Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

ศูนย์แพทยศาสตรศึกษา รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรม Open House 

(19 พ.ย. 68) ศูนย์แพทยศาสตรศึกษา รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ได้จัดกิจกรรม Open House ประจำปีการศึกษา 2569 ณ ห้องประชุม 29 ปี รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยได้รับเกียรติจาก พล.ร.ต.กิติศักดิ์ สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวต้อนรับและเปิดงาน กิจกรรมนี้จัดขึ้น เพื่อให้นิสิตแพทย์ได้มาสัมผัสกับประสบการณ์การเรียนรู้และสภาพแวดล้อมจริง ในโรงพยาบาลฯ 

กิจกรรมประกอบด้วย การแนะนำผู้บริหาร รพ.ฯ ผู้บริหารศูนย์แพทยศาสตรศึกษาฯ และรับฟังข้อคิดดีๆ จากรุ่นพี่แพทย์เพิ่มพูนทักษะ ตลอดจน นำเข้าเยี่ยมชมสถานที่ในการจัดการเรียนการสอนและฝึกประสบการณ์ รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายใน รพ.ฯ 

ซึ่งข้อมูลและบรรยากาศที่ได้รับทราบนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประกอบการตัดสินใจของนิสิตแพทย์ ในการเลือกสถานที่ศึกษาในชั้นคลินิกในอนาคต โดยมีนิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เข้าร่วมกิจกรรม ทั้งสิ้น 50 นาย

อาคาร 70 ปี พพ. คว้ารางวัลชนะเลิศ “ASEAN Energy Award” ต้นแบบสาธิตการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ สะท้อนความเป็นผู้นำของประเทศ ด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน

(19 พ.ย. 68) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน คว้ารางวัล ชนะเลิศ ASEAN Energy Award 2025 ประเภท Special Submission : Energy Efficient Buildings Awards – Zero Energy Building จากผลงาน “อาคาร 70 ปี พพ.” อาคารต้นแบบสาธิตการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Energy Building: ZEB) ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำของประเทศไทยด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในระดับภูมิภาค

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า “อาคาร 70 ปี พพ. ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย ที่สามารถออกแบบและบริหารจัดการอาคารสำนักงานภาครัฐให้เป็นไปตามแนวคิด Zero Energy Building หรืออาคารที่ผลิตและใช้พลังงานสุทธิใกล้เคียงศูนย์ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด ทั้งยังเป็นอาคารต้นแบบที่เผยแพร่ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ”

อาคาร 70 ปี พพ. ตั้งอยู่ภายในกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นอาคารสำนักงานสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 2,650 ตารางเมตร รองรับผู้ใช้งานได้ประมาณ 150 คน มีการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงสุขภาวะของผู้ใช้งาน นำมาตรฐาน อาคารเขียวภาครัฐ G-GOODs ขั้นสูงจากกรมโยธาธิการและผังเมืองมาประยุกต์ใช้และได้รับการรับรองมาตรฐาน อาคารเขียว TREES ระดับ Platinum จากสถาบันอาคารเขียวไทย

อาคารดังกล่าวมีการออกแบบและใช้เทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานครบวงจร เช่น
•การออกแบบอาคารแบบ Passive Design เพื่อลดการนำความร้อนและส่งเสริมการระบายอากาศตามธรรมชาติ
•การใช้ ผนังกรอบอาคารและกระจกประสิทธิภาพสูง (Low-E Glass / Double Glazed Window)
•ระบบปรับอากาศแบบ Variable Refrigerant Flow (VRF) พร้อม CO₂ Sensor
•ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop ขนาด 100 kWp) สำหรับใช้งานภายในอาคาร
•ระบบ Building Automation System (BAS) ตรวจวัดและควบคุมการใช้พลังงานแยกรายชั้นและรายระบบ

ด้วยแนวทางดังกล่าว อาคาร 70 ปี พพ. มีค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (EUI) เพียง 43.05 หน่วยต่อตารางเมตรต่อปี หรือ 114,074 หน่วยต่อปี (ข้อมูลปี 2567) ซึ่งต่ำกว่าอาคารสำนักงานทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ อาคาร 70 ปี พพ. ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบด้านอาคารอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน เปิดให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง มีผู้เยี่ยมชมกว่า 1,000 คนต่อปี สะท้อนบทบาทของ พพ.ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ขยายองค์ความรู้ด้านอาคารประหยัดพลังงานไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอเข้าเยี่ยมชมอาคารได้ที่เบอร์โทร 0 2223 0021-9 ต่อ 1562 , 1630

สำหรับรางวัล ASEAN Energy Award 2025 ที่ พพ. ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาอาคารที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ พพ. ในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ภายในปี 2050 ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวง อว. ผนึก 6 หน่วยงาน รวมพลังพัฒนาบุคลากรยานยนต์ไฟฟ้า ยกระดับศักยภาพแรงงานไทยสู่เวทีโลก ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV ภูมิภาค

กระทรวง อว. โดย สอวช. ผนึกกำลังภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน 6 หน่วยงาน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

(19 พ.ย. 68) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงาน สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV – HRD) ระหว่าง สอวช. กับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) (สคช.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยมี นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวแสดงความยินดี และเป็นสักขีพยานในความร่วมมือ พร้อมด้วยผู้บริหารทั้ง 6 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมือ ประกอบด้วย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดี กพร. นางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สอศ. นายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รองผู้อำนวยการ สคช. นายสุโรจน์ แสงสนิท นายก EVAT และ ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการ บพค. เป็นผู้ร่วมลงนามในพิธี โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ กว่า 100 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดสด Online ผ่าน Facebook LIVE

นางเพ็ญนภา กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในครั้งนี้ คือการร่วมกัน “สร้างคน สร้างอนาคต” จากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ผสานกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาบุคลากรตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเรียนรู้ การวิจัย ไปจนถึงการสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของโลกยานยนต์ไฟฟ้า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ผสานประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการเรียนในสถาบันการศึกษา ตามแนวทาง “สร้างคน – สร้างงาน – สร้างนวัตกรรม” อย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้ คือรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค มุ่งสู่เป้าหมาย EV30@30 และร่วมสร้างอนาคต ที่ยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ด้วย “คนไทย” ที่มีศักยภาพพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก

ดร.สุรพงษ์ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สอศ. มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยง “ผู้ผลิตกำลังคน” กับ “ผู้ใช้กำลังคน” เพื่อสร้างแรงงานสายอาชีพ และคณาจารย์ ที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และร่วมมือกับ สอวช. ในการพัฒนาหลักสูตรและสมรรถนะของครูอาชีวศึกษารองรับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนกำลังคนวัยทำงานให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ตลอดชีวิต ผ่านหลักสูตรที่ยืดหยุ่นร่วมกับ กพร. เป็นต้น นอกจากนี้ยังร่วมกับ EVAT เพื่อเสริมประสบการณ์และสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษา ให้พร้อมปฏิบัติงานจริงในช่วงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือกับหน่วยงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือในฐานะ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะสามารถยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันในอนาคต สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ และนำพาไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

นายสิบหมื่นชัย กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาทักษะแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ให้พร้อมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดย กพร. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์จริง เช่น ระบบแบตเตอรี่และการประจุพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า และการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การผนึกพลังทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแรงงานที่มีมาตรฐานฝีมือ พร้อมรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้คนไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ นี่คือก้าวสำคัญในการเตรียม “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสอาชีพใหม่ให้กับแรงงานไทยในยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ดร.สิริพร กล่าวว่า พิธีลงนามในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ เพราะเกิดจากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ร่วมผนึกกำลัง กันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์อนาคตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ในระบบการศึกษา การยกระดับทักษะของแรงงาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสถานประกอบการ ผ่านการร่วมกันออกแบบหลักสูตรทั้งรูปแบบ degree และ non-degree หลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรม การฝึกงาน รวมถึงการรับรองมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เราจะมุ่งเน้นการ Upskill — Reskill — และ Newskill เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ไม่เพียงสอดรับกับความต้องการ ของอุตสาหกรรม แต่ยังนำพาให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง สอวช. มีบทบาทสำคัญ

ในการเชื่อมร้อยพลังของทุกภาคส่วน ทั้งการอุดมศึกษาและภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนนโยบายและการให้ทุนพัฒนาบุคลากรที่จำเป็น เพื่อให้การขับเคลื่อนในครั้งนี้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

การร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน สอวช. กพร. สอศ. สคช. EVAT และ บพค. ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศด้านการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศ ต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และวางรากฐานการพัฒนาแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

เปิดตัวชุดประจำชาติไทย “สุวรรณรากษา พญายักษ์ขึ้นจักรวาล” ที่ “วีนา” ใส่ขึ้นเวที Miss Universe 2025 แรงบันดาลใจจากโขน–รามเกียรติ์ สื่อถึงทหารและผู้เสียสละปกป้องผืนแผ่นดิน

(19 พ.ย. 68) บนเวที Miss Universe 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ “วีนา ปวีนา ซิงห์” Miss Universe Thailand 2025 เชื้อสายอินเดียสัญชาติไทย ผู้เป็นสัญลักษณ์ของความพยายาม ขึ้นประกวดในชุดประจำชาติไทย “สุวรรณรากษา พญายักษ์พิทักษ์สุวรรณภูมิ”

ผลงานทีมอาร์ทอัครัชเนรมิตศิลป์ ที่หยิบ “พญายักษ์” จากตำนานและศิลปะไทยมาตีความใหม่ให้กลายเป็นนักรบผู้พิทักษ์แผ่นดิน แทนภาพจำยักษ์ในฐานะตัวร้ายในวรรณคดี โดยใช้โทนสีทองเมทัลลิกทั้งชุดสื่อถึงสุวรรณภูมิ ความรุ่งเรือง วัฒนธรรมและเกียรติยศของชาติ ผสานลายไทยกับแรงบันดาลใจจากโขน–รามเกียรติ์ในสไตล์ร่วมสมัยที่ยังเดินได้จริงบนเวทีโลก

ชุดนี้ตั้งใจให้พญายักษ์เป็นตัวแทนของเหล่าทหารนิรนามและผู้เสียสละที่ปกป้องผืนแผ่นดินอย่างเงียบ ๆ ทำให้เวลาวีนาสวมชุดขึ้นเวที ไม่ได้เป็นเพียงการโชว์คอสตูมอลังการ แต่คือการสวม “เกราะแห่งเกียรติ” พาเรื่องราวรากเหง้า–อารยธรรมไทยออกจากจิตรกรรมฝาผนังและเวทีโขน ไปยืนเด่นกลางสายตาคนทั้งโลก ในฐานะตัวอย่างชัดเจนของการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ไทยผลักดันศิลปะ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ชาติบนเวทีจักรวาล

ทัพเรือจับมือ Thales ยกเครื่อง “เรือหลวงจักรีนฤเบศร” อัปเกรดสู่ระบบ IPMS อัจฉริยะ เชื่อมข้อมูลเรือแบบ Real Time ดันอุตสาหกรรมทหารฯ ไทย สู่มาตรฐานโลก

(19 พ.ย. 68) กองทัพเรือไทยได้ลงนามในสัญญากับบริษัท Thales ร่วมกับบริษัทจักรวาล คอมมิวนิเคชั่น ซีสเท็ม จำกัด หรือ “Jakkrawan” เพื่ออัปเกรดเรือหลวงจักรีนฤเบศร เรือธงที่ประจำการมาเกือบ 30 ปี ให้ก้าวสู่เรือรบยุคใหม่ ภายในงาน Defense and Security 2025 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยดีลนี้เป็นการติดตั้งระบบ Integrated Platform Management System (IPMS) รุ่นล่าสุด ยกเครื่องระบบบริหารจัดการต่าง ๆ ของเรือทั้งลำ

IPMS ถูกมองว่าเป็น “สมองกลหลัก” ของเรือรบยุคใหม่ เพราะเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบสำคัญทั้งหมดภายในเรือ ตั้งแต่เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบความปลอดภัย เข้าด้วยกันในจอเดียว ทำให้สามารถตรวจสอบและควบคุมสถานะต่าง ๆ ได้แบบ Real Time ช่วยให้ผู้บังคับการและเจ้าหน้าที่ตัดสินใจได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเป็นระบบมากกว่าเดิม

ความร่วมมือครั้งนี้ยังต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่าง Thales กับกองทัพเรือไทยที่มีมากว่า 55 ปี ปัจจุบันเรือกว่า 80% ใช้ระบบของ Thales อยู่แล้ว ขณะเดียวกัน Jakkrawan ในฐานะพันธมิตรไทยจะได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและการซ่อมบำรุง ช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศในระยะยาว และวางฐานให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยพัฒนาไปพร้อมกับการยกระดับขีดความสามารถของกองเรือด้วย

ญี่ปุ่นไม่มีกองทัพ!! แต่อยากมีกองทัพไว้ป้องกันประเทศ ไทยมีกองทัพใหญ่ แต่คนบางส่วนไม่อยากมี สองประเทศ สองเส้นทางกับคำถามสำคัญ เรื่องบทบาททหาร ต้องการแบบไหนกันแน่?

ในวงสนทนาเรื่องการเมืองและความมั่นคง มักมีประโยคเปรียบเทียบว่า “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีกองทัพ แต่อยากมีกองทัพ” ขณะที่ “ไทยมีกองทัพใหญ่ แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากอยากให้เล็กลง หรืออยากให้ถอยจากการเมือง” ถ้าดูผิวเผินเหมือนเป็นภาพตลกร้าย แต่มองลึกลงไปจะเห็นว่าความจริงซับซ้อนกว่านั้น และคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “จะมีกองทัพหรือไม่มี” แต่คือ “เราต้องการกองทัพแบบไหนให้สอดคล้องกับยุคสมัยและสังคมที่เราอยากอยู่ร่วมกัน”

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเขียนรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ประกาศชัดว่าจะ “ละทิ้งสงคราม” และไม่มีกองทัพบก–เรือ–อากาศแบบประเทศอื่น แต่ในโลกความจริง ญี่ปุ่นไม่ได้ไม่มีทหารเสียทีเดียว เพราะตั้ง “กองกำลังป้องกันตนเอง” หรือ JSDF ขึ้นมาทำหน้าที่ดูแลความมั่นคง ป้องกันประเทศ ช่วยเหลือภัยพิบัติ และร่วมภารกิจสันติภาพในต่างประเทศ คล้ายกองทัพในชื่อที่นุ่มลง เพื่อไม่ให้ขัดกับจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม JSDF ก็ถูกจำกัดกรอบอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการใช้กำลังได้เฉพาะเพื่อป้องกันตนเอง การไม่มีระบบเกณฑ์ทหาร ใช้รูปแบบสมัครใจ และการหลีกเลี่ยงอาวุธเชิงรุกระยะไกล แนวคิดหลักคือ “มีศักยภาพป้องกันตัว แต่ไม่แสดงภาพกองทัพเชิงรุก” จนคนจำนวนมากรู้สึกเหมือนญี่ปุ่น “มีทหาร แต่ไม่ยอมเรียกตัวเองว่ามีกองทัพ”

ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา บรรยากาศรอบตัวญี่ปุ่นเริ่มตึงเครียดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีเหนือ หรือการแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาค ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นค่อย ๆ ขยับขยายบทบาท JSDF ทั้งการตีความกฎหมายให้ร่วมป้องกันกับพันธมิตรได้ การเพิ่มงบกลาโหม และการจัดหาอาวุธทันสมัยมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จุดกระแสถกเถียงภายในประเทศเองว่า ญี่ปุ่นกำลังถอยห่างจากอุดมการณ์สันติภาพเดิม หรือเป็นเพียงการ “อัปเกรดการป้องกันตัว” ให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป

ด้านไทย ภาพกลับกัน เราเป็นประเทศที่มีกองทัพเต็มรูปแบบมานาน มีประวัติรัฐประหารหลายครั้ง ทำให้ทหารกลายเป็นผู้เล่นใหญ่ในทางการเมือง ควบคู่กับระบบเกณฑ์ทหารที่ถูกวิจารณ์เรื่องความจำเป็น การใช้งานเกินภารกิจ และปัญหาการละเมิดสิทธิ จึงไม่แปลกที่ในช่วงไม่กี่ปีหลัง เสียงในสังคม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เรียกร้อง “กองทัพที่เล็กลง มืออาชีพขึ้น” และอยากเห็นการยกเลิกหรือปรับระบบเกณฑ์ทหารให้เป็นสมัครใจมากกว่าใช้การบังคับ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เส้นทางสองประเทศสวนทางกัน คือมุมมองต่อภัยคุกคาม ญี่ปุ่นมองความเสี่ยงจาก “ภายนอก” ทั้งเพื่อนบ้านที่มีกำลังทหารสูง ข้อพิพาททะเล และความรู้สึกว่าพึ่งพาอเมริกาอย่างเดียวอาจไม่พอ ขณะที่ไทยแทบไม่มีศัตรูทางทหารโดยตรง สิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกลับเป็นบทบาทของทหารใน “การเมืองภายในประเทศ” งบประมาณจัดซื้อ และอิทธิพลในโครงสร้างอำนาจมากกว่าภัยสงครามจากต่างชาติ

จากมุมนี้ เราอาจมองว่า ญี่ปุ่นกำลังเถียงกันเรื่อง “จะเสริมเขี้ยวเล็บแค่ไหนโดยไม่หักหลังอุดมการณ์สันติภาพ” ขณะที่ไทยกำลังเถียงกันเรื่อง “ทหารควรมีบทบาทในการเมืองแค่ไหน และระบบเกณฑ์ทหารยังจำเป็นหรือไม่” หากกองทัพเข้าไปยืนตรงกลางสนามการเมืองบ่อยเกินไป ความไว้วางใจจากประชาชนก็ยิ่งลดลง จนบางคนเริ่มตั้งคำถามไปถึงขั้น “สังคมที่ไม่ต้องมีกองทัพ” หรืออย่างน้อย “สังคมที่ทหารไม่ยุ่งกับการเมือง”

บทเรียนจากญี่ปุ่นอาจบอกเราว่า การมีกองกำลังที่เข้มแข็งไม่จำเป็นต้องสวนทางกับหลักสันติภาพ หากมีกรอบกติกาชัดเจน พลเรือนควบคุมทหารได้จริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทหารมีบทบาทด้านบวกที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น การช่วยเหลือภัยพิบัติหรือภารกิจเพื่อสาธารณะ ในทางกลับกัน ภาพของไทยก็สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อกองทัพมีน้ำหนักสูงเกินไปในโครงสร้างอำนาจ ความชอบธรรมในสายตาประชาชนอาจหดหาย แม้ศักยภาพทางทหารจะมีอยู่ก็ตาม

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญสำหรับไทยอาจไม่ใช่ “อยากเป็นแบบญี่ปุ่นหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า เราต้องการกองทัพเพื่ออะไร ใครเป็นผู้ควบคุมตัวจริง และจะจัดสมดุลระหว่าง “ความมั่นคงของรัฐ” กับ “สิทธิประชาชนและประชาธิปไตย” อย่างไร ญี่ปุ่นและไทยอาจยืนอยู่คนละฝั่งของเส้นกราฟเรื่องกองทัพ แต่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญคำถามเดียวกันว่า จะออกแบบบทบาทและขนาดของกองทัพให้เข้ากับสังคมยุคใหม่ได้อย่างไร โดยไม่ทิ้งทั้งความปลอดภัยและความเป็นประชาธิปไตยไปพร้อมกัน

“SAWASDEE SEA GAMES 2025” "ซอฟต์พาวเวอร์ไทย" เดิมพันภาพลักษณ์รัฐบาล เมื่อศิลปิน–อินฟลูฯ–นักกีฬาไทย รวมพลังกลายเป็นกระบอกเสียงในซีเกมส์ครั้งนี้

(18 พ.ย. 68) ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เวทีเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับภูมิภาคครั้งสำคัญอีกครั้ง กับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หรือ SEA GAMES 2025 ที่จะเปิดฉากขึ้นระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยมี 3 พื้นที่หลักคือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา ทำหน้าที่ต้อนรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จาก 11 ชาติอาเซียน ท่ามกลางความคาดหวังว่าไทยจะไม่เพียงเป็น “เจ้าภาพที่ดี” แต่จะใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งกีฬา การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์

หัวใจของแคมเปญนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก 3 ด้าน ได้แก่ “Host Pride” หรือความภูมิใจในความเป็นเจ้าบ้าน ใช้คำว่า “Sawasdee” เป็นสัญลักษณ์สำคัญสะท้อนเอกลักษณ์การต้อนรับแบบไทยที่เป็นมิตรและอบอุ่น “The Power of Unity” หรือพลังความสามัคคี ที่ต้องการให้เสียงเชียร์จากทุกมุมประเทศผสานกันเป็นพลังใจเดียวกันส่งถึงนักกีฬา และ “Sense of Ownership” หรือความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำให้ซีเกมส์ครั้งนี้ไม่ใช่งานของหน่วยงานรัฐเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นภารกิจของคนไทยทั้งชาติ ในสนามแข่งขัน ซีเกมส์ 2025 จะชิงชัยกันรวม 50 ชนิดกีฬา คาดว่าจะมีการชิงเหรียญทองกว่า 500 เหรียญ

จุดเด่นอีกประการของแคมเปญนี้คือการดึง ศิลปิน ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ เข้ามาเป็น “ทีมกระบอกเสียงซีเกมส์” อย่างเป็นระบบ ทั้งศิลปินระดับอินเตอร์อย่างไอดอล K-pop สัญชาติไทย ไปจนถึงศิลปิน T-POP กลุ่มใหญ่ รวมถึงครีเอเตอร์และยูทูบเบอร์ชื่อดังที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เพื่อผลิตคอนเทนต์เกี่ยวกับซีเกมส์ในภาษาที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ดูง่าย สนุก และพร้อมต่อยอดเป็นกระแสบนโลกโซเชียล

ขณะเดียวกัน ฝั่ง “ฮีโร่นักกีฬาไทย” ก็ได้รับบทบาทสำคัญในแคมเปญนี้เช่นกัน นักกีฬาทีมชาติและนักกีฬาระดับตำนานในหลายชนิดกีฬา ทั้งกีฬาต่อสู้ กีฬาโอลิมปิก และกีฬายอดนิยม จะถูกดันขึ้นมาเป็นตัวแทนของความมุ่งมั่น ความมีวินัย และจิตวิญญาณนักสู้ โดยมีเป้าหมายให้คนดูรู้จักนักกีฬาในฐานะ “ตัวตนจริง” มากกว่าชื่อที่ปรากฏเพียงในตารางผลการแข่งขัน

ที่สำคัญ แคมเปญนี้ยังเปิดช่องให้ภาคเอกชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างชัดเจน ตั้งแต่การจัดมุมเชียร์ไทยในร้านค้าและศูนย์การค้า การจัดกิจกรรมชมการถ่ายทอดสดร่วมกัน การตกแต่งสถานที่ในธีมซีเกมส์ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาสีและขบวนพาเหรดเชียร์ในสถานศึกษา เพื่อให้สีสันของซีเกมส์ไม่จำกัดอยู่เพียงเมืองเจ้าภาพ แต่สามารถกระจายไปทั่วประเทศ

แพลตฟอร์ม–แบรนด์–ครีเอเตอร์ เริ่มได้วันนี้ ดัน Thai Knowledge Label ให้ “ของจริง-อ้างอิง-รับผิดชอบ” สร้างอินฟลูฯคุณภาพดังเท่าดราม่าใน 180 วัน

อินฟลูคุณภาพ = คุณภาพสาธารณะ
โมเดลไทยแบบร่วมกำกับ (Co‑Regulation) ที่ทำได้จริงใน 180 วัน
เราเสพคอนเทนต์ทุกวัน ทั้งเรื่องเงิน สุขภาพ สิทธิผู้บริโภค การเรียน และการทำงาน ข้อมูลผิดเพียงชิ้นเดียวอาจทำให้คนเสียเงิน ผิดการรักษา หรือเสียโอกาส เราไม่ต้องการ “รัฐคุมเข้มทั้งแพลตฟอร์ม” แบบจีน แต่ต้องการระบบส่งสัญญาณคุณภาพ ที่รางวัลคนทำดีและคุ้มครองประชาชนอย่างฉลาดและเบาสบาย
แกนกลาง: Thai Knowledge Label (TKL) — ตราคุณภาพสมัครใจของไทย
ไม่ใช่ใบอนุญาตก่อนโพสต์ แต่เป็น “ตราประกาศตน + ตรวจสอบย้อนหลังได้” ให้แพลตฟอร์มอ่านค่าจากเมทาดาต้า แล้วดันการมองเห็นคอนเทนต์คุณภาพ

• สามระดับของ TKL:
• R1: Opinion/Experience — มุมมองส่วนตัว รีวิว ประสบการณ์
• ข้อกำกับ: ระบุสปอนเซอร์/ผลประโยชน์ทับซ้อนให้ชัด
• R2: Evidence‑Backed — How‑to/ความรู้ที่กระทบชีวิต มีแหล่งอ้างอิงตรวจได้
• ข้อกำกับ: ใส่บรรณานุกรมย่อบนจอ/คำบรรยาย และลิงก์หลักฐานเต็ม
• R3: Expert‑Verified — เรื่องวิชาชีพ (แพทย์/กฎหมาย/การลงทุน ฯลฯ)
• ข้อกำกับ: มีผู้มีใบอนุญาต/คุณวุฒิตรวจทาน ลงชื่อ‑วันเวลา + คำเตือนเหมาะสม

หลักคิด: “รู้จริง‑อ้างอิง‑รับผิดชอบ” ใครทำได้—ระบบช่วยดันให้คนเห็นมากขึ้น
ใครต้องทำอะไร ตั้งแต่วันนี้
1) หน่วยงานรัฐ/กำกับดูแล (ETDA, สคบ., อย., ก.ล.ต. ฯลฯ)
• ประกาศมาตรฐาน TKL (สเปกป้าย/เมทาดาต้า/ตัวอย่างคำเตือน) แบบแนวปฏิบัติสมัครใจ
• เปิดหน้าโปร่งใสรายไตรมาส: สถิติร้องเรียน เวลาปิดเคสเฉลี่ย หมวดเสี่ยงยอดฮิต
• ทำ API แจ้งเตือนข้อเท็จจริงให้แพลตฟอร์มดึงป้ายคำเตือนอัตโนมัติ

2) แพลตฟอร์ม (YouTube, Facebook, TikTok, X ฯลฯ)
• อ่านค่า TKL metadata แล้วให้คะแนนการมองเห็นพิเศษสำหรับ R2/R3
• แสดงป้ายคุณภาพบนหน้าแนะนำ/ค้นหา + ปุ่ม “อ่านแหล่งอ้างอิง” ใต้คลิป
• เปิดทางลัดร้องเรียนสำหรับโฆษณาหลอก/อ้างเกินจริง พร้อม SLA ตรวจภายใน X วัน

3) แบรนด์/เอเจนซี่/ฝ่ายสื่อ
• ใส่เงื่อนไขในบรีฟ: รับเฉพาะครีเอเตอร์ที่ติด TKL (อย่างน้อย R2 สำหรับ How‑to และ R3 เมื่อเป็นคำแนะนำเฉพาะ)
• จัดงบ Reviewer (เช่น 5% ของโปรเจ็กต์) จ่ายให้ผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมตรวจทาน
• ตั้งนโยบายเปิดเผยผลประโยชน์ชัดเจนในทุกชิ้นงาน

4) ครีเอเตอร์/อินฟลูเอนเซอร์
• แท็กงาน R1/R2/R3 ตั้งแต่บรีฟ และเก็บ Evidence Pack (3–5 แหล่ง)
• ขอผู้เชี่ยวชาญรีวิวเฉพาะงาน R3 และลงชื่อ‑เวลา
• ใส่ป้ายคุณภาพ + คำเตือน + บรรณานุกรมย่อ บนจอ/คำอธิบาย
• ทำ Correction Log: ถ้าผิด แก้ภายใน 48 ชม. และเก็บหลักฐานไว้ 2 ปี

5) มหาวิทยาลัย/วิชาชีพ/นักวิชาการ/องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง
• เปิดคลินิกที่ปรึกษา ให้ครีเอเตอร์เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญแบบค่าตรวจรายชิ้น
• ทำสารบบผู้ตรวจทานสาธารณะ (แพทย์ ทนาย นักการเงิน ครู ฯลฯ)
• จัดหลักสูตรสั้น “การสื่อสารวิชาชีพสู่สาธารณะ” ออกใบรับรองใช้งานในงาน R3

6) ประชาชนผู้ชม
• มองหาป้าย TKL เป็นนิสัย—ถ้าเรื่องเสี่ยงไม่มีป้าย ให้ตั้งคำถามก่อนแชร์
• ใช้ปุ่ม “แหล่งอ้างอิง” ก่อนตัดสินใจซื้อ/รักษา/ลงทุน
• แจ้งร้องเรียนเมื่อพบโฆษณาหลอก/เคลมเกินจริง เพื่อช่วยกันยกระดับพื้นที่สาธารณะ

เครื่องมือใช้งานทันที
1. 1) ชุดเทมเพลต Dossier ต่อหนึ่งชิ้นงาน:
• ใบปะหน้า: ชื่อเรื่อง ผู้สร้าง ระดับ R ผู้รีวิว (ถ้ามี)
• สคริปต์เวอร์ชันรีวิว + ลายเซ็นดิจิทัลผู้ตรวจทาน
• บรรณานุกรมเต็ม + วันที่เข้าถึง + ลิงก์ต้นทาง
• บันทึกการแก้ไข (ถ้ามี) + ลิงก์โพสต์ที่อัปเดตแล้ว

2. 2) คำเตือนมาตรฐานสั้น:
• สุขภาพ: “ข้อมูลทั่วไป ไม่ทดแทนการวินิจฉัย/รักษาเฉพาะบุคคล—ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ”
• การเงิน: “เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะ—มีความเสี่ยง ควรศึกษาก่อนตัดสินใจ”
• กฎหมาย: “เชิงวิชาการทั่วไป—โปรดปรึกษาทนายเฉพาะกรณี”

3. 3) ป้ายสามระดับ:
• Opinion/Experience (เทา) | Evidence‑Backed (น้ำเงิน) | Expert‑Verified (เขียว)
แรงจูงใจให้ “ของดีชนะอัลกอริทึม”
• Algorithmic Boost: แพลตฟอร์มให้คะแนนพิเศษกับ R2/R3
• สิทธิประโยชน์การค้า: แบรนด์ใหญ่ทำ Whitelist โฆษณารับผิดชอบ ซื้อเฉพาะคอนเทนต์ติด TKL
• เวทีเชิดชู: ประกาศ Top 10 งานคุณภาพรายไตรมาส + โล่/ตราประจำช่อง
• ทุนย่อย: Mini‑Grant สำหรับซีรีส์ความรู้สาธารณะ R3 (สุขภาพ การเงิน สิทธิผู้บริโภค)

วัดผลให้เห็นจริง
• Accuracy Rate ≥ 95% — สัดส่วนงานที่ไม่ต้องแก้สาระสำคัญ
• MTTC ≤ 48 ชม. — เวลาเฉลี่ยจนแก้ไขแล้วเสร็จ
• Cited Share ≥ 70% — สัดส่วนโพสต์ R2/R3 ที่มีแหล่งอ้างอิง
• Errata/100 Posts — จำนวนการแก้ไขสาระสำคัญต่อ 100 โพสต์ (ยิ่งต่ำยิ่งดี)
• Knowledge Uplift — ควิซ 3 ข้อก่อน‑หลังชมคอนเทนต์ R2/R3 วัด % ความเข้าใจเพิ่มขึ้น

โรดแมป 180 วัน
• วัน 1–30: ตั้งคณะทำงาน TKL ระดับข้ามหน่วยงาน + เคาะสเปกป้าย/เมทาดาต้า + ตัวอย่างคำเตือน
• วัน 31–90: เปิด Sandbox 100 ครีเอเตอร์ ใน 3 หมวด (สุขภาพ/การเงิน/ผู้บริโภค) เก็บสถิติ MTTC‑Accuracy จริง
• วัน 91–180: แพลตฟอร์มประกาศนโยบาย Boost + เผยรายงานโปร่งใสไตรมาสแรก + มอบรางวัล “Influencer for Public Good”

สรุป: ดีลของทั้งสังคม
รัฐไม่ต้องคุมเข้มแบบจีน แต่ต้องเปิดทาง เชื่อมข้อมูล และตั้งมาตรฐานสมัครใจที่ตรวจได้; แพลตฟอร์มใช้พลังอัลกอริทึมให้รางวัลคนทำดี; แบรนด์ใช้เงินโฆษณาไปกับคอนเทนต์ที่รับผิดชอบ; ครีเอเตอร์ได้เกราะคุ้มกันและความน่าเชื่อถือ; ประชาชนได้พื้นที่สาธารณะที่ฉลาด โปร่งใส และไว้วางใจได้เมื่ออินฟลูคุณภาพเพิ่ม ประชาชนไทยก็มีคุณภาพมากขึ้นจริง ๆ

ผู้กุมบังเหียน ธ.ก.ส. คนที่ 14 ขับเคลื่อนสู่ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ “เกษตรกรไทย” พาเศรษฐกิจฐานรากเดินหน้าอย่างโปร่งใส-ยั่งยืน

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง มีภารกิจหลักในการให้สินเชื่อและบริการทางการเงินแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนชนบท ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ 

ธ.ก.ส.ตั้งเป้าชัดเจนจะเป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ซึ่งต้องอาศัยผู้นำที่เข้าใจทั้งโลกการเงิน เทคโนโลยี และชีวิตจริงของเกษตรกร การได้ “ฉัตรชัย ศิริไล” มาดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารคนที่ 14 จึงถูกจับตามองว่าเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็ยังยืนมั่นเป็นหลักให้พี่น้องชาวนา–ชาวสวนทั่วประเทศ

ฉัตรชัย ศิริไล เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2514 จบการศึกษาปริญญาตรี สถิติศาสตรบัณฑิต จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท Master of Computer Science จาก Syracuse University รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในฐานะนักเรียนทุนธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รุ่นที่ 1 พื้นฐานด้านสถิติผสานกับวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทำให้เขาเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ถนัดการใช้ “ข้อมูลและเทคโนโลยี” เป็นเข็มทิศในการตัดสินใจบริหารองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทธนาคารของรัฐที่ต้องดูแลทั้งตัวเลขและผลกระทบทางสังคมไปพร้อมกัน

เส้นทางอาชีพของฉัตรชัยฉายชัดตั้งแต่สมัยอยู่ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เขาเริ่มดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการระหว่างปี 2551–2555 ก่อนก้าวขึ้นเป็นรองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานสินเชื่อในช่วงปี 2555–2559 และในปี 2559 ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธอส. ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของธนาคารรัฐวิสาหกิจด้านที่อยู่อาศัย 

ผลงานสำคัญในยุคนั้น ได้แก่ การผลักดันโครงการ GHB System เพื่อพัฒนาระบบงานหลัก (Core Banking) ใหม่ทดแทนระบบเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 10 ปี ให้รองรับบริการดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กรและพัฒนาบุคลากร จนธอส.ได้รับรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) และคะแนนประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) สูงสุดในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องหลายปี แสดงถึงศักยภาพในการยกระดับธนาคารของรัฐให้มีมาตรฐานการบริหารจัดการในระดับแนวหน้า

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 กระทรวงการคลังในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส. มีคำสั่งแต่งตั้งฉัตรชัย ศิริไล จากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธอส. ให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการ ธ.ก.ส. คนที่ 14 มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป

เขาเข้ามาในช่วงที่ธ.ก.ส.เผชิญโจทย์หนัก ทั้งผลกระทบโควิด-19 ราคาพืชผลตกต่ำ และระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของลูกหนี้เกษตรกรที่เคยพุ่งขึ้นราว 12–14% แต่ด้วยการบริหารข้อมูลเชิงลึก แยกจัดการตามพื้นที่ และลำดับความสำคัญของพอร์ตลูกหนี้ ทำให้ในช่วงปีแรก NPL ลดลงมาอยู่ที่ราว 5.87% พร้อมตั้งเป้ากดลงใกล้ระดับ 4% ในระยะถัดไป 

ความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของเขายังสะท้อนผ่านการที่เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 สมาคมสถาบันการเงินของรัฐมีมติเป็นเอกฉันท์เลือกฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสมาคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สถาบันการเงินของรัฐทั้งระบบในการพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ

ในบทบาทผู้จัดการ ธ.ก.ส. ฉัตรชัยขับเคลื่อนธนาคารตามวิสัยทัศน์ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” และแนวคิด “แกนกลางการเกษตร” (Essence of Agriculture) โดยไม่หยุดแค่การปล่อยกู้ แต่ลงไปช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างแบรนด์ และเชื่อมตลาดให้เกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต เขาผลักดันโครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ A-Product คัดเลือกสินค้าลูกค้าที่ผ่านมาตรฐาน GAP และช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้โดดเด่น ทันสมัย นำไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง (Glam Agro) พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน BAAC Branch Outlet ในสาขาธ.ก.ส. ที่เพิ่มจาก 151 เป็น 387 สาขาในปีบัญชี 2567 และตั้งเป้าเกิน 600 สาขาในปีบัญชี 2568 ทำให้ยอดขายสินค้าเกษตรลูกค้าพุ่งจากราว 2.1 ล้านบาท เป็น 9.6 ล้านบาท และตั้งเป้าต่อเนื่องที่ 12 ล้านบาท 

นอกจากนี้ยังมี BAAC Outlet Mobile ออกจำหน่ายสินค้านอกสถานที่ และโครงการข้าวพร้อมทาน “อุ่นอิ่ม” ที่ใช้เทคโนโลยีแปรรูปและดีไซน์บรรจุภัณฑ์เข้าช่วย จนสร้างรายได้เพิ่มให้สหกรณ์และเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง 

อีกด้านหนึ่ง ฉัตรชัยผลักดันแนวคิด “Wealth สีเขียว” เชื่อมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเข้ากับรายได้เกษตรกร ผ่านการต่อยอดโครงการ “ธนาคารต้นไม้” สู่การสร้างและซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากชุมชน โดยธ.ก.ส.เข้าไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากชุมชนต้นแบบ เช่น ชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่–บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร และนำเครดิตส่วนนี้ไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 70,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีของธนาคารเอง ควบคู่กันนั้น เขายังประกาศนโยบายอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร 5 ข้อ ให้สอดคล้องกับแนวทาง BCG (Bio–Circular–Green) และบทบาทด้าน sustainable finance และ financial inclusion ของธ.ก.ส. เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจฐานรากเดินควบคู่กับความยั่งยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

เมื่อมองตลอดเส้นทางจะเห็นว่า ฉัตรชัย ศิริไล คือผู้บริหารที่ผสมผสานความเป็น “นักการเงินยุคดิจิทัล” เข้ากับจิตวิญญาณ “ธนาคารพัฒนาสังคม” ได้อย่างลงตัว เขาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีจัดการความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่เคยมองข้ามข้อเท็จจริงว่าลูกค้าจำนวนมาก “ยังไม่มีจะกิน” และธ.ก.ส. คือด่านสุดท้ายก่อนเกษตรกรจะต้องไปกู้หนี้นอกระบบ แนวคิด “ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ” ที่เขาย้ำเสมอ สะท้อนการมองภารกิจของธนาคารว่าใหญ่และเปราะบางเกินกว่าจะ “สำเร็จแบบจบสมบูรณ์” แต่ต้องวัดผลจากรายได้และคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรที่ดีขึ้นจริงทีละขั้น 

วันนี้ ฉัตรชัยจึงไม่ใช่แค่ผู้จัดการธ.ก.ส. ที่ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” ให้จับต้องได้เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำที่ประชาชนและพี่น้องชาวเกษตรกรไว้วางใจได้ว่า ธ.ก.ส. จะยังคงยืนหยัดเคียงข้างเศรษฐกิจฐานรากของไทยอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน

 

Cloudflare ล่ม!! สะเทือนโลกออนไลน์อัมพาต เปิดแผลโครงสร้างอินเทอร์เน็ต เมื่อดิจิทัลพึ่งพาเจ้าใหญ่เกินไป สะท้อนความเปราะบางที่ซ่อนอยู่

จากเหตุการณ์ Cloudflare ล่มเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2568 ทำให้ผู้ใช้ทั่วโลกตื่นขึ้นมาพบว่าแพลตฟอร์มดังอย่าง X, ChatGPT, Spotify, Uber, Canva รวมถึงเว็บข่าวจำนวนมากเข้าไม่ได้หรือช้าผิดปกติ แม้บริการเหล่านั้นจะยังทำงานอยู่ แต่ “ประตูหน้า” ที่ชื่อ Cloudflare กลับล้มจนทำให้โลกดิจิทัลสะดุดพร้อมกันหลายชั่วโมง

Cloudflare ออกมาชี้แจงในเวลาต่อมาว่าสาเหตุไม่ใช่การโจมตีไซเบอร์ แต่เป็นบั๊กที่ซ่อนอยู่ในระบบ Bot Management ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยการเปลี่ยนค่า configuration ตามปกติ จนทำให้ไฟล์การตั้งค่าบางส่วนมีขนาดใหญ่เกิน ซอฟต์แวร์หลายตัวทำงานไม่ได้ และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วเครือข่ายของตัวเอง

รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า Cloudflare ดูแลทราฟฟิกเว็บกว่า 20% ของโลก เมื่อผู้เล่นรายใหญ่อย่างนี้ล้มลง แม้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ผลกระทบก็ขยายออกไปเกือบทุกทวีป นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างอินเทอร์เน็ตปัจจุบันอยู่รวมเกินไป และบอบบางกว่าที่คิด

คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่คือ “โลกจะลดความเปราะบางแบบนี้ได้อย่างไร” เพราะในวันที่เราแทบทำทุกอย่างผ่านออนไลน์ ตั้งแต่สื่อสาร ทำงาน จ่ายเงิน ไปจนถึงใช้บริการรัฐ ความล่มเพียงครั้งเดียวสามารถทำให้ทั้งสังคมหยุดชะงักได้ทันที

ระดับโครงสร้างพื้นฐานคือจุดที่ต้องเริ่มก่อน ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าบริการสำคัญควรใช้ผู้ให้บริการมากกว่า 1 เจ้า (multi-provider) แยกระบบ DNS, CDN และความปลอดภัยไม่ให้ผูกกับบริษัทเดียว และออกแบบให้ระบบ “ล่มแล้วยังพอใช้ได้บางส่วน” เพื่อไม่ให้ทุกอย่างดับสนิทเหมือนที่เพิ่งเกิดขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจ จำเป็นต้องมีแผนรับมือเหตุล่มแบบเป็นรูปธรรม ทั้งการทำแผนที่ว่าองค์กรพึ่งพาใครบ้าง การเตรียม runbook เวลาระบบหน้าเว็บหรือบริการคลาวด์ล้ม รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีโหมดฉุกเฉิน เช่น เว็บสำรองหรือฟังก์ชัน offline-first ที่ยังให้ลูกค้าใช้งานได้บางส่วน

ภาครัฐก็มีบทบาทสำคัญ เพราะโครงสร้างดิจิทัลวันนี้ไม่ต่างจากสาธารณูปโภคพื้นฐานหลายประเทศเริ่มกำหนดมาตรฐานความทนทานสำหรับระบบสำคัญ ทำ stress test จำลองสถานการณ์ผู้ให้บริการใหญ่ล่ม และบังคับให้มีการเปิดเผยบทสรุปหลังเหตุการณ์เพื่อให้ทั้งอุตสาหกรรมเรียนรู้ร่วมกัน

ส่วนผู้ใช้งานทั่วไป แม้แก้บั๊กแทน Cloudflare ไม่ได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงของตัวเองได้ เช่น ไม่ฝากข้อมูลหรือช่องทางสื่อสารไว้ที่แพลตฟอร์มเดียว ทำสำเนาข้อมูลสำคัญ และเตรียมช่องทางสำรองหากแอปหลักล่ม เพราะในโลกดิจิทัลยุคนี้ “การล่มไม่ใช่เรื่องยกเว้น แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องเตรียมรับมือ”

เคส Cloudflare ล่มครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่น่าจะเป็นจุดตั้งต้นให้ทั้งโลกตั้งคำถามใหม่ว่า เราพร้อมแค่ไหนกับการล่มครั้งต่อไป และจะทำอย่างไรให้โลกดิจิทัล “ล้มแล้วลุกเร็ว” โดยไม่ทำให้ทั้งสังคมติดขัดแบบที่เกิดขึ้นอีกครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top