Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่นที่ไทยอยากทำตาม เป็นได้ถ้ากล้าออกแบบใหม่ทั้งระบบ กกต.เปลี่ยนจากคุมกติกาเป็นออกแบบบอร์ดกลาง อปท. ร่วมดูแลพื้นที่ หากต้องการไปให้ถึงฝัน

ป้ายหาเสียงเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น เป็นได้ หรือแค่ฝัน?
ทุกครั้งที่ถึงฤดูเลือกตั้ง ภาพที่คนไทยคุ้นตาคือเมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยป้ายไวนิล เต็มเสาไฟ เต็มทางเท้า เต็มสะพานลอย บางจุดบังทัศนวิสัยจนขับรถลำบาก ทั้งที่ในอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น “ป้ายหาเสียง” ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เรียบร้อย และกลายเป็นโครงสร้างข้อมูลสาธารณะ ให้ประชาชนเดินผ่านแล้วเห็นข้อมูลผู้สมัครครบทุกคนในที่เดียว

คำถามคือ…ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่น เป็นได้จริงในประเทศไทย หรือเป็นได้แค่ฝัน? และถ้าอยากให้เกิดขึ้นจริง ควรเป็นหน้าที่ของใครที่จะลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้

ญี่ปุ่นกับป้ายเลือกตั้งที่เป็น “บอร์ดกลาง” ของทุกคน
ที่ญี่ปุ่น ป้ายเลือกตั้งจะถูกจัดให้อยู่ใน “บอร์ดกลาง” (Election Board) ที่เทศบาลหรือเมืองเป็นผู้จัดทำและดูแล ทุกผู้สมัครมีช่องเท่ากัน ขนาดเท่ากัน อยู่ในบอร์ดเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่ใครมีเงินมากก็มีป้ายใหญ่เต็มเมือง ใครมีทุนน้อยก็แทบไม่มีใครเห็น

บอร์ดเหล่านี้ถูกติดตั้งตามจุดสำคัญของเมือง เช่น หน้าโรงเรียน ศาลาว่าการ เขตชุมชน หรือสถานีรถไฟ ประชาชนเดินผ่านก็เห็นข้อมูลผู้สมัครครบทุกเบอร์ในที่เดียว เมืองไม่เละ ไม่รก และ “ข้อมูลการเลือกตั้ง” ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบเหมือนป้ายประชาสัมพันธ์สาธารณะมากกว่าป้ายโฆษณาเชิงพาณิชย์

โครงสร้างไทยวันนี้: ป้ายหาเสียงยังเป็น “ของผู้สมัคร”
กฎหมายเลือกตั้งของไทยปัจจุบันมองป้ายหาเสียงเป็น “ทรัพย์สินของผู้สมัครและพรรคการเมือง” คือให้อำนาจผู้สมัครแต่ละรายทำป้ายของตัวเอง ภายใต้กรอบกติกาบางอย่าง เช่น ขนาดป้าย จำนวนป้าย และตำแหน่งที่ติดได้หรือไม่ได้

กกต. ทำหน้าที่หลักคือออกกติกา กำหนดเงื่อนไข และดูว่ามีใครทำผิดหรือไม่ มากกว่ามองตัวเองว่าเป็น “ผู้ออกแบบประสบการณ์ข้อมูลการเลือกตั้ง” ให้กับประชาชน ผลก็คือ เมืองจึงกลายเป็นสนามรบของป้ายแต่ละฝ่าย ใครทุนเยอะก็ป้ายเยอะ ใครทุนบางก็แทบจะหายไปจากสายตา

ตรงนี้คือจุดต่างสำคัญจากญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นใช้แนวคิดว่า “ป้ายของทุกคนต้องมาอยู่ในโครงสร้างกลางเดียวกัน” เพื่อให้ประชาชนได้เห็นข้อมูลอย่างเท่าเทียม ในขณะที่ไทยยังไม่ยอม “ดึงป้ายออกจากมือผู้สมัคร” มารวมไว้ในโครงสร้างกลางของรัฐ

ถ้าอยากได้ความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ
1. เราจะกล้าเปลี่ยนจาก “ป้ายของใครของมัน” เป็น “ป้ายกลางของทุกคน” ไหม?
วันนี้ผู้สมัครแต่ละคนออกแบบ ทำ และติดป้ายของตัวเอง ถ้าจะไปแบบญี่ปุ่นจริง ๆ ต้องกล้าบอกว่า ขอให้ทุกคนมาอยู่ในบอร์ดกลางที่มาตรฐานเดียวกัน พื้นที่เท่ากัน มุมมองเท่ากัน ซึ่งจะทำให้ “ทุน” มีผลกับเกมนี้น้อยลง และ “เนื้อหา + นโยบาย” มีน้ำหนักมากขึ้น แต่แน่นอนว่าพรรคใหญ่และผู้สมัครทุนหนา อาจไม่ชอบ เพราะเสียเปรียบจากการที่ตัวเองไม่ได้ยึดพื้นที่สายตามากเหมือนเดิม

2. ใครจะเป็นเจ้าภาพลงทุนทำ “โครงสร้างป้ายกลาง”?
ถ้าให้เอกชนทำ ก็เสี่ยงถูกมองว่าเอียงข้าง เลือกให้พื้นที่เฉพาะบางพรรค หรือใช้บอร์ดกลางเป็นช่องทางขายพื้นที่โฆษณาแฝง ถ้าให้รัฐทำ ก็ต้องมีงบประมาณ แผนงาน และการออกแบบที่ดีพอ ไม่ใช่แค่ทำบอร์ดเหล็กเก่า ๆ ที่ไม่มีใครอยากมอง คำถามนี้เกี่ยวข้องกับบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นและ กกต. โดยตรง

3. กกต. จะนิยามบทบาทตัวเองใหม่ได้แค่ไหน?
จาก “ผู้คุมกติกา” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบข้อมูลเลือกตั้ง” นั่นแปลว่า กกต. ต้องออกแบบมาตรฐานบอร์ดกลาง กำหนดรูปแบบข้อมูลที่ต้องแสดง กำหนดจำนวนบอร์ดขั้นต่ำต่อเขต และกำหนดให้การสื่อสารผ่านบอร์ดเหล่านี้ เป็นหนึ่งในช่องทางหลักของการให้ข้อมูลประชาชน ไม่ใช่แค่เปิดช่องให้ผู้สมัครติดป้ายกันเองอย่างที่เป็นอยู่

แล้วควรเป็น “หน้าที่ใคร” ในการจัดการเรื่องนี้?
1. กกต. – ผู้ออกแบบ “ระบบ” ไม่ใช่แค่ผู้ออกกฎ
ถ้าอยากเห็นป้ายแบบญี่ปุ่นในไทย กกต. คือผู้เล่นหลักที่ต้องปรับบทบาทตัวเองให้ชัดขึ้น จากคนออกกติกาและตรวจสอบ กลายเป็นคนออกแบบ “โครงสร้างป้ายกลาง” ทั่วประเทศ กกต. สามารถกำหนดมาตรฐานบอร์ดกลาง รูปแบบข้อมูลที่ต้องมี และออกระเบียบเฉพาะให้ อปท./เขต ใช้เป็นต้นแบบเดียวกันทั่วประเทศได้

2. อปท. / เทศบาล / อบต. / เขต – เจ้าภาพภาคสนาม
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือคนที่รู้พื้นที่ดีที่สุด และพร้อมจะเป็นเจ้าภาพดูแลบอร์ดกลางในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกจุดติดตั้งบอร์ด การดูแลไม่ให้ชำรุดหรือถูกทำลาย และการประสานงานกับผู้สมัครให้ส่งรูปและข้อมูลตามเวลา จากเดิมที่หน้าที่หลักคือ “อนุญาตให้ติดป้ายตรงไหนได้บ้าง” ก็ต้องยกระดับเป็น “ผู้ออกแบบโชว์รูมข้อมูลผู้สมัครในพื้นที่”

3. พรรคการเมืองและผู้สมัคร – เจ้าของเนื้อหาที่ต้องยอมเล่นในสนามที่เท่าเทียม
แม้จะมีบอร์ดกลาง แต่ผู้สมัครก็ยังต้องรับผิดชอบเนื้อหาที่จะสื่อสารผ่านพื้นที่จำกัดและมาตรฐานเดียวกัน นี่คือการเปลี่ยน mindset จากการแข่งกันด้วยขนาดและจำนวนป้าย ไปสู่การแข่งกันด้วยความชัดเจนของข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และความคิดสร้างสรรค์ในกรอบที่เท่าเทียมกัน

4. ภาคประชาชน นักออกแบบเมือง และสื่อ – คนจุดประเด็นและออกแบบอนาคตของเมือง
ถ้าไม่มีแรงกดดันจากประชาชน ไม่มีเสียงเรียกร้องจากนักออกแบบเมือง หรือไม่มีสื่อหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูด การเปลี่ยนแปลงก็แทบไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ภาควิชาสถาปัตย์ นักออกแบบกราฟิก และ Urban Designer สามารถเสนอแบบ “บอร์ดเลือกตั้งมาตรฐานไทย” ที่สวย ทันสมัย และใช้งานได้จริง ในขณะที่สื่อและอินฟลูสามารถช่วยตั้งคำถามว่า “ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเลิกปล่อยให้เมืองเละทุกครั้งที่มีเลือกตั้ง?”

ความเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ถ้าเรายอมออกแบบใหม่ทั้งระบบ
ป้ายหาเสียงแบบญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันสำหรับประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ในเมื่อโครงสร้างปัจจุบันยังเอื้อให้ผู้สมัครแต่ละรายมองป้ายเป็นอาวุธแย่งพื้นที่สายตา มากกว่ามองว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างข้อมูลสาธารณะ

ถ้าเราอยากเห็นเมืองที่สะอาดขึ้น การเลือกตั้งที่เป็นระเบียบขึ้น และข้อมูลผู้สมัครที่ถูกจัดวางอย่างเท่าเทียมกันในสายตาประชาชน เราต้องกล้าถามและกล้าผลักดันให้ กกต. รัฐท้องถิ่น พรรคการเมือง และภาคประชาชน ช่วยกันออกแบบ “ระบบใหม่” ของป้ายหาเสียง ไม่ใช่แค่แก้รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ บนป้ายเดิม

สุดท้ายแล้ว ป้ายหาเสียงไม่ได้เป็นแค่ชิ้นผ้าหรือแผ่นไวนิลริมถนน แต่มันสะท้อนว่าเรามองการเลือกตั้งเป็นเพียงสงครามประชาสัมพันธ์ หรือมองว่าเป็นโอกาสในการออกแบบระบบข้อมูลสาธารณะที่เป็นธรรมสำหรับทุกคนกันแน่

รู้จัก “แก๊งนางฟ้า” เริ่มจากวงการบันเทิงยุค 2000 กับเส้นทางมิตรภาพ 20 ปี ของตัวแม่แห่งวงการบันเทิง ถึงวันที่เสียงลือดังว่าแตกหักจริงหรือไม่?

(23 พ.ย. 68) “แก๊งนางฟ้า” เพื่อนซี้สาวในวงการบันเทิงไทย กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังผ่านมา 20 ปีเต็มที่เต็มไปด้วยทั้งมิตรภาพและความท้าทาย ความเป็นตัวแม่ของ เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, นานา ไรบีนา, วุ้นเส้น วิริฒิพา, แอน อลิชา, เจนสุดา ปานโต, พอลล่า เทเลอร์ และคริส หอวัง เคยสร้างแรงบันดาลใจด้านมิตรภาพหญิงสาวอย่างมาก

ยุคทองของแก๊งในช่วง 2010–2013 คือช่วงเวลาที่ชัดเจนที่สุดในการแสดงพลังความสัมพันธ์ เพื่อนผลัดกันแสดงบทบาทเป็นเพื่อนเจ้าสาว ทริปเที่ยวและงานต่าง ๆ ต่อเนื่องทำให้พวกเธอถูกขนานนามเป็น "แก๊งตัวแม่ในตำนาน" แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีสัญญาณร้าวในเรื่องธุรกิจ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในช่วง 2014–2016

ปี 2017–2018 เป็นจุดเปราะบางที่สุดของมิตรภาพ เมื่อมีข่าวดราม่าและอันฟอลโลว์กันในโซเชียล สื่อพาดหัวว่า “แก๊งนางฟ้าแตกแล้ว?” อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2019–2024 มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่จับต้องได้ผ่านภาพกอดและโมเมนต์อบอุ่นในงานสำคัญ ๆ

แม้จะมีกระแสดราม่าใหม่ ๆ ในปี 2024–2025 ที่เกี่ยวข้องกับการอันฟอลโลว์และข่าวชวนลงทุน แต่ ‘แอน อลิชา’ ยืนยันว่าเธอพยายามเป็นคนกลางเพื่อไม่ให้ใครต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง แสดงให้เห็นว่าแก๊งยังมีสายใยเหนียวแน่นอยู่ "แก๊งนางฟ้า" คือมิตรภาพที่สวยงาม ซับซ้อน และแท้จริงในวงการบันเทิงไทย ถึงแม้มิตรภาพนี้อาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นของจริงที่อยู่ในใจเสมอ

‘ปูติน’ ย้ำเป็นช่วงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ สำหรับความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติ ชูความร่วมมือแบบเท่าเทียม ไม่พุ่งเป้าใส่ใคร เตรียมเปิดฟรีวีซ่าให้ นทท.จีนเข้า–ออกง่ายขึ้น

(23 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ประกาศว่าความสัมพันธ์รัสเซีย–จีนวันนี้กำลังอยู่ใน “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์” ระหว่างการพบกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนที่กรุงมอสโก โดยระบุว่าความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนและยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนหลักความเท่าเทียม แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนกันในประเด็นผลประโยชน์หลักของแต่ละฝ่าย พร้อมย้ำว่าสัมพันธ์นี้ “ไม่ได้มุ่งเล่นงานใคร”

ปูตินยังกล่าวถึงบทบาทของรัสเซียและจีนในกรอบองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ว่าช่วยผลักดันให้องค์กรนี้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ พร้อมฝากหลี่ เฉียง ส่งความปรารถนาดีไปถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนด้วย

อีกหนึ่งสัญญาณใกล้ชิดคือ การเตรียมใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับพลเมืองจีนที่เดินทางเข้ารัสเซีย โดยปูตินระบุว่ารัสเซียจะออกมาตรการให้ชาวจีนเดินทางเข้าออกได้สะดวกขึ้นในอนาคตอันใกล้ สะท้อนการเปิดกว้างด้านการท่องเที่ยวแบบแลกเปลี่ยนระหว่างกันมากยิ่งขึ้น

ทรัมป์เดิมพันอนาคตสหรัฐ พึ่ง AI ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดึงเจ้าชายซาอุฯ ‘โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน’ ร่วมทุ่มลงทุน 1 ล้านล้านดอลลาร์ ปั้นทะเลทรายให้กลายเป็นฮับดาต้าเซ็นเตอร์

(23 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังผูกอนาคตเศรษฐกิจสหรัฐเข้ากับเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน ภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นระหว่างการเยือนสหรัฐของ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ที่ประกาศแผนลงทุนกับบริษัทอเมริกันมูลค่ารวมราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยใช้ความได้เปรียบด้านน้ำมันและก๊าซเป็นฐานพัฒนาประเทศให้กลายเป็นฮับดาต้าและเอไอของโลก

ในงาน US-Saudi Investment Forum ทรัมป์ประกาศต่อหน้านักลงทุนว่า สหรัฐจะร่วมกับพันธมิตรอย่างซาอุฯ “สร้าง ecosystem เอไอที่ใหญ่ ทรงพลัง และล้ำหน้าที่สุดในโลก” ท่ามกลางแขกแถวหน้าที่นั่งฟังอยู่มีทั้ง เจนเซน หวง (Jensen huang) ผู้ร่วมก่อตั้ง Nvidia และอีลอน มัสก์ ซีอีโอ Tesla, SpaceX และ xAI ฝั่งซาอุฯ เองก็กำลังใช้ทรัพยากรพลังงานราคาถูกและพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นแม่เหล็กดึงดูดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเอไอร่วมกับบริษัทสหรัฐฯ

ทรัมป์พยายามโยงผลงานตลาดหุ้นและเม็ดเงินลงทุนปีนี้เข้ากับนโยบายของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เอไอและโรงไฟฟ้าที่ต้องรองรับการใช้พลังงานมหาศาล ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นก็เริ่มผันผวน ดัชนีสำคัญบางตัวร่วงลงเพราะนักลงทุนกังวลว่าเอไอกำลังสร้างฟองสบู่ใหม่ หากค่าพลังงานของประชาชนพุ่งขึ้น หรืองานในภาคเอไอไม่เกิดจริงตามคำสัญญา ความเสี่ยงทางการเมืองที่ทรัมป์ต้องเจอก็ยิ่งสูงขึ้น

บริษัทที่ปรึกษา Oxford Economics ประเมินว่า การลงทุนด้านเอไอช่วยพยุงเศรษฐกิจสหรัฐในปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการขึ้นภาษีนำเข้าของทรัมป์เองที่ดันเงินเฟ้อและกดดันการจ้างงาน แต่รายงานก็เตือนด้วยว่า บริษัทเอไอจำนวนมากเริ่มพึ่งพาหนี้ในระดับสูงเพื่อลงทุนขยายกิจการ สัญญาณนี้อาจสะท้อนว่า “เฟสเปราะบาง” ของบูมเอไอกำลังรออยู่ข้างหน้า

แม้ซาอุฯ ยกระดับดีลแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่เคยพูดถึงตัวเลขลงทุนราว 6 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงทรัมป์เยือนริยาด มาสู่ตัวเลข 1 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างการเยือนวอชิงตันรอบล่าสุด ทรัมป์ยังแซวมกุฎราชกุมารหลังเวที ขอให้ดันตัวเลขไปถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ ขณะที่สตีเฟน ชวาร์ซแมน (Stephen A. Schwarzman) ซีอีโอ Blackstone ก็ย้ำบนเวทีว่า สองเรื่องเติบโตเร็วที่สุดในสายตานักลงทุนตอนนี้คือ “เอไอและพลังงาน” โดยบอกว่า Blackstone เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาและเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ของโลก

มิติด้านเทคโนโลยียิ่งชัดเมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอนุมัติให้ส่งออกชิปเอไอขั้นสูงตระกูล Blackwell ของ Nvidia จำนวนรวมเทียบเท่าราว 35,000 ชิป ให้กับสองบริษัทใหญ่ในซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ G42 ในอาบูดาบี และ Humain บริษัทเอไอที่ซาอุฯ หนุนหลัง โดยทั้งคู่มีแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดยักษ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง การอนุมัติครั้งนี้ถูกจับตา สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐพร้อมหนุนดีลเอไอเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรอ่าวอาหรับ

ในเวทีเดียวกัน Humain ยังประกาศจับมือกับ xAI ของมัสก์ สร้างดาต้าเซ็นเตอร์กำลังไฟ 500 เมกะวัตต์ในซาอุฯ พร้อมวางแผนให้แชตบอต Grok ของ xAI ถูกใช้อย่างกว้างขวางในประเทศ ขณะที่ฝั่งสหรัฐเอง Amazon Web Services ก็ได้รับการพูดถึงในแผนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ 100 เมกะวัตต์ในริยาด พร้อม “เป้าหมายระยะยาวระดับกิกะวัตต์” ทั้งหมดนี้จะขับเคลื่อนด้วยชิปเร่งความเร็วเอไอจาก Nvidia เป็นหลัก

ทั้งนี้ แม้ในมุมหนึ่งภาพที่ออกมาคือ “ดีลทอง” ระหว่างเงินทุน–พลังงาน–เทคโนโลยี ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ แต่ก็มีคำถามใหญ่ตามมาด้วยว่า การพึ่งเอไอเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจจะยั่งยืนแค่ไหน ทั้งเรื่องการใช้พลังงานมหาศาล ผลกระทบต่อค่าครองชีพ และความเป็นไปได้ที่การจ้างงานจะไม่โตทันกับมูลค่าเงินลงทุน ในขณะที่ซาอุฯ ใช้เอไอเป็นสะพานสู่เศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน ทรัมป์เองก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเศรษฐกิจเอไอที่เขาโปรโมต จะไม่กลายเป็นเพียง “ฟองสบู่ดิจิทัล” ที่ทิ้งภาระไว้กับประชาชนในระยะยาว

ไทยลุยซีเกมส์ 33!! เจ้าภาพตั้งเป้าทองสูงสุด 241 เหรียญจาก 50 สมาคมกีฬา 8 สมาคมกีฬาหลักประกาศชัด เป้าหมายต้อง ‘เหรียญทอง’ เท่านั้น

(23 พ.ย. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยจัดขึ้นใน 3 พื้นที่หลัก คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา พร้อมตั้งเป้าคว้าเหรียญทองสูงสุด 241 เหรียญทองจาก 50 สมาคมกีฬาในประเทศ

ผ่านเวทีแถลงข่าว "มีต เดอะ เพรส ซีเกมส์ 2025" ถึง 9 ครั้ง ก่อนรวมเป้าเหรียญทองทั้งสิ้น 241 เหรียญทอง ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของทัพนักกีฬาไทยที่จะครองเจ้าซีเกมส์บนแผ่นดินของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายงบประมาณล่าช้า แต่ยืนยันความพร้อมสนามแข่ง ระบบการจัดการ และการถ่ายทอดสดเต็มที่

8 สมาคมกีฬาหลักที่ประกาศเป้าอย่างชัดเจน ได้แก่ ฟุตบอลและฟุตซอลที่ตั้งเป้าคว้า 4 เหรียญทอง เรือพาย 18 เหรียญทอง คริกเกตทีมหญิง 2 เหรียญทอง ยิงธนู 3 เหรียญทอง และรักบี้ทีมหญิงที่มั่นใจว่าจะคว้าทองแน่นอน "เป้า 241 เหรียญทองนี้ไม่เพียงสะท้อนความมั่นใจ แต่ยังเพิ่มแรงกดดันต่อทัพไทยให้ทำผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด" กล่าวในงานแถลงข่าว

ซีเกมส์ครั้งนี้ถือเป็นเวทีทดสอบศักยภาพและความพร้อมของกีฬาไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การบริหารและพัฒนานักกีฬา ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศผ่านกีฬา รวมทั้งเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในฐานะเจ้าภาพที่ต้องตอบโจทย์ทุกด้านอย่างครบถ้วน

ทีมนักวิชาการ มธ.วิจัยพัฒนาผ้าไทยชุมชน “ตำบลก้อ แม่ปิง ลำพูน” สืบสานพระราชปณิธานฯ พระพันปีหลวง ต่อยอดลวดลาย-การตัดเย็บ-เทคนิคใหม่ให้สินค้าชุมชน สร้างรายได้-ความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ผศ. ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2567 พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่น และวงการผ้าไทยเติบโต ที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเติบโตของวงการผ้าไทย ถือเป็นมรดกจากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ทั้งการสร้างบรรยากาศที่ดีต่อผ้าไทย การใช้งานผ้าไทย ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ผ้าไทย และที่สำคัญสร้างให้เป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับคนไทย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานตามแนวทางพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบกับโอกาสทางเศรษฐกิจ และความต้องการในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทีมวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยการพัฒนาแนวคิดการออกแบบแบบองค์รวม เพื่อการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมชุมชน กรณีศึกษาสิ่งทอของ ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ชุมชนแห่งเดียวในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชน

สำหรับโครงการวิจัยนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของ ผศ. ดร.วุฒิไกร และ ดร. นลินี เนติธรรมากร หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีมูลค่าสูงขึ้น และใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสในการเกิดไฟป่า อันจะนำไปสู่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงในแง่ของวิชาการก็จะเป็นการพัฒนากรอบแนวคิด (Framework) ในการทำงานด้านการออกแบบร่วมกับชุมชน เพื่อให้ในอนาคตสามารถถูกนำไปใช้ต่อยอด และสร้างประโยชน์ในวงกว้างเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีความพิเศษคือกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำภายในชุมชนเอง ทั้งการปลูกฝ้าย การทำให้เป็นเส้นใย การทอ การตัดเย็บ ไปจนถึงการจำหน่าย ด้วยกระบวนการผลิตนี้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุน และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ส่วนหนึ่ง ทีมวิจัยจึงเข้าไปให้ความรู้และพัฒนาทักษะคนในชุมชน เช่น การอบรมในการทำลวดลายผ้า การตัดเย็บ เทคนิคการทำแบบใหม่ ฯลฯ และอีกส่วนคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่ การย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ เปลือกต้นประดู่ เปลือกต้นเพกา ฯลฯ จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นผ้าทอ ก่อนพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ชุมชนมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์อย่างจักรเย็บผ้า และอุปกรณ์ย้อมผ้าให้ด้วย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า ผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้ทำให้คนในชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีทักษะในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เพิ่มขึ้น ภายใต้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในเป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และเป้าหมายที่ 15 การปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมาก็มีการนำผลงานเครื่องแต่งกายจากงานวิจัยชิ้นนี้ไปจัดแสดงในหลายๆ แห่งแล้ว เช่น Bangkok Design Week งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ และช่วงปลายปีนี้ก็จะมีไปจัดแสดงที่งาน Chiangmai Design Week ส่วนปัจจุบันมีการจัดแสดงอยู่ที่ธรรมศาสตร์” ผศ. ดร.วุฒิไกร ระบุ

อนึ่ง ปัจจุบันผลงานเครื่องแต่งกายจากการวิจัยดังกล่าว ถูกจัดแสดงรวมกับอีกกว่า 40 ผลงานจากหลากหลายคณะสายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในงานนิทรรศการหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน (SDGs) Phase 2 ในธีม “เมืองและชุมชนยั่งยืน” ที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568-ก.พ. 2569 ณ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถจองเพื่อเข้าชมนิทรรศการได้ที่ https://forms.gle/n9a4z3HYqzskLeLh8

สำหรับงานนิทรรศการครั้งนี้ เป็นการจัดแสดงผลงานเพื่อถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืน ผ่านมุมมองของมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม โดยแบ่งเป็น 5 โซนสำคัญ ได้แก่ 

1. โซนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งด้าน Mitigation และ Adaptation 
2. โซนเกี่ยวกับเมืองและชุมชนยั่งยืน 
3. โซนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน 
4. โซนด้านความยั่งยืนด้านเกษตร อาหาร และสุขภาพ 
5. โซนความหลากหลาย ความเป็นธรรม ความครอบคลุม ประเด็นด้านมนุษยศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ชาติพันธุ์

‘อ.อักษรศรี’ ถอดรหัส ‘สี จิ้นผิง’ กับบทบาทผู้สร้างระเบียบโลกใหม่ ยืนหยัดต่อกรชาติตะวันตก “ยิ่งโดนทุบยิ่งแกร่ง” ด้วยยุทธศาสตร์ 4 มิติ - ควบคุมแร่หายาก

คำพูดของนโปเลียนที่ว่า "ปล่อยให้จีนหลับใหลต่อไป เพราะเมื่อจีนตื่นขึ้นมาโลกจะสั่นสะเทือน" ดูเหมือนจะเป็นจริงในยุคของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้ที่ไม่เพียงปลุกยักษ์ใหญ่ให้ตื่น แต่ยังทำให้จีนก้าวออกมาเปลี่ยนกติกาของโลกอย่างแท้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของจีนในการผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลก เอาไว้อย่างน่าสนใจ

จากการเก็บตัวสู่การผงาด: 3 ยุคของผู้นำจีน

การเข้าใจยุทธศาสตร์ของสี จิ้นผิงต้องย้อนดูวิวัฒนาการผู้นำจีนในอดีต ยุคเหมาเจ๋อตุงคือยุคของการโดดเดี่ยวตัวเอง จีนแทบไม่คบค้ากับโลกตะวันตก จนมาถึงยุคเติ้งเสี่ยวผิงที่เปลี่ยนเกมด้วยนโยบาย "ปฏิรูปและเปิดประเทศ" ภายใต้แนวคิด "ใครรวยได้รวยก่อน" และหลักการ "เก็บตัวเงียบๆ พัฒนาตัวเองให้แข็งแรงก่อน"

แต่ยุคของสี จิ้นผิงต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาคือ "Game Changer" ตัวจริง ผู้ที่เลิกเล่นตามกติกาของตะวันตกและเริ่มเขียนกติกาของตัวเอง ภายใต้วิสัยทัศน์ "การฟื้นฟูชาติครั้งยิ่งใหญ่" หรือ "Make China Great Again" ฉบับจีน

กลยุทธ์ "ยิ่งทุบยิ่งแกร่ง"

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิด "ยิ่งโดนทุบจีนยิ่งแกร่ง" เมื่อสหรัฐและพันธมิตรกีดกันจีนด้านเทคโนโลยีชิปเซมิคอนดักเตอร์ แทนที่จีนจะอ่อนแอลง กลับกลายเป็นแรงผลักดันมหาศาล ทำให้รัฐบาลจีนมีเหตุผลชอบธรรมในการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างความสามัคคีและเร่งเครื่องนวัตกรรมภายในประเทศ

ยุทธศาสตร์ 4 มิติที่เชื่อมโยงกัน

ความแตกต่างสำคัญของสี จิ้นผิงคือการมองยุทธศาสตร์แบบองค์รวม ไม่แยกส่วน โดยเชื่อมโยง 4 มิติเป็นระบบเดียว ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศ เทคโนโลยี และความมั่นคง การเคลื่อนไหวในมิติหนึ่งมักส่งผลต่อมิติอื่นๆ เสมอ

โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เป็นตัวอย่างชัดเจน จากเส้นทางสายไหมบนบกและทะเลขยายสู่ Digital Silk Road, Polar Silk Road และ Global Governance Initiative ที่พยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ในสไตล์จีน ขณะเดียวกันก็สร้างพันธมิตรกับประเทศ Global South ผ่านกลไก BRICS เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับขั้วตะวันตก

5 เส้นแดงที่ห้ามล้ำ

สี จิ้นผิงมีเส้นแดงที่ชัดเจน 5 ประเด็น ซึ่งไม่ใช่แค่นโยบายต่างประเทศ แต่เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนความชอบธรรมในการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แก่ ไต้หวัน ฮ่องกง ทะเลจีนใต้ ซินเจียง และทิเบต

ไต้หวัน เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด เหตุการณ์ที่น่าสนใจคือการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันเมื่อตุลาคม 2024 ที่หน่วยยามฝั่งจีนโพสต์เส้นทางลาดตระเวนเป็นรูปหัวใจพร้อมข้อความ "สวัสดีที่รัก" มันเป็นสงครามจิตวิทยาที่ชาญฉลาด สำหรับโลกคือการแสดงพลังทางทหาร แต่สำหรับประชาชนจีนคือสัญลักษณ์การโอบกอดพี่น้องที่พลัดพราก

นับตั้งแต่การเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสันปี 1972 สถานะของไต้หวันในเวทีโลกลดลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีเพียง 11+1 ประเทศที่ยังรับรอง และต้องใช้ชื่อ "Chinese Taipei" ในองค์กรระหว่างประเทศ

อาวุธลับ: แร่หายาก

หมัดเด็ดของจีนคือการควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์ไฮเทคทุกชนิด จีนควบคุม 50% ของแหล่งสำรองโลก, 92% ของการแปรรูป และ 98% ของการผลิตแม่เหล็กถาวร แม้ประเทศอื่นจะเปิดเหมืองได้ ก็ยังต้องส่งแร่มาให้จีนแปรรูปอยู่ดี

สำหรับไทย การกระโจนเข้าสู่ห่วงโซ่นี้อาจ "ได้ไม่คุ้มเสีย" เพราะกระบวนการทำเหมืองและถลุงแร่สร้างมลพิษร้ายแรงและกากกัมมันตรังสี ขณะที่เราไม่มีความเชี่ยวชาญในการแปรรูป การแลกพื้นที่สีเขียวกับโรงงานที่อาจสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในห่วงโซ่ที่จีนกุมอำนาจอยู่แล้ว จึงเป็นคำถามที่ต้องคิดให้รอบคอบ

จีน-ไทย-กัมพูชา: ความสัมพันธ์ที่แตกต่าง

การเลือกใช้คำของสี จิ้นผิง สะท้อนมุมมองที่แตกต่าง กับไทยใช้คำว่า "จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน" เน้นความเป็นมิตรและประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่กับกัมพูชาใช้คำว่า "จงรักภักดีเหมือนหุ้มเกราะ" (Ironclad) สะท้อนบทบาทพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่กัมพูชามักเป็นกระบอกเสียงให้จีนในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม จีนยืนยันว่าไม่สนับสนุนให้กัมพูชาต่อสู้กับไทย และสนับสนุนให้อาเซียนเป็นกลไกแก้ปัญหา แสดงว่าจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของอาเซียนเป็นภาพใหญ่

การทูตนางพญาหงส์: ทางออกสำหรับไทย

ดร.อักษรศรี เสนอแนวทาง "การทูตนางพญาหงส์" สำหรับไทย ซึ่งต่างจากการทูตพิราบขาวที่อ่อนข้อเกินไป และการทูตเหยี่ยวที่แข็งกร้าวจนสร้างศัตรู 

การทูตนางพญาหงส์เปรียบเสมือนหงส์ที่สวยสง่า ลอยตัวนุ่มนวล แต่หวงแหนอาณาเขตและพร้อมสู้เพื่อปกป้องลูก คือการแสดงออกอย่างเป็นมิตร แต่ทำงานหนักเบื้องหลัง สร้างอำนาจต่อรองด้วยข้อมูลและความร่วมมือ ไม่ใช่เผชิญหน้าอย่างเดียว

ยกตัวอย่างกรณีแม่น้ำโขง แทนที่จะยอมรับการสร้างเขื่อนเงียบ ๆ หรือประณามอย่างแข็งกร้าว ควรกล่าวชื่นชมความร่วมมือ ขณะเดียวกันก็รวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สร้างแนวร่วมกับประเทศลุ่มน้ำโขง แล้วนำเสนอข้อมูลบนโต๊ะเจรจาอย่างมีชั้นเชิง

Generation Xi: ตัวแปรแห่งอนาคต

คำถามสำคัญคือ เมื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคจีนรุ่งเรืองที่สุด ไม่เคยเห็นความยากจน ไม่เคยรู้สึกต้องเก็บตัว แต่เต็มไปด้วยความรักชาติและภาคภูมิใจ เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นมามีอำนาจ จะสานต่อเกมยาวของจีนอย่างไร? นิยามคำว่า "ชัยชนะ" และ "การฟื้นฟูชาติ" จะยังเหมือนเดิมหรือจะเปลี่ยนไป?

นี่คือคำถามที่จะกำหนดอนาคตของระเบียบโลกในทศวรรษข้างหน้า และเป็นประเด็นที่ทุกประเทศ รวมทั้งไทย ต้องเฝ้าติดตามและเตรียมพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิด

เพราะฉะนั้น สี จิ้นผิง จึงไม่ใช่แค่ผู้นำจีน แต่เป็นผู้เปลี่ยนเกมการเมืองโลก ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาว ยุทธศาสตร์แบบองค์รวม และความเด็ดขาดในเส้นแดงสำคัญ สำหรับไทย การหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นมิตรกับความเด็ดเดี่ยว ผ่าน "การทูตนางพญาหงส์" คือทางออกที่ชาญฉลาดในการอยู่รอดและเจริญท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

เทศกาลดนตรีของคนทั้งเจเนอเรชัน พร้อมระเบิดความมันวันเดียว 21 ก.พ. 69 ยกกองทัพศิลปินบุกราชมังคลาฯ เทศกาลที่สายคอนต้องขีดเส้นใต้ในปฏิทิน

(22 พ.ย. 68) วงการคอนเสิร์ตไทยเตรียมพร้อมรับการจัดงาน "G27 Fest" ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 งานนี้ถูกวางคอนเซ็ปต์เป็น "เทศกาลดนตรีของคนทั้งเจเนอเรชัน" ที่จะรวมเสียงเพลง แสง สี และพลังจากแฟนเพลงทุกวัยในคืนเดียว

ไลน์อัปศิลปินรวบรวมศิลปินสายป๊อป ร็อก ฮิปฮอป อินดี้ เสน่ห์ของงานคือการออกแบบให้เป็น "เฟสติวัลวันเดียวจบ" ให้โชว์ทั้งหมดไหลลื่นต่อเนื่องเหมือนหนังคอนเสิร์ตเรื่องใหญ่เรื่องเดียว

ราชมังคลากีฬาสถานถือเป็นเวทีหลักของงาน ด้วยความจุหลายหมื่นที่นั่งและการออกแบบโปรดักชัน แสง สี เสียงขั้นเทพ รวมทั้งเวทีที่รองรับการแสดงหลากหลายรูปแบบ เช่น โชว์เต็มวง โชว์คอลลาบ และไฮไลต์ที่ศิลปินหลายเจเนอเรชันขึ้นเวทีร่วมกัน

เตรียมกดบัตร 11 มกราคม 2569  แฟนๆ เชื่อว่างานนี้บัตรจะขายดีรวดเร็วเหมือนงานแสดงใหญ่ระดับสเตเดียมหลายงานที่ผ่านมาในไทย

สำหรับใครที่จะไปงานนี้ควรเตรียมตัวทั้งเรื่องคิววันลาและการนัดเพื่อนให้พร้อม เพราะ "G27 Fest" อาจกลายเป็นคอนเสิร์ตระดับ "ครั้งหนึ่งในชีวิต" ที่แฟนเพลงห้ามพลาดในประเทศไทย

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง คนที่ 19 ผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายระลอก ขับเคลื่อนปฏิรูปภาษี-การคลังให้ยั่งยืน ใช้ดิจิทัล-Big Data แก้โจทย์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังเป็น “มันสมองการคลังของประเทศ” ทำหน้าที่วางและขับเคลื่อนนโยบายการคลัง การจัดเก็บรายได้ การบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว 

หัวใจสำคัญของการทำงานเหล่านี้คือ “ปลัดกระทรวงการคลัง” ข้าราชการประจำสูงสุดที่ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายและผลักดันให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินไปในทิศทางเดียวกัน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซับซ้อน และท้าทายมากขึ้น การที่ประเทศไทยได้ “นายลวรณ แสงสนิท” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังคนที่ 19 จึงถือเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะช่วยพาระบบการคลังไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและมีวินัยมากขึ้น 

นายลวรณ แสงสนิท หรือ “บั๊ด” เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2510 เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของพลเอกวิโรจน์ แสงสนิท อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคุณหญิงลักขณา แสงสนิท เติบโตในครอบครัวข้าราชการที่ให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยและการทำงานเพื่อส่วนรวม 

ด้านการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจด้วยปริญญาโท M.S. in Economic Policy and Planning จาก Northeastern University สหรัฐอเมริกา ทำให้มีทั้งพื้นฐานเศรษฐศาสตร์มหภาคและมุมมองเชิงนโยบายในระดับสากลตั้งแต่เริ่มต้นรับราชการ 

เส้นทางราชการของนายลวรณ เริ่มและเติบโตจาก “สายเศรษฐกิจการคลัง” โดยตรง เขาไต่เต้าในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มาตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนักนโยบายระบบการเงินและสถาบันการเงิน จากนั้นเป็นรองผู้อำนวยการ สศค. ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน และผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในปี 2561 ช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะในระหว่างวิกฤตโควิด-19 สศค. ภายใต้การนำของเขาเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนหลายโครงการ อาทิ “ชิมช้อปใช้” “คนละครึ่ง” และ “เราไม่ทิ้งกัน” ซึ่งช่วยประคับประคองกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บทบาทในช่วงนี้ทำให้นายลวรณได้ทำงานใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ และการออกแบบมาตรการทางการคลังเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนหลายระลอก

จาก “มันสมองด้านนโยบาย” นายลวรณก้าวสู่บทบาท “แม่ทัพภาคสนาม” ใน 2 กรมสำคัญของกระทรวงการคลัง คือ อธิบดีกรมสรรพสามิต (2563-2565) และอธิบดีกรมสรรพากร (2565-2566)

ที่กรมสรรพสามิต เขามีบทบาทผลักดันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ เช่น การเตรียมความพร้อมด้านภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ของประเทศ 

ส่วนที่กรมสรรพากร นายลวรณให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบภาษีเข้าสู่ดิจิทัล ทั้งการออกประกาศเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และการปรับปรุงกฎระเบียบด้านภาษีให้ทันกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคออนไลน์ ช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการและพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐไปพร้อมกัน 

เมื่อก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา นายลวรณได้รับมอบหมายภารกิจใหญ่หลายด้าน ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีจากระดับราว 12–13% ให้ขยับขึ้นสู่ 18% อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเสริมความยั่งยืนทางการคลัง และลดการพึ่งพาการกู้เงินเกินจำเป็น 

เขาผลักดันให้กระทรวงการคลังใช้ศักยภาพของ “Data Lake” และข้อมูลขนาดใหญ่ในการทำ Digital Transformation ทางการคลัง คิดค้น “อารีย์ สกอร์” ระบบประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตโดยใช้ข้อมูลและ AI เพื่อช่วยให้คนตัวเล็กและผู้มีรายได้นอกระบบสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น เป็นอีกเครื่องมือในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเพื่อจัดการหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคาร ผ่านการผลักดันให้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพถูกโอนออกไปบริหารในบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อคืนสภาพคล่องให้ระบบการเงินและช่วยให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนและจ้างงานต่อ 

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย ประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และบริษัท พีทีที จำกัด (มหาชน) ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ 

อีกด้านหนึ่ง เขายังเป็นผู้นำในการสื่อสารบทบาทของกระทรวงการคลังต่อสาธารณะ เช่น การเตรียมจัดงานครบรอบ 150 ปี กระทรวงการคลังในแนวคิด “MOF Journey: 150 Years of Thai Fiscal Development” สะท้อนบทบาททางการคลังตลอดประวัติศาสตร์ไทยไปจนถึงอนาคต 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางการศึกษาที่แน่นทั้งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ประสบการณ์ทำงานในทุกมิติของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่คิดนโยบาย วางยุทธศาสตร์ ตรวจราชการ ไปจนถึงบริหารกรมจัดเก็บรายได้หลักของประเทศ และบทบาทล่าสุดในฐานะปลัดกระทรวงการคลังและประธานบอร์ดหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ จะเห็นภาพ “นายลวรณ แสงสนิท” ในฐานะข้าราชการมืออาชีพที่เข้าใจทั้งตัวเลขมหภาคและความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ 

เขาไม่เพียงมองโจทย์การคลังในกรอบวินัยและความยั่งยืน แต่ยังพยายามออกแบบมาตรการที่ช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงโอกาสในระบบการเงินมากขึ้น เดินหน้าปฏิรูปภาษีและงบประมาณบนฐานข้อมูลและเหตุผล ไม่ใช่เพียง populism ระยะสั้น ผลงานและบทบาทเหล่านี้ทำให้นายลวรณเป็น “ผู้นำด้านการคลัง” ที่ได้รับความเชื่อมั่นทั้งจากแวดวงเศรษฐกิจ ข้าราชการ และประชาชนในฐานะผู้ดูแลการเงินการคลังของประเทศให้เดินหน้าอย่างมั่นคง โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

อุทยานฯ แก่งกระจาน ชวนสัมผัส 3 ปรากฏการณ์ “กระโถนพระราม” บานสะพรั่งกลางผืนป่า “เสือดำ” อวดโฉมบนเส้นทางพะเนินทุ่ง ลุ้นชม “แสงสีเขียวลึกลับ” เหนือทะเลหมอก

นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสุดพิเศษที่นักท่องเที่ยวและผู้รักธรรมชาติจะได้สัมผัสความงดงามของ “กระโถนพระราม” พืชดอกหายากในสกุลกระโถนฤๅษี ที่กำลังผลิบานตระการตาในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 14 บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ้านกร่าง-วานิลา ต่อเนื่องไปจนถึงกิโลเมตรที่ 22 บนเส้นทางสู่เขาพะเนินทุ่ง

นายมงคล ระบุว่า กระโถนพระราม เป็นพืชถิ่นเดียว (Endemic Species) ที่พบเฉพาะทางภาคตะวันตกของประเทศไทย จัดเป็นพืชเบียนที่อาศัยบนเถาวัลย์น้ำในระดับความสูง 200 ถึง 750 เมตรจากระดับน้ำทะเล ดอกมีขนาดเล็กประมาณ 8-10 เซนติเมตร แต่งดงามด้วยสีเลือดหมูหรือแดงอมชมพูสดใส มี 10 กลีบที่ตั้งตรงเกือบเป็นมุมฉาก ประดับด้วยลวดลายสีขาวหนาแน่นบริเวณโคนกลีบ และมีกระบังเป็นวงกลมอยู่ตรงกลาง ภายในท่อกลีบยังมีสันนูนสีเหลืองสวยงามถึง 20 สัน ทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา

“จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและนักนิยมไพรให้ ไม่พลาดโอกาสเดินทางมา ชื่นชมความงามของกระโถนพระรามในช่วงนี้ แต่ขอความร่วมมือระวังการเหยียบย่ำอย่างเคร่งครัด เนื่องจากยังมีดอกตูมขึ้นอยู่บริเวณพื้นดินเป็นจำนวนมาก การอนุรักษ์จะช่วยให้ธรรมชาติงดงามนี้คงอยู่ให้ทุกคนได้ชื่นชมต่อไป” นายมงคล ระบุ

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษไม่ได้มีเพียงดอกไม้หายากเท่านั้น เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกภาพ “เสือดำ” ได้ ขณะกำลังเดินทางขึ้นสู่เขาพะเนินทุ่ง การพบเห็นเสือดาวหรือเสือดำถือเป็นโอกาสอันดีของนักท่องเที่ยว เนื่องจากสัตว์เหล่านี้โดยปกติจะไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์ และโดยปกติหากพบเห็นคนก็จะเดินเลี่ยงไปเอง จึงขอเน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวที่โชคดีได้พบเห็น ห้ามลงจากรถเด็ดขาด ไม่บีบแตรหรือส่งเสียงดัง และรอให้สัตว์เดินเลี่ยงเข้าป่าไปเอง ซึ่งจะทำให้ทั้งคนและสัตว์ป่าปลอดภัย

“นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความน่าอัศจรรย์ คือปรากฏการณ์ “แสงสีเขียวลึกลับ” ที่ปรากฏเหนือท้องฟ้าเขาพะเนินทุ่ง เมื่อคืนวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ลำแสงสีเขียวนี้ส่องสว่างท่ามกลางทะเลหมอก สร้างทัศนียภาพอันน่าทึ่งและยากจะลืมเลือน” นายมงคล ระบุ

นายมงคล กล่าวว่า การเดินทางขึ้นไปพะเนินทุ่งในเวลานี้จะได้สัมผัสอากาศยามเช้าที่บริสุทธิ์ ชมสัตว์ป่านานาชนิดในแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ ท่ามกลางป่าไม้มรดกโลกที่มีคุณค่าทางชีววิทยาระดับสากล ซึ่งการได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของไทย สะท้อนถึงความสำคัญและความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่นอย่างแท้จริง

“นี่คือโอกาสทองแห่งการท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด ที่ซึ่งธรรมชาติแก่งกระจานมอบความงามในทุกมิติให้ได้ชม ตั้งแต่ดอกไม้หายาก สัตว์ป่าที่น่าทึ่ง ไปจนถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติอันพิศวง ทั้งหมดรอคอยให้ผู้รักธรรมชาติมาสัมผัสด้วยตัวเองบนเขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มรดกโลกแห่งนี้” นายมงคล กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top