Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

Meta ถูกแฉ! โกยรายได้ 10% จากโฆษณาหลอกลวง กว่า 4.8 แสนล้านบาท แม้รู้ปัญหาแต่ไม่จัดการแลกกับรายได้มหาศาล ชี้ ขาดทั้งจริยธรรมและความรับผิดชอบ

Meta ถูกแฉ! เอกสารภายในเผยรายได้ 10% มาจาก “โฆษณาหลอกลวง” มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างเอกสารภายในของบริษัท Meta (เจ้าของ Facebook, Instagram, WhatsApp) ระบุว่า รายได้ของบริษัทในปี 2024 ถึง 10% หรือราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) มาจากโฆษณาที่เข้าข่าย “Scam” หรือโฆษณาที่ผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์และสินค้าปลอม

เอกสารระบุเพิ่มเติมว่า Meta แบนผู้ลงโฆษณาได้เฉพาะเมื่อระบบ “มั่นใจเกิน 95%” ว่าเป็นการละเมิดกฎเท่านั้น หากระบบไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว บริษัทจะไม่ลบโฆษณา แต่จะ “ขึ้นราคาค่าโฆษณา” เพื่อเป็นการลงโทษแทน ซึ่งหมายความว่า Meta ยังคงได้ประโยชน์จากโฆษณาผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ดี

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่าในแต่ละวัน มีโฆษณาประเภทหลอกลวงถูกแสดงบนแพลตฟอร์มของ Meta มากกว่า 15,000 ล้านครั้ง และผู้ใช้ที่เผลอคลิกโฆษณาเหล่านี้จะถูกระบบแนะนำโฆษณาอื่น ๆ ต่อเนื่องผ่านอัลกอริทึม personalization ของบริษัท

ด้านโฆษก Meta ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียง “มุมมองบางส่วน” ของการประเมินภายใน และตัวเลข 10% อาจสูงเกินจริง โดยบริษัทเชื่อว่าตัวเลขจริง “ต่ำกว่านั้นมาก”

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารภายในของ Meta เองก็ยอมรับว่า แพลตฟอร์มของตน “มีส่วนเกี่ยวข้องกับโฆษณาหลอกลวงในสหรัฐฯ สูงถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด” และย้ำว่า “มันง่ายกว่ามากที่จะยิงโฆษณาหลอกลวงบน Meta มากกว่า Google”

หลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกมา รัฐบาลมาเลเซีย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสาร ดาโต๊ะ ฟาห์มี ฟัดซิล (Datuk Fahmi Fadzil) ประกาศว่า จะเรียก Meta เข้าชี้แจงต่อรัฐบาลมาเลเซียโดยตรง พร้อมระบุว่า “ตัวเลข 10% ที่ Reuters รายงาน แม้ Meta จะปฏิเสธว่าเกินจริง แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายต่อสาธารณะ”

ฟาห์มีกล่าวเสริมว่า หลัง Online Safety Act (ONSAR) มีผลบังคับใช้ แพลตฟอร์มอย่าง Meta จะมี “พันธะทางกฎหมายในการป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย” หากละเมิดอาจถูกดำเนินการทางกฎหมายได้

> “คนมาเลเซียสมควรได้รับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปลอดภัย บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่บนระบบของตนเอง” — ฟาห์มี ฟัดซิล กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาโฆษณาหลอกลวงบน Facebook และ Instagram เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ทั่วโลกรับรู้กันมานาน แต่การหลุดของเอกสารภายในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ยืนยันว่า Meta “รู้ถึงปัญหาและยอมปล่อยให้เกิดขึ้น” เพื่อแลกกับรายได้มหาศาล


สรุปตัวเลขสำคัญ
รายได้จากโฆษณา Scam: ~10% ของรายได้ทั้งหมด (≈15,000 ล้านดอลลาร์)
ปริมาณการแสดงโฆษณาหลอกลวง: 15,000 ล้านครั้ง/วัน
สัดส่วน Scam ในสหรัฐฯ: 1/3 ของทั้งหมด

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ หวั่นกม. อากาศสะอาดสะดุด แม้ผ่านสภาฯ แล้ว แต่ติดขั้นวุฒิสภา เสี่ยงไม่ทันประกาศใช้ก่อนยุบสภา เรียกร้องให้เร่งพิจารณาเพื่อสุขภาพประชาชน

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎร และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า

ตามที่มีกระแสข่าวในขณะนี้ ว่ามีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยต่อร่างกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งอยู่ในชั้นพิจารณาของวุฒิสภา โดยกังวลว่ากฎหมายดังกล่าว อาจกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าบางประการ ทำให้กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาในขั้นคณะกรรมาธิการฯ มีแนวโน้มล่าช้ากว่าปกติ และอาจไม่ทันประกาศใช้ภายในวาระรัฐบาลปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการยุบสภา

ทั้งที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นข้อเสนอของภาคประชาชน มีผู้ร่วมลงชื่อมากกว่าหนึ่งหมื่นคน และผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพคนไทยนับหมื่นรายต่อปี และสร้างภาระต่อเศรษฐกิจและสาธารณสุขมหาศาล

จึงขอเรียกร้องและขอการสนับสนุนจากวุฒิสภาให้เร่งรัดการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ และให้ความเคารพต่อเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เสนอร่าง รวมถึงเพื่อคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนทุกคนในการเข้าถึง “อากาศสะอาด” อย่างเท่าเทียมและโดยเร็วที่สุด

‘คนเหนือ’ ยังไม่ฟันธง ‘คนเหมาะเป็นนายกฯ’ แม้คะแนน ‘ณัฐพงษ์ – พรรคประชาชน’ มาแรง สวนทาง ‘เพื่อไทย’ ส่อสูญเสียฐานเสียงภาคเหนือ สะท้อนภาพการเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน

จากผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลเกี่ยวกับกระแสการเมืองภาคเหนือที่เปิดเผยในต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 นับเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนภาพการเมืองไทยในมิติที่น่าสนใจหลายประการ การสำรวจจากประชาชน 2,000 ตัวอย่างใน 17 จังหวัดภาคเหนือไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความนิยมของบุคคลและพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยถึงสภาวะจิตใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

สัญญาณที่เด่นชัดที่สุดจากผลสำรวจคือ ร้อยละ 36.60 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และร้อยละ 28.40 ระบุว่า "ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้" ตัวเลขเหล่านี้สูงกว่าความนิยมของบุคคลหรือพรรคการเมืองใดๆ ที่ติดอันดับ แสดงให้เห็นถึงภาวะ "วิกฤติความเชื่อมั่น" ที่แท้จริงของระบบการเมืองไทย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังสะสมของประชาชนต่อการเมืองไทยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ การรัฐประหารซ้ำซาก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่จบสิ้น ผู้คนในภาคเหนือ ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของหลายพรรคการเมือง กำลังส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่พร้อมที่จะมอบความไว้วางใจให้กับใครง่ายๆ อีกต่อไป

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนนี้อาจสะท้อนถึงความรู้สึกว่า ทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อความต้องการหรือความคาดหวังของพวกเขาอย่างแท้จริง ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความตระหนักรู้มากขึ้น
.
แม้จะมีกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจถึงร้อยละ 36.60 แต่ในกลุ่มที่มีความชัดเจนแล้ว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดที่ร้อยละ 21.50 ห่างจากคู่แข่งอันดับสองคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ร้อยละ 13.90 อย่างชัดเจน

ความสำเร็จของนายณัฐพงษ์ในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความสามารถทางเทคนิค มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และไม่มีภาระประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่หนักหนาเกินไป ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับได้ในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นกลางที่ต้องการเห็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความเป็นมืออาชีพ

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนยังคงรักษาตัวตนในฐานะพรรคกลางที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนเกินไป ทำให้สามารถดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายสเปกตรัมทางการเมือง รวมถึงกลุ่มที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบขั้วตรงข้ามที่รุนแรงในยุคที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความนิยมร้อยละ 21.50 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจแสดงให้เห็นว่า นายณัฐพงษ์ยังต้องทำงานหนักมากเพื่อโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่ที่ยังลังเลอยู่ ความท้าทายคือการแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ใช่แค่ตัวเลือกที่ "น่าจะดีที่สุด" แต่เป็นผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีกว่าได้จริง

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ในขณะนี้ ได้รับความนิยมอันดับสองที่ร้อยละ 13.90 และพรรคภูมิใจไทยที่ได้ร้อยละ 10.40 สะท้อนให้เห็นถึงฐานเสียงที่มั่นคงแต่ยังไม่กว้างพอในภาคเหนือ 

พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีรากฐานมาจากกลุ่มอำนาจในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการขยายฐานเสียงในภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะทางการเมืองแตกต่างจากอีสาน

นายอนุทินเองมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในฐานะนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง โดยเฉพาะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงวิกฤติโควิด-19 อย่างไรก็ตาม การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ทำให้เขาต้องแบกรับทั้งผลดีและผลเสียจากการบริหารประเทศในช่วงนั้น

ความท้าทายสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในภาคเหนือคือการต่อสู้กับการรับรู้ว่าเป็นพรรคที่ใกล้ชิดกับอำนาจเก่า ในขณะที่กระแสการเมืองในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ มักเอื้อต่อพรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์ก้าวหน้าหรือเป็นทางเลือกใหม่มากกว่า

ขณะที่ พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยครองภาคเหนือมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในภูมิภาคนี้ การที่พรรคได้รับความนิยมเพียงร้อยละ 16.60 ซึ่งต่ำกว่าพรรคประชาชนอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภูมิทัศน์การเมืองภาคเหนือ

ที่น่าสนใจคือ แม้พรรคเพื่อไทยจะได้ร้อยละ 16.60 แต่เมื่อถามถึงบุคคลที่จะสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีใครจากพรรคเพื่อไทยที่ติดอันดับต้นๆ เลย โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้เพียงร้อยละ 3.25 อยู่ในอันดับที่ 6 นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาของพรรคในการสร้าง "ภาพลักษณ์" ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน

การที่พรรคเพื่อไทยมีหลายคนติดอันดับแต่ทุกคนได้คะแนนต่ำ เช่น นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว (ร้อยละ 1.95) นายจาตุรนต์ ฉายแสง (ร้อยละ 1.70) และนายชัยเกษม นิติสิริ (ร้อยละ 1.25) สะท้อนถึงปัญหาภายในพรรคที่มีหลายกลุ่มหลายขั้ว ขาดความเป็นเอกภาพ และไม่มีผู้นำที่โดดเด่นชัดเจน

สาเหตุสำคัญของการเสื่อมถอยของเพื่อไทยในภาคเหนือมีหลายประการ ประการแรกคือ การที่พรรคต้องเผชิญกับปัญหาภายในเรื่องทิศทางและแนวทางการทำงาน การแตกแยกของกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย ประการที่สองคือ การที่คนรุ่นใหม่ในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่ไม่ผูกพันกับประวัติศาสตร์การเมืองที่ซับซ้อนและขัดแย้งของพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ การตัดสินใจทางการเมืองของพรรคในบางเรื่อง เช่น การร่วมรัฐบาลหรือการสนับสนุนนโยบายบางอย่าง ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ฐานเสียงเดิมว่า พรรคยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์เดิมหรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ฐานเสียงบางส่วนหันไปหาพรรคอื่นที่มีจุดยืนชัดเจนกว่า

และการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับความนิยมร้อยละ 5.90 และพรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 5.15 ในภาคเหนือถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีฐานเสียงหลักอยู่ภาคใต้ แต่การที่ยังคงได้รับการสนับสนุนในระดับหนึ่งในภาคเหนือแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในภาพลักษณ์ของพรรคในฐานะพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีนโยบายที่ชัดเจน

นายอภิสิทธิ์เองยังคงเป็นชื่อที่มีน้ำหนักในแวดวงการเมืองไทย เพราะประสบการณ์ของเขาในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ความสามารถในการสื่อสาร และภาพลักษณ์ของความเป็นนักวิชาการ ยังคงดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความมั่นคงและความเป็นระเบียบในการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่จำกัดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่พรรคและบุคคลต้องเผชิญกับภาระทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตที่ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของผู้คนในภาคเหนือ การที่จะขยายฐานเสียงในภาคเหนือได้มากกว่านี้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องสร้างการรับรู้ใหม่ที่ไม่ผูกพันกับอดีตเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของความนิยมไปยังพรรคและบุคคลต่างๆ ในสัดส่วนที่น้อย ตั้งแต่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ร้อยละ 4.15) พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (ร้อยละ 2.50) ไปจนถึงบุคคลอื่นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึงในสัดส่วนที่ต่ำมาก

การกระจายตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการเมืองไทยที่มีความหลากหลายแต่ก็แยกส่วน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีทางเลือกมากมาย แต่ไม่มีทางเลือกใดที่โดดเด่นจนสามารถรวมใจคนส่วนใหญ่ได้ นี่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน

จุดแข็งคือ ประชาชนมีทางเลือกหลากหลายและไม่ถูกบังคับให้เลือกจากตัวเลือกที่จำกัด แต่จุดอ่อนคือ การกระจายตัวมากเกินไปทำให้การสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายเป็นเรื่องยาก ซึ่งอาจนำไปสู่รัฐบาลผสมที่มีความขัดแย้งภายในสูง

ผลสำรวจนิด้าโพลครั้งนี้ให้ข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่งเกี่ยวกับสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ภาคเหนือซึ่งเคยเป็นฐานเสียงที่มั่นคงของบางพรรคการเมือง กำลังกลายเป็นสนามรบที่มีความไม่แน่นอนสูง

ตัวเลขสำคัญที่สุดคือร้อยละ 36.60 ที่ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้และร้อยละ 28.40 ที่ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นเสียงร้องของประชาชนที่กำลังบอกว่า พวกเขาต้องการสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่แตกต่าง สิ่งที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงของพวกเขาได้

สำหรับพรรคการเมืองและนักการเมืองทุกคน ผลสำรวจนี้คือโอกาสและความท้าทาย โอกาสในการโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่ที่ยังไม่ตัดสินใจ และความท้าทายในการพิสูจน์ว่าตนเองคือคำตอบที่แท้จริงต่อปัญหาของประเทศ ไม่ใช่แค่อีกหนึ่งตัวเลือกในบัญชีที่ยาว

ในท้ายที่สุด การเมืองภาคเหนือและการเมืองไทยโดยรวมกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตไม่ใช่ผู้ที่มีเงินหรืออำนาจมากที่สุด แต่เป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน สร้างความเชื่อมั่น และนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเป็นไปได้สำหรับอนาคตของประเทศไทย

โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘การบินไทย’ หลังถูกพาดพิงด้วยข้อมูลไม่ถูกต้อง ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนกระทบความเชื่อมั่น หวั่นหานักลงทุนซื้อหุ้นยากหลังพ้น lock up period

(9 พ.ย. 68) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เนื่องจากมีสื่อบางสำนักได้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการบินไทยและมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและพาดพิงถึงผม จึงขออธิบายดังนี้

ประเด็นที่ 1 พอใกล้การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของการบินไทยในเดือนธันวาคมก็มีคนเริ่มป่วนว่าจะมีกรรมการใหม่มาแทนกรรมการเดิมที่ครบวาระและต้องยุติการทำหน้าที่ตามหลักเกณฑ์

แม้ว่าคณะกรรมการการบินไทยกำหนดให้การประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นการประชุมใหญ่ “สามัญ” แต่ก็มีนักกฎหมายที่เห็นว่าได้ว่ามีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ไปแล้ว ดังนั้นการประชุมในเดือนธันวาคมจึงต้องเป็นการประชุม “วิสามัญ” ทำให้มีผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งยื่นคัดค้านการจัดประชุมใหญ่ “สามัญ”ในช่วงที่อยู่ในแผนฟื้นฟู อำนาจของผู้ถือหุ้นถูกโอนไปให้ผู้บริหารแผนตามกฎหมายล้มละลาย

โดยกฎหมายมหาชนกำหนดให้เรื่องการอนุมัติงบการเงินของปีก่อน การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และการจ่ายเงินปันผลเป็นอำนาจของผู้ถือหุ้น ดังนั้น ผู้บริหารแผนจึงได้อนุมัติเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อยแล้วในฐานะผู้ถือหุ้น รวมทั้งผู้บริหารแผนได้จัดการประชุมผู้ถือหุ้นให้ผู้ถือหุ้นได้กำหนดจำนวนกรรมการ แต่งตั้งถอดถอนกรรมการในวันที่ 18 เมษายน 2568 จึงถือว่า ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการวาระที่พึงกระทำในการประชุม “สามัญ” ผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ไปครบถ้วนแล้ว ดังนั้นการประชุมผู้ถือหุ้นหลังจากนี้หากจะจัดให้มีขึ้นคงเป็นการประชุม “วิสามัญ” เท่านั้น

ประเด็นที่ 2 คนที่รู้ทันหัวเราะลั่นว่าถ้าบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูไม่ถูกเสนอชื่อกลับมาแล้วก็จะเป็นสัญญาณอันตรายของการถอยหลังกลับสู่วังวนเดิม ปิยสวัสดิ์เองก็หมดหน้าที่แล้วตั้งแต่การบินไทยออกจากแผน

ปิยสวัสดิ์ยังไม่ได้หมดหน้าที่เมื่อการบินไทยออกจากแผนฟื้นฟูเมื่อ 16 มิถุนายน 2568 เพราะปิยสวัสดิ์ และชาญศิลป์เป็นกรรมการเดิมของการบินไทย ส่วนผู้บริหารแผนที่ไม่ได้เป็นกรรมการ คือคุณพรชัย ได้หมดหน้าที่เมื่อออกจากแผน

แผนฟื้นฟูต้องการให้เกิดความต่อเนื่องจึงกำหนดให้การประชุมเพื่อเลือกกรรมการเพิ่มเติมเป็นการประชุม “วิสามัญ” เพื่อให้กรรมการเดิมซึ่งบางคนเป็นผู้บริหารแผนสามารถเป็นกรรมการต่อไปได้จนการประชุมใหญ่ “สามัญ” ประจำปีในปีถัดไป (เมษายน 2569) และในการประชุม “วิสามัญ” เพื่อเลือกกรรมการใหม่เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารแผนก็เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถยื่นเสนอวาระได้ ซึ่งหากผู้ถือหุ้นไม่ต้องการให้กรรมการเดิมเป็นกรรมการต่อไปก็สามารถยื่นวาระถอดถอนกรรมการเดิมได้

ประเด็นที่ 3 การปลุกปั่นให้คนการบินไทยและคนอื่น ๆ รู้สึกเกลียดชังรังเกียจกรรมการใหม่ซึ่งจะต้องไปทำหน้าที่แทนกรรมการเดิมที่ครบวาระ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ไม่มีใครเกลียดชังกรรมการใหม่หรอกครับถ้าหากกรรมการใหม่เป็นบุคคลที่มีความสามารถ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับของสังคม ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ พนักงานและประชาชนทั่วไป

ประเด็นที่ 4 คนมากมายจึงฝากบอกว่าที่ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ควรทำให้ครั้งสุดท้ายก่อนพ้นหน้าที่คือช่วยหาวิธีหยุดทุกเรื่องที่ทำให้เกิดผลกระทบจนบริษัทเสียหายทั้งภาพพจน์และความมั่นใจต่อผู้ถือหุ้นและประชาชน

ถ้าจะแก้ไขปัญหาก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาเพราะต้นตอของปัญหาก็คือข่าวที่ออกมาว่าจะมีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ในเดือนธันวาคม 2568 ทั้งที่การประชุมใหญ่ “สามัญ” ครั้งต่อไปควรจะเป็นเดือนเมษายน 2569 ข่าวที่ออกมาจึงทำให้ราคาหุ้นการบินไทยลดลงอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดจาก 13 บาทต่อหุ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ลงมาเหลือจุดต่ำสุด 9 บาทกว่า ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้ลงทุน โดยเฉพาะวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะหมด lock up period ระยะแรกแล้ว บริษัทจำเป็นต้องการนักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อหุ้นรองรับการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นที่ได้หุ้นในราคาต่ำจากการแปลงหนี้เป็นทุน แต่ข่าวที่ออกไปทำให้ไม่สามารถหานักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นได้

ประเด็นที่ 5 ก่อนล้มละลายก็มีปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร เข้าไปนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของการบินไทยร่วมอยู่ด้วย

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการบินไทยหลังจากที่การบินไทยพ้นสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลได้ตัดสินใจแล้วให้การบินไทยยื่นฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลาย เพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นผู้ทำแผนได้

ประเด็นที่ 6 กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 40,000 ล้านบาทรักษาการบินไทยไว้พร้อมเอาธนาคารรัฐร่วมใส่เงินด้วยเนื่องจากแบงก์พาณิชย์ทั้งไทยและเทศไม่ปล่อยเงินกู้ให้

การบินไทยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือเงินกู้จากรัฐหรือธนาคารใด ๆ แม้แต่บาทเดียว แต่ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิม กระทรวงการคลังได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของการบินไทยในราคา 4.48 บาท จำนวน 4,701 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท

หากเทียบกับราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 9.45 บาท (หลังจากปรับลดลงมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา) กระทรวงการคลังยังมี กำไรกว่า 23,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้สิทธิ์ในการแปลงหนี้จำนวน 13,398 ล้านบาท เป็นหุ้นจำนวน 5,264 ล้านหุ้น ในราคา 2.5452 บาท ซึ่งทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 36,000 ล้านบาท

ธนาคารของรัฐ สถาบันการเงินเอกชน และผู้ถือหุ้นกู้ทั้งหลายก็ได้กำไรจากการแปลงหนี้เป็นทุนและการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเช่นเดียวกัน

หากกระทรวงการคลังไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนเมื่อปลายปี 2567 ทุนของการบินไทยก็ยังคงเป็นลบ และไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ในปี 2568 แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานในปี 2568 การบินไทยจะมีทุนเป็นบวกภายในปลายปี และสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายในกลางปี 2569 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายล้มละลาย และอาจจะเป็นผลดีต่อการบินไทยด้วยซ้ำ เพราะยังมีระยะเวลาในการบริหารงานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองอีกหนึ่งปี

ประเด็นที่ 7 กัปตันรุ่นเก๋าคัดค้านการเช่าเครื่องบิน A330- 200 และถามว่าถ้าเครื่องรุ่นนี้ดีจริงทำไมเจ้าของไม่ใช้ต่อแต่การบินไทยกลับใช้เงินถึง 13,000 ล้านบาทไปเช่ามา

ขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความจำเป็นในการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติม เพื่อทดแทนเครื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนในระยะ 5 ปีข้างหน้า หลังไม่สามารถจัดหาเครื่องใหม่ได้ครบ 9 ทำตามแผนเดิม

ทั้งนี้มีเครื่องบินที่จะออกจากฝูงบินในปี 2569 ดังนี้
• Boeing 777-200ER จำนวน 6 ลำ (อายุเฉลี่ยราว 20 ปี)
• Boeing 787-8 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
• Airbus A350-900 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
รวมทั้งหมด 10 ลำ โดยยังไม่รวมเครื่องที่มีปัญหาเครื่องยนต์ Trent 1000 และ Trent XWB ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขในระดับอุตสาหกรรม

ตลาดเครื่องบินโลกปัจจุบันมีความต้องการสูงหลังการเดินทางฟื้นตัวหลังโควิด หากลงนามจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างที่ผลิตใหม่ จะได้รับมอบตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป ส่วนเครื่องมือสองก็มีจำกัด เนื่องจากสายการบินทั่วโลกยังคงต้องการใช้งานเอง
.
สิ่งที่การบินไทยพยายามทำคือการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นถึงกลาง (1–5 ปี) โดยไม่จำกัดแบบ ขอเพียงตอบโจทย์ด้านต้นทุน ความพร้อมใช้งาน ประสบการณ์ผู้โดยสาร และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาว A330 จึงไม่ได้เป็น “เครื่องที่ถูกผลักดันเป็นพิเศษ” แต่เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ในตลาด และสามารถส่งมอบได้เร็วที่สุด ทั้งนี้การได้มาซึ่งเครื่องบินมือสองต้องมีการลงทุนปรับปรุงภายใน ทั้งเก้าอี้ ระบบสื่อสาร และการตกแต่ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของบริษัทและสร้างประสบการณ์ผู้โดยสารที่เป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น A330 หรือ B787 ต่างต้องลงทุนในส่วนนี้เช่นกัน

ประเด็นที่ 8 ปิยสวัสดิ์จัดหาเครื่องบิน A320 ซึ่งไม่มี crew rest ทำให้ไทยสมายล์ต้องบินในประเทศและระยะใกล้อันเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดทุนของไทยสมายล์

ในช่วงที่ปิยสวัสดิ์ เป็น DD การบินไทยได้มีการจัดหาเครื่องบินทั้งลำตัวกว้างและลำตัวแคบหลายลำเครื่องบินลำตัวแคบคือ A320 จัดหามาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำตัวแคบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นซึ่งเก่ามากได้แก่ B737 ซึ่งใช้บินในประเทศและบนเส้นทางในภูมิภาค รวมทั้ง A300-600 ซึ่งเก่ามากและต้องปลดออกจากฝูงบินเช่นกัน สมรรถนะของเครื่องบิน A320 ไม่สามารถบินได้ไกลได้ ไม่สามารถไป Perth ได้ตามที่มีการกล่าวอ้าง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมี crew rest และเครื่องบิน A320 ของทุกสายการบินทั่วโลกก็ไม่มี crew rest

สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เอชดี เผยสถิติถ่ายทอดสดออนไลน์ แชมป์กีฬา 7 สีนัดชิง หมอนทอง-ชัยนาท ยอดชมพร้อมกันสูงสุด 4.2 ล้านคน ยอดชมออนไลน์ทะลุ 45 ล้านวิว

(9 พ.ย. 68) จากกระแสความนิยมทีมฟุตบอลเยาวชนโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่กลายเป็นไวรัลผู้ชมเต็มสนามศุภชลาศัย ในการแข่งขันฟุตบอล 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี นัดชิงชนะเลิศ พบกับ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เมื่อบ่ายวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา แม้หมอนทองจะแพ้ให้กับชัยนาท 1-2 ก็ตาม

เฟซบุ๊ก Ch7HD โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "ปรากฏการณ์สานฝันบอลเยาวชน ! อบจ.ชัยนาท - หมอนทอง สู้สุดใจ 'สมศักดิ์ศรีคู่ชิง' พิสูจน์แล้วว่าเก่งทั้งคู่ พร้อมกับเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า 

ยอดชมพร้อมกันสูงสุด 4.2 ล้านคน ยอดชมออนไลน์ ทะลุ 45 ล้านวิว

ติด Google Trends"ถ่ายทอดสด บอล 7 สี วันนี้" / "หมอนทองวิทยา"/ "บอล7สีรอบชิง" / "ช่อง7HD"

ติด Trends X อันดับ 1 #บอล7สี

ยอดชมสูงสุดกีฬาในไทยทาง Facebook

"เขมร" ละเมิด MOU 43 ชัดเจน หลังพบเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร ในพื้นที่ 'ปราสาทตาควาย-คนา' เรียกร้องไทยใช้สิทธิ์ยกเลิก - คืนทันที

(9 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 
.
“ผมขอแนะนําโดยด่วนไปยังรัฐบาลและกองทัพว่า กรณีที่กัมพูชา เร่งเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนบริเวณปราสาทตาควายและปราสาทคนา ด้วยการสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร อาทิ บันได, กระเช้า, และบังเกอร์ ถือเป็นการ ละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ข้อ 5 ที่ระบุว่าห้ามทั้งสองฝ่ายดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน ซึ่งข้อนี้มีเจตนาให้ทั้งสองฝ่ายคงสภาพพื้นที่ไว้ก่อนการสำรวจปักปันเขตแดน

ดังนั้น การกระทำของกัมพูชาถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทำให้ ประเทศไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU ดังกล่าวได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยอ้างอิงตาม มาตรา 60 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ปี 1969

นอกจากนี้รัฐบาลและกองทัพมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด นั่นคือการใช้ "การป้องกันตนเองล่วงหน้า" (Anticipatory Self-Defence) ตาม มาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของรัฐสมาชิกในการป้องกันตนเอง หากมีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธเกิดขึ้น ซึ่งการตีความตามมาตรา 51 นี้ อนุญาตให้ไทยสามารถใช้กำลังเข้า ยึดคืนพื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งได้ทันที 

โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อ "ป้องกัน" ไม่ให้กัมพูชาดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนหรือแสดงท่าทีคุกคามอธิปไตยของไทยได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นการหยุดยั้งการรุกรานที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างถาวร

ผมขอให้รัฐบาลและกองทัพพิจารณาใช้ช่องทางตามกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น เข้าจัดการปัญหากรณีพิพาทชายแดนที่ตึงเครียดนี้โดยไม่รอช้า ด้วยความปรารถนาดี”

เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีน เตรียมออกสู่น่านน้ำทะเลหลวง ยันไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่น ยึดมั่นปกป้องอธิปไตย-ความมั่นคงของจีนเท่านั้น

ปักกิ่ง, 9 พ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันเสาร์ (8 พ.ย.) เหลิ่งกั๋วเหว่ย โฆษกกองทัพเรือจีน กล่าวว่าเรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนที่ติดตั้งระบบดีดตัวและจับตัวเครื่องบินด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า จะออกปฏิบัติการเป็นประจำในทะเลหลวง

เหลิ่งเผยว่าแม้ท่าเรือทหารซานย่าในมณฑลไห่หนานทางตอนใต้ของจีน จะเป็นท่าเรือประจำของเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ แต่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่คือบ้านที่แท้จริงของมัน

เรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยนเข้าประจำการเมื่อวันพุธ (5 พ.ย.) ที่ท่าเรือกองทัพเรือในเมืองซานย่า และเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือจีน เรือลำดังกล่าวเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2022 และได้รับการตั้งชื่อตามมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกของจีน ทั้งยังเป็นเรือขนาดใหญ่ที่จีนออกแบบและสร้างขึ้นเองทั้งหมด

เหลิ่งระบุว่าขณะที่เรือฝูเจี้ยนอยู่ระหว่างการก่อสร้าง การพัฒนาและทดสอบอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ อาทิ เครื่องบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินอย่าง เจ-35 เจ-15ที และ เจ-15ดี เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้ารุ่นคงจิ่ง-600 (Kongjing-600) และเฮลิคอปเตอร์ตระกูลแซด-20 (Z-20) มีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้

เหลิ่งกล่าวว่าอีกไม่นานเรือฝูเจี้ยนจะพร้อมประจำการเต็มรูปแบบพร้อมเครื่องบินประจำเรือ และเนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีหลายอย่างบนเรือฝูเจี้ยนถูกนำมาใช้จริงเป็นครั้งแรก เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้จึงยังคงต้องผ่านการทดสอบและตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไปหลังจากเข้าประจำการแล้ว

เหลิ่งเน้นย้ำว่าความพยายามของจีนในการพัฒนาและปรับปรุงอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศใดหรือมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง ความพยายามเหล่านี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศหรือภูมิภาคอื่น และมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของจีน

เรือฝูเจี้ยน ซึ่งมีหมายเลขลำเป็นเลข 18 เป็นหนึ่งในสามเรือบรรทุกเครื่องบินของจีนที่ประจำการอยู่ในขณะนี้ โดยจีนจะจัดทำแผนการพัฒนาเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นถัดไป โดยคำนึงถึงความต้องการด้านการป้องกันประเทศอย่างรอบด้าน

อบจ.นครศรีฯร้าวหนัก “ผึ้งแตกรัง” แล้ว หลัง ‘นายกฯน้ำ’ สั่งปลดรองนายกฯ จับตาจะเดินต่ออย่างไรในภาวะไร้ทีมงาน อาจเสี่ยงล้มทั้งกระดานหากไม่เร่งฟื้นศรัทธา

อบจ.นครศรีฯส่อวุ่น นายกฯน้ำ สั่งปลดรองนายกฯ เดินหน้าตั้งทีมใหม่ เลขาฯส่อไขก๊อกอีก ประธานสภาฯก็ป่วย 

เรามาลองวิเคราะห์กันดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายกฯน้ำ (อบจ.นครศรีฯ)วาริน ชิณวงศ์ นายกฯอบจ.นครศรีฯ สั่งปลดรองนายกฯ อำนวย ยุติธรรม (ดร.อัครเดช)
-ประธานสภาฯอบจ. (สจ.ยา) ก็ลาป่วย ท่ามกลางข่าวลืออาจจะลาออก
-เลขานุการฯนายกฯ สิทธิรัก ทิพย์อักษร เตรียมลาออกไปสมัคร สส.
-ทีมที่ปรึกษาหลายคนเตรียมตีจาก
-นายกฯจะอยู่อย่างไร

มองแบบนักวิเคราะห์การเมืองท้องถิ่น ถือเป็น “สัญญาณอันตราย” ต่อเสถียรภาพทางการเมืองของ นายกฯน้ำ (นายก อบจ.นครศรีธรรมราช) อย่างชัดเจนครับ

ขอแยกวิเคราะห์เป็นประเด็นดังนี้ 

1. “สั่งปลดรองอำนวย ยุติธรรม” จุดเริ่มของรอยร้าวในทีม จริงๆก็ส่อร้าวมาตั้งแต่ต้น จากการแบ่งงานที่ไม่เป็นธรรม รวบงานไว้ที่นายกฯเป็นหลัก

รองอำนวยถือเป็น “เสาหลักฝ่ายบริหาร” ที่อยู่ใกล้นายกฯน้ำมาตั้งแต่ช่วงหาเสียง การปลดออกโดยเฉพาะถ้าไม่ได้มาจากเรื่องงานตรง ๆ (แต่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองหรือผลประโยชน์) จะสะเทือนฐานะภายในทันที เพราะรองอำนวยน่าจะมีฐานมวลชนและเครือข่ายในพื้นที่จำนวนหนึ่ง การปลดเขาออกเท่ากับ “สูญเสียขา” ไปหนึ่งข้างของทีม 

2. มีข่าวลือ “ประธานสภาฯ อบจ. (สจ.ยา) จะลาออก เนื่องจากป่วยรอแพทย์วินิจฉัยยิ่งหนักเข้าไปอีก 

นี่สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหาร–ฝ่ายสภา “ไม่ราบรื่น” อีกต่อไป เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ประธานสภา อบจ. คือคนที่นายกฯต้องอาศัยในการผลักดันงบประมาณและโครงการ ถ้าถึงขั้นลาออก หรือตีตัวออกห่างแสดงว่า “หมดใจ” กับทีมเดิมแล้ว หรือมองว่าเรือใหญ่ใกล้จะล่ม จึงรีบลงจากเรือไปหาฐานที่มั่นใหม่

 3. “เลขานุการฯ นายกฯ เตรียมลาออกไปสมัคร ส.ส.”

นี่คือสัญญาณว่าคนในทีมระดับใกล้ชิดกำลังมอง “เส้นทางการเมืองส่วนตัว” แทนที่จะอยู่ค้ำอำนาจเดิม แปลตรง ๆ ได้ว่า ทีมอบจ.ชุดนี้อาจไม่ใช่จุดรวมอำนาจอีกต่อไปแล้ว หากคนใกล้ชิดยังมองว่าไปต่อกับนายกฯน้ำแล้ว “ไม่โต” ก็จะทยอยย้ายค่ายหรือหาช่องทางใหม่

4. “ทีมที่ปรึกษาหลายคนเตรียมตีจาก”

นี่คือภาพของ ภาวะสุญญากาศทางการเมือง เหมือนวงล้อมกำลังแตก การเมืองท้องถิ่นถ้าเสียทีมที่ปรึกษาไป หมายถึงขาดกลไกวางกลยุทธ์ หาเสียง ประสานผลประโยชน์ และคอนเนกชันระดับพื้นที่

5. “นายกฯจะอยู่อย่างไร?”

ตรงนี้มี 2 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้:

(ก) อยู่แบบ “โดดเดี่ยวแต่ทรงอิทธิพล” ถ้านายกฯน้ำยังมีฐานเสียงในสภาอบจ. จำนวนมาก หรือคุมระบบราชการท้องถิ่นได้ ก็อาจอยู่ต่อได้ในรูปแบบ “ขาใหญ่ไม่ต้องมีทีมเยอะ” แต่ต้องเร่งปรับภาพลักษณ์ สร้างพันธมิตรใหม่ และควบคุมงบประมาณสำคัญไว้ในมือ แต่เข้าใจว่า ฐานเสียง สจ.เริ่มร่อยหรอ

(ข) อยู่แบบ “นับถอยหลังทางการเมือง”

ถ้าแรงเสียดทานภายในมากขึ้น ทั้งสภาไม่หนุน ทีมบริหารแตก และคู่แข่งเริ่มจับกลุ่มท้าทาย (เช่น กลุ่มเดิมของรองอำนวยหรือเครือข่ายท่าศาลา) นายกฯน้ำอาจอยู่ไม่ครบเทอม หรือถูกกดดันให้ถอยทางการเมืองก่อนเลือกตั้งท้องถิ่นรอบหน้า

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า อาณาจักรทางการเมืองของนายกฯน้ำกำลังอยู่ในช่วง “ถอดรหัสอำนาจ” คนรอบข้างเริ่มไม่มั่นใจในเส้นทางต่อไป และกำลังหาช่องทางสร้างอนาคตของตนเอง

ถ้าไม่รีบ “รีแบรนด์” สร้างทีมใหม่ และฟื้นศรัทธาฐานมวลชนใน 6 เดือนข้างหน้า มีสิทธิเสี่ยงต่อการ “ถูกล้มโต๊ะ” หรือแพ้สนามเลือกตั้งท้องถิ่นรอบหน้าได้เลยครับ

นายกฯน้ำมองว่า พวกวิพากษ์วิจารณ์ เป็นพวกปั่น รู้ไปหมดทุกเรื่อง คนเดินอยู่ในซอยดีดี ก็ไปเขียน ไปพูดว่าเป็นคนบ้า พูดกันต่อ ๆ ว่า ไอ้นั้นมันบ้า ทุกคนก็เลยเชื่อกันว่า บ้าจริง 

เรื่องของนายกฯน้ำ ก็มีการเขียนการพูด ถามหาผลงาน ไม่มีผลงาน เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.

น่าแปลกว่า นายกฯน้ำเลือกที่จะตอบโต้ แทนที่จะเลือกแจกแจงผลงานว่าในรอบ 1 ปี ทำอะไรไปบ้างที่เป็นรูปธรรม และปฏิเสธอย่างสมจริงสมจังกับข้อกล่าวหาร่วมฮั้ว สว.

น่าสนใจยิ่ง นายกฯน้ำจะปรับขบวนยุทธอย่างไร เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายให้ได้ ไม่งั้นจะล้มทั้งกระดาน

ผบ.ตร.ร่วมประชุมกองอำนวยการร่วม เตรียมพร้อมรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจร ดูแลประชาชนร่วมถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2568) เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการร่วมฝ่ายรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจร งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และตรวจพื้นที่บริเวณท้องสนามหลวง ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และผู้แทนหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เวลา 09.00 – 21.00 น. เพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบท้องสนามหลวงและเส้นทางที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหารือแนวทางการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติสูงสุด

ประธานการประชุมได้มีข้อสั่งการกำชับให้ทุกหน่วยที่ประจำอยู่ในกองอำนวยการร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย เคร่งครัด ขอให้มีการซักซ้อมการปฏิบัติและมอบหมายภารกิจให้ชัดเจน พร้อมกำชับให้หน่วยต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกองอำนวยการร่วมต้องบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และใช้กลไกของกองอำนวยการร่วมให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติภารกิจ 

นอกจากนี้ ได้หารือถึงแนวทางการบริหารจัดการการเดินทางของประชาชน ทั้งทางบกและทางน้ำ เน้นย้ำให้ประชาชนใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อความสะดวกและปลอดภัย รวมถึงการจัดเตรียมเส้นทางรถรับส่ง การจัดระเบียบจราจร และพื้นที่จอดรถอย่างเป็นระบบ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และการจัดการจราจร อีกทั้งได้กำชับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้จัดทีมเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก แนะนำขั้นตอน และการแต่งกาย ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

ผบ.ตร.ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่อย่างเพียงพอ เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาสักการะพระบรมศพฯ พร้อมกำชับให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ในการติดตามสถานการณ์น้ำท่วม รวมทั้งประสานกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลด้านบุคคลที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตอย่างเคร่งครัด เพื่อความสงบเรียบร้อยและปลอดภัย 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การดูแลประชาชนให้สามารถเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างเรียบร้อย ถือเป็นภารกิจสำคัญของตำรวจทุกนาย จึงขอให้ทุกหน่วยร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง และดำเนินการด้วยความระมัดระวังในทุกขั้นตอน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสำรวม เรียบร้อย และมีจิตสำนึกแห่งความจงรักภักดี เพื่อถวายงานด้วยหัวใจแห่งความภักดีสูงสุด ให้การจัดงานพระราชพิธีครั้งประวัติศาสตร์ของแผ่นดินเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ และสะท้อนถึงความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทย ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมมาตรการด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้อย่างสงบเรียบร้อย และสมพระเกียรติสูงสุด
 

ติดตามแผนปรับปรุงโรงไฟฟ้าเขื่อนสิริกิติ์ หลังใช้งานมา 30 ปี หวังเดินเครื่องปี 2572 เสริมเสถียรภาพไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด พร้อมสั่งการ กฟผ. ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

(7 พ.ย. 68) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์นับพันคน ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ เขื่อนสิริกิติ์ จัดขึ้นเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ 

โดยกิจกรรมประกอบด้วยการแปรอักษร “เรารักพระพันปีหลวง” บนสันเขื่อนสิริกิติ์ ตักบาตรพระสงฆ์ 48 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” แสดงพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จเยือนเขื่อนสิริกิติ์ และการประดับไฟบริเวณสวนสุมาลัย ที่ กฟผ. สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535

ทั้งนี้ เขื่อนสิริกิติ์ได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นชื่อเขื่อน ซึ่งยังประโยชน์ให้แก่ประเทศ ทั้งด้านชลประทานและการผลิตไฟฟ้า เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กั้นแม่น้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มีความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 3 รองจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนภูมิพล 

โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 และเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดเขื่อนสิริกิติ์และโรงไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2520 จวบจนปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เขื่อนสิริกิติ์ ยังสนองพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” โดย กฟผ. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชน ปลูกป่าเทิดพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมในพื้นที่ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เมื่อปี 2565 จำนวน 400 ไร่ 900,000 ต้น และสร้างฝายชะลอน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ยืดอายุแหล่งน้ำ ดักตะกอนและวัสดุต่าง ๆ ไม่ให้ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินด้วย

กระทรวงพลังงาน กฟผ. และประชาชนชาวอุตรดิตถ์  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ณ เขื่อนสิริกิติ์ ทั้งกิจกรรมการแปรอักษร กิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” และที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ก็ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เช่น การปลูกป่า การสร้างอ่างเก็บน้ำ การสร้างฝาย การปลูกหญ้าแฝก รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนรอบเขื่อนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกัน กฟผ. ได้จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหาร กฟผ. ผู้บริหารบริษัทในกลุ่ม กฟผ. และผู้ปฏิบัติงาน ร่วมแสดงความอาลัยกว่า 600 คน ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานกลาง กฟผ. พร้อมทั้งทุกเขต เขื่อน โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top