Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

(สุรินทร์) มทบ.25 ลงพื้นที่ติดตามการสร้างบ้านและมอบถุงยังชีพพร้อมทั้งมอบผ้าห่มกันหนาวแก่ประชาชน

(4 พ.ย. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25, คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, แพทย์ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน พร้อมด้วย จิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน, ประชาชนจิตอาสา, ผู้ใหญ่บ้าน, ผู้นำชุมชน, ชรบ.ในพื้นที่
ลงพื้นที่ติดตามการสร้างบ้านและซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ทำให้เกิดความเสียหายทั้งหลังมี จำนวน 3 หลังคาเรือน ในพื้นที่ อำเภอปราสาท และ อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ พร้อมมอบผ้าห่มกันหนาว, ถุงยังชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ จำนวน 20 ครอบครัว พร้อมทั้งยังได้มอบสิ่งของให้ อสม. และ ชรบ. ที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ประจำหมู่บ้าน 

ทั้งนี้ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ยังได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ในการตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมมอบยาสามัญประจำบ้านแก่ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้สูงอายุ, และผู้ป่วยทุพพลภาพ สร้างความดีใจและรู้สึกปราบปลื้มที่ได้มีหน่วยงานราชการ และหน่วยงานทหารได้เข้ามาสอบถามถึงความเดือดร้อนของประชาชน

ทำความรู้จัก Zhipu AI สตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์ ยักษ์ใหญ่ของจีน ดังไกลทั่วโลก ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า!! ในปีเดียว สัญญาณบ่งชี้ AI แดนมังกรมาแรง

ในช่วงปีที่ผ่านมา ชื่อของ Zhipu AI (智谱AI) กลายเป็นที่จับตาของวงการเทคโนโลยีระดับโลก บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์จากกรุงปักกิ่งรายนี้ เป็นหนึ่งในผู้นำของคลื่น “AI Made in China” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการขับเคี่ยวกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง OpenAI และ Google DeepMind

จุดเริ่มต้น ?
Zhipu AI ก่อตั้งในปี 2019 โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) หนึ่งในสถาบันวิศวกรรมชั้นนำของจีน และเป็นผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ชื่อว่า GLM (General Language Model) ซึ่งมีศักยภาพใกล้เคียงกับ GPT ของสหรัฐฯ 

ปัจจุบันบริษัทเปิดให้บริการแชตบอต “ChatGLM” ที่รองรับทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในรอบปีที่ผ่านมา

เป้าหมาย ?
ความสำเร็จของ Zhipu AI สะท้อนแนวโน้มว่าเทคโนโลยี AI จากจีนเริ่มได้รับความเชื่อมั่นในระดับโลก ทั้งด้านคุณภาพของโมเดล ความเร็วในการอัปเดต และความสามารถในการประยุกต์ใช้งานในภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสาร หรือการสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติ

มุมมองรัฐบาล ?
รัฐบาลจีนเองก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองว่า AI คือหนึ่งในเสาหลักของยุทธศาสตร์ “Made in China 2025” และเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนอย่าง Baidu, Alibaba และ SenseTime ต่างเร่งพัฒนาโมเดลแข่งขันกัน แต่ Zhipu AI โดดเด่นด้วยภาพลักษณ์ของ “สตาร์ทอัพสายวิจัย” ที่เน้นคุณภาพและการใช้งานเชิงลึกมากกว่าการตลาด

แนวคิด CEO ?
“อนาคตของปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกันที่ประสิทธิภาพของโมเดลเท่านั้น แต่คือการปฏิวัติรูปแบบการผลิตและการสร้างคุณค่าใหม่อย่างสิ้นเชิง” จางเผิง (Zhang Peng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Zhipu AI กล่าว

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Zhipu AI ที่ไม่ได้มองเพียงด้านเทคโนโลยี แต่ยังมองถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและการทำงานในอนาคต ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทได้รับความสนใจจากทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

บทสรุป
การเติบโตของ Zhipu AI และกระแสตอบรับจากต่างประเทศจึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่า โลกกำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่ของ AI จีน” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำร่วมในเวทีเทคโนโลยีระดับโลกอย่างแท้จริง

รองนายกรัฐมนตรีประชุมเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย การจัดการจราจร และการบริการประชาชน เดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

(4 พ.ย. 68) เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมการเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย การจัดการจราจร และการบริการประชาชนที่ร่วมเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการ กองบัญชาการนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้แทนหน่วยต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักนายกรัฐมนตรี, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ผู้แทนเหล่าทัพ, กระทรวงต่าง ๆ, กรุงเทพมหานคร, กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตามที่มีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เวลา 09.00 – 21.00 น. นั้น คณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ได้เตรียมความพร้อมในการดูแลอำนวยความสะดวกประชาชนทุกด้าน อาทิ การจัดการด้านการจราจร จุดจอดรถ การให้บริการรถฟรี 14 เส้นทาง การให้บริการเรือโดยสารฟรี เส้นทางท่าเรือวัดระฆังฯ- ท่าเรือวัดอรุณฯ- ท่าเรือท่าช้าง, การดูแลจุดพักคอย จุดคัดกรอง, การบริการด้านสาธารณสุข, การดูแลความปลอดภัย รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เพื่อให้งานพระราชพิธีดำเนินไปอย่างสมพระเกียรติ โดยจัดตั้งกองอำนวยการร่วมฯ ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และการจัดการจราจร

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำชับทุกหน่วยงานปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นพระราชพิธีฯ ให้ทุกหน่วยวางแผนกำลังพลให้เหมาะสม มอบหมายหน้าที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน ด้านการข่าวให้ทำงานเชิงรุก เพื่อวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และให้ทุกหน่วยงานวางแผนบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง สนับสนุนซี่งกันและกัน และต้องรอบคอบ รัดกุม สมพระเกียรติ และในวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้ จะลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมในการปฏิบัติ ณ ท้องสนามหลวง 

‘วัน อยู่บำรุง’ โพสต์ยินดี งบสร้างสะพานปูนหนองแขม 4.5 ล้านบาท ลงมือก่อสร้างแล้ว ด้านไอซ์ รักชนก โผล่คอมเมนต์ทันควัน ซัดเคลมผลงาน

(4 พ.ย. 68) นายวัน อยู่บำรุง อดีตสส.กทม. โพสต์คลิป พาดูสะพานไม้ ข้ามคลองภาษีเจริญ พร้อมระบุว่า เคยขอตอนสส.ให้สร้างเป็นสะพานปูน แต่เมื่องบประมาณไม่มา ก็มาซ่อมให้ จนต้องขอไปอีกเป็นรอบที่ 2 ก็ยังไม่มา กลายเป็นงบซ่อมแซมอีก ล่าสุดงบประมาณมาแล้ว จากการผลักดันของนายนวรัตน์ อยู่บำรุง สก.เขตหนองแขม คุณอาของตน ซึ่งดีใจกับชาวหนองแขมด้วย จะได้สัญจรไปมาและสะดวกสบายมากขึ้น

พร้อมระบุข้อความว่า สะพานข้ามคลองภาษีเจริญจากวัดหลักสามข้ามไปโรงเรียนประชาบำรุงเขตหนองแขมที่ผมเคยขอไว้ในสภาผู้แทนราษฎร บัดนี้ลงมือก่อสร้างแล้วนะครับ งบประมาณ 4,500,000 บาท

จากนั้น น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ได้เข้ามาคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า โหพี่ สุดยอด หารือครั้งเดียวแล้วไม่สนใจอีกเลย แต่พองบจะมาลงปุ๊บรีบมาเคลมทันที ทำงานเค้าทำกันแบบนี้ ดูไว้นะคะ ถ้าอยากกลับเข้าสภาอีก ลองเอาไปฝึกดู 😃 

พร้อมทั้งได้แปะลิงก์ [ ปิดตำนาน “งบกลางผู้ว่า กทม.” เปลี่ยนสะพานไม้ เดินหน้าสร้างสะพานปูน ] https://www.facebook.com/share/p/1DVJfAXAxs/?mibextid=wwXIfr ซึ่งเป็นโพสต์ของทีมรังนกเอาไว้ด้วย

ไซออนิสต์ ชี้ เส้นเขตแดนใหม่ เตือนรัฐเถื่อนจะยึดครองฉนวน กาซ่าหากแผนผ่าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธศาสตร์ไซออนิสต์​ กล่าวว่า เส้นสีเหลือง​เป็นเส้นแบ่งเขตแดนใหม่ระหว่างอิสราเอลกับฉนวนกาซาที่จะเกิดขึ้น

หากแผนนี้ดำเนินการ ส่วนหนึ่งของฉนวนกาซา รวมถึงเมืองราฟฮ์จะตกอยู่ในการยึดครองของรัฐ​เถื่อน​ทันที

#รัฐเถื่อนที่ชอบยึดครองแผ่นดินผู้อื่น

เชียงใหม่- ท่าอากาศยานเชียงใหม่ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Etihad Airways

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Etihad Airways บินตรงอาบูดาบี-เชียงใหม่ เสริมศักยภาพการท่องเที่ยวภาคเหนือ

(4 พ.ย. 68) เวลา 06.30 น. นายวิสูตร คำยอด รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายปฏิบัติการและบำรุงรักษา) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน Etihad Airways (เอทิฮัด แอร์เวย์ส) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เที่ยวบินที่ EY426 เส้นทาง อาบูดาบี (AUH) - เชียงใหม่ (CNX) ใช้อากาศยานแบบ Airbus A321LR ในโอกาสนี้ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายชูวิทย์  ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่น บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) พร้อมทั้งมอบของที่ระลึกเป็นกางเกงช้างล้านนา และพวงกุญแจรูปช้าง ให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึง สร้างความประทับใจและเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ท้องถิ่นล้านนา

Etihad Airways เป็นสายการบินประจำชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศกว่า 70 จุดหมายทั่วโลก เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทางใหม่ “อาบูดาบี–เชียงใหม่” จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรปเข้ากับภาคเหนือของไทยโดยตรง ช่วยเสริมศักยภาพด้านการคมนาคมทางอากาศ และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง การเปิดให้บริการของเส้นทางการบินใหม่ในช่วงตารางบินฤดูหนาวครั้งนี้ ยังตอกย้ำถึงความพร้อมของท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยปัจจุบัน ทชม. มีเที่ยวบินเชื่อมต่อภายในประเทศถึง 8 เส้นทาง ได้แก่ อู่ตะเภา กระบี่ ภูเก็ต ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ อุดรธานี โดยเส้นทางอุดรธานีจะมีการแตรียมเพิ่มเที่ยวบินโดยสายการบินแอร์เอเชียในเดือนธันวาคม นอกเหนือจากที่มีสายการบินนกแอร์ให้บริการในขณะนี้ สำหรับเส้นทางต่างประเทศ ทชม.ให้บริการเชื่อมต่อเมืองสำคัญทั่วเอเชีย อาทิ กวางโจว ไทเป ปักกิ่ง เกาสง เซี่ยงไฮ้  คุนหมิง ซีอาน อินชอน มะนิลา กัวลาลัมเปอร์ ฮ่องกง มัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง สิงคโปร์ คันไซ หลวงพระบาง ฮานอย และเฉิงตู พร้อมทั้งมีการเปิดเส้นทางใหม่ไปยัง หลานโจว โดยสายการบินสปริงแอร์ไลน์ และจิ่งหง โดยสายการบินรุยลิแอร์ไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายเครือข่ายการบินสู่ระดับสากลอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การเพิ่มรูปแบบการเชื่อมต่อทางอากาศที่หลากหลาย จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาคเหนือให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังมาถึง

ฟีฟ่าปัดอุทธรณ์ปมโอนสัญชาตินักเตะ กลายเป็นบทเรียนใหญ่วงการลูกหนัง ที่ต้องอ่านเกมกฎ–ขั้นตอน–เอกสาร ปิดประตู ‘ไมคอน คาร์โดโซ่’ ติดธงไทย??

การโอนสัญชาตินักฟุตบอลทีมชาติมาเลเซีย : บทเรียนถึงไทยในเส้นทางของ “ไมคอน ดักลาส คาร์โดโซ่” กับทัพช้างศึก?? 

หลังจากฟีฟ่ายืนยันปัดคำอุทธรณ์ของสมาคมฟุตบอลมาเลเซีย (FAM) ในคดีใช้ “เอกสารปลอม” ยืนยันสิทธิ์ลงเล่นของผู้เล่นต่างชาติ 7 ราย และคงบทลงโทษเดิมทั้งหมด ส่งสัญญาณชัดว่า “งานเอกสาร–กระบวนการ” สำคัญพอ ๆ กับฟอร์มในสนาม

ต้นเหตุเกิดจากที่ มาเลเซีย ส่งรายชื่อผู้เล่นต่างชาติ 7 ราย ที่ได้รับอนุญาตให้ลงเล่นทีมชาติมาเลเซีย ในเกมที่ถล่มเวียดนาม 4–0 (คัดเอเชียนคัพ 2027) แต่ถัดจากนัดนั้น (10 มิ.ย.) มีคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการถึงฟีฟ่าให้สอบสวนถึงเรื่องการโอนสัญชาติที่อาจผิดกฎ

ส่งผลให้ ปลาย ก.ย. 2025 ฟีฟ่าชี้ผิดตามกฎวินัย มาตรา 22 : ใช้เอกสารปลอม ลงโทษ FAM และแบนผู้เล่นทั้งหมด 7 คน เชื้อสายลาตินอเมริกา ประกอบด้วย กาเบรียล พัลเมโร่, ฟาคุนโด้ การ์เซส, โรดริโก้ โฮลกาโด้, อิมานอล มาชูก้า, เจา ฟิเกเรโด้, ฆอน อิราซาบัล และเอคตอร์ เฮเวล

ทั้งหมดถูกปรับคนละ 2,000 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 80,500 บาท และแบนกิจกรรมฟุตบอลทุกระดับ 12 เดือน ส่วนสมาคมฟุตบอลมาเลเซียถูกปรับ 350,000 ฟรังก์สวิส (ราว 14 ล้านบาท)

ทัพเสือเหลืองมีสิทธิ์ไปต่อในการขอ “เหตุผลคำวินิจฉัย” ภายใน 10 วัน และมีอีก 21 วัน เพื่อยื่นต่อศาลกีฬาโลก (CAS) ในการอุทธรณ์

“นี่เป็นครั้งแรกที่ FAM ต้องเจอสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งทั้งทีมกฎหมายและผู้บริหารต่างรู้สึกแปลกใจกับคำตัดสิน อย่างไรก็ตาม FAM จะเดินหน้าต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของนักเตะ และเพื่อเกียรติของฟุตบอลมาเลเซียบนเวทีนานาชาติอย่างเต็มที่” ยุซอฟ มาฮาดี รักษาการนายกสมาคม ระบุ

เปิดบทเรียนสำหรับทุกชาติอาเซียน
1. แยก “สัญชาติ” ออกจาก “Eligibility” – ได้สัญชาติไม่พอ ต้องผ่านเกณฑ์ฟีฟ่าด้วย

2. ทำให้ครบทั้งเรื่องกฎหมายสัญชาติของรัฐ + กระบวนการฟีฟ่า (รวมถึงเรื่องการโอนสัญชาติถ้าเคยเล่นให้กับทีมชาติอื่น)

3. เอกสารเวอร์ชันเดียวกันทั้งองค์กร – ตั้ง Eligibility Data Room และ เช็กลิสต์ 3 ชั้น (ครบ–ตรง–ส่งให้ทันเส้นตาย)

4. ต้องมีแผนสำรองในสนาม – พร้อมโรเตชัน/บทบาทของนักเตะเชื้อสายตรงไม่โอนสัญชาติ เพื่อรองรับความเสี่ยง

เทียบสั้น ๆ กับชาติเพื่อนบ้าน
• อินโดนีเซีย : ทำครบเป็นระบบ เน้นนักฟุตบอลที่มีเชื้อสายดัตช์-อินโดนีเซีย ตัวอย่าง: มาร์เทน เพส์ (Maarten Paes), เจย์ อิดเซส (Jay Idzes), แซนดี วอลช์ (Sandy Walsh), คัลวิน เวอร์ดองค์ (Calvin Verdonk) และราฟาเอล สตรู๊ค (Rafael Struick)  

• ไทย : แนวทางลูกครึ่งใช้สิทธิ์เชื้อสายตรง (พ่อ/แม่เป็นคนไทย) เช่น นิโคลัส มิคเคลสัน (Nicholas Mickelson) ไทย-นอร์เวย์ คุณแม่เป็นคนไทย จากจังหวัดพิษณุโลก, โจนาธาน เข็มดี (Jonathan Khemdee) ไทย-เดนมาร์ก คุณแม่เป็นคนไทย จากจังหวัดสุรินทร์ และ เบนจามิน เดวิส (Benjamin Davis) ไทย-อังกฤษ-สิงคโปร์ มีคุณแม่เป็นคนไทย

• เวียดนาม : แนวคัดน้อย–ตรวจเข้ม : ตัวอย่างเช่น เหงียน ซวน เซิน (Rafaelson Bezerra Fernandes) นักเตะบราซิลแท้ แต่ทำตามกฎฟีฟ่า โอนสัญชาติได้ หลังลงเล่นให้ทีมในเวียดนามเกิน 5 ปี และ ฟิลิปส์ เหงียน (Filip Nguyen) ผู้รักษาประตูที่มีพ่อเป็นชาวเวียดนาม (ไฮฟอง) แม่เป็นชาวเช็ก 

เคสที่แฟนไทยจับตา: “ไมคอน ดักลาส คาร์โดโซ่” เหตุผลที่ยังติดทีมชาติไทยไม่ได้

ประวัติย่อของ ไมคอน คาร์โดโซ่ นักเตะบราซิลหัวใจไทย

• เกิดที่บราซิล ย้ายมาไทยตามคุณพ่อ (ดักลาส คาร์โดโซ่ ตำนานนักเตะสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ตั้งแต่ 2 ขวบ เติบโตในจังหวัดราชบุรี และเข้าฝึกทักษะระบบลูกหนังโรงเรียนท้องถิ่น

• แจ้งเกิดกับ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน : โดดเด่นทั้งทักษะ–ทัศนคติในทัวร์นาเมนต์นักเรียน

• โด่งดังจากรายการทีวีด้านฟุตบอลบนช่อง WorkPoint ทำให้เป็นที่รู้จักวงกว้าง

• ติดทีม STP (สตาร์ ทรานซิชัน โปรเจกต์/สโมสรเยาวชน): ได้เวทีจริงจังระดับอะคาเดมี พัฒนาความฟิต–แท็กติก

• เข้าตาแมวมอง–คัดตัวผ่าน จนได้เซ็นเข้าสู่ บาเยิร์น มิวนิค U17 ปัจจุบันอายุ 16 ปี ลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของทัพเสือใต้ ร่วมกับดาวเตะระดับโลกอย่าง แฮร์รี่ เคน, หลุยส์ ดิอาซ, ไมเคิล โอลิเซ่ และมานูเอล นอยเออร์

ทำไม “ยัง” ติดทีมชาติไทยไม่ได้??

• กฎหมายไทยเรื่องแปลงสัญชาติเคร่ง (โดยทั่วไปต้องพำนักต่อเนื่อง/ภาษาไทย /เกิดที่ไทย/ ฯลฯ) 

• ยกตัวอย่างโค้ชเช (ชเวยองซอก) ได้สัญชาติไทยเพราะเขาได้อุทิศตนทำงานเป็นผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทยมานานกว่า 20 ปี และมีความผูกพันกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง จนสุดท้ายได้ตัดสินใจสละสัญชาติเกาหลีใต้เพื่อรับสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการ 

• กฎฟีฟ่าเรื่องพำนัก/สายเลือด – หากไม่มีพ่อแม่/ปู่ย่าตายายเป็นคนไทย ต่อให้ถือพาสปอร์ตไทยในอนาคต ก็มักต้องผ่านเกณฑ์พำนักระยะยาวตามข้อกำหนดฟีฟ่า

“ตอนเด็กๆ ผมก็บอกเสมอว่าอยากเล่นให้ทีมชาติไทย แต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะผมไม่มีสัญชาติไทย… ตอนนี้ไปเล่นที่เยอรมัน ก็มีทีมชาติโปรตุเกส, ทีมชาติบราซิลมาคุยแล้วครับ… แต่ผมก็รักประเทศไทยเหมือนเดิม ตลอดครับ” ไมคอน คาร์โดโซ่ กล่าว 

สรุปบทเรียนจากมาเลเซีย

คดีมาเลเซียบ่งบอกว่า “เอกสาร–ขั้นตอน” คือเส้นเลือดใหญ่ของฟุตบอลทีมชาติ อยากโอนเร็วก็ได้ แต่ต้องเป๊ะ และควรเดินหน้าด้วย เอกสารที่ทางกรรมการจะใช้พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัคร + Data Room + เช็กลิสต์ 3 ชั้น + ที่ปรึกษากฎหมายกีฬา ควบคู่แผนพัฒนาโฮมโกรว์นนักฟุตบอลสายเลือดแท้ในประเทศต่อไป

ทรัมป์ยก ‘ปูติน–สี จิ้นผิง’ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและฉลาด ชี้ไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย ต้องให้ความเคารพทางการเมือง เตรียมหารือเรื่องการลดอาวุธนิวเคลียร์

(4 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS โดยกล่าวถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ว่าเป็น “ผู้นำที่ฉลาดและแข็งแกร่ง” พร้อมระบุว่า “ทั้งสองไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย พวกเขาเป็นผู้นำที่จริงจัง ต้องให้ความเคารพอย่างมาก.”

ทรัมป์เปิดเผยว่าได้หารือกับทั้งปูติน และสีจิ้นผิงเกี่ยวกับแนวทาง “การลดอาวุธนิวเคลียร์” โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในประเด็นนี้ เพื่อป้องกันความตึงเครียดที่อาจลุกลามในระดับโลก เขายังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐฯ อาจทำสงครามกับเวเนซุเอลา โดยยืนยันว่า “ไม่น่าจะเกิดขึ้น” แต่ยอมรับว่ามีความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลเวเนซุเอลาในเรื่องยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่ายังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังสหรัฐฯ ไปยังไนจีเรีย เพื่อ “กวาดล้างผู้ก่อการร้ายอิสลาม” พร้อมขู่ระงับความช่วยเหลือทุกประเภทหากการสังหารชาวคริสต์ยังคงดำเนินต่อไป โดยกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “พวกเขาฆ่าชาวคริสต์เป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

สำหรับถ้อยแถลงของทรัมป์ครั้ง นี้สะท้อนท่าทีที่แข็งกร้าวและเน้นภาพ “ผู้นำโลกที่ต้องจริงจังต่อกัน” ซึ่งต่างจากสำนวนการทูตแบบดั้งเดิม ทั้งยังตอกย้ำแนวคิดการต่างประเทศของเขาที่เน้นการใช้พลังอำนาจและการป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

นายกรัฐมนตรีเปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 สำนักงานตำรวจแห่งชาติชู 3 แนวทาง ประสานความร่วมมือภูมิภาคต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์

(4 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL CONFERENCE) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., ผู้เข้าร่วมการประชุม, ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี

นายกรัฐมนตรี และผู้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ได้ร่วมพิธีรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นได้ร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงข้าราชการตำรวจ ASEANPOL ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่

การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ : "ร่วมมือปฏิบัติการ: ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน" หรือ ““Collaboration in Action: Crushing Scam, Disrupting Fraud, and Protecting People” ระหว่างวันที่ 3 – 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นเวทีหลักสำหรับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโสประมาณ 280 คน พร้อมด้วยคู่เจรจาและผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ รวม 30 ประเทศ อาทิ จีน,  เกาหลีใต้, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ฝรั่งเศส, Interpol เป็นต้น  

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกอาเซียน คู่เจรจา และองค์กรบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศกว่า 200 คน ขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงแสดงความยินดีต่อ “ติมอร์-เลสเต” ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ 

การประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาชญากรรมข้ามชาติได้ทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงข้ามชาติ และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำลายเสถียรภาพของสังคม สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ข่าวร้ายคือ ปัญหาดังกล่าวทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีคือประเทศสมาชิกอาเซียนต่างตระหนักถึงปัญหา รับรู้ถึงความท้าทาย และมีความตั้งใจร่วมกันที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ASEANAPOL ครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ร่วมกันพัฒนากรอบความร่วมมือเชิงรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพร่วมกันในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติในทุกมิติ เสนอแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ให้กับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน คือ ความมั่นคงและความรุ่งเรืองของภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลกโดยรวม และขอชื่นชมต่อความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ ขอบคุณทุกประเทศที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันความร่วมมือของภูมิภาค ขอให้การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความสงบสุขและปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคและทั่วโลก

ผบ.ตร. กล่าวว่า หัวข้อการประชุมในปีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร่วมมือกัน ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน อาชญากรรมทางไซเบอร์ได้แปรสภาพเป็นระบบแสวงหาประโยชน์ขนาดใหญ่ ที่มีการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียง "ขบวนการฉ้อโกง" อีกต่อไป แต่คือ "เครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน" ที่ล่อลวงผู้หางานจากทั่วโลกมากักขัง และบังคับให้ทำงานในศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์ ได้กลายเป็นฉากหน้าของขบวนการกระทำความผิดแบบครบวงจร ที่เราต้องมองปัญหานี้เป็นวิกฤตการค้ามนุษย์ เพราะการฉ้อโกงคือเครื่องมือ แต่การแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์ คือผลลัพธ์ที่แท้จริง ซึ่งเวลาที่เราต้องร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง

สิ่งที่เรากำลังเผชิญนี้ ไม่ใช่เพียงความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือวิกฤตด้านมนุษยธรรมในยุคดิจิทัล เป็นการค้าทาสรูปแบบใหม่ และเป็นการละเมิดคุณค่า ที่เราทุกคนยึดถือในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม เราได้เห็นความสำเร็จของปฏิบัติการร่วมที่ช่วยเหลือเหยื่อและจับกุมหัวหน้าขบวนการ การดำเนินการในลักษณะนี้จะต้องดำเนินการแบบไม่เลือกปฏิบัติ พรมแดนของเราไม่ควรเป็นเส้นทางสำหรับการกระทำความผิดของขบวนการค้ามนุษย์ แต่ควรเป็น "แนวป้องกัน" เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และผู้เปราะบาง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเสนอแนวทางในการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี และการค้ามนุษย์ ใน 3 แนวทาง ได้แก่

แนวทางที่ 1 : การเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติการข้ามพรมแดน 
ต้องยกระดับความร่วมมือโดยมีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองแบบเรียลไทม์ จัดทำมาตรฐานการสืบสวนที่สอดคล้องกัน และวางระบบปฏิบัติการร่วมกันในการปราบปรามศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ ควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านไซเบอร์สแกมและการค้ามนุษย์ภายใต้กรอบอาเซียน และร่วมกันวางแผนปฏิบัติการข้ามพรมแดน 

แนวทางที่ 2 : การยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัล 
กลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์มีความสามารถในการปรับตัวสูง ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสแบบต้นทางถึงปลายทาง สร้างตัวตนปลอมดิจิทัล และทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินดิจิทัล เราจำเป็นต้องเสริมสร้างศักยภาพของประเทศสมาชิกอาเซียน ควรจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะทางด้านการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ และพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารไซเบอร์ระดับภูมิภาคร่วมกัน เพื่อให้สามารถบันทึกและเข้าถึงข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล รูปแบบการฉ้อโกง และที่อยู่ IP ที่ต้องสงสัยได้

แนวทางที่ 3 : การคุ้มครองเหยื่อและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
ในคดีฉ้อโกงออนไลน์ทุกคดีมีเหยื่อ 2 ฝ่าย คือ ผู้ถูกฉ้อโกง และผู้ถูกบังคับให้ฉ้อโกงคนอื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องได้รับการฝึกฝนให้สามารถคัดแยก เพื่อเข้าระบบช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อ พร้อมทั้งจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ข้อมูล คำให้การ และพยานหลักฐาน ต้องได้รับการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง 

นอกจากนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า หากเราทำงานเพียงลำพัง ขบวนการเหล่านี้จะยังคงใช้พรมแดนระหว่างประเทศเป็นช่องว่างในการกระทำความผิด แต่หากเราร่วมมืออย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และมียุทธศาสตร์ จะสามารถยับยั้งทำลายเครือข่ายขบวนการได้ และยังสามารถปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ได้ด้วยเช่นกัน จากนี้ ASEANAPOL จะไม่ใช่เพียงเวที แต่คือพลังแห่งความยุติธรรม ความเป็นหนึ่งเดียว และความเป็นมนุษย์ ขอให้พวกเราทุกคน ร่วมกันยกระดับพลังนั้นไปด้วยกัน

ไทยเสี่ยงเสียความน่าเชื่อถือทางการเงิน หลังวินัยการคลังอ่อนแอ–รายได้ลด–หนี้พุ่ง หนี้สาธารณะจ่อแตะ 70% ในปี 2570 KKP ชี้ 4 ทางรอด ก่อนเครดิตประเทศถูกกระทบ

แม้ว่าจะมีการถกกันถึง “ความยั่งยืนทางการคลัง”ของไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ แต่ที่ผ่านมาประเด็นนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการคลังของไทย รัฐบาลยังสามารถเพิ่มการขาดดุลการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤต Covid

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทจัดอันดับเครดิต (credit rating agency) สำคัญทั้ง Moody’s และ Fitch Ratings ออกมาปรับมุมมองต่อความน่าเชื่อถือด้านการคลังของไทย ลงจากมีเสถียรภาพหรือ “Stable” เป็นลบ หรือ “Negative” (และมีโอกาสที่ S&P Global Ratings จะปรับตามมาเร็ว ๆ นี้) เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร โอกาสที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือมีมากกว่าโอกาสจะปรับเพิ่ม โดยครั้งสุดท้ายที่ไทยได้รับมุมมองเป็นลบแบบนี้คือใน ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทั้งสองบริษัทจัดอันดับพูดถึงตรงกัน คือ “ฐานะทางการคลัง” และ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย” ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะหลังจากโควิด-19 ทั้งหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ภาครัฐที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความพยายามรักษาฐานะการคลังจากแผนการคลังระยะปานกลางก็มักจะถูกเลื่อนออกไป และหากไม่แก้ไขโดยเร็วก็มีโอกาสที่อันดับเครดิตจริง ๆ อาจถูกปรับลดลงในอนาคตได้

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจตามมาหากประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิต ย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่ระดมทุนทั้งในและต่างประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น และจะมีผลกระทบซ้ำเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแอ โดยทาง KKP Research ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมถึงสถานะที่แท้จริงของภาคการคลังไทยด้วยข้อเท็จจริง 3 ประการ พร้อมเสนอแนะทางออกเชิงนโยบายว่าประเทศไทยและรัฐบาลควรไปต่อกันอย่างไรดี

รัฐบาลจำเป็นต้องขาดดุลมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
ข้อเท็จจริงประการแรกคือ การขาดดุลของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และใกล้ถึงขีดจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ความพยายามในการรัดเข็มขัดเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ที่ผ่านมามักจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกเลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอมาต่อเนื่องนับทศวรรษ ทำให้นโยบายการคลังต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพยุงภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหากกลับไปดูในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด รัฐบาลมักจะขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของ GDP และเป็นเป้าหมายสำคัญในการกำหนดแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-term fiscal framework: MTFF)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงโควิด-19 การขาดดุลงบประมาณ (รวมเงินกู้ฉุกเฉินเพิ่มเติม 1.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 8-9% ในปี 2021-22 ขณะที่หลังจากนั้น จากการที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้รัฐบาลยังต้องขาดดุลงบประมาณในระดับสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยในอดีตมาอยู่ที่ประมาณ 4-5% ของ GDP ดังนั้นการรัดเข็มขัดที่ได้ผลในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มจากการกลับไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาด้วย.

การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดย KKP Research ประเมินว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสจะแตะเพดาน 70% ภายในปีงบประมาณ 2027 เร็วกว่าการประเมินของกระทรวงคลังล่าสุดในปีที่แล้ว ที่คาดว่าจะไป “เฉียด” เพดานในช่วงปีงบประมาณ 2029 เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

นอกจากการใช้จ่ายโดยตรงของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังได้อีก 2 ช่องทาง ซึ่งปัจจุบันกำลังถึงขีดจำกัดเช่นเดียวกัน โดยช่องทางแรกคือมาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal policy) ที่ดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้หรือรับประกันเงินกู้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ โดยปัจจุบัน ณ เดือน มิ.ย. 2025 อยู่ที่ระดับ 29% ของงบประมาณทั้งหมด จากเพดานที่กำหนดไว้ที่ 32% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งมีการรับรู้ในหนี้สาธารณะไปแล้วและเหลือหนี้ที่ยังไม่รับรู้อีกคิดเป็นประมาณเกือบ 5% ของ GDP ขณะที่ช่องทางที่สองคือการใช้มาตรการที่เป็นการสูญเสียรายได้ภาษี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้นในข้อเท็จจริงต่อไป

รายได้ภาครัฐปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงประการที่สอง คือ “รายได้ภาษีภาครัฐ” เริ่มส่งสัญญาณที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางรายจ่ายที่จำเป็นต้องใช้มากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำกว่าเป้าหมายถึง 6.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการทางภาษีสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ถ้ามองย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อนหน้าจะพบว่าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 16 - 17% ในช่วงปี 2003-2015 มาอยู่ที่ต่ำกว่า 15% ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา

นอกจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงแล้ว ประเด็นเรื่องการรั่วไหลของการจัดเก็บภาษีจากภาคเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการที่ทำให้รายได้ภาษีลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวต่อการเก็บภาษีที่สูง และพยายามหลีกเลี่ยงภาษีให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทางเลือกในการเพิ่มรายได้ เช่น การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกปรับลดลงเป็นการ “ชั่วคราว” มามากกว่า 30 ปี เป็นเรื่องที่พูดถึงกันเป็นระยะเวลานาน แต่ที่ผ่านก็ไม่สามารถทำได้เพราะเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ

“งบประจำ” กดดันฐานะการคลังไทย
ข้อเท็จจริงประการสุดท้าย คือ เวลาของการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยกำลังลดลงไปเรื่อย ๆ จากงบประมาณที่ปรับลดได้ยากที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเป็นข้อจำกัด (Fiscal rigidity) ในระยะยาว โดยปัจจุบันงบประมาณเหล่านี้อยู่ที่ระดับ 60% ของงบประมาณทั้งหมด โดยส่วนใหญ่คือเงินเดือนและค่าจ้างของบุคลากรภาครัฐประมาณ 25% ของงบประมาณทั้งหมด รองลงมาคืองบสวัสดิการของข้าราชการประมาณ 12-13%, งบสวัสดิการของประชาชนประมาณ 15-16% รวมกันที่ประมาณ 25% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่ประมาณ 12% อย่างไรก็ตาม สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัวขึ้น จะทำให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นไปอีก โดย KKP Research เคยประเมินไว้ว่างบสวัสดิการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในอีก 15 ปีข้างหน้างบสวัสดิการของข้าราชการและประชาชนจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25% เป็น 35% ของงบประมาณทั้งหมด

4 ทางออกที่ต้องเร่งดำเนินการ
KKP Research มองว่าทางออกที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นอย่างน้อยเพื่อรักษาอันดับเครดิตเอาไว้ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับตัวจากมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการคลังในระยะกลาง โดยมีลำดับความสำคัญด้านนโยบาย 4 เรื่อง ดังนี้
1. การยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว — ผ่านการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างแรงจูงใจต่อการลงทุนภาคเอกชน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ระดับต่ำ หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเพราะความเสี่ยงด้านการคลังจะให้ทางเลือกของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว

2. การเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ของรัฐ — ด้วยการขยายฐานภาษี ลดขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น และพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ — โดยปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ ปรับเป้าหมายการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดการรั่วไหลจากคอร์รัปชันและรายจ่ายประจำที่ไม่มีประสิทธิผล

4. การสร้างกรอบวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ — ผ่านการจัดทำงบประมาณแบบหลายปี (multi-year budgeting) และการมีองค์กรอิสระด้านการคลัง ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังของตลาด และสนับสนุนความน่าเชื่อถือด้านอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top