Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

รู้จัก 7 เอกลักษณ์ประจำชาติไทย สะท้อนความเป็นไทยให้โลกจำ

ชวนมารู้จักเอกลักษณ์ประจำชาติของเรากันอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 กับ 6 เอกลักษณ์ประจำชาติ “ช้างไทย – ราชพฤกษ์ – ศาลาไทย – ปลากัด – พญานาค – การไหว้”  และล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศให้ แมวไทย 5 สายพันธุ์แท้ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยงเป็นที่เรียบร้อย

FSB สกัดแผนยูเครน เตรียมลอบสังหาร นายทหารระดับสูงรัสเซีย ด้วยการผสมสารพิษมฤตยูร้ายแรง ใส่ในสุราจากสหราชอาณาจักร แลกค่าตอบแทน 5,000 ดอลลาร์

(21 พ.ย. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) แถลงว่า ได้จับกุมชายชาวสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์(DPR) รายหนึ่ง ฐานมีส่วนพัวพันแผนลอบสังหารนายทหารระดับสูงของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยอ้างว่าแผนดังกล่าวได้รับคำสั่งและการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองทหารยูเครน พร้อมระบุว่าเป็น “ปฏิบัติการก่อการร้ายด้วยสารเคมี” ที่ถูกสกัดไว้ได้ก่อนลงมือจริง

ตามคำแถลงของ FSB ผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาว่าจะส่ง “ของขวัญ” เป็นเบียร์ผลิตในสหราชอาณาจักรให้เหยื่อ แต่ภายในขวดถูกผสมสารพิษรุนแรง 2 ชนิด คือ โคลชิซีน และสาร tert-butyl bicyclophosphate ซึ่งเจ้าหน้าที่รัสเซียอ้างว่าเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับสารประสาท VX ที่ถูกห้ามตามอนุสัญญาอาวุธเคมีปี 1993 และหากดื่มเข้าไปจะทำให้เสียชีวิตอย่างทรมานภายในเวลาประมาณ 20 นาที

FSB ระบุเพิ่มเติมว่า หลังถูกจับกุม ผู้ต้องสงสัยให้การรับสารภาพว่าได้รับการติดต่อจากฝ่ายยูเครน และถูกเสนอค่าตอบแทนราว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 162,000 บาท) หากปฏิบัติการลอบสังหารสำเร็จ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่รัสเซียอยู่ระหว่างขยายผลว่ามีผู้ร่วมขบวนการหรือเครือข่ายสนับสนุนในพื้นที่อื่นหรือไม่

หน่วยงานความมั่นคงรัสเซียยังเชื่อมโยงปฏิบัติการครั้งนี้กับกรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้าในเดือนสิงหาคม 2025 ซึ่ง FSB อ้างว่าจับกุมผู้ถือสองสัญชาติรัสเซีย–ยูเครน ที่ถูกกล่าวหาวางแผนลอบวางระเบิดรถยนต์ในแถบมอสโก

สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กำกับน้ำมัน-ก๊าซ ตั้งแต่คลังถึงปั๊มอย่างมีมาตรฐาน เชื่อมประสบการณ์ ขับเคลื่อนสู่ยุค Energy Transition ดูแลพลังงานให้มั่นคง โปร่งใส ไม่ทิ้งประชาชน

กรมธุรกิจพลังงาน (Department of Energy Business: DOEB) เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพลังงาน ทำหน้าที่กำกับดูแล “ธุรกิจพลังงานปลายน้ำ” ของประเทศ ตั้งแต่การอนุญาต ควบคุม ดูแลการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง การขนส่ง การเก็บสำรอง และการกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน-ก๊าซ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของสาธารณะ

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งความผันผวนของราคาพลังงานโลก การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า การได้ “นายสราวุธ แก้วตาทิพย์” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน จึงนับเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยให้การกำกับดูแลธุรกิจพลังงานของไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง ทันสมัย และยังคงยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สำหรับประวัติ นายสราวุธเป็น “วิศวกรเคมีเต็มตัว” จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเคมีจาก California Polytechnic State University (Cal Poly) สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินหน้าต่อในสายเดียวกันจนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก University of Southern California (USC) สหรัฐอเมริกา พื้นฐานด้านวิศวกรรมที่แข็งแรง ผสมกับมุมมองเชิงวิจัยและการคิดอย่างเป็นระบบจากการเรียนระดับบัณฑิตศึกษา ทำให้เขาไม่เพียงเข้าใจ “ตัวเลขและเทคนิค” ของพลังงาน แต่ยังมองเห็นภาพใหญ่ของระบบพลังงานทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นทางทรัพยากรไปจนถึงปลายทางผู้ใช้พลังงานในชีวิตประจำวันของประชาชน 

นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารและเวทีวิชาการด้านพลังงานและนโยบายสาธารณะหลายรูปแบบ ทั้งในและต่างประเทศ ยิ่งช่วยขยายมุมมองจากวิศวกรภาคเทคนิค สู่บทบาท “นักนโยบายด้านพลังงาน” อย่างเต็มตัว 

เส้นทางราชการของนายสราวุธเติบโตมากับ “สายพลังงาน” อย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มต้นจากงานด้านนโยบายและวิเคราะห์แผนพลังงาน ก่อนก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ทั้งในตำแหน่งรองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รองปลัดกระทรวงพลังงาน และได้รับความไว้วางใจจากคณะรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (Department of Mineral Fuels: DMF) ดูแลอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศ ซึ่งเป็น “ต้นน้ำพลังงาน” ที่มีผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและรายได้เข้ารัฐของประเทศ ในช่วงที่นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เขามีบทบาททั้งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม การเจรจาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสัมปทานและการรื้อถอนแท่นผลิต ตลอดจนการผลักดันแนวทางเทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก เช่น Carbon Capture and Storage (CCS) ในอุตสาหกรรมพลังงาน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรฟอสซิลสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ควบคู่กับบทบาทในส่วนราชการ นายสราวุธยังเคยทำงานในมิติการกำกับดูแลกิจการรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ โดยทำหน้าที่กรรมการและกรรมการบริหารความเสี่ยงในบริษัทระดับชาติ อาทิ ปตท. (PTT), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ก่อนจะไปรับตำแหน่งกรรมการอิสระในบริษัท Global Power Synergy (GPSC) ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขามองเห็นทั้ง “มุมของผู้กำกับดูแล” และ “มุมของผู้ประกอบการ” อย่างรอบด้าน เข้าใจกลไกตลาด ความเสี่ยง และแรงกดดันที่ธุรกิจพลังงานต้องเผชิญในโลกที่แข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงเร็ว หลอมรวมให้บทบาทในภาคราชการของเขามีน้ำหนักทั้งด้านนโยบาย เศรษฐกิจ และธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

เมื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ภารกิจของนายสราวุธยิ่งใกล้ชิดกับ “ชีวิตประจำวันของคนไทย” มากขึ้น เพราะกรมธุรกิจพลังงานคือหน่วยงานที่ดูแลตัวเลขการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ภาษาง่าย ๆ คือดูตั้งแต่สถานีบริการน้ำมันที่เราเติมทุกวัน ไปจนถึงคลังน้ำมัน การขนส่ง และการเก็บสำรองน้ำมันของประเทศ ภายใต้สถานการณ์ราคาพลังงานโลกผันผวน เขาเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่อสาธารณะ ทั้งภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินที่เริ่มชะลอลงจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมันอากาศยานตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ตลอดจนตัวเลขการใช้น้ำมันดีเซลและ LPG ที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจจริงของประเทศ เขายังย้ำถึงการบริหารสต๊อกน้ำมันสำรองในระดับที่เพียงพอประมาณ 60 วัน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า “พลังงานของประเทศยังอยู่ในเส้นทางที่ควบคุมได้”

อีกหนึ่งภาพชัดของผลงานในยุคที่นายสราวุธนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน คือการผลักดันให้กรมเดินหน้าเข้าสู่ “ยุคดิจิทัลและ Energy Transition” อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ “ติดปีกธุรกิจพลังงานไทย” ที่เขาเป็นประธานเปิดตัวเมื่อกลางปี 2568 โครงการนี้มีเป้าหมายเสริมความรู้และความเข้าใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดใน 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งเรื่องกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ การใช้ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) แทนเอกสารกระดาษ และการเตรียมพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและดิจิทัลอย่างยั่งยืน เขาเน้นย้ำเสมอว่าการกำกับดูแลที่ “โปร่งใส เข้าใจง่าย ใช้เทคโนโลยีช่วย” จะทำให้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนเชื่อมั่นในระบบมากขึ้น และช่วยให้ประเทศเดินหน้าสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากงานในกระทรวงและโครงการขนาดใหญ่แล้ว นายสราวุธยังให้ความสำคัญกับ “การแบ่งปันองค์ความรู้” สู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การเป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “Thailand’s Energy Policy” ให้กับหลักสูตรผู้บริหารระดับกลาง i-Leader ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งสะท้อนบทบาทของเขาในฐานะทั้ง “นักปฏิบัติ” ที่ลงมือทำจริง และ “นักสื่อสาร” ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านพลังงานให้คนรุ่นใหม่และผู้บริหารรุ่นกลางได้เข้าใจ พร้อมเตรียมตัวรับมือโลกพลังงานยุคใหม่ไปด้วยกัน 

เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า “นายสราวุธ แก้วตาทิพย์” คือผู้นำด้านพลังงานที่ผสมผสานความรู้วิศวกรรมระดับนานาชาติ ประสบการณ์ลึกในสายงานพลังงานทั้งต้นน้ำ-ปลายน้ำ และมุมมองเชิงนโยบาย-เศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนกรมธุรกิจพลังงานเพียงในฐานะ “ผู้รักษากฎหมาย” แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบสนามแข่งขัน” ให้ธุรกิจพลังงานดำเนินไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ปลอดภัย และสอดรับกับทิศทาง Energy Transition ของโลก 

ภายใต้การนำของเขา กรมธุรกิจพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยประคองความมั่นคงพลังงานของประเทศ เปิดทางสู่พลังงานอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า “ระบบพลังงานไทยยังอยู่ในมือของผู้นำที่รู้จริง มองไกล และน่าไว้วางใจบนฐานของผลงานที่จับต้องได้”

ข้อสังเกตหลังวิกฤติโควิด ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้ง GDPgrowth บนข้อพิสูจน์กองทัพที่เข้มแข็ง เป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

(21 พ.ย. 68) เฟซบุ๊ก คุณวนิชา LVanicha Liz ได้นำเสนอข้อมูลตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดหลังวิกฤติโควิด GDP Growth ของไทยจึงไม่สามารถกลับมาโตในระดับเฉลี่ยเท่าเดิม ในขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนที่สังกัดกลุ่ม GDP สูงด้วยกัน (ID, SG, VN, MY) ล้วนสามารถยกระดับโดยเฉลี่ยกลับขึ้นไปได้

จนกระทั่งได้สืบค้นพบบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแกร่งทางการทหารกับการพัฒนาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจดังนี้
๑. บทความ Dollars and Dominance: How Military Strength Secures Financial Power (พ.ย. ๒๐๒๔) ระบุถึงผลการวิจัยว่า “ความแข็งแกร่งทางภูมิรัฐศาสตร์และเอกสิทธิ์ทางการเงินมีพลังเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีผลต่อเนื่องตั้งแต่เรื่องอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงความมั่นคงของชาติ ... ความสำเร็จทางการทหารส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพทางการเงิน ... มีเพียงรัฐบาลที่มีกองทัพแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะรับประกันได้ว่าประเทศจะมีโอกาสชนะและรักษามูลค่าของสินทรัพย์ของประเทศไว้ได้” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๒ ในคอมเมนต์)

๒. บทความ The Role of a Strong National Defense (ต.ค. ๒๐๑๕) ระบุว่า” ผู้นำอเมริกันตระหนักมานานแล้วว่ากองทัพที่แข็งแกร่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางการทูตและเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้เมื่อไม่ได้ใช้งานในยามสงคราม ขีดความสามารถทางการทหารของสหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้ประเทศชาติก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลกในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๓ ในคอมเมนต์)

๓. บทความ The Economic Benefits of a Strong US Military ... (ก.ย. ๒๐๒๕) แสดงเนื้อหาสำคัญและบทสรุปว่า “เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของกองทัพที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะนึกถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในการปกป้องชาวอเมริกันจากศัตรูต่างชาติ และการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทั่วโลก แต่การปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาทั้งในประเทศและต่างประเทศก็นำมาซึ่งข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศชาติเช่นกัน กล่าวอย่างมีความเข้าใจอย่างถูกต้องก็คือ กองทัพสหรัฐฯ มอบผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงและเป็นรูปธรรมแก่ธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือนของชาวอเมริกัน ... กองทัพที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว และเสริมสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจ แรงงาน และครัวเรือน ผู้เสียภาษีใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อการป้องกันประเทศ แต่พวกเขาก็ได้รับผลตอบกลับอย่างสูงจากภาษีที่จ่ายไป” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๔ ในคอมเมนต์)

๔. เอกสาร Defence Industrial Strategy 2025: Making Defence an Engine for Growth (ก.ย. ๒๐๒๕) ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ใช้ในการนำเสนอกลยุทธ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทำให้กลาโหมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประชาชนทั่วสหราชอาณาจักรรู้สึกได้ถึงประโยชน์สูงสุดจากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม และสหราชอาณาจักรมีภาคส่วนการป้องกันประเทศที่ยกระดับขึ้นทางด้านความสามารถในการแข่งขัน การบูรณาการ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว” และบทนำที่ว่า “เราทราบว่าเมื่อประเทศหนึ่งๆ ถูกคุกคาม กองทัพของประเทศดังกล่าวจะแข็งแกร่งได้ มากที่สุดเท่ากับอุตสาหกรรมที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลังกองทัพนั้นๆ” (ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๕ ในคอมเมนต์)

จะเห็นได้ว่าประเทศเจริญแล้ว มีความตระหนักในความสำคัญของความแข็งแกร่งทางการทหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในกรณีของเอกสาร Defence Industrial Strategy 2025 ผู้เสนอเป็น ส.ส. พรรคแรงงาน หมายความว่าในประเทศเจริญฝ่ายการเมืองเองก็ตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งของกองทัพ
สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา มีการไล่กดดันตัดลดงบกองทัพโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (พท กก ปชน) โดยมีคลิปคนของพรรคการเมืองออกมาหัวเราะร่าโฆษณาอย่างภูมิอกภูมิใจว่าได้ตัดงบกองทัพไปเท่านั้นเท่านี้หมื่นล้าน สรุปแล้วเป็นความไร้ประสบการณ์ที่ทำความเสียหายให้ประเทศชาติประชาชนหรือไม่ เราจะมาดูตัวชี้วัดที่น่าจะเป็นหลักฐานสำคัญ ดังต่อไปนี้:

จาก Global Firepower Military Power Ranking ยุค คสช. มีทหารเข้าบริหาร ตัวชี้วัด Military Power Ranking ดีอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๗ อันดับ ๒๐ ติดกัน ๓ ปี) และ GDP Growth (% of GDP) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปี ๒๐๑๕-๑๘ ๓.๑ ๓.๔ ๔.๒ ๔.๒) มีข้อสังเกตว่าปี ๒๐๑๘-๑๙ Military Power Ranking หลุดอันดับ Top ๒๕ แต่ GDP Growth ปี ๒๐๑๘ ยังไม่ตก ค่อยไปตกปี ๒๐๑๙ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าปัจจัยสำคัญของ GDP Growth เป็นผลพวงจากความแข็งแกร่งทางการทหาร โดยมีระยะทิ้งช่วง ๑ ปี (อ้างอิงภาพประกอบ/ลิงก์อ้างอิงชุดที่ ๑ และ ๖ในคอมเมนต์)

อีกข้อสังเกตที่สำคัญเมื่อดูกราฟ GDP Growth จะพบว่า ในปีที่การบริหารของ คสช. เชื่อมต่อกับยุคที่เป็นระบบเลือกตั้ง GDP Growth ตกต่ำทั้งหัวทั้งท้าย (๒๐๑๔ ๑.๐, ๒๐๑๙ ๒.๑) ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องแสดงว่าตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาระบบเลือกตั้ง ไม่อาจให้ผลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าพึงพอใจ
หลังยุค คสช. ประเทศเข้าสู่การบริหารตามระบบเลือกตั้ง ฝ่ายค้านเข้ามีบทบาทอำนาจหน้าที่ และเข้ากดดันตัดลดงบกองทัพ (% of GDP) ลงจนใกล้จุดต่ำสุดที่เกิดในยุคทักษิณ Military Power Ranking ก็ตกต่ำลง (ปี ๒๐๒๐ อันดับ ๒๓, ๒๐๒๑-๒๒ หลุด Top ๒๕, ๒๐๒๓ ๒๔, ๒๐๒๔-๒๕ ๒๕) และ GDP Growth ไม่สามารถกลับไปสูงเท่ายุค คสช. (เฉลี่ย ๒ กว่าๆ โดยตลอด)

ซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า #ฝ่ายค้านเป็นตัวฉุดรั้งGDPgrowth จากการดำเนินการอันเป็นผลลดความแข็งแกร่งของกองทัพ

ซึ่งโพสต์นี้ได้แสดงข้อยืนยันจาก ตปท. รวมทั้งข้อพิสูจน์ของไทยที่ตรงกันว่า #กองทัพที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดความแข็งแกร่งของกองทัพมีผลบั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เรากำลังมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ระบบเลือกตั้งจะพาประเทศดำดิ่งลงอย่างเลวร้ายหากไม่แก้ไขอะไรเลย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรุกปราบพนันออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ทุกรูปแบบ ไม่ถึง 2 เดือน จับพนันออนไลน์กว่า 950 คดี ปิดกั้น URL ผิดกฎหมายกว่า 75,000 URL

ตามนโยบาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรอง ผอ.ศปอส.ตร. และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อยกระดับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน รูปแบบหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

(21 พ.ย. 68) เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. และประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3, พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3, นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  และ ดร.ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ร่วมแถลงผลการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของ ศปอส.ตร. และคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ กล่าวว่า ห้วงวันที่ 1 ตุลาคม - 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มีผลการปฏิบัติในการปิดกั้น URL ที่ผิดกฎหมายผ่านระบบ AFC ดังนี้ ยอดรวม URL ที่มีการรายงานทั้งหมด 75,250 URL แบ่งเป็น Page Facebook 26,674 URL, URL ผิดกฎหมายอื่น ๆ 19,994 URL, Website 19,334 URL, Line 6,424 URL, Tiktok 2,824 URL โดยหน่วยที่มีผลการรายงานสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.), กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 9 ตามลำดับ ส่วนคดีพนันออนไลน์ จับกุมได้ 956 คดี ผู้ต้องหา 1,003 ราย 

ในส่วนของการดำเนินการของ ศปอส.ตร. และวอร์รูม IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม - 19 พฤศจิกายน 2568 มีเคสที่รับเข้ามา 1,000 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 635.9 ล้านบาท สามารถอายัดเงินได้ทัน 475 เคส มูลค่ากว่า 202.5 ล้านบาท ซึ่งมีคดีที่น่าสนใจที่นำมาแถลงในวันนี้ จำนวน 2 คดี 

คดีที่ 1 ตำรวจภูธรภาค 1 ทลายเครือข่ายพนัน SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ยึดเงินสด 30 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 12.00 น. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1), รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 นำกำลังเข้าปฏิบัติการสืบสวนและตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อจับกุมกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์จัดให้มีการเล่นการพนันเอาทรัพย์สินผ่านเว็บไซต์ SBOBET.LIVE และ UFACLUB1 ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ถนนกาญจนาภิเษก และหมู่บ้านในพื้นที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร รวม 2 จุด จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี จำนวน 3 ราย และจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิดซึ่งหน้าเพิ่มเติมอีก 7 ราย รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 10 ราย ในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน และร่วมกันฟอกเงิน” ตรวจยึดของกลาง บัตร ATM (บัญชีม้า) กว่า 100 ใบ, โทรศัพท์มือถือ 22 เครื่อง และเงินสดรวม 30,324,600 บาท นอกจากนี้ ได้ทำการอายัดทรัพย์สินตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท 

คดีที่ 2 บช.สอท. เปิดยุทธการ "ปิดดอยทลายรังเว็บพนันภาคเหนือ" 'Heng168' จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) โดย กองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 และ กองกำกับการ 2 บก.สอท.3 สนธิกำลังร่วมกับ บก.สอท.4 เปิดปฏิบัติการเข้าปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ Heng168 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 5 จุด ตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 9 ราย ตรวจยึดของกลาง อาทิ รถยนต์หรู,  โทรศัพท์มือถือ 17 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคารรวม 28 เล่ม, บัตร ATM 10 ใบ, เสื้อผ้า/ของใช้แบรนด์เนม และเงินสด 50,000 บาท อายัดทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บ้านและที่ดินในพื้นที่อำเภอสันทราย มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาท และบ้านพัก Pool Villa พร้อมที่ดินในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ มูลค่าประมาณ 25 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดและอายัดได้ทั้งหมดกว่า 40 ล้านบาท

นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษก ปปง. ได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานของศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปปง.ตร.) ว่า ตามโครงการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินของ ศปปง.ตร. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ปปง.นั้น ศปปง.ตร. ส่งเรื่องให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ปีงบประมาณ 2567 ได้มูลค่าทรัพย์สิน 772,887,755 บาท และในปีงบประมาณ 2568 ได้มูลค่าทรัพย์สิน 2,411,217,828 บาท โดยมีสถิติคดีความผิดมูลฐาน และคดีอาญาฟอกเงิน สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ยาเสพติด การพนันทางอิเล็กทรอนิกส์ และฉ้อโกงประชาชน 

ด้าน ดร.ดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ ฝากเตือนภัยประชาชนถึงการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะรูปแบบการชักชวนให้เข้าร่วมเล่นการพนันและการถูกหลอกให้ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งมักมีการโฆษณาเกินจริง และขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์และไม่หลงเชื่อในการเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) เพื่อกระทำความผิด โดยแนะนำ “ไม่ลงทุนแปลก ๆ, ไม่คุยกับคนแปลก ๆ, ไม่โอนเงินบัญชีคนแปลก ๆ, ไม่เชื่อเรื่องแปลก ๆ, ไม่รับสายแปลก ๆ, ไม่กดลิงก์แปลก ๆ, ไม่แอดไลน์แปลก ๆ”

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ฯ ได้เน้นย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด โดยเฉพาะการพนันออนไลน์ซึ่งเป็นต้นเหตุของการฟอกเงินและความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอย่างเด็ดขาด

‘ดร.เอ้’ ชูบทเรียน!! ‘เจนนี่ฟีเวอร์’ รัฐอย่าลงมาแข่ง TikTok–Shopee หันสร้าง Live-to-World หนุนแม่ค้าไทย ปั้นเครดิตดิจิทัลให้เข้าถึงทุน ดันเศรษฐกิจ Digital Trust สู่ตลาดโลก

(21 พ.ย. 68) ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 68 ถึงประเด็นจาก "เจนนี่ฟีเวอร์" ถึง "ธุรกิจออนไลน์" ที่รัฐต้องสนับสนุน "คนไทยขายได้ทั่วโลก"

ปรากฏการณ์ "เจนนี่ ได้ (ขาย) หมดถ้าสดชื่น" คือ “แม่ค้าคนไทยเก่งมาก” ผมเห็นการขายเก่ง ขายสนุกมาก ทำให้ต้องติดตามเป็นชั่วโมง ได้เข้าใจแพลตฟอร์ม และ ยอมรับว่า "สร้างรายได้มากจริง" จากออนไลน์

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกแม่ค้าอีกจำนวนไม่น้อย ที่มี "ของดี-แต่ขายไม่เก่ง" อยากมาพึ่งพาระบบเจนนี่ เพราะยังไม่เข้าใจ Algorithm หรือ "ระบบหลังบ้าน" ของแพลตฟอร์ม

"เจนนี่ฟีเวอร์" จึงสะท้อนจุดแข็งและช่องว่างของ "เศรษฐกิจดิจิทัล" ของประเทศไทย ได้อย่างชัดเจน

คนไทย ยังขาดอยู่ 3 เรื่องสำคัญคือ
1. คนไทยยังขาดช่องทางการขายใน "ตลาดสากล" ที่ใหญ่ขึ้น เพราะกำลังซื้อในประเทศมีจำกัด ลองคิดดูหาก เจนนี่ขายเป็นภาษาอังกฤษ หรือได้ AI แปลภาษา ถึงตลาดโลก จะทำยอดขายได้แค่ไหน ผมมั่นใจทะลุพันล้านแน่ เพราะขายสนุกมาก

2. คนไทยยังมีความเข้าใจ "ระบบหลังบ้าน" และ "การบริหารคอนเทนต์ออนไลน์" น้อยมาก และยังไม่ทั่วถึง ทำให้ขายไม่ได้ หรือ ขายไม่ดี ทั้งที่มีสินค้าที่แข่งขันได้

3. รัฐยังไม่มี ระบบวัด "เครดิตดิจิทัล" ของผู้ค้า (Digital Credit) โดยเฉพาะในกลุ่ม SME, เกษตรกร, พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ และแรงงานอิสระ — กลุ่มที่มัก “ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบธนาคาร” แต่ปัจจุบันสามารถ “สร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ” ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้ ระบบนี้จะช่วยให้รัฐรู้ว่าควรสนับสนุนใคร และสนับสนุนอย่างไร

หลายคน หลายกลุ่มหวังดี เสนอให้รัฐสร้าง "แพลตฟอร์มแห่งชาติ" เป็นของตัวเอง แข่งกับ TikTok Lazada หรือ Shopee ...

แต่เกมของ E-Commerce ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบ แต่คือเกมของ “ทุน /ความเร็ว / และการขยายให้เร็วพอ”
เราจะเห็นได้ว่า Shopee และ TikTok ใช้เวลาหลายปี ขาดทุนหลายพันล้าน-หมื่นล้าน กว่าจะยึดตลาดได้

มันคือเกมของการ “เผาเงิน" เพื่อยึดพฤติกรรมผู้บริโภค และ ต้องมี "ฐานทุน" และ "ฐานคนเบื้องหลัง" ขนาดมหาศาลรองรับ

ดังนั้น รัฐไม่ควรลงมาแข่งในสนามนี้ เพราะ
1. "ช้าเกินไป" ในเชิง "เทคนิคและเวลา" ที่เอกชนได้ทุ่มนำหน้าทั้งโปรแกรมเมอร์จำนวนมหาศาล และเทคโนโลยี

2. "ต้นทุนสูงเกิน" กว่าจะบริหารให้มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านระบบ การตลาด และบริการลูกค้า ทั้งรัฐไม่ควรแข่งกับเอกชนเอง

3. และสุดท้าย มันคือการ “แย่งตลาดเดิม” แทนที่จะ “สร้างตลาดใหม่” ที่ใหญ่กว่า

รัฐต้องมากำกับดูแลแพลตฟอร์ม และคนใน Ecosystem เช่น ขนส่งก็ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ลดต้นทุน จนคลังแตก (คลังแตกในวงการ e-commerce คือ สินค้าขนส่งเยอะ แต่ขนส่งลดต้นทุน ทำให้พนักงานลาออก จนส่งพัสดุไม่ทัน พัสดุเสียหาย แม่ค้าขาดทุน)

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐ “สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem)” ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าไทยเติบโตได้อย่างเท่าเทียมในตลาดระดับโลก

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” และ “ผู้สร้างกติกาที่แฟร์กับทุกฝ่าย”

รัฐจึงไม่ใช่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นคน “สร้างสนามที่ดีกว่าเดิม”

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้รัฐทำ คือ สิ่งที่ภาคเอกชนไม่ทำ แต่ประเทศต้องมี เช่น
ระบบ "Live-to-World Platform" ไลฟ์สู่ตลาดโลก — เพื่อพาแม่ค้าไทยขายของได้ทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลจาก "กรมการค้าต่างประเทศ" ร่วมกับ "ทูตพาณิชย์" ทั่วโลก วิเคราะห์ตลาดให้แม่นยำ ผนวกกับเทคโนโลยี "AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์" ให้แม่ค้าพูดไทยแต่ขายได้ทุกประเทศ

เชื่อมระบบกับ "กรมศุลกากร" และ "โลจิสติกส์ระหว่างประเทศ" ที่พร้อมส่งออกสินค้าไทย ตั้งแต่ผ้าไทย เครื่องสำอาง สมุนไพร อาหารไทย สินค้าการเกษตรไทย ไปจนถึงแพ็กเกจท่องเที่ยว ขายไปทั่วโลกได้จริง ๆ

"พรรคไทยก้าวใหม่" สนับสนุนให้เกิดระบบวัด "เครดิตดิจิทัล"Digital Credit Score สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์
นี่คือนวัตกรรมเชิงนโยบายที่จะ “ปลดล็อกทุนมนุษย์” ของแม่ค้าไทย

เราสามารถใช้ข้อมูลจริง เช่น อัตราการส่งของตรงเวลา รีวิวเชิงบวก การคืนเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมายผู้บริโภค เพื่อคำนวณ “เครดิตทางเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของผู้ขาย

ร้านที่มีผลงานดีจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจที่จะซื้อ รัฐและธนาคารก็มีข้อมูลชัดในการสนับสนุนและบริหารความเสี่ยง

สุดท้ายจะเกิดเป็น "เศรษฐกิจแห่งความไว้ใจทางดิจิตอล" หรือ "Digital Trust Economy" ที่ยุติธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้จริง ได้ประโยชน์ทั้ง "ผู้ซื้อ และ ผู้ขาย"

ดังนั้น รัฐไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ไม่ต้องมี “แพลตฟอร์มขายของของรัฐ” ไม่ต้องแข่งกับเอกชน แต่จะต้องสร้าง “ระบบความเชื่อมั่น” ให้ผู้ประกอบการไทยเดินได้ "เร็วและไกลกว่าเดิม"

เพราะในยุคที่โลกแข่งขันกันด้วย “ความเร็วและความเชื่อมั่น” ความไว้ใจทางดิจิตอล "Digital Trust" คือทุนที่มีค่ามากที่สุดของศตวรรษนี้

"พรรคไทยก้าวใหม่" เร่งผลักดันให้เกิด “ระบบข้อมูลกลาง + กติกากลาง + สนามแข่งขันที่ยุติธรรม”
เพื่อให้ผู้ค้าไทยสามารถ “ขายไปทุกที่ทั่วโลก”
โดยมีรัฐเป็น "ผู้หนุนหลังข้อมูล" ไม่ใช่ "ผู้ขายสินค้าเอง"

จนท.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ผนึกนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล-ชุดปฏิบัติการดำน้ำ ลงสำรวจสถานภาพแนวปะการัง “เกาะตาชัย” 3 จุดหลัก เก็บข้อมูลดูแลระบบนิเวศปะการังให้สมบูรณ์-ยั่งยืน

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและชุดปฏิบัติการดำน้ำ เมื่อวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2568 ลงพื้นที่สำรวจสถานภาพแนวปะการังบริเวณเกาะตาชัย จำนวน 3 จุด ได้แก่…

1.บริเวณขนานแนวเรือเข้า-ออก 
2.ทิศใต้เกาะตาชัย (Tachai Reef) 
3.ปลายแหลมทิศเหนือเกาะตาชัย (Leopard Point)

ใช้วิธีการสำรวจแบบ Photo Belt Transect พร้อมบันทึกชนิดปะการัง และปลาจากแนวปะการัง รวมทั้งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เพื่อใช้ประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศใต้ทะเล ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเล ระหว่างปฏิบัติงานอยู่ที่ประมาณ 29°C คุณภาพน้ำ ใส ความขุ่นต่ำ มีระยะการมองเห็นใต้น้ำประมาณ 20-25 เมตร

การปฏิบัติงานในครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ท้องทะเลไทยให้คงความสมบูรณ์และยั่งยืน

‘วีนา’ ทำดีที่สุดแล้ว ครองรองอันดับ 1 Miss Universe 2025 สร้างประวัติศาสตร์ให้ไทยครั้งใหม่ ตอบคำถามลึกซึ้ง พลังความรัก ฉายภาพความหลากหลายของชาติไทย

(21 พ.ย. 68) "วีนา ปวีณา ซิงห์" ตัวแทนสาวไทย สร้างชื่ออีกครั้งที่เวที Miss Universe 2025 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยคว้าตำแหน่ง รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้สำเร็จ หลังทะลุเข้าถึง Top 3 ของการแข่งขันระดับโลกที่จัดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

ตัวแทนสาวไทยทำผลงานโดดเด่นตั้งแต่รอบพรีลิมจนถึงรอบตอบคำถามสุดท้ายที่เน้นเรื่อง "พลังของความรักและการสร้างผลกระทบต่อสังคม" ซึ่งวีนาตอบได้อย่างลึกซึ้ง และสะท้อนบทบาทของผู้หญิงยุคใหม่ที่มั่นใจและมีเหตุผล

ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สง่างามและการสื่อสารที่เป็นธรรมชาติ วีนากลายเป็นสัญลักษณ์ความหลากหลายของไทย ด้วยเชื้อสายไทย-อินเดียที่แสดงถึงความสมัยใหม่และเปิดกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เวทีจักรวาลให้ความสำคัญ แม้เวทีจะมีดราม่าแต่ไทยในฐานะเจ้าภาพยังได้รับคำชมอย่างกว้างขวาง

วีนาคือสัญลักษณ์ของความพยายามไม่ยอมแพ้ หลังจากลงแข่งขันหลายครั้งในระดับชาติและยืนหยัดจนมาถึงจุดนี้ เธอพิสูจน์แล้วว่า ความตั้งใจและความฝันสามารถพาไปถึงเวทีระดับโลกได้อย่างแท้จริง รวมถึงเป็นเกียรติสูงสุดที่สะท้อนความสามารถของตัวแทนไทยในเวทีระดับโลก

‘รัสเซีย’ ผุดไอเดียทัวร์นาเมนต์ รายการลูกหนังระดับทีมชาติ ขนานกับศึก ‘ฟุตบอลโลก 2026’ หวังดึงชาติแกร่งที่ชวดตั๋วร่วมวง

(23 พ.ย. 68) สื่อกีฬาต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียกำลังวางแผนจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับทีมชาติ สำหรับประเทศที่ไม่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 โดยตั้งใจให้แข่งในช่วงเวลาเดียวกับฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ ขณะที่รัสเซียยังโดนฟีฟ่าและยูฟ่าแบนจากทุกรายการนับตั้งแต่ปี 2022

ช่วงที่โดนแบน ทีมชาติรัสเซียภายใต้การคุมทีมของ วาเลรี่ คาร์ปิน (Valery Karpin) ทำได้แค่ลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง แต่ก็เคยพาทีมทำสถิติไม่แพ้ใครยาว 23 นัดติด ก่อนจะเพิ่งมาพ่ายคาบ้านต่อชิลี 0-2 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ในประเทศเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้มองหาวิธีใหม่ ๆ ในการกลับสู่เวทีนานาชาติ

รายงานหลังจบรอบแบ่งกลุ่มคัดเลือกโซนยุโรประบุว่า รัสเซียกำลังพิจารณาจัดทัวร์นาเมนต์ใหม่ในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 แข่งขนานไปกับศึกฟุตบอลโลก 2026 โดยมีเป้าหมายหนึ่งคือทำให้ทีมชาติยังได้ลงเล่นกับคู่แข่งที่มีระดับใกล้เคียงกัน และไม่หายไปจากสายตาแฟนบอลทั่วโลก

365Scores สื่อฟุตบอลต่างประเทศรายงานเพิ่มเติมว่า เป้าหมายเชิงการเมืองของรัสเซีย คือสร้างกระแสและเรียกความสนใจต่อสถานการณ์ของตัวเอง หวังให้ฟีฟ่ากลับมาทบทวนโทษแบน แนวคิดนี้แม้ยังไม่เป็นทางการ แต่ก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงการฟุตบอลอย่างรวดเร็ว

ตามข้อมูลเบื้องต้น จำนวนทีมที่เข้าร่วมอาจอยู่ราว 8–12 ชาติ โดยจะใช้สนามแข่ง 4 แห่งในรัสเซีย ที่เคยเป็นสังเวียนฟุตบอลโลก 2018 กลับมาเปิดไฟใช้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์ พร้อมดึงแฟนบอลกลับเข้าสนาม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากจัดจริง จะมีชาติใดตอบรับบ้าง ตอนนี้ชื่อที่ถูกพูดถึงมีทั้ง เซอร์เบีย, กรีซ, ชิลี, เวเนซูเอลา, ไนจีเรีย, แคเมอรูน, จีน รวมไปถึง ทีมชาติไทย ซึ่งล้วนเป็นทีมที่พลาดตั๋วฟุตบอลโลก แต่ยังมีฐานแฟนบอลเหนียวแน่น

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า สำหรับรัสเซีย ทัวร์นาเมนต์นี้มีความหมายเกินกว่าผลการแข่งขันในสนาม เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่ายังสามารถจัดทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติได้เอง แม้ถูกตัดออกจากระบบของฟีฟ่า และยังเปิดพื้นที่ให้ชาติอื่นที่ชวดฟุตบอลโลกได้มีเวทีให้พิสูจน์ฝีเท้า

แต่อีกด้านหนึ่ง แผนนี้ก็เผชิญอุปสรรคไม่น้อย ทั้งเรื่องความชอบธรรม เพราะไม่ได้อยู่ใต้การรับรองของฟีฟ่า ปัญหาการเรียกนักเตะที่ติดสโมสร รวมถึงความอ่อนไหวทางการเมือง ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน แฟนบอลและสปอนเซอร์ทั่วโลกก็ทุ่มความสนใจไปที่ฟุตบอลโลกหลักเป็นหลัก ทำให้ตอนนี้ทัวร์นาเมนต์ของรัสเซียยังเป็นเพียง “ไอเดียที่ทั่วโลกจับตา” มากกว่าจะเป็นการแข่งขันที่ได้ข้อสรุปแน่นอนแล้ว

ก.อุตฯ มอบหมายให้จัดมหกรรม ‘ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน’ ประเดิม จ.ร้อยเอ็ด เสิร์ฟหนักบริการ “3 เติม” เสริมแกร่งธุรกิจครบวงจร สู่การเติบโตยั่งยืน

(21 พ.ย. 68) กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมาย SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” เสริมแกร่งเอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาค จัดใหญ่มหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” ประเดิม จ.ร้อยเอ็ด พาผู้ประกอบการเข้าถึงบริการ “3 เติม” ได้แก่ เติมทุนดอกเบี้ยพิเศษ 3%ต่อปี เติมความรู้ Upskill Reskill ยกระดับธุรกิจ และเติมโอกาสแก้ไขหนี้ยั่งยืน ช่วยก้าวผ่านวิกฤต เดินหน้าต่อ สู่การเติบโตยั่งยืน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการเป็นประธานเปิดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” จ.ร้อยเอ็ด ว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่เอสเอ็มอีต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของเศรษฐกิจ สงครามการค้า หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีนโยบาย “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” ให้ทุกหน่วยงานภายใต้กำกับนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย  

ทั้งนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึงในส่วนภูมิภาค ได้มอบนโยบายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ในกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทสำคัญต่อการช่วยเหลือและสนับสนุนเอสเอ็มอีไทย ผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชน จัดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” กระจายในพื้นที่ต่างๆ โดยนำร่องที่ จ.ร้อยเอ็ด ช่วยให้เอสเอ็มอีในพื้นที่เข้าถึงบริการด้านการเงิน การพัฒนา และแก้ไขหนี้ยั่งยืน ได้อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย และสามารถฝ่าฟันวิกฤตความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที    

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวเสริมว่า จากที่ธนาคารได้เปิดบริการ “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม ในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีรูปแบบ One Stop Service ณ ทุกสาขาของธนาคาร รวม 96 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดการสนับสนุนเอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาคได้อย่างกว้างขวาง SME D Bank จึงได้จัดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” ในรูปแบบออนไซต์ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้เอสเอ็มอีเดินหน้าธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ กำหนดจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ใน 4 จังหวัด ช่วงเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2568 นี้ โดย จ.ร้อยเอ็ด นับเป็นแห่งแรกของมหกรรมดังกล่าว   

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรม พาเข้าถึงบริการสำคัญ “3 เติม” ได้แก่ ด้านที่ 1 “เติมทุน” สนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ใช้ได้ทั้งเพื่อเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ปรับปรุง หรือยกระดับกิจการ สามารถยื่นกู้ในงานได้ทันที ด้านที่ 2 “เติมความรู้” Upskill Reskill อบรมยกระดับธุรกิจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะด้านตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการปักตะกร้าจำหน่ายสินค้า การผลิตคอนเทนต์ให้น่าสนใจ การตัดต่อคลิปวิดีโอ รวมถึง เทคนิคไลฟ์ขายสินค้า เป็นต้น อีกทั้ง ยกระดับธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) เครื่องมือดิจิทัลครบวงจรที่ให้บริการแบบ Total Solution ใช้งานง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และ ด้านที่ 3 “เติมโอกาส” ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง ผ่านมาตรการ “3 ลด ปลดหนี้” ได้แก่ 1. ลดผ่อน ปรับวงเงินการผ่อนชำระ ตามความสามารถของกิจการ 2. ลดเงินต้น ปรับโครงสร้าง เพิ่มความยืดหยุ่น นําเงินค่างวดแบ่งตัดลดเงินต้น และ 3. ลดดอกเบี้ยค้างชำระ เมื่อชำระตามเงื่อนไขของธนาคารหรือปิดบัญชี ช่วยฟื้นฟูกิจการกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง

นอกจากนั้น ยังมีการมอบป้ายสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก SME D Bank อีกทั้ง การออกบูธให้คำปรึกษาและเพิ่มศักยภาพธุรกิจจาก SME D Bank และหน่วยงานพันธมิตร เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) , อุตสาหกรรมจังหวัด , พาณิชย์จังหวัด และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ให้บริการตรวจข้อมูลเครดิต ฟรี เป็นต้น อีกทั้ง การร่วมออกบูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากเอสเอ็มอีในพื้นที่ เช่น บริษัท ทรัพย์แสนบุญ จำกัด ผลิตและจําหน่ายแปรรูปสมุนไพร สกัดจากเปปเปอร์มิ้นต์ , BB PILLOW ผู้ผลิตและจําหน่ายชุดเครื่องนอน , เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอารยะฟาร์ม จําหน่ายข้าวอินทรีย์ , KULA BEEF สเต็กไทยวากิว , วาวี่ ฟู้ดส์ ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มผสมวุ้นข้าวหอมมะลิ และเครื่องดื่มผสมน้ำข้าวหอมมะลิสกัด เพื่อสุขภาพ เป็นต้น โดยมีผู้ประกอบการ และประชาชน ในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และใกล้เคียง เข้าร่วมจำนวนมาก   

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับการสนับสนุนด้านการเงินและการพัฒนาจาก SME D Bank สามารถแจ้งความประสงค์ได้ ณ สาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top