Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

ตำรวจภาค 1 ผนึกกำลัง ปปส. ทลาย “แก๊งนักขนตะวันออก” ไล่ล่าข้ามจังหวัด ยึดคีตามีน 300 กก. ค่ากว่า 150 ล้าน บนวงแหวนกทม.

ตำรวจภูธรภาค 1 ผนึกกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน เปิดปฏิบัติการสกัด “เครือข่ายนักขนยาเสพติดตะวันออก” หลังสืบสวนเชื่อมโยงจากคดีจับยาบ้า 60,000 เม็ด เมื่อกลางปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่การไล่ล่าข้ามจังหวัดและการยึดคีตามีนล็อตมหึมากว่า 300 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

การสืบสวนเริ่มจากข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มของ นายภาณุวัฒน์ หรือ “น๊อต” อายุ 28 ปี และ นายดนุพล หรือ “มอส” อายุ 25 ปี ชาว อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นสายลำเลียงของเครือข่ายดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด

จนกระทั่งค่ำวันที่ 2 พ.ย. 68 ชุดสืบสวนพบผู้ต้องหาขับรถกระบะอีซูซุ ดีแม็ก สีขาว ออกจากที่พัก มุ่งหน้า จ.สุพรรณบุรี ก่อนวกไป อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี รับยาเสพติดล็อตใหญ่ และกำลังลำเลียงกลับมายังเส้นทางฝั่งตะวันออก

เวลา 01.30 น. วันที่ 3 พ.ย. 68 เจ้าหน้าที่ไล่ตามมาจนทันบนถนน วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งใต้ กม.11+900 เขตบางขุนเทียน จึงเข้าปิดล้อมสกัดจับ พบคีตามีนบรรจุกระสอบรวม 300 กก. อยู่ท้ายรถ พร้อมโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดอีก 2 เครื่อง

สองผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ไปรับของจาก จ.กาญจนบุรี และกำลังจะนำไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (คีตามีน) โดยผิดกฎหมาย เพื่อการค้าและแพร่ระบาดในหมู่ประชาชน”

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ ภ.1, ภ.จว.สระบุรี, บก.สส.ภ.1, ขกท., ศปก.นสศ., และสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 1 นำโดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาหลายหน่วย ที่ร่วมขยายผลอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า คีตามีน 300 กก. หากถูกปล่อยสู่ตลาด จะสร้างความเสียหายมหาศาล มูลค่าสูงกว่า 150 ล้านบาท เตรียมเดินหน้าขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ตัวการสั่งการ และเส้นทางฟอกเงินทั้งหมด เพื่อตัดวงจรเครือข่ายให้สิ้นซาก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับทุกหน่วยดูแลประชาชนช่วงเทศกาลลอยกระทง ป้องกันอันตรายต่อทรัพย์และชีวิต

(4 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นี้ เป็นวันลอยกระทง ถือเป็นประเพณีสำคัญของคนไทย เป็นการอนุรักษ์ ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำให้คงอยู่ ซึ่งในปีนี้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ยังคงจัดงานประเพณีลอยกระทง โดยปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานประเพณีวันลอยกระทงในสถานที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดอาชญากรรม ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาความเดือดร้อนรำคาญ และอันตรายต่างๆ รวมถึงอาจมีมิจฉาชีพแอบแฝงเข้าไปประทุษร้ายต่อทรัพย์สินในสถานที่จัดงาน 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้หน่วยต่างๆ ป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยให้เพิ่มความเข้มในการกวาดล้างอาชญากรรมทุกประเภทช่วงก่อนวันลอยกระทง, จัดทำแผน/มาตรการในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้สอดคล้องเหมาะสมกับพื้นที่และสถานการณ์มากที่สุด ดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกให้ความช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ทั้งทางบกและทางน้ำ พร้อมให้กวดขัน ตรวจตรา ตรวจสอบ สถานบริการและสถานบันเทิง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนใช้บริการ ไม่มีอาวุธ สารเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย อย่างเด็ดขาด และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา รักษาความปลอดภัยในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานจำนวนมาก 

นอกจากนี้ ให้กวดขันจับกุมผู้เล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน, กวดขันไม่ให้มีผู้ลักลอบผลิต และจำหน่ายดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด หากพบให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทันที เพื่อป้องกันเหตุร้าย และจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกและจัดการจราจรเป็นประจำ ในบริเวณสถานที่ที่คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก และเส้นทางที่คาดว่าจะมีปัญหาจราจร พร้อมจัดเส้นทางรองรับการจราจรที่หนาแน่น

พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ไม่สวมเครื่องประดับ สิ่งของมีค่า หรือนำทรัพย์สินติดตัวไปจำนวนมาก เพื่อป้องกันมิให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสประทุษร้ายต่อทรัพย์ได้ และให้ระมัดระวังการใช้บริการโป๊ะ ท่าเทียบเรือ หรือพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะต้องเมาไม่ขับ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด พร้อมขอความร่วมมือผู้ปกครองในการกำชับบุตรหลานให้ระมัดระวังเพื่อมิให้ถูกหลอกลวงไปในทางมิชอบ หรือประพฤติตนไม่สมควร รวมถึงไม่ควรปล่อยให้เด็กไปเที่ยวงานโดยลำพัง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดเทศกาลลอยกระทงนี้

กระแส BLACKPINK กลับมาร้อนแรง ในครึ่งหลังปี 2025 หรือช่วงกลางธันวาคม ทว่าต้นสังกัด YG Entertainment ยังไม่ยืนยันวันปล่อยอัลบั้มที่แน่ชัด

(4 พ.ย. 68) BLACKPINK กลับมาเป็นประเด็นร้อนครั้งใหม่ในวงการเพลงเกาหลี หลังมีเบาะแสชัดเจนถึงการเตรียมคัมแบ็กช่วงปลายปี 2025 โดยมีรายงานจากสื่อเกาหลีหลายแห่งระบุว่ากลุ่มอาจปล่อยอัลบั้มที่คาดหวังกลางเดือนธันวาคม ทว่าต้นสังกัด YG Entertainment ยังชี้แจงอย่างระมัดระวังว่า "ยังไม่มีอะไรยืนยัน" เกี่ยวกับวันปล่อยอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ผลงานกำลังอยู่ในขั้นตอน post-production พร้อมกับเปิดโหมดเตรียมงานอย่างเต็มที่

การสังเกตสถานการณ์ล่าสุดที่ชัดเจนคือการปล่อยซิงเกิลใหม่ "Jump" เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2025 ซึ่งเพลงนี้ต่อยอดด้วยเครดิตร่วมสร้างสรรค์โดย Diplo และมิวสิกวิดีโอที่กำกับโดย Dave Meyers ถือเป็นสัญญาณเปิดยุคใหม่ของ BLACKPINK พร้อมกับทัวร์สเตเดียมระดับโลกในปี 2025–26 ที่วงเดินสายแสดงทั้งในเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป ที่สนามไอคอนิกอย่าง SoFi Stadium และ Wembley Stadium

YG Entertainment ยืนยันว่าเกี่ยวกับวันปล่อยอัลบั้มยังอยู่ในขั้นตอนการขัดเกลาข้อมูลและพัฒนาไปจนถึงขั้นสุดท้าย แต่ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอน โดยค่ายตอบกับสื่อว่า "ยังไม่มีอะไรยืนยัน" เพื่อรักษาความแม่นยำและเปิดช่องให้อัปเดตข้อมูลเป็นระยะ ขณะที่ผู้ชมคาดหวังว่าอัลบั้มเต็มจะสักวันหนึ่งในช่วงปลายปีนี้

ก่อนหน้านี้เคยปล่อยซิงเกิล "Jump" ที่สะท้อนโทนโปรดิวซ์เข้มข้นขึ้น ด้วยแนวดนตรีแดนซ์และคลับ เป็นการยืนยันว่ากำลังเดินหน้าสู่ยุคใหม่ของผลงาน ตลอดจนการทัวร์ที่ช่วยเร่งกระแสคัมแบ็ก อย่างไรก็ดี ยังต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจาก YG เพื่อความชัดเจนที่แท้จริงสำหรับแฟนเพลงทั่วโลกและแฟนไทยที่จับตารอคอย

BLACKPINK ยังคงจัดเป็นหนึ่งในไอดอลกลุ่มที่ทรงอิทธิพลในวงการเพลงป๊อปโลก ด้วยการทำทัวร์ระดับสเตเดียมและผลงานที่แข็งแรง ขณะที่โอกาสปล่อยอัลบั้มใหญ่ปลายปี 2025 ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อไป

สตม. จัดพิธีแสดงความอาลัยและลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวานนี้ (3 พ.ย.68) เวลา 11.00 น. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้จัดพิธีแสดงความอาลัยและลงนามถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ ตร. (เมืองทองธานี) โดยมี พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประกอบด้วย พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ศ. ช่วยราชการ สตม., ผบก.ตม.1-3, ผบก.อก.สตม., ผบก.สส.สตม., ผบก.ศท.ตม. และ ผบก.ศฝร.ตม., รอง ผบก., ผกก. และข้าราชการตำรวจในสังกัด สตม. เข้าร่วมพิธีดังกล่าว เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมการรับ–ส่งทหารใหม่ มทบ.26 จังหวัดบุรีรัมย์

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการ รับ–ส่งทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/258 ณ มณฑลทหารบกที่ 26 จังหวัดบุรีรัมย์

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุย และให้กำลังใจกับญาติและครอบครัวของน้อง ๆ ทหารกองประจำการ พร้อมกล่าวสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองว่า “กองทัพจะดูแลลูกหลานของทุกคนอย่างดีที่สุด เพราะเราทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน”

ทั้งนี้ การรับ–ส่งทหารกองเกินในครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ภายใต้ความร่วมมือของทุกส่วน เพื่อเตรียมกำลังพลเข้ารับการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ตามระเบียบของกองทัพบก โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกให้ความสำคัญกับการดูแลน้องทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ     

            

นครพนม -นบ.ยส.24 แถลงข่าวจับกุมขบวนการค้ายา  2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน10 กระสอบ น้ำหนัก 490 กก. 

เมื่อวานนี้ (3 พ.ย. 68) เวลา 1900 กองทัพภาคที่ 2 โดย พลโท วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) โดยมอบหมายให้ พันเอก สุภัทร ชูตินันทน์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมแถลงข่าวกรณี กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายา จำนวน  2 ราย พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 10 กระสอบ น้ำหนัก  490 กิโลกรัม ในพื้นที่ จังหวัดนครพนม พร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยมี พลตำรวจตรี วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 (ผบก.ตชด.ภาค 2) เป็นประธานการแถลงข่าว ณ กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 236 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม

โดยทางด้านแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นย้ำการปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เชิงรุก พร้อมเฝ้าระวังปราบปรามยาเสพติด ให้น้อยลงหรือหมดไป ตามนโยบายของรัฐบาล 

โดยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการ ในการปราบปรามยาเสพติด กดดันปราบปรามจับกุมผู้ค้า และผู้เสพยาเสพติดอย่างเข้มข้น และต่อเนื่อง ทั้งในเชิงรับและเชิงรุก การเฝ้าระวัง ป้องกันปราบปราม เพื่อให้ยาเสพติดเหล่านี้ลดให้น้อยลงที่สุด ที่สำคัญต้องขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ภาคประชาชน ฯลฯ ต่างร่วมมือกันเป็นอย่างดี ทั้งการแจ้งข่าวให้กำลังพล ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในแต่ละครั้งสำเร็จไปได้ด้วยดี

แม่ทัพภาคที่ 2 ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ จังหวัดนครราชสีมา

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2/2568 ในพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา เพื่อรับฟังการรายงานความก้าวหน้าการฝึกฯ และให้โอวาทแก่ทหารใหม่

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะ พูดคุยและให้กำลังใจทหารใหม่ พร้อมเน้นย้ำให้หน่วยฝึกดำเนินการฝึกตามระเบียบแบบธรรมเนียมทหาร และปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพบกอย่างเคร่งครัด 

อีกทั้ง ให้ความสำคัญกับการดูแลทหารใหม่ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ เพื่อวางรากฐานสู่การเป็นทหารที่มีความเข้มแข็ง มีระเบียบวินัย และภาคภูมิใจในการรับใช้ชาติ

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต 93 ยูนิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

พลเรือตรี กิติศักดิ์  สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ บริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2535 และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามของโรงพยาบาลว่า “โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” 

ตลอดพระชนม์ชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์ท่านทรงงานเพื่อยกระดับสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีส่วนสำคัญต่อการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข พวกเราเหล่าข้าราชการใน รพฯ ได้ยึดถือแนวทางของพระองค์ท่านในการปฏิบัติงานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

กิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการต่อชีวิตให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยมีข้าราชการ และลูกจ้าง รพ.ฯ ร่วมบริจาคโลหิต จำนวน 93 ยูนิท เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลฯ  ณ ห้องรับบริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

ชีวิตการทำงานจากยุค ‘มนุษย์ทองคำ’ ยุคที่บริษัทขยายตัว เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่ ไม่จำเป็นต้องดีกว่า เฟืองใหญ่ในองค์กรเล็ก ขออย่ากลัวเริ่มใหม่ ถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด

(3 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะเรียนจบ หรือกำลังจะเปลี่ยนงาน ผมมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังสักนิด

ย้อนไปตอนที่ผมเรียนจบใหม่ ๆ นั้น เป็นช่วงที่คนรุ่นผมเรียกกันว่า “ยุคมนุษย์ทองคำ” ครับ เศรษฐกิจดี บริษัทขยายตัวแทบทุกวัน ใครจบมาก็มีงานทำแทบจะทันที

แต่ในขณะที่เพื่อนหลายคนมุ่งไปสมัครงานกับองค์กรใหญ่ บริษัทต่างชาติชื่อดัง ผมกลับเลือกไปเริ่มต้นที่ “บริษัทขนาดกลาง” แห่งหนึ่ง

เหตุผลไม่ซับซ้อนเลยครับ ผมรู้ตัวดีว่าผมไม่ใช่คนหัวดีอะไรนัก เป็นแค่ “คนหัวปานกลาง” ที่ถ้าไปอยู่ในองค์กรใหญ่ เราคงได้เป็นเพียงเฟืองเล็ก ๆ ในเครื่องจักรอันมหึมา

แต่ในองค์กรเล็ก เรามีโอกาสได้เป็น “เฟืองใหญ่” ที่หมุนพร้อมทั้งระบบ ได้ลองผิดลองถูก ได้แสดงฝีมือในแทบทุกด้าน และนั่นก็กลายเป็นโรงเรียนชีวิตที่สำคัญที่สุดในโลกการทำงานของผม

เพราะที่นั่น ผมได้เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่การผลิต การตลาด การขาย การบริหารคน ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แต่กลับเป็นรากฐานที่ทำให้ผมอยู่รอดในโลกจริงได้

แต่แน่นอนครับ ว่ากระดุมเม็ดแรกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

เพื่อนคนหนึ่งของผม จบจากสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่เลือกไปเป็น “เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่” ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์และดีลเลอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย

ฟังดูเหมือนเป็นงานธรรมดา แต่ใครจะคิดว่านั่นคือ “คลังข้อมูลและเน็ตเวิร์ค” ที่ต่อยอดให้เขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา เพราะตอนที่เขาเริ่มทำธุรกิจ เขาไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เขามีทั้งซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจ และลูกค้าที่รู้จักกันมานานอยู่ในมือหมดแล้ว

หรืออีกคนหนึ่ง ที่ผมยังจำได้ดี เขาจบสายคอมพิวเตอร์ในยุครุ่งเรืองที่ใคร ๆ ก็บอกว่ามีอนาคตแน่นอน แต่เขากลับทิ้งปริญญาไว้บนหิ้ง แล้วออกไปตาม passion ของตัวเองในฐานะ “ช่างภาพ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านเขาอย่างรุนแรง แต่ดีที่เขาไม่เชื่อ เพราะไม่นานเขาก็กลายเป็นช่างภาพแฟชั่นแถวหน้าของไทย ก่อนจะต่อยอดไปเป็นเจ้าของบริษัทด้านครีเอทีฟและธุรกิจสายกรีนที่ประสบความสำเร็จมาก ถ้าเจ้าตัวอ่านเจอ ผมอยากบอกว่า “เพื่อนภูมิใจมากนะ ที่กล้าเดินในเส้นทางของตัวเองตั้งแต่วันนั้น”

แต่บางครั้ง… กระดุมเม็ดแรก มันก็ “ถอดออกได้” ถ้าใส่แล้วไม่สบาย

เพื่อนอีกคนหนึ่งของผม จบอักษรศาสตร์ ทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ตามสายที่เรียนมา แต่หลังจากทำอยู่หลายปี เขากลับพบว่าตัวเองหลงใหลในตัวเลขและการวิเคราะห์ด้านการเงินมากกว่า

เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคง แล้วไปฝึกงานในต่างประเทศโดยไม่รับเงินเดือน เพื่อเรียนรู้ระบบการลงทุนจากศูนย์ จนวันนี้เขากลายเป็น hedge fund manager ที่หลายคนรู้จักชื่อดี เพราะกล้าที่จะถอดกระดุมเม็ดแรกออก แล้วกลัดใหม่ในที่ที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ

และสุดท้าย… ก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนคงเห็นตัวเองในนั้น

เขาเป็น “มนุษย์ทองคำตัวจริง” ตั้งแต่สมัยเรียน เป็นตัวแทนคณะ เด่นทั้งกิจกรรมและวิชาการ พอเรียนจบก็ได้งานในสถาบันการเงินใหญ่ใจกลางกรุงเทพทันที

ใคร ๆ ก็คิดว่าเขา “ชนะชีวิต” แล้ว แต่เจ้าตัวกลับรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ปลายทางที่ต้องการ เขาจึงเลือกกลับบ้านไปดูแลธุรกิจครอบครัว เพื่อจะมีเวลาอยู่กับลูกและครอบครัวอย่างใกล้ชิด

ทุกวันนี้ ลูกของเขาทั้งสองคนเรียนจบจากสถาบันชั้นนำ เก่งทั้งกีฬา วิชาการ และเป็นเด็กที่มีความสุขมาก จนผมรู้สึกเลยว่าภาพความสำเร็จของเพื่อนสะท้อนอยู่ในตัวลูกของเขาทั้ง 2 คนนี้เอง ซึ่งนั่นอาจเป็น “ผลตอบแทน” ที่มีค่ามากกว่าตำแหน่งใหญ่โตใด ๆ ทั้งหมด

โลกการทำงานมันไม่มีกระดุมเม็ดเดียวที่ถูกสำหรับทุกคนหรอกครับ บางคนกลัดเม็ดแรกถูกตั้งแต่ต้นแล้วไปได้ไกล บางคนต้องกลัดใหม่กลางทาง

แต่สิ่งสำคัญคือ “อย่าปล่อยให้ใครมาช่วยกลัดแทนเรา”

เพราะสุดท้าย ไม่ว่ากระดุมเม็ดแรกนั้นจะอยู่ที่ไหน เราคือคนเดียวที่จะต้องใส่เสื้อตัวนี้ไปทั้งชีวิต

 

ท่ามกลางข้อถกเถียงและกังวล “กระทบคนรุ่นใหม่–ภาระงบประมาณรัฐ” สุดท้ายอาจเคาะแนวทาง ‘สมัครใจ’

เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้หยิบยกแนวคิด “ขยายอายุเกษียณราชการพลเรือนจาก 60 ปีเป็น 65 ปี” ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และเพื่อใช้ศักยภาพของบุคลากรที่ยังมีความสามารถในการทำงานต่อไปได้อย่างเต็มที่

แม้แนวคิดนี้จะยังไม่ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้จุดประกายการถกเถียงในวงกว้าง ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน งบประมาณรัฐ และโอกาสของคนรุ่นใหม่

สำหรับข้อดีของการขยายอายุเกษียณ
1. รองรับสังคมสูงวัย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-aged society) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด การขยายอายุเกษียณช่วยให้ผู้สูงวัยยังสามารถมีรายได้และบทบาทในสังคม ลดภาระของรัฐในการดูแลผู้เกษียณ

2. ใช้ประสบการณ์ของบุคลากรอย่างเต็มที่
ข้าราชการระดับสูงจำนวนมากยังมีศักยภาพและความรู้ความเชี่ยวชาญที่สามารถถ่ายทอดต่อได้ การเกษียณเร็วเกินไปอาจทำให้รัฐสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า

3. ลดภาระงบประมาณบำเหน็จบำนาญในระยะสั้น
การเลื่อนอายุเกษียณออกไป 5 ปี หมายถึงรัฐยังไม่ต้องจ่ายบำนาญในช่วงเวลาดังกล่าว และยังสามารถใช้แรงงานที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องจ้างใหม่ทันที

4. สอดคล้องกับแนวโน้มสากล
หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และสิงคโปร์ ได้ขยายอายุเกษียณเป็น 65–70 ปีแล้ว เพื่อรองรับอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและการขาดแคลนแรงงาน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลดีแต่ก็มีผลเสียและข้อกังวลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
1. กระทบโอกาสของคนรุ่นใหม่
การขยายอายุเกษียณอาจทำให้ตำแหน่งว่างในระบบราชการลดลง ส่งผลให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้าสู่ระบบน้อยลง และอาจเกิดความรู้สึกว่า “ไม่มีที่ว่างให้คนรุ่นใหม่เติบโต”

2. ประสิทธิภาพการทำงานอาจลดลง
แม้บางคนจะยังมีศักยภาพ แต่ก็มีข้อกังวลว่าเมื่ออายุมากขึ้น อาจมีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือความสามารถในการปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบราชการโดยรวม

3. ภาระงบประมาณในระยะยาว
แม้จะช่วยชะลอการจ่ายบำนาญในระยะสั้น แต่ในระยะยาว รัฐอาจต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอื่น ๆ มากขึ้น หากข้าราชการสูงวัยมีปัญหาสุขภาพ

4. ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มอาชีพ
ปัจจุบัน ข้าราชการบางกลุ่ม เช่น ผู้พิพากษา อัยการ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย มีอายุเกษียณที่ 65–70 ปีอยู่แล้ว การขยายอายุเกษียณเฉพาะบางกลุ่มอาจสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหมู่ข้าราชการทั่วไป

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะดำเนินการในเรื่องนี้จริง อาจจะต้องมีแนวทางประนีประนอม เป็นการขยายแบบสมัครใจ โดยยึดจากเสียงสะท้อนทั้งสองด้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และกรมบัญชีกลาง ได้เสนอแนวทาง “ขยายอายุเกษียณแบบสมัครใจ” โดยให้ข้าราชการที่มีสุขภาพดีและยังมีความสามารถทำงานต่อได้ ยื่นความประสงค์ขอทำงานต่อถึงอายุ 65 ปี โดยไม่กระทบสิทธิของผู้ที่ต้องการเกษียณตามปกติที่ 60 ปี

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ “ยึดฐานเงินเดือนที่อายุ 60 ปี” เป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำนาญ เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากเกินไป

ขณะที่ล่าสุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเพิ่มเติมหลังจากมีกระแสข่าวว่าจะขยายเกษียณอายุราชการพลเรือนจาก 60 ปี เป็น 70 ปี โดยย้ำว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ตนให้ ก.พ. ดำเนินการศึกษาเฉพาะกรณีข้าราชการพลเรือน ที่สามารถขยายได้ถึงอายุ 65 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเรื่องนี้ และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา และนำเสนอ เพราะต้องดูผลหลายด้านว่าจะขยายอายุข้าราชการพลเรือนเป็น 65 ปีหรือไม่ โดยไม่รวมข้าราชการอื่น ๆ ตำรวจก็ไม่รวม 

พร้อมยอมรับว่า เรื่องนี้มีผลกระทบเยอะ อาทิ คนเกิดน้อย คนตายมากกว่าคนเกิด มีผลกระทบกับงบประมาณ เช่น บำเหน็จ บำนาญ มีผลกระทบสำหรับคนที่เราเป็นหัวหน้าส่วนราชการ และมีผลกระทบต่อคนที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ก.พ. ศึกษาร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และหากเป็นไปได้อยากเห็น และตัดสินใจได้ในรัฐบาลนี้

อย่างไรก็ดี การจะขยายเกษียณอายุราชการข้าราชการพลเรือนไปจนถึง 65 ปี ควรหรือไม่นั้น แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่เป็น “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติประชากร เศรษฐกิจ ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบราชการ

หากออกแบบอย่างรอบคอบ เปิดทางเลือกให้กับผู้ที่พร้อมทำงานต่อ และวางระบบรองรับอย่างเหมาะสม การขยายอายุเกษียณอาจเป็นโอกาสในการใช้ศักยภาพของคนรุ่นใหญ่ควบคู่กับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เติบโตทดแทน พร้อมกับการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยของไทยในอนาคตได้อีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top