจาก พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานแถลงผลการดําเนินงาน และมีนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายโกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวัลลภ นาคบัว โฆษกกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม คณะผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายภาคประชาชน (ผู้ไกล่เกลี่ย) และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้อง Jupiter โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนของกองทุนยุติธรรม และเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในภารกิจของกองทุนยุติธรรมให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ผ่านช่องทางสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ และสื่อสังคมออนไลน์

โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมากองทุนยุติธรรม ได้มุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับการให้บริการในการให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้ง 4 ภารกิจสำคัญ เพื่อการให้ความช่วยเหลือได้ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ มีการรับฟังและร่วมแก้ไขปัญหา นำความยุติธรรมเชิงรุกเข้าถึงทุกเสียงความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการงานยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม และในการก้าวสู่ปีที่ 11 กองทุนยุติธรรมยังคงมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์และการดำเนินงานเพื่อสร้างหลักประกันว่าประชาชนทุกคนจะสามารถเข้าถึงเส้นทางแห่งความยุติธรรม และได้รับโอกาสสู่ความเป็นธรรมอย่างเสมอภาค

ทั้งนี้ การดำเนินงานของกองทุนยุติธรรมตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ได้รับคำขอความช่วยเหลือจากประชาชน ผู้ได้รับความเดือดร้อนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม จำนวน 61,613 ราย คิดเป็นเงินช่วยเหลือ จำนวนกว่า 2,242 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีงบประมาณ 2568 กองทุนยุติธรรมได้รับคำขอความช่วยเหลือจากประชาชน จำนวน 5,217 ราย เป็นเงินช่วยเหลือ จำนวนกว่า 227 ล้านบาท

บทเรียนจาก 12 เคสทั่วโลก ถอดรหัส 5 เงื่อนไขความสำเร็จ ฉันทามติ-แผนชัด-สวัสดิการจับต้องได้ รวมเพื่ออยู่ ไม่ใช่รวมเพื่อชนะ

สรุปสั้น: การรวมชาติที่ “สำเร็จจริง” มักมี 5 เงื่อนไขร่วม—(1) ความชอบธรรมตามกฎหมายและฉันทามติสังคม, (2) ข้อตกลงเปลี่ยนผ่านที่ชัด, (3) การรับรอง/ไม่ขัดขวางจากมหาอำนาจ, (4) แผนรวมเศรษฐกิจ-สวัสดิการที่จับต้องได้, และ (5) การเล่าเรื่องชาติ (nation-building) ที่ครอบคลุมความหลากหลาย ไม่ทับอัตลักษณ์เดิมจนแตกร้าว

12 เคส “รวมชาติ/รวมรัฐ” ที่สำเร็จ (คัดแบบหลากภูมิภาค)
1. 1) เยอรมนี (1990) — “สองเยอรมัน” กลับมาเป็นหนึ่งผ่านกรอบ Two Plus Four (สองเยอรมัน + สหรัฐฯ/โซเวียต/สหราชอาณาจักร/ฝรั่งเศส) เคลียร์กรอบความมั่นคง-กฎหมายระหว่างประเทศ ก่อนบังคับใช้ “สนธิสัญญารวมชาติ” วันที่ 3 ต.ค. 1990
2. 2) เวียดนาม (1976) — หลังสงครามสิ้นสุด เวียดนามเหนือ-ใต้ประกาศเป็น “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” (2 ก.ค. 1976) จากนั้นเดินหน้ารวมระบบกฎหมาย-การคลัง-พรรคการเมือง
3. 3) เยเมน (1990) — เยเมนเหนือ + เยเมนใต้ รวมเป็น “สาธารณรัฐเยเมน” (22 พ.ค. 1990) แม้ต่อมามีความขัดแย้งภายใน แต่สถานะรัฐรวมยังคงยืนในทางกฎหมายระหว่างประเทศ
4. 4) แทนซาเนีย (1964) — แทงกันยีกา + แซนซิบาร์ รวมเป็น “สาธารณรัฐแห่งสหภาพแทนซาเนีย” ด้วยข้อตกลงที่คง “เอกลักษณ์-อำนาจท้องถิ่น” ฝั่งเกาะไว้บางส่วนเพื่อลดแรงเสียดทาน
5. 5) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1971–72) — สหพันธรัฐเริ่ม 6 เอมิเรตส์ (2 ธ.ค. 1971) ก่อนราสอัลไคมาห์เข้าร่วม (ก.พ. 1972) โครงสร้างสหพันธรัฐ + รายได้พลังงานแบ่งปันชัด เป็นกาวใจสำคัญ
6. 6) แคเมอรูน (1961) — British Southern Cameroons เลือกผ่านประชามติภายใต้กำกับยูเอ็น ไปรวมกับ Republic of Cameroon เกิด “สหพันธ์สาธารณรัฐแคเมอรูน” (1 ต.ค. 1961) ก่อนค่อย ๆ ปรับเป็นรัฐเดี่ยว
7. 7) อิตาลี (1861–1870) — Risorgimento รวมรัฐเล็กภาคเหนือ-ใต้ สถาปนาอิตาลี (1861) แล้ว “ปิดจ็อบ” เมื่อได้เวเนโต (1866) และโรม (1870) กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจการเมือง-วัฒนธรรม
8. 8) สหราชอาณาจักร (1707) — กฎหมายสหภาพทำให้อังกฤษ + สกอตแลนด์ กลายเป็น “บริเตนใหญ่” (ภายหลังรวมไอร์แลนด์เหนือเป็นสหราชอาณาจักร) จุดแข็งคือโครงสร้างสหภาพที่เปิดพื้นที่อัตลักษณ์ท้องถิ่น
9. 9) แอฟริกาใต้ (1910) — รวมอาณานิคมอังกฤษ 4 แห่งเป็น “สหภาพแอฟริกาใต้” (ต่อมาเป็นสาธารณรัฐ) โครงสร้างเศรษฐกิจสมัยใหม่ช่วยเชื่อมภูมิภาคที่ต่างกันมาก
10. 10) โรมาเนีย (1859 & 1918) — มอลดาเวีย + วาลาเคีย รวมปี 1859 และ “มหาสหภาพ” 1 ธ.ค. 1918 เมื่อทรานซิลเวเนียเข้าร่วม (ได้การรับรองในสนธิสัญญาหลังสงคราม)
11. 11) ซาอุดีอาระเบีย (1932) — รวมเฮญาซ + นัจด์ ภายใต้ราชวงศ์ซะอูด (23 ก.ย. 1932) ใช้ทั้งการทหาร-การเมือง-เศรษฐกิจ สถาปนารัฐชาติศูนย์กลางศาสนาและพลังงาน
12. 12) ลิเบีย (1951) — รวม 3 แคว้นประวัติศาสตร์ (ทริโปลิแทเนีย-ไซเรไนกา-เฟซซาน) เป็นราชอาณาจักรลิเบียอิสระ (24 ธ.ค. 1951) ก่อนเลิกโครงสร้างสหพันธรัฐในปี 1963

แพตเทิร์นความสำเร็จ: 7 ปัจจัยที่ซ้ำกันแทบทุกเคส
· 1) ฉันทามติ + ความชอบธรรมทางกฎหมาย — มักมีสนธิสัญญา/ประชามติ/กรอบกฎหมายชัด (เช่น เยอรมนี—Two Plus Four, แคเมอรูน—ประชามติภายใต้ยูเอ็น)
· 2) รับรองจากมหาอำนาจ/องค์กรระหว่างประเทศ — ลดความเสี่ยงปะทะเชิงยุทธศาสตร์ เพิ่มความแน่นอนด้านเขตแดน-ความมั่นคง
· 3) ข้อตกลงเปลี่ยนผ่านที่ “แตะกระเป๋าเงิน” — บูรณาการเศรษฐกิจ-สวัสดิการ-งบชดเชย (ตัวอย่าง UAE แบ่งปันรายได้พลังงาน, เยอรมนีมีการโอนงบไปภาคตะวันออก)
· 4) ออกแบบสถาบันการเมืองที่ยืดหยุ่น — สหพันธรัฐ/เขตปกครองพิเศษ/โควตาอำนาจ เพื่อลดแรงเสียดทานอัตลักษณ์ (แทนซาเนีย, UK)
· 5) สงคราม/ความขัดแย้งต้อง “จบจริง” หรือควบคุมได้ — สันติภาพที่มีหลักประกัน ช่วยให้การรวมไม่ถูกรื้อใน 3–5 ปีแรก (เวียดนามหลัง 1975)
· 6) เล่าเรื่องชาติแบบ “รวม ไม่ลบ” — สัญลักษณ์/แบบเรียน/วัฒนธรรมที่ยอมรับความต่าง สร้างความภาคภูมิใจร่วม ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่ง “แพ้แล้วหายไป”
· 7) แผน 100 วัน–1 ปี–5 ปี ที่ตรวจสอบได้ — Roadmap รวมกฎหมาย/ดิจิทัลไอดี/ภาษี/แรงงาน/พรมแดน/บริการสาธารณะ พร้อม KPI และงบประมาณ

เทียบกับ “รวมไม่รอด/ไปต่อยาก”: บทเตือนใจสั้น ๆ
• สหพันธ์ที่อายุสั้น: สหภาพอียิปต์–ซีเรีย (UAR, 1958–61), เซอร์เบีย–มอนเตเนโกร (2003–2006)
• บทเรียนร่วม: ขาดดุลอำนาจรุนแรง, ไม่มีผลประโยชน์ร่วมที่แตะชีวิตประจำวัน, ไม่ได้ฉันทามติจากฐานสังคม, โครงสร้างสถาบันไม่รับแรงสั่นสะเทือน

เช็กลิสต์ “ถ้าจะรวมให้สำเร็จ” (ฉบับผู้กำหนดนโยบาย)
· วัดอุณหภูมิสังคมด้วยโพลหลายสำนัก + เวทีรับฟังความเห็นที่โปร่งใส
· ทำ Term Sheet การรวม: งบชดเชย, ภาษี, ทรัพยากร, อำนาจท้องถิ่น, กระบวนการยุติธรรมช่วงเปลี่ยนผ่าน
· ขอ “กรอบรับรอง” ระหว่างประเทศตั้งแต่ต้น (สนธิสัญญา/คำประกาศร่วม)
· สื่อสาร value proposition ที่จับต้องได้: รายได้ต่อหัว, สวัสดิการ, การเดินทาง/ค้าขายที่ดีขึ้น
· ทำ Integration PMO กลาง + Dashboard KPI สาธารณะภายใน 100 วัน

ปิดท้าย: การ “รวมชาติ” ไม่ใช่การต่อชิ้นส่วนภูมิศาสตร์ แต่คือการต่อ “ความยินยอมพร้อมใจ” ผ่านกฎหมาย สถาบัน การกินดีอยู่ดี และเรื่องเล่าร่วมของผู้คน เคสที่สำเร็จจึงมักเริ่มจากคำถามง่าย ๆ แต่ยากมาก: ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไร และรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐใหม่แค่ไหน

รมว.อรรถพล นำทีม พลังงานและ กฟผ. ร่วมกับชาวอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรมน้อมถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” ณ เขื่อนสิริกิติ์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

(7 พ.ย. 68) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์นับพันคน ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ เขื่อนสิริกิติ์ จัดขึ้นเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ 

โดยกิจกรรมประกอบด้วยการแปรอักษร “เรารักพระพันปีหลวง” บนสันเขื่อนสิริกิติ์ ตักบาตรพระสงฆ์ 48 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” แสดงพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จเยือนเขื่อนสิริกิติ์ และการประดับไฟบริเวณสวนสุมาลัย ที่ กฟผ. สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535

ทั้งนี้ เขื่อนสิริกิติ์ได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นชื่อเขื่อน ซึ่งยังประโยชน์ ให้แก่ประเทศ ทั้งด้านชลประทานและการผลิตไฟฟ้า เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กั้นแม่น้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มีความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 3 รองจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนภูมิพล 

โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 และเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดเขื่อนสิริกิติ์และโรงไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2520 จวบจนปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เขื่อนสิริกิติ์ ยังสนองพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” โดย กฟผ. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชน ปลูกป่าเทิดพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมในพื้นที่ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เมื่อปี 2565 จำนวน 400 ไร่ 900,000 ต้น และสร้างฝายชะลอน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ยืดอายุแหล่งน้ำ ดักตะกอนและวัสดุต่าง ๆ ไม่ให้ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินด้วย

กระทรวงพลังงาน กฟผ. และประชาชนชาวอุตรดิตถ์  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ณ เขื่อนสิริกิติ์ ทั้งกิจกรรมการแปรอักษร กิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” และที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ก็ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เช่น การปลูกป่า การสร้างอ่างเก็บน้ำ การสร้างฝาย การปลูกหญ้าแฝก รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนรอบเขื่อนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกัน กฟผ. ได้จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหาร กฟผ. ผู้บริหารบริษัทในกลุ่ม กฟผ. และผู้ปฏิบัติงาน ร่วมแสดงความอาลัยกว่า 600 คน ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานกลาง กฟผ. พร้อมทั้งทุกเขต เขื่อน โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ 

ผบ.ตร. มอบรางวัลดีเด่น “ปราบปรามอาวุธปืน จับโจรตามหมายจับ” พร้อมมอบเข็มแม่นปืนฯ 4 ผู้ช่วย ผบ.ตร. - รอง จตช.

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับ รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการหน่วยต่าง ๆ  ร่วมประชุม โดยก่อนการประชุมฯ ผบ.ตร.เป็นประธานมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ หรือ เข็มแม่นปืนกิตติมศักดิ์ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีของผู้ให้การสนับสนุนกิจการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และมอบแก่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือเทียบเท่า โดยมีผู้เข้ารับมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ได้แก่ พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. 

จากนั้น ผบ.ตร. มอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติดีเด่น และดี ด้านการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ จากการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ห้วงวันที่ 15 – 24 สิงหาคม 2568 ภายใต้แผนยุทธการ “พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี” ซึ่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีผลการปฏิบัติเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่หน่วยงานและข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ 

สำหรับรางวัลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
ประเภทที่ 1 หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติด้านการจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน 
ดีเด่นกลุ่มที่ 1 ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 3 ตำรวจภูธรภาค 4 และ ตำรวจภูธรภาค 5  
ดีเด่นกลุ่มที่ 2 ได้แก่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 

ประเภทที่ 2 หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติด้านการสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ 
ดีเด่นกลุ่มที่ 1 ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 4 และตำรวจภูธรภาค 3
ดีเด่นกลุ่มที่ 2 ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว 

นอกจากนี้ ได้มอบรางวัลให้กับหน่วยที่มีผลการปฏิบัติดี ทั้ง 2 ประเภท อีกจำนวน 21 รางวัล รวมทั้งสิ้น 30 รางวัล

ผบ.ตร. กล่าวให้กำลังใจ ชมเชยทุกหน่วยที่มุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรม และย้ำให้ตั้งใจในการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภทที่เป็นภัยคุกคามความสงบสุขของประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

สี จิ้นผิง พบนายกรัสเซีย ย้ำจีน–รัสเซียร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เร่งเชื่อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจสองชาติ ขยายพลังงาน–เทคโนโลยี–เศรษฐกิจดิจิทัล สร้างพลังใหม่เพื่อสันติภาพโลก

(7 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน พบกับนายกรัฐมนตรีมิเฮอิล มิชูสติน ของรัสเซียที่กรุงปักกิ่ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้กระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ พร้อมเชื่อมโยงแผนพัฒนาประเทศของทั้งสองให้สอดรับกัน เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและผลักดันการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

สีจิ้นผิงระบุว่า ตลอดปีที่ผ่านมา จีนและรัสเซียร่วมกันฝ่าฟันสถานการณ์โลกที่ซับซ้อน และยังคงพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น เขาเสนอให้ทั้งสองประเทศขยายการลงทุนร่วมกัน เสริมความร่วมมือในด้านพลังงาน การคมนาคม เกษตร และอวกาศ รวมถึงเปิดพื้นที่ใหม่ในด้านปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

จีนกำลังเดินหน้าสู่ “การพัฒนาแบบจีนยุคใหม่” ภายใต้แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงและเปิดประเทศในระดับลึกมากขึ้น สีจิ้นผิงยืนยันว่าจีนพร้อมประสานยุทธศาสตร์กับรัสเซีย เพื่อให้ทั้งสองประเทศก้าวหน้าไปด้วยกัน และสร้างผลประโยชน์ร่วมแก่ประชาชนทั้งสองชาติ

ด้านนายกรัฐมนตรีมิชูสติน กล่าวขอบคุณและส่งคำทักทายจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน พร้อมย้ำว่ารัสเซียพร้อมสานต่อความร่วมมือกับจีนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ พลังงาน เกษตรกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ตลอดจนร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ใกล้ชิดในระดับประชาชน และทำงานร่วมกันในเวทีนานาชาติเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ยูเครน vs. จีน-ไต้หวัน จากประชามติใต้ปลายกระบอกปืนในดอนบาส ถึง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่ฮ่องกงทำลายความเชื่อมั่น ทำไมโลกเห็นต่างต่อ “การรวมชาติ” ของรัสเซียและจีน

(7 พ.ย. 68) การผนวกดินแดนของรัสเซียในยูเครนและความพยายามรวมชาติของจีนกับไต้หวันเผยให้เห็นบริบทและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในยูเครน รัสเซียอ้างประชามติในพื้นที่ยึดครองรวมถึงไครเมียและแคว้นในปี 2014 และ 2022 เพื่อผนวกดินแดน ขณะที่จีนยังยืนยันเป้าหมายการรวมไต้หวันโดยใช้หลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" แต่สังคมไต้หวันส่วนใหญ่มองว่าไม่เชื่อมั่นหลังจากได้เห็นผลกระทบของกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าในยูเครน โครงสร้างอัตลักษณ์และภาษา รวมถึงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงรัสเซียมีผลทำให้บางพื้นที่ดูเหมือนต้องการรวมกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามการประชามติที่เกิดขึ้นภายใต้สภาพการบังคับและความรุนแรง ขาดเสรีภาพในการตัดสินใจ เนื่องจากมีการข่มขู่และเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปมีบทบาท ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศจึงไม่ยอมรับความชอบธรรมของประชามติครั้งนี้ โดยมติขององค์การสหประชาชาติยืนยันว่าการผนวกเป็นโมฆะตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ในทางตรงกันข้าม ไต้หวันที่ดำเนินการภายใต้สังคมประชาธิปไตยที่เลือกตั้งได้อย่างเสรี มีผลสำรวจล่าสุดระบุว่าเกือบ 84% ของประชาชนปฏิเสธแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และส่วนใหญ่มีอัตลักษณ์เป็นชาวไต้หวันมากกว่าชาวจีน ขณะเดียวกัน การเมืองในฮ่องกงที่ถูกจำกัดเสรีภาพและการควบคุมด้วยกฎหมายความมั่นคง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในระบบดังกล่าวลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ไต้หวันไม่เห็นด้วยกับการรวมชาติในลักษณะนี้

สรุปแล้ว การอ้างสิทธิรวมชาติในยูเครนเกิดขึ้นจากการบังคับและการยึดครองโดยรัฐภายนอกซึ่งถูกปฏิเสธโดยนานาชาติ ขณะที่ไต้หวันใช้กลไกทางการเมืองที่เสรีและการแสดงออกของประชาชนที่ชัดเจนเป็นฐานปฏิเสธการรวมชาติภายใต้กรอบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ที่จีนเสนอไว้ พร้อมทั้งได้รับบทเรียนล้ำค่าจากสถานการณ์ในฮ่องกงที่ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของเสรีภาพและสิทธิพื้นฐานในระบบนั้น

"สังคมไต้หวันไม่เชื่อมั่นในระบบหนึ่งประเทศ สองระบบ หลังเห็นบทเรียนจากฮ่องกง" เป็นข้อความสำคัญที่สะท้อนความแตกต่างของบริบทและเจตจำนงของประชาชนระหว่างสองกรณีนี้

รศ.ดร.อักษรศรี เตือนอย่ารีบผูกขาดใคร สหรัฐฯ เร่งจีบไทยทำ MOU แข่งจีน ขุดโดยไม่คิดเสี่ยง “ได้ไม่คุ้มเสีย” ชี้ถึงเวลาวางแผนเชิงกลยุทธ์ระดับชาติ

(7 พ.ย. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความว่า…

แร่หายาก มันคือ ทรัพย์ในดินสินในน้ำของเราที่มีค่ายิ่งในยุคนี้ เรามีไพ่ rare earth ในมือแล้ว มันคือหมัดเด็ดที่จีนใช้ตอบโต้กับสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐมาขอจีบเรามาขอ (มัดมือชก) ทำ MOU แร่หายากกับไทย

แล้วเราจะเล่นไพ่แร่หายากในมืออย่างมีชั้นเชิง (กว่านี้) ได้อย่างไร เราไม่ควรเอาตัวเองไปผูกมัดกับใครโดยง่าย มันจะ #ได้ไม่คุ้มเสีย ถ้าขุดขึ้นมาใช้จะมีผลกระทบมาก สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วเราจะมี strategic move ในการใช้ประโยชน์จากแร่หายากอย่างไร 

เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เราต้องวางแผนเชิงกลยุทธ์และตั้งทีมศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เกมนี้เราต้องเล่นให้เป็น หากเราคิดจะเป็นโซ่ข้อนึงในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ในสมรภูมิการแข่งขันของมหาอำนาจจีนและสหรัฐฯ

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร อุทิศถวาย 'สมเด็จพระพันปีหลวง'

(7 พ.ย. 68) โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จัดกิจกรรมเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความอาลัย เนื่องในวาระครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

โดยมี พลเรือตรี กิติศักดิ์ สายนุช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ เป็นประธานในพิธี ประกอบด้วย
- พิธีแสดงความอาลัย ณ บริเวณลานพระราชานุสาวรีย์ โดยมีข้าราชการและกำลังพลร่วมยืนถวายความอาลัย โดยพร้อมเพรียง
- พิธีลงนามถวายความอาลัย ณ โถงประชาสัมพันธ์
- พิธีบำเพ็ญกุศลในวาระครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องคลองไผ่ หอประชุม รพ.ฯ

พิธีดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย เปี่ยมด้วยความอาลัยและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ขอพระองค์เสด็จสถิต ณ สรวงสวรรคาลัย ทรงเป็นดวงประทีปนำทางแห่งแผ่นดินไทยตราบนิรันดร์

เรื่องราวจริงที่มากกว่าเกมฟุตบอล “หมอนทองวิทยา” ล้มยักษ์ ทีมม้ามืดจากฉะเชิงเทราสร้างตำนาน เข้าชิงแชมป์ที่สนามศุภชลาศัย

(7 พ.ย. 68) หมอนทองวิทยา ทีมม้ามืดจากฉะเชิงเทรา ภายใต้การนำของ อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ พร้อมสัญลักษณ์ "รถขนฝัน" สร้างตำนานล้มทีมยักษ์จากกรุงเทพฯจนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมเปียนคัพ 7HD 2025 ขณะที่จะพบ อบจ.ชัยนาท วันเสาร์ที่ 8 พ.ย. ณ สนามศุภชลาศัย ถ่ายทอดสดทางช่อง 7HDและออนไลน์

ทีมหมอนทองวิทยาได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางหลังเอาชนะแชมป์เก่าและทีมใหญ่แบบต่อเนื่อง โดยโค้ชม้ามืด อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ กำลังสร้างแรงบันดาลใจด้วย "รถขนฝัน" ซึ่งเป็นรถบรรทุกเก่าที่ใช้เดินทางสู่สนามแข่งในกรุงเทพฯและกลายเป็นไวรัลในโซเชียล สะท้อนถึงความพยายามและทุนทรัพยากรจำกัดแต่ใจสู้ของทีม

"รถขนฝัน" ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุมานะและความฝันใหญ่ของนักเตะและโค้ช โดยโค้ชอ.สกลกล่าวว่า "นี่คือเม็ดทรายเล็กๆ ที่ถมจนเป็นภูเขา" สร้างความประทับใจและได้รับฐานแฟนบอลใหม่จากทั่วประเทศ

เส้นทางสู่รอบชิง หมอนทองวิทยาผ่านรอบ 16 ทีมด้วยการชนะ อัสสัมชัญธนบุรี 4-3, รอบ 8 ทีม โชว์ความเด็ดขาดด้วยชัยชนะเหนือเทพศิรินทร์ 7-6 และรอบรองชนะเลิศชนะ อัสสัมชัญศรีราชา ก่อนจะได้สิทธิ์ชิงกับ อบจ.ชัยนาท

โปรแกรมรอบชิงจะมีขึ้นเสาร์ที่ 8 พ.ย. ที่สนามศุภชลาศัย ถ่ายทอดสดทางช่อง 7HD และแพลตฟอร์มออนไลน์ ทีมหมอนทองวิทยากลายเป็นขวัญใจมหาชนจากเรื่องราวและผลงานที่สร้างแรงบันดาลใจ สร้างมิติใหม่ให้กับวงการฟุตบอลนักเรียนไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top