Saturday, 6 June 2026
Hard News Team

เปิด 8 คำถามถึง ‘ธนาธร’ หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะร่วมราชพิธี - จะยืนเคารพธงชาติหรือไม่? สุดท้ายขออย่าเป็นนักประชาธิปไตยจอมปลอม

(24 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘สุขศรี ชื่อนี้แม่ให้มา’ ได้โพสต์ข้อความ ถามไปยังนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำทางความคิดของพรรคประชาชน ถึงบทบาทในอนาคตหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลว่า บทความนี้เคยเขียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 แต่มาวันนี้ ธนาธรประกาศออกมาแบบนี้ ฉันก็เลยเอาบทความนี้มา Edit แล้วโพสใหม่อีกรอบหนึ่งแล้วกันกับเรื่องประชาธิปไตยจอมปลอมของพวกคุณ และพวกบ้านจันทร์ส่องหล้าด้วย

คุณธนาธร วันนี้คุณต้องตอบให้ชัดเจนว่า

1. หากคุณเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล? ในพระราชพิธีต่าง ๆ คุณจะไปร่วมพระราชพิธีไหม? เพราะในงาน..คุณต้องร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยนะ รู้ยัง?

2.คุณมีความเกี่ยวข้องกับหนังสือต่ำช้า "ฟ้าเดียวกัน" หรือไม่? เกี่ยวข้องยังไง? ใครที่ยังไม่ได้อ่านก็กรุณาไปหาอ่าน จะได้รู้ความคิดเลว ๆ ของคนบางคน (ฉันถามให้คุณตอบ เพราะคุณเป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ได้บอกให้คุณไปฟ้องคนที่ถาม รวมทั้งตัวฉันด้วย เพราะเขามีสิทธิถามคนที่จะมาปกครองประเทศให้สิ้นสงสัย)

3.ปิยบุตร คือนิติราษฎร์ คือพวกไม่เอาสถาบันฯ ใช่หรือไม่?

4.คุณธนาธรนับถือศาสนาอะไร หรือศรัทธาอะไร ถ้ามี...ขอรูปภาพที่ชัด ๆ โพสมาสัก 4-5 ภาพ อะไรก็ได้ หรือว่าคุณไม่นับถือศาสนาอะไรเลย?

5.ถ้าคุณเป็นรัฐบาล จะยังคงให้นักเรียนร้องเพลงชาติไทยหน้าเสาธงอยู่ไหม? เพราะเห็นคนที่ชื่นชมคุณบอกว่าได้ยินเพลงชาติแล้วคลื่นไส้ !

6.คุณและพวกจะยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ไหม? หรือว่าจะเดินเข้าไปหลังจากเพลงนี้จบ?

7.คุณจะออกกฎหมายใหม่ ไม่ให้มีทั้ง เพลงชาติ-เพลงสรรเสริญพระบารมี ใช่หรือไม่?

8.ธงชาติไทย มี 3 สี หมายถึงอะไร? ช่วยสรุปให้คนที่เลือกคุณฟังชัด ๆ ว่าคุณจะไม่เอาเลยใช่ไหม ทั้ง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ....และถ้าคุณเป็นรัฐบาล คุณก็ต้องเปลี่ยนสีธงชาติสิ หรือไม่?

ถ้าถามต่อ... สงสัยจะลากกรูไปโรงพักแน่ ๆ เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ 555

จบเรื่องของธนาธร...ตัดภาพมาที่วาทกรรมของเครือข่ายทักษิณ... พูดแต่ส่วนดีของประชาธิปไตย ยกตัวอย่างประชาธิปไตยของบางประเทศมาพล่ามตอนหาเสียง ถามว่าประชาธิปไตยดีไหม ดีแน่นอน ถ้าประชาชนตระหนักรู้และคิดได้เอง 100% ไม่ใช่ซื้อ-ขายเสียง ประชาธิปไตย "กาละ 300-500 บาท"... หรือไม่จริง? ใครกล้าไปสาบานกับฉันบ้าง โทรมาเลยนะ ไปวัดพระแก้วกันเลยพรุ่งนี้... ถ้าไม่พูดถึงเรื่องแก้แค้น-แก้รัฐธรรมนูญ หรือเอาทักษิณกลับไทย ก่อนจะจัดตั้งรัฐบาล พวกคุณต้องบอกประชาชนให้กระจ่าง ถึงสิ่งที่พวกคุณทำได้จริง ๆ และเอาเงินมาจากไหน? ไม่ใช่พล่ามว่าจะทำโน่นทำนี่ แต่เงินในกระเป๋ามีแค่เท่าที่จัดเก็บภาษีได้ในแต่ละปี... คิดง่าย ๆ ให้ชาวบ้านเข้าใจคือ..ถ้าคุณมีเงิน 1 ล้าน ก็ต้องสร้างบ้านในวงเงินเท่านั้น ใช่ไหม? แต่ถ้าต้องการปลูกบ้านให้หลังใหญ่ขึ้นไปอีกโดยใช้เงิน 2 ล้านบาท ก็ต้องไปกู้เงินธนาคารมา ใช่หรือไม่? การที่รัฐต้องการเงินมาพัฒนาประเทศเพื่อเอาใจประชาชน ตามที่ตัวเองหาเสียงไว้เกินจำนวนเงินภาษีที่จัดเก็บมา ก็ต้องไปกู้เงินจากที่อื่น ใช่ไหม? ไม่ว่าจะออกพันธบัตรรัฐบาล หรือกู้เงินจากต่างประเทศ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ มันก็อีหรอบเดิม คือก่อภาระหนี้ให้กับประเทศ แล้วจะต่างอะไรกับ อาร์เจนตินา/กรีซ/เวเนซุเอล่า? บอกก่อนนะว่าพวกเราขี้เกียจไปยืนตากแดดฟัง กปปส.(2) มาล้มพวกคุณอีก เพราะเอาเงินภาษีไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แถมโกงเงินเข้ากระเป๋าของพวกพ้องของตนอีก จริงไม่จริง ก็ต้องไปดูคำพิพากษาของศาล 

เราเองไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่ได้ให้ราคากับคำว่า "ประชาธิปไตย" สักเท่าไหร่ แต่เราให้ความสำคัญกับคนที่มาปกครองมากกว่า ว่าจะบริหารประเทศอย่างไรให้บ้านเมืองมีความสงบสุข ประชาชนมีความสุข บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง หาทางกำจัดคนชั่ว คนคดโกงให้สูญพันธุ์ไปให้หมด.... ถ้าคุณคิดว่าคุณยกตัวอย่างความเจริญและความเป็นประชาธิปไตยของฝรั่งเศสมาเล่าขานให้ผู้คนฟัง แต่ทำไมคุณไม่เล่าว่าในวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับฝรั่งเศสบ้าง? ไปดูสิ ถนนชองเซลิเซ่..เละเทะไปหมด ร้านค้าแบรนด์ดัง ๆ ถูกเผา ประท้วงกันทุกสุดสัปดาห์มาเกิน 1/2 ปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่หยุดเลย  คนเราคิดจะคบกัน ต้องเล่าให้ฟังทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งไม่ดีของกันและกันใช่ไหม? แต่ทำไมคุณพูดอยู่แต่เรื่องดี ๆ ของระบอบประชาธิปไตยในฝันของคุณเช่นของประเทศฝรั่งเศส ที่ล้มล้างสถาบันแล้วก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ...คุณต้องกลับมาถามตัวเองว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยไปถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง? การศึกษาของประชากรครอบคลุม 100% เหมือนประเทศเอสโตเนียไหม? คนไทยคิดเองได้ 100% ไหม? ทุกวันนี้ยังซื้อ-ขายเสียงกันอยู่เลย ใช่ไหม? นโยบายประชานิยมอะไรต่อมิอะไรก็ขายฝันมาหมด แต่ไม่เคยดูว่า อาร์เจนตินา - กรีซ - เวเนซุเอล่า ก็ล่มสลายมาแล้ว เพราะประชานิยมนี่แหละ และคนไทยรู้หรือยังกับเรื่องพวกนี้? ถึงบอกว่า เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาของคุณ ....คงไม่ต้องเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศอื่น ๆ หรอกนะ ที่ตัดสินใจผิดพลาดแล้วคุมสถานการณ์ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ....และถ้าพวกคุณไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยเพิ่มอีกสักนิด ก็จะรู้ว่า สมัยที่คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองในสมัย ร.7 ได้สำเร็จ ชนชั้นปกครองต่างก็แสวงหาอำนาจ อยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แบ่งเค้กกันไม่ลงตัว-เลยวุ่นวายกันไม่จบ สุดท้ายต้องไปกราบทูลเชิญพระมหากษัตริย์กลับมาปกครองประเทศ ...ตามพระองค์มาทำไม? ในเมื่อ

ชนชั้นปกครองพูดกรอกหูตัวเองทุกวัน ๆ ว่าไม่เอาสถาบัน ๆ แล้วเอาอยู่ไหม?

ไหน ๆ  คุณก็พูดกรอกหูตัวเองทุกวัน ๆ ว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย พูดจนเข้าฝันอะ 555... คิดดูว่าพูดหนักมากแค่ไหน หรือไม่จริง? ก็ลองเปิดใจหัดเป็นประชาธิปไตยแบบที่ตัวเองพูด มาฟังฉันเล่าให้คุณฟังหน่อยสิ ฉันเองยังฟังพวกคุณพูดเลย 555 พวกคุณตอบฉันสิว่า...ปารีสทุกวันนี้ต่างจากซ่องโจรตรงไหน? ฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวหนักยิ่งกว่าเมืองไทยอีก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีกี่เปอร์เซ็นต์ ช่วยตะโกนถามคนไทยที่อยู่ที่ปารีสหน่อยสิ คุณทำไมไม่เล่า? ปลายปี 61 ฉันส่งจดหมายไปต่อว่ารัฐมนตรีมหาดไทยของฝรั่งเศสมาแล้ว และเขาก็ตอบกลับมาว่าเสียใจและจะดำเนินการต่อให้ ก็เท่ากับยอมรับว่าบ้านเมืองของเขามีปัญหาจริง ๆ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกลื่อนเมือง และยังแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ไม่ได้อีกหลายอย่าง เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะเศรษฐกิจของฝรั่งเศสแย่ไง ไม่มีเงินแม้แต่จะบูรณะบริเวณรอบ ๆ หอไอเฟล ไปแหกตาดูสิ ทางเดินมีแต่ฝุ่น อะไร ๆ ก็รกหูรกตาไปหมด กับผู้อพยพขายของข้างทางแบกะดิน ถ้าเป็นที่อื่นฉันจะไม่ว่าเลย แต่...นั่นคือ Top 5 ของโลก สถานที่ ๆ ทุกคนต้องไปเยือนครั้งหนึ่งในชีวิตนะ !!! รู้ยัง? และคุณทำไมไม่เล่าล่ะว่ากษัตริย์ของฝรั่งเศสผลาญเงินภาษีไปมากมายขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองอย่างต่อเนื่องเหมือนสถาบันกษัตริย์ของไทย... กษัตริย์ของฝรั่งเศส/จีน/รัสเซีย/อิหร่าน/เนปาล และอื่น ๆ อีกมากมายในอดีตที่ล่มสลายไป ต่างจากไทยตรงไหน? คุณต้องเล่าให้หมดสิ ป่านนี้คุณยังแยกแยะไม่ได้เลย แล้วคุณจะแยกแยะดีกับชั่วได้อย่างไร?

ตัดภาพไปที่ประเทศจีน ประชาธิปไตยตรงไหน? เล่ามา! ฉันไปจีนปีละกี่ครั้ง ถามสิ! ถ้าให้ฉันเล่าเรื่องประวัติศาสตร์การปกครองของจีน อีก 10 วันก็เล่าไม่หมด เป็นอันว่า...วันนี้จีนคือเจ้าหนี้ของทุกประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่อังกฤษและอเมริกา นี่คือเรื่องจริงที่ไม่มีใครพูด ในขณะที่เขาไม่เคยจัดการเลือกตั้ง ไม่เคยมี สส. มีแต่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วต้องไปศึกษาดูนะว่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เดินมายังไง ไม่เห็นมีใครลุกมาแก้ผ้าโชว์นมเพื่อร้องโหยหวนหาประชาธิปไตย.. ลองไปถามคนจีน 1,400 ล้านคนว่าต้องการประชาธิปไตยไหม? เขาจะทำหน้างง ๆ แล้วถามว่า รูปร่างหน้าตาของประชาธิปไตยมันเป็นแบบไหนล่ะ เหมือนดินสอไหม? หรือเหมือนมะเขือเทศ? เพราะเขาไม่รู้จักไง! เขารู้แค่ว่า ผู้นำของเขาทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดีก็พอใจแล้วคร้าบบบบ... ประชาชนจีนไม่เคยแคร์เลยว่าจะมีระบบ single gateway ปิดหูปิดตาประชาชนแบบ 100% ...ไม่มีหรอกที่คุณข้ามพรมแดนจากฮ่องกงเข้าจีนไปแล้ว คุณจะสามารถดู Youtube, Instagram, Facebook, Google map, Line, และอื่น ๆ อีกมากมาย.... สมัยก่อนหนักกว่านี้อีก เขาถึงเรียกจีนว่า ประเทศหลังม่านเหล็กไง ! รู้ยัง?

ตัดภาพไปที่อิรัก... น่าสงสารประชาชนของเขามาก Suicide Bombing 1 ครั้ง ผู้คนตายไปประมาณ 70-80 คน และเกิดบ่อยมากในรอบ 1 ปี เพราะอะไร? เพราะใคร? คงต้องเล่าอีก 10 วันถึงจะจบ สรุปง่าย ๆ ว่าพี่ตำรวจโลกเจอไหม? ที่อ้างกับชาวโลกเพื่อรุกราน+ทำลายประเทศของเขาให้ย่อยยับ อิรักต้องมีผู้นำเผด็จการแบบซัดดัมนั้นแหล่ะถึงจะเอาอยู่ ดี ๆ ชั่ว ๆ ยังไงเขาก็อยู่กันมาได้หลายปีดีดัก อย่าไปเผือกกับเขาเลย เพราะมุสลิมแต่ละกลุ่มเป็นพวกหัวรุนแรง ถ้าไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งก็เละแบบทุกวันนี้ไง รัฐจะมาให้ทุกคนพอใจหมดทั้งประเทศนะ ทำไม่ได้หรอก พอจบชีวิตผู้นำที่เอาอยู่ เห็นไหมว่าเกิดอะไรขึ้น? แล้วพี่ตำรวจโลกรับผิดชอบอะไรกับชีวิตคนอิรักบ้างในวันนี้ ตอบมา !

ตัดภาพไปที่บรูไน ตอบมาสิว่า คณะรัฐมนตรีมายังไง? ประชากรของประเทศมี 3 แสนกว่าคน ทำไมไม่ลุกมาประท้วงเรียกหาประชาธิปไตย ผู้หญิงออกมาประท้วงสิ ว่ารัฐบาลคืนสิทธิของเขาคืนมา ๆๆๆๆ ขอเขามีสิทธิไปสระผมที่ร้านนอกบ้านได้ไหม?.. ขอย้ำ +++ แค่ไปสระผมนอกบ้านนะ ไม่ได้ไปฆ่าคน! ทำไมต้องจับเขาไปโรงพักและถีบออกนอกประเทศ (เพื่อนของฉัน-เป็นคนฟิลิปปินส์ เจอมากับตัวเอง และทุกวันนี้ก็ถูกแบนห้ามเข้าประเทศ) เพราะประชาธิปไตยสำหรับพวกเขามันกินไม่ได้ไง เขาจะลุกมาดิ้นพราด ๆ หาประชาธิปไตยทำไม ในเมื่อบ้านเมืองเขาสงบสุข ประชาชนอยู่ดีกินดี ค่ารักษาพยาบาลก็ฟรี สาธารณูปโภคก็แทบจะฟรี ขนส่งสาธารณะก็แทบจะฟรี เพราะผู้นำที่เอาใจใส่ทุกข์ของประชาชนในประเทศ ใช่ไหม? แล้วผู้นำของไทยในอดีตล่ะ? โครงการจำนำข้าวผลาญไปเท่าไหร่? ถ้าไม่ผิดก็กลับมาอธิบายสิ 

ตัดภาพไปที่ซาอุดีอาระเบีย มีการเลือกตั้งไหม? ทำไมพี่ตำรวจโลกไม่ไปรุกราน ไม่ไปโยนระเบิดใส่สัก 2-3 ลูกตอนที่นักข่าวซาอุดีอาระเบีย จามาล คาช็อกกี ถูกสังหารที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2018, ผู้หญิงซาอุฯขอใบอนุญาตขับขี่รถได้ครบหรือยัง? ผู้หญิงออกนอกบ้านไปเดินห้างเดี่ยว ๆ โดยไม่มีผู้ชายที่เป็นคนของครอบครัวไปด้วยได้ไหม? เกิดมาชาตินี้มีแต่สามีเท่านั้นที่จะได้เห็นหน้าเมีย ใช่ไหม?... สิทธิ+เสรีภาพ+ประชาธิปไตย อยู่ตรงไหน? แต่...เขาก็อยู่กันได้ ใช่ไหม?

ตัดภาพมาที่สิงคโปร์ ใกล้ ๆ บ้านของเราบ้าง... ใครบอกประชาธิปไตย? สมัยที่มาเลเซียตัดนิ้วก้อยสิงคโปร์ออกไป โห...แย่เลย ทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า และทุกอย่างพึ่งมาเลย์หมด อุตส่าห์ขอไปซบ รวมประเทศกับเขาได้แค่พักเดียวก็โดนเขี่ยออกมาอีก สิงคโปร์จึงต้องประกาศว่า ฝนทุกหยดฉันต้องดักให้ได้ทุกเม็ด แต่การที่คุณจะสร้างและพัฒนาประเทศโดยที่ไม่มีทรัพยากรอะไรอยู่ในมือเลย ความร่วมมือของคนในชาติต้องเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น จึงเป็นที่มาของเผด็จการในช่วงหนึ่ง ตัดหมดเลยทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ต้องหยุดข่าวให้ร้ายประเทศของตนเอง ตัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกันขนาดไหน? กว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ ต้องกลับไปถามคนเก่าคนแก่ของสิงคโปร์ดู

ถ้าฉันต้องเล่าอีกสัก 10 ประเทศ กลัวว่าคนจะไม่อ่าน เพราะอัตราเฉลี่ย คนไทยทั้งประเทศ อ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด แต่ถ้าอ่านเกินได้ อิชั้นว่า...ประเทศจะไปไกลกว่านี้นะ 555

วกกลับมาเรื่องเศรษฐกิจ... ที่มีคนคอยเป่าหูคนรุ่นใหม่-สมาธิสั้นอยู่ทุกวันๆ ว่า 5 ปีมานี้เศรษฐกิจแย่ จะทนไปอีกนานแค่ไหน? ค้าขายก็แย่ ....คนรุ่นใหม่เขาเกิดมาในยุคของความสะดวกสบาย อาจจะสนใจเฉพาะอะไรที่แปลกตาและฉาบฉวย แห่ตามกันไปโดยที่ไม่รู้ความหมาย เขาเกิดมาไม่ทันเห็นพระราชกรณียกิจของ ร.9 ที่ออกข่าวตอน 2 ทุ่มทุกวัน และทุกวันนี้ ร้อยทั้งร้อยบอกว่าข่าวพระราชกรณียกิจเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายจึงเดินไปปิดโทรทัศน์ หรือเปลี่ยนช่องไปดูข่าวบันเทิงแทน.... เขาเกิดมาไม่ทันเห็นถนนเข้าหมู่บ้านเต็มไปด้วยโคลนครึ่งน่องในหน้าฝน ไม่เคยเห็นทีวีขาว-ดำที่ต้องเสียบแบตเตอรี่จากรถยนต์เพราะทั้งหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่เคยเดินข้ามแม่น้ำไป-กลับวันละ 7 กม.เหมือนฉัน หลังเลิกเรียนก็ไม่เคยไปหาบน้ำใส่ตุ่มเพื่อใช้อาบและล้างถ้วย เพราะคนรุ่นใหม่แค่เปิดก๊อกก็มีน้ำใช้อย่างสบาย ๆ.... จึงไม่รู้ว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักแค่ไหนกว่าที่คนรุ่นใหม่จะมีความเป็นอยู่ที่ดีกันอย่างทุกวันนี้... สำหรับฉันฉันไม่เคยเชื่อวาทกรรมของคนมากกว่าการกระทำ พ่อของฉันไม่เคยมานั่งสอนฉันให้เป็นคนดี ไม่เคยสอนให้รวย เพราะท่านทำแต่งานจึงไม่มีเวลามานั่งสอนลูก ๆ ทั้ง 6 คน แต่การกระทำของพ่อ บอกเราได้มากกว่าคำพูดหลายร้อยเท่าว่า "คนขยันทำงานเท่านั้นที่จะไม่อดตาย และไม่ต้องไปเลือกว่างานอะไร ขอให้เป็นงานที่สุจริต เราต้องทำได้หมด" ในอดีตที่ผ่านมา...ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล ก็จะมีอีกฝ่ายหนึ่งออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีมาทุกยุค-ทุกสมัย แต่ที่แน่ ๆ เมื่อใดที่บ้านเมืองไม่สงบ อันนี้เศรษฐกิจของไทยพังแน่นอน !!! ไม่ว่าใครจะพูดกรอกหูเราทุกวัน ๆ ยังไงก็แล้วแต่ พวกเราต้องทำมาหากิน ถ้าพวกเราทุกคนขยันทำมาหากิน จะจนได้ยังไง? และจะมีเวลาไปฟังนักการเมืองเพ้อเจ้อไหม? แล้วถ้าประเทศไทยไม่มีใครจน แล้วนักการเมืองจะหน้าด้านออกมาพูดว่าเศรษฐกิจไม่ดีอีกไหม? ถ้าพูด..ก็จะกลายเป็นลิเกหลงโรงทันที เพราะมันไม่เข้ากับสถานการณ์เลย ...เศรษฐกิจของประเทศมันจะแย่ก็ต่อเมื่อถูกแบนทางเศรษฐกิจจากทั่วโลกเหมือนเกาหลีเหนือไง แต่ 5 ปีที่ผ่านมานี้ ไทยถูกแบนหรือยัง? แล้วมีชาวนาผูกคอตายเพราะพิษเศรษฐกิจเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาหรือยัง? ไอ้ที่บอกว่ายุคทักษิณเศรษฐกิจดี ๆๆๆ ดียังไง? เอาเงินในอนาคตมาใช้เนี่ยนะ ฉันไม่ต้องเป็นนายกฉันก็ทำได้ ขอบอก... ไม่ใช่เงินของฉัน ๆ ก็แจกได้ หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เผลอ ๆ ฉันให้มากกว่านั้นยังได้เลย 555

ทั้งหมดทั้งมวลที่พูดมาวันนี้ เพื่อจะบอกว่า สถาบันกษัตริย์ ต้องคงอยู่คู่กับประเทศไทย เพื่ออะไรน่ะเหรอ? เพื่อความมั่นคงของชาติไง ไม่ใช่เฉพาะแต่ความมั่นคงทางด้านป้องกันประเทศเท่านั้น แต่รวมทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางการเมือง-การปกครองด้วย ถ้าประเทศถูกรุกราน(ไม่ใช่แค่รุกรานทางการทหาร) หรือล่มสลายเพราะนโยบายประชานิยม หรือถูกครอบงำด้วยตำรวจโลกเหมือนอิรัก เหมือนเยเมน แล้วเราจะอยู่กันยังไง?

ฉันพูดมากวันนี้ เพราะฉันรักประเทศไทย ฉันรักสถาบันกษัตริย์ที่กอบกู้บ้านเมืองมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พ่อสอนให้เราอยู่อย่างพอเพียง ลืมกันไปแล้วหรือ? ทุกครั้งที่บ้านเมืองเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่วิกฤติ พ่อที่อยู่บนฟ้าช่วยปัดเป่าให้พวกเราพ้นทุกข์ทุกครั้งใช่ไหม? ยังจำกันได้ไหม... พระองค์ท่านเรียกลุงจำลองกับลุงสุจินดามาเข้าเฝ้า ทุกข์ของคนไทยมลายสิ้นทันที.... ฉันไม่ได้ห่วงตัวเอง เพราะครอบครัวของฉันไม่ได้ถือสัญชาติเดียว จะอพยพจากประเทศไทยไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ฉันเกิดที่นี่และจะตายที่นี่เท่านั้น ฉันไม่ลืมกำพืดของตัวเอง ไม่เคยด่าประเทศชาติของตัวเองให้ต่างชาติฟัง ถึงเราจะเดินช้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไปไม่ถึง เราถึงแน่นอนค่ะ เหมือนที่พี่จีนทำสำเร็จมาแล้ว รักเธอประเทศไทย

ปล. คลิปสัมภาษณ์ธนาธรจากสำนักข่าวดังที่ต่างประเทศ เมื่อไหร่จะเอาออกมาโชว์ซะที? เนี่ย..ฉันไปเยือนมาหลายสำนักแล้วนะ ทั้ง ABC(ออสเตรเลีย), Fuji TV (ญี่ปุ่น), TV Asahi (ญี่ปุ่น) และอื่น ๆ (แต่ดิฉันปฏิเสธอัลจาซีร่าไป)

 

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ลุยปราบละเมิด-ปกป้องแบรนด์ไทยในต่างแดน พร้อมผลักดันไอเดียสร้างสรรค์ สู่ “ทุนทางเศรษฐกิจ” หนุนธุรกิจ-สินค้าชุมชนท้องถิ่นไทยเติบโต

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ “คุ้มครอง-ส่งเสริม-ต่อยอด” ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการปราบปรามการละเมิด และการผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์ของคนไทยถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างคุ้มค่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน 

การที่กรมฯ ได้ “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญ เพราะเธอเป็นข้าราชการสายเศรษฐกิจที่มีทั้งประสบการณ์การเจรจาการค้าและงานทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง ทำให้ได้รับความไว้วางใจว่าจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ ให้เดินหน้าอย่างเข้มแข็งบนเวทีทั้งในและต่างประเทศ

เส้นทางของเธอเริ่มต้นจากสายเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี Bachelor of Commerce and Administration สาขา Accounting และ Economics จาก Victoria University of Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ จากนั้นศึกษาต่อด้าน Economic Development and International Trade ที่ University of Reading สหราชอาณาจักร ก่อนจบการศึกษาระดับปริญญาโท Master of Business Administration (MBA) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีทั้งฐานความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และมุมมองการบริหารจัดการสมัยใหม่ควบคู่กัน

ในด้านการทำงานราชการ เธอเริ่มต้นอาชีพเมื่อปี 2533 ในตำแหน่งนักเศรษฐกรและนักเจรจาการค้าที่กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ (ปัจจุบันคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมเจรจาการค้าของไทยในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และการเจรจาทวิภาคีหลายชุด ช่วงปี 2546-2550 เธอได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง Minister Counselor ประจำคณะผู้แทนถาวรไทย ณ WTO ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ผลักดันผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในเวทีพหุภาคีอย่างใกล้ชิด ประสบการณ์ในช่วงนี้ทำให้เธอเข้าใจลึกทั้งกติกาการค้าโลกและผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบการไทยในโลกจริง

ปี 2550 เธอย้ายเข้ามาร่วมงานกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในตำแหน่งหัวหน้าหน่วย FTA/WTO ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการกองส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา ดูแลงานส่งเสริมการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงงานความร่วมมือระหว่างประเทศกับ WIPO, WTO และการเจรจาประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาในกรอบ FTA ต่าง ๆ 

เดือนกุมภาพันธ์ 2558 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพการคุ้มครองและการจดทะเบียนสิทธิ และผลักดันให้ภาคธุรกิจนำผลงาน IP ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น ช่วงเดียวกัน เธอยังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท./NRSA) ระหว่างเดือนตุลาคม 2558-กรกฎาคม 2560 ทำงานด้านข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ก่อนจะขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 เพื่อสานต่อภารกิจด้านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สำคัญของไทย

ต่อมา ภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 มีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ นางอรมนได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูแลงานด้านโครงสร้างธุรกิจ การส่งเสริมธรรมาภิบาล และการใช้ข้อมูลธุรกิจสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ประสบการณ์ทั้งในบทบาทนักเจรจาการค้า ผู้บริหารกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้เธอ “เห็นภาพครบ” ตั้งแต่ระดับนโยบายการเปิดตลาดการค้าโลก โครงสร้างธุรกิจในประเทศ ไปจนถึงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอจึงเปรียบเปรยว่าการกลับมาครั้งนี้ “เหมือนได้กลับบ้านหลังเดิม” แต่เป็นบ้านที่ต้องรับมือกับโจทย์ใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัล เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอประกาศเดินหน้านโยบาย “ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อธุรกิจ” ภายใต้กรอบ IP 4 All และ IP for Business โดยให้ความสำคัญกับการทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” ที่ใช้ได้จริง โดยเฉพาะการผลักดันโครงการ “IP Financing” ซึ่งมุ่งประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาและนำมาใช้เป็นทุนหรือหลักประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ผ่านความร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และภาคการเงิน ในขณะเดียวกัน เธอสานต่อความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กรมฯ ทำร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และศุลกากร โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลเพื่อเข้าถึงทั้งแหล่งผลิต แหล่งเก็บ และแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิด ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง กรมฯ ภายใต้การนำของนางอรมนยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกบนเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการสานต่อและต่อยอดโครงการ “Trademark Monitor” ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อเฝ้าระวังการจดทะเบียนยี่ห้อไทยในต่างประเทศล่วงหน้า ช่วยเตือนและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยยื่นคัดค้านได้ทันเวลา ปกป้องแบรนด์ไทยจากการถูก “จดตัดหน้า” โดยต่างชาติ พร้อมวางทิศทางขยายความร่วมมือไปยังตลาดสำคัญอย่างจีนและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เธอยังให้ความสำคัญกับ “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” (GI) ในฐานะเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยชี้ว่าผลิตภัณฑ์ GI ไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นหลักฐานสำคัญว่าคุณภาพและอัตลักษณ์ท้องถิ่นของไทยสามารถแข่งขันในตลาดนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ และสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

จากเส้นทางการทำงานกว่า 3 ทศวรรษ ทั้งในฐานะนักเจรจาการค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา และผู้บริหารระดับสูงหลายกรม “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” จึงเป็นภาพสะท้อนของ “ข้าราชการมืออาชีพ” ที่ผสานมุมมองเชิงกติกาการค้าโลกเข้ากับการออกแบบนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีวิสัยทัศน์ เธอไม่ได้มองทรัพย์สินทางปัญญาเพียงในมิติของกฎหมายและการบังคับใช้ แต่ยกระดับให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้ธุรกิจไทยและสินค้าชุมชนท้องถิ่นเติบโตได้จริง ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมการค้า-การลงทุนที่เป็นธรรม เมื่อประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายเดิมให้ไม่สะดุด ต่อยอดแนวคิดใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้เธอเป็นผู้นำกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนสามารถไว้วางใจได้ว่า “เสียงของนักคิด-นักสร้างสรรค์ไทย” จะได้รับการปกป้อง และถูกแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ

วิเคราะห์ก้าวต่อไปของ ‘กัณวีร์ สืบแสง’ มีโอกาสสูงตั้งพรรคใหม่ สร้างบ้านทางการเมือง ลดข้อจำกัดพรรคเล็ก ชูจุดแข็งเพื่อสิทธิมนุษยชน–ชายแดนใต้

โอกาส และความเป็นไปได้ที่ “กัณวีร์ สืบแสง” จะตั้งพรรคเอง

ทำพรรคใหม่มีความเป็นไปได้สูง ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบัน กัณวีร์ สืบแสง เป็นเลขาธิการพรรคเป็นธรรม และเป็น สส.หนึ่งเดียวของพรรคเป็นธรรม แต่การดำรงตนอยู่บนพรรคเล็ก กับบทบาท และตำแหน่งหน้าที่อาจจะก้าวเดินยาก

ถ้าจะตั้งพรรคใหม่จริง ๆ ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ทั้งปัจจัยจำนวนมาก และบารมีของแกนนำพรรค แต่การตั้งพรรคใหม่อาจจะเพื่อ…?

1) ต้องการขยายบทบาททางการเมือง

พรรคเป็นธรรมมี สส. คนเดียว ทำให้ศักยภาพเชิงการเมืองจำกัดมาก
การทำพรรคใหม่จะสร้าง “บ้านทางการเมือง” ของตัวเองที่เติบโตได้มากกว่า

2) มีทีม มีแนวร่วมพร้อมกว่าเดิม กัณวีร์มีเครือข่าย NGO, นักวิชาการ, นักกิจกรรม และคนทำงานภาคสนามหลายกลุ่ม
การตั้งพรรคใหม่จะรวมกลุ่มเหล่านี้ได้ง่ายกว่าอยู่พรรคเก่า

3) กระแสสังคมด้านสิทธิมนุษยชน–ชายแดนใต้ยังมีพื้นที่
เขาโดดเด่นในประเด็นชายแดนใต้ ผู้ลี้ภัย การต่างประเทศ สิทธิมนุษยชน
นี่คือฐานเสียงเฉพาะทางที่พรรคใหม่สามารถวางตัวได้ดี

4) ลดข้อจำกัดภายในพรรคเดิม
พรรคเป็นธรรมเติบโตได้ยาก และภาพจำยังไม่ชัดเจนในสาธารณะ
การเริ่มต้นใหม่ทำให้กำหนดทิศทางได้ชัดขึ้น

ถามว่า มีความเป็นไปได้ แค่ไหน คำตอบส่วนหนึ่งคือ เป็นไปได้สูง และเขาเริ่มคิดแล้วผมประเมินว่า
โอกาส 70–85% = จะตั้งพรรคใหม่จริง

ถ้าการเตรียมการเริ่มขึ้นแล้ว แปลว่า “ตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์ไปไกลมากแล้ว”

โอกาสอยู่พรรคเดิม = ต่ำมาก (ประมาณ 15–30%)

เพราะไม่มีแรงจูงใจให้เขายืนระยะในพรรคที่มี สส. คนเดียว และไม่ใช่พรรคที่สร้างภาพลักษณ์ได้มากนัก


ก็ต้องติดตามกันต่อไปกับการกำหนดบทบาท และหน้าที่ของตัวเอง “กัณวีร์ สืบแสง” นักการเมืองผู้มีแสงในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งลมใต้ปีกจากใคร

สหรัฐฯ เสนอกรอบสันติภาพ 28 ข้อ ยูเครนต้องเลือกระหว่างรับหรือสู้ต่อ มาตรการเน้นหนักต่อเงื่อนไขยูเครน รัสเซียพร้อมหารือขยายข้อตกลงถาวร

(24 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ส่งสัญญาณแรงถึงประธานาธิบดียูเครน 'วโลดีมีร์ เซเลนสกี' ให้ตัดสินใจรับข้อเสนอแผนสันติภาพของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย หากไม่รับก็สามารถ "สู้ต่อไปให้สุดหัวใจดวงน้อยของเขาได้"

ทรัมป์ระบุว่า รัฐบาลกำลังพยายามให้ความขัดแย้งยุติลง "ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง" พร้อมย้ำว่า "เราต้องทำให้มันยุติให้ได้" และชี้ว่าแผนนี้ยังไม่ใช่ "ข้อเสนอสุดท้าย" สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความคิดเห็นของคู่ขัดแย้ง

รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า ทรัมป์อนุมัติกรอบแผน 28 ข้อ ซึ่งรวมมาตรการหลายประการที่ถูกมองว่ามีเงื่อนไขเข้มงวดต่อยูเครน เช่น ลดความช่วยเหลือทหารจากสหรัฐฯ รับรองคริสตจักรออร์ทอดอกซ์ยูเครนฝ่ายคาโนนิกัล ให้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการ ลดขนาดกองทัพยูเครน และห้ามกองกำลังต่างชาติประจำการในยูเครน

ในประเด็นอ่อนไหว แผนตั้งสมมติฐานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรจะยอมรับไครเมียและดอนบาสเป็นดินแดนรัสเซียอย่างถูกกฎหมาย ขัดกับจุดยืนยูเครนและพันธมิตรบางฝ่าย

ด้าน 'วลาดิเมียร์ ปูติน' ผู้นำรัสเซียกล่าวว่าแผนอาจเป็นฐานข้อตกลงยุติสงครามถาวร แต่ต้องหารือรายละเอียดต่อไป ขณะที่ยูเครนยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนในเรื่องนี้ แผนดังกล่าวกำลังถูกชี้วัดในเวทีโลกเนื่องจากส่งผลต่ออธิปไตยของยูเครนและดุลอำนาจในยุโรปตะวันออก รวมถึงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯในยุคทรัมป์

อนาคตไทยเสี่ยงเผชิญภัยลูกครึ่งกะเหรี่ยง ชาวแอฟริกันหันเข้าร่วมกองกำลังชาติพันธุ์ หลังถูกกลุ่มธุรกิจมืดชายแดนเมียนมาลอยแพ อาจเป็นปัญหาใหญ่ชายแดนไทยในอนาคต

หลังจากที่มีข่าวว่ากองทัพเมียนมาปราบปรามสแกมเมอร์แถบชายแดนไทยในรัฐกะเหรี่ยงหนัก จนมาวันนี้เอย่าได้มีโอกาสคุยกับอดีตสแกมเมอร์คนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเขาเลิกที่จะเป็นสแกมเมอร์แล้วและพร้อมจะแชร์เรื่องราวเหล่านี้ให้คนได้รู้กัน ต่อไปนี้จะขอเรียกแหล่งข่าวคนนี้ว่า วิน ตามชื่อเล่นของเขานะคะ

รู้หรือไม่สแกมเมอร์ไม่มีคำว่าโดนหลอกไป

คำแรกที่เอย่าได้ยินจากวิน แล้วทำให้สะดุดหูเลย วินบอกว่าในเขตสแกมเมอร์ไม่ได้เลวร้ายทุกคน เขาไม่ได้บังคับเราเป็นทาสนะ มันมีทั้งบริษัทดีและเลว ทุกคนที่ไปเขารู้อยู่แล้วว่าเข้าไปทำงานอะไรเพราะค่าคอมมิชชันที่เขาจ่ายนี่ดีมาก และเป็นขั้นบันได ตั้งแต่ 10%-30% สรุปทำมากได้มากนั่นเอง แต่ถ้าทำไม่ได้ถ้าบริษัทดี ๆ เขาก็ปล่อยตัวกลับนะ ถามว่าไอ้ที่บอกหนี ๆ มาเนี่ย ถ้ากองกำลังเขาเอาจริงคิดว่าจะรอดหรอ แต่มันก็มีบริษัทเลว ๆ ที่ทำไม่ได้ก็กักขัง ทุบตี มันก็มี

อ้าว....งั้นชีวิตสแกมเมอร์ก็สบายสิ

ถามว่าสบายไหมมันก็ดีนะมีทุกอย่างยิ่งเราเป็นผู้ชาย ที่นี่มีครบ เหล้า ยาเสพติด หญิงขายบริการทั้งมาจากไทยและต่างประเทศ แต่ราคาสูง อีกอย่างคืออิสระที่มีมันมีวงขอบจำกัด ทุกคนอยู่ภายใต้การจับตามองของกลุ่มอารักขา  ถ้ามองว่าดีก็ดี ถ้ามองว่าน่ากลัวหรือเป็นทาสมันก็มองได้เช่นกัน

อ้าว...แล้วทำไมถึงกลับมาละ

ก็อย่างว่าอยู่ที่นั่นเราเจอคนหลากหลาย มีทั้งพวกทีาดีและพวกที่น่ากลัวอย่างเดี๋ยวนี้พวกนิโกรจากแอฟริกาเดินในแหล่งสแกมเมอร์ยั้วเยี้ยไปหมดพวกนี้น่ากลัว พอทำงานไม่ได้ พวกจีนมันทิ้งเลยนะ อย่างเราคนไทยยังหนีมาได้ พวกนั้นไม่มีใครมารับ รัฐบาลประเทศพวกเขาไม่สนใจ สุดท้ายพวกนี้ก็ไปเข้าร่วมกับ  KNU, DKBA และ BGF เป็นครูสอนภาษาอังกฤษบ้าง สอนการใช้อาวุธบ้าง ถามว่า KNU ตอบแทนด้วยอะไรละ นอกจากเงิน ก็นารี ยาเสพติด พวกนี้เวลามีเพศสัมพันธ์เขาไม่ได้ป้องกันนะ อีกไม่เกิน 20 ปี เรทคงได้เห็นลูกครึ่ง แอฟริกันกะเหรี่ยงยั้วเยี้ยเต็มแม่สอดหรือเมียวดี ถือปืนกู้เอกราชให้กะเหรี่ยงเป็นแน่ แล้วยิ่งตอนนี้ฝั่ง กะเหรี่ยงเริ่มมีการสร้างอัตลักษณ์ชาตินิยม ถ้าไม่เข้าใจก็ให้มองภาพ มลายูปาตานี เป็นตัวอย่าง นี่แหละมาแนวเดียวกันเลย ไม่ต้องห่วงไม่นานเกินรอไทยอาจจะต้องเปิดศึกกับกะเหรี่ยงเรื่องแย่งดินแดนเป็นแน่แท้

สุดท้ายเอย่าจึงถามคุณวินต่อว่า "แล้วทำไมไทยเรามองว่าคนไปทำสแกมเมอร์คือเหยื่อ"

คำนี้ที่ฝั่งไทยอ้างว่าเราคือเหยื่อก็อาจจะเพราะไทยไม่อยากไปเปลืองงบประมาณกับคนเหล่านี้กระมัง เพราะทั้งจีน อินเดียมีการส่งเครื่องบินไปรับคนของตนมาดำเนินคดี แต่ในขณะที่ไทยไม่เลย

เอย่าเคยคุยกับแอดมินเพจมองพม่าเขาเคยบอกว่าเขาเคยช่วยคนหลายคนเช่นกันที่อ้างว่าโดนหลอกไปทำงานในฉ่วยก๊กโกและ เคเคปาร์ค คนเหล่านั้นมักอ้างว่าโดนล่อลวง แต่แปลกตรงที่เมื่อคนเหล่านี้กลับมาไทยไม่นานก็อยากเดินทางกลับไปอีก โดยผู้หญิงหลายคนจะอ้างว่าที่กลับไปเพราะแฟนชาวจีนมาง้อขอคืนดี แต่เอย่ามองว่ารสเงินสแกมเมอร์มันหอมหวานเกินไปก็เท่านั้นเอง

 

AI จะมาฆ่าชนชั้นกลาง จริงหรือ? อดีตผู้บริหาร Google X ไขคำตอบ...พร้อมมองอนาคต 2 ปีข้างหน้า เปรียบเป็น “ช่วงเวลานรก” ของมนุษยชาติ เมื่อเอไอเริ่มเข้ามาแทนที่พนักงานกินเงินเดือน

(24 พ.ย. 68) โม กอว์ดัต (Mo Gawdat) อดีตประธานฝ่ายธุรกิจของ Google X ออกมาเตือนแรงว่า การมาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังจะพลิกโลกการทำงานครั้งใหญ่ อาชีพจำนวนมากอาจหายไป คนตกงานพุ่ง และสังคมปั่นป่วน โดยเฉพาะ “ชนชั้นกลาง” ที่เขามองว่าอาจหายไปจากระบบเศรษฐกิจ เหลือเพียงคนรวยสุด 0.1% และ “ชาวนา” หรือคนส่วนใหญ่ที่แทบไม่มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ กอว์ดัตระบุว่า “นรกของสังคมมนุษย์” จะเริ่มนับตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป เมื่อเอไอเริ่มเข้ามาแทนที่มนุษย์เงินเดือนอย่างรวดเร็ว ทั้งงานโปรแกรมเมอร์ ซีอีโอ ไปจนถึงนักจัดพอดแคสต์เองก็ไม่รอด โมเล่าว่า สตาร์ตอัปเอไอด้านความสัมพันธ์ของเขาที่ชื่อ Emma.love ใช้ทีมเพียง 3 คน แต่ถ้าเป็นยุคก่อนต้องใช้คนราว 350 คน สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ในยุคเอไอต้องการ “แรงงานมนุษย์” น้อยกว่าที่เคยเป็น

เขาระบุอีกว่า “อีก 15 ปีจากนี้จะเป็นช่วงเวลานรก ก่อนที่เราจะไปถึงสวรรค์” เพราะคนจำนวนมากยังไม่พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องการสูญเสียอาชีพ รายได้ และ “ความหมายของชีวิต” เขาคาดว่าจะเห็นปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น ความเหงาหนักขึ้น และความแตกแยกในสังคมลึกขึ้นกว่าเดิม เมื่อคนรู้สึกว่าไม่มีที่ยืนและไม่มีบันไดให้ปีนขึ้นไปอีกต่อไป

“หากคุณไม่อยู่ในกลุ่มคนบนสุดเพียง 0.1% ของสังคม ก็เสี่ยงจะถูกผลักไปอยู่ด้านล่างโดยปริยาย เพราะเอไอระดับสูง (AGI) จะเก่งกว่ามนุษย์แทบทุกอย่าง แม้แต่บริหารบริษัทในตำแหน่งซีอีโอ สิ่งที่หลายคนไม่คิด คือเอไอไม่ได้มาแย่งงานแค่แรงงานระดับล่าง แต่มันจะขึ้นมาแทนที่พวกเขาเองด้วย” โม กอว์ดัต กล่าว

คำเตือนนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงการเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้ ดร.เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) “บิดาแห่งเอไอ” ก็ออกมาเตือนว่า เอไออาจพัฒนาภาษาภายในของตัวเองขึ้นมาใช้คุยกัน จนมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจหรือรู้ได้เลยว่าเครื่องจักรกำลังคิดอะไรอยู่ เขายอมรับว่าเอไอทุกวันนี้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันสามารถ “คิดเรื่องน่าสะพรึงกลัวได้” และในอนาคตมนุษย์อาจตามไม่ทันรูปแบบการคิดของมัน

ด้านงานวิจัยและสถาบันการเงินหลายแห่งก็เริ่มชี้ว่าความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ย้อนกลับไปปี 2023 โกลด์แมน แซคส์ บริษัทให้บริการทางการเงินข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน เคยเตือนว่าเอไออาจทำให้คนตกงานสะสมถึง 300 ล้านตำแหน่งทั่วโลก และผู้เชี่ยวชาญบางรายคาดว่าในไม่กี่ปีข้างหน้า งานสำนักงานระดับเริ่มต้นอาจหายไปครึ่งหนึ่ง ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่าเอไอจะไม่ได้ฆ่าทุกอาชีพในทันที แต่จะ “รื้อ–จัดใหม่” โครงสร้างงาน แยกระหว่างงานที่เอไอทำแทนได้ทั้งหมด กับงานที่ยังต้องใช้มนุษย์เป็นตัวหลัก

ท่ามกลางคำเตือนที่ฟังดูมืดมน ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานจำนวนหนึ่งเสนอว่า สิ่งสำคัญตอนนี้คือ การออกแบบนโยบายและโมเดลธุรกิจให้เอไอมาช่วย “เสริม” คนทำงาน ไม่ใช่ใช้แทนทั้งหมด เช่น ให้เอไอทำงานเอกสารซ้ำ ๆ แล้วมนุษย์ไปโฟกัสงานสร้างสรรค์ งานคิดเชิงกลยุทธ์ และงานที่ต้องใช้ความเข้าใจมนุษย์สูง พร้อมผลักดันการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อย่างจริงจัง หากทำได้ เอไออาจไม่ใช่จุดจบของชนชั้นกลาง แต่กลายเป็นโอกาสสร้าง “งานแบบใหม่” ที่มีรายได้และศักดิ์ศรีไม่แพ้เดิม

3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน

เปิดตัวแล้ว!! แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน นำโดย เท้ง - ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, ไหม - ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย และ ต้น - วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์

 

หนุ่มใหญ่ชาวสุราษฎร์ธานี ผู้มุ่งมั่นสู่เส้นทางการเมืองพิจิตร เสนอตัวลงชิงเก้าอี้ สส. เขต 3 หลังเคยได้รับเลือกเป็น สจ. มาแล้ว

ลิขิต มุกดา หนุ่มใหญ่ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังคงแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงบนเส้นทางการเมือง แม้จะไม่ใช่คนพื้นถิ่นโดยกำเนิด แต่ด้วยประสบการณ์และการทำงานที่ยาวนานในจังหวัดพิจิตร ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่รู้จักและผูกพันกับพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

ลิขิตจึงได้รับรู้การทาบทามจากรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ภาคเหนือ) ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.พิจิตรแบบแบ่งเขต เขต 3 (อ.บางมูลนาก-อ.โพทะเล- อ.บึงนาราง-อ.โพธิ์ประทับช้าง) ซึ่งได้เสนอตัวต่อพรรคไปแล้ว รอผ่านคณะกรรมการสรรหา และเข้าสู่คณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป

ลิขิตเริ่มต้นสนใจการเมืองมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เป็นนักศึกษากิจกรรม เข้าสู่เส้นทางการเมืองจากการเข้ามาช่วยงาน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์อดีตรัฐมนตรีผู้มีบทบาทสำคัญในหลายกระทรวง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลทางการเมืองของภาคกลางในยุคนั้น การได้คลุกคลีและเรียนรู้การเมืองระดับประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้ลิขิตมีมุมมองและความเข้าใจเชิงโครงสร้างทางการเมือง และมองเห็นปัญหาที่ชัดเจนขึ้น เขาจึงมุ่งมั่นที่จะเข้าไปสู่โครงสร้างทางการเมือง เพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

เมื่อใช้ชีวิตและทำงานในพิจิตรอย่างต่อเนื่อง ลิขิตตัดสินใจก้าวลงสู่เวทีเลือกตั้งท้องถิ่น สมัครเป็นสมาชิกสภาจังหวัดพิจิตร (สจ.) ซึ่งเขาเคยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ประสบการณ์ในระดับท้องถิ่นทำให้เขารู้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากบทบาททางการเมือง เขายังทำธุรกิจ โรงไม้ อยู่ใน จังหวัดเพชรบูรณ์ เพชรบุรี สร้างความเชื่อมโยงกับชุมชน และช่วยให้เขารู้จักวิถีชีวิตของประชาชนทุกระดับ

ปัจจุบัน ลิขิต มุกดา ได้เสนอตัวต่อ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอรับพิจารณาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการนำประสบการณ์กว่า 20 ปีในพื้นที่ มาต่อยอดเป็นการทำงานระดับประเทศ เพื่อพัฒนาพิจิตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

แม้ในสถานการณ์ขาลงของพรรคประชาธิปัตย์ ลิขิตก็ไม่เคยทิ้งพรรค วันนี้เมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กระแสนิยมของพรรคเริ่มดีขึ้นตามลำดับ เมื่อได้รับการทาบทาม “ลิขิต” จึงไม่ลังเลใจที่จะประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็น สส.พิจิตร

ประสบการณ์ทางการเมืองในการดูแลการเลือกตั้งที่ยาวนาน ตั้งแต่สมัย พล.ต.สนั่น มาจนถึงไพฑูรย์ แก้วทอง ลิขิตมองเห็นช่องทางเอาชนะไม่ยาก แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับประชาชนชาวพิจิตรว่าคิดอย่างไร
 

เทศกาลกิน ‘ปลาท่องเที่ยว’ ของดีหายาก ความอร่อยแห่งทะเลสาบสงขลา กับเอกลักษณ์ สดหวาน เนื้อนุ่ม เด็ดทุกเมนู หนึ่งปีมีครั้งเดียวสายชิมไม่ควรพลาด

เทศกาลกิน “ปลาท่องเที่ยว” แห่งทะเลสาบสงขลา ของอร่อยที่มีให้ชิมเฉพาะฤดูกาล

หากพูดถึงของดีประจำทะเลสาบสงขลา หลายคนต้องนึกถึง “กุ้ง-ปลาท่องเที่ยว” ปลาท่องเที่ยวเป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความสด หวาน เนื้อนุ่ม และจะมีให้ลิ้มลองเฉพาะช่วง หน้าน้ำหลาก หรือช่วงที่ปลา “ท่องเที่ยว” เข้าสู่ทะเลสาบตามวิถีธรรมชาติ ทำให้แต่ละปีมีช่วงเวลาให้ชิมไม่ยาวนัก ใครเป็นสายอาหารพื้นบ้านสายปลา ถือว่าพลาดไม่ได้

ทำไมปลาท่องเที่ยวถึงอร่อยที่สุด?

ปลาท่องเที่ยวในทะเลสาบสงขลาเติบโตตามธรรมชาติ เนื้อปลามีความแน่นหวาน ไม่มีกลิ่นคาวมาก และเมื่อนำมาปรุงอาหารจึงให้รสชาติที่เข้มข้นแบบดั้งเดิม ทั้งแบบแกงร้อน ๆ หรือทอดกรอบก็อร่อยไม่แพ้กัน

เมนูเด็ดจากปลาท่องเที่ยว

หนึ่งในเสน่ห์ของปลาท่องเที่ยวคือ “ทำอะไรก็อร่อย” และปรับได้หลายสไตล์ เช่น
    •แกงส้มปลาท่องเที่ยว
รสจัดจ้าน หอมพริกแกง ผสมความหวานธรรมชาติของเนื้อปลา กินกับข้าวสวยร้อน ๆ ฟินสุด
    •ต้มส้มมะขาม
น้ำซุปหวานอมเปรี้ยวแบบโบราณ เนื้อปลานุ่มชุ่มซุป เหมาะกับคนที่ชอบรสละมุน
    •ปลาท่องเที่ยวแดดเดียวทอด เนื้อปลาเค็มนิด ๆ แห้งกำลังดี ทอดกรอบหอม กินกับข้าวต้มยามเช้าหรือข้าวสวยก็เข้าที
    •ปลาท่องเที่ยวทอดขมิ้น เมนูบ้าน ๆ แต่รสชาติเฉียบ ขมิ้นและกระเทียมพริกไทยช่วยดึงรสปลาให้เด่นขึ้นไปอีกขั้น สายดื่มก็จะเหมาะที่จะเป็นกับแกล้มได้อย่างดี

ช่วงนี้หากอยากลอง…มีให้กินแล้ว!

ช่วงนี้ปลาท่องเที่ยวกำลังออกสู่ตลาดสดและร้านอาหารหลายแห่ง โดยเฉพาะ ร้านมะม่วงเบา อำเภอสิงหนคร ที่นำปลาท่องเที่ยวมาปรุงเป็นเมนูตามฤดูกาล สดใหม่ทุกวัน ใครผ่านแถวนั้นบอกเลยว่าห้ามพลาด หรือร้านอาหารที่เกาะยอก็มีให้ลิ้มลอง

ใครกำลังวางแผนทริป กินเที่ยวในสงขลา ช่วงนี้คือเวลาทองของ “เทศกาลกินปลาท่องเที่ยว” ของดีหายาก ปีหนึ่งมีครั้งเดียว อร่อย สด และสะท้อนวิถีอาหารพื้นบ้านแท้ ๆ ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วจะรู้ว่าทำไมคนพื้นที่ถึงรอคอยทุกปี!

กล่าวสำหรับร้านมะม่วงเบา ตั้งอยู่ใน อ.สิงหนครในบรรยากาศแบบบ้านๆ แต่ฝีมืออาหารไม่ธรรมดา ใหม่ สด โดยเชฟในหมู่บ้าน เจ้าของร้านก็ใจดี ใจถึง เด็กเสิร์ฟสุภาพเรียบร้อย

ใกล้ปีใหม่แล้ว ถ้าจะไปจัดเลี้ยงเป็นหมู่คณะ ก็มีห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง หรือจะเลือกบรรยากาศแบบโอเพ่นก็มีให้เลือกหลายมุม สัมผัสกับบทเพลงจากนักร้องสาวเสียงหวาน

 

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์ ในงานสัมมนา “New Exporter from Expert” เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ชี้เป้าตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) เปิดงานใหญ่ “New Exporter from Expert – เปิดตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง” ณ SCBX Next Tech สยามพารากอน

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ SCBX Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้ชื่องาน “New Exporter from Expert – เปิดตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง SCB SME และ สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) ได้จัดขึ้นเพื่อมอบองค์ความรู้เชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ในการกล่าวเปิดงานครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกล่าวเปิด ได้แก่
    • คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขึ้นกล่าวเปิดงานและชี้ให้เห็นถึงแนวทางและความสำคัญของการส่งออกต่อการเติบโตของ SME ไทย
    • คุณศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกล่าวถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินและการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการส่งออก
    • ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) ให้ภาพรวมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการเงินเพื่อผลักดัน SME ไทยสู่เวทีโลก

ในช่วงกล่าวเปิดงาน ผู้กล่าวได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญหลายประการ ได้แก่
    • การส่งออกเป็นช่องทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความยืดหยุ่นทางรายได้ให้กับ SME ไทย
    • โอกาสจากตลาดเกิดใหม่และช่องทางดิจิทัลที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ
    • ความร่วมมือด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โลจิสติกส์ และเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็นต่อการขยายตลาดอย่างยั่งยืน

งานสัมมนาในครั้งนี้ยังประกอบด้วยหัวข้อที่สำคัญที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการ ได้แก่ การอัปเดตเศรษฐกิจ แนวโน้มตลาด การแชร์ประสบการณ์การเปิดตลาดของผู้ประกอบการจริง การอภิปรายเชิงลึกจากผู้รู้ในอุตสาหกรรม และการให้ความรู้ด้านกลยุทธ์บริหารความเสี่ยง
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top