Saturday, 6 June 2026
Hard News Team

'บิ๊กอรรถ' รอง จเร ตร. ลงพื้นที่สงขลา ติดตามการยืนยันอัตลักษณ์เหยื่อน้ำท่วม ระดมแพทย์นิติเวช - ตู้คอนเทนเนอร์เก็บศพเพิ่ม คาด 2 วัน ทยอยคืนร่างสู่ญาติโดยเร็ว

รองจเรตำรวจแห่งชาติเผยมีร่างผู้เสียชีวิตเหตุน้ำท่วมส่งมารอพิสูจน์อัตลักษณ์แล้ว 104 ร่าง จากหลายโรงพยาบาลในพื้นที่ ทั้งในสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง ตั้งศูนย์นิติเวช ม.อ.เป็นจุดรวบรวม เตรียมคอนเทนเนอร์เก็บรักษาศพ 6 ตู้ ตำรวจ-แพทย์ระดมกำลังเพิ่ม เร่งพิสูจน์เพื่อคืนร่างให้ญาติโดยเร็วที่สุด 

เมื่อวันที่ (27 พ.ย. 68) ที่ศูนย์นิติเวช โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพิสูจน์อัตลักษณ์ร่างผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดสงขลา โดยศูนย์แห่งนี้ถูกกำหนดให้เป็นจุดรวบรวมร่างผู้เสียชีวิตเพียงแห่งเดียวของจังหวัด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีระบบ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยว่า ณ เวลา 20.30 น. มีร่างผู้เสียชีวิตถูกส่งเข้ามารวบรวมและรอตรวจพิสูจน์แล้ว 104 ราย มาจากหลายโรงพยาบาลและหลายพื้นที่ ทั้งในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง โดยในจำนวนนี้ แบ่งเป็นร่างที่ส่งมาจากโรงพยาบาลต่างๆ และร่าง 47 ราย ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งกลุ่มหลังจำเป็นต้องตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากโรคประจำตัว หรือเป็นผลโดยตรงจากเหตุอุทกภัย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งกำลังสนับสนุนจากส่วนกลาง ตั้งศูนย์ช่วยเหลือร่วมกับตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อเร่งกระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์และดูแลการจัดเก็บร่างผู้เสียชีวิต

ด้าน พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เปิดเผยว่า ขณะนี้มีตู้คอนเทนเนอร์เก็บรักษาร่างผู้เสียชีวิตจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 6 ตู้ ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพื่อรองรับจำนวนร่างที่ถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า หากญาตินำใบรับรองการเสียชีวิตและเอกสารยืนยันตัวตนมาแสดง ก็สามารถรับร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาได้ทันที

ขณะที่ พล.ต.ต.นรินทร์ บูสะมัญ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ระบุว่า ปัจจุบันมีแพทย์นิติเวชประจำที่ศูนย์ฯ จำนวน 3 คน และได้ระดมพนักงานสอบสวนจากทั่วจังหวัดมาร่วมปฏิบัติงาน โดยภายใน 2 วัน จะมีแพทย์นิติเวชจากหน่วยงานอื่นเดินทางมาสมทบเพิ่มอีก 5 คน รวมเป็น 8 คน เพื่อเร่งกระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลให้รวดเร็วที่สุด

เจ้าหน้าที่จะเริ่มดำเนินการชันสูตรและพิสูจน์บุคคลโดยให้ความสำคัญกับร่างที่มีญาติยืนยันตัวตนได้ก่อน เนื่องจากมีข้อมูลประกอบชัดเจน สามารถคืนร่างให้ครอบครัวได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระด้านจิตใจของผู้สูญเสียท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้

เปิด 10 เคสบริหารเมืองใหญ่ ด้วยแพลตฟอร์มอัจฉริยะ ยกระดับบริการประชาชน กรุงปักกิ่ง-ฉงชิ่ง-กว่างโจว เน้นบริการทันใจ

(21 พ.ย. 68) จีนเผยความสำเร็จใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะบริหารจัดการเมืองใหญ่ทั้งในกรุงปักกิ่ง นครฉงชิ่ง กว่างโจว และเซี่ยงไฮ้ ผ่านเวทีคลังสมองที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พ.ย. มีการเปิดตัว 10 กรณีศึกษาหลักที่มุ่งพัฒนาและแลกเปลี่ยนแนวทางบริหารเมืองอย่างสร้างสรรค์

กรณีศึกษาถูกคัดเลือกโดยสามสถาบันชั้นนำ เช่น สถาบันการบริหารจัดการเมือง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และศูนย์วิจัยรัฐบาลดิจิทัลของซินหัว แพล็ตฟอร์มบริการอัจฉริยะในกรุงปักกิ่งชื่อ "จิงป้าน" ให้บริการครอบคลุมเขตบริหาร 16 เขต ตอบสนองได้ทันทีต่อเรื่องบริหารจัดการชุมชนและบริการภาครัฐสำคัญ ด้วยการบูรณาการแอปพลิเคชันกว่า 600 แอป ผ่านเทคโนโลยีเจดี คลาวด์ (JD Cloud)

นครฉงชิ่งใช้ระบบบริหารอัจฉริยะ 1361 ยกระดับประสิทธิภาพของรัฐบาลท้องถิ่น ขณะที่นครกว่างโจวพัฒนาแพล็ตฟอร์มนวัตกรรมผสานดิจิทัลและเศรษฐกิจจริง พร้อมแอปพลิเคชัน "ซุ่ยห่าวป้าน" สร้างกลไกดิจิทัลยืดหยุ่น และเซี่ยงไฮ้พัฒนาการจอดรถผ่านคิวอาร์โคดเพื่อความสะดวกของประชาชน

'เสิ่นถี่เยี่ยน' ประธานผู้บริหารสถาบันการปกครองเมือง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวว่า "เมืองเหล่านี้โดดเด่นด้วยการบริหารที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมประสานงานหลายมิติอย่างดี" ทั้งนี้ การบริหารเมืองอัจฉริยะเหล่านี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือหลากหลายด้าน

 

ญี่ปุ่นยืนยันแผนติดตั้งขีปนาวุธ บนเกาะโยนากุนิ ใกล้ไต้หวัน ด้านจีนซัด! เป็นการก่อความตึงเครียดในภูมิภาค ซ้ำยังยั่วยุการเผชิญหน้าทางทหาร

ญี่ปุ่น ยืนยันแผนการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางบนเกาะโยนากุนิ ใกล้ไต้หวัน ท่ามกลางความขัดแย้งทางวาทะกับจีน

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในระหว่างการเยือนฐานทัพใกล้ไต้หวันเมื่อ 23 พฤศจิกายนว่า แผนการติดตั้งขีปนาวุธที่ฐานทัพบนเกาะโยนากุนิจะดำเนินต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะถูกโจมตีด้วยอาวุธ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนเกี่ยวกับไต้หวันยังคงคุกรุ่นอยู่

ย้อนไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายเก็น นากาตานิ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าญี่ปุ่นต้องการติดตั้งขีปนาวุธ Type 03 Chu-SAM บนเกาะโยนากุนิ ในจังหวัดโอกินาวา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ขีปนาวุธที่ยิงจากรถบรรทุกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่อยู่ห่างออกไปถึงราว 48 กิโลเมตร

“ทุกวันนี้ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เลวร้ายและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง” โคอิซูมิกล่าว และระบุอีกว่า “เพื่อปกป้องวิถีชีวิตที่สงบสุขของชาวญี่ปุ่น รวมถึงทุกคนที่เกาะโยนากุนิ เราต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังป้องกันตนเอง”

นายโคอิซูมิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อเดือนที่แล้วกล่าวว่า กระทรวงยังคงดำเนินการตามแผนดังกล่าวอยู่ และจะแจ้งรายละเอียดกับรัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนในเมืองโยนากุนิ เมื่อรายละเอียดเสร็จสิ้นแล้ว

แผนการติดตั้งขีปนาวุธพื้นสู่อากาศพิสัยกลางบนเกาะโยนากุนิ ซึ่งอยู่ห่างจากไต้หวันไปทางตะวันออกประมาณ 110 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของการขยายกำลังทหารบนเกาะทางตอนใต้ของประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับอำนาจทางทหารที่กำลังเติบโตของจีน และความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันในประเด็นไต้หวัน

ความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในไต้หวันทวีความรุนแรงขึ้น จากความคิดเห็นล่าสุดของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ว่าญี่ปุ่นอาจส่งกำลังทหารไปร่วมกับประเทศอื่น ๆ หากจีนโจมตีไต้หวัน ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงและการตอบโต้ทางเศรษฐกิจจากจีน ซึ่งจีนนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งที่ต้องรวมกับแผ่นดินใหญ่ด้วยกำลังหากจำเป็น

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกาะโยนากุนิจากวิกฤตไต้หวัน โคอิซูมิกล่าวว่า เขาจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สมมติ

ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น อ้างประชาชนไม่พอใจต่อคำพูดของทาคาอิจิ และต้องการให้ถอนคำพูด

เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกแผนติดตั้งขีปนาวุธนี้ของญี่ปุ่นว่า จะสร้างตึงเครียดในภูมิภาค และยั่วยุการเผชิญหน้าทางทหาร

“พลังฝ่ายขวาในญี่ปุ่น… กำลังนำญี่ปุ่นและภูมิภาคสู่หายนะ” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าว

นายหวัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อ 23 พฤศจิกายน กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าตกใจที่ผู้นำญี่ปุ่นส่งสัญญาณที่ผิดพลาดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่าความพยายามแทรกแซงทางทหารในไต้หวัน

“ญี่ปุ่นกำลังข้ามเส้นแดงที่ไม่ควรแตะต้อง” หวัง อี้กล่าว

‘บิทคับ’ เบนเข็มจากตลาดหุ้นไทย จ่อ IPO ตลาดหุ้นฮ่องกงแทน หวังระดมทุน 6,500 ล้านบาท คาดดำเนินการเร็วสุดปีหน้า

สื่อนอกตีข่าว ‘บิทคับ’ จ่อ IPO ในตลาดหุ้น 'ฮ่องกง' เร็วที่สุดในปีหน้า หวังระดมทุนประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,500 ล้านบาท

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า Bitkub ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลยักษ์ใหญ่ของไทยมีแผนพิจารณาเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน (IPO) ในตลาดฮ่องกงเร็วที่สุดในปี 2569 โดยมีเป้าหมายระดมทุนสูงถึงประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ แหล่งข่าวผู้เปิดเผยข้อมูลระบุว่าการพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไปและอาจมีการเปลี่ยนแปลง  ขณะเดียวกัน Bitkub ในประเทศไทยยังไม่ได้ตอบกลับคำขอแสดงความคิดเห็นใด ๆ 

ก่อนหน้านี้ Bitkub เคยมีแผน IPO ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยมาก่อน แต่สถานการณ์ล่าสุดได้นำไปสู่การทบทวนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ 

ตลาดหุ้นไทย (SET) เผชิญกับภาวะซบเซาอย่างหนัก โดยมีการรายงานว่าตลาดหุ้นไทยมีผลประกอบการแย่ที่สุดในโลกในปี 2568 ด้วยมูลค่าตลาดที่ลดลงมากกว่า 12% และดัชนี SET ร่วงลงไปแล้วประมาณ 10% ภายในปีนี้

 

‘จุลพันธ์’ รับ ‘เท้ง’ ขอ ‘เพื่อไทย’ ยื่นซักฟอก หลัง รธน.ผ่านวาระ 3 แต่ไม่ได้ข้อสรุป ย้ำ เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลแน่

วันที่ 24 พ.ย.68 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเป็นนัยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงการคุยกับพรรคเพื่อไทยให้ขอชะลอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระ 3 ก่อน โดยยอมรับว่า มีการร้องขอแบบนั้นจริง พรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องจุดยืน ว่า จะเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล แต่พรรคประชาชนได้ร้องขอให้ชะลอ เพื่อรอการลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 แต่ยังไม่มีข้อตัดสินใจ โดยหลังจากนี้ก่อนเปิดสมัยประชุมสภา จะติดต่อประสานงานพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ เพื่อสรุปทิศทางการดำเนินการอีกครั้ง

ส่วนความเป็นไปได้ในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังผ่านวาระ 3 นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ทุกอย่าง แต่เราต้องคำนึงถึงทุกองค์ประกอบ และต้องหารือกัน ซึ่งมีการพูดคุยมาแล้วหนึ่งครั้งในเรื่องทิศทางการทำงานของทั้งสองพรรค แต่ตามมารยาทก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไร คงต้องประสานงานกลับไปยังพรรคประชาชน แต่การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดนี้ และคงเป็นการตัดสินใจภายใน ว่า จะดำเนินการตรวจสอบรัฐบาลอย่างไร เมื่อไหร่ หากพรรคประชาชนตัดสินใจอย่างไร จะร่วมในกระบวนการตรวจสอบ หรือ จะรออย่างไร ก็เป็นอำนาจเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมือง

นายจุลพันธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เหนือความคาดหมาย ทั้งสามคน ก็คุ้นหน้าคุ้นตากันดี มีความสนิทสนม รู้มือกันในการทำงาน และไม่ได้ประหลาดใจที่ใช้บุคคลภายใน ก็ขอให้สามารถเดินหน้าได้ตามที่ตั้งหวังไว้ ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้กำหนดไว้ว่า จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คาดว่า เป็นเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งก็ขอให้รอดดู ว่า จะเป็นที่ประทับใจของประชาชนมากน้อยแค่ไหน

เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย หากเปิดตัวมาแล้วจะช่วยดึงกระแสกลับมาได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า มีความเชื่อมั่น ว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มีองค์ประกอบที่หลากหลาย มีพื้นหลัง พื้นเพที่มีความแตกต่าง เพื่อที่จะสามารถตอบโจทย์ให้ประชาชนในแต่ละกลุ่มได้ ถือเป็นจุดเด่นของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ส่วนประชาชนจะรับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้หยุดนิ่ง ผู้สมัคร สส. ของพรรค กรรมการบริหารพรรค ลงพื้นที่ และทำงานเชิงรุก เข้าหาประชาชน เพราะคือ DNA ของพรรค การทำงานใกล้ชิด และเข้าถึงประชาชน ถือเป็น DNA ของสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคน และตั้งแต่ที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่ง ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากประชาชน โดยเฉพาะคนที่ยังรัก และศรัทธาในพรรคเพื่อไทยที่ยังมีจำนวนมาก

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรในการดึงสมาชิกไม่ให้ไหลออกอีก นายจุลพันธ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา ซึ่งเลขาธิการพรรค ทำงานหนักในเรื่องการคัดตัวผู้สมัคร ที่มีคนเข้ามาสัมภาษณ์ และประสงค์เข้ามาสมัครจำนวนมาก คนที่ไปก็ไป คนที่อยู่ก็อยู่ และสู้กันอย่างเข้มแข็ง ไม่มีอะไรน่าห่วง การเลือกตั้งทุกครั้งธรรมชาติ คือ ทุกครั้งจะมีสมาชิกเปลี่ยนหน้า มีทั้งคนเก่า คนใหม่ มีการเข้า - ออก มีการสอบได้สอบตก เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการตอบสนองของประชาชน ทั้งตัวบุคคล นโยบาย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถ้าตอบโจทย์ได้ทั้งหมดก็ไม่มีประเด็นอะไรน่าห่วงใย เชื่อว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยังอยู่ในจุดที่เข้มแข็ง มีจุดเด่น และสามารถที่จะขับเคลื่อนพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลได้ในที่สุด

 

‘TalayLink’ สายเคเบิลใต้น้ำแห่งใหม่ ยกระดับการเชื่อมต่อดิจิทัลภูมิภาค หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI

(24 พ.ย. 68) Google Cloud ประกาศเปิดตัว TalayLink สายเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ที่เชื่อมระหว่างประเทศออสเตรเลียและไทย เพื่อยกระดับการเข้าถึง ความเสถียร และความยืดหยุ่นของการเชื่อมต่อดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลก

นายบิกาช โคลีย์ รองประธาน ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Google, Google Cloud กล่าวว่า “สายเคเบิลใต้น้ำ TalayLink ตั้งชื่อตามคำไทย ‘ทะเล’ (Talay) ที่หมายถึง ทะเล หรือ มหาสมุทร จะเป็นส่วนต่อยอดจากโครงการสายเคเบิลเชื่อมโยงระหว่างศูนย์ข้อมูล (Interlink Cable) ที่เราประกาศเปิดตัวเมื่อปีก่อน ภายใต้แผนริเริ่ม Australia Connect โดยสายเคเบิลใต้น้ำเส้นนี้จะสร้างเส้นทางใหม่ที่แยกจากเดิมไปยังประเทศไทยผ่านมหาสมุทรอินเดีย ทางด้านตะวันตกของช่องแคบซุนดา ซึ่งเป็นจุดที่สายเคเบิลใต้น้ำที่มีอยู่ส่วนใหญ่พาดผ่านในปัจจุบัน การวางเส้นทางเชิงกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ Data Center และ Cloud Region ของเราที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายระดับโลกของเราได้อย่างราบรื่น”

นอกเหนือจากระบบสายเคเบิลใต้น้ำ TalayLink แล้ว Google ยังมีความยินดีที่จะประกาศแผนการลงทุนสร้างศูนย์กลางการเชื่อมต่อใหม่ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เมืองแมนดูราห์ และพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย การลงทุนเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและรองรับการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคในอนาคต พร้อมเร่งการให้บริการด้านดิจิทัลและ AI ชั้นสูงผ่านความสามารถด้านการสลับสายเคเบิล (Cable Switching) การจัดเก็บเนื้อหา (Content Caching) และโคโลเคชั่น (Colocation)

ศูนย์กลางการเชื่อมต่อในเมืองแมนดูราห์จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อขึ้นฝั่งแห่งใหม่แยกจากเมืองเพิร์ธ ซึ่งเป็นจุดที่สายเคเบิลใต้น้ำส่วนใหญ่ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียใช้งานอยู่ในปัจจุบัน สำหรับพื้นที่ในภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดตัดสำคัญของสายเคเบิลใต้น้ำอยู่แล้ว เราได้เข้าเป็นพันธมิตรกับ AIS ผู้ให้บริการโคโลเคชั่น เพื่อเร่งการติดตั้งการใช้งาน และสร้างประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า “สายเคเบิล TalayLink ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเข้ามาช่วยเสริมความสามารถด้านการเชื่อมต่อและความยืดหยุ่นของระบบดิจิทัลของประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น  อีกทั้งเมื่อพิจารณาร่วมกับการจัดตั้ง Google Cloud Region และ Data Center ของ Google ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย การลงทุนในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับศักยภาพด้านเครือข่ายและการประมวลผลของภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Digital Gateway ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมคลาวด์และ AI แห่งอนาคตอย่างมั่นคง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มุ่งมั่นสนับสนุนการลงทุนของ Google ในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและทักษะดิจิทัลของคนไทย เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างครอบคลุมและยั่งยืน”

นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า “AIS รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ขยายความร่วมมือกับ Google ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์กลางการเชื่อมต่อในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย การผนึกกำลังระหว่างเส้นทางสายเคเบิลใต้น้ำสายใหม่ที่มีความหลากหลายของ Google กับศักยภาพด้านโคโลเคชันที่มีเสถียรภาพสูงของ AIS จะช่วยให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคสามารถสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้าน AI ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นางปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เกตเวย์ จำกัด (IGC ) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทเอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรหลักกับ Google ในการสนับสนุนการเชื่อมโยงสายเคเบิลใต้น้ำเส้นทางใหม่เข้าสู่ประเทศไทย IGC ได้นำประสบการณ์อันยาวนานในการบริหารเครือข่ายทั่วประเทศ และจุดเชื่อมต่อสายเคเบิลระหว่างประเทศ มาสนับสนุนโครงการนี้ สายเคเบิลเส้นใหม่นี้ถือเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเร่งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายอย่างเต็มศักยภาพ”

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ TalayLink และศูนย์กลางการเชื่อมต่อแห่งใหม่เหล่านี้ จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นของเครือข่ายโทรคมนาคมตลอดทั่วทั้งประเทศออสเตรเลีย ทวีปแอฟริกา และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ เมื่อรวมกับการลงทุนในศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่เราได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ ในประเทศมัลดีฟส์ และเกาะคริสต์มาส การลงทุนเหล่านี้จะช่วยขยายการเชื่อมโยงเครือข่ายออกไปทั่ว ทั้งในมหาสมุทรอินเดีย และครอบคลุมไปถึงภูมิภาคตะวันออกกลาง

“สายเคเบิลเส้นใหม่และศูนย์กลางการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคของเราจะช่วยขับเคลื่อนและส่งเสริมโรดแมปของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียโดยตรง ในการสร้างอนาคตทางดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม พร้อมกันนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลไทยในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจผ่านการเข้าถึง AI และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างทั่วถึง โดยเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศออสเตรเลีย ไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้” นายบิกาช กล่าวเสริม

ยกเครื่องระบบการเงินไทย สกัดทุนเทาภัยเงียบกัดกร่อนเศรษฐกิจ ใช้กฎหมาย–เทคโนโลยี จับฟอกเงิน เร่งปิดช่องโหว่ทองคำ–ธุรกรรมมืด

เมื่อกระแสเงินทุนไหลผ่านระบบการเงินของประเทศ ไม่ใช่ทุกสายน้ำจะบริสุทธิ์และใสสะอาด มีเงินทุนบางส่วนที่แฝงไปด้วยความมืดมน ซ่อนเร้นไปด้วยเจตนาร้าย พร้อมจะกัดกร่อนรากฐานเศรษฐกิจของชาติ สิ่งที่เรียกว่า "ทุนเทา" นั่นเอง

ล่าสุด นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศยกระดับการต่อสู้กับปรากฏการณ์นี้ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญของชาติ ด้วยความตระหนักว่าหากปล่อยให้ทุนเทาแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดของระบบเศรษฐกิจ ผลเสียที่ตามมาจะไม่ใช่เพียงตัวเลขที่สูญหายไป แต่คือความเชื่อมั่น ความมั่นคง และอนาคตของประเทศที่ถูกคุกคาม โดยเฉพาะเมื่อปัญหาเงินผิดกฎหมายจากการพนันออนไลน์ การปั่นบัญชี การโอนเงินเข้าออกก้อนใหญ่ และธุรกรรมลับที่เกี่ยวข้องกับทองคำ กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งต่อประชาชน ระบบการเงิน และความผันผวนของค่าเงินบาท

"ทุนเทา" หรือที่เรียกในภาษาสากลว่า "Dirty Money" คือเงินทุนที่มีแหล่งที่มาจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การทุจริตคอร์รัปชัน การฉ้อโกงภาษี การหลอกลวงประชาชน การพนันออนไลน์ หรือแม้แต่การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย เงินเหล่านี้เมื่อถูกนำเข้าสู่ระบบการเงินผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "การฟอกเงิน" (Money Laundering) จะถูกปกปิดร่องรอยจนดูเสมือนเป็นเงินสะอาดที่ชอบด้วยกฎหมาย

อันตรายของทุนเทาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำลายหลักนิติธรรม แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินโดยรวม เมื่อนักลงทุนต่างชาติหรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศสงสัยว่าประเทศใดมีปัญหาการฟอกเงินอย่างรุนแรง พวกเขาจะลังเลที่จะทำธุรกรรม ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น การค้าการลงทุนติดขัด และที่สำคัญที่สุด คือภาพลักษณ์ของประเทศจะเสื่อมถอยในเวทีโลก

หนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่ผู้ว่าฯ วิทัย ต้องเผชิญ คือข้อเท็จจริงที่ว่า ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ธปท. ไม่สามารถมองเห็น "flow เงินบาท" ที่เกิดขึ้นในระบบได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินที่เกิน 500,000 บาท การฝากเงินสดที่สูงกว่า 2 ล้านบาท หรือธุรกรรมต้องสงสัยที่เป็นหัวใจสำคัญของการติดตามเงินผิดกฎหมาย ข้อมูลเหล่านี้ทั้งหมดถูกส่งตรงไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพียงหน่วยงานเดียว

ผู้ว่าฯ วิทัย ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัญหานี้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก ทั้งกรณีบัญชีม้า บัญชีที่ถูกใช้กระทำความผิด หรือธุรกรรมที่ทำให้ผู้ฝากเงินและผู้โอนเงินตกเป็นเป้าตรวจสอบโดยไม่รู้ตัว ทำให้ ธปท. ขาดข้อมูลสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ ทั้งที่ธุรกรรมเหล่านี้มีผลต่อเสถียรภาพการเงินโดยตรง

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ธปท. จำเป็นต้อง "ยื่นมือ ติดดิน" ด้วยการกลับไปใช้กฎหมายที่มีอยู่ ทั้งพระราชบัญญัติสถาบันการเงิน และพระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน เพื่อกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รายงานธุรกรรมบางประเภทที่ผิดปกติต่อ ธปท. โดยตรง แนวทางใหม่นี้ไม่เพียงเป็นการเพิ่มการมองเห็นเส้นทางเงินเทา แต่ยังช่วยสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะ ปปง. ในการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด

ดังนั้น ผู้ว่าฯ วิทัย จึงได้วางรากฐานการสกัดทุนเทาด้วยแนวทางที่ครอบคลุมและเป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 2 มิติหลัก:

มิติที่หนึ่ง: เพิ่มการมองเห็นเส้นทางเงินต้องสงสัย

ธปท. จะใช้กฎหมายที่มีอยู่กำกับให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรมผิดปกติตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น เงินก้อนใหญ่เข้าแล้วออกทันที บัญชีที่ถูกใช้บนเว็บพนันออนไลน์ ธุรกรรมที่มีรูปแบบการโอนที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อปกป้องผู้บริโภค ป้องกันระบบการเงินกลายเป็นช่องทางทำทุจริต และส่งต่อให้ ปปง. ประกอบการดำเนินการตามกฎหมาย

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยในการตรวจจับรูปแบบการทำธุรกรรมที่น่าสงสัย ทำให้สามารถระบุความเสี่ยงได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ระบบ Transaction Monitoring ที่ทันสมัยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลหลายล้านรายการในเวลาอันสั้น ชี้เป้าธุรกรรมที่อาจเป็นการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิติที่สอง: ยกระดับการกำกับและรู้จักลูกค้า (KYC/CDD)

ธปท. เดินหน้าปรับเกณฑ์ด้านการรู้จักลูกค้าให้เข้มข้นมากขึ้น โดยครอบคลุมตั้งแต่ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ไปจนถึงผู้ให้บริการ e-Wallet ผู้ให้บริการโอนเงินรายย่อย (Money Transfer Agent) และผู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเงินตรา (Money Changer) 

การกำหนด customer profiling ที่ละเอียด การตรวจสอบระบบตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัย และการบังคับใช้กฎเมื่อพบความเกี่ยวข้องกับการทำผิด จะช่วยคัดกรองและตรวจจับธุรกรรมผิดปกติให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะบัญชีที่ถูกใช้บนแพลตฟอร์มพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักของทุนเทาที่กำลังเติบโตแบบไร้รอยต่อ

อีกหนึ่งจุดเปราะบางที่ผู้ว่าฯ วิทัย เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา คือ "ธุรกิจทองคำในประเทศไทย" ซึ่งปัจจุบันเป็นธุรกิจที่ "ไม่มีการกำกับดูแล" ทำให้ ธปท. ไม่เห็นข้อมูลการซื้อขายทองคำในประเทศเลย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหน้าร้าน หรือผ่านแพลตฟอร์มและแอปเทรดทอง

ข้อมูลที่ ธปท. มีอยู่จำกัดเฉพาะธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) ที่เกิดขึ้นระหว่างร้านทองและธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ขณะที่ธุรกรรมทองคำจริงจำนวนมากเกิดขึ้นผ่านการซื้อขายกับตลาดต่างประเทศผ่านบริษัทในเครือ หรือแม้กระทั่งผ่านสกุลเงินดิจิทัล ซึ่ง ธปท. ไม่สามารถติดตามได้

ที่น่าวิตกยิ่งกว่านั้น คือธุรกรรมทองคำมีผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท เนื่องจากร้านทองต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการทำ "สแควร์โพสิชัน" ทั้งทองคำและเงินตราต่างประเทศ จึงมีความเคลื่อนไหว FX ในปริมาณสูง หากไม่มีข้อมูลเพียงพอ ธปท. ย่อมยากที่จะประเมินแรงกดดันต่อค่าเงินในช่วงเวลาสำคัญ

ธปท. จึงอยู่ระหว่างการปรับประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อขยายอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล และกำกับดูแลธุรกรรม FX ที่เชื่อมโยงกับทองคำให้ใกล้เคียงรูปแบบธุรกิจการเงินมากขึ้น นี่คือการปิดช่องโหว่สำคัญที่เคยถูกมองข้ามมานาน

แน่นอนว่า การสกัดทุนเทาไม่สามารถทำได้โดย ธปท. เพียงองค์กรเดียว ผู้ว่าฯ วิทัยได้เน้นย้ำการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ภายในประเทศ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ ปปง. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรมสรรพากร และหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ

ในระดับสากล ธปท. ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Financial Action Task Force (FATF) องค์กรระหว่างประเทศที่กำหนดมาตรฐานการต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองทางการเงินกับประเทศคู่ค้าสำคัญทำให้สามารถติดตามทุนเทาข้ามแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กฎหมายที่เข้มงวดและบทลงโทษที่จริงจังคือเครื่องมือสำคัญในการยับยั้งผู้กระทำผิด ธปท. ได้ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพิ่มโทษสำหรับสถาบันการเงินที่ละเลยหน้าที่ในการตรวจสอบ และเสริมสร้างอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแลในการเข้าถึงข้อมูลและดำเนินการทางกฎหมาย

ปฏิบัติการเร่งสกัดทุนเทาครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการกำกับธุรกรรมผิดกฎหมาย แต่คือการยกเครื่องระบบการเงินไทยให้โปร่งใสขึ้นในหลายมิติ ตั้งแต่นโยบายกำกับดูแลผู้ให้บริการการเงินยุคดิจิทัล การจัดระเบียบทองคำ ไปจนถึงการสร้างฐานข้อมูลเส้นทางเงินที่ทันสมัยและครอบคลุมมากกว่าเดิม

นั่นเพราะเมื่อระบบการเงินสะอาดและโปร่งใส ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนจะเพิ่มพูน เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และที่สำคัญที่สุด คือสังคมไทยจะเป็นสังคมที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองที่แท้จริง 
 

“ณิชา” โพสต์รีวิวคอนเสิร์ต แบมแบม GOT7 โชว์เต็มอิ่ม คำพูดเดียวกลายไวรัล สะท้อนซอฟต์พาวเวอร์ไทย-เกาหลี

(24 พ.ย. 68) นักแสดงสาว 'ณิชา–ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์' รีวิวคอนเสิร์ตของไอดอลเคป็อประดับโลก 'แบมแบม GOT7' ด้วยคำสั้น ๆ แต่โดนใจ หลังคอนเสิร์ตใหญ่ที่ประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้

คำรีวิวของเธอคือ "น่ารักเท่าโลก" ซึ่งไม่เพียงสะท้อนความน่ารักและพลังงานบนเวทีเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงการติดต่อสื่อสารที่อบอุ่นและเป็นกันเองของแบมแบมกับแฟนเพลงในบ้านเกิด โดย ณิชา ชี้ว่า 3 คำนี้สรุปบรรยากาศและความรู้สึกของคอนเสิร์ตได้ครบถ้วน

ก่อนหน้านี้ ณิชาเคยร่วมงานกับแบมแบมในมิวสิกวิดีโอ ซึ่งกลายเป็นต้นเหตุให้แฟนคลับมองว่าการมาร่วมชมคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงปรากฏการณ์ของแฟนด้อมไทยและ K-POP ในชีวิตจริง ท่ามกลางแฟน ๆ ที่มาจากหลากหลายโลกของความบันเทิง

คำว่า "น่ารักเท่าโลก" ไม่ใช่คำชมทั่วไป แต่เป็นถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งและถ่ายทอดความรู้สึกใจแฟน ๆ ทั่วโลกได้อย่างอบอุ่นและนุ่มนวล รวมถึงสะท้อนพลังของซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมที่ขยายวงกว้างโดยไม่ต้องพึ่งแคมเปญใหญ่

รีวิวนี้เป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินไทยบนเวทีโลกและแฟนเพลงในบ้านเกิดที่ยังคงเน้นย้ำความผูกพันผ่านการสนับสนุนและการทำงานร่วมกันอย่างจริงใจ ทำให้แฟนคลับทั้งสองฝั่งเปิดรับและเชื่อมโยงกันมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

โครงการ “MUAYTHAI FOR ALL” สร้างคน งาน และรายได้ทั่วประเทศ ปั้นครูมวย–ค่ายมวยมาตรฐาน ยกระดับมวยไทยเป็นอุตสาหกรรม Soft Power

(24 พ.ย. 68) สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินโครงการ "MUAYTHAI FOR ALL" ตามนโยบาย One Family One Soft Power เพื่อผลักดันมวยไทยจากกีฬาประจำชาติสู่การเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่สร้างงานและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดปี 2568 โครงการได้อบรมครูมวยกว่า 500 คนในค่ายมวยและโรงเรียน 30 แห่ง มีผู้เข้าร่วมฝึกกว่า 100,000 คน ได้รับการสอนทั้งแม่ไม้มวยไทย การป้องกันตัว และพิธีการรำมวย พร้อมใบประกาศนียบัตรรับรอง นอกจากนี้ยังมีการยกระดับค่ายมวยเข้าสู่มาตรฐาน Standard Muaythai Gym (SMG) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นรองรับนักท่องเที่ยวกีฬา โดยค่ายต่างประเทศที่ได้รับการรับรองอยู่ที่ร้อยค่าย

ในด้านเศรษฐกิจ กกท.ประเมินว่าโครงการสร้างมูลค่าหมุนเวียนในระบบมวยไทยไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทจากกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแข่งขันและอุปกรณ์กีฬา โครงการยังสนับสนุนสร้างห่วงโซ่อาชีพครบวงจรทั้งครูมวย นักมวย โปรโมเตอร์ และผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว พร้อมการมอบรางวัล MUAYTHAI FOR ALL GROW AWARD เพื่อยกย่องคนวงการมวยไทย

เป้าหมายปี 2569 คือเพิ่มประชากรมวยไทยเป็น 250,000 คน และขยายค่ายมวยมาตรฐานเป็น 600–700 แห่งทั่วประเทศ พร้อมดันมวยไทยเป็นอุตสาหกรรม Soft Power หลักของไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกผ่านวัฒนธรรมและกีฬาไทย "มวยไทยไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรม"
 


 

เปิด 10 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้า ญี่ปุ่น สูงสุดช่วง 9 เดือนแรกปี 2568

ส่องตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าญี่ปุ่นช่วง 9 เดือนแรก ปี 68 คนจีนเดินทางมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติ ซึ่งหลังจากนี้อาจทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียนักท่องเที่ยวจำนวนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top