Friday, 30 October 2026
Hard News Team

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง คนที่ 19 ผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายระลอก ขับเคลื่อนปฏิรูปภาษี-การคลังให้ยั่งยืน ใช้ดิจิทัล-Big Data แก้โจทย์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังเป็น “มันสมองการคลังของประเทศ” ทำหน้าที่วางและขับเคลื่อนนโยบายการคลัง การจัดเก็บรายได้ การบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว 

หัวใจสำคัญของการทำงานเหล่านี้คือ “ปลัดกระทรวงการคลัง” ข้าราชการประจำสูงสุดที่ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายและผลักดันให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินไปในทิศทางเดียวกัน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซับซ้อน และท้าทายมากขึ้น การที่ประเทศไทยได้ “นายลวรณ แสงสนิท” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังคนที่ 19 จึงถือเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะช่วยพาระบบการคลังไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและมีวินัยมากขึ้น 

นายลวรณ แสงสนิท หรือ “บั๊ด” เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2510 เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของพลเอกวิโรจน์ แสงสนิท อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคุณหญิงลักขณา แสงสนิท เติบโตในครอบครัวข้าราชการที่ให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยและการทำงานเพื่อส่วนรวม 

ด้านการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจด้วยปริญญาโท M.S. in Economic Policy and Planning จาก Northeastern University สหรัฐอเมริกา ทำให้มีทั้งพื้นฐานเศรษฐศาสตร์มหภาคและมุมมองเชิงนโยบายในระดับสากลตั้งแต่เริ่มต้นรับราชการ 

เส้นทางราชการของนายลวรณ เริ่มและเติบโตจาก “สายเศรษฐกิจการคลัง” โดยตรง เขาไต่เต้าในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มาตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนักนโยบายระบบการเงินและสถาบันการเงิน จากนั้นเป็นรองผู้อำนวยการ สศค. ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน และผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในปี 2561 ช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะในระหว่างวิกฤตโควิด-19 สศค. ภายใต้การนำของเขาเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนหลายโครงการ อาทิ “ชิมช้อปใช้” “คนละครึ่ง” และ “เราไม่ทิ้งกัน” ซึ่งช่วยประคับประคองกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บทบาทในช่วงนี้ทำให้นายลวรณได้ทำงานใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ และการออกแบบมาตรการทางการคลังเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนหลายระลอก

จาก “มันสมองด้านนโยบาย” นายลวรณก้าวสู่บทบาท “แม่ทัพภาคสนาม” ใน 2 กรมสำคัญของกระทรวงการคลัง คือ อธิบดีกรมสรรพสามิต (2563-2565) และอธิบดีกรมสรรพากร (2565-2566)

ที่กรมสรรพสามิต เขามีบทบาทผลักดันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ เช่น การเตรียมความพร้อมด้านภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ของประเทศ 

ส่วนที่กรมสรรพากร นายลวรณให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบภาษีเข้าสู่ดิจิทัล ทั้งการออกประกาศเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และการปรับปรุงกฎระเบียบด้านภาษีให้ทันกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคออนไลน์ ช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการและพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐไปพร้อมกัน 

เมื่อก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา นายลวรณได้รับมอบหมายภารกิจใหญ่หลายด้าน ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีจากระดับราว 12–13% ให้ขยับขึ้นสู่ 18% อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเสริมความยั่งยืนทางการคลัง และลดการพึ่งพาการกู้เงินเกินจำเป็น 

เขาผลักดันให้กระทรวงการคลังใช้ศักยภาพของ “Data Lake” และข้อมูลขนาดใหญ่ในการทำ Digital Transformation ทางการคลัง คิดค้น “อารีย์ สกอร์” ระบบประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตโดยใช้ข้อมูลและ AI เพื่อช่วยให้คนตัวเล็กและผู้มีรายได้นอกระบบสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น เป็นอีกเครื่องมือในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเพื่อจัดการหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคาร ผ่านการผลักดันให้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพถูกโอนออกไปบริหารในบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อคืนสภาพคล่องให้ระบบการเงินและช่วยให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนและจ้างงานต่อ 

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย ประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และบริษัท พีทีที จำกัด (มหาชน) ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ 

อีกด้านหนึ่ง เขายังเป็นผู้นำในการสื่อสารบทบาทของกระทรวงการคลังต่อสาธารณะ เช่น การเตรียมจัดงานครบรอบ 150 ปี กระทรวงการคลังในแนวคิด “MOF Journey: 150 Years of Thai Fiscal Development” สะท้อนบทบาททางการคลังตลอดประวัติศาสตร์ไทยไปจนถึงอนาคต 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางการศึกษาที่แน่นทั้งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ประสบการณ์ทำงานในทุกมิติของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่คิดนโยบาย วางยุทธศาสตร์ ตรวจราชการ ไปจนถึงบริหารกรมจัดเก็บรายได้หลักของประเทศ และบทบาทล่าสุดในฐานะปลัดกระทรวงการคลังและประธานบอร์ดหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ จะเห็นภาพ “นายลวรณ แสงสนิท” ในฐานะข้าราชการมืออาชีพที่เข้าใจทั้งตัวเลขมหภาคและความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ 

เขาไม่เพียงมองโจทย์การคลังในกรอบวินัยและความยั่งยืน แต่ยังพยายามออกแบบมาตรการที่ช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงโอกาสในระบบการเงินมากขึ้น เดินหน้าปฏิรูปภาษีและงบประมาณบนฐานข้อมูลและเหตุผล ไม่ใช่เพียง populism ระยะสั้น ผลงานและบทบาทเหล่านี้ทำให้นายลวรณเป็น “ผู้นำด้านการคลัง” ที่ได้รับความเชื่อมั่นทั้งจากแวดวงเศรษฐกิจ ข้าราชการ และประชาชนในฐานะผู้ดูแลการเงินการคลังของประเทศให้เดินหน้าอย่างมั่นคง โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

อุทยานฯ แก่งกระจาน ชวนสัมผัส 3 ปรากฏการณ์ “กระโถนพระราม” บานสะพรั่งกลางผืนป่า “เสือดำ” อวดโฉมบนเส้นทางพะเนินทุ่ง ลุ้นชม “แสงสีเขียวลึกลับ” เหนือทะเลหมอก

นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสุดพิเศษที่นักท่องเที่ยวและผู้รักธรรมชาติจะได้สัมผัสความงดงามของ “กระโถนพระราม” พืชดอกหายากในสกุลกระโถนฤๅษี ที่กำลังผลิบานตระการตาในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 14 บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติบ้านกร่าง-วานิลา ต่อเนื่องไปจนถึงกิโลเมตรที่ 22 บนเส้นทางสู่เขาพะเนินทุ่ง

นายมงคล ระบุว่า กระโถนพระราม เป็นพืชถิ่นเดียว (Endemic Species) ที่พบเฉพาะทางภาคตะวันตกของประเทศไทย จัดเป็นพืชเบียนที่อาศัยบนเถาวัลย์น้ำในระดับความสูง 200 ถึง 750 เมตรจากระดับน้ำทะเล ดอกมีขนาดเล็กประมาณ 8-10 เซนติเมตร แต่งดงามด้วยสีเลือดหมูหรือแดงอมชมพูสดใส มี 10 กลีบที่ตั้งตรงเกือบเป็นมุมฉาก ประดับด้วยลวดลายสีขาวหนาแน่นบริเวณโคนกลีบ และมีกระบังเป็นวงกลมอยู่ตรงกลาง ภายในท่อกลีบยังมีสันนูนสีเหลืองสวยงามถึง 20 สัน ทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา

“จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและนักนิยมไพรให้ ไม่พลาดโอกาสเดินทางมา ชื่นชมความงามของกระโถนพระรามในช่วงนี้ แต่ขอความร่วมมือระวังการเหยียบย่ำอย่างเคร่งครัด เนื่องจากยังมีดอกตูมขึ้นอยู่บริเวณพื้นดินเป็นจำนวนมาก การอนุรักษ์จะช่วยให้ธรรมชาติงดงามนี้คงอยู่ให้ทุกคนได้ชื่นชมต่อไป” นายมงคล ระบุ

นายมงคล กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษไม่ได้มีเพียงดอกไม้หายากเท่านั้น เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกภาพ “เสือดำ” ได้ ขณะกำลังเดินทางขึ้นสู่เขาพะเนินทุ่ง การพบเห็นเสือดาวหรือเสือดำถือเป็นโอกาสอันดีของนักท่องเที่ยว เนื่องจากสัตว์เหล่านี้โดยปกติจะไม่ทำอันตรายต่อมนุษย์ และโดยปกติหากพบเห็นคนก็จะเดินเลี่ยงไปเอง จึงขอเน้นย้ำให้นักท่องเที่ยวที่โชคดีได้พบเห็น ห้ามลงจากรถเด็ดขาด ไม่บีบแตรหรือส่งเสียงดัง และรอให้สัตว์เดินเลี่ยงเข้าป่าไปเอง ซึ่งจะทำให้ทั้งคนและสัตว์ป่าปลอดภัย

“นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความน่าอัศจรรย์ คือปรากฏการณ์ “แสงสีเขียวลึกลับ” ที่ปรากฏเหนือท้องฟ้าเขาพะเนินทุ่ง เมื่อคืนวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ลำแสงสีเขียวนี้ส่องสว่างท่ามกลางทะเลหมอก สร้างทัศนียภาพอันน่าทึ่งและยากจะลืมเลือน” นายมงคล ระบุ

นายมงคล กล่าวว่า การเดินทางขึ้นไปพะเนินทุ่งในเวลานี้จะได้สัมผัสอากาศยามเช้าที่บริสุทธิ์ ชมสัตว์ป่านานาชนิดในแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ ท่ามกลางป่าไม้มรดกโลกที่มีคุณค่าทางชีววิทยาระดับสากล ซึ่งการได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของไทย สะท้อนถึงความสำคัญและความหลากหลายทางชีวภาพที่โดดเด่นอย่างแท้จริง

“นี่คือโอกาสทองแห่งการท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาด ที่ซึ่งธรรมชาติแก่งกระจานมอบความงามในทุกมิติให้ได้ชม ตั้งแต่ดอกไม้หายาก สัตว์ป่าที่น่าทึ่ง ไปจนถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติอันพิศวง ทั้งหมดรอคอยให้ผู้รักธรรมชาติมาสัมผัสด้วยตัวเองบนเขาพะเนินทุ่ง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มรดกโลกแห่งนี้” นายมงคล กล่าว

นายกญี่ปุ่น อยากมีกองทัพเต็มรูปแบบ ‘ว่าที่นายกฯ พิธา’ อยากให้กองทัพไทยเล็กลง ความต่างแห่งประวัติศาสตร์ ‘ญี่ปุ่นกลัวจีน’ ส่วนไทยมีบาดแผลกลัวทหารยึดอำนาจ

ภาพตัดกัน: นายกญี่ปุ่น “อยากให้มีกองทัพ” vs ว่าที่นายกฯ พิธา “ไม่อยากให้กองทัพแบบเดิม”

ถ้าดูผิวเผิน เหมือนโลกกลับด้าน
- ญี่ปุ่น: ประเทศที่มี “รัฐธรรมนูญสันติภาพ” ห้ามทำสงคราม และระบุว่า “จะไม่มีกองทัพ” ตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่วันนี้นายกฯ ฟูมิโอะ คิชิดะ กลับเดินหน้าเพิ่มงบกลาโหม และทำให้ “กองกำลังป้องกันตนเอง” (JSDF) มีสถานะใกล้เคียงกองทัพปกติมากขึ้น
- ไทย: ประเทศที่มีกองทัพขนาดใหญ่ มีประวัติรัฐประหารหลายครั้ง มีระบบเกณฑ์ทหาร และกองทัพมีบทบาทการเมืองสูง แต่กลับมี “ว่าที่นายกฯ” อย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ที่เสนอจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ปรับลดกำลังพล และปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้ออกจากการเมือง

บทความนี้จึงชวนมองให้ลึกกว่าภาพคู่ขัดแย้งแบบง่ายๆ ว่า
ทำไมนายกญี่ปุ่นเหมือนอยากให้ญี่ปุ่นมีกองทัพที่ชัดเจนขึ้น
ขณะที่ว่าที่นายกฯ พิธา กลับอยากให้กองทัพไทยเล็กลง โปร่งใสขึ้น และห่างจากการเมืองมากขึ้น

1. ญี่ปุ่น: จากประเทศแพ้สงคราม สู่การถกเถียงใหม่เรื่อง “กองทัพ”

หลังญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง รัฐธรรมนูญปี 1947 เขียน “มาตรา 9” ไว้ชัดว่า ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงคราม และจะไม่มีกองกำลังบก–เรือ–อากาศ หรือศักยภาพทางทหารใดๆ

บนกระดาษ ญี่ปุ่นคือประเทศที่ “ไม่มีสิทธิ์มีกองทัพ” แต่ในโลกความเป็นจริง ช่วงสงครามเย็นและสงครามเกาหลีทำให้สหรัฐต้องการให้ญี่ปุ่นช่วยแบกภาระด้านความมั่นคงในเอเชีย จึงค่อยๆ สร้าง “กองกำลังป้องกันตนเอง” (Japan Self-Defense Forces – JSDF) ขึ้นมาภายใต้การตีความว่า “ป้องกันตัวเองได้ แต่ห้ามเป็นกองทัพเชิงรุก”

หลายสิบปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นจึงอยู่ในสภาพ “มีทหารจริง แต่พูดไม่ได้ว่ามีกองทัพเต็มรูปแบบ”

แล้วทำไมยุคนี้นายกฯ ญี่ปุ่นถึงอยากให้ “มีกองทัพชัดๆ” มากขึ้น?

บริบทสำคัญคือ
- จีนแสดงแสนยานุภาพทางทะเลรอบๆ ญี่ปุ่น
- เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามหัวญี่ปุ่นเป็นช่วงๆ
- รัสเซียบุกยูเครน ทำให้ทั้งยุโรปและเอเชียตื่นตัวเรื่องความมั่นคง

รัฐบาลญี่ปุ่นจึงประกาศจะเพิ่มงบกลาโหมให้แตะระดับประมาณ 2% ของ GDP และพูดถึงการมีขีดความสามารถ “โจมตีโต้กลับ” หากถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธก่อน

ภาพของ “นายกญี่ปุ่น” จึงดูเหมือนผู้นำที่อยากให้ญี่ปุ่น “มีกองทัพจริงๆ” ไม่ใช่แค่ชื่อสวยๆ ว่า “กองกำลังป้องกันตนเอง” แต่ในสังคมญี่ปุ่นเองก็ยังมีอีกฝ่ายที่กังวลว่า การเดินหน้าทางทหารมากเกินไปอาจพาให้ประเทศย้อนกลับสู่เงาของจักรวรรดินิยมยุคเก่า

2. ไทย: จาก “กองทัพผู้ปกครอง” สู่คำถามว่ากองทัพควรใหญ่แค่ไหน

ในขณะที่ญี่ปุ่นมีบาดแผลจากการเป็น “ผู้รุกราน” ไทยกลับมีบาดแผลจาก “กองทัพของตัวเองเข้ามายึดอำนาจในประเทศ” หลายรอบ

ตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา กองทัพไทยสลับบทบาทระหว่าง “ผู้ดูแลความมั่นคง” กับ “ผู้เล่นการเมืองตัวจริง” ผ่านรัฐประหารและการแทรกแซงทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

พร้อมกันนั้น ไทยมีระบบ “เกณฑ์ทหาร” ที่ถูกวิจารณ์เรื่องความไม่เป็นธรรม การถูกเอาเปรียบ และการละเมิดศักดิ์ศรีของทหารเกณฑ์ ขณะที่กองทัพถือครองงบประมาณจำนวนมากเมื่อเทียบกับหลายภารกิจอื่นอย่างการศึกษาและสาธารณสุข

ในบริบทนี้ พรรคก้าวไกลและพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงเสนอแพ็กเกจ “ปฏิรูปกองทัพ” ที่ชัดเจน เช่น
- ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ
- ลดจำนวนกำลังพลที่ไม่จำเป็น
- ปฏิรูปโครงสร้างให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนอย่างแท้จริง
- ปรับงบฯ กลาโหมให้มีความโปร่งใสและสะท้อนภัยคุกคามที่แท้จริง

ภาพของพิธาจึงกลายเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ “ไม่อยากให้ไทยมีกองทัพแบบเดิม” ไม่ใช่ “ไม่มีทหารเลย” แต่คือ “กองทัพเล็กลง มืออาชีพขึ้น และออกจากการเมืองให้มากที่สุด”

3. ทำไมญี่ปุ่นอยากมีกองทัพ แต่พิธาอยากลดบทบาทกองทัพ?

หากเทียบกันทีละมิติ จะเห็นว่า ทั้งสองประเทศมีประสบการณ์และโจทย์คนละแบบ

3.1 บาดแผลทางประวัติศาสตร์คนละชนิด
- ญี่ปุ่นมีบาดแผลจากการเป็นผู้รุกรานในสงครามโลก จึงเขียนมาตรา 9 เพื่อ “มัดมือ” ตัวเองไม่ให้เดินซ้ำรอย แต่เมื่อภัยคุกคามใหม่เพิ่มขึ้น สังคมญี่ปุ่นบางส่วนจึงตั้งคำถามว่า “สันติภาพที่ไม่มีเกราะป้องกัน อาจไม่ใช่สันติภาพที่ปลอดภัยจริงๆ”
- ไทยมีบาดแผลจากรัฐประหาร การสลายการชุมนุม และบทบาทกองทัพในทางการเมือง คนรุ่นใหม่จำนวนมากจึงมองว่า “กองทัพที่ใหญ่เกินไป กลายเป็นความเสี่ยงต่อประชาธิปไตย มากกว่าจะเป็นเกราะให้ประเทศ”

3.2 โครงสร้างพันธมิตรและแรงกดดันจากภายนอก
- ญี่ปุ่นอยู่ใต้ร่มความมั่นคงของสหรัฐผ่านสนธิสัญญาด้านความมั่นคง สหรัฐก็อยากให้ญี่ปุ่นช่วยแบกภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น จึงกดดันให้ญี่ปุ่นเพิ่มบทบาททางทหารของตน
- ไทยไม่มีสนธิสัญญาความมั่นคงแบบเดียวกับญี่ปุ่น แรงกดดันที่คนไทยรู้สึกหนักส่วนใหญ่จึงมาจาก “การเมืองภายใน” ไม่ใช่ภัยคุกคามจากภายนอก

3.3 คำว่า “ความมั่นคง” หมายถึงคนละเรื่อง
- ในญี่ปุ่น “ความมั่นคง” หมายถึงจีน เกาหลีเหนือ รัสเซีย เส้นทางเดินเรือ และภัยสงครามยุคใหม่ ฝ่ายที่อยากมีกองทัพเข้มแข็งจึงเชื่อว่า ถ้าไม่มีศักยภาพป้องกันตัวเองจริงๆ อธิปไตยอาจสั่นคลอน
- ในไทย “ความมั่นคง” มักถูกใช้เพื่อปราบปรามคู่แข่งทางการเมือง และปิดปากคนเห็นต่าง ฝ่ายที่อยากปฏิรูปกองทัพจึงเน้นว่า ถ้ากองทัพไม่กลับเข้ากรมกอง ประชาธิปไตยจะไม่มั่นคงสักที

4. “ไม่อยากมีกองทัพ” จริงไหม หรือแค่ “อยากให้กองทัพเปลี่ยนบทบาท”

เมื่อมองให้ลึกลงไป จะเห็นว่า ทั้งสองกรณีไม่ได้สุดโต่งแบบ “เอา–ไม่เอากองทัพ”

ญี่ปุ่นไม่ได้เริ่มจากการไม่มีทหารเลย แต่มี JSDF อยู่แล้ว เพียงแต่รัฐบาลอยากให้สิ่งที่มีอยู่ “แข็งแรงขึ้น ชัดเจนขึ้น และถูกยอมรับในเชิงการเมืองมากขึ้น”

ขณะที่พิธาไม่ได้เสนอให้ไทย “ไร้กองทัพ” แต่เสนอให้ไทย “ไร้กองทัพที่ครอบงำการเมือง” โดยมองว่ากองทัพควรเป็นอาชีพสมัครใจ ทันสมัย โปร่งใส อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน และใช้งบประมาณเท่าที่จำเป็นต่อภัยคุกคามจริง

5. บทเรียนสำหรับสังคมไทย: เราอยากได้ “กองทัพแบบไหน”
เมื่อวางภาพ “นายกญี่ปุ่น” ข้าง “ว่าที่นายกฯ พิธา” จะเห็นคำถามร่วมกันข้อหนึ่งคือ
“เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับกองทัพอย่างไร”

สำหรับไทย บทเรียนที่น่าคิดต่อคือ
1) กองทัพไม่จำเป็นต้องใหญ่เสมอไป แต่ต้องตอบโจทย์ภัยคุกคามจริงๆ หากเราตอบได้ชัดว่า ภัยหลักของไทยวันนี้คืออะไร งบประมาณและขนาดกองทัพก็จะชัดตาม
2) กองทัพที่แข็งแรงที่สุด คือกองทัพที่ประชาชนไว้ใจได้ ซึ่งต้องมาพร้อมความโปร่งใส ไม่เล่นการเมือง และไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต
3) ความมั่นคงของชาติไม่ใช่แค่เรื่องปืน–รถถัง แต่รวมถึงเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และความรู้สึกยุติธรรมของประชาชนด้วย

สรุปแล้ว ระหว่าง “อยากมีกองทัพเข้มแข็งขึ้น” ของญี่ปุ่น กับ “อยากให้กองทัพเปลี่ยนบทบาท” ของพิธา ไม่ได้ขัดแย้งกันในเชิงตรรกะ แต่สะท้อนประวัติศาสตร์ ปัญหา และโจทย์ของแต่ละสังคมที่แตกต่างกัน

คำถามสำคัญสำหรับไทยจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า “จะเอากองทัพหรือไม่เอา” แต่คือเราจะมีกองทัพแบบไหน ที่ทำให้คนรู้สึกปลอดภัยทั้งจากศัตรูภายนอก และจากอำนาจที่เกินขอบเขตภายในประเทศไปพร้อมกันได้อย่างไร

จีนเปิดใช้ทางรถไฟ ความเร็วสูงขนส่งสินค้า จากอู่ฮั่น-กว่างโจว เสริมแกร่งโลจิสติกส์ตอนกลาง-ใต้ กระจายสู่ ‘ฮ่องกง-มาเก๊า’ โดยตรง

(22 พ.ย. 68) เปิดให้บริการแล้วสำหรับเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าความเร็วสูง ซึ่งเชื่อมระหว่างเมืองอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน กับเมืองกว่างโจว ในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของประเทศ

รถไฟสายดังกล่าวเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยให้สามารถจัดส่งสินค้าระหว่างมหานครอู่ฮั่นทางตอนกลางของจีน กับศูนย์กลางการคมนาคมในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ได้โดยตรง

จางถิง ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจประจำสถานีฮั่นโข่ว ของบริษัทไชน่า เรลเวย์ เอกซ์เพรส (China Railway Express) กล่าวว่า เส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างอู่ฮั่น-กว่างโจว จะมุ่งเน้นการให้บริการสินค้าที่มีเงื่อนไขด้านเวลาเป็นหลัก เช่น อาหารสด ผลิตภัณฑ์ชีวเวชภัณฑ์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยขบวนรถไฟเหล่านี้มีระบบการบรรจุและระบบตรวจวัดอุณหภูมิแบบพิเศษ เพื่อรับประกันว่าสินค้าจะถึงมือผู้รับในสภาพที่ดีที่สุด

ก่อนหน้านี้ จีนได้เปิดให้บริการเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าความเร็วสูงหลายสาย เช่น เส้นทางคุนหมิง-เฉิงตู เจิ้งโจว-ฉงชิ่ง และงหนานชาง-เซินเจิ้น

ทั้งนี้ คาดว่าการเปิดให้บริการเส้นทางใหม่นี้ จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาการอย่างสอดประสานระหว่างภูมิภาคจีนตอนกลางกับเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า

โต๊ะเล็กพร้อมลุยซีเกมส์ ฟุตซอลไทยเรียก 22 แข้ง เก็บตัว ตั้งเป้าต้องคว้า “เหรียญทอง” แม้เจอศึกหนักต้องวัดกับ… อินโดนีเซีย-เวียดนาม

(22 พ.ย. 68) สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อ 22 นักฟุตซอลทีมชาติไทยชุดลุยซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ณ ประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือคว้าเหรียญทองในบ้านให้ได้

การแข่งขันฟุตซอลชายในซีเกมส์ครั้งนี้ มี 5 ชาติลงสนามแข่งขันแบบพบกันหมด เพื่อชิงแชมป์และเหรียญทองที่สนามยิมเนเซียม อบจ.นนทบุรี ซึ่งถือเป็นฐานหลักของทีมชาติไทย โปรแกรมแข่งแรกทีมช้างศึกต้องเจอมาเลเซียและเมียนมา ก่อนเผชิญหน้าศึกหนักกับเวียดนามและอินโดนีเซียในสองนัดสุดท้าย "อย่างน้อยต้องแชมป์" คือเป้าหมายที่ทั้งทีมสตาฟโค้ชและแฟนบอลตั้งไว้

โดยกุนซือชาวสเปน 'มิเกล โรดริโก้' ย้ำถึงสไตล์เล่นที่เน้นเร็ว มีเพรสซิ่งดุดัน ต้องการนักเตะที่ "วิ่งไหว–คิดเร็ว–เล่นบอลฉลาด" รายชื่อ 22 คนผสมผสานแกนหลักชุดเดิม ดาวเด่นไทยลีก และดาวรุ่งจากสโมสรสายปั้น ทั้งหมดจะเก็บตัวก่อนคัดเลือกเหลือ 14 คน แห่งออกสตาร์ตสนามจริง

คู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดคืออินโดนีเซียและเวียดนาม อินโดนีเซียลงทุนพัฒนาฟุตซอลอย่างจริงจังในช่วงหลังและดึงผู้เล่นคุณภาพสูงเข้าทีม ส่วนเวียดนามสะสมประสบการณ์ในเวทีระดับเอเชียและโลก จึงทำให้ทั้งสองทีมเป็นเหมือน "นัดชิงเหรียญทอง" ที่แท้จริง

การเล่นในบ้านที่นนทบุรีนำมาซึ่งแรงเชียร์และความคาดหวังอย่างสูง "เกิดอะไรขึ้นกับโต๊ะเล็กช้างศึก" จะเป็นคำถามทันทีหากผลงานผิดหวัง ทีมงานต้องบริหารสภาพจิตใจและร่างกายของผู้เล่นให้พร้อมที่สุด ซีเกมส์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เวทีชิงเหรียญทองเท่านั้น แต่มันคือเวทีพิสูจน์ว่าฟุตซอลไทยยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในอาเซียน พร้อมกับเป็นสนามสำคัญในการก้าวสู่เป้าหมายระดับเอเชียและโลกในยุคมิเกล

พีระพันธุ์ซัดรัฐบาลซื้อไฟแพงเกินจริง จี้อนุทินหยุดเกรงใจนายทุน ทั้งที่ กพช. ชุดเดิมเคยสั่งชะลอ เตือนอย่าผลักภาระค่าไฟใส่ประชาชน

(21 พ.ย. 68) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์มติรัฐบาลที่อนุมัติสัญญารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์จากเอกชนเพิ่มอีก 2,100 เมกะวัตต์ ในราคา 2.16 บาทต่อหน่วย ทั้งที่ในสมัยรัฐบาลก่อน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เคยมีมติให้ “ชะลอ” และเจรจาต่อรองราคา เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถผลิตไฟเองได้ในต้นทุนเพียงราว 1.85 บาทต่อหน่วย และวันนี้ต้นทุนอุปกรณ์โซลาร์ก็ถูกลงกว่าเดิมมากแล้ว

พีระพันธุ์ระบุว่า ตนและ กพช. ในรัฐบาลชุดที่แล้ว เคยสั่งให้ กกพ. กฟผ. และกระทรวงพลังงาน ร่วมกันเจรจากับเอกชนเพื่อกดราคาลง เพราะในสัญญาเปิดช่องให้รัฐปรับราคาได้ พร้อมย้ำว่าในช่วงที่ตนกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน “ไม่เคยเปิดประมูลซื้อไฟใหม่จากเอกชนเลย” เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศมีเหลือเกินความต้องการใช้อยู่แล้ว แม้นายทุนจะไม่พอใจแต่ก็เป็น “เส้นที่ห้ามข้าม” ในการใช้เงินประชาชน

พร้อมทิ้งท้ายโจมตีรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า “กำลังซื้อไฟแพง ต้องหยุดเดี๋ยวนี้” และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเคยนั่งอยู่ใน กพช. ชุดเดิมด้วยกัน หยุดเกรงใจนายทุน และทบทวนมติรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ล็อตใหม่นี้ เพราะท้ายที่สุดหากรัฐยอมซื้อไฟในราคาแพงเกินจำเป็น ภาระทั้งหมดก็จะถูกผลักไปอยู่บนบิลค่าไฟของประชาชนอยู่ดี

‘ประเสริฐ’ เตือน "บางพรรค" หยุดพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน ลั่น! แม้การโยกย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีผลประโยชน์ตอบแทน ไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย มั่นใจยื่นซักฟอกใช้เสียง "สส.เพื่อไทย" ได้

(20 พ.ย. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ว่า อยู่ระหว่างการตัดสินใจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคครั้งสุดท้ายอีกครั้ง

ถามย้ำว่า พรรค พท.จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังเตรียมการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 อยู่ เรากำลังเตรียมข้อมูลที่ใช้ในการอภิปราย มีการประชุมและตั้งคณะทำงานแล้ว อยู่ระหว่างรวบรวมประเด็น อย่างไรก็ตาม การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจใช้เฉพาะเสียง สส.พรรค พท.ได้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ใช้เสียง 1 ใน 5 ไม่ต้องใช้เสียงของพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ต้องยื่นโดยผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งขณะนี้พรรค พท.มี สส.140 คน และยังไม่ทราบท่าทีพรรค ปชน.ว่าจะร่วมยื่นญัตติด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่า กรณีที่มีบางพรรคการเมืองพยายามที่ดึง สส.ของพรรค พท.ไปนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนได้รับคำบอกกล่าวจาก สส.และสมาชิกพรรค พท.หลายคนว่ามีความอึดอัดใจที่มีพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาลในปัจจุบัน ได้โทรศัพท์มาชวน สส.ของพรรค พท.ตลอดเวลาแม้จะปฏิเสธไปแล้ว ก็ยังโทรมาชวนไม่หยุด ตนคิดว่าพฤติกรรมแบบนี้คือพฤติกรรมตกปลาในบ่อเพื่อน

"อยากส่งสัญญาณบอกไปยังพรรคที่มาเชิญชวนว่าอยากให้เลิกพฤติกรรมเหล่านี้ แม้ว่าการโยกย้ายพรรคจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่การโยกย้ายในลักษณะที่มีผลประโยชน์ตอบแทน ผมมองว่าไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ" นายประเสริฐ กล่าว

มุมมอง CEO ดัง!! ชี้คนเก่งเอกชนไทย มีเพียบแต่ไม่กล้าเข้า เพราะการเมืองเน่า มืออาชีพต้องการอิสระและอำนาจเต็ม พรรคใดให้ได้ อนาคตไทยอาจเปลี่ยนทิศ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก “Worawoot Ounjai ”หรือ นายวรวุฒิ อุ่นใจ ผู้ก่อตั้งบริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน) โพสต์ระบุข้อความว่า จากที่ผมเคยทำงานภาคเอกชน และเคยทำงานสมาคมการค้าใหญ่ของประเทศไทยมานับสิบปี ทำให้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนเก่งภาคเอกชนจากหลากหลายองค์กร

ผมมั่นใจว่าคนเก่ง คนดีภาคเอกชนไทย ในระดับเดียวกับคุณแต๋ม ศุภจี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์คนปัจจุบัน ยังมีอีกหลายสิบท่านครับ เพียงแต่ท่านเหล่านั้น อาจยังไม่เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้าง แต่ในภาคเอกชนจะรู้ฝีมือกันดี

และผู้บริหารมืออาชีพเหล่านี้ หลายท่านเก่งและมีชื่อเสียงในระดับโลกเลยด้วยซ้ำ...เสียดายที่หลายท่านไม่สนใจจะทำงานการเมืองกันเลย

เพราะทุกท่านจะส่ายหน้า และบอกว่าการเมืองไทยมันเน่าเฟะมาก..เข้าไปก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะนักการเมืองจะไม่ยอมถ้าเข้าไปมีนโยบายขัดขวางผลประโยชน์ของคนเหล่านั้น

นอกจากนี้ หลายท่านก็จะเอือมระอากับระบบข้าราชการไทย ที่ยากจะตอบสนองกับแนวคิดที่ทันสมัยและสปีดในการขับเคลื่อนของมืออาชีพจากภาคเอกชน

ทุกๆ ท่านที่เก่งจะบอกว่า ถ้าจะเข้าไปทำงาน ภาคการเมืองต้องให้อิสระและอำนาจเต็มโดยไม่เข้ามาก้าวก่าย ถ้าแบบนั้นค่อยน่าสนใจเข้าไปทำงานช่วยชาติ

เพราะถ้าไม่ได้อำนาจเต็มและมีอิสระในการทำงาน เข้าไปก็เสียชื่อเปล่าๆ เพราะขับเคลื่อนอะไรไม่ได้ เงื่อนไขที่ว่านี้...พรรคการเมืองมักไม่ยอมรับเสียด้วยสิ เรื่องให้อำนาจเต็ม และมีอิสระเต็มที่ในการทำงาน

ดังนั้นวันนี้ พรรคการเมืองไหน จะเชิญมืออาชีพที่เก่งๆ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในโควต้าพรรค ต้องยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้จากมืออาชีพก่อนนะครับ แล้วมาดูกันว่า พรรคไหนจะเชิญผู้บริหารมืออาชีพ มาเป็นรัฐมนตรีได้จริง..และจะเชิญมาได้สักกี่คน

อนาคตประเทศไทย ถ้าจะมีก็ต้องมาจากรัฐมนตรีมืออาชีพเหล่านี้แหละครับ ถ้านักการเมืองเทา ยังครองเก้าอี้รัฐมนตรีกันอยู่แบบทุกวันนี้..ก็อยู่กันไปแบบเทาๆ ไร้อนาคตกันต่อไปครับ

แบมแบมลุยคอนเสิร์ต!! 22–23 พ.ย. นี้เจอกัน ชวนแฟนไทยกลับ “บ้าน” ในคอนเสิร์ต “HOMETOWN in Bangkok” มีแขกรับเชิญและเพลงจาก EP HOMETOWN

(21 พ.ย. 68) แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ BamBam จากวง GOT7 เตรียมจัดคอนเสิร์ตใหญ่ในประเทศไทย ในชื่อ "2025 BamBam HOMETOWN Concert in Bangkok" ที่ธันเดอร์โดม สเตเดียม เมืองทองธานี ในวันที่ 22 และ 23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 20.00 น. ทั้งสองรอบ โดยคอนเสิร์ตนี้เป็นการแสดงเดี่ยวเต็มรูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อแฟนเพลงไทยโดยเฉพาะ

ผู้จัด iMe Thailand ยืนยันว่าคอนเสิร์ตรอบวันที่ 22 พฤศจิกายนได้สถานะ "Sold Out!" แล้ว ส่วนรอบวันที่ 23 พ.ย. ยังเปิดให้แฟนๆ ได้เลือกซื้อบัตร โดยราคาบัตรเริ่มต้นที่ 3,900 ถึง 5,900 บาท พร้อมสิทธิพิเศษอย่างโปสเตอร์และบัตรแข็งที่ระลึก

คอนเสิร์ตนี้จะพาแฟน ๆ สัมผัสกับเพลงจากอัลบั้มภาษาไทยชุดแรกของแบมแบม "HOMETOWN" ซึ่งเป็นอีพีที่ประกอบด้วย 5 เพลงทั้งหมดในภาษาไทย เช่น Dancing By Myself (feat. Timethai), More Than Friend (feat. Jeff Satur), Greenlight (feat. Ink Waruntorn), WONDERING และ Angel In Disguise ผลงานโปรดิวซ์โดย Pharrell Williams

นอกจากนี้ แบมแบมยังจะนำเพลงโซโลฮิตเก่าและเมดเลย์เพลงของ GOT7 มารวมไว้ในโชว์เพื่อเล่าเรื่องราวเส้นทางจากเด็กไทยสู่นักร้อง K-Pop ที่หวนกลับมาร้องเพลงภาษาไทยอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งมีแขกรับเชิญพิเศษ ได้แก่ Timethai, Ink Waruntorn และ Jeff Satur ที่เคยร่วมงานในอัลบั้มนี้

กฎเกณฑ์สำหรับแฟนคลับที่เข้าร่วมคอนเสิร์ตระบุว่าผู้ที่สูงเกิน 100 ซม. ต้องซื้อตั๋ว โดยไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีเข้าส่วนโซนยืน รวมถึงห้ามใช้อุปกรณ์ที่รบกวนการชม เช่น กล้องโปร ไม้เซลฟี่ และแนะนำให้ไปถึงหน้างานล่วงหน้าอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงเพื่อการเข้าแถวและสแกนบัตร

ทั้งนี้ คอนเสิร์ต "2025 BamBam HOMETOWN Concert in Bangkok" ไม่ใช่แค่การแสดงคอนเสิร์ตเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกทางวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ของศิลปินไทยในวงการ K-Pop ที่ใช้เพลงและโชว์เล่าเรื่องราวประเทศไทยไปสู่สายตาระดับโลกอย่างแท้จริง

ไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมตะวันตก เพื่อนบ้านหาว่าสยามขายดินแดนแลกอิสรภาพ เจ้าประเทศราชต่างหากที่เชิญฝรั่งเป็นนาย แต่ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นผู้ร้ายของเรื่อง

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก Kornkit Disthan หรือ กรกิจ ดิษฐาน โพสต์ข้อความ ประชาชนของเพื่อนบ้านบางประเทศจำพวกหนึ่ง ได้รับการสั่งสอนมาแบบไหน ถึงเสียดสีไทยว่า "ที่ไทยไม่เคยเป็นอาณานิคมตะวันตกเพราะขายแผ่นดินของตัวเอง/เพื่อนบ้านแลกกับอิสรภาพ"

ผมเคยได้ยิน "วาทะเวรกรรม" แบบนี้ครั้งในสื่อของรัฐบาลทหารอังวะเมื่อหลายปีก่อน ต่อมาได้ยินมาจากพวกเวียด ต่อมาได้ยินจากกัมปูเจีย ต่อมาได้ยินจากพวกมาลัยรัฐ 

พวกนี้ก็รู้ว่าไทยในตอนก่อนเป็นรัฐชาติสมัยใหม่นั้นมีสภาพเป็น "จักรวรรดิ" ประกอบด้วยดินแดนของเพื่อนบ้านที่เป็นอาณาจักรอิสระมาก่อน แต่เพราะตีกันเองภายในบางกลุ่มจึงเรียกไทยไปช่วย พอไทยไปช่วยก็เอาดินแดนพวกนั้นมาเป็นประเทศราชเสียเลย เพราะบางประเทศนั้นไม่ได้เรียกแต่ไทยยังไปเรียกอังวะมายุ่งบ้าง เรียกเวียดมาวุ่นวายบ้าง เมื่อพวกกระหายดินแดนเหล่านี้มาจ่อคอหอยแล้วจะให้ไทยนั่งตบยุงเฉยๆ เรอะ?

ด้วยความที่อาณาจักรพวกนี้เป็นเอกราชมาก่อนจึงไม่มีทางอยู่ใต้อำนาจไทยไปตลอด ดังนั้นเมื่อสบโอกาสที่ฝรั่งเข้ามา เจ้าแผ่นดินของพวกนี้จึงอ้อนฝรั่งเป็นนายใหม่แทนไทย เช่น เจ้ากัมปูเจียที่เชิญฝรั่งเศสมาเป็นนายตัวเองโดยที่เขาไม่ได้ใช้กำลังยึดครองเพราะไม่อยากจะเป็นข้าสยามอีกต่อไป ส่วนเจ้าหลวงพระบางเองก็ขอฝรั่งเข้ามาปกป้องเพราะเห็นว่าไทยพึ่งพาไม่ได้ในช่วงกบฏฮ่อเป็นต้น ยังมีเจ้าท้องถิ่นอีกจำนวนหนึ่งที่ทำแบบเดียวกัน

สรุปก็คือ ไทยไม่ได้เฉือนแผ่นดินตัวองแลกเอกราช แต่เจ้าประเทศราชของไทยเอาแผ่นดินตัวเองไปถวายพานให้ฝรั่งเองต่างหาก แล้วฝรั่งก็บีบให้ไทยสละสิทธิเหนือประเทศราชเหล่านั้น

ทั้งหมดนี้อยากเป็นลูกน้องฝรั่ง เพราะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของ "จักรวรรดิสยาม" อีกต่อไป ดังนั้นสยามไม่ได้ขายใคร แต่พวกนี้ขายตัวเองเพื่อเป็นรัฐอารักขาหรืออาณานิคมฝรั่งก็ยังดี

แต่เพราะความกระดากใจหรือความริษยาอะไรก็ตาม พอพวกนี้ได้เอกราชก็พยายามซ่อนความอัปยศที่เคยขายตัวให้ฝรั่งเอาไว้ โดยการโบ้ยความผิดว่า "เพราะไทยนั่นแหละเราถึงตกเป็นเมืองขึ้นเขา" และ "เพราะไทยไม่มีศักดิ์ศรีจึงแลกทุกอย่างเพื่อรักษาเป็นเอกราช"

และคงสอนแนวคิดความนี้ในระบบการศึกษาด้วย เพื่อนบ้านบางพวกจึงเห็นผิดเป็นชอบ ไม่ได้ตระหนักเลยว่าที่พวกตนมีเอกราชทุกวันนี้ได้ก็เพราะสยามให้ที่คุ้มหัวพวกนักต่อสู้เพื่อนเอกราชมากมาย ทั้งจากอังวะ อันนัม กัมปูเจีย ล้านช้าง ฯลฯ ดังนั้น ขบวนการเอกราชบางประเทศก็เริ่มต้นที่บางกอกนี่เอง

นอกจากจะไม่สำนึกข้าวแดงแกงร้อนแล้ว ยังกล่าวหาไทยว่า "สมคบกับญี่ปุ่นเปิดทางให้พวกนั้นรุกรานเรา"

แหม อยากเอาตำราประวัติศาสตร์ฟาดกระบาลเบาๆ

ไอ้อังวะที่บังอาจพูดเช่นนี้หารู้ไม่ว่า ขบวนการเอกราชพม่านั้นรักญี่ปุ่นปานจะกลืนกิน และต้อนรับญี่ปุ่นมาช่วยขับไล่พวกบริเตนใหญ่เจ้าอาณานิคม 

ประเทศไทยเสียอีกที่เป็นชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สู้กับญี่ปุ่นในสมรภูมิจากภาคกลางจรดภาคใต้ 

พวกบริเตนใหญ่ที่รับปากว่าจะช่วยไทยขับไล่ญี่ปุ่น พอญี่ปุ่นมาก็หายหัวหมด ทั้งยังแพ้ญี่ปุ่นหมดท่าเพราะความประมาทเลินเล่อ 

พวกรัฐมาลัยที่กล่าวหาไทยทรยศเอเชียด้วยการปล่อยให้ญี่ปุ่นเข้ามาที่คาบสมุทร พวกเอ็งโปรดทราบว่าบิดาอังกฤษของพวกเอ็งนั้นทำสัญญาบีบคั้นกับไทย ห้ามไทยตั้งกองพันตั้งแต่บางสะพานลงมาจนจรดชายแดนรัฐมลายู มันอ้างว่าจะอารักขาไทยเองแต่ความจริงก็คือหมายจะห้ามไทยขุดคอคอดกระและรักษาเขตอิทธิพลของตนไว้ในปักษ์ใต้ 

ผลก็คือ พอญี่ปุ่นจะบุก บิดาของพวกรัฐมาลัยก็โอ้อวดว่าจะมาช่วยไทย เพราะรู้ว่าไทยสู้ไม่ไหวหรอกมีทหารแค่นั้น แม้พวกนั้นจะโม้แล้วไม่ทำตามที่คุยไว้ แต่ทหารและประชาชนไทยก็ยังสู้ญี่ปุ่นจนเลือดนองทะเลไปทั่วปักษ์ใต้

มนุษย์ปากเสียพวกนี้บอกว่าไทยสมคบกับญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ โปรดทราบเถอะว่าคนไทยไม่ได้สมคบญี่ปุ่น แต่รัฐบาลพิบูลสงครามต่างหากที่ทำ คนไทยนั้นสู้ญี่ปุ่นอยู่ชาติเดียว ส่วนพม่านั้นแทบจะจูบปากกันอยู่แล้ว พวกอินโดนีเซียก็ต้อนรับญี่ปุ่นในฐานะผู้ปลดปล่อยจากดัตช์ แม้พวกมลายูบางกลุ่มก็สมคบกับญี่ปุ่นจะได้ช่วยปลดแอกจากฝรั่ง (แต่มีน้อยมาก จนเข้าใจว่าพวกมาลัยรัฐชอบอยู่ใต้ฝรั่งมากกว่าเอเชียด้วยกัน) 

ส่วนพวกอินโดจีน คือ ลาว เขมร และเวียด ไม่ได้รับโอกาสนั้นจากญี่ปุ่น (สนับสนุนเอกราช) เพราะญี่ปุ่นเกรงใจพวกรัฐบาลวิชีฝรั่งเศสที่เป็นอักษะด้วยกันจึงไม่ได้ผลักดันให้ทั้ง 3 ดินแดนนี้เป็นเอกราช กระนั้นพวกเวียดก็เคยหวังว่าญี่ปุ่นจะเข้ามาปลดแอกตนและหวังจะให้ญี่ปุ่นช่วยสู้เพื่อเอกราช จนกระทั่งช่วงท้ายสงครามจึงตระหนักว่าหวังผิดไปแล้วค่อยต่อสู้กับญี่ปุ่นด้วยฝรั่งเศสด้วยในช่วงสุญญากาศระหว่างการยุติสงคราม

สรุปก็คือ เกือบทั้งหมดนี้ไม่ว่าระดับหนึ่งล้วนแต่เป็นพวกสมคบกับญี่ปุ่นทั้งสิ้น แม้แต่ไทยจะเข้าร่วมกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ แต่ไทยก็ยังสู้กับการรุกรานของญี่ปุ่น ไม่เหมือนพวกเพื่อนบ้านที่เห็นพวกญี่ปุ่นเป็นพระมาโปรด

แต่แล้วพวกเพื่อนบ้านกลับโทษไทยว่าทำให้ญี่ปุ่นเข้ามารุกราน นี่เป็นเพราะประเทศพวกนี้แม้จะได้รับเอกราชแล้ว (โดยญี่ปุ่นช่วยไว้ด้วยซ้ำ) แต่เพราะรังเกียจที่ญี่ปุ่นแพ้และยังปลดแอกตัวเองจากวาทกรรมประวัติศาสตร์ของตะวันตก (ผู้ชนะ) ไม่ได้ จึงอำพรางความเกี่ยวข้องของตนกับญี่ปุ่น จากนั้นก็ชี้นิ้วมาที่ไทยว่าเป็น "แกะดำ" ที่ทำให้ทั้งภูมิภาค "ฉิบหายกันหมด เพราะเอ็งมันยอมญี่ปุ่นอยู่ประเทศเดียว" (ซะที่ไหน) 

พวกนี้ เพราะต้องการปลุกอารมณ์ชาตินิยมด้วยการสร้าง "เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ของบรรพชน" จึงยังพยายามปกปิดความอุบาทว์ของอดีตที่ผู้นำของขายแผ่นดินให้ฝรั่งกันเอง บางคนนั้นสมคบกับเจ้าอาณานิคมกดขี่ประชาชนตัวเองด้วยซ้ำ แต่เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้ความชั่วช้าของตนเอง จึงชี้มาที่ไทยว่า "เพราะเอ็งนั้นแหละยึดเราเป็นเมืองขึ้นแล้วขายเราเพื่อแลกอิสรภาพตัวเอง"

ไอ้การโทษคนอื่นมันง่าย แต่การยอมรับความจริงมันยาก ดังนั้นการที่บางประเทศนั้นแม้จะก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ก็ยังไม่เจริญทางสติปัญญา ก็เพราะขาดการมองเชิงวิพากษ์มาที่ตัวเอง 

บางประเทศนั้นวัตถุก็ไม่เจริญ สติปัญญาก็ไม่มี ดังนั้นจึงถูกสนตะพายได้ง่าย เมื่อเจ้านายเฆี่ยนตี มันก็พุ่งขวิดมาที่เราเท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top