Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

ปูตินลั่นตอบโต้แน่!! หาก ‘สหรัฐฯ-ชาติตะวันตก’ เริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ย้ำรัสเซียยังยึดสนธิสัญญา ห้ามทดสอบโดยสมบูรณ์ (CTBT)

(6 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศว่ารัสเซียจะ “ตอบโต้ทันที” หากประเทศใดกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยระบุว่า หากสหรัฐหรือชาติภาคีในสนธิสัญญาเดินหน้าทดสอบนิวเคลียร์ รัสเซียก็จะต้องดำเนินมาตรการตอบสนองอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาดุลทางยุทธศาสตร์

ปูตินได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเตรียมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์ เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ พร้อมย้ำว่ารัสเซียยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีใน “สนธิสัญญาห้ามทดสอบนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์” (CTBT) อย่างเคร่งครัด จนกว่าชาติอื่นจะละเมิดข้อตกลงก่อน

คำประกาศของปูตินมีขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้กลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า “ประเทศอื่นก็ทำอยู่เช่นกัน” ซึ่งปูตินมองว่าเป็น “เรื่องจริงจัง” และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สภาความมั่นคงรัสเซียระบุว่าได้วิเคราะห์ถ้อยคำจากผู้นำสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการทดสอบนิวเคลียร์แล้ว ขณะที่เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันได้ส่งหนังสือกลับมอสโก เพื่อรายงานและขอคำชี้แจงเพิ่มเติม ย้ำว่ารัสเซียยังคงยึดมั่นในสนธิสัญญา CTBT และจะไม่เริ่มทดสอบก่อนใครอย่างแน่นอน

‘นราพัฒน์ แก้วทอง’ เปิดใจ!! เลือก ‘ไปต่อ’ กับ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ มั่นใจ DNA ตรงกัน มุ่งสร้างอนาคตเกษตรกร-ท่องเที่ยวไทย ชูนโยบาย ‘ปุ๋ยสั่งตัด-เกษตรพาณิชย์-เกษตรท่องเที่ยว’ เสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

(5 พ.ย. 68) นายนราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.หลายสมัย อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยถึงความท้าทายทางการเมืองครั้งใหม่ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติว่า  การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรคซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของตน นั่นคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ นอกจากนี้ การที่หัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็จะเป็นอีกกุญแจสำคัญในการผลักดันนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย

“ผมเป็นคนชอบทำงาน และพรรครวมไทยสร้างชาติก็เป็นพรรคที่มุ่งหน้าทำงานและมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนเพื่อชาติและประชาชนเช่นกัน ดังนั้น DNA จึงตรงกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับการทำงานของผมด้วย ก็คือ กฎหมาย เพราะทุกเรื่องที่เราจะทำให้ชาวบ้านล้วนต้องอาศัยกฎหมายเป็นกลไกขับเคลื่อน เราต้องผลักดันกฎหมายบางฉบับให้ออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นแนวทางที่ชัดเจนของท่านพีระพันธุ์อยู่แล้ว เพราะท่านแม่นยำเรื่องกฎหมาย เมื่อนำมารวมกับนโยบายที่ผมอยากจะทำ โดยเฉพาะนโยบายด้านการเกษตร ผมมั่นใจว่าผมจะทำได้สำเร็จแน่นอน ผมก็เลยตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายนราพัฒน์กล่าว

นายนราพัฒน์ ยังบอกเล่าถึงเส้นทางการเมืองที่ผ่านมาว่า ในวัยเด็กตนไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง เนื่องจากเห็นความเหนื่อยยากและเวลาที่หายไปของคุณพ่อ นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต สส. 12 สมัย ผู้ได้รับการขนานนามว่า "พ่อพระของพิจิตร" โดยหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจ สาขาบัญชี จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตนก็ได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ (M.B.A) ที่มหาวิทยาลัย National University ประเทศสหรัฐอเมริกา  ก่อนกลับมาทำงานในบริษัทภาคเอกชนอยู่ช่วงหนึ่ง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2540 เมื่อรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ทำให้นายไพฑูรย์ ผู้เป็นบิดาได้รับการวางตัวให้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ตนจึงเบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เดิมของคุณพ่อที่จังหวัดพิจิตร โดยเริ่มจากเป็นผู้ช่วย สส. ซึ่งต้องลงพื้นที่เพื่อพบปะชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในเขตเลือกตั้งเป็นเวลากว่า 2 ปีก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต ติดต่อกัน 3 สมัย

“ช่วง 3 เดือนแรกของการลงพื้นที่ ผมต้องเดินพบชาวบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ทำให้ผมได้สัมผัสและเข้าใจชีวิตประชาชนได้ลึกซึ้งมากขึ้น” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์ยังได้เปิดเผยมุมมองด้านนโยบายการพัฒนาประเทศว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างรายได้หลักจาก 2 ด้าน คือ การเกษตรและการท่องเที่ยว ซึ่งต้องได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง และควรส่งเสริมให้เป็นเสาหลักเศรษฐกิจ โดยในด้านการเกษตรนั้น เกษตรกรต้องได้กำไรที่เป็นธรรม มีการบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานให้สมดุล ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการผลิต และส่งเสริมการประกันรายได้ที่มีการวางแผนเพาะปลูกอย่างมียุทธศาสตร์ และต่อยอดสู่ "เกษตรท่องเที่ยว" สร้างรายได้เพิ่มจากการเชื่อมโยงสองเสาหลักเข้าด้วยกัน  ส่วนนโยบายด้านการท่องเที่ยว ควรปรับ Mindset การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและอุทยานต่างๆ เพื่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว โดยยังคงรักษาธรรมชาติไว้

“ประเทศไทยมีจุดแข็งอีกเรื่อง คือ การท่องเที่ยว ที่สามารถผูกโยงกับการเกษตรได้ เราสามารถต่อยอดเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะช่วยให้พ่อแม่พี่น้องมีรายได้เพิ่มได้” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์ กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ สส. เขต 3 สมัย และการเข้ารับหน้าที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้ตนมองเห็นปัญหาและทางแก้ของภาคการเกษตรอย่างชัดเจน 

"เราต้องมีใจ เข้าใจชีวิตพี่น้องเกษตรกร และทำหน้าที่ 'ผู้แทน' ของพวกเขา ในการนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขในสภา" นายนราพัฒน์ กล่าว พร้อมยกตัวอย่างนโยบายเด่นที่เคยผลักดันและจะดำเนินการสานต่อ ก็คือ การลดต้นทุนปุ๋ย และผลักดันโครงการ "ปุ๋ยสั่งตัด" โดยให้กรมพัฒนาที่ดินสำรวจความต้องการสารอาหารในดินเฉพาะพื้นที่ เพราะดินในแต่ละพื้นที่ต้องการสารอาหารไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ตรงกับสภาพของดิน ซึ่งจะสามารถลดต้นทุนปุ๋ยของเกษตรกรได้  

นอกจากนี้ นายนราพัฒน์ยังกล่าวถึงนโยบายเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ต้องผลักดันต่อไป เช่น โครงการ Young Smart Farmer เพื่อเปลี่ยนวิธีทำการเกษตรแบบเดิมให้เป็นธุรกิจการเกษตร และใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในการขายสินค้าโดยตรง ลดบทบาทพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตการเกษตรราคาดีขึ้น และส่งเสริมการบริหารจัดการด้วยการควบคุมอุปทาน (Supply) ให้เหมาะสมกับอุปสงค์ (Demand) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกได้เป็นอย่างดี 

นายนราพัฒน์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยการยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะรับฟังทุกความคิดเห็นและทุกปัญหาจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์นโยบายและขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติให้ประสบความสำเร็จในการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแก่พี่น้องประชาชน

สตูล จัดพิธีส่งมอบบ้านผู้ยากไร้ ตามโครงการ พสบ.จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่

(5 พ.ย.68) ที่ บ้านเลขที่ 411 หมู่ที่ 4 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เป็นประธานในพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ ตามโครงการ “พสบ.จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4 สร้างบ้านให้ผู้ยากไร้” โดยมีนายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายสิทธิพร อินนิมิตร  นายอำเภอควนกาหลง  นายชวรณ สุธาพาณิชย์ ประธานชมรมพสบ.จังหวัดสตูล ส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น สมาชิก พสบ.จังหวัดสตูล และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

นายชวรณ สุธาพาณิชย์ ประธานชมรมพสบ.จังหวัดสตูล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของกองทัพภาคที่ 4 ตั้งแต่สมัยที่ พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา พัทลุง และสตูล ผ่านการดำเนินงานของชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร(พสบ.)จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4

สำหรับจังหวัดสตูล ได้ดำเนินการคัดเลือกบ้านผู้ยากไร้โดยความร่วมมือของจังหวัดสตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายสิทธิพร อินนิมิตร นายอำเภอควนกาหลง ซึ่งเป็น พสบ.รุ่นที่ 20 เป็นผู้ประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ผลการคัดเลือกได้แก่บ้านของนายอุทัย เซ่งซ้าย ซึ่งได้รับการซ่อมสร้างจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมส่งมอบให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยอย่างมั่นคงปลอดภัย  โดยผู้เข้าร่วมฯ ยังได้ร่วมบริจาคสิ่งของ เครื่องใช้ในครัวเรือน และเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้รับมอบอีกด้วย

ทั้งนี้ พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ได้กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทหาร ภาครัฐ และประชาชน ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทรและความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

‘ตรีนุช’ สั่งการเข้ม!! เตรียมความพร้อมแรงงานไทยไปอิสราเอล หลังรับแจ้งความต้องการแรงงาน ภาคเกษตร - ก่อสร้าง - อุตสาหกรรม ในปี 2568 กว่า 20,000 อัตรา

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากนโยบายขยายตลาดแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศให้ได้มากกว่า 50,000 อัตราภายใน 4 เดือนภายใต้นโยบาย Quick Big Win เพื่อสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้คนไทย โดยเน้นการส่งเสริมตลาดแรงงานคุณภาพ การพัฒนาทักษะ Up-skill / Re-skill และการถ่ายทอดเทคโนโลยีกลับสู่ประเทศนั้น ในส่วนของประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในสามประเทศที่มีแรงงานไทยไปทำงานเป็นจำนวนมาก ได้สั่งการให้กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน จัดทำแผนฝึกอบรมแรงงาน ปีงบประมาณพ.ศ.2569 (เดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568) ในโครงการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยตามความต้องการของตลาดแรงงานไทยในอิสราเอล โดยจัดอบรมทั้งสิ้น 8 รุ่น จำนวนแรงงานเข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 1,650 คน ซึ่งทั้งหมดจะทยอยเดินทางไปยังประเทศอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 31ต.ค.2568 – 23 พ.ย.2568 นี้

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณพ.ศ. 2565 – 2569 ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 มีแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลทั้งหมด 41,440 คน แบ่งเป็นภาคเกษตร 32,490 คน ภาคก่อสร้าง 6,437 คน ภาคอุตสาหกรรม 556 คน ภาคบริการ 1,898 คน และอื่นๆ 59 คน โดยในปี 2568ได้รับแจ้งความต้องการแรงงานไทย ที่จัดส่งโดยกรมการจัดหางานตาม MOU เพื่อไปทำงานในภาคเกษตร 13,000 อัตรา และ แรงงานภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรม ซึ่งผ่านการรับรองจากสำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟแล้ว 10,191 คน

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า การอบรมแรงงานไทยก่อนเดินทางไปทำงานในอิสราเอล จะมีการอบรมทั้งภาษาฮิบบรู วัฒนธรรมของอิสราเอล สัญญาการให้บริการจัดหางาน และ สัญญาการจ้างงาน โดยในส่วนของแรงงานภาคเกษตร จะมีการให้ความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ สาธิตวิธีการฝึกปฏิบัติด้านการเกษตร การให้ความรู้เรื่องระบบการจัดการน้ำอัจฉริยะ ฯลฯ ทั้งนี้ได้กำชับให้สำนักงานแรงงานในประเทศอิสราเอลให้การดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในรัฐอิสราเอลอย่างใกล้ชิด ทำงานเชิงรุกโดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาหรือมีการมาขอความช่วยเหลือก่อน แต่ควรจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานแรงงานในต่างประเทศที่จะต้องทำงานร่วมกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิและดูแลสวัสดิการของแรงงานไทยอย่างดีที่สุด

เขมรไม่ถอนทหาร!! ‘ปราชญ์ สามสี’ เปิดข้อเท็จจริงใหม่ ‘กัมพูชา’ ถอนกำลังหลอกชาวโลก ขัดข้อตกลงสนธิสัญญาสันติภาพ แต่ไทยยังยึดมั่นในแนวทางสันติ

(5 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ โพสต์ข้อเท็จจริงเรื่องโพสต์กัมพูชาได้โพสต์อ้างว่า “ไม่มีการซ้อมถอนทหารออกจากพื้นที่ชายแดน” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ ขัดกับข้อตกลงสันติภาพและมาตรการลดความตึงเครียดที่ทั้งสองฝ่ายเคยยืนยันร่วมกัน ตามหลักการของสนธิสัญญาสันติภาพ 

กัมพูชามีพันธกรณีต้องถอนกำลังออกจากเขตพิพาท และไม่ดำเนินการทางทหารที่เปลี่ยนสถานะพื้นที่เดิม แต่กลับมีการเผยแพร่คลิปยืนยันว่าจะ “ไม่ถอนทหาร” ซึ่งถือเป็นการ ไม่ปฏิบัติตามพันธะที่ให้ไว้ในระดับระหว่างประเทศ ประเทศไทยยังยึดมั่นในแนวทางสันติ และรอให้กัมพูชาเคารพคำมั่นที่ให้ไว้ต่อประชาคมโลก

โจทย์สุดหินในมือ ‘อภิสิทธิ์’ ภารกิจฟื้นศรัทธาที่ดูแล้วไม่น่าง่าย แม้เลือดเก่าไหลกลับ แต่บางส่วนไม่ไปต่อ สุดท้ายต้องเร่งสร้างทีมใหม่ให้ทันเลือกตั้ง

การกลับมานั่งหัวหน้าพรรคของ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ เกิดในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คะแนนเสียงตกต่อเนื่องและที่ผ่านมาเปลี่ยนหัวหน้ามาหลายรอบ ทำให้ “ทางขึ้น” ชันทั้งด้านภาพลักษณ์และเอกภาพภายในพรรคเอง 

โจทย์ของอภิสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้ คือฟื้นศรัทธาและรีเซ็ตดุลอำนาจในพรรคให้ทันก่อนเลือกตั้งหน้า ซึ่งใกล้ตัวกว่าที่คิดมาก ๆ 

แต่ทว่า ภารกิจนี้ ดูเหมือนจะยากลำบากขึ้นเรื่อย เพราะพอเปลี่ยนหัวหน้า พรรคก็สั่นสะเทือน 2 แกนหลักคือ

แกนภาคใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงข่ายอดีตผู้บริหารยุค ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน–เดชอิศม์ ขาวทอง’ เป็นฐานกำลังภาคใต้ที่ทรงอิทธิพลในเชิงพื้นที่และตัวผู้สมัคร หลายคนถูกโยงข่าวย้ายขั้วหรือเจรจากับพรรคอื่น เมื่อพรรคแกว่ง ซึ่งอภิสิทธิ์เองยอมรับต่อหน้าสื่อว่า “มี สส.บางส่วนอาจไม่ร่วมงานต่อ” 

แกน “เลือดเก่า–ทีมอดีตผู้นำพรรค” หลังข่าวคัมแบ็ก ปรากฏการณ์ “เลือดเก่าไหลกลับ” เกิดขึ้นจริง ระดับอดีต สส./แกนนำบางส่วนกลับมายืนยันสมาชิกเพื่อโหวต/ร่วมทีมใหม่ แต่การไหลกลับก็ปะทะกับเงื่อนไขระเบียบสมาชิกภาพและชนกับโควตาพื้นที่เดิมอีกเช่นกัน

ผลลัพธ์คือ “คนเข้า–คนออก พร้อมกัน” จึงเห็นข่าวสมาชิกและ สส.บางรายลาออก ขณะที่อีกด้านก็มีอดีตแกนนำกลับมา สะท้อนให้เห็นถึงการจัดวางอำนาจใหม่ที่ยังไม่นิ่ง) และนี่คือที่มาของภาพ “พรรคกำลังคัดกรองพันธมิตรภายในตัวเอง” มากพอ ๆ กับเตรียมเลือกตั้งนอกพรรค 

ทำไมคนทยอยลาออกหลังหัวหน้าใหม่?

กองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์จำนวนไม่น้อย คงมีคำถามในใจ ในเมื่ออภิสิทธิ์ กลับมาเพื่อร่วมกอบกู้พรรคเหตุใดยังมีคนสำคัญของพรรคทยอยลาออกอยู่เกือบทุกวัน ล่าสุด ดร.รัชดา ธนาดิเรก อดีตกรรมการบริหารพรรค ได้โบกมือลาไปร่วมพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อย 

และหากจะมองหาสาเหตุหลัก ก็น่าจะมีทั้งเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น

ดีลพื้นที่–ตัวผู้สมัคร : เขตที่พรรคแพ้ติดกันหลายสมัย ถูกทบทวนใหม่ ใครไม่ได้ไปต่อหรือถูก “ชน” ด้วยชื่อใหม่ย่อมมองหาช่องทางอื่น ซึ่งก็มีบางคนที่ได้ไปคุยกับพรรคอื่นไว้แล้ว

ดุลอำนาจในพรรค : จากยุคเฉลิมชัย -เดชอิศม์ สู่ยุคอภิสิทธิ์ การย้ายศูนย์ถ่วงทำให้บางกลุ่มประเมินว่าผลประโยชน์ทางการเมือง–โอกาสเลือกตั้งไม่เหมือนเดิม จึงเคลื่อนตัวตีจากพรรค

ปัจจัยภาพรวมการเมืองระดับชาติ : ความผันผวนของรัฐบาลกลาง–แนวโน้มยุบสภา/เลือกตั้งเร็ว ทำให้พรรคคู่แข่งเปิดรับตัวผู้สมัครที่มีฐานเสียงดีในพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ที่กำลังแย่งชิง “บ้านใหญ่” กันอย่างดุเดือด

พรรคแก้เกมอย่างไร? 

สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ประกาศต่อสาธารณะแล้ว มีทั้ง “คน–นโยบาย–เครื่องจักรเลือกตั้ง” โดยเริ่มจากงานนโยบาย ซึ่งอภิสิทธิ์ ได้ตั้ง ‘กรณ์ จาติกวณิช’ คุมด้านนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมกับเร่งคลอดนโยบาย เพื่อรีบมี “ของ” ไปขายในสนามเลือกตั้ง และสกัดภาพพรรคเก่าไม่มีข้อเสนอใหม่ 

ตามมาด้วยคัดสรรผู้สมัครแบบเร่งด่วน ตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ทำงานกับรองหัวหน้าพรรคประจำภาค/สาขาจังหวัดทันที เป้าหมายคือ “ลงให้มากที่สุด เท่าที่เวลาจำกัดอนุญาต” พร้อมยอมรับความจริงว่าบางเขตต้องหา “หน้าใหม่” แทนผู้ที่ย้ายพรรค

ล่าสุด อภิสิทธิ์ ได้เปิดตัวโครงการ “สส. ที่ดี คุณเองก็เป็นได้” เป้าหมายคือการเปิดรับสมัครผู้ประสงค์เสนอตัวสมัครเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ 5พ.ย. จนถึง 30 พ.ย. นี้ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันบ้านเมืองมีปัญหาสะสมเรื้อรัง ยืดเยื้อยาวนาน ส่วนหนึ่งมาจากการเมืองไม่สุจริต เงินทุนสีเทา การกระทำผิดกฎหมาย คอร์รัปชัน อาชญากรรมข้ามชาติ หากปล่อยให้เป็นต่อไป ตนมองไม่เห็นว่าบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

“สถานการณ์ตอนนี้มีแต่ว่าใครจะอยู่พรรคไหนอีกนานเท่าไร นโยบายมีเรื่องตัวเลข 2 หลักต่อด้วยจำนวนล้านต่อเขต ทั้งนี้หากใครเชื่อเรื่องการเมืองสุจริต มีดีในตัว มีแนวทางพัฒนาประเทศ ผมขอเชิญชวนให้มาร่วมงาน พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสร้างคน คนสร้างพรรค และพรรคสร้างประเทศ” 

อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์ ยืนยันว่า ขณะนี้พรรคยังไม่ได้อนุมัติผู้สมัคร สส. แม้แต่เขตเดียว หากโครงการดังกล่าวมีการตอบรับทั่วประเทศ ทางพรรคพร้อมส่งสส.ครบทุกเขตแน่นอน เพราะตนอยากตั้งต้นสร้างการเมืองใหม่ ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของประชาชน ส่วนกรณีที่มี สส. แสดงเจตจำนงลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนเคารพการตัดสินใจ และเคยมีคนที่มาบอกกับตนว่าด้วยความผูกพันจะอยู่เลือก แต่จะไม่อยู่ร่วมงาน เพราะได้คุยกันเชิงลึกแล้ว ตัดสินใจแล้ว รับปากไปแล้ว ส่วนที่ไม่ลาออกวันนี้เพราะเข้าใจในข้อกฎหมายที่จะสูญเสียสถานภาพสส.

“ใครจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ว่ากัน เคารพการตัดสินใจ หากจะอยู่ที่นี่ต้องเป็นแนวทางนี้ หากใครมีแนวทางอื่น หรือ มีพรรคอื่นที่ดีกว่า การตัดสินใจไปอยู่กับพรรคอื่นเป็นสิทธิของแต่ละคน ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีคนมาร่วมแนวทางนี้เพียงพอให้พรรคเดินต่อได้” อภิสิทธิ์ ย้ำ

ดังนั้น หากมองในภาพรวม จะเห็นว่า การลาออกของ ส.ส./สมาชิกหลังอภิสิทธิ์กลับมา ไม่ใช่ “แรงต้านส่วนตัว” เพียว ๆ แต่คือผลพวงจากการจัดเรียงผลประโยชน์–พื้นที่–บทบาทใหม่ นั่นเอง

ส่องความคืบหน้า EECiti ศูนย์ธุรกิจ EEC – เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจภาคตะวันออก เตรียมเปิดประตูเอกชนลงทุน 7.4 หมื่นล้าน เริ่มวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน – สาธารณูปโภค

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดโผแผนผังโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ (Public Private Partnership : PPP) มูลค่ากว่า 7.4 หมื่นล้านบาทภายในปี 2569 คาดเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยโมเดลใหม่การพัฒนาเมือง ที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายล้านล้านในอนาคต

โครงการ EEC Capital City หรือ EECiti ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2565 กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ด้วยการเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค 10 ระบบ ในรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) ภายในปี 2569

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เปิดเผยความคืบหน้าว่า การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่าประมาณ 74,465 ล้านบาท คาดจะเริ่มต้นได้ภายในปี 2569 และแล้วเสร็จภายในปี 2570 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ EEC ที่มีกรอบวงเงินลงทุนรวม 1.34 ล้านล้านบาท

พร้อมระบุว่า ขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าตามกรอบเวลาของแผนงานในระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566 – 2570) พัฒนาพื้นที่ 5,795 ไร่  หรือประมาณ 40% ของพื้นที่โครงการทั้งสิ้น 14,619 ไร่ เพื่อพัฒนาย่านศูนย์กลางธุรกิจและสำนักงานภูมิภาค สถานที่ราชการ ศูนย์การแพทย์ และที่อยู่อาศัย โดยความคืบหน้าสำคัญของโครงการ คือการออกแบบแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแบบเชิงแนวคิดของโครงการ และการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

6 คลัสเตอร์ธุรกิจ เปิดโอกาสการลงทุนหลากหลายรูปแบบ
โครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด "Smart-Green-Livable-Inclusive" และแบ่งเป็น 6 โซนพื้นที่คลัสเตอร์ธุรกิจหลัก ได้แก่:
1. ศูนย์สำนักงานใหญ่ภูมิภาค (CBD) - รองรับธุรกิจการเงินและศูนย์ราชการสำคัญ
2. ศูนย์การแพทย์แม่นยำ - เจาะตลาดเมดิคัลฮับอนาคต
3. ศูนย์การศึกษา-วิจัยระดับนานาชาติ - สร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้
4. ศูนย์ธุรกิจ BCG - ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
5. ศูนย์ธุรกิจบริการ - ครอบคลุมท่องเที่ยว กีฬา และโลจิสติกส์
6. ที่อยู่อาศัยและ Mixed-use – รองรับประชากรทุกระดับรายได้

10 ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เปิดประตูการลงทุน PPP

ทั้งนี้ ภาคเอกชนสามารถเข้าร่วมลงทุนใน 10 ระบบโครงสร้างพื้นฐานหลัก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระบบไฟฟ้าและพลังงาน ระบบน้ำประปา การจัดการน้ำเสียและขยะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบขนส่งสาธารณะ ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์

การลงทุนในรูปแบบ PPP นี้จะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐ พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

มุ่งสู่เป้าหมายระดับโลก สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

โครงการ EECiti มีเป้าหมายชัดเจนคือการก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะอันดับ 1 ใน 10 ของโลกภายในปี 2580 ด้วยแนวทางที่เน้นความยั่งยืน โดยกำหนดให้พื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งมากกว่า 30% ของพื้นที่โครงการ พร้อมเป้าหมาย Net Zero ลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

การพัฒนานี้จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ไม่เพียงแค่การสร้างงานในระยะก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างศูนย์กลางธุรกิจใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เปิดรับข้อเสนอลงทุน เตรียมจัดเวทีรับฟังความเห็น
สกพอ. พร้อมรับข้อเสนอการลงทุนจากภาคเอกชนในแต่ละโซนพื้นที่ตั้งแต่ปี 2569 และจะจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และกระบวนการ PPP ในช่วงธันวาคม 2568 - มกราคม 2569

นักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางช่องทางออนไลน์ของ สกพอ. ซึ่งถือเป็นโอกาสทองสำหรับภาคเอกชนที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคตในประเทศไทย

แน่นอนว่า โครงการ EECiti ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคตะวันออก แต่ยังเป็นโมเดลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมคาร์บอนต่ำได้เป็นอย่างดี

รมว.ยุติธรรม กดปุ่ม 'Kick Off 1386' ปูพรมปราบยาเสพติดทั่วประเทศ เดินหน้ายุทธการวาระชาติ

(5 พ.ย. 68) ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงาน ป.ป.ส. อาคาร 2 ชั้น 4 (ดินแดง) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดปฏิบัติการ “Kick Off 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” ครั้งที่ 1/2569 ตอกย้ำการขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็น วาระแห่งชาติ เดินหน้ากระชับพื้นที่–ล้างเครือข่ายค้ายาในทุกมิติ

พิธีเปิดจัดขึ้นโดยมีผู้แทนภาคีด้านความมั่นคงร่วมเข้าพลังอย่างพร้อมหน้า ทั้งตำรวจ ทหาร ปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานเฉพาะกิจ อาทิ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.สราวุธ ประเสริฐชีวะ จากกอ.รมน. นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัด มท. รวมถึงกำลังจากเหล่าทัพและป.ป.ส.ภาค 1–9 และกทม.

ปฏิบัติการพุ่งเป้าตามสายด่วน 1386 ทั่วประเทศ เริ่มจากการลงพื้นที่ตามเรื่องร้องเรียนของประชาชน ผ่านสายด่วน 1386 ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.–5 พ.ย. 2568 รวม 161 จุดปฏิบัติการ ครอบคลุม 21 จังหวัด 87 อำเภอ มุ่งตรวจสอบเป้าหมายบุคคลรวม 156 ราย แบ่งเป็นประชาชนทั่วไป 149 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 7 ราย พร้อมตรวจเข้ม 5 ชุมชนเสี่ยงแพร่ระบาด

ผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด 41 คน จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 คน ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 2,700 เม็ด ไอซ์ 65.6 กรัม คีตามีน 2.8 กรัม นำผู้เสพเข้าสู่ระบบบำบัด 109 คน และยึดทรัพย์เพื่อตรวจสอบ 3 รายการ ได้แก่ เงินสด 2,502,500 บาท รถยนต์ 1 คัน และอาวุธปืน 1 กระบอก

รายงานจากหน่วยปฏิบัติผ่านระบบ Webex ระบุว่า ชุมชนแออัดยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่มีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดต่อเนื่อง รวมถึงพบกลุ่มผู้กระทำผิดซ้ำจำนวนหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า การบูรณาการระหว่าง ป.ป.ส. กับตำรวจ ทหาร ปกครอง และสาธารณสุข ต้องเดินหน้าอย่างเข้มข้น ทั้งด้านการปราบปราม การลดการแพร่ระบาด และการฟื้นฟูชุมชน พร้อมสั่งกำชับให้ทุกหน่วยวางแผนเชิงรุกและสร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยในระดับหมู่บ้านและชุมชน

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินงานบนหลัก โปร่งใส ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และขอให้ประชาชนร่วมเป็นกำลังสำคัญ หากพบเบาะแสค้ายาหรือเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1386 “ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลบรรลุเป้าหมาย สร้างสังคมไทยปลอดภัยและเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

สิงคโปร์ขอนำร่อง!! ส่งเสริม ‘กีฬาทางปัญญา’ เข้าระบบรัฐ เพื่อให้กีฬาเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก หลังได้แรงหนุนจากภาคการศึกษา และประชาชนพร้อมมีส่วนร่วมผลักดัน

สิงคโปร์เดินหน้าส่งเสริม 'กีฬาทางปัญญา' (mind sports) อย่างจริงจัง ทั้งหมากรุก บริดจ์ (เกมไพ่) เว่ยฉี (โกะ) อีสปอร์ต และเซี่ยงฉี (หมากรุกจีน) ซึ่งล่าสุดสิงคโปร์จะเป็นประเทศเจ้าภาพเตรียมจัด “Asian Mind Sports Conference & Festival 2025” ในวันที่ 13–15 พ.ย. 68 ที่ศูนย์ประชุมซันเทค คอนเวนชัน พร้อมเปิดตัวนักกีฬา-สมาพันธ์ระดับเอเชีย เวทีแข่ง-เสวนา เสริมภาพลักษณ์ว่าเกมวางแผนคือ “กีฬา” ที่ต้องอาศัยวินัย สมาธิ และกลยุทธ์ไม่ต่างจากกีฬาทั่วไป

ในเชิงกฎหมาย สิงคโปร์ปรับปรุงกฎหมายที่กำกับระบบกีฬาอย่างต่อเนื่อง โดย “Singapore Sports Council (Amendment) Act 2025” ได้รับการประกาศในปลายปี 2024 ชี้ทิศทางอัปเดตโครงสร้างกำกับดูแลด้านกีฬา ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานรองรับการขยายขอบเขตนโยบายและการสนับสนุนด้านกีฬาในวงกว้างมากขึ้น แม้รายละเอียดการรับรองแต่ละชนิดกีฬายังต้องติดตามจากหน่วยงานกำกับอย่าง Sport Singapore และกระทรวง MCCY

ด้านระบบนิเวศกีฬามวลชน หน่วยงาน Sport Singapore และเครือข่าย ActiveSG สื่อสารต่อเนื่องว่ากีฬาทุกประเภท กีฬาทางปัญญา จะถูกผลักดันให้เข้าถึงได้และปลอดภัย มีสนาม-โปรแกรมฝึกและการแข่งขันในชุมชน ช่วยต่อยอดจากเวทีกีฬาระดับชาติสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วไป

“การลงทุนในกีฬาในโรงเรียนและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้กับทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ เรามีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้กีฬาทางปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของสิงคโปร์” นางเกรซ ฟู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ประเทศสิงคโปร์ กล่าว

สำหรับ eSports ปัจจุบันสมาคมอีสปอร์ตสิงคโปร์ (SGEA) ทำหน้าที่เป็น National Sports Association และเปิดคัดตัวทีมชาติสำหรับซีเกมส์ ขณะที่สถานะ “การรับรองเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ” ยังเป็นประเด็นที่สื่อเฉพาะทางระบุว่ายังต้องติดตามท่าทีรัฐต่อไป ทว่าแนวโน้มโดยรวมของประเทศคือการบูรณาการกีฬาดิจิทัลเข้ากับระบบกีฬาเดิมมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลยังผลักดัน “กีฬาเพื่อทุกคน” และแผนแม่บทพารากีฬา (Disability Sport Master Plan) เพื่อให้โรงเรียนและชุมชนเข้าถึงกีฬาหลากหลายประเภทมากขึ้น สะท้อนยุทธศาสตร์สร้างความครอบคลุม-เท่าเทียมในระบบกีฬา ซึ่งเป็นบริบทสำคัญหากจะยกระดับกีฬาทางปัญญาให้ยั่งยืน

“เราต้องเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาและภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อที่จะเติบโตไปพร้อมกับกีฬาดิจิทัลในสิงคโปร์ ผ่านการยกระดับมาตรฐานและการสนับสนุนจากภาครัฐ” นายลิม เทค หยิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยงานกีฬาแห่งสิงคโปร์ (Sport Singapore) กล่าว

ภาพรวมจึงชี้ว่า สิงคโปร์กำลัง “วางหมาก” เพื่อให้กีฬาทางปัญญาและอีสปอร์ตมีพื้นที่ที่ชัดขึ้น ทั้งเวทีแข่งขัน (ผ่านงานระดับเอเชียในสัปดาห์หน้า) โครงสร้างกำกับดูแล (กฎหมายที่อัปเดต) และระบบสนับสนุนในชุมชน (ActiveSG/MCCY) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการยอมรับ “กีฬายุคใหม่” ในทางนโยบายและสังคมกีฬาโดยรวม

บทสรุป
กรณีของสิงคโปร์ในเรื่องของการพัฒนาและส่งเสริมกีฬาทางปัญญา (mind sports) เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการกีฬากับนโยบายรัฐและการสนับสนุนจากภาคการศึกษาและเอกชน ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากการจัดการและการสร้างความร่วมมือจากภาครัฐ, สมาคมกีฬา, และภาคการศึกษา เพื่อยกระดับกีฬาทางปัญญาให้เป็นที่ยอมรับและมีความยั่งยืนในอนาคต

‘ไตรรงค์’ โต้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ย้ำตำรวจไซเบอร์เอาจริงปราบสแกมเมอร์ – เว็บพนัน ยันคดี ‘สส. ชนนพัฒฐ์’ ยังไม่จบ มีอีก 3 คดีรอเชือด สวนแรง “ตำรวจไม่ใช่แก๊งอาชญากรรม” เป็นองค์มีวินัย ลั่น หากทำผิดแม้ยศ ‘พล.ต.อ’ ก็ถูกไล่ออกได้

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์’ ตอบโต้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ยืนยันตำรวจไซเบอร์เอาจริงปราบสแกมเมอร์ ปฏิเสธข้อหาตำรวจชุดจับกุมกลับคำให้การช่วยเหลือ ส.ส.ชนนพัฒฐ์ ลั่นยังมีอีก 3 คดีรอเชือด สส. คนดัง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ "เรื่องนี้ต้องเคลียร์" ตอบโต้ข้อกล่าวหาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) ที่กล่าวว่าตำรวจไซเบอร์ไม่เอาจริงในการปราบปรามเว็บพนันและแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมชี้แจงรายละเอียดคดีพนันออนไลน์ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม

โดยพล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า "ที่ผ่านมาดำเนินการอย่างจริงจัง ในส่วนการปฏิบัติของตำรวจเอาจริงเอาจังกับการปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน" โดยเล่าถึงการได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. ให้มุ่งเน้นการนำทรัพย์สินคืนให้ประชาชนผู้เสียหาย

จากการทำงานร่วมกับทีมสืบสวนสอบสวน นำไปสู่การสร้าง "โครงการ Money Cashback" ซึ่งเป็นการระงับเส้นเงินก่อนที่จะถูกโอนออกนอกระบบ โดยประสานงานกับธนาคารต่างๆ ติดตามสืบสวนจับกุม จนสามารถยึดเงินอายัดเงินคืนให้ผู้เสียหาย ในช่วงที่เป็นผู้บัญชาการไซเบอร์ สามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายประมาณ 50 กว่าราย เป็นเงิน 200 กว่าล้านบาท

ทั้งนี้เมื่อ ผบ.ตร. เห็นว่าโครงการนำร่องได้ผล จึงสั่งให้ยกระดับทำทั่วประเทศ และเห็นว่าการประสานงานออนไลน์ระหว่างตำรวจกับธนาคารได้ผล จึงมอบนโยบายให้ พล.ต.อ.พลเอก ธัชชัย ปิตะนีลบุตร ผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ไปออกแบบตั้ง "ศูนย์วอร์รูม IAC ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์" เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม

ผลของการทำงานร่วมกันแบบออนไซต์มีประสิทธิภาพมาก จากสถิติที่เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2565 พบว่า ก่อนมี พรก. ในปี 2566 การอายัดเงินคืนมีเพียง 1-2% เมื่อมี พรก. เริ่มมีการทำงานร่วมกัน ขยับสูงขึ้นเป็นกว่า 10 % พอมาแก้เพิ่มมาตรการใน พรก.ปี 68 ฉบับที่สอง ขยับมาเป็น 15% - 20% แต่หลังจากตั้งวอร์รูม ปัจจุบันสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายก่อนที่จะถูกโอนออกไปนอกระบบ และนำมาคืนให้ผู้เสียหายได้กว่า 40 %

**ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ**

เมื่อนำโครงการเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการครั้งที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรียกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพิ่มหน่วยงานที่เข้าร่วม ได้แก่ ก.ล.ต. กสทช. ค่ายมือถือ DSI ฝ่ายด้านการต่างประเทศ และเชิญตำรวจนานาชาติมาร่วมด้วย ทำให้เป็นวอร์รูมของรัฐบาล มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น

สำหรับสถิติการหลอกลวงออนไลน์ปัจจุบัน เฉลี่ยวันละ 1,000 กว่าราย ความเสียหายกว่า 70 ล้านบาทต่อวัน โดยอันดับ 1 ที่ถูกหลอกมากที่สุดคือ การหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ การหลอกให้ทำกิจกรรมหารายได้พิเศษ การหลอกกู้ยืมเงิน การหลอกให้รักและลงทุน (Hybrid scam) ตามลำดับ

นอกจากนี้ ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนำคณะไปประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับมอบหมายให้ไปคุยเรื่องการทำความตกลงในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ หรือ Action Plan ด้วย โดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้แทนไป สามารถทำความตกลงกันได้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ มีขั้นตอนการปฏิบัติชัดเจน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ปฏิเสธข้อกล่าวหาช่วยเหลือ ส.ส.ชนนพัฒฐ์

เมื่อถูกถามถึงการกล่าวหาว่า มีตำรวจ 2 คน คือ พ.ต.ต.ประชิต กับ ร.ต.อ.นวพล ไปกลับคำให้การ จนกระทั่งชนนพัฒฐ์ไม่ถูกดำเนินคดี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า "ไม่จริงนะครับ ผมยืนยันว่าทั้ง 2 ท่านนะครับ ประชิตกับนวพลเนี่ย ไม่ได้มีการกลับคำให้การ"

โดยอธิบายว่า หลังจากคุณอัจฉริยะได้ไปร้องเรียนกับ ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 และทาง ผบ.ตร. จึงสั่งตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งประชิตกับนวพลเอง ก็ยืนยันว่า ข้อความที่ปรากฏไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการสอบสวนคดีนี้ ตั้งแต่วันเวลาที่ทำการสอบสวน สถานที่ที่ทำการสอบสวน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ อธิบายขั้นตอนการจับกุมว่า เริ่มจับกุมที่ สภ.เมืองสงขลา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 โดยขออนุมัติศาลขอหมายค้น เข้าไปตรวจค้นบ้านพักหลายหลัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของพวกแอดมินเว็บพนัน สามารถจับกุมได้หลายสิบคน พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงถึงนายชนนพัฒฐ์

จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐาน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ไปขอหมายจับนายชนนพัฒฐ์ กับพวกอีก 1 คน ในข้อหาตาม พ.ร.บ.การพนัน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ วันรุ่งขึ้น 24 กุมภาพันธ์ ขอหมายค้นไปทำการตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้ต้องหา ไม่ได้เจอตัวนายชนนพัฒฐ์ที่สงขลา แต่มาจับได้ที่กรุงเทพฯ

อย่างไรก็ดี การไปตรวจค้นครั้งนั้นพบการกระทำผิดอีกเรื่องหนึ่ง พบว่าหลังจากจับกุมครั้งแรกที่ สภ.เมืองสงขลา เว็บ จิมิ 88.com ได้มีการเปลี่ยนเว็บ ปิดเว็บนี้ไป เปลี่ยนใหม่เป็นชื่อนาเนีย และย้ายจุดการตลาดจากเขต สภ.เมืองสงขลา ไปอยู่ในเขต สภ.หาดใหญ่ จึงไปจับกุมได้อีกที่หาดใหญ่ ส่งดำเนินคดีพนักงานแอดมินที่ สภ.หาดใหญ่

หลังจากจับนายชนนพัฒฐ์ได้ จึงทำพยานหลักฐานเพิ่มเติม ไปร้องทุกข์เพิ่มเติม ดำเนินคดีกับนายชนนพัฒฐ์ในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งข้อนี้ทางรองฯ โจ๊ก ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแยกเป็นอีกหนึ่งคดี ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ฝ่ายพนักงานจับกุมไม่มีสิทธิ์แยกคดี แต่เป็นการไปร้องทุกข์เพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนชุดเดิมที่ สภ.เมืองสงขลา แต่พนักงานสอบสวนตัดเลขคดีใหม่เอง

ต่อมาข้ามปี วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 66 ชุดปฏิบัติการ PCT ตร. ชุดเดิม ไปจับกุมเว็บพนันสายเปย์ในพื้นที่ สน.เพชรเกษม เจอพยานบุคคลให้การซัดทอด เจอพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมโยงถึงนายชนนพัฒฐ์อีก รวบรวมพยานหลักฐานสืบสวนเพิ่มเติม

ในที่สุด วันที่ 12 ธันวาคม 66 ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายชนนพัฒฐ์ที่ สน.เพชรเกษม ในข้อหาตาม พ.ร.บ.การพนัน และฟอกเงิน ซึ่งขณะนั้นชนนพัฒฐ์ได้เป็น ส.ส. แล้วตั้งแต่ 12 มิถุนายน 66

ผลของคดีต่างๆ

คดีแรกที่ สภ.เมืองสงขลา เรื่องคดีล่วงละเมิดมีการเล่นการพนันออนไลน์ พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองราย ส่งสำนวนให้อัยการ อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ สั่งฟ้องนายพัชร ผู้ต้องหาอีกรายหนึ่ง ส่งกลับมาให้ภาค 9 แต่ภาค 9 ไม่มีความเห็นแย้ง จึงยุติไป

สำหรับคดีร่วมกันฟอกเงิน พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองราย ส่งสำนวนให้อัยการ และอัยการสั่งไม่ฟ้องทั้งสองราย แต่ภาค 9 แย้ง จึงส่งไปอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดเห็นว่าการสอบสวนยังไม่สิ้นกระแสความ สั่งสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน

คดีที่ สภ.หาดใหญ่ พนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ สั่งฟ้องนายณัฐวุฒิ ผู้ต้องหาอีกคน ส่งสำนวนให้อัยการ อัยการสั่งไม่ฟ้องทั้งสองราย ภาค 9 แย้ง ส่งไปอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดเห็นว่าการสอบสวนไม่สิ้นกระแสความ สั่งสอบสวนเพิ่มเติม

ยืนยันไม่มีการกลับคำให้การ

เมื่อมีการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการสูงสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม คือประชิตกับนวพล ได้ให้การเพิ่มเติม ยืนยันรายงานสืบสวนทั้งหมด ยืนยันคำให้การครั้งแรกทั้งหมด ว่าชนนพัฒฐ์มีส่วนร่วม ชุดจับกุมยังยืนยันอยู่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ตั้งคำถามว่า "อย่างเนี้ยจะให้การช่วยเหลือเหรอ" โดยยืนยันว่า คดีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ยังไม่จบสิ้น ยังเหลือคดีที่ สน.เพชรเกษม และอีก 2 คดีที่ติดอยู่แน่ ๆ คือ ร่วมกันฟอกเงินที่ สภ.เมืองสงขลา และคดีที่หาดใหญ่ ซึ่งชุดจับกุมยืนยันเหมือนเดิม ไม่มีการกลับคำให้การ ขอให้ประชาชนสบายใจได้

สำหรับข้อกล่าวหาที่รองฯโจ๊ก บอกว่าตำรวจเป็นโจร เป็นแก๊งอาชญากรรม พล.ต.ท.ไตรรงค์ โต้ว่า "เป็นคำกล่าวหาที่รุนแรง และผมใช้คำว่ามันร้ายกาจมาก คุณกำลังกล่าวหาคนทั้งองค์กร คุณกำลังกล่าวหาตำรวจ 2 แสนคน คุณกำลังกล่าวหาพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนกิจการตำรวจ ว่าสนับสนุนอาชญากร สนับสนุนองค์กรอาชญากรรม"

โดยย้ำว่า "ข้าราชการตำรวจที่ตั้งใจทำงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะอยู่แนวชายแดนในการรักษาอธิปไตยร่วมกับทหาร ไม่ว่าจะอยู่ชายแดนใต้เพื่อรักษาด้ามขวานทองไว้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับอาชญากรรมรุนแรง ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนตามท้องถนน เรามุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทุกปีมีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 30-40 นาย"

และตั้งคำถามว่า "ท่านพูดคำนี้ออกมา ท่านคิดถึงหัวอกคนเหล่านี้ไหม และน่าเสียใจยิ่งกว่านั้นคือท่านก็เคยเป็นตำรวจมาก่อน แม้ปัจจุบันท่านไม่ได้เป็นแล้วก็ตาม คำพูดแบบเหมารวมอย่างงี้เป็นคำพูดที่ร้ายกาจมาก ไม่ควรพูด"

ส่วนการระบุว่า มีอดีตนายกรัฐมนตรี มีเอี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์นั้น อยากจะบอกว่า คำพูดที่เลื่อนลอยเช่นนี้ ท่านพึงระวัง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังย้ำด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่รักษาระเบียบวินัยมาเป็นที่หนึ่ง และจะไม่ปล่อยตํารวจที่ไม่ดีไว้ในองค์กร โดยตัวเลขย้อนหลัง 3 ปี มีการลงทัณฑ์ทางวินัยข้าราชการตำรวจที่กระทำผิด ไปถึง 5,683 นาย ขั้นรุนแรงไล่ออก 781 คน ปลดออก 210 คน และในปี 2568 ไล่ออกถึงระดับพลตำรวจเอก ดังนั้น ไม่ว่าจะชั้นยศไหน ก็สามารถถูกไล่ออกได้หากกระทำผิดวินัยร้ายแรง เพราะฉะนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนไว้ใจว่าตำรวจส่วนมากยังมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ พร้อมเสียสละเลือดเนื้อเพื่อรักษาความสุขสงบสุขเรียบร้อยให้กับประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top