Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

ขออย่ายอมแพ้!! เพจเที่ยวจีนชื่อดังให้กำลังใจคนฝึกภาษา สำเนียงไม่สำคัญเท่าความกล้า อย่ากลัวที่จะพูดผิด เพราะสิ่งที่ทำให้เก่งคือต้อง “กล้าพูด” ไม่ใช่ “พูดเป๊ะ”

(7 พ.ย. 68) คุณเค้ก จากเพจ Just Pai Tiew-ก็แค่ไปเที่ยว แชร์เรื่องราว…ต่อจากโพสต์ก่อนหน้า ว่าด้วยเรื่องสำเนียงการพูดภาษาจีน จะเล่าให้ฟังแบบนี้นะครับ…

ครูสอนจีนคนแรกของผมเป็นชาวจีนภาคใต้ สำเนียงของเขามีเอกลักษณ์ชัดเจน และน่ารักมาก ตอนที่ผมไปจีนครั้งแรกก็อยู่ที่มณฑลกว่างซี (ภาคใต้เหมือนกัน) ช่วงที่เริ่มพูดได้แรกๆ ก็จะติดสำเนียงภาคใต้คล้ายสำเนียงแบบไต้หวันเลย ย้ายไปอยู่ภาคเหนือของจีนแรกๆคนทักเยอะมากว่ามาจากภาคใต้หรอ?

ต่อมาเมื่อผมย้ายไปเรียนต่อที่ซานซี เทียนจิน และปักกิ่ง ทุกวันได้ยินแต่ภาษาจีนกลางแบบภาคเหนือ สำเนียงก็เริ่มเปลี่ยนไปเองโดยไม่รู้ตัว

จนตอนนี้กลายเป็นสำเนียงผสมระหว่างเหนือกับใต้ ซึ่งสำหรับผม มันคือภาพสะท้อนเส้นทางการเรียนรู้ของชีวิตตัวเองได้ดีเลยครับ

ผมมองว่านี่คือเสน่ห์ของภาษาเลยนะครับ มันไม่หยุดนิ่ง มันเติบโตและเปลี่ยนแปลงตามชีวิตเราเสมอครับ ที่ผ่านมาผมเคยร่วมงานกับองค์กรทั้งรัฐและเอกชน ทั้งของจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน รวมถึงล่าสุดฮ่องกงด้วย เดินทางไปมาระหว่างสามที่นี้อยู่หลายครั้ง (ไปตามดูในช่องแดงเด้อ แวะขายของก่อน)

ในมหาวิทยาลัยก็จะมีเพื่อน รุ่นน้องทั้งฮ่องกงและไต้หวัน เพราะคณะผมทำ MOU กับมหาลัยในไต้หวันและฮ่องกงค่อนข้างเยอะ แล้วยิ่งสาขาที่ผมเรียน มันเป็นการเมืองด้วย ดังนั้นตอนอยู่ด้วยกัน เราก็จะถกประเด็นที่มันค่อนข้างละเอียดอ่อนกันเป็นว่าเล่น เหมือนเป็นเรื่องปกติ

พูดกันตรงๆ ส่วนตัวผมแทบจะไม่เคยโดนคนจีน ไต้หวันหรือฮ่องกงเหยียดสำเนียงเลยนะ
ส่วนใหญ่กลับจะชื่นชมมากกว่า ว่าสำเนียงฟังชัด เข้าใจง่าย (อันนี้เขาพูดนะครับ555)

ที่ผ่านมาอาจจะมีบ้างบางคนที่ติดภาพเก่าๆ หรือมุมมองแบบแคบๆ ซึ่งผมเคยเจอเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจครับ เพราะคนที่เข้าใจภาษา เขารู้ดีว่าสำเนียงไม่ใช่ปัญหา ขอแค่สื่อสารรู้เรื่องกันก็พอ

แปลกดีเหมือนกัน…เวลาผมเจอกับคนจีน คนฮ่องกง หรือไต้หวัน ทุกคนต่างชื่นชม ที่เจอเหยียดจริงๆ เรื่องสำเนียงก็คือจากคนไทยด้วยกันเองนี่แหละครับ 555555

ฝากถึงคนที่กำลังฝึกภาษาอยู่ ไม่ว่าคุณจะพูดด้วยสำเนียงแบบไหน อย่ากลัวที่จะพูดผิดหรือพูดไม่เหมือนใครครับ เพราะทุกเสียงที่ออกจากปากคุณ มันบ่งบอกถึงความพยายามของคุณ ที่คนไม่เคยลอง จะไม่มีวันเข้าใจครับ สิ่งที่ทำให้คุณเก่งภาษา ไม่ใช่สำเนียงที่สมบูรณ์ แต่คือความกล้าที่จะสื่อสารต่างหากครับ

เปิดหัวใจ เด็กประถมทั่วประเทศ ถวายความอาลัยรักแด่ สมเด็จพระพันปีหลวง ออกมาเป็นเพลง  "ไม่เห็นแต่รู้สึก"

โพล่าแบร์สตูดิโอ และ น้อง ๆ เยาวชนจิตอาสาร่วมร้องเพลง “ไม่เห็นแต่รู้สึก” เพื่อถวายความอาลัยแด่ องค์สมเด็จพระราชินีพระพันปีหลวง ที่ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทุกคน

บทเพลงนี้ถ่ายทอดความรู้สึกจากหัวใจของเยาวชนรุ่นใหม่ ที่แม้จะเกิดและโตมามาในยุคที่พระองค์มิได้ทรงดำเนินเสด็จพระราชกรณียกิจแล้ว แต่ทุกคนยังคงสัมผัสได้ถึงพลังแห่ง ความรัก ความเมตตา และความอบอุ่น ที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยอย่างลึกซึ้งตลอดมา

ผลงานนี้ประพันธ์และกำกับโดย พี่หมี เทียนชัย เกียรติปรุงเวช  และ เชอร์รี่ ณัชชา วีรานุกูล แห่งโพล่าแบร์สตูดิโอ  ร่วมกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน) และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อสามารถนำต้นฉบับเพลงไปเผยแพร่

ประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดและเปิดฟังพร้อมกันได้ทางช่อง YouTube โดยเซิร์ชชื่อเพลง ”ไม่เห็นแต่รู้สึก“ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ตั้งเแต่เวลา 13.30 เป็นต้นไป

สำหรับหน่วยงานต่างๆหากต้องการไฟล์ต้นฉบับเพื่อนำไปประกอบกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะสามารถติดต่อขอรับฝ่ายได้ที่เฟสบุคเพจ  Polarbearstudios ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เพลง: ไม่เห็นแต่รู้สึก  

ไม่เห็นด้วยตา…แต่ในใจรู้  เหมือนมีแสงอยู่…ไม่เคยไกลหาย
แม้ไม่เคยพบ…แต่รักมากมาย ในหัวใจ
เคยฟังผู้ใหญ่เล่าไว้ ว่ามีผู้ไม่เคยท้อ ไม่เคยรีรอ  เหนื่อยเท่าไรก็ไม่บ่น
เป็นเหมือนดาวนำทาง  สว่างกลางใจผู้คน คนไทยทุกผู้คน อบอุ่นไปทั่วแผ่นดิน

วันนี้ไม่เห็นท่านแล้ว แต่รักยังแว่ว…อยู่ในหัวใจ
คำว่ารักไม่เคยจางไป ยังชิดใกล้…เสมอมา ไม่เห็น…แต่รู้สึก ไม่พบ…แต่ไม่ไกล 
รักที่ท่านให้ไว้  อยู่ในใจของพวกเรา…ตลอดไป
ขอสัญญาจะทำความดี ขอเป็นแรงแบ่งปัน ด้วยหัวใจที่เพียงพอ สืบต่อความรักที่งดงาม

แม้ฟ้ากั้นไว้ไม่ให้เจอ แต่ดาวที่อยู่บนฟ้าไม่เคยจากไปไหน

ไม่เห็น…แต่รู้สึก ไม่พบ…แต่ไม่ไกล แม้ไม่ได้เห็นท่านจริง แต่รักไม่เคยเลือนหาย

จากนี้จะเดินต่อไป…ด้วยรักของท่านนำทาง  ไม่เห็น…แต่รู้สึก  ไม่พบ…แต่ไม่ไกล 
น้อมกราบส่งดวงพระวิญญาณ…สู่สวรรคาลัย

ภัยเงียบที่คุกคามเศรษฐกิจไทย กว่า 2.4 ล้านล้านบาทในระบบ ธรรมาภิบาลอ่อนแอ-กู้ซ้อนเสี่ยงล้มโดมิโน ถึงเวลาปลดชนวนก่อนฐานรากจะสั่นคลอน

ในขณะที่สังคมไทยกำลังจับจ้องและถกเถียงกันอย่างเข้มข้นถึงปัญหา "หนี้ครัวเรือน" ที่พุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน จนถูกมองว่าเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่พร้อมจะทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ภายใต้เงามืดของปัญหาหนี้ครัวเรือน ยังมี "ระเบิดเวลา" อีกลูกที่กำลังนับถอยหลังอย่างเงียบเชียบและอาจมีอานุภาพทำลายล้างไม่แพ้กัน นั่นคือ "หนี้สินในระบบสหกรณ์" ซึ่งหนี้สหกรณ์ในระบบเศรษฐกิจไทย ณ เดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่าประมาณ 2.43 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 15% ของหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ

ระบบสหกรณ์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นบนหลักการของการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับประชาชนนับล้านคนในประเทศไทย ตั้งแต่ข้าราชการ ครู อาจารย์ ไปจนถึงเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ทว่าวันนี้ เสาหลักที่เคยแข็งแกร่งนี้กำลังถูกกัดกร่อนด้วยปัญหาหนี้สิน การบริหารจัดการที่ไร้ธรรมาภิบาล และช่องโหว่ในการกำกับดูแล จนอาจกลายเป็นมหันตภัยทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่ยากจะคาดเดา

เครือข่ายเงินออมขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืด

ระบบสหกรณ์ในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานและหยั่งรากลึกในทุกภาคส่วนของสังคม นับตั้งแต่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ให้บริการแก่บุคลากรภาครัฐและเอกชน สหกรณ์การเกษตรที่ช่วยเกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนและปัจจัยการผลิต ไปจนถึงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ส่งเสริมการออมและการกู้ยืมในชุมชน วัตถุประสงค์หลักของสหกรณ์คือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกผ่านการรวมกลุ่ม การพึ่งพาตนเอง และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ด้วยโครงสร้างที่เน้นการรวมเงินออมของสมาชิกมาปล่อยกู้ให้สมาชิกด้วยกันเอง และมีอัตราดอกเบี้ยที่น่าจูงใจ สหกรณ์จึงกลายเป็นแหล่งพึ่งพิงทางการเงินที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่อาจเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้ยาก เครือข่ายสหกรณ์จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมสมาชิกหลายสิบล้านคน และมีเงินทุนหมุนเวียนรวมกันคิดเป็น "หลายล้านล้านบาท" ซึ่งมีขนาดใหญ่และซับซ้อนไม่ต่างจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการรวบรวมเงินออมและให้บริการทางการเงินแก่สมาชิก ก็ได้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่หลายฝ่ายไม่ได้คาดคิด และกำลังกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่คุกคามระบบโดยรวม

ขนาดของปัญหา: หนี้สินมหาศาลที่มองไม่เห็น

แม้จะไม่มีตัวเลขหนี้เสียของสหกรณ์โดยรวมที่ชัดเจนและเป็นทางการเปิดเผยสู่สาธารณะมากเท่าหนี้ครัวเรือน แต่สัญญาณเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแลและนักวิเคราะห์ต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาหนี้สหกรณ์ได้ขยายตัวจนน่าเป็นห่วง มูลค่าหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งเพื่อการบริโภค การลงทุน และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเดิม ได้พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเด็นที่น่ากังวลคือ หนี้เหล่านี้มักถูกค้ำประกันด้วย "หุ้นสหกรณ์" ของสมาชิกเอง ซึ่งมูลค่าอาจผันผวนและไม่มั่นคงเพียงพอในยามเกิดวิกฤต นอกจากนี้ ยังมีการ "กู้ซ้อน" หรือ "กู้หลายทาง" โดยที่สมาชิกบางรายมีภาระหนี้สินกับสหกรณ์หลายแห่งพร้อมกัน ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นกับรายได้ของสมาชิก

ความซับซ้อนของโครงสร้างหนี้ในระบบสหกรณ์ยังรวมไปถึงการ "กู้ยืมระหว่างสหกรณ์" ด้วยกันเอง หรือที่เรียกว่า "Inter-lending" ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับสหกรณ์ขนาดเล็กหรือสหกรณ์ที่ประสบปัญหาทางการเงินในระยะสั้น แต่ในทางกลับกัน กลไกนี้เองที่สร้าง "เส้นใยความเชื่อมโยง" ที่อาจนำไปสู่ "ปรากฏการณ์โดมิโน" หากมีสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งล้มลง สัญญาณเตือนที่เล็ดลอดออกมาจากการบริหารจัดการสหกรณ์บางแห่งที่พบว่ามีการปล่อยกู้โดยไม่รอบคอบ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง หรือแม้แต่การทุจริต ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า "ภัยเงียบ" นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป

กลไกขับเคลื่อน "ระเบิดเวลา": ต้นตอของหายนะที่กำลังคืบคลาน

ปัญหาหนี้สหกรณ์ที่พอกพูนและกลายเป็น "ระเบิดเวลา" มีสาเหตุซับซ้อนหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก:
 
1. ธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด:
สหกรณ์จำนวนมากยังขาดธรรมาภิบาลที่ดี คณะกรรมการบริหารอาจไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินเพียงพอ บางครั้งมีการครอบงำโดยกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน ทำให้การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเป็นไปได้ยาก นำไปสู่การตัดสินใจลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น หรือการให้กู้ยืมแก่บุคคลหรือโครงการที่ไม่มีหลักประกันที่เพียงพอ ด้วยความหวังที่จะได้ผลตอบแทนสูงเพื่อนำมาจ่ายเงินปันผลแก่สมาชิก ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจที่ผิดพลาด

2. การปล่อยกู้ที่หละหลวมและปัญหาหนี้ซ้อน:
ระบบการให้กู้ยืมภายในสหกรณ์บางแห่งอาจขาดความรัดกุม เพียงแค่สมาชิกมีหุ้นสหกรณ์ก็สามารถกู้เงินได้ง่ายดาย บางครั้งสมาชิกไม่ได้นำเงินไปใช้เพื่อการสร้างอาชีพหรือแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน แต่กลับใช้เพื่อการบริโภค หรือนำไปปิดหนี้จากสถาบันการเงินอื่น แล้วกลับมาก่อหนี้ใหม่กับสหกรณ์อีก ซึ่งเป็นวงจรหนี้ที่ไม่สิ้นสุด (loan stacking) ทำให้สมาชิกมีภาระหนี้สินเกินตัว เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือรายได้ไม่เป็นไปตามคาด ก็จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ทันที

3. การเชื่อมโยงระหว่างสหกรณ์ (Inter-lending):
สหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนเหลือเฟือ มักนำเงินไปฝากหรือปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ขนาดเล็กกว่า หรือสหกรณ์ที่ต้องการสภาพคล่อง การกู้ยืมระหว่างกันนี้แม้จะช่วยหมุนเวียนเงินทุนในระบบ แต่ก็สร้างความเชื่อมโยงที่อันตราย หากสหกรณ์ผู้กู้รายใดรายหนึ่งประสบปัญหาทางการเงินรุนแรง ไม่สามารถชำระคืนได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ผู้ให้กู้ และอาจเกิด "ปรากฏการณ์โดมิโน" ล้มเป็นทอดๆ กระทบไปทั่วระบบได้

4. การฉ้อฉลและการทุจริต:
แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีกรณีศึกษาของการฉ้อโกงหรือทุจริตเงินของสมาชิกในสหกรณ์บางแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทำลายความเชื่อมั่นของสมาชิก ส่งผลให้เงินออมของประชาชนนับหมื่นล้านบาทสูญหายไปในพริบตา

5. ช่องโหว่และข้อจำกัดในการกำกับดูแล:
หน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ยังคงประสบปัญหาด้านบุคลากร งบประมาณ และอำนาจทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาซุกอยู่ใต้พรม

ใครคือผู้รับเคราะห์? ผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสังคมไทย

หาก "ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" เกิดการระเบิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในระบบสหกรณ์ แต่จะแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง:

1. สมาชิกสหกรณ์นับล้านคน: ประชาชนจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ทหาร เกษตรกร และพนักงานบริษัท ที่ฝากเงินออมทั้งชีวิตหรือใช้สหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุน จะต้องสูญเสียเงินออมและอาจต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต การวางแผนการเกษียณ และอนาคตของครอบครัว

2. ระบบการเงินโดยรวม: สหกรณ์หลายแห่งมีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ หากสหกรณ์ล้มเหลวจำนวนมาก อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องบันทึกหนี้เสีย และเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด

3. รัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน: หากวิกฤตหนี้สหกรณ์ขยายวงกว้าง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินที่หนักอึ้ง และอาจต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: การสูญเสียเงินออมจำนวนมากจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและการลงทุนหดตัว ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

5. ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคม: ปัญหาหนี้สหกรณ์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนฐานะยากลำบากยิ่งดำดิ่งลงไปในวังวนของหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น ความเครียด การก่ออาชญากรรม หรือความไม่สงบในสังคม

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่ละเลย: จะทำอย่างไรก่อนระเบิดจะทำงาน?

"ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป:

1.  ปฏิรูปการกำกับดูแล: ควรมีการรวมศูนย์อำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจต้องพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะที่มีอำนาจและเครื่องมือที่เพียงพอในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

2.  เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: สหกรณ์ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสแก่สมาชิกและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการส่งเสริมและฝึกอบรมคณะกรรมการและบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทางการเงินและธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง รวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น

3.  ปรับปรุงระเบียบการปล่อยกู้: กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้กู้ที่รัดกุมและคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงควบคุมการก่อหนี้ซ้อนและการใช้หุ้นสหกรณ์เป็นหลักประกันที่อาจมีความเสี่ยง

4. การฉ้อฉลและการทุจริต:
แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีกรณีศึกษาของการฉ้อโกงหรือทุจริตเงินของสมาชิกในสหกรณ์บางแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทำลายความเชื่อมั่นของสมาชิก ส่งผลให้เงินออมของประชาชนนับหมื่นล้านบาทสูญหายไปในพริบตา

5. ช่องโหว่และข้อจำกัดในการกำกับดูแล:
หน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ยังคงประสบปัญหาด้านบุคลากร งบประมาณ และอำนาจทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาซุกอยู่ใต้พรม

ใครคือผู้รับเคราะห์? ผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสังคมไทย

หาก "ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" เกิดการระเบิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในระบบสหกรณ์ แต่จะแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง:

1. สมาชิกสหกรณ์นับล้านคน: ประชาชนจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ทหาร เกษตรกร และพนักงานบริษัท ที่ฝากเงินออมทั้งชีวิตหรือใช้สหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุน จะต้องสูญเสียเงินออมและอาจต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต การวางแผนการเกษียณ และอนาคตของครอบครัว

2. ระบบการเงินโดยรวม: สหกรณ์หลายแห่งมีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ หากสหกรณ์ล้มเหลวจำนวนมาก อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องบันทึกหนี้เสีย และเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด

3. รัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน: หากวิกฤตหนี้สหกรณ์ขยายวงกว้าง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินที่หนักอึ้ง และอาจต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: การสูญเสียเงินออมจำนวนมากจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและการลงทุนหดตัว ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

5. ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคม: ปัญหาหนี้สหกรณ์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนฐานะยากลำบากยิ่งดำดิ่งลงไปในวังวนของหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น ความเครียด การก่ออาชญากรรม หรือความไม่สงบในสังคม

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่ละเลย: จะทำอย่างไรก่อนระเบิดจะทำงาน?

"ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป:

1.  ปฏิรูปการกำกับดูแล: ควรมีการรวมศูนย์อำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจต้องพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะที่มีอำนาจและเครื่องมือที่เพียงพอในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

2.  เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: สหกรณ์ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสแก่สมาชิกและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการส่งเสริมและฝึกอบรมคณะกรรมการและบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทางการเงินและธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง รวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น

3.  ปรับปรุงระเบียบการปล่อยกู้: กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้กู้ที่รัดกุมและคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงควบคุมการก่อหนี้ซ้อนและการใช้หุ้นสหกรณ์เป็นหลักประกันที่อาจมีความเสี่ยง

4.  การฟื้นฟูและแก้ไขปัญหา: สำหรับสหกรณ์ที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ควรมีมาตรการฟื้นฟูหรือปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายและป้องกันการแพร่กระจายของปัญหา

5.  เสริมสร้างความรู้ทางการเงินแก่สมาชิก: การให้ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้องแก่สมาชิกสหกรณ์ จะช่วยให้สมาชิกมีความเข้าใจในการวางแผนการเงิน การออม การลงทุน และการจัดการหนี้สินที่ดีขึ้น ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้อย่างรอบคอบ

ถึงเวลาที่ต้องปลดชนวน

ปัญหาหนี้สินในระบบสหกรณ์เป็น "ระเบิดเวลา" ที่กำลังคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างเงียบๆ แต่จริงจัง การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สหกรณ์ สมาชิก และประชาชนโดยรวม

การเพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังต่อไป อาจนำมาซึ่งหายนะที่ยากจะเยียวยา สิ่งที่จำเป็นที่สุดในวันนี้คือ "การตื่นตัว" การยอมรับว่าปัญหาดำรงอยู่ และ "การลงมือทำ" อย่างเด็ดขาดและทันท่วงที เพื่อปลดชนวนระเบิดลูกนี้ ก่อนที่เสียงระเบิดของมันจะกึกก้อง และสั่นสะเทือนฐานรากเศรษฐกิจของประเทศไทยไปตลอดกาล

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

(7 พ.ย. 68) เวลา 07.30 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ประธานในพิธี พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ, ผู้ช่วย ผบ.ตร., รองจเรตำรวจแห่งชาติ, ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี เพื่อถวายความอาลัยด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ คณะสงฆ์ 10 รูป ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร จากนั้น ผบ.ตร. และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำคณะตักบาตรพระสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยไตรมาส 2/68 ตลาดแรงงานไทยเสถียร การจ้างงานอยู่ในระดับสูง อัตราว่างงานต่ำ เดินหน้าพัฒนาทักษะ-คุ้มครองสิทธิแรงงานต่อเนื่อง

(7 พ.ย. 68) พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจแรงงานไตรมาส 2/2568 ซึ่งจัดทำโดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน พบว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีความมั่นคง โดยสะท้อนจากอัตราการมีงานทำที่อยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของการจ้างงาน  

สำหรับข้อมูลด้านกำลังแรงงานในไตรมาส 2/2568 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) จำนวน 59.43 ล้านคน โดยอยู่ในกำลังแรงงาน 40.11 ล้านคน และเป็นผู้มีงานทำ 39.51 ล้านคน ส่งผลให้อัตราการมีงานทำต่อประชากรอยู่ที่ร้อยละ 66.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค 

ในส่วนของสถานการณ์การจ้างงานในระบบประกันสังคม ไตรมาส 2/2568 หรือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12,159,025 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.52 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.12 จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าการจ้างงานในระบบยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านการว่างงานในระบบประกันสังคมมีจำนวน 241,809 คน ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมาร้อยละ -3.98 โดยในจำนวนนี้มีผู้ถูกเลิกจ้าง จำนวน 41,973 คน โดยอัตราการว่างงาน (ในระบบ) อยู่ที่ร้อยละ 1.95 และอัตราการเลิกจ้างอยู่ที่ร้อยละ 0.34  

ขณะที่ข้อมูลแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักร ณ เดือนกันยายน 2568 มีจำนวน 4,005,283 คน แม้จะลดลงเล็กน้อยจากช่วงก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 19.42 โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานชั่วคราวตามมาตรา 63/2 ซึ่งอยู่ในระบบและผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง  

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานยืนยันว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีเสถียรภาพ โดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยังคงดี และกระทรวงแรงงาน จะเดินหน้าดำเนินมาตรการส่งเสริม การมีงานทำ การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การดูแลแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม  

สมุทรปราการ-วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร ครบ 15 วัน อุทิศถวายพระราชกุศลพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

(7 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. ณ อุโบสถวัดบางพลีใหญ่กลาง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ คณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลางประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวารในวาระครบ 15 วัน อุทิศถวายพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

โดยมี พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี จุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมด้วย นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผอ.โรงพยาบาลบางพลี จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

โดยมี พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ 10 รูป ประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้น ได้ร่วมกันถวายผ้าไตรแด่พระสงฆ์ถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในพิธีมี พ.ต.อ.วัชระ เทพเสน ผกก.สภ.บางปู ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก.อบต.บางพลีใหญ่ คณะไวยาวัจกร หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการตำรวจ คณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาลโรงพยาบาลบางพลีสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่กลาง 

คณะครูโรงเรียนบางพลีราษฎ์บำรุง คณะครูโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง เจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ และพสกนิกรในเขตพื้นที่เข้าร่วมพิธีถวายพระราชกุศลและร่วมแสดงความอาลัยด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

โดยมีกำหนดประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 50 วัน ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และสัตตมวาร ครบ 100 วัน ในวันที่ 31 มกราคม 2569 และจนกว่าจะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อให้พสกนิกรชาวอำเภอบางพลีได้ร่วมกันน้อมรำลึกและถวายความอาลัยอย่างสมพระเกียรติและสมบูรณ์ตามราชประเพณีทุกประการ

จีนอัปเกรดพลัง AI เนรมิตหุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ เติมเต็มแรงงานขาดแคลน โรงงานทั่วประเทศก้าวสู่ยุค “AI+” ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

(7 พ.ย. 68) จีนเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง ล่าสุดโรงงานอัจฉริยะทางตะวันออกของประเทศผลิต “หุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ” ออกสู่ตลาดปีละกว่า 1,000 หน่วย เพื่อทดแทนแรงงานช่างเชื่อมที่ขาดแคลนทั่วประเทศกว่า 3.5 ล้านคน 

“หัวใจของเรา คือการผสานความแม่นยำของงานเชื่อมเข้ากับระบบอัตโนมัติในโรงงาน” หวัง เต๋อเจ้าหวี ซีอีโอ 3S Robotics กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีจากปักกิ่งได้พัฒนาโมเดล AI สำหรับงานเชื่อม ที่ช่วยให้หุ่นยนต์ตัดสินใจและทำงานได้อย่างอัตโนมัติทั้งกระบวนการ ลดเวลาพัฒนาได้กว่า 60% “หุ่นยนต์ของเราสามารถคิดและตัดสินใจได้เหมือนช่างเชื่อมมืออาชีพ” หาน เถิงเยว่ จากบริษัท Botsing Technology กล่าว ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “AI+ อุตสาหกรรม” ที่จีนตั้งเป้าสร้างระบบการผลิตยุคใหม่ภายใน 5 ปี

จีนยังคงเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องมา 15 ปี และมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานมากที่สุดในโลก โดยมีหุ่นยนต์เฉลี่ย 470 ตัวต่อแรงงาน 10,000 คน ปัจจุบันจีนมีโรงงานอัจฉริยะกว่า 35,000 แห่ง และโรงงานระดับก้าวหน้ากว่า 230 แห่ง ซึ่งช่วยให้การวิจัยและพัฒนาเร็วขึ้น 28% เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกว่า 22% และลดการปล่อยคาร์บอนถึง 20% “โรงงานเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของยุค AI+ อย่างแท้จริง” จง ซินหลง นักวิจัยจาก CCID Consulting กล่าว

ในภาคยานยนต์ บริษัทจากเซินเจิ้นได้พัฒนาเครื่องตรวจสอบคุณภาพด้วย AI ที่ใช้ดีปเลิร์นนิงและโมเดลขนาดใหญ่ สามารถตรวจหาข้อบกพร่องได้กว่า 70 ประเภทในครั้งเดียว เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบกว่า 85% 

“เราทำงานร่วมกับผู้ผลิตกว่า 300 ราย และตั้งเป้าช่วยเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะอีกกว่า 1,000 แห่ง” เจีย เจียหย่า ผู้ก่อตั้ง SmartMore กล่าว 

ส่วนบริษัท Envision Energy ผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่ก็เผยว่า ระบบ AI ของตนช่วยคาดการณ์สภาพอากาศระดับจุดได้แม่นยำในรัศมีไม่ถึง 20 เมตร เพิ่มรายได้กว่า 21% และ “คาดการณ์การขัดข้องล่วงหน้าได้ถึงสองเดือน” หวง หู รองประธานบริษัท ระบุ

รัฐบาลจีนยังเดินหน้าผลักดันนโยบาย “AI Plus” ซึ่งกำหนดแผนบูรณาการ AI กับเศรษฐกิจจริง ตั้งเป้าให้นวัตกรรมอย่างอุปกรณ์อัจฉริยะและระบบผู้ช่วย AI มีการใช้งานมากกว่า 70% ภายในปี 2027 ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ทดสอบ ไปจนถึงบริการและบริหารจัดการ

ด้านจง ซินหลง นักยุทธศาสตร์ด้าน AI วิเคราะห์ว่า สหรัฐเน้น “ทุ่มเทกำลังคอมพิวเตอร์” เพื่อรักษาความเป็นผู้นำเทคโนโลยี ขณะที่จีนเลือกแนวทาง “เน้นการใช้งานจริง” โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากระบบอุตสาหกรรมครบวงจร ตลาดภายในขนาดใหญ่ และยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งพัฒนา “ผลิตภาพคุณภาพใหม่” 

“แนวทางของจีนสะท้อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในระยะยาว” จง ซินหลง กล่าวปิดท้าย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งด่วนดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” 24 ชั่วโมง

(7 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน จากกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนเรื่องอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” จะส่งผลให้ช่วงวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ระดมกำลังเตรียมพร้อมออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยนำข้อสั่งการตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการถอดบทเรียนในครั้งที่ผ่านมา นำมาปรับใช้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที เพื่อดูแลบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ตั้งแต่การขนย้ายสิ่งของและช่วยนำพาพี่น้องประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพอาศัยโอกาสเข้าซ้ำเติมสร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้กับผู้ประสบภัย รวมทั้งจัดการและอำนวยความสะดวกการจราจร โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องแต่งกายแสดงสัญลักษณ์ให้ประชาชนเห็นเด่นชัด เพื่อสามารถขอความช่วยเหลือได้ทันที และเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์กู้ภัยเพื่อความพร้อมในการออกปฏิบัติงาน บูรณาการกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด

หากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหรือประสบปัญหาอุทกภัย สาธารณภัย ต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ตำรวจทุกพื้นที่พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

“กรมทางหลวง” เดินหน้า!! รับฟังความเห็น โครงการมอเตอร์เวย์ “รังสิต-บางปะอิน” ก่อนเปิด PPP ปี 69 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ชู M-Flow แก้รถติด เชื่อม “กทม.-เหนืออีสาน” สร้างประโยชน์เศรษฐกิจ 1.2 แสนล้านบาท

(6 พ.ย. 68) นายพงศกร จุลละโพธิ รองอธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน โดยมีวงเงินค่าลงทุนโครงการรวม 30,080 ล้านบาท ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Gross Cost) การจัดประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสนใจและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต ผู้แทนบริษัทเอกชน หอการค้า สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังข้อมูลกว่า 150 คน เพื่อให้การรวบรวมความคิดเห็นครอบคลุมทุกมิติ และใช้ประกอบการจัดทำเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP) ก่อนออกประกาศเชิญชวนร่วมลงทุนโครงการอย่างเป็นทางการในปี 2569 ต่อไป

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน เป็นโครงการสำคัญภายใต้แผนแม่บททางหลวงพิเศษระหว่างเมือง พ.ศ. 2560-2579 ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับจังหวัดปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยา รวมถึงเป็นเส้นทางสายหลักสำหรับการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างภาคกลางสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพหลโยธินตอนบนและถนนวิภาวดีรังสิต ส่งเสริมให้การเดินทางและการขนส่งมีความคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษของประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์และเชื่อมโยงทุกภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ

โครงการนี้มีรูปแบบการร่วมลงทุนแบบ PPP Gross Cost โดยภาครัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินและรายได้ทั้งหมดจากค่าธรรมเนียมผ่านทาง ส่วนเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการ (Availability Payment) ตามผลการดำเนินงานจริง โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการรวมไม่เกิน 34 ปี แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ:

* ระยะที่ 1 การออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี

* ระยะที่ 2 การดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี นับจากวันเปิดให้บริการ
ทั้งนี้ คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 คัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาภายในปีเดียวกัน และเปิดให้บริการในปี 2574

โครงการจะนำระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) มาใช้ตลอดเส้นทาง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางและลดความแออัดของการจราจรบนถนนพหลโยธินอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปิดให้บริการแล้ว จะยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ โครงการยังสร้างผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิกว่า 7,928 ล้านบาท และเกิดการขยายตัวของรายได้ในระบบทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 120,000 ล้านบาท อันเป็นผลจากการลดต้นทุนด้านเวลาเดินทาง ค่าพลังงาน และต้นทุนโลจิสติกส์

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 มีระยะทางรวมประมาณ 29 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต (7 กม.) ปัจจุบันดูแลโดยกรมทางหลวง และช่วงรังสิต-บางปะอิน (22 กม.) ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินก่อสร้างงานโยธา โดยไปสิ้นสุดที่ทางแยกต่างระดับบางปะอิน ตลอดเส้นทางมีจุดขึ้น-ลงและตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรวม 7 แห่ง ประกอบด้วย รังสิต 1, รังสิต 2, คลองหลวง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นวนคร, วไลยอลงกรณ์ และประตูน้ำพระอินทร์ พร้อมจุดพักรถ (Rest Stop) บริเวณตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรังสิต 1 ขาเข้า ซึ่งออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการแก่ผู้ใช้ทาง

การจัดสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ารับฟังข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน และแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้การจัดเตรียมเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชนมีความเหมาะสม รอบคอบ และโปร่งใส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top