Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

EU ยังหนุนเซเลนสกี!! ทั้งที่กำลังเผชิญคดี ‘คอร์รัปชัน’ ครั้งใหญ่ แกนนำขบวนการ Other Ukraine เผย ยุโรปต้องการให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ ชี้ ‘เซเลนสกี’ คือคนที่ใช่ แม้มีตัวเลือกอื่น

(19 พ.ย. 68) วิคเตอร์ เมดเวดชุก (Viktor Medvedchuk) แกนนำขบวนการ Other Ukraine ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า สหภาพยุโรปยังยืนหยัดสนับสนุนประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แม้ยูเครนกำลังเผชิญคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ เพราะมองว่าเซเลนสกีคือ “คนของพวกเขาเอง” พร้อมอ้างว่ายุโรปกังวลต่อเรื่องนี้ แต่ไม่ต้องการให้ความช่วยเหลือยูเครนหยุดลง

อย่างไรก็ตาม รายงานของ Ukrainska Pravda ระบุว่า เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำยูเครน คาตารินา มาเธอร์โนวา (Katarina Mathernova) ไม่พอใจที่มีการเปิดโปงทุจริตในรัฐบาลเคียฟ ขณะเดียวกันบล็อกเกอร์ชาวยูเครน อนาโตลี ชารีย์ (Anatoly Shariy) กล่าวหาว่าสหภาพยุโรปกำลังแทรกแซงการสอบสวนคดีดังกล่าวผ่านเธออีกด้วย

เมดเวดชุกยังกล่าวว่า ยุโรปเองต้องการให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยมองว่าเซเลนสกียังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แม้ยูเครนจะมีตัวเลือกอื่น เช่น วาเลรี ซาลุซนี (Valerii Zaluzhnyi) อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ปัจจุบันเป็นทูตยูเครนประจำลอนดอน ซึ่งปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งอาจทำให้ยุโรปต้องคำนึงถึงเกมการเมืองมากขึ้น

ด้านการสอบสวนคอร์รัปชัน สำนักงานปราบปรามคอร์รัปชันแห่งชาติยูเครน (NABU) เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ตรวจค้นหลายจุดทั้งบ้านอดีตรัฐมนตรีพลังงานและสำนักงานรัฐวิสาหกิจ Energoatom พร้อมเผยภาพเงินสดจำนวนมากที่ถูกยึด พบว่า ทิมูร์ มินดิตช์ (Timur Mindich) ผู้ถูกมองว่าเป็น “กระเป๋าเงิน” ของเซเลนสกีถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่สมาชิกรัฐสภาบางรายเตือนว่าเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้อาจทำให้ยูเครนเสี่ยงสูญเสียการสนับสนุนจากชาติตะวันตกในอนาคต

 Divalux Resort & Spa จัดงาน “Day with Divalux”เปิดวิสัยทัศน์การรีแบรนด์ของโรงแรมสู่ภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะ Luxurious airport resort

เมื่อวานนี้ (18 พ.ย.68) ที่ผ่านมา ณ Divalux Resort & Spa นำโดยทายาทรุ่นที่สอง นางสาวปิยาพัชร คเนจร ณ อยุธยา รองประธานกรรมการบริหาร ได้จัดงาน “Day with Divalux” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดวิสัยทัศน์การรีแบรนด์ของโรงแรมสู่ภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะ Luxurious airport resort ที่ผสานความสะดวกสบายใกล้สนามบินเข้ากับประสบการณ์พักผ่อนระดับรีสอร์ท งานครั้งนี้จัดขึ้นที่ ห้องเพตราบอลรูม ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของรีสอร์ทที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมได้กว่า 300 ท่าน โดยได้รับความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์สไตล์ที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและสะท้อนพลังใหม่ของแบรนด์ Divalux อย่างชัดเจน

ภายในงาน ทีมผู้บริหารได้พาแขกชมพื้นที่ต่างๆ ของรีสอร์ทที่ผ่านการปรับภาพลักษณ์ใหม่ ตั้งแต่โถงลอบบี้ดีไซน์ร่วมสมัย สระว่ายน้ำสไตล์รีสอร์ท ไปจนถึงห้องพักที่สะท้อนเสน่ห์ไทยในแบบหรูหราทันสมัย หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเยี่ยมชม PRAAN SPA พร้อมสปา ออนเซ็น และฟิตเนส ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็น “Sanctuary แห่งการพักผ่อน” สำหรับผู้เดินทางทุกไลฟ์สไตล์

ช่วงเย็น ผู้ร่วมงานได้เข้าร่วมกิจกรรม “Diva Art” ณ เรือนการะเกด คาเฟ่ทรงไทยริมคลองจรเข้น้อย ซึ่งถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านเวิร์กช็อปศิลปะร่วมสมัย สร้างประสบการณ์เชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมไทยและการพักผ่อนแบบรีสอร์ทลักชัวรีได้อย่างลงตัว 

นางสาวปิยาพัชรกล่าวว่า การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโฉม แต่คือการสร้าง “คุณค่าที่ลึกกว่า” ให้ผู้เข้าพัก โดยเน้นการมอบความสะดวกสบายใกล้สนามบิน พร้อมประสบการณ์พรีเมียมเทียบเท่ารีสอร์ทระดับลักชัวรี ควบคู่กับบริการ Shuttle Bus รับ–ส่งสนามบินตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของ Divalux

งาน “Day with Divalux” จึงเป็นอีกก้าวที่ยืนยันว่า Divalux กำลังก้าวสู่การเป็น จุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนแบบ  Luxurious Airport Resort ที่ผสานการเดินทาง วิถีท้องถิ่น ความผ่อนคลาย และงานบริการในระดับสูงสุดเข้าไว้ด้วยกัน

รวมไทยสร้างชาติ ขยับ เดินหน้าปรับทัพยกระดับทีมสื่อสาร แต่งตั้ง ‘อรรถวิชช์’ รักษาการโฆษกพรรค ดัน ‘ศศิกานต์-เกรียงไกรมาศ’ นั่งรองโฆษก เน้นสื่อสารนโยบายคมชัดรับศึกเลือกตั้ง

‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “ดร.อรรถวิชช์” รักษาการโฆษก พร้อมดัน “ศศิกานต์–เกรียงไกรมาศ” ขึ้นรองโฆษกพรรค

พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศปรับโครงสร้างทีมสื่อสารครั้งสำคัญ โดยแต่งตั้ง ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ทำหน้าที่ รักษาการโฆษกพรรค เพื่อเสริมความเข้มแข็งด้านการสื่อสารนโยบายและทิศทางทางการเมืองของพรรคให้คมชัดยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้ง นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและดีเจดัง ให้ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทางพรรคขอย้ำถึงจุดยืนว่า รวมไทยสร้างชาติ คือ “พรรคของคนทำงาน” สมาชิกทุกคนเข้าสู่สนามการเมืองด้วยความมุ่งมั่นเพื่อ‘ทำงานการเมือง’ ไม่ใช่เพื่อ ‘เล่นการเมือง’ และพร้อมผลักดันงานทุกด้านให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

การปรับทัพครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาการสื่อสารให้ทันสถานการณ์ ตอบโจทย์ประชาชน และนำเสนอนโยบายได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเข้าถึงมากยิ่งขึ้น

จีนไม่พอใจผลคุยญี่ปุ่น เตือนถอนคำพูดที่ผิดพลาด หลังนายกฯ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” จุดชนวนให้เกิดการปะทะทางการทูต รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

(19 พ.ย. 68) หลิวจิ้นซง อธิบดีสำนักกิจการเอเชีย สังกัดกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้จัดการปรึกษาหารือกับคานาอิ มาซาอากิ อธิบดีสำนักกิจการเอเชียและโอเชเนีย สังกัดกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ในกรุงปักกิ่งของจีน

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวว่าจีนแสดงการคัดค้านญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการอีกครั้งระหว่างการปรึกษาหารือครั้งนี้ในกรณีซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แสดงวาทะเกี่ยวกับจีนอย่างผิดพลาด

ฝ่ายจีนระบุว่าตรรกะวิบัติของทาคาอิจิละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของการกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง บ่อนทำลายระเบียบระหว่างประเทศยุคหลังสงครามอย่างร้ายแรง ละเมิดหลักการจีนเดียวและเจตจำนงตามเอกสารทางการเมืองระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทั้งสี่ฉบับอย่างร้ายแรง บั่นทอนรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น มีลักษณะและอิทธิพลอันเลวร้ายอย่างสุดโต่ง และจุดกระแสความโกรธเคืองและเสียงประณามในหมู่ประชาชนชาวจีน

เหมากล่าวว่าจีนกระตุ้นเตือนญี่ปุ่นอย่างจริงใจให้ถอนคำพูดที่ผิดพลาด หยุดสร้างปัญหาความยุ่งยากในประเด็นที่เกี่ยวกับจีน ดำเนินการอันเป็นรูปธรรมเพื่อยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขความคลาดเคลื่อน และคุ้มครองรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น

‘สส. กฤต ชนนพัฒฐ์’ ลั่นพร้อมเข้าสู่กระบวนยุติธรรม ให้ตรวจสอบในทุกมิติ ยันหากสรุปว่าผิดจริง จะยุติบทบาททางการเมืองทันที

(19 พ.ย. 68) นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. เขต 4 จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 68 โดยระบุว่า ผมขอเรียนชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการต่อกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมถือว่าความโปร่งใสและการยืนอยู่บนหลักนิติธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด วันนี้จึงขอชี้แจงให้ชัดเจนอีกครั้งว่า

ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนอย่างเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบจาก ป.ป.ง. หรือจากหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมยินดีให้ตรวจสอบจนถึงที่สุด เพื่อให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดปรากฏอย่างตรงไปตรงมา

สำหรับกรณีที่ผมไม่ได้เดินทางไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการนั้น ผมขอเรียนว่า ไม่ได้มีเจตนาเลี่ยงการตรวจสอบแต่อย่างใด เพราะการตรวจสอบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายจริง ๆ คือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผมได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทุกหน่วยงานมาโดยตลอด และพร้อมให้ตรวจสอบในทุกมิติ

ผมขอยืนยันว่า หากผลการตรวจสอบสรุปว่าผมมีความผิดจริง ผมพร้อมยุติบทบาททางการเมืองทันที เพราะผมเชื่อว่า “คนทำงานให้ประชาชน ต้องยอมรับทุกผลลัพธ์จากการตรวจสอบ”

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อมั่นในข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ผมมีว่า ผมสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้

ผมขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า ผมจะยืนหยัดต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมตามหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยไม่โต้เถียงใคร ไม่กล่าวโทษใคร และไม่ใช้วาทกรรมทางการเมืองตอบโต้ใครทั้งสิ้น

หน้าที่ของผม คือสู้ในชั้นกฎหมาย หน้าที่ของประชาชน คือได้รับความจริง และหน้าที่ของนักการเมือง คือรับผิดชอบต่อสังคม

ผมจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด ขอบคุณทุกกำลังใจ และขอบคุณทุกคำวิจารณ์ที่เกิดจากความหวังดีต่อบ้านเมือง

เทรนด์ใหม่เด็กสิงคโปร์ อวดการใช้ชีวิตแบบประหยัด ใช้ตู้เสื้อผ้าเล็กๆ ในห้องโล่ง ของน้อยแต่ใช้คุ้ม นิยามชีวิตดี ทำมีเงินเก็บมากขึ้น ไม่เป็นหนี้

Underconsumption: เมื่อเด็กสิงคโปร์หันมา ‘อวดประหยัด’ แทน ‘อวดแบรนด์’

เย็นวันศุกร์ในห้องเช่าเล็ก ๆ ย่านชานเมืองสิงคโปร์ เด็กสาววัยยี่สิบกลาง ๆ ตั้งขาตั้งมือถือไว้ปลายเตียง  

ในเฟรมมีตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ลิ้นชักใบเดียว เครื่องสำอางไม่ถึงสิบชิ้น  
เธอกดอัด TikTok พร้อมแคปชัน  

“underconsumption core – นี่คือทุกอย่างที่ฉันมี และฉันโอเคมาก”  
คลิปแบบนี้กำลังเต็มฟีดในสิงคโปร์  
จากเดิมที่โซเชียลมีเดียคือพื้นที่ “อวดของใหม่”  
ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่ “อวดว่า…ฉันใช้ของเท่าที่จำเป็นก็มีความสุขได้”  
บทความนี้จะพาไปดูว่า  

- เทรนด์ “underconsumption” คืออะไร  
- ทำไมมันถึงเกิดแรงมากในสิงคโปร์  
- และมันสะท้อน “คุณภาพชีวิต” ของคนรุ่นใหม่ยุคค่าครองชีพพุ่งยังไง  
Underconsumption core คืออะไร (แบบเข้าใจง่าย)
บน TikTok และสื่อสิงคโปร์ใช้คำว่า “underconsumption core”  

หมายถึง ไลฟ์สไตล์ที่ตั้งใจ “ใช้ให้น้อยลง – ใช้ของที่มีให้คุ้ม – หยุดซื้อโดยไม่คิด”  

สื่ออย่าง Channel NewsAsia เขียนถึงเทรนด์นี้ว่ากำลังเป็น buzzword บนโลกออนไลน์  

คนรุ่นใหม่โพสต์คลิปโชว์บ้านโล่ง ๆ ตู้เสื้อผ้าเล็ก ๆ ของใช้ไม่กี่ชิ้น พร้อมเล่าว่าทำไมเลือก “ไม่ซื้อ” มากขึ้น อีกหลายสำนักก็เล่าว่ากระแส “อวดประหยัด” นี้ ไม่ได้อยู่แค่ในโลกตะวันตก  
แต่ขยายมาในเอเชีย โดยเฉพาะสิงคโปร์ ซึ่งคนหนุ่มสาวจำนวนมากเริ่มแชร์ชีวิตแบบ  
- เสื้อผ้าชุดเดิม – ทำ capsule wardrobe มีเสื้อผ้าหลัก ๆ ไม่กี่ชิ้น แต่ mix & match ให้ได้หลายลุค  
- เครื่องสำอาง/สกินแคร์เท่าที่ใช้จริง – โชว์โต๊ะเครื่องแป้งที่มีไม่กี่แบรนด์ ไม่ซื้อซ้ำเพราะ FOMO  
- ของใช้ไฟฟ้าชิ้นเดียวจบ – ไดร์เป่าผมตัวเดียวใช้มาหลายปี ไม่ตามเทรนด์ทุกแบรนด์ที่ดังใน TikTok  

แทนที่จะถามว่า “ซื้ออะไรเพิ่มดี?”  
คนกลุ่มนี้ถามตัวเองว่า  
“สิ่งที่มีอยู่ พอไหม – ใช้ให้คุ้มแล้วหรือยัง – ถ้าไม่ซื้อ เราจะได้อะไรกลับมาบ้าง (เงิน, พื้นที่, ความสบายใจ)”  
ทำไมเทรนด์นี้ถึงแรงในสิงคโปร์
1. ค่าครองชีพที่กลายเป็น “เรื่องในหัวทุกวัน”
สำรวจคนรุ่นใหม่หลายชิ้นตรงกันว่า  
“ค่าครองชีพ” คือความกังวลอันดับหนึ่งของ Gen Z และ Millennials ในสิงคโปร์
- รายงานของ Deloitte ปี 2024 ระบุว่า กว่า 56% ของ Gen Z สิงคโปร์ บอกว่าค่าครองชีพคือปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนี้  
- อีกหลายสำรวจด้านการเงินพบว่าคนหนุ่มสาวจำนวนมากบอกว่ากำลัง “อยู่แบบเดือนชนเดือน” และไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเกษียณได้สบายหรือไม่  
- YouGov ในสิงคโปร์ก็รายงานว่า กว่า 80% ของคนสิงคโปร์กังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเกือบครึ่งกลัวว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในไม่กี่เดือนข้างหน้า  

เมื่อ “เงิน” กลายเป็นความเครียดพื้นฐานในชีวิต  
การเลือกใช้ชีวิตแบบซื้อทุกอย่างตามกระแส จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่สบายใจอีกต่อไป  Underconsumption จึงกลายเป็นคำตอบ ไม่ใช่เพราะอยากเท่ แต่เพราะเป็นวิธี “เอาตัวรอดทางการเงิน” แบบที่ยังให้ความรู้สึกคูลอยู่
2. เมืองเล็ก ห้องเล็ก พื้นที่มีราคา ทุกตารางเมตรต้องคิด
สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่ค่าที่อยู่อาศัยสูงที่สุดในโลก  
ทั้งบ้าน HDB และคอนโดทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ  
สื่อหลายเจ้าอย่าง South China Morning Post เล่าไว้ว่าคนหนุ่มสาวสิงคโปร์กำลัง “โอบรับ” ไลฟ์สไตล์ underconsumption เพราะทั้งค่าบ้านและค่าของใช้ในชีวิตประจำวันทำให้ทุกคนอยาก “ใช้พื้นที่และเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด”  
- ห้องเล็ก = ข้าวของเยอะไม่ได้  
- ของเยอะ = เครียด, เกะกะ, ทำให้ห้องแพง ๆ ดูอึดอัด  
- จึงเริ่มคิดกลับด้านว่า “การมีของน้อย” = ทำให้บ้านน่าอยู่กว่า  

พอแนวคิดนี้ถูกเล่าผ่าน TikTok และบทความไลฟ์สไตล์ มันก็กลายเป็น standard ใหม่ ว่า  
“ไม่จำเป็นต้องมีตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ หรือชั้นรองเท้าหลายชั้น ถึงจะเรียกว่าชีวิตดี”

3. เศรษฐกิจ – สภาพจิตใจ – และการมองเงินเป็น self-care
ภายใต้หน้าตา “อวดประหยัด” จริง ๆ คือเรื่อง ความเครียดเรื่องเงิน และสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่
- Deloitte และหลายงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า เรื่องเงิน เป็นต้นเหตุสำคัญของความเครียดใน Gen Z และ Millennials โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพ และความกลัวว่าจะไม่มีเงินพอในอนาคต  
- บทความด้านการเงินส่วนบุคคลในสิงคโปร์บางชิ้นอธิบายว่า คนรุ่นใหม่มอง “การจัดการการเงิน” เป็นส่วนหนึ่งของ การดูแลตัวเอง (self-care) ไม่แพ้การออกกำลังกายหรือดูแลสุขภาพ  

ดังนั้น การไม่ซื้อของตามกระแส =  
- ลดความกดดันเรื่องบัตรเครดิต  
- ลดความรู้สึกผิดเวลาเงินหมดต้นเดือน  
- ทำให้รู้สึกว่าตัวเอง “คุมชีวิตได้” มากกว่าถูกโซเชียลมีเดียลากไป  
Underconsumption จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่มันคือ “เครื่องมือทางจิตใจ” ให้คนรู้สึกปลอดภัยขึ้นในโลกที่แพงขึ้นทุกปี

Underconsumption ในชีวิตจริง: ภาพที่เห็นในสิงคโปร์
ลองจินตนาการผู้อ่านตามภาพเหล่านี้ ซึ่งตอนนี้มีเต็ม TikTok และสื่อท้องถิ่นในสิงคโปร์:
1. “ปีนี้ไม่ซื้อเสื้อผ้า” – Year without shopping
สื่ออย่าง The Straits Times เล่าเรื่องคนหนุ่มสาวสิงคโปร์ที่ทำ challenge “หนึ่งปีไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่”  
พวกเขาอัดคลิปอธิบายเหตุผลว่า  
- ตู้เสื้อผ้าปัจจุบันมีเพียงพอแล้ว  
- ถ้าไม่ซื้อเพิ่ม จะประหยัดเงินได้เป็นก้อน  
- และยังช่วยลด fast fashion ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย  
คนดูไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขา “ขาด”  
แต่กลับรู้สึกว่า “โห เก่งจัง – ทำได้ไง – อยากลองบ้าง”
2. ห้องเล็ก แต่โล่ง น่าอยู่
คอนเทนต์โชว์ห้อง 20–30 ตารางเมตร ในสิงคโปร์  
ภายในมีแค่:
- เตียง  
- โต๊ะทำงานตัวเล็ก  
- ชั้นหนังสือเล็ก ๆ  
- ตู้เสื้อผ้าบานเดียว  
เจ้าของห้องเล่าว่า  

“เมื่อก่อนซื้อของตกแต่งเยอะมาก จนรู้สึกว่าห้องแน่นและสมองแน่นไปด้วย พอมาลอง underconsumption – ทิ้งของที่ไม่ใช้ – ขายของมือสองออกไป ห้องเล็กเท่าเดิม แต่รู้สึกหายใจโล่งขึ้นเยอะ”

3. จาก haul video → เป็น “anti-haul” แทน
คลิปแบบเดิม: คนหิ้วถุงชอปปิงจากห้างมาเทของโชว์ว่า “ซื้ออะไรบ้าง”  
คลิปยุคใหม่ในสิงคโปร์:  
เป็น anti-haul – อัดคลิปเล่าว่า  
- มีอะไรบ้างที่ “ไม่ซื้อ” ทั้งที่เคยอยากได้  
- ทำไมถึงเลิกซื้อแบรนด์หรูบางแบรนด์  
- ใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่า “ของชิ้นนี้คุ้มที่จะซื้อจริง ๆ”  
คนดูได้ทั้ง mindset, วิธีคิด และรู้สึกว่า “ไม่ซื้อก็ไม่ได้แปลว่าแพ้”
เมื่อ “อวดประหยัด” กลายเป็นแฟชั่นใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ underconsumption ไม่ได้เพียงบอกว่า  
“ฉันจนเลยต้องประหยัด”  
แต่มันถูกเล่าในน้ำเสียงว่า  
“ฉันเลือกจะใช้ชีวิตแบบนี้ – และภูมิใจด้วย”  
สื่ออย่าง The Independent Singapore และคอลัมนิสต์อีกหลายคนเขียนไปในทิศทางเดียวกันว่า  
คนรุ่นใหม่กำลังใช้ underconsumption เพื่อ  
- ตอบโต้โลกที่ยัดเยียดการบริโภคเกินจริงของดารา/อินฟลูเอนเซอร์  
- สร้างคอมมูนิตี้ของคนที่ “ใช้ชีวิตพอดีกับรายได้จริง”  
- ทำให้ความเรียบง่ายกลายเป็นเรื่อง “เท่” ในสายตาคนกลุ่มเดียวกัน  
พอ “ความประหยัด” ถูกเล่าแบบเท่ ๆ  
มันเลยกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ แทนที่จะเป็นภาพ “คนลำบาก” แบบในอดีต แล้วคนไทยเรียนรู้อะไรจากเทรนด์นี้ได้บ้าง
สำหรับผู้อ่านไทย โดยเฉพาะคนเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่เริ่มเจอปัญหาคล้าย ๆ กัน (ค่าครองชีพสูงขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่ม พื้นที่อยู่อาศัยเล็กลง)  
เทรนด์ underconsumption ในสิงคโปร์ให้บทเรียนที่น่าสนใจอย่างน้อย 4 ข้อ
1. ประหยัดไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ขัดสน”
ถ้าเล่าเรื่องประหยัดในแบบเก่า คนจะนึกถึงการ “ตัดทุกอย่างทิ้งจนชีวิตเครียด”  
แต่ underconsumption สอนว่า  
- เราเลือกตัด “ส่วนเกิน” ไม่ใช่ตัด “ความสุขทั้งหมด”  
- ใช้เงินกับสิ่งที่ให้ value จริง ๆ เช่น สุขภาพ การเรียนรู้ ประสบการณ์ กับคนสำคัญ  
- ลด spending ที่เกิดจาก FOMO หรือแรงกดดันของโซเชียล  
2. ใช้คอนเทนต์เป็นเครื่องมือเปลี่ยนนิสัยการใช้เงิน
สิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าคลิป TikTok สั้น ๆ  
สามารถเปลี่ยนความคิดคนจำนวนมากจาก “อยากได้อีก” ไปสู่ “เอาเท่าที่พอ” ถ้าในไทยมีคอนเทนต์แนว  
- “ของ 10 อย่างที่ฉันเลิกซื้อแล้วชีวิตดีขึ้น”  
- “อยู่คอนโดเล็ก ๆ แต่เงินเหลือเก็บมากขึ้นยังไง”  
แล้วคนเล่าไม่ได้ preaching แต่เล่าแบบเพื่อนคุยกับเพื่อน  
มันอาจเป็นแรงดันทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่จัดการเงินเก่งขึ้น โดยไม่ต้องรอกฎหมายหรือมาตรการรัฐ
3. ประหยัด + สุขภาพจิต = คู่กันได้
งานวิจัย Gen Z ทั่วโลก รวมถึงในสิงคโปร์ชี้ว่า  
เรื่องเงินกำลังทำให้คนรุ่นใหม่เครียดมากกว่ารุ่นก่อน ๆ  
underconsumption จึงอาจไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็น “ยาคลายเครียด” อีกแบบหนึ่ง การเห็นยอดบัตรเครดิตลดลง เงินเก็บเพิ่มขึ้น ห้องโล่งขึ้น  
ล้วนส่งผลต่อสุขภาพจิตในทางบวกอย่างชัดเจน
4. ต่อไป “แบรนด์หรู” อาจไม่ใช่ตัวแทนความสำเร็จเสมอไป
ในสังคมที่ค่าครองชีพสูงมาก ความเท่าของคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้วัดกันที่กระเป๋า รองเท้า หรือรถ แต่เป็นเรื่องเหล่านี้แทน  
- มีเงินสำรองฉุกเฉินกี่เดือน  
- ไม่มีหนี้เสีย  
- กล้าปฏิเสธการใช้เงินที่ไม่จำเป็น  

underconsumption ทำให้ “ความสำเร็จ” ถูกนิยามใหม่เงียบ ๆ  
จาก “ซื้อได้ทุกอย่าง” กลายเป็น “เลือกซื้อเท่าที่จำเป็น และยังมีอิสระในชีวิต”

บทสรุป: เมื่อโลกแพงขึ้น ศิลปะของการ “ไม่ซื้อ” จะยิ่งสำคัญ
เทรนด์ Underconsumption ในสิงคโปร์  
ไม่ใช่แค่แฟชั่นบน TikTok แต่เป็นภาพสะท้อนลึก ๆ ของยุคที่  
- ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อบีบ  
- พื้นที่ใช้สอยเล็กลงเรื่อย ๆ  
- คนรุ่นใหม่ต้องพยายามหาสมดุลระหว่าง “อยู่รอด” กับ “การมีความสุข”  

ในบริบทนี้

การหันมา “อวดประหยัด” แทน “อวดแบรนด์” จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย มันคือการประกาศเงียบ ๆ ว่า

“ฉันอาจไม่ได้มีของเยอะเหมือนในโฆษณา แต่ฉันมีเงินเก็บ มีพื้นที่หายใจ มีหัวที่ไม่หนักด้วยหนี้ และสำหรับฉัน…นี่ต่างหากคือชีวิตที่ดี” สำหรับผู้อ่านไทย คำถามต่อไปคือ

- เราจะเอาแนวคิดแบบนี้มาปรับใช้กับชีวิตตัวเองได้ยังไง

- จะเริ่ม “underconsumption” มุมไหนก่อน – เสื้อผ้า, กาแฟ, subscription, ของแต่งบ้าน, gadget เพราะบางที แค่เริ่มจาก “ชิ้นเดียว” ที่เราตัดสินใจไม่ซื้อ

ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการเงิน และคุณภาพชีวิตที่เบาสบายขึ้นอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็ได้

ย้อนรอยเศรษฐกิจไทย รัฐบาลพรรคไหนขึ้นมาบริหารแล้ว "เศรษฐกิจดีขึ้นจริง" เพราะฝีมือ หรือแค่ได้จังหวะโลกเป็นใจ บทเรียนการเมืองที่ตัวเลขไม่เคยโกหก

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย มักจะมีคำถามว่า “รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคการเมืองไหน ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตที่สุด” ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบได้ยากยิ่ง

1. ทำไมคำถามนี้ตอบยากกว่าที่คิด
เวลาเราถามว่า “รัฐบาลพรรคไหนทำเศรษฐกิจดี?”  
คำถามจริง ๆ แฝงไว้สองเรื่องพร้อมกันคือ  
1. ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นแค่ไหน – GDP โตเท่าไหร่ รายได้คนดีขึ้นไหม  
2. คนส่วนใหญ่ “รู้สึก” ว่าดีขึ้นหรือเปล่า – เงินหมุนไหม หนี้ท่วมไหม ค่าครองชีพไล่ทันรายได้หรือไม่  
ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจไทยยังผูกกับ จังหวะเศรษฐกิจโลกและเงินลงทุนต่างชาติ อย่างหนัก  
ทำให้หลายรอบที่ดูเหมือน “รัฐบาลเก่ง” จริง ๆ แล้ว  
อาจเป็นเพราะเราขึ้นลิฟต์ตามรอบโลกมากกว่าฝีมือนักการเมืองล้วน ๆ
บทความนี้เลยจะพาปูเสื่อไล่ทีละยุค แล้วค่อยสรุปตรง ๆ ตอนท้ายว่า  
> ถ้าต้องตอบชื่อ “ยุค/พรรค” ที่เห็นว่า เศรษฐกิจดีขึ้นชัด ในภาพรวม มีใครบ้าง

2. ยุคบูม 2530–2539: เศรษฐกิจพุ่งแรงสุดในประวัติศาสตร์ แต่เครดิตแบ่งกับ “เงินต่างชาติ”
ช่วง ปี 2530–2539 (1987–1996) คือยุคที่ไทยโตแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ใหม่  
GDP โตเฉลี่ยเกือบ 9–10% ต่อปี มีบางปีขึ้นไปแตะกว่า 13% ด้วยซ้ำ  
ตัวขับเคลื่อนหลักคือ  
- เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไหลเข้าแบบท่วม หลัง Plaza Accord  
- ไทยเปลี่ยนจาก “ผลิตแทนการนำเข้า” มาเป็น โรงงานส่งออกของโลก อย่างเต็มตัว  
แต่ด้านมืดก็ตามมา:
- ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบเฉลี่ยหลายปีติด  
- เงินกู้ต่างประเทศไหลเข้าเร็วเกินไป กลายเป็นพื้นฐานของวิกฤตปี 2540 ในเวลาต่อมา  
การเมืองช่วงนั้นเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค  
ทั้งชาติไทย ประชาธิปัตย์ และขั้วอื่นหมุนเวียนกัน
> ถ้าดูแต่ตัวเลข จะบอกว่า “รัฐบาลช่วงนั้นทำเศรษฐกิจดีมาก” ก็ไม่ผิด  
> แต่ถ้าแฟร์ ๆ ต้องยอมรับว่า แรงส่งหลักมาจากรอบโลก + FDI  
> และจบลงด้วยวิกฤตครั้งใหญ่ เพราะบริหารความเสี่ยงไม่อยู่

3. ยุคฟื้นจากปี 40 สู่ “ทักษิโณมิกส์”: ไทยรักไทย กับภาพจำว่า “เศรษฐกิจกลับมาคึก”
หลังวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยติดลบหนัก ก่อนจะเริ่มฟื้นช่วงปลายรัฐบาลชวน (ประชาธิปัตย์)  
ด้วยชุดนโยบายปรับโครงสร้างตามกรอบ IMF – แนวรัดเข็มขัด เน้นเสถียรภาพ
พอถึง ปี 2544 รัฐบาลไทยรักไทย (ทักษิณ) เข้ามาในจังหวะที่  
- เศรษฐกิจเริ่มตั้งหลักได้  
- ค่าเงินบาทอยู่ในระดับส่งออกแข่งขันได้  
- โลกกำลังอยู่ในรอบขาขึ้นอีกรอบ
ตัวเลขเติบโตในช่วงนั้นถือว่าโดดเด่น:
- หลังปี 2002 ไทยกลับมาโต 5–7% ต่อปีต่อเนื่องหลายปี  
- อีสานเป็นภูมิภาคที่รายได้ต่อหัวโตเร็วมาก ช่วง 2001–2011 รายได้ต่อหัวของอีสานเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ขณะที่กรุงเทพฯ ก็โตต่อเนื่องเช่นกัน  
นโยบายที่คนจำได้:
- 30 บาทรักษาทุกโรค  
- กองทุนหมู่บ้าน / SML  
- OTOP  
- ผลักดันสินเชื่อรายย่อย ทำให้คนตัวเล็กเข้าถึงเครดิตง่ายขึ้น  
สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ความรู้สึก” ของคนจำนวนมากคือ  
> “ยุคนี้เงินหมุน คนต่างจังหวัดเริ่มมีโอกาส มีเครดิต มีหน้าที่การงานมากขึ้น”
แน่นอน ด้านลบก็มี ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือนที่เริ่มสูงขึ้น  
ข้อครหาเรื่องคอร์รัปชัน และความขัดแย้งทางการเมืองที่สร้างบาดแผลยาวนาน
แต่ถ้าตอบตามข้อมูล + perception ของสังคมส่วนใหญ่:
> ยุคไทยรักไทย (ทักษิณ) คือหนึ่งในยุคที่ตอบได้เต็มปากว่า “เศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน”  
> ทั้งในแง่ตัวเลข และความรู้สึกของฐานรากจำนวนมาก

4. 2008–2013: วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์–น้ำท่วมใหญ่ และการรีบาวด์ของอภิสิทธิ์–ยิ่งลักษณ์
พอถึงปี 2008 โลกเจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยปี 2009 ติดลบเล็กน้อย ก่อนจะรีบาวด์แรงในปี 2010:
- ปี 2009 โตประมาณ -0.7%  
- ปี 2010 รีบาวด์ขึ้นราว 7.5%  

ช่วงนี้อยู่ภายใต้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ (ประชาธิปัตย์)  
> ถ้าดูแค่ตัวเลข จะเห็นว่าช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์มีปีที่ “เศรษฐกิจดีขึ้นชัด”  
> แต่ส่วนสำคัญมาจาก เศรษฐกิจโลกที่ฟื้น + สินค้าส่งออก  
> มากกว่านโยบายเชิงรุกภายในประเทศ
ต่อมาคือ ยุคยิ่งลักษณ์ (เพื่อไทย) 2554–2557
- ปี 2011 เจอน้ำท่วมใหญ่ GDP โตแค่ 0.8%  
- ปี 2012 รีบาวด์แรง โตประมาณ 7.2% จากการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม + นโยบายกระตุ้น เช่น รถคันแรก ฯลฯ  
- หลังจากนั้น 2013–2014 โตชะลอลงมาราว 2–1% ตามลำดับ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น  
สรุปยุคนี้แบบสั้น ๆ:
> ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์และยิ่งลักษณ์ ต่างก็มี “ปีทอง” ที่ตัวเลขดีขึ้นชัด  
> แต่ส่วนหนึ่งเป็น การเด้งกลับหลังวิกฤต (โลกหรือน้ำท่วม)  
> มากกว่าจะเป็นโหมด “บูมต่อเนื่อง” แบบช่วงไทยรักไทย

5. ยุครัฐประหาร–คสช.–พลังประชารัฐ: ตัวเลข “กลาง ๆ” แต่คนรู้สึก “ฝืด”
หลังรัฐประหารปี 2557 ไทยเข้าสู่ยุค คสช.  
ต่อด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งยังมีขั้วเดิมเป็นแกนหลัก
ตัวเลขการเติบโตช่วง 2015–2019 อยู่ราว:
- 2015: 3.1%  
- 2016: 3.4%  
- 2017: 4.2%  
- 2018: 4.2%  
- 2019: 2.2%  
ถ้าดูเฉพาะ macro:
- ไม่ได้แย่ระดับวิกฤต  
- แต่ก็ไม่แรงพอจะเรียกว่า “บูม”

ปัญหาคือด้านโครงสร้าง:
- ไทยเริ่มแก่ตัวลงเร็ว (สังคมสูงวัย)  
- ผลิตภาพแรงงานไม่ได้ดีขึ้นมาก  
- หนี้ครัวเรือนระดับสูง กดการบริโภค  
เลยเกิดภาพที่คุ้นกันมากในฐาน SME/มนุษย์เงินเดือน:
> ตัวเลขประเทศโต แต่ร้านเล็ก–คนตัวเล็กรู้สึกฝืด ค่าครองชีพไล่แซงรายได้
ดังนั้น ถ้าถามแบบตรง ๆ ว่า  
“พอรัฐบาลชุดนี้ขึ้นแล้ว เศรษฐกิจดีขึ้นชัดไหม?”  
คำตอบในสายตาคนส่วนใหญ่จะอยู่ในโทน “ไม่ถึงขั้นดีขึ้นชัด เป็นแค่ไม่ล้ม” มากกว่า

6. หลังโควิดถึงปัจจุบัน: ไทยโตช้าเมื่อเทียบภูมิภาค
โควิดทำไทยเจ็บหนักเป็นพิเศษ เพราะพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง:
- ปี 2020 GDP หดตัวราว -6.2%  
- ปี 2021 โตแค่ 1.5%  
- ปี 2022 โตประมาณ 2.8%  

หลังจากนั้น แม้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่หลายองค์กรระหว่างประเทศ  
มองว่าไทยจะโตแค่ ประมาณ 2–3% ต่อปี ในช่วง 2024–2026  
ขณะเดียวกัน รัฐบาลปัจจุบันพยายามใช้มาตรการกระตุ้น เช่น  
- โครงการโอนเงินดิจิทัล  
- มาตรการดึง FDI ในอุตสาหกรรมใหม่  
- โครงการที่อยู่อาศัยรายได้น้อย และขยายระบบประกันสุขภาพ  
แต่เมื่อเทียบกับ:
- โครงสร้างที่ไทยแก่เร็ว  
- หนี้ครัวเรือนสูง  
- แข่งกับเวียดนาม–อินโดฯ ที่ดึงโรงงาน–ลงทุนโลกไปก่อน  
จึงยังเร็วเกินไปที่จะพูดว่า  
> “รัฐบาลปัจจุบันขึ้นมาแล้วเศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน”

7. แล้วสุดท้าย… รัฐบาลพรรคไหน “ขึ้นแล้วเศรษฐกิจดีขึ้น” ในสายตาผู้เขียน?
ถ้าแยก “อารมณ์ทางการเมือง” ออก แล้วมองตามข้อมูล + ความรู้สึกรวม ๆ ของสังคม
7.1 ยุคไทยรักไทย – ทักษิณ (2544–2549)
- ขึ้นมาช่วงฟื้นตัวหลังวิกฤตปี 40  
- กล้าใช้นโยบายการคลังดันกำลังซื้อฐานราก  
- ตัวเลขโต 5–7% ต่อเนื่องหลายปี  
- ฐานรากและต่างจังหวัด “รู้สึก” ว่าชีวิตดีขึ้น มีเครดิต มีโอกาส
> ✅ ถ้าให้ตอบชื่อ “ยุค–พรรค” ที่เศรษฐกิจดีขึ้นชัด ทั้งตัวเลขและความรู้สึก  
> ยุคไทยรักไทย คือเคสที่ชัดที่สุด (โดยไม่ปฏิเสธว่ามีต้นทุนทางหนี้ คอร์รัปชัน และความขัดแย้งทางการเมืองตามมา)

7.2 ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ (ปชป.) และยิ่งลักษณ์ (เพื่อไทย)
ทั้งสองยุคมี “ปีรีบาวด์สวยมาก”
- อภิสิทธิ์: ปี 2010 โต ~7.5% หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์  
- ยิ่งลักษณ์: ปี 2012 โต ~7.2% หลังน้ำท่วมใหญ่  
แต่ภาพรวม:
- โตแรงในปีที่เด้งจากภาวะตกต่ำ  
- จากนั้นโมเมนตัมถูกตัดด้วยปัจจัยการเมืองและปัญหาเชิงนโยบาย (เช่น จำนำข้าว)  
> ✅ ถ้าถามว่า “ขึ้นแล้วมีช่วงที่เศรษฐกิจดีขึ้นชัดไหม” – มี  
> ❌ แต่ไม่ใช่ “รอบบูมยาว” แบบช่วงไทยรักไทย หรือยุคบูมก่อนปี 40

7.3 ยุคบูม 2530–2539 (รัฐบาลผสมหลายพรรค)
- เศรษฐกิจโตเฉลี่ยเกือบ 9–10% ต่อปี  
- ไทยก้าวกระโดดจากเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมส่งออก  
- แต่ต้องยอมรับว่าจบลงด้วยวิกฤตใหญ่ เพราะหนี้–ดุลบัญชีเดินสะพัดผิดรูป  
> ✅ ถ้ามองแค่ตัวเลขและการเปลี่ยนผ่านประเทศ ยุคนี้ “สุด”  
> ⚠️ แต่เครดิตแบ่งหนักกับ “รอบโลก + เงินต่างชาติ”  
> และเป็นยุคที่วางระเบิดเวลาไว้ให้รุ่นต่อไป

8. 3 บทเรียนจากการย้อนดูทุกยุค
1. จังหวะโลกสำคัญไม่แพ้นโยบายพรรค  
พรรคที่ดู “เก่ง” มักขึ้นมาในจังหวะที่โลกเป็นขาขึ้น และกล้าขยายการคลังในเวลาที่เหมาะ
2. คนจะรู้สึกว่าเศรษฐกิจดี เมื่อฐานรากมีโอกาสจริง ไม่ใช่แค่ GDP โต แต่คือ  
- เข้าถึงเครดิต  
- มีงาน มีรายได้พอ  
- ไม่ถูกหนี้และค่าครองชีพไล่จนหายใจไม่ออก
3. ถ้าจะตัดสินรัฐบาลด้วยคำว่า “ทำเศรษฐกิจดีไหม” ต้องดูยาวกว่า 1 ปีรีบาวด์  
   ปีทองหลังวิกฤตเป็นเรื่องปกติ แต่ความเก่งจริงคือ  
- รักษาโมเมนตัม  
- วางโครงสร้างใหม่ให้โตต่อได้โดยไม่พังในอีกสิบปีข้างหน้า

เมื่อ “ทัวริสต์” กลายเป็น “คอนเทนต์ครีเอเตอร์” ฉายภาพสะท้อนเคส “แจ็กแปปโฮ” ทำไทยเสียชื่อกระทบภาพลักษณ์

ดราม่า “แจ็กแปปโฮ ถอดเสื้อเต้นบนหลังคารถหน้าร้าน Lawson วิวภูเขาไฟฟูจิ” ที่ญี่ปุ่น ไม่ได้สะเทือนแค่ชื่อเสียงของยูทูบเบอร์คนหนึ่ง แต่สะเทือน “ภาพจำคนไทยทั้งชาติ” ว่าพอไปต่างประเทศ เราเคารพกติกาคนอื่นมากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้าหันกระจกกลับมาดูฝั่งเราเอง คำถามก็คือ เวลาคนต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทย เขาเคารพกติกาเราแค่ไหน? และหลายเคสก็ “ดราม่าไม่แพ้กัน” แถมมีจุดร่วมสำคัญเหมือนกันคือ – เอาคอนเทนต์ เอาความมันส์ เอายอดไลก์ มาก่อน “ความเคารพพื้นที่และวัฒนธรรม”

บทความนี้ชวนดูเคสจริงของคนต่างชาติมาเที่ยวไทยแล้ว #หาทำ จนเป็นข่าว และลองเทียบกับเคสแจ็กแปปโฮ ว่าโลกท่องเที่ยวยุคโซเชียลมันกำลังพาเราไปทางไหนกันแน่

หัวข้อ: เคสต่างชาติในไทย: ดราม่าแบบเดียวกับแจ็กแปปโฮ แค่สลับประเทศ

1) บิกินี่อาบแดดหน้าเขตพระราชวัง – สนามหลวง / เชียงใหม่ / วัดไทย
- นักท่องเที่ยวต่างชาติใส่บิกินี่อาบแดดบนสนามหลวง ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง กลางพื้นที่สาธารณะซึ่งผูกพันกับสถาบันหลักของประเทศและพิธีกรรมสำคัญของรัฐ
- หญิงชาวตะวันตกล้มตัวนอนอาบแดดในบริเวณวัดที่เชียงใหม่ กลายเป็นข่าวในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ เพราะเป็น “วัด” ที่คนไทยมองว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สระว่ายน้ำหรือชายหาดส่วนตัว

ในมุมของนักท่องเที่ยว อาจคิดว่า “ก็แค่นอนอาบแดด ไม่ได้ทำร้ายใคร”
แต่มุมของคนไทย นี่คือ “การใช้ร่างกายและการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมต่อพื้นที่ที่เราถือว่าเป็นเขตเคารพ”

2) ปีนพระ ปีนโบราณสถาน – เพื่อรูปสวยไม่กี่ช็อต
- นักท่องเที่ยวหญิงชาวต่างชาติปีนขึ้นไปบนฐานพระพุทธรูปในวัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา เพื่อเก็บมะม่วง มีเพื่อนยืนถือถุงรออยู่ด้านล่าง คลิปถูกแชร์ใน TikTok จนเป็นข่าวใหญ่ เพราะเข้าข่ายทำลายโบราณสถาน และละเมิดต่อสิ่งที่ชาวพุทธเคารพ
- นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนองค์เจดีย์/ปรางค์วัดโบราณ เพื่อถ่ายรูปเท่ ๆ ลงโซเชียล ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้ประกาศชัดเจนว่า “ห้ามปีนป่าย”

3) “คอนเทนต์อนาจาร” ในพื้นที่สาธารณะและโบราณสถาน
- กรณี 2 หนุ่มอเมริกันถ่ายภาพ “โชว์ก้น” ที่พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม แล้วโพสต์ลงโซเชียล จนถูกตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายไทย
- เคสในเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา ตำรวจดำเนินคดีนักท่องเที่ยวต่างชาติทำอนาจารกับหญิงไทยในที่สาธารณะ จนคลิปไวรัล และกระทบภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว

สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังคลิปเหล่านี้ คือ “เศรษฐกิจคอนเทนต์ + อีโก้”
บางคนไม่สนแล้วว่าประเทศเจ้าบ้านมีกฎหมาย วัฒนธรรม หรือเส้นแดงตรงไหน ขอแค่ “แรงพอจะไวรัล” ก็พอ

หัวข้อ: จุดร่วมระหว่าง “แจ็กแปปโฮในญี่ปุ่น” กับ “ทัวริสต์ห่าม ๆ ในไทย”

1. คอนเทนต์มาก่อนกติกา
ทั้งแจ็กแปปโฮ และนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย ล้วนเอาเฟรมภาพให้สุด เอาคอนเทนต์ให้เดือด ก่อนค่อยคิดถึง “กติกาของเจ้าบ้าน”

2. ไม่อินกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” ของเจ้าบ้าน
สำหรับบางคน ภูเขาไฟฟูจิอาจเป็นแค่ “วิวสวย” แต่มันมีมิติทางจิตวิญญาณและสัญลักษณ์ชาติของญี่ปุ่น
วัดไทย สนามหลวง พระปรางค์วัดอรุณ หรือโบราณสถานอยุธยา ก็ไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่คือประวัติศาสตร์และศรัทธาของคนไทย

3. ตรรกะ “เค้าจะรู้เหรอว่าผมเป็นคนไทย / ชาติไหน”
เคสแจ็กแปปโฮตอบคนเตือนว่า “เค้าจะรู้เหรอครับว่าผมเป็นคนไทย” กลายเป็นดราม่า เพราะสังคมมองว่านี่คือการปัดความรับผิดชอบต่อ “ภาพรวมคนไทย”
ในทางกลับกัน เวลาเห็นข่าวฝรั่งทำอะไรในไทย คนไทยก็มักพูดว่า “อย่าทำแบบนี้ คนไทยทั้งประเทศเสียหน้า”

4. แพลตฟอร์มโซเชียลคือเชื้อเพลิง
ถ้าไม่มียอดวิว ไม่มีคอมเมนต์ ไม่มีรายได้จากแพลตฟอร์ม ก็คงไม่มีใครอยากเสี่ยงทำอะไรสุดโต่ง ดราม่าทั้งหลายจึงเป็นผลข้างเคียงของยุคที่คนจำนวนมาก “หาเลี้ยงชีพจากความสนใจของคนดู”

หัวข้อ: ผลกระทบ – ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่กระทบคนทำมาหากินตัวเล็ก ๆ

1. ภาพลักษณ์ประเทศ = ปัจจัยในใจนักท่องเที่ยวรุ่นต่อไป
เมื่อมีข่าวคนไทยทำเรื่องฉาวในญี่ปุ่น หรือฝรั่งทำอะไรแรง ๆ ในไทย สื่อทั้งในและต่างประเทศเอาไปเล่นซ้ำ ย้ำภาพลบให้ฝังในหัวคนทั่วโลก

2. คนไทย / คนท้องถิ่นที่ทำงานสุจริตโดนเหมารวม
คนไทยที่ไปทำงานในญี่ปุ่นกังวลว่าเคสดราม่าจะทำให้เจ้าถิ่นมองแรงขึ้น
คนไทยที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวในอยุธยา กรุงเทพ เชียงใหม่ พัทยา ฯลฯ เสี่ยงโดนมองว่า “ประเทศนี้ปล่อยปละละเลย” เมื่อมีข่าวฝรั่งทำอนาจาร ปีนวัด หรือแต่งตัวไม่เหมาะสมในวัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

3. เจ้าหน้าที่ต้องตามเก็บกวาด – ดราม่า = ค่าทำความสะอาดสังคม
ทุกเหตุการณ์ที่เป็นข่าว หมายถึงเวลาและทรัพยากรของตำรวจ กรมศิลป์ ททท. และหน่วยงานท้องถิ่น ที่ต้องตามแก้ปัญหา ออกประกาศชี้แจง ปรับกฎ ทำป้ายภาษาอังกฤษเพิ่ม

หัวข้อ: ไทยควรรับมืออย่างไร? จาก “ดราม่านักท่องเที่ยว” สู่ “มาตรฐานเที่ยวอย่างเคารพ”

1. ตั้งมาตรฐาน “เที่ยวไทยอย่างเคารพ” ให้ชัด และสื่อสารแบบตรงจุด
- ทำคู่มือสั้น ๆ หลายภาษา “DO / DON’T ในวัด โบราณสถาน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์”
- ใช้รูปภาพง่าย ๆ ให้เข้าใจได้แม้ไม่อ่านภาษาไทย
- ดันให้สายการบิน โรงแรม บริษัททัวร์ เอาคู่มือชุดนี้ไปใส่ในแพ็กเกจ/อินโฟก่อนเข้าเมือง

2. แยก “ไม่รู้จริง ๆ” ออกจาก “รู้แต่ยังทำ” แล้วจัดการต่างกัน
- “ไม่รู้กติกา” -> ใช้การตักเตือน + ให้เซ็นรับทราบ + บันทึกชื่อ
- “จงใจละเมิด / ทำซ้ำ / ทำคอนเทนต์อนาจาร” -> ดำเนินคดีเต็มที่ตามกฎหมายไทย และสื่อสารให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน

3. ทำงานกับแพลตฟอร์มและอินฟลูเอนเซอร์
- ประสานกับแพลตฟอร์มให้ช่วยลดการกระจายคอนเทนต์ที่ละเมิดกฎหมายหรือทำลายโบราณสถาน
- ชวนอินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติที่รักเมืองไทย มาทำแคมเปญ #RespectThailand หรือ #TravelWithRespect
- ฝั่งไทยเองควรมี “โค้ดออฟคอนดักต์ของครีเอเตอร์” เวลาไปทำคอนเทนต์ต่างประเทศ

4. กล้าพูดกับนักท่องเที่ยวแบบตรง ๆ แต่ไม่เหยียด
สร้างวัฒนธรรมว่า การเดินเข้าไปบอกด้วยภาษาอังกฤษง่าย ๆ ว่า “Here it’s not allowed. This place is sacred.” ไม่ใช่การเหยียด แต่คือการปกป้องบ้านของเรา

บทสรุป
เคสแจ็กแปปโฮในญี่ปุ่น และเคสนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย สุดท้ายสะท้อนว่า เมื่อโลกทั้งใบกลายเป็นฉากหลังให้คอนเทนต์ เราจะยอมให้ “ยอดวิว” สำคัญกว่าความเคารพกันและกันหรือไม่

หากคนไทยอยากให้ชาวโลกมองเราเป็น “นักท่องเที่ยวที่เคารพกติกา” เราก็ควรคาดหวังมาตรฐานเดียวกันกับคนที่มาเยือนบ้านเรา

ดราม่าท่องเที่ยวอาจจบใน 24 ชั่วโมงบนโซเชียล แต่รอยจำในสายตาชาวโลกและในใจคนท้องถิ่น – มันอยู่นานกว่านั้นเสมอ

ทำไมนักการเมืองบางคน ติดคุกคดีทุจริต หรือใช้อำนาจมิชอบ แต่ออกมาแล้วยิ่งใหญ่กว่าเดิม ได้รับความชอบธรรมจากประชาชน

(18 พ.ย. 68) เวลาพูดถึง “นักการเมืองติดคุก” ภาพในหัวมักคือคดีโกง คดีทุจริต หรือใช้อำนาจมิชอบ แต่ในหลายประเทศทั่วโลก เรากลับเห็นอีกแบบหนึ่ง คือ “คนเคยติดคุก” กลายเป็นผู้นำประเทศที่ทรงอิทธิพล และได้รับความชอบธรรมจากประชาชนอย่างล้นหลาม

คำถามคือ ทำไม “ตราคุก” ที่ควรเป็นตราบาป ถึงกลับกลายเป็น “เหรียญเกียรติยศทางการเมือง” ได้? บทความนี้ชวนดู 7 เคสต่างประเทศ แล้วสรุปให้เห็น pattern ร่วม ว่าอะไรทำให้นักการเมืองบางคน “ถูกขังในคุก แต่หัวใจอยู่ในทำเนียบ”

1. ลูลา ดา ซิลวา – บราซิล  
จากจำเลยคดีคอร์รัปชัน สู่ประธานาธิบดี 3 สมัย
ลูลา อดีตผู้นำสหภาพแรงงานและประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายของบราซิล ถูกตัดสินจำคุกจากคดีคอร์รัปชันและฟอกเงินในปฏิบัติการ “Car Wash” และถูกจำคุกไปราว 580 วัน ก่อนที่ศาลสูงบราซิลจะกลับคำพิพากษา โดยชี้ว่าผู้พิพากษาคดีนี้มีอคติและไม่มีอำนาจพิจารณาคดี ทำให้คำตัดสินเดิมเป็นโมฆะ ลูลาได้สิทธิ์ทางการเมืองคืน และกลับมาลงเลือกตั้งอีกครั้ง

ปี 2022 ลูลาชนะการเลือกตั้ง กลายเป็นประธานาธิบดีบราซิลสมัยที่ 3 และถูกมองว่าเป็น “การคืนชีพทางการเมือง” ของคนที่เคยถูกพยายามฝังทั้งเป็นด้วยคดีคอร์รัปชัน

ทำไมเคสนี้คัมแบ็กได้?
- คนจำนวนมากเชื่อว่าคดีเป็น “การกลั่นแกล้งทางการเมือง”  
- ช่วงที่ลูลาเคยบริหารเศรษฐกิจ บราซิลเติบโต คนจนจำนวนมากได้ไต่ขึ้นเป็นชนชั้นกลาง จึงเกิด “ความคิดถึงยุคลูลา”  
- ฝ่ายตรงข้าม (โบลโซนาโร) บริหารประเทศแบบสร้างความแตกแยก ทำให้คนอยากกลับไปเลือกตัวเลือกที่เคยทำให้ชีวิตดีขึ้น  

2. อันวาร์ อิบราฮิม – มาเลเซีย  
สิบปีในคุก กลายเป็นทุนทางศีลธรรม
อันวาร์ อิบราฮิม จากอดีตรองนายกฯ และทายาททางการเมืองของมหาเธร์ กลายเป็นผู้นำฝ่ายค้านและสัญลักษณ์ของขบวนการปฏิรูป (Reformasi) เขาถูกปลดจากตำแหน่ง แล้วถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันและคดีทางเพศหลายรอบ ซึ่งเขายืนยันมาตลอดว่าเป็นคดีการเมืองเพื่อทำลายชื่อเสียง นักวิเคราะห์จำนวนมากก็เห็นตรงกันว่าคดีเหล่านี้มีมิติทางการเมืองสูง ไม่ใช่ความยุติธรรมปกติ

อันวาร์เข้าออกคุกหลายครั้ง รวมๆ แล้วราว 10 ปี ก่อนที่คำพิพากษาบางส่วนจะถูกกลับ และในที่สุดเขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในปี 2022 หลังจากต่อสู้อย่างยาวนานเกือบ 25 ปีในฐานะฝ่ายค้านหลักของประเทศ

อะไรที่ทำให้เขากลับมาดังยิ่งกว่าเดิม?
- ภาพจำของคนจำนวนมากคือ “เหยื่อของระบอบเก่า”  
- ขบวนการ Reformasi สร้างฐานมวลชนที่เชื่อใน “การปฏิรูปและต้านคอร์รัปชัน” มากกว่าจะยึดติดตัวบุคคลเดียว  
- การยืนหยัดนานนับสิบปี ไม่เปลี่ยนอุดมการณ์ ทำให้เขามีความน่าเชื่อถือเชิงศีลธรรมสูง  

3. เนลสัน แมนเดลา – แอฟริกาใต้  
27 ปีในคุก กลายเป็นตำนานเสรีภาพ
แมนเดลาถูกจับในข้อหากบฏและก่อการร้ายจากการต่อสู้กับระบบเหยียดผิว Apartheid และถูกคุมขังนานถึง 27 ปี ระหว่างอยู่ในคุก เขากลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน หลังการเจรจาทางการเมือง เขาได้รับอิสรภาพ และในปี 1994 กลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ภายหลังการเลือกตั้งเสรีครั้งแรกของประเทศ  

ในกรณีนี้ “คุก” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผลของความผิดส่วนตัว แต่เป็นหลักฐานของการเสียสละเพื่อประชาชนทั้งประเทศ

4. โฮเซ่ “เปเป้” มูฮิกา – อุรุกวัย  
จากกองโจรหัวรุนแรง สู่ประธานาธิบดีสุดสมถะ
มูฮิกาเคยเป็นสมาชิกกลุ่มกองโจรซ้ายจัด “ทูปามาโรส” (Tupamaros) ในยุคเผด็จการทหารอุรุกวัย เขาถูกยิงบาดเจ็บ ถูกจับ และถูกคุมขังรวมเกือบ 14 ปี ถูกขังเดี่ยว ถูกทรมานในหลายช่วงเวลา

หลังประเทศกลับสู่ประชาธิปไตย เขาได้รับนิรโทษกรรม เข้าสู่การเมืองกระแสหลัก ผ่านตำแหน่ง ส.ส. รัฐมนตรี และในที่สุดเป็นประธานาธิบดีปี 2010–2015 โดยโด่งดังทั่วโลกในฐานะ “ประธานาธิบดีที่จนที่สุด” เพราะใช้ชีวิตสมถะ ขับรถโฟล์คเต่า อยู่บ้านไร่ เลี้ยงดอกไม้ และบริจาคเงินเดือนส่วนใหญ่  

จุดพลิกคือนิยามใหม่ของตัวเอง จากอดีตกองโจรหัวรุนแรง → นักการเมืองสายสมถะที่ใช้ประสบการณ์ในคุกมาเตือนสังคมว่า “การใช้อำนาจรัฐรุนแรงไม่ใช่คำตอบ”

5. บาสซีรู ดิโอมาย ฟาย – เซเนกัล  
นักโทษการเมืองที่กลายเป็นประธานาธิบดีในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ฟายเป็นอดีตข้าราชการภาษีและคนรุ่นใหม่ในพรรคฝ่ายค้าน PASTEF เขาถูกจับปี 2023 จากข้อหา “ดูหมิ่นศาล ปลุกปั่นให้ก่อความไม่สงบ” ท่ามกลางบรรยากาศที่รัฐบาลเก่าถูกกล่าวหาว่าใช้กฎหมายจัดการคู่แข่งทางการเมืองและพยายามยืดอำนาจของประธานาธิบดีเดิม

ต้นปี 2024 สภาออกกฎนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองหลายคน รวมถึงฟาย เขาถูกปล่อยตัวเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง และลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแทนผู้นำพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ สุดท้ายเขาชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนกว่า 54% ขึ้นเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดของเซเนกัล และเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงในยุคที่แอฟริกาตะวันตกเต็มไปด้วยรัฐประหาร  

ภาพ “คนที่เพิ่งเดินออกจากเรือนจำแล้วขึ้นเวทีหาเสียง” กลายเป็นสัญลักษณ์แรงมากของการท้าทายระบอบเดิม

6. วาทสลาฟ ฮาเวล – เช็กโกสโลวาเกีย / สาธารณรัฐเช็ก  
นักเขียน–นักโทษการเมือง ผู้กลายเป็นประธานาธิบดีหลังล้มคอมมิวนิสต์
ฮาเวลเริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนและนักละครที่วิจารณ์ระบบคอมมิวนิสต์ในเช็กโกสโลวาเกีย เขามีบทบาทนำในการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน เช่น “ชาร์เตอร์ 77” (Charter 77) ต่อต้านการละเมิดสิทธิของรัฐ ทำให้ถูกจับตาโดยตำรวจลับและถูกจำคุกหลายครั้ง ช่วงที่ถูกขังยาวที่สุดคือเกือบ 4 ปี ระหว่างปี 1979–1983 ในฐานะนักโทษการเมือง

เมื่อกระแสปฏิรูปและการล้มคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกมาถึงปี 1989 ฮาเวลกลายเป็นผู้นำสำคัญของ “การปฏิวัติแบบกำมะหยี่” (Velvet Revolution) และหลังระบอบคอมมิวนิสต์ล้ม เขาได้เป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของเช็กโกสโลวาเกีย (1989–1992) และประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเช็ก (1993–2003)

ในสายตาคนเช็กจำนวนมาก คุกคือ “เครื่องยืนยัน” ว่าเขายืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ใช่ข้างรัฐเผด็จการ

7. เชค มูจิบูร์ เราะห์มาน – บังกลาเทศ  
ผู้นำที่อยู่ในคุกขณะชาติประกาศเอกราช
เชค มูจิบูร์ เราะห์มาน หรือ “บงกบันธุ” (บิดาแห่งชาติ) ของบังกลาเทศ ถูกจับกุมและคุมขังหลายครั้งทั้งในยุคอินเดียอังกฤษและในยุคปากีสถาน เขารวมแล้วใช้ชีวิตในคุกถึงราว 13 ปีจากการต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวเบงกาลี และเรียกร้องความเป็นธรรมให้ฝั่งตะวันออกของปากีสถาน (East Pakistan)

ปี 1970 พรรคของเขาชนะเลือกตั้งทั่วปากีสถาน แต่กองทัพและผู้นำการเมืองฝั่งตะวันตกไม่ยอมส่งมอบอำนาจ มูจิบจึงประกาศแนวทางอิสระภาพให้เบงกอลตะวันออก ในคืนวันที่ 25–26 มีนาคม 1971 เขาถูกกองทัพปากีสถานจับตัวในข้อหากบฏ และถูกพาไปคุมขังในปากีสถานตะวันตก ขณะเดียวกัน การประกาศเอกราชของบังกลาเทศถูกส่งออกมาจากฝั่งของเขาและผู้ร่วมอุดมการณ์ จุดชนวนสงครามประกาศเอกราชของบังกลาเทศ

แม้เขาจะอยู่ในคุก แต่รัฐบาลเฉพาะกาลของบังกลาเทศก็ประกาศให้เขาเป็น “ประธานาธิบดี” ในทางสัญลักษณ์ หลังสงครามจบลงและบังกลาเทศได้รับเอกราช เขาถูกปล่อยตัวและกลับมาเป็นผู้นำประเทศในฐานะประธานาธิบดีและต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรี  

กรณีนี้ “คุก” แทบจะเท่ากับ “คาแร็กเตอร์ของวีรบุรุษปลดปล่อยชาติ” อย่างเต็มรูปแบบ

สรุปภาพรวม: คุกจาก “ตราบาป” กลายเป็น “ทุนทางการเมือง” ได้อย่างไร
จากทั้ง 7 เคส จะเห็น pattern ร่วมชัดๆ หลายข้อ:

1. ประชาชนมองว่าคดีเป็น “การเมือง” ไม่ใช่ “ความยุติธรรมปกติ”
เมื่อคนเชื่อว่าผู้นำเหล่านี้ถูกจับเพื่อกำจัดทางการเมือง ไม่ใช่เพราะคดีอาชญากรรมธรรมดา ภาพของเขาจะเปลี่ยนจาก “ผู้ร้าย” เป็น “เหยื่อของระบอบ” ทันที

2. พวกเขามีผลงาน / อุดมการณ์ชัดเจน ก่อนจะติดคุก
คนไม่ได้เลือกเพราะสงสารอย่างเดียว แต่จำได้ว่าตอนเขามีอำนาจ (หรือตอนเขาต่อสู้) เขาพยายามทำอะไรให้สังคมบ้าง

3. ระหว่างอยู่ในคุก “ขบวนการทางการเมือง” ยังเดินต่อ
คนเหล่านี้ไม่ใช่นักการเมืองโดดเดี่ยว แต่มีพรรค มีมวลชน มีขบวนการ ที่คอยเล่าเรื่องแทนเขาระหว่างที่เจ้าตัวอยู่ในคุก

4. สังคมเบื่อหน่ายชนชั้นนำเดิม พร้อมโหวต “เหยื่อของระบบ”
เมื่อรัฐบาลเดิมสะสมปัญหา – คอร์รัปชัน เศรษฐกิจไม่ดี ใช้อำนาจเกินขอบเขต – คนจะเริ่มรู้สึกว่า “คนที่ถูกระบบนี้เล่นงาน อาจเป็นคนที่กล้าเปลี่ยนระบบได้จริงๆ”

5. เรื่องเล่าแบบ “วีรบุรุษทนทุกข์” ขายดีในการเมืองยุคสื่อ
ภาพนักการเมืองที่เคยถูกทรมาน ถูกขังเดี่ยว อยู่คุกเป็นสิบปี แล้วออกมาพูดเรื่องสมานฉันท์/ปฏิรูป จะเป็น content ที่ทรงพลังมากในยุคทีวีและโซเชียล

ข้อคิดต่อการเมือง (รวมถึงไทย)
กรณีต่างประเทศเหล่านี้เตือนเราว่า  
- การใช้ “คุก” เป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมือง อาจชนะได้ในระยะสั้น แต่ระยะยาวอาจกลายเป็นการ “ปั้นตำนานให้ศัตรูตัวเอง” โดยไม่ตั้งใจ  
- ประชาชนไม่ได้ดูแค่คำพิพากษา แต่ดูทั้งบริบท ใครได้ประโยชน์จากการที่เขาถูกจับ ความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม และผลงาน/อุดมการณ์ก่อนหน้านั้น  
- นักการเมืองที่กลับมาได้ ไม่ได้กลับมาด้วย “ความน่าสงสาร” แต่กลับมาพร้อมเรื่องเล่าและความหวังเชิงนโยบาย ว่า ถ้าเขามีโอกาสบริหารอีกครั้ง จะเปลี่ยนอะไรได้จริง  

สุดท้าย “คุก” จึงเป็นเหมือนดาบสองคมของการเมืองสมัยใหม่ ถ้ารัฐใช้เพื่อจัดการคู่แข่งแบบไม่โปร่งใส วันหนึ่งอาจต้องเจอ “จากคุกสู่ทำเนียบ” เวอร์ชันใหม่ในประเทศตัวเองได้เหมือนกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top