Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

‘จิรวัฒน์ เดชาเสถียร’ เล่าเรื่องสะพานบุญ หมอหนุ่มจากน่านขอเครื่องมือรักษา ผู้บริหารน้ำหวาน ‘ติ่งฟง’ มอบ 1 ล้านช่วยทันที ซื้อเครื่องมือแพทย์ส่งต่อความหวังสู่ 2 จังหวัด

‘จิรวัฒน์ เดชาเสถียร’ เล่าเรื่องการเป็นสะพานบุญ จากคำขอหมอหนุ่มน่าน สู่การช่วยเหลือจริง ผู้บริหารติ่งฟง มอบเงิน 1 ล้านบาท ซื้อเครื่องมือแพทย์ ช่วยโรงพยาบาลน่าน–ขอนแก่น หลังน้ำท่วมใหญ่

(23 พ.ย. 68) นายจิรวัฒน์ เดชาเสถียร ผู้เชี่ยวชาญการขาย การตลาดพฤติกรรมผู้บริโภคและการจัดการค้าปลีกค้าส่งในตลาดอาเซียน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากน่าน สู่ขอนแก่น

เสียงเรียกจากคุณหมอหนุ่ม แห่งโรงพยาบาลจังหวัดน่าน เล่าให้ผมฟังว่าหลังจากน้ำท่วมใหญ่ ต้องส่งตัวคนไข้เพื่อไปทำสแกนร่างกายและรักษาที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ เพราะน้ำท่วมจนเครื่องมือพังหมด และอยากขอความช่วยเหลือในการซื้อเครื่องผ่าตัดนิ่วในไตขนาดเล็กให้

แววตาที่มุ่งมั่น ความตั้งใจเกินร้อยของหมอหนุ่มที่มีปณิธานช่วยคน ทำให้ผมรับปากว่าจะหาทางช่วย ผมกลับจากน่าน นำเรื่องนี้มาให้ทางผู้บริหารน้ำหวานติ่งฟงทราบด้วยความเกรงใจ  ปรากฏว่าไม่มีคำปฏิเสธใดเลยจากคุณเสาวณีย์ พร้อมถามว่าราคาเครื่องนึงเท่าไร  ผมเองรู้ว่าราคาสูงถึง 5 แสนบาท แต่ก็เรียนท่านตรงไปตรงมา ท่านกลับแจ้งผมว่าทางผู้บริหารจะให้เงิน 1 ล้านบาท เพื่อไปทำบุญช่วยเหลือผู้ยากไร้ตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวเรียน  ผมนี่ดีใจมากที่ได้มีโอกาสเป็นสะพานบุญครั้งนั้น  และขออนุญาต แบ่งเงินเป็นสองก้อนเพื่อช่วยโรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่นอีกที่หนึ่ง

วันนี้มีโอกาสทยอยส่งมอบเครื่องมือดังกล่าวที่ขอนแก่นและจะส่งมอบที่จังหวัดน่านในลำดับต่อไป

ผมแจ้งผู้บริหารโรงพยาบาลว่า คนเรามักรู้จักสิทธิ แต่มักละเลยหน้าที่และความรับผิดชอบ

องค์กรที่เราได้ทำงานให้ ได้พยายามทำหน้าที่และมีส่วนสร้างสรรค์สังคม ให้มีความมั่นคงทางการแพทย์ต่อไป

ติ่งฟง  Beyond Sweetness มากกว่าความหวาน คือความดี

ประสบการณ์ตรงนักศึกษา ป.เอก ในจีน ยัน คลาสเรียนคือเวทีวิเคราะห์ ไม่ยัดเยียดโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง หยุดความเชื่อ “เรียนจีนจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์”

(23 พ.ย. 68) คุณเค้ก จากเพจ Just Pai Tiew-ก็แค่ไปเที่ยว ได้โพสต์ข้อความว่า “ไปเรียนจีนแล้วจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์?”

โพสต์นี้ขอมาตอบแทนนักศึกษาต่างชาติในจีนหน่อยครับ แต่ไม่รู้คนเหล่านั้นจะอ่านหรือเข้าใจหรือเปล่า?

คือเวลาผมลงคลิปเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยจีน ไม่ว่าจะเรื่องการเรียน สิ่งแวดล้อม หรือวัฒนธรรมการศึกษาที่ต่างออกไป ผมมักจะเจอคอมเมนต์แนว “เดี๋ยวกลับมาก็หัวเป็นสังคมนิยม” อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งในฐานะคนที่เรียนด้านนี้โดยตรง ผมอยากอธิบายว่า…

แน่นอนว่าระบบการเมืองของแต่ละประเทศย่อมมีอิทธิพลต่อสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เราจะเปลี่ยนความคิด หรือถูก “ล้างสมอง” ได้ง่ายๆ เพียงเพราะไปใช้ชีวิตในประเทศใดประเทศหนึ่งไม่กี่ปีนะครับ เราทุกคนมีตัวตน ความคิดเชิงเหตุผล และเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เรากลั่นกรองโลกด้วยตัวเองได้มากกว่าที่คนหลายคนคิด
.
และจากประสบการณ์ตรงของผมในฐานะนักศึกษา ป.เอก สายนี้โดยตรงที่เรียนอยู่จีน อยากบอกว่าคลาสเรียนที่นี่ไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนจินตนาการเลยครับ

แม้ว่าการเมืองในจีนจะเป็นประเด็นอ่อนไหว แต่ในโลกของวิชาการ อาจารย์และนักศึกษายังคุยกันบนพื้นฐานของข้อมูล หลักการ และทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่ถูกใช้กันทั่วโลก ไม่ได้มีการยัดเยียดว่าระบบนี้ดีกว่าหรือต้องคิดแบบนี้เท่านั้นอย่างที่หลายคนกลัว

ผมเคยอยู่ในคลาสที่อภิปรายตั้งแต่ระบบพรรคการเมือง การบริหารรัฐสมัยใหม่ นโยบายสาธารณะ ไปจนถึงทฤษฎีเสรีนิยมและประชาธิปไตยแบบต่างๆ ทุกอย่างถูกวิเคราะห์ผ่านมุมมองเชิงวิชาการ ไม่ใช่มุมมองเชิงโฆษณาชวนเชื่อ อาจารย์หลายคนย้ำเสมอว่า หน้าที่ของเรา คือการวิเคราะห์ ไม่ใช่ชี้นำว่าอะไร “ถูกหรือผิด” โดยไม่ให้เหตุผลรองรับ

ดังนั้น นักศึกษาต่างชาติจึงไม่เคยถูกบังคับให้เชื่อในอุดมการณ์ใดๆ เลยครับ

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่าการไปเรียนต่างประเทศ ไม่ว่าจะจีน อเมริกา หรือยุโรป ไม่ได้ทำให้คนถูกหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์การเมืองใดๆ แบบอัตโนมัติ แต่กลับทำให้เรามองโลกกว้างขึ้นมากกว่าเดิม

ผมว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม ระบบการศึกษา และผู้คนที่เราได้พบเจอ ทำให้เราเข้าใจว่ามนุษย์ทั่วโลกมีเหตุผล วิธีคิด และบริบทที่หลากหลาย การได้มองโลกผ่านสายตาของระบบอื่น ไม่ได้ทำให้เราต้องเชื่อตาม แต่ช่วยให้เราตั้งคำถามเก่งขึ้น วิเคราะห์แหลมคมขึ้น และเข้าใจโลกอย่างรอบด้านยิ่งขึ้นครับ

นักศึกษาไทยและต่างชาติที่เลือกไปเรียนในจีน ก็ไม่ได้ไปเพื่อรับอุดมการณ์ทางการเมืองของที่นั่น แต่ไปเพื่อเข้าถึงภาษา ความรู้ ทักษะ และเครือข่ายในประเทศที่กำลังมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างมาก

ฉะนั้นอยากจะบอกกับเพื่อนๆ นักศึกษาที่อยู่ในจีนว่า
อย่าได้ไปคำพูด ตรรกะเหล่านั้นครับ คุณไม่ได้ทำอะไรผิด 
คุณแค่เลือกเปิดพื้นที่การเรียนรู้ของตัวเองให้กว้างขึ้นเท่านั้นเอง

และสำหรับใครที่กังวลว่าการไปเรียนต่างประเทศจะ เปลี่ยนหัวคิดได้ง่ายๆ ผมอยากบอกว่า…
ความมั่นคงทางความคิด ไม่ได้มาจากการปิดตัวเองจากความต่าง แต่มาจากการมองเห็นโลกหลายแบบ และรู้จักตั้งคำถามกับทุกแบบอย่างมีเหตุผล

การได้สัมผัสความแตกต่างไม่ใช่ภัยครับ
มันคือประตูที่ทำให้เราเข้าใจโลกชัดกว่าเดิมต่างหากครับ จบ!!

 

คบค้าสมาคมกับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะพวกเขามองเราเป็นมิตร เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง สำหรับใครก็ตามในไทยที่วาดภาพ บทบาทมาเลเซียว่าเป็น การแทรกแซง

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ออกมาตอบโต้อีกรอบต่อคำกล่าวอ้างที่ว่ามาเลเซียแทรกแซงความตึงเครียดทางการทูตเมื่อเร็วๆนี้ระหว่างไทยกับกัมพูชา เน้นย้ำแค่อำนวยความสะดวกการพูดคุยเพื่อหาทางออกอย่างฉันมิตรเท่านั้น

เขาอ้างว่าการมีส่วนร่วมของมาเลเซีย อยู่บนพื้นฐานล้วน ๆ จากสถานะของมาเลเซีย ในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิดและไว้วางใจได้ และไม่ได้ชี้นิ้วสั่งว่าไทยและกัมพูชาควรคลี่คลายประเด็นความขัดแย้งอย่างไร
 
"ขอให้เราชี้แจงให้ชัด ลำดับแรกเลย ในฐานะเพื่อนบ้าน เรามีความกังวลโดยธรรมชาติ แต่เราไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือกำหนดเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงใดๆ เกี่ยวกับแนวทางที่พวกเขาจะบรรลุทางออก" อันวาร์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมาเลเซียในวันอาทิตย์(23พ.ย.)

อันวาร์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานอาเซียนประจำปี 2025 อีกตำแหน่ง เน้นย้ำว่าบทบาทของมาเลเซีย จำกัดอยู่เฉพาะกับเปิดทางให้พวกเจ้าหน้าที่สำคัญๆจากทั้ง 2 ประเทศ พูดคุยสื่อสารกัน ในนั้นรวมถึงอำนวยความสะดวกการสนทนากันระหว่างผู้บัญชาการกองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายและสนับสนุนให้มีการติดต่อประสานงานกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศ

"ผมได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ ก็ตอนที่สอบถามว่าพวกเขาจะพูดคุยกันได้ไหม พวกเขากำหนดเงื่อนไขและตัดสินใจในประเด็นต่างๆด้วยตนเอง" อันวาร์ระบุ พร้อมเผยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่ายเช่นกัน ระหว่างกระบวนการดังกล่าว

อันวาร์ บอกว่าความพยายามของมาเลเซีย นำร่องโดยความไว้เนื้อเชื่อใจของทั้ง 2 ประเทศที่มีต่อมาเลเซียมาช้านาน ในฐานะคู่หูที่เป็นมิตร ที่สามารถช่วยเปิดสายพูดคุยติดต่อสื่อสารยามจำเป็น "เราพยายามติดต่อคบค้าสมาคมกับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะพวกเขามองเราเป็นมิตร"

"เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องสำหรับใครก็ตามในไทย ที่วาดภาพบทบาทมาเลเซียว่าเป็นการแทรกแซง ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีมุมมองทางการเมืองภายในประเทศอย่างไร แต่การที่บ่งชี้ว่าเราแทรกแซง มันไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง ไม่มีทางที่เราจะทำเช่นนั้น" เขากล่าว

นายกรัฐมนตรีรายนี้บอกต่อว่าไทยและกัมพูชามีความชอบธรรมทางกฎหมาย มีความสามารถและมีสิทธิอธิปไตยในการคลี่คลายประเด็นต่างๆของตนเอง และมาเลเซียเคารพต่อเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม อันวาร์ เชื่อว่าหัวข้อนี้จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยระหว่างการเดินทางเยือนมาเลเซียของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย "มันเป็นการปรึกษาหารือร่วมกันตามปกติระหว่างผู้นำของ 2 ประเทศ แต่ผมแน่ใจว่าเขาจะพาดพิงเรื่องนี้ และผมคิดว่ามันจะสอดคล้องกับจุดยืนของเขาที่ว่า ประชาชนชาวไทยจะต้องการปกป้องชายแดนของตนเอง อย่างแน่นอนที่สุด"

"และผมจะฟังเขาและผมจะอำนวยความสะดวกถ้าจำเป็น แต่สิ่งสำคัญคือการรับประกันว่าจะมีสันติภาพ" อันวาร์กล่าว


 

ยกนิ้วชม รมว.หญิงเก่ง ‘ศุภจี’ ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน ดันส่งออกข้าว 6 แสนตัน ดันราคาข้าวพุ่ง สร้างความเชื่อมั่นเกษตรกร สร้างแรงกระเพื่อมตลาดโลก-เพิ่มคะแนนการเมือง

แสงสว่างของข้าวไทยในตลาดโลก เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล เริ่มภารกิจกู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน ขายข้าวให้ต่างประเทศไปแล้ว 600,000 ตัน 

วันที่ 21 พฤศจิกายน นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยช่วงนำคณะเปิดการค้าสินค้าเกษตรในดูไบ ว่า ขณะราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ราคาส่งออกเริ่มขยับแล้ว 5% ส่วนหนึ่งปัจจัยหนุนจากไทยกำลังเจรจาขายข้าว 5 แสนตันให้กับจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว จึงมีผลต่อราคาข้าวในประเทศดีขึ้น

ด้าน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อสินค้าเกษตรหลัก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของเกษตรกรทั่วประเทศ

“ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิดีดตัวแรงแตะ 16,000 บาทเพิ่มตันละ 1,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า เพิ่มสูงสุด 400 บาท เป็น 7,200 บาทต่อตัน ผลจากหลังรัฐบาลเร่งเดินหน้ามาตรการดูแลข้าวทั้งระบบตามมติ นบข. ส่งผลให้ตลาดเกิดการปรับตัวเชิงบวกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการรับซื้อ การดูดซับผลผลิต และความเชื่อมั่นของเกษตรกร”

เริ่มจาก เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้านการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขายข้าวให้สิงคโปร์ 1 แสนตัน นำร่องดันไทยสู่ Food Security Hub ขยายความร่วมมือด้านการค้าข้าวระหว่างสองประเทศ ตอบสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคงต่อเนื่อง

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งประธานาธิบดีฯ สี จิ้นผิง แจ้งความประสงค์จะซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน 

ผลการเจรจาระบบทางไกลของกรมการค้าต่างประเทศ กับ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของจีน(COFCO) เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำหรับการซื้อข้าวไทยปริมาณ 5 แสนตัน เบื้องต้นเพื่อการส่งมอบข้าวไทยไปประเทศจีนได้เสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้ และผู้บริโภคจีนได้ซื้อทันปีใหม่และตรุษจีน จึงกำหนดเจรจาซื้อข้าวไทยล็อตแรกก่อนจำนวน 1 แสนตัน

แผนต่อเนื่องในการโปรโมตขายข้าวในประเทศเป้าหมาย โดยในต้นเดือนธันวาคมนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะไปซาอุดิอาระเบีย หนึ่งในภารกิจคือพบปะผู้นำเข้าข้าวและพืชเกษตรอื่น เช่น มันสำปะหลัง

เร่งทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะเสมือนเป็นรัฐมนตรีชั่วคราว ในช่วงรอการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่คงพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า “คนทำงาน จะกี่วันก็ทำงาน”

ก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลอนุทิน ดันโปรเจคกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาสร้างแรงกระเพื่อมไปยังตลาดอุปโภคบริโภคได้พอสมควร ทั้งนโยบายคนละครึ่งพลัส ที่ปัดฝุ่นนำกลับมาใช้โดยไม่ต้องคิดมาก ว่าใครเคยริเริ่มโครงการนี้ กลายเป็นว่าได้กระแสเชิงบวก สร้างฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้พอสมควร

มารอดูกันต่อไป ว่า รัฐมนตรีหญิงเก่ง คุณศุภจี จะทำเซอร์ไพรส์ ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้อีกไหมในช่วงเวลาที่เหลือ ยังไม่นับรวมการวางรากฐานของระบบการค้าภายใน ที่เป็นความมั่นคงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

สมแล้ว ที่หลายๆ กระแส เริ่มยกให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของไทย ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หวังว่าคนทำงาน คงไม่ท้อกับเกมส์การเมือง จนต้องถอยออกไปซะก่อน 
 

ตลาดคริปโตส่อฟองสบู่แตก หลัง วาฬ Bitcoin ‘Owen Gunden’ เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ปิดฉากการถือครองยาวนานกว่าทศวรรษ

วาฬ Bitcoin ระดับตำนาน Owen Gunden เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางตลาดคริปโตดิ่งสู่หุบเหว

Owen Gunden นักลงทุน Bitcoin รายใหญ่ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 8 ของโลกคริปโต ได้ตัดสินใจขายทิ้ง Bitcoin ทั้งหมดในพอร์ตมูลค่ารวมกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลกำลังเผชิญแรงขายรุนแรง

ปิดฉากการถือครองยาวกว่าทศวรรษ

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตาม On-chain อย่าง Arkham เผยว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กระเป๋าเงินของ Gunden ได้โอน Bitcoin ล็อตสุดท้ายจำนวน 2,499 BTC เข้าสู่กระดานเทรด Kraken เพื่อทำการขาย ถือเป็นการปิดฉากการเทขายมาราธอนรวมกว่า 11,000 BTC นับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมเป็นต้นมา

Gunden เป็นนักลงทุนยุคบุกเบิกที่สร้างความมั่งคั่งจากการทำกำไรส่วนต่างราคา (Arbitrage) บนกระดานเทรดในยุคแรก ๆ อย่าง Tradehill และ Mt. Gox ที่ล่มสลายไปแล้ว โดยเขาถือครอง Bitcoin มายาวนานกว่าทศวรรษก่อนจะตัดสินใจออกจากตลาดในช่วงเวลานี้

ตลาดเผชิญแรงกดดันรุนแรง

การเทขายของ Gunden เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาด Bitcoin กำลังดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยราคาร่วงจากระดับสูงสุดเหนือ 103,000 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ลงมาเหลือเพียงโซน 88,000-91,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน

ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่าใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีนักเทรดถูกล้างพอร์ตไปกว่า 636 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นกว่า 200,000 ราย สะท้อนความรุนแรงของแรงขายที่กำลังเกิดขึ้น

เงินทุนถอนออกจาก ETF ยับเยิน

ความผันผวนของตลาดยังส่งผลกระทบต่อกองทุน Spot Bitcoin ETF โดยเดือนพฤศจิกายนกลายเป็นเดือนที่แย่ที่สุด ด้วยยอดเงินไหลออกสุทธิรวมกว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนสถาบันต่อแนวโน้มตลาด

Tony Severino นักวิเคราะห์ทางเทคนิค ออกมาเตือนว่า การร่วงลงในครั้งนี้อาจเป็น "จุดเปลี่ยนอันตราย" ที่ส่งสัญญาณว่าตลาดอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงตลาดหมี (Bear Market) ที่อาจยืดเยื้อไปหลายเดือน

การที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Gunden ที่ถือครอง Bitcoin มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มตัดสินใจขายทิ้งทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับตลาดคริปโตในขณะนี้

 

ส่องธุรกิจเบื้องหลังอีคอมเมิร์ซ ‘กล่องพัสดุ เทปกาว รัดหนังสติ๊ก’ โตกระฉูด สร้างรายได้ซ้ำ ๆ จากทุกออเดอร์ที่ถูกส่ง โอกาสธุรกิจหลังบ้านในยุคคนไถหน้าจอรอ F

เวลาเราพูดถึง “อีคอมเมิร์ซ” คนจะนึกถึง Shopee, Lazada, TikTok Shop, ไลฟ์ขายของจนเสียงแหบเสียงแห้ง และอินฟลูฯ หน้าเป๊ะ ๆ แต่ทุก 1 ออเดอร์ที่ลูกค้ากดสั่ง… จะต้องมี “หลังบ้าน” อีกทั้งระบบ ที่ไม่มีใครจำชื่อได้  
ทว่า *เงินก้อนใหญ่* ดันไหลอยู่ตรงนั้นแหละ — ในโลกของกล่องพัสดุ เทปกาว รัดหนังสติ๊ก และระบบโลจิสติกส์

บทความนี้คือการชวนมอง “เศรษฐกิจกล่องพัสดุ” แบบเข้าโครงสร้างธุรกิจ ว่าแค่กล่องหนึ่งใบ ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจหลักร้อยล้านได้ยังไง  

1. ทำไมยุคนี้ ขายกล่องยังไงก็ไม่ตาย (ถ้าทำเป็น)

ก่อนจะลงลึก มาดูภาพใหญ่กันก่อน

- ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียถูกประเมินว่ามีรายได้ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 และยังโตต่อเนื่อง  
- ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงภูมิภาคเดียว มูลค่า GMV อีคอมเมิร์ซปี 2024 แตะ 128.4 พันล้านดอลลาร์ โดยไทยกับมาเลเซียถือเป็นตลาดที่โตเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง  
- ในไทยเอง ทุกวัน มีพัสดุส่งเฉลี่ย 7–8 ล้านชิ้นต่อวัน ผ่านตลาด express delivery มูลค่าราว 117,000 ล้านบาทในปี 2024  

ถามง่าย ๆ:  
ทุกพัสดุ 1 ชิ้น = ต้องมี “อะไรบางอย่าง” ห่อมันอยู่เสมอ  
ไม่ว่าจะเป็นกล่องลูกฟูก ซองกันกระแทก เทปกาว ฟิล์มยืด หรือแค่หนังยางรัดใบเสร็จ

ตรงนี้เองที่ทำให้…
- ตลาดบรรจุภัณฑ์ในไทย มีมูลค่าราว 15.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะโตไปเกือบ 19.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030 โดยหนึ่งในตัวขับเคลื่อนคืออีคอมเมิร์ซอย่างชัดเจน  
- มีการประเมินว่าตลาดบรรจุภัณฑ์เพื่ออีคอมเมิร์ซโดยตรงในไทยจะขยายจากราว 5.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ไปเกือบ 9.4 พันล้านดอลลาร์ในไม่กี่ปีข้างหน้า  

พูดง่าย ๆ คือ  
ยิ่งคนช็อปออนไลน์เยอะเท่าไหร่ กล่องพัสดุก็ยิ่ง “ขายออกเอง” โดยเราแทบไม่ต้องปลุกตลาด

2. 1 ออเดอร์ = 1 value chain ที่มีคน “เก็บเงิน” ได้หลายชั้น

ลองซูมดู “1 กล่องพัสดุ” ตั้งแต่ลูกค้ากดจ่ายเงินจนถึงประตูบ้าน

1) หน้าบ้าน  
   - ลูกค้าเห็นหน้าร้านบนแอป / ไลฟ์สด / เพจ  
   - ตรงนี้คือพื้นที่ของแบรนด์ / อินฟลู /ครีเอเตอร์

2) ชั้น “กล่อง–แพ็กของ”  
   - กล่องลูกฟูก  
   - ซองไปรษณีย์ / ซองกันกระแทก  
   - ฟองน้ำกันกระแทก / ฟิล์มบับเบิล  
   - เทปกาว / สติกเกอร์ / รัดหนังสติ๊ก  
   → ทั้งหมดนี้คือสินค้าใช้แล้วหมด ใช้แล้วต้องซื้อใหม่ (consumable)

3) ชั้นโลจิสติกส์–ขนส่ง  
   - บริษัทขนส่ง / Courier / Express / Parcel (CEP)  
   - จุดรับ–ส่งพัสดุ / Drop-off point  
   - ระบบคัดแยกอัตโนมัติ / โกดัง  


   ตลาด last-mile delivery ในไทยปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าโตเฉลี่ย 12% ต่อปีจนถึงปี 2030  

4) ชั้นระบบหลังบ้าน  
   - ระบบจัดการสต็อก (WMS)  
   - ระบบรวมออเดอร์จากหลายแพลตฟอร์ม (OMS)  
   - ระบบพิมพ์ใบปะหน้าอัตโนมัติ เชื่อม API กับขนส่ง  
   - ระบบ COD / การเงิน / แอปติดตามพัสดุ  

ในขณะที่เจ้าของแบรนด์ต้อง “สู้รบ” เรื่องยอดขาย การตลาด และคอนเทนต์  
คนที่อยู่ในเลเยอร์ กล่อง–แพ็กของ–โลจิสติกส์–ระบบ มีรายได้ซ้ำ ๆ จากทุกออเดอร์ โดยไม่ต้องออกไลฟ์แม้แต่นาทีเดียว

3. เคสสมมติ: ร้านขายกล่องพัสดุธรรมดา ที่กลายเป็นธุรกิจหลักสิบล้าน

สมมติว่าเรามี “ร้านขายกล่องพัสดุ” ที่เริ่มจาก  
- ขายกล่องไซส์ยอดนิยมสำหรับ Shopee / Lazada / TikTok Shop  
- ขายผ่านออนไลน์ + หน้าร้านเล็กแถวชุมชน

จุดแข็งของธุรกิจประเภทนี้

1) Demand มาจาก “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “กระแส”  
   - ต่อให้เทรนด์สินค้าหน้าบ้านเปลี่ยน (จากชุดนอน → ของแต่งบ้าน → ของกิน)  
   - แต่ทุกเจ้าก็ยังต้องซื้อกล่องและอุปกรณ์แพ็กของ  

2) รายได้เป็น Recurring ตามจำนวนพัสดุ  
   - ลูกค้าใช้กล่องแล้วหมด → ต้องกลับมาซื้อซ้ำ  
   - ยิ่งลูกค้าของเราขยายยอดขาย ยิ่งซื้อกล่องจากเรามากขึ้นตามไปด้วย

3) แตกไลน์สินค้าได้ง่ายมาก  
   - จากกล่อง → เทปกาว → ฟิล์มกันกระแทก → ซองไปรษณีย์ → สติกเกอร์โลโก้  
   - สามารถขายเป็น “ชุดแพ็กของครบเซตสำหรับร้านใหม่” ได้เลย

4) อัปเกรดสู่ B2B ได้เสมอ  
   - จากขายรายย่อยในแพลตฟอร์ม → รับดีลใหญ่กับโกดัง / fulfillment  
   - จากขายกล่องสำเร็จรูป → รับผลิตกล่องพิมพ์โลโก้แบรนด์ (margin ดีกว่า)

ธุรกิจแบบนี้ไม่ได้หวือหวา แต่ข้อดีคือ  
ถ้าเซตระบบดี ๆ มีโอกาสสร้างยอดขาย “เงียบ ๆ หลักแสน–หลักล้านต่อเดือน” โดยแทบไม่ต้องออกหน้ากล้องเลย

4. โลจิสติกส์–ขนส่ง: ยิ่งแข่งขันกันดุ ธุรกิจหลังบ้านยิ่งโต

ฝ่ายขนส่งเองก็อยู่ในโลก “เบื้องหลัง” เหมือนกัน แต่เงินสะพัดมาก

- ตลาด CEP (Courier, Express, Parcel) ในไทยมีมูลค่าราวหลายพันล้านดอลลาร์ และยังโตต่อเนื่อง แรงหนุนหลักคือการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและนโยบาย Thailand 4.0 ที่ผลักดันด้านโลจิสติกส์และดิจิทัลซัปพลายเชน  

ธุรกิจที่หากินได้จาก “สงครามส่งของเร็ว” ของเจ้าตลาดใหญ่ ๆ

- ซอฟต์แวร์จัดเส้นทางขนส่ง (Route Optimization)  
- บริการโกดัง + Fulfillment สำหรับร้านออนไลน์  
- ธุรกิจจุดรับ–ส่งพัสดุ (Drop-off / Pick-up Point)  

ทั้งหมดนี้คือ “ธุรกิจเบื้องหลัง” ที่หากินจากทุกพัสดุที่วิ่งอยู่ในระบบ

5. ซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ๆ ที่กลายเป็นธุรกิจใหญ่

ลองมองอีกมุม… ไม่ขายกล่อง ไม่ส่งของ แต่ขาย “ระบบจัดการ”

ตัวอย่างเช่น

- โปรแกรมยิงบาร์โค้ดพิมพ์ใบปะหน้าพัสดุ เชื่อมทุกแพลตฟอร์ม  
- ระบบรวมออเดอร์ Shopee / Lazada / TikTok Shop / Line / Facebook ไว้ที่เดียว  
- ระบบคำนวณค่าส่งอัตโนมัติ เปรียบเทียบบริษัทขนส่งให้  
- ระบบแจ้งเตือนลูกค้าอัตโนมัติ (SMS / Line / Email)

ซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจคิดค่าบริการแบบรายเดือน หรือคิดเป็น % จากยอดส่ง/ยอดขาย  

ข้อดีคือ

1) ต้นทุนต่อยูสเซอร์ต่ำ แต่สเกลได้ทั่วประเทศ  
2) ผูกลูกค้าได้ยาว เพราะพอย้ายระบบที่หนึ่งปวดหัวมาก  
3) เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” (infrastructure) ที่เจ้าของร้านต้องใช้ทุกวัน  

ถ้าวันหนึ่งระบบล่ม ร้านออนไลน์นับหมื่นร้าน “แพ็กของไม่ออก ใบปะหน้าพิมพ์ไม่ได้”  
แปลว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ขึ้นกับซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ๆ ตัวเดียว สูงมากแบบที่คนทั่วไปไม่เคยคิด

6. บทเรียนสำหรับคนอยากเริ่มธุรกิจในโลกอีคอมเมิร์ซ (โดยไม่ต้องออกกล้อง)
จาก Story ทั้งหมด จะสรุปเป็น “สูตรคิดธุรกิจหลังบ้าน” ได้ประมาณนี้

6.1 เลือกอยู่ใน “ทุกสินค้าที่คนอื่นขาย” แทนการแข่งหน้าบ้าน

แทนที่จะถามว่า  
“จะขายอะไรดี ให้ดังเหมือนร้าน X/Y/Z?”

ลองเปลี่ยนคำถามเป็น  
“ไม่ว่าจะขายอะไร เขาต้องซื้อของจากเราก่อน หรือเปล่า?”

เช่น  
- ถ้าร้านไหนจะขายของออนไลน์ ต้องใช้กล่องและอุปกรณ์แพ็กของ → เราขายของพวกนี้  
- ถ้าร้านไหนจะส่งของ ต้องใช้ระบบออกใบปะหน้า → เราขายซอฟต์แวร์  
- ถ้าร้านไหนเติบโต ต้องการโกดัง/คนแพ็ก → เราขาย Fulfillment

6.2 เน้นสินค้า–บริการที่ “ใช้แล้วหมด–ต้องซื้อซ้ำ”

- กล่อง เทป ฟิล์มกันกระแทก → ใช้แล้วหายไปจากระบบ ต้องซื้อใหม่ทุกครั้ง  
- เครดิตส่งพัสดุ / subscription ระบบ → หมดแล้วต้องเติม  

ธุรกิจที่ไม่หวือหวา แต่มีพฤติกรรม “กลับมาซื้อเอง” แบบนี้ คือฐานรายได้ที่มั่นคงมากกว่าการวิ่งไล่ลุ้น “แจ็กพอต” จากการขายไวรัลอย่างเดียว

6.3 ทำ B2B ให้เป็น: รายใหญ่สั่งทีละเยอะ

แทนที่จะโฟกัสลูกค้ารายย่อยอย่างเดียว ลองมอง…

- ร้านออนไลน์ที่ยิงแอดเก่ง ๆ ส่งของวันละหลายร้อยชิ้น  
- เอเจนซี / แบรนด์ที่มียอดออเดอร์สูง  
- แพลตฟอร์ม หรือ fulfillment center

ดีลแบบ B2B แม้ต่อครั้งจะเหนื่อยตอนปิดการขาย แต่ถ้าติดแล้ว มีโอกาสเป็นดีลยาว และปริมาณซื้อมหาศาล

6.4 ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นอาวุธ

- เก็บข้อมูลยอดสั่งซื้อกล่อง/อุปกรณ์ของแต่ละร้าน  
- ทำระบบพรีออเดอร์/เตือนสต็อกใกล้หมดให้ลูกค้า  
- เสนอสินค้าใหม่ตามประเภทสินค้าที่เขาขาย  

ยิ่งช่วยลูกค้าทำงานง่ายเท่าไหร่ เขายิ่งไม่อยากเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่น

7. สรุป: ไม่ต้องยืนหน้าไฟ ก็ทำเงินได้จากทุกแพ็กเกจที่ส่งออกไป

ในวันที่ทุกคนแห่กันไปเป็นครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือเจ้าของแบรนด์ มันมี “อีกโลกหนึ่ง” ที่ไม่อยู่ในเฟรมกล้อง แต่มีเงินหมุนมหาศาล  

โลกนั้นคือ…

- บริษัทที่ผลิตกล่อง  
- ร้านขายอุปกรณ์แพ็กของ  
- ระบบ Fulfillment  
- บริษัทโลจิสติกส์–ขนส่ง  
- ซอฟต์แวร์ยิงบาร์โค้ด–ออกใบปะหน้า  
- ระบบวิเคราะห์/จัดการหลังบ้านของอีคอมเมิร์ซทั้งหมด  

ธุรกิจเบื้องหลังอีคอมเมิร์ซ คือธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องดัง  
แต่อาศัย “ความจำเป็นในระบบ” ในการทำเงิน

ถ้าคุณอยากเริ่มธุรกิจในยุคออนไลน์ แต่ไม่อยากออกกล้อง ไม่อยากแข่งกันเป็นไวรัล  
ลองถามตัวเองว่า…

“ใน 7–8 ล้านพัสดุที่ถูกส่งทุกวันในไทย มีอะไรบ้างที่ ‘ต้องผ่านมือเรา’ ก่อนถึงมือลูกค้า?”

คำตอบของคำถามนี้ อาจคือ “กล่องพัสดุ รัดหนังสติ๊ก” ธรรมดา ๆ แต่ถ้าคิดให้เป็น… มันอาจคือจุดตั้งต้นของธุรกิจหลักร้อยล้านที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเราก็ได้

สสส. จับมือ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รณรงค์ “งานบ้านไม่เลือกเพศ” ชวนทุกเพศแชร์งานบ้านร่วมกัน ลด-ป้องกันความรุนแรงในครอบครัว

(23 พ.ย. 67) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ประจำปี 2568 “งานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการแสดงละครเชิงสัญลักษณ์ “WE TO ME ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” โดยทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญของการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนประเด็น สะท้อนปัญหา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะความรุนแรงในครอบครัว เสี่ยงต่อการมีสุขภาวะไม่ดี หากไม่ได้รับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะปัจจุบันที่ปัญหามีความซับซ้อนขึ้น ผู้ถูกกระทำมีทุกเพศ ทุกวัย 

โดยมีปัจจัยกระตุ้นการก่อเหตุคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด ข้อมูลล่าสุดที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% ฆ่ากันในครอบครัว 562 ข่าว คิดเป็น 36.8% ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% ความรุนแรงทางเพศของคนในครอบครัว 75 ข่าว คิดเป็น 4.9% และความรุนแรงในครอบครัวอื่น ๆ 19 ข่าว คิดเป็น 1.2% เช่น ข่มขู่ เผาบ้าน ทำลายทรัพย์สิน

“การจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างความเสมอภาควันนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็นงานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว เพราะการทำงานบ้านร่วมกันของคนในครอบครัว จะเป็นฐานสำคัญในการนำไปสู่การเคารพกันทั้งในมิติภายในครอบครัวและสังคม เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก การเอาเวลาที่เสียไปจากวงเหล้า วงพนัน เปลี่ยนมาทำงานบ้านรับผิดชอบครอบครัวจึงมีความสำคัญและเป็นการเริ่มต้นที่ทำได้ทันที” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ด้าน น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นต่อการทำงานบ้านของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,750 คน วันที่ 9-30 ต.ค.2568 เป็นผู้หญิง 48.8% ผู้ชาย 41.2% และกลุ่ม LGBTQ+ 10% ซึ่งกว่า 50% มีประสบการณ์ในชีวิตคู่ โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยให้ปลูกฝังการทำงานบ้านและฝึกให้เด็กทุกเพศทำงานบ้าน 90.7% ระบบการศึกษาควรปลูกฝังงานบ้านเป็นความรับผิดชอบของทุกคน 89% พ่อ แม่ ผู้ปกครองช่วยกันทำงานบ้านเป็นแบบอย่าง 86.2% ควรให้สิทธิพ่อลาเลี้ยงลูกได้ 15 วัน 85.3% เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ และส่งผลดีต่อความผูกพันในครอบครัว

น.ส.จรีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนความเห็นที่สะท้อนความคิดชายเป็นใหญ่ ระบุว่า ผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว 48% โตมาเห็นแต่แม่ น้องสาว พี่สาวเป็นคนทำงานบ้าน 41.7% ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือน 36.9% ผู้หญิงทำงานนอกบ้านต้องทำงานในบ้านด้วย 30.4% งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชายแต่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง 28.9% ทั้งนี้ ผู้หญิงกว่า 50% เห็นด้วยกับ 2 ประเด็น คือ 1.หากแฟน ภรรยาทำงานทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านคนเดียวจะเกิดความเครียด หงุดหงิด เหนื่อยล้า 2.หากผู้หญิงทำงานบ้านฝ่ายเดียว จะทำให้ความสัมพันธ์เปราะบาง ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวได้

“ยังมีบางส่วนที่มีความเชื่อว่างานบ้านเป็นหน้าที่ผู้หญิง สาเหตุมาจากความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ถูกสอนว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองว่างานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น การที่ทุกเพศรับผิดชอบงานบ้านจะช่วยลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัว นำไปสู่ความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างเป็นรูปธรรมได้ เมื่อทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วม เคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยลดความขัดแย้ง ป้องกันการเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้” น.ส.จรีย์ กล่าว

ด้าน พญ.นาตาชา ชวาลา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวว่า จากผลสำรวจของมูลนิธิฯ ทำให้เข้าใจค่านิยมของคนไทย และส่วนใหญ่พร้อมสำหรับความเท่าเทียมโดยการสนับสนุนว่างานบ้านเป็นงานของทุกคน และต้องช่วยกันสอนเด็กทุกเพศให้ทำ แต่เกือบ 1 ใน 3 เห็นว่าสุดท้ายผู้หญิงควรเป็นหลักในการทำงานบ้านอยู่ดี สะท้อนว่าคนไทยยอมรับความคิดใหม่ สำหรับคู่รักที่ไม่เข้าใจกันเรื่องงานบ้านนั้น ตนแนะนำใช้การสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ ชัดเจน และเคารพกันและกัน ช่วยลดความขัดแย้ง ลดการปะทะ และสร้างความเข้าใจที่ลึกขึ้น มี 4 ขั้นตอน 

1.สังเกตโดยไม่ตัดสิน 
2.ระบุความรู้สึกของเราต่อสถานการณ์นั้นโดยไม่ใช้อารมณ์ 
3.บอกความต้องการของเราอย่างตรงไปตรงมา
 4.การขอร้องอย่างชัดเจน เป็นคำพูดเชิงบวก และทำได้จริง 

ทั้งนี้ เมื่อนำมาใช้กับการทำงานบ้าน จะกลายเป็นโอกาสสร้างความเท่าเทียม ความร่วมมือ และความใกล้ชิดมากขึ้น

นายทสร บุณยเนตร Chief Creative Officer BBDO Bangkok กล่าวว่า ครอบครัวตนเป็นครอบครัวขนาดกลาง ตั้งแต่เล็กจนโตที่บ้านจะสอนให้ทำความสะอาดหรือช่วยทำงานบ้าน ไม่เคยปล่อยให้คุณแม่ หรือคุณยายทำ เพราะรู้สึกว่า งานบ้านมันเป็นงานของทุกคน ตนแต่งงานมา 7 ปี เราอยู่ในบ้านที่มีคนงาน ทำความสะอาด แต่เราทั้งคู่ก็ยังทำงานบ้านอยู่ตลอด ฝึกให้ลูกทั้งสองคนค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะช่วยทำงานบ้านผม ตนมีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิมาสิบกว่าปี ตั้งแต่แคมเปญแรก #WomenAgainstAbuse #แชร์ช้ำช่วยชั้น ชวนผู้หญิงทุกคนเอาลิปสติกทาใต้ตา เพื่อให้เหยื่อความรุนแรง กล้าแชร์รอยช้ำบนหน้าตัวเอง เราจะได้เข้าไปช่วย

นายทสร กล่าวว่า ต่อมาแคมเปญ #บ้านไม่ใช่เวทีมวย ส่งเมสเซจบอกผู้ชายที่ชอบความรุนแรง ชอบดูมวย โดยเราไป Hijack Ring Girl ที่สนามมวย เปลี่ยนผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงมาเดินถือป้ายตอนพักยกแทน หรือ #MuseumOfFirstTime แคมเปญรณรงค์ให้ยุติความรุนแรงในบ้านตอนช่วงโควิด ที่เราสร้าง Virtual Museum ให้คนสัมผัสประสบการณ์จริงของเหยื่อความรุนแรง ที่เคยให้โอกาสแฟนครั้งที่สอง จนกระทั่งมาแคมเปญล่าสุด #SecondChance ที่เราพาจีจี้ สุพิชชาให้กลับมา เตือนผู้หญิงทุกคนที่ให้โอกาสความรุนแรงเป็นครั้งที่สอง จนได้ทำให้ตนเข้าใจ ความหมายของคำว่า Domestic Violence มากขึ้นทุกปี ๆ ตนมองว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องการความเข้าใจ รับฟัง และร่วมกันแก้ปัญหาภายในครอบครัวอย่างจริงจัง แต่ปัญหานี้จะไม่มีทางถูกแก้ ถ้าคนในครอบครัวไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ

เปิดเหตุผลชาติตะวันตก? ยืนหยัดเคียงข้างปกป้อง ‘เซเลนสกี’ ทั้งที่คดีคอร์รัปชันยูเครนส่อบานปลาย เป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อซื้อเวลา หรือเพราะกลัวโดนหางเลข

(23 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ สตันเควิช (Sergey Stankevich) นักวิเคราะห์การเมืองรัสเซียให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซีย ระบุว่า เหตุที่ผู้นำชาติตะวันตกยังพยายาม “ล้างภาพ” ให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน เป็นเหมือน “ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อซื้อเวลาและปกป้องตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่า การออกมาปกป้องเช่นนี้จะทำให้ถูกวิจารณ์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาชี้ว่า แนวเล่าเรื่องที่ว่า “คนรอบตัวโกงกันหมด แต่ผู้นำไม่รู้ไม่เกี่ยว” เป็นเพียงฉากบาง ๆ ที่พอจะใช้บังสายตาได้ชั่วคราว แต่ไม่แข็งแรงพอในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อหลายฝ่ายมองว่า เซเลนสกียากจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาคอร์รัปชันในประเทศได้ทั้งหมด ด้านสหรัฐเอง สตันเควิชก็มองว่าได้ตัดสินใจในใจแล้วว่า “เตรียมหาผู้นำคนใหม่” และจะเดินหน้าตามแนวทางนี้ต่อไป

ปมที่ยังไม่ชัดเจนคือท่าทีของยุโรป ซึ่งต้องเป็นฝ่ายควักเงินภาษีประชาชนจำนวนมากมาช่วยพยุงรัฐบาลเซเลนสกี ทั้งด้านงบประมาณและเป้าหมายทางทหาร นักวิเคราะห์เตือนว่า การส่งเงินภาษีชาวยุโรปไปให้ระบอบที่ถูกมองว่ามีคอร์รัปชันสูง อาจทำให้ผู้นำยุโรปเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบตามกฎหมายภายในของตนเอง

สตันเควิชสรุปว่า ตอนนี้นักการเมืองยุโรปกำลังเผชิญทางเลือกที่ลำบาก หากอ้างว่า “ไม่รู้” ว่าเงินถูกส่งไปให้รัฐบาลที่มีภาพลักษณ์ฉาว ก็ดูไร้ความสามารถ แต่ถ้ารู้แล้วแต่ยังส่งเงินต่อ ก็อาจถูกมองว่ามีส่วนร่วมในโครงการที่เสี่ยงผิดกฎหมาย ทำให้การตัดสินใจเรื่องความช่วยเหลือยูเครนในอนาคตเต็มไปด้วยแรงกดดันทั้งการเมืองและกฎหมาย

นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ผู้มีประสบการณ์ “หน้างานจริง-นโยบาย” สานต่อภารกิจวิชาการ-บริการตติยภูมิทั่วประเทศ ขับเคลื่อน “I+DMS” ยกระดับการแพทย์ไทยยุคดิจิทัล

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็น “กรมวิชาการ” ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศ ทำหน้าที่พัฒนาวิชาการด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบบริการทางการแพทย์ และให้บริการรักษาพยาบาลระดับตติยภูมิในโรงพยาบาลสังกัดกรมฯ นอกจากนี้ยังมีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence : CoE) 19 สาขา ดูแลโรคซับซ้อนและโรคสำคัญของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานของประชาชนไทยทั่วประเทศ 

การที่นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมฯ ในการเดินหน้าตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข “ยกระดับระบบสุขภาพไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ” 

ในปี 2567 นายแพทย์ณัฐพงศ์ได้รับรางวัล “ศ.เกียรติคุณ นพ.นที รักษ์พลเมือง” (ด้านบริหาร) ในงาน Siriraj Orthopaedics Alumni 2024 ซึ่งมอบให้ศิษย์เก่าแพทย์ออร์โธปิดิกส์ศิริราชที่มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและการบริหาร ถือเป็นการยืนยันทั้งความรู้ลึกด้านวิชาชีพและความสามารถในการบริหารจัดการในเวลาเดียวกัน 

ในเส้นทางราชการ นายแพทย์ณัฐพงศ์เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมการแพทย์ในปี 2561 ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็นจังหวะสำคัญของการพัฒนาระบบบริการเฉพาะทางของกรมการแพทย์ ทั้งการยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และการนำเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในโรงพยาบาลเครือข่าย เช่น การผ่าตัดกระดูกและข้อแบบแผลเล็กด้วยกล้องและเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้นและเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานมากขึ้น 

บทบาทของเขาในช่วงนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกำกับนโยบาย แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการยกระดับบริการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการจริง

เมื่อประเทศไทยเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2565 นายแพทย์ณัฐพงศ์ ในฐานะรองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นหนึ่งในทีม “คีย์แมน” ที่ทำงานเบื้องหลังหลายมิติ ทั้งการสื่อสารข้อมูลการแพทย์กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดระบบรับ-ส่งต่อผู้ป่วย การสนับสนุนวิชาการให้โรงพยาบาลเครือข่าย รวมถึงการประสานการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ให้เพียงพอในภาวะวิกฤต ประสบการณ์ในวิกฤตครั้งนั้นหล่อหลอมให้เขาเข้าใจทั้งข้อจำกัดของระบบ และศักยภาพของบุคลากรด่านหน้าทั่วประเทศ ทำให้มุมมองด้านนโยบายของเขายึดโยงกับ “หน้างานจริง” อย่างชัดเจน

ต่อมาในปี 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งนายแพทย์ณัฐพงศ์ จากตำแหน่งรองอธิบดีกรมการแพทย์ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กำกับเขตสุขภาพที่ 8 ซึ่งครอบคลุม 7 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ทำหน้าที่เสมือน “CEO เขตสุขภาพ” ดูแลภาพรวมบริการสาธารณสุขทั้งเครือข่าย 

บทบาทนี้ทำให้เขาได้ลงพื้นที่ใกล้ชิดโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ เข้าใจปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการรักษาที่ซับซ้อน รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากรในภูมิภาค ก่อนที่การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 จะมีมติแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2568 

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์ณัฐพงศ์ประกาศแนวคิดการทำงาน “I + DMS” เพื่อกำหนดทิศทางองค์กรในยุคใหม่ ประกอบด้วย 

I – Integrity เน้นคุณธรรม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้
D – Digital ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Digital Transformation ยกระดับบริการ
M – Mindset พัฒนากรอบคิดเชิงระบบที่ปรับตัวได้ 
S – Social Impact มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

จากแนวคิดนี้ เขามอบนโยบายให้กรมการแพทย์ “ทำให้การแพทย์ไทยก้าวหน้า พัฒนาสู่ภูมิภาค ตอบสนอง health need และสร้าง impact สูงสุด” ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ 

1) เพื่อประชาชน – ขยายบริการแพทย์ขั้นสูง เช่น การปลูกถ่ายอวัยวะและไขกระดูก การรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันด้วยสายสวน การฉายรังสีรักษามะเร็ง และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ไปยังภูมิภาคมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 

2) เพื่อบุคลากรสาธารณสุข – สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้แพทย์เฉพาะทาง วิจัยและนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 

3) เพื่อองค์กรและเครือข่าย – กำหนดมาตรฐานระบบบริการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้าง New S-Curve เช่น Precision & Genomic Medicine, การแพทย์ฟื้นฟูและผู้สูงอายุ และ Digital Health & AI ให้กรมการแพทย์เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่ทันสมัยในระดับนานาชาติ 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ สู่บทบาทผู้บริหารโรงพยาบาล รองอธิบดี ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพ และอธิบดีกรมการแพทย์ในปัจจุบัน จะเห็นว่านายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ เป็นผู้นำที่ผสมผสาน “ประสบการณ์หน้างาน” กับ “วิสัยทัศน์เชิงนโยบาย” ได้อย่างกลมกลืน ผลงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 รางวัลด้านการบริหารจากชมรมศิษย์เก่าแพทย์ออร์โธปิดิกส์ศิริราช และแนวคิด I + DMS ที่ให้ความสำคัญทั้งคุณธรรม ดิจิทัล มายด์เซ็ต และผลลัพธ์ต่อสังคม ล้วนสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะทำให้กรมการแพทย์เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง 

ในสายตาของบุคลากรสาธารณสุขและประชาชน นายแพทย์ณัฐพงศ์จึงไม่ได้เป็นเพียงอธิบดีกรมการแพทย์คนใหม่ แต่เป็นผู้นำทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม โปร่งใส พร้อมพา “กรมการแพทย์” ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเป็นที่ไว้วางใจของสังคมไทย

น้ำท่วมไทยไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่คือผลลัพธ์การเมือง–ผังเมืองที่ล้มเหลว การตัดสินใจไร้ทิศทางสร้างหายนะซ้ำซากทุกปี สะท้อนการเมืองที่ไม่เคยคิดจริงจังเรื่องน้ำและผังเมือง

ประเทศนี้เกิดมาอยู่ในที่ลุ่ม แต่ความเสียหายซ้ำซากทุกปี ไม่ได้มาจากฝนบนฟ้าเท่าไร แต่อยู่ที่การตัดสินใจบนโต๊ะประชุมและในสภา

ทุกครั้งที่ฝนเริ่มตกหนัก ภาพที่คนไทยเตรียมใจกันไว้ไม่ใช่ “สายรุ้งหลังฝน” แต่คือรูปถนนกลายเป็นคลอง รถติดเป็นก้อนยาว บ้านเรือนจมน้ำ โรงเรียนปิดเรียน ชาวบ้านร้องไห้กลางสายน้ำ และดราม่าถามหาคนรับผิดชอบที่วนกลับมาซ้ำ ๆ

คำถามยอดฮิตมักตามมาเหมือนสคริปต์เดิม
“ทำไมประเทศไทยแก้น้ำท่วมไม่ได้สักที?”

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น คำถามที่ตรงกว่าก็คือ
“ทำไมน้ำท่วมไทยถึงกลายเป็นหายนะซ้ำซาก ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าประเทศเราอยู่ในที่ลุ่ม?”

คำตอบหนึ่งที่เราต้องกล้าพูดตรง ๆ คือ
น้ำที่ท่วมเราไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” เพียงอย่างเดียว
แต่มันคือ “ผลลัพธ์ของผังเมืองและการเมืองไทย”
ที่เลือกจะวางเมือง วางถนน วางเขื่อน วางงบ และวางอำนาจ
โดยไม่เคารพธรรมชาติของน้ำเท่าที่ควร

--------------------------------------------------
ประเทศไทยเกิดมา “อยู่ในที่ลุ่ม” โดยธรรมชาติ
--------------------------------------------------

ถ้าดูจากแผนที่ภูมิประเทศ จะเห็นชัดว่า
ภาคกลางของไทยคือที่ราบลุ่มขนาดใหญ่ของแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่น้ำจากภูเขาภาคเหนือและที่ราบสูงภาคอีสาน ไหลลงสู่อ่าวไทย

น้ำที่ตกจากภูเขาและที่ราบสูงเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน
มันไหลลงมารวมกันที่ตอนล่างของลุ่มน้ำ
ก่อนจะออกทะเลผ่านพื้นที่ที่เราเรียกว่า
“อู่ข้าวอู่น้ำ” – ซึ่งจริง ๆ แล้วคือ “อ่างเก็บน้ำธรรมชาติ” ขนาดมหึมาของภูมิภาคนี้

ตามธรรมชาติ น้ำหลากที่เอ่อท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ
ไม่ใช่ภัยพิบัติในตัวของมันเอง
แต่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรระบบนิเวศ
ช่วยเติมน้ำใต้ดิน เลี้ยงเกษตร และรักษาสมดุลของลุ่มน้ำ

พูดง่าย ๆ คือ
ประเทศไทยไม่เคยถูกออกแบบโดยธรรมชาติให้ “ไม่ท่วม” อยู่แล้ว

สิ่งที่มนุษย์ทำได้จึงไม่ใช่การสั่งให้ฝนหยุด
แต่คือการจัดการว่า
- น้ำจะไปท่วมตรงไหน
- ท่วมนานแค่ไหน
- และคน–เมือง–เศรษฐกิจจะเสียหายมากน้อยเพียงใด

--------------------------------------------------
จากทุ่งรับน้ำ–คลองคดเคี้ยว สู่เมืองปูนที่น้ำไม่มีที่ไป
--------------------------------------------------

ปัญหาคือ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เราตัดสินใจ “พัฒนา” เมืองและเศรษฐกิจ
ด้วยการเอาทุกอย่างไปสร้างทับทางน้ำของธรรมชาติเอง

ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ป่าบุ่งป่าทาม และพื้นที่ชุ่มน้ำ
ที่เคยทำหน้าที่เป็น “ทุ่งรับน้ำ” ตามฤดูกาล
ถูกเปลี่ยนเป็นหมู่บ้านจัดสรร คอนโด นิคมอุตสาหกรรม
ศูนย์กระจายสินค้า และถนนวงแหวนรอบเมือง

คลองสายเล็กสายย่อยที่เคยเป็นทั้ง “ทางน้ำ” และ “ทางสัญจร”
ถูกถมกลายเป็นถนน ซอย หรืออาคารพาณิชย์
เมืองจึงกลายเป็นผืนปูนขนาดใหญ่
ที่น้ำซึมลงดินไม่ได้ ต้องไหลไปตามถนน
เพื่อเข้าท่อระบายน้ำที่เล็กกว่าปริมาณน้ำจริงหลายเท่า

ในขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ก็ถูกสร้างขึ้นบน “ดินดึงเดลต้า” ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่มาก
แถมยังทรุดตัวลงเรื่อย ๆ จากทั้งน้ำหนักอาคารและการใช้น้ำใต้ดินในอดีต
ขณะที่ระดับน้ำทะเลก็เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน

บนหัวของเรายังมี “ฝนยุคใหม่”
ฝนที่เทลงมาเป็นก้อนใหญ่ในเวลาสั้น ๆ
ลักษณะ “ตกวันเดียวเท่าฝนทั้งเดือน”
ซึ่งเริ่มเป็นเรื่องปกติในยุค climate change

สรุปสั้น ๆ คือ
เราอยู่ในที่ลุ่ม – เมืองทรุด – ทะเลหนุน – ฝนแรงขึ้น
แล้วเราเลือกจะเทปูนทับเกือบทุกพื้นที่ที่น้ำควรจะไป

เมื่อธรรมชาติถูกบีบจนไม่มีที่ไหล
น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ฝนตกหนัก
แต่กลายเป็น “ผลลัพธ์โดยตรง” ของการตัดสินใจเชิงผังเมืองของเราเอง

--------------------------------------------------
โครงสร้างน้ำไทย: แบ่งหน่วยงาน แต่ไม่แบ่งความรับผิดชอบ
--------------------------------------------------

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมไทยหนักขึ้น
คือโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำ ที่แยกส่วนจนขาดเอกภาพ
.
ลุ่มน้ำเดียวกัน แต่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบคนละช่วง
ตั้งแต่กรมชลประทาน หน่วยท้องถิ่น อปท. ไปจนถึงหน่วยงานเฉพาะกิจ
น้ำไม่ได้ไหลตาม “เขตจังหวัด” หรือ “เขตการปกครอง”
แต่นโยบาย งบประมาณ และอำนาจตัดสินใจกลับถูกแบ่งตามเส้นเหล่านั้น

เคสปี 2554 คือบทเรียนใหญ่
ที่สะท้อนให้เห็นว่าการไม่มี “สมองกลางของลุ่มน้ำ”
ซึ่งทุกหน่วยงานเชื่อฟัง ทำให้การตัดสินใจปล่อย–กักน้ำ
เต็มไปด้วยความลังเล ความกลัวกระทบการเมือง
และการโทษกันไปมา

เมื่อผูกเข้ากับวัฒนธรรมการเมืองแบบรัฐบาลสั้น
โครงการจัดการน้ำที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างและดูผลจริง 10–20 ปี
จึงมักถูกเลื่อน ปรับแบบ เปลี่ยนชื่อ หรือเริ่มใหม่ซ้ำ ๆ
ตามชุดรัฐบาลและรัฐมนตรีที่เปลี่ยนไป

พูดให้แรงขึ้นอีกหน่อยได้ว่า
น้ำท่วมไทยวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง “ธรรมชาติเอาคืน”
แต่มันคือผลสะสมจาก “การเมืองที่ไม่เคยคิดเรื่องน้ำแบบระยะยาวจริง ๆ”

--------------------------------------------------
ถึงเวลายอมรับว่า “กันไม่ท่วม 100%” ทำได้ยาก แต่ต้อง “ไม่พังซ้ำแบบเดิม”
--------------------------------------------------

ในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก
เริ่มไม่มีใครพูดคำว่า “ป้องกันน้ำท่วม 100%” อย่างจริงจังแล้ว
เพราะรู้ว่าภายใต้ climate change และเมืองขยายตัว
การพยายามกันน้ำแบบเบ็ดเสร็จ คือฝันที่แพงและเสี่ยงจะล้มเหลวครั้งใหญ่ในวันหนึ่ง

แนวคิดใหม่ที่เมืองเหล่านั้นใช้คือ
“อยู่กับน้ำ” (Living with Water)
ยอมรับว่าน้ำจะท่วมบ้างในบางช่วง บางพื้นที่
แต่ต้องออกแบบให้
- ท่วมช้าลง
- ท่วมแคบลง
- ท่วมนานน้อยลง
- และฟื้นตัวเร็วขึ้น

กรุงเทพฯ เองก็เริ่มพูดถึงแนวคิดนี้
ผ่านแผนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนและความทนทานของเมือง
รวมถึงโครงการสวนลุ่มน้ำ สวนเบญจกิติ คลองโอ่งอ่าง ฯลฯ
ที่พยายามใช้ “พื้นที่สีเขียว–น้ำ” มาช่วยหน่วงน้ำ
ไม่ใช่เทปูนขยายถนนอย่างเดียว

ที่น่าสนใจคือ
แนวคิด “อยู่กับน้ำ” ไม่ได้เป็นของฝรั่งเท่านั้น
แต่คือสิ่งที่บรรพบุรุษคนไทยเคยทำมาแล้ว

เรือนไทยใต้ถุนสูง
ชุมชนริมคลองที่ใช้เรือสัญจร
พื้นที่ลุ่มที่ปล่อยให้ท่วมตามฤดูกาล
ทั้งหมดนี้คือภูมิปัญญาดั้งเดิมในการอยู่ร่วมกับน้ำ
โดยไม่ฝืนธรรมชาติจนเกินไป

วันนี้มีทั้งงานวิจัยและโครงการนำร่องเรื่อง
“บ้านลอยน้ำ” “บ้านยก–เลื่อนระดับได้ตามน้ำ”
ที่พยายามต่อยอดภูมิปัญญาเก่าเข้ากับเทคโนโลยีใหม่
เพื่อช่วยให้ชุมชนลุ่มน้ำไม่ต้องย้ายถิ่นทุกครั้งที่น้ำมา

คำถามคือ
เราพร้อมแค่ไหนที่จะสนับสนุนให้แนวคิดแบบนี้กลายเป็น “นโยบายจริง”
ไม่ใช่แค่โครงการนำร่องโชว์รูปสวย ๆ บนสไลด์?

--------------------------------------------------
ถ้าอยากหนี “หายนะจากน้ำท่วม” ต้องกล้าปรับ 3 เรื่องใหญ่
--------------------------------------------------

1) ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า “ตรงไหนต้องยอมให้ท่วม”

ประเทศลุ่มน้ำอย่างไทยไม่มีทางกันน้ำไว้ได้ทุกที่พร้อมกัน
สิ่งที่ต้องมีก็คือผังลุ่มน้ำที่กำหนดชัดเจนว่า
- พื้นที่ใดคือ “ทุ่งรับน้ำ” (flood retention)
- พื้นที่ใดคือ “เขตเศรษฐกิจสำคัญ” ที่ต้องปกป้องเป็นพิเศษ

และต้องกล้าคุยเรื่องเครื่องมือจริง ๆ เช่น
- กฎหมายผังเมืองที่ชัดเจนและไม่ถูกง้อปรับตามแรงกดดันทางการเมืองง่าย ๆ
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ช่วยจูงใจไม่ให้รุกล้ำพื้นที่รับน้ำ
- ระบบชดเชยเจ้าของที่ดินหรือชุมชนที่ต้องเสียสละเป็นทุ่งรับน้ำ

ถ้าไม่กล้าตัดสินใจเชิงพื้นที่ตั้งแต่วันนี้
วันหน้าเราจะต้องจ่ายค่าเสียหายหลังน้ำท่วมแพงกว่าการยอมชดเชยล่วงหน้าหลายเท่า

2) ลงทุนในโครงสร้าง “เขียว–น้ำ” ไม่ใช่ปูนอย่างเดียว

เมืองที่รอดจากน้ำท่วมไม่ได้มีแค่เขื่อนและท่อระบายน้ำ
แต่มีทั้ง
- สวนสาธารณะลุ่มรับน้ำ
- คลองที่ขุด–ฟื้นให้ไหลได้จริง (ไม่ใช่แค่ปรับภูมิทัศน์ริมคลอง)
- แก้มลิงและพื้นที่ชะลอน้ำ ที่ออกแบบให้ท่วมชั่วคราวได้อย่างปลอดภัย

โครงสร้างแบบนี้เรียกรวม ๆ ว่า “Green–Blue Infrastructure”
คือใช้ธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว–น้ำ
มาทำงานร่วมกับโครงสร้างปูนและเหล็ก

ถ้าเราเทงบไปกับถนนเพิ่ม ท่อเพิ่ม เขื่อนเพิ่มเพียงอย่างเดียว
โดยไม่คืนพื้นที่ให้ธรรมชาติ
สุดท้ายเราก็จะกลับมาที่จุดเดิม
แค่เปลี่ยนจากน้ำท่วมทุ่ง เป็นน้ำท่วมเมืองที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงกว่าเดิม

3) ทำให้คน “พร้อมรับมือ” มากกว่าพร้อม “บ่นตอนเกิดเหตุ”

น้ำท่วมจะไม่กลายเป็นหายนะ
ถ้าคนรู้ล่วงหน้าและเตรียมตัวได้ทัน

- ระบบเตือนภัยต้องบอกได้มากกว่าคำว่า “โปรดเฝ้าระวัง”
แต่ควรบอกให้ชัดว่า
“อีกกี่วันน้ำจะมาถึงระดับไหน และควรทำอะไร”
- แผนอพยพระดับชุมชนต้องซ้อมจริง
มีจุดปลอดภัย มีเส้นทางที่คนจำได้และเข้าถึงได้
- บ้าน ร้าน และโรงงานควรได้รับการสนับสนุนให้ปรับตัว เช่น
ยกตู้ไฟ ยกเครื่องจักร
ออกแบบชั้นล่างให้เป็นพื้นที่ที่เปียกได้โดยไม่เสียหายหนัก
แล้วเก็บของสำคัญบนที่สูง

เมื่อรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และภาคธุรกิจ
รู้บทบาทของตัวเองตั้งแต่ก่อนน้ำมา
ความเสียหายก็จะลดลงมหาศาล แม้น้ำจะมากเท่าเดิม

--------------------------------------------------
น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรู แต่ “ความไม่กล้าตัดสินใจ” ต่างหากที่เป็นปัญหา
--------------------------------------------------

สุดท้าย เราอาจต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนจะเริ่มต้นใหม่อย่างจริงจัง

ไทยไม่มีวันหนีน้ำท่วมได้
แต่ไทยเลือกได้ว่าจะ
“โดนน้ำท่วมแล้วพังซ้ำทุกปี”
หรือ “โดนน้ำท่วมแบบที่เรายังยืนอยู่ได้”

น้ำท่วมไม่ใช่ศัตรูโดยตัวมันเอง
ธรรมชาติมีหน้าที่เอาน้ำลงจากภูเขาไปสู่ทะเล

ศัตรูตัวจริง อาจเป็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย
การเมืองระยะสั้นที่มองแค่ไม่กี่ปีข้างหน้า
และการตัดสินใจเชิงผังเมืองที่ไม่กล้ายอมรับความจริงเรื่องน้ำตั้งแต่แรก

ถ้าเรากล้าปรับผังเมือง
กล้าลงทุนระยะยาว
และกล้าดึงภูมิปัญญา “อยู่กับน้ำ” ของคนไทยรุ่นก่อน
มาผสมกับเทคโนโลยียุคใหม่อย่างจริงจัง

ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่ “ไม่มีน้ำท่วม”
แต่จะกลายเป็นประเทศที่ “ไม่มีใครต้องพังเพราะน้ำท่วมอีกต่อไป”
มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top