Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

เซินเจิ้นหัวจักรการค้าใต้ ดันมูลค่าซื้อขาย ‘จีน–ไทย’ พุ่งเกือบแสนล้านหยวน รถยนต์ไฟฟ้า–อุปกรณ์ไฮเทควิ่งนำขบวนส่งออก มะพร้าว–ทุเรียนไทยทะลุขึ้นหิ้งซูเปอร์มาร์เก็ตจีน รับอานิสงส์ FTA–RCEP–AEO ลดต้นทุนทั้งสองฝั่ง

(21 พ.ย. 68) ท่าเรือเส้อโข่วในนครเซินเจิ้นตอนใต้ของจีนกำลังกลายเป็น “ประตูการค้า” สำคัญระหว่างจีนกับไทย ภาพมะพร้าวอ่อนจากไทยถูกขนลงตู้คอนเทนเนอร์ เคลียร์ศุลกากรแบบรวดเร็ว ก่อนกระจายสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า เกิดขึ้นเคียงคู่กับสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (NEV) ของ BYD ที่ใช้แขนกลประกอบชิ้นส่วนขั้นสุดท้าย เพื่อส่งตรงสู่ถนนกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้สะท้อนความสัมพันธ์การค้าที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างเสิ่นเจิ้นและไทย

ตัวเลขมูลค่าการค้ารวมระหว่างเซินเจิ้นกับไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 สูงถึง 92.82 พันล้านหยวน (ราว 4.24 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีก่อน ส่งให้เซินเจิ้นครองตำแหน่งเมืองจีนที่ทำการค้ากับไทยมากที่สุด ขณะที่ภาคยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นดาวเด่นของการส่งออก 

“ตั้งแต่ต้นปี เราส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ไปไทยแล้ว 11,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งจากปีก่อน และกระแสตอบรับจากตลาดดีมาก” หลิว เฟิง ผู้จัดการฝ่ายศุลกากรของ BYD ระบุ

ด้านข้อตกลงการค้าเสรีจีน–อาเซียน และกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเร่งเครื่องการเติบโตนี้อย่างชัดเจน เซินเจิ้นศุลกากรออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้การส่งออกของ BYD ไปไทยแล้วกว่า 700 ฉบับ ครอบคลุมมูลค่าสินค้าราว 690 ล้านหยวน ช่วยประหยัดภาษีนำเข้าให้บริษัทมากกว่า 30 ล้านหยวน ส่งผลให้มูลค่าส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากเซินเจิ้นไปไทยช่วงมกราคม–ตุลาคม ทะยานขึ้นถึง 99.1% แตะระดับ 1.28 พันล้านหยวน ขณะเดียวกัน สินค้าไฮเทคอย่างอุปกรณ์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ก็โตแรงเช่นกัน โดยยอดส่งออกไปไทยเพิ่มขึ้น 25.3% และ 63.1% ตามลำดับ

ด้านการนำเข้า เกษตรผลไม้ไทยยังครองใจผู้บริโภคจีนอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะ “มะพร้าวอ่อน” ที่ต้องพึ่งความเร็วของระบบศุลกากร “มะพร้าวอ่อนเสียได้ง่าย ต้องเคลียร์ด่านเร็วมาก” หวัง คง ผู้ดูแลศุลกากรของบริษัทผู้นำเข้า–ส่งออกแห่งหนึ่งอธิบาย พร้อมย้ำว่าช่องทางพิเศษ (Green Channel) สำหรับสินค้าเกษตรสดของเสิ่นเจิ้นศุลกากร ทำให้มูลค่านำเข้าผลไม้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 15% ในปีนี้ ขณะที่ทุเรียนไทยก็ใช้เวลาเพียงวันเดียวจากด่านเซินเจิ้นไปถึงชั้นวางในร้านผลไม้ทั่วจีน

อีกแรงหนุนสำคัญคือการที่ศุลกากรจีน–ไทย รับรองระบบผู้ประกอบการเศรษฐกิจที่ได้รับสิทธิพิเศษร่วมกัน (AEO Mutual Recognition) ทำให้บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ตรวจน้อยลงและผ่านด่านเร็วขึ้น “นี่คือ ‘ป้ายทอง’ ที่คู่ค้าจากไทยให้ความสำคัญมาก” หลี่ หยาน ผู้อำนวยการฝ่ายศุลกากรของบริษัทเทคโนโลยีผลไม้รายหนึ่งเผย โดยบริษัทของเธอเห็นการนำเข้าผลไม้จากไทยเพิ่มขึ้น 15% หลังระบบนี้มีผลบังคับใช้ 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมระหว่าง “นวัตกรรมและอุตสาหกรรมเขียว” ของเซินเจิ้น กับ “ทรัพยากรเกษตรและตลาดกำลังซื้อ” ของไทย จะยิ่งทำให้การค้าจีน–ไทยแข็งแรงขึ้น และช่วยผลักดันการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม

พม. ผนึกกำลังเครือข่าย เตรียมจัดงานวันคนพิการสากล 2568 เดินหน้าเร่งแก้เกณฑ์ประเมินความพิการ พร้อมผลักดันเบี้ยคนพิการเป็น 1,000 บาท ช่วยลดความเหลื่อมล้ำมอบเป็นของขวัญปีใหม่

(20 พ.ย. 68) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานแถลงข่าว การจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมกิจกรรม Executive Talk โดยกล่าวถึงการจัดงานวันคนพิการสากล 3 ธันวาคม 2568 โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คณะผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้นำและผู้แทนเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ และอาสาสมัคร เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายอัครา กล่าวว่า ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในรูปแบบต่างๆ เพื่อร่วมกันยกระดับความตระหนักรู้และส่งเสริมสิทธิคนพิการในทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความสำคัญในการจัดงานวันคนพิการสากลมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) 

ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้กำหนดจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมอ่านคำปราศรัย เนื่องในวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 2,000 คน ประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ ผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร และบุคคลทั่วไป

นายอัครา กล่าวต่อไปว่า สำหรับงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 นั้น มีรูปแบบงานและกิจกรรมที่สอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงงานและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึง.โดยมีกิจกรรมสำคัญที่น่าสนใจ อาทิ 1) พิธีมอบรับโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568  2) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ(MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 3) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย UN Resident Coordinator และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และ4) กิจกรรม Kick off เปิดตัว “ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” อีกทั้ง มีการจัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ

นายอัครา กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการจัดงานวันคนพิการ ประจำปี 2568 ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ นั้น มีการดำเนินการตามกรอบแนวทางการจัดงานที่มีความสอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดจัดงานในช่วงเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569 ในลักษณะบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานในระดับพื้นที่และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด ร่วมกับจังหวัดบูรณาการจัดงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่ให้ความสำคัญ พร้อมให้โอกาสกลุ่มคนพิการในการแสดงศักยภาพ โดยมุ่งเน้นความเท่าเทียมกัน และการ Upskill และ Reskill ด้านทักษะส่งเสริมอาชีพของคนพิการ อีกทั้งภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการมีส่วนร่วมในการจัดบูธแสดงผลงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ อาทิ กายอุปกรณ์ และเทคโนโลยี Support การดำรงชีวิตคนพิการ 

“สำหรับนโยบาย Quick Win ของรัฐบาลนั้น กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนงานสอดรับกับนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมกัน และในเร็วๆ นี้ กระทรวง พม. จะมีผลงานชิ้นสำคัญที่เกี่ยวกับนโยบายหลักของกระทรวง พม. ในการดูแลกลุ่มคนพิการ คือ การปรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินความพิการ ซึ่งตนเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนพิการที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของรัฐ อาทิ ตาบอดข้างเดียว ที่ถูกประเมินทางการแพทย์ไม่ให้ได้รับบัตรประจำตัวคนพิการ โดยปัญหานี้ จะถูกนำมาแก้ไข โดยให้แก้ไขหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินความพิการ ไม่ใช่ยึดเกณฑ์ประเมินทางการแพทย์อย่างเดียว แต่ให้พิจารณามิติทางสังคมด้วย เพื่อจะให้การเข้าถึงสิทธิสวัสดิการภาครัฐโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว อยู่ระหว่างการเสนอร่างประกาศกระทรวง พม. ฉบับใหม่ ซึ่งปลัดกระทรวง พม.ได้นำเสนอตนแล้ว คาดว่าจะลงนามภายในสัปดาห์หน้า และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่”

นอกจากนี้ เรื่องการปรับเบี้ยความพิการ จาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า ขณะนี้ได้เสนอเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อของบกลาง จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 สำหรับกลุ่มคนพิการที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ได้รับเบี้ยความพิการเพิ่มเป็น 1,000 บาท จาก 800 บาท  และจะพยายามผลักดันให้ได้รับเบี้ยความพิการ 1,000 บาทถ้วนหน้าทุกปี

‘อภิสิทธิ์’ ยื่น ปปง. ตรวจเส้นทางเงินแก๊งสแกมเมอร์ เรียกร้องปราบปรามธุรกิจสีเทา เผยมีชื่อรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเอี่ยว 2 คน โยงขายหุ้นบางจาก-ธนาคาร BIC

‘อภิสิทธิ์’ ยื่นหนังสือพร้อมข้อมูลส่ง ปปง. ตรวจสอบเส้นทางเงินสแกมเมอร์ ย้ำต้องเริ่มจากเรื่อง บริษัททุน 330 บาท ซื้อหุ้นกิจการหลักร้อยล้าน โยงกรณีขายหุ้นบางจาก ขยายผลคนไทยเกี่ยวข้องรายชื่อสหรัฐฯคว่ำบาตร คาดมีไม่ต่ำกว่า 10 คน เผยระดับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน  2 คน มีเอี่ยวด้วย

(20 พ.ย. 68) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคได้เดินทางมายื่นหนังสือเอกสารหลักฐานที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อให้ดำเนินการกับกลุ่มสแกมเมอร์และทุนเทาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในประเทศไทย โดยมีนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการปปง. เป็นผู้รับหนังสือ
.
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าทางพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งปราบปรามธุรกิจสีเทาและเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ อธิปไตย และเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการยื่นหลักฐานธุรกรรมต้องสงสัยให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสาเหตุที่เรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนเพราะว่าสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในขั้นตอนการออกกฎหมายระบุตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมเหล่านี้ และถ้าหากกฎหมายนี้ผ่าน สหรัฐฯ อาจเข้ามาดำเนินการกับอะไรได้อีกหลายอย่างในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนหลังจากนี้

โดยหลายประเทศดำเนินการยึดทรัพย์เครือข่ายเหล่านี้แล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งที่ถูกจับตา

อีกทั้งข้อเสนอของรัฐบาลจีนที่จะส่งเจ้าหน้าที่มากำกับดูแลการปราบปรามสแกมเมอร์บริเวณชายแดนไทย-จีน และการดำเนินการของสหรัฐฯ อาจทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหายอย่างหนัก กลายเป็นประเทศที่อำนวยความสะดวกแก่อาชญากรรมโลก และกระทบต่ออธิปไตยไทยได้

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวต่อไปว่า ธุรกิจสีเทาไม่เพียงทำลายเศรษฐกิจ แต่ยังครอบงำการลงทุนและอาจส่งผลถึงการเมือง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ธุรกิจสีเทาเข้ามาครอบงำการเมือง และหากมีการครอบงำ ต้องเร่งแก้ไขให้ชัดเจน ด้วยเหตุนี้ทางพรรคจึงได้ตรวจสอบธุรกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในกฎหมายของสหรัฐฯ

จนพบความผิดปกติในการทำธุรกิจ อาทิ บริษัทที่จดทะเบียนด้วยทุนเพียง 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ (330 บาท) สามารถเข้าซื้อกิจการมูลค่าสูงกว่าเป็นร้อยเท่าหรือล้านเท่า โดยบริษัทเหล่านี้เชื่อมโยงกับบุคคลที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำ และยังไปเกี่ยวข้องกับบริษัทพลังงานหลักของประเทศไทย ซึ่งตกเป็นข่าวซุบซิบว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ และพรรคยังพบความผิดปกติอื่น ๆ ได้แก่ การซื้อขายหลักทรัพย์ในราคาเกินจริง และการจัดโครงสร้างบริษัทเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดการทำกิจการของบริษัทต่างชาติ

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่าดังนั้นทางพรรคจึงเรียกร้องไปยังปปง.ให้ใช้ความผิดปกติของธุรกรรมเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นในการขยายผลการตรวจสอบเชื่อมโยงไปยังรายชื่อบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มชื่อผู้กระทำผิดเพื่อนำไปสู่การระงับการทำธุรกรรม และการอายัดทรัพย์สิน รวมไปถึงประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสถาบันการเงินอื่นๆเพื่อดำเนินการตรวจสอบ และระบุตัวเจ้าของเงินและผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง รวมไปถึงประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

โดยเป้าหมายหลักของการมายื่นหนังสือในวันนี้คือต้องการปราบปรามกระบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ให้เป็นจริง ไม่ได้เจาะจงที่บุคคลหรือนักการเมือง แต่หากพบการเกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้เรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเพื่อให้สนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย และการเมืองต้องไม่เข้าไปแทรกแซงหน่วยงานที่ใช้อำนาจตามกฎหมาย โดยเสนอนายกรัฐมนตรีว่าไม่ควรแต่งตั้งบุคคลที่เชื่อมโยงกับผู้ที่ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการสแกมเมอร์ซึ่งอยู่ในรายชื่อร่างกฎหมายของสหรัฐฯ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทย 

"หลักฐานที่นำมาในวันนี้คือเส้นทางการเงิน ที่ได้เปรียบเทียบจากรายชื่อแบล็กลิสต์ของสหรัฐอเมริกา กระทั่งพบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ โดยพบว่ามีปลายทางของเส้นทางการเงินมาที่บริษัทพลังงานและบุคคลสำคัญของไทย เบื้องต้นต้องการให้ ปปง. นำหลักฐานไปใช้เริ่มต้นกระบวนการซึ่งปรากฏพยานหลักฐาน เพื่อเชื่อมโยงไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องสำหรับยับยั้งและยุติการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินเพื่อนำไปใช้กระทำความผิดต่ออีก สำหรับรายชื่อที่ตัวเองมีข้อมูลอยู่มีทั้งอดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลที่แล้ว และรัฐมนตรี 2 คนในชุดรัฐบาลปัจจุบัน ส่วนเส้นทางการเงินจะขยายไปเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นๆเพิ่มเติมหรือไม่ก็ให้เป็นหน้าที่ของการสืบสวนสอบสวนเพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องดำเนินคดีกับบุคคลใดเป็นพิเศษ การจะเอาผิดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน แต่ก็คาดว่าผู้เกี่ยวข้องน่าจะมีมากกว่า 10 คน" นายอภิสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจแอฟริกาใต้ ผู้ซึ่งอยู่ในรายชื่อคว่ำบาตร และปรากฏภาพถ่ายอยู่กับนายทักษิณ ชินวัตร ทางพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเข้าใจว่าพรรคประชาชน เอารูปนี้เข้าไป เท่าที่เห็นก็มีการเสนอรูปนี้อยู่ แต่รู้ว่าถ้าอะไรจะมีการปิดตาคนหนึ่ง แต่ไม่ได้ปิดตาอีกคน ซึ่งเราก็สงสัย แต่ก็อย่างที่บอกว่าการที่จะบอกว่าใครเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้อง เราไม่สามารถจะใช้แค่ภาพถ่ายได้ เราต้องใช้ธุรกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจน

เมื่อถามต่อว่าเอกสารที่มายื่น ปปง.ในวันนี้มีเกี่ยวข้องกับดีลสำนักงานประกันสังคมในการขายหุ้นบางจาก รวมถึงกรณีที่บางจากได้ขายหุ้นให้กับบริษัทจากต่างชาติหรือไม่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่ามีทั้งหมดรวมไปถึงกรณีธนาคาร BIC  จากหลายสัญชาติ กรณีการขายหุ้นบางจาก ก็เป็นสิ่งที่เรายื่นให้ ปปง.ดำเนินการตรวจสอบด้วย

อธิบดี กสร. สั่งเข้ม!! ห้ามใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย ย้ำมีโทษหนัก หลังตรวจพบที่อ่างทอง ใช้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เสิร์ฟเหล้า-เบียร์ เตือนนายจ้างให้ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) สั่งคุมเข้มการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย หลังพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง เข้าตรวจสอบสถานประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และพบการจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ชี้เป็นบทเรียนเตือนใจนายจ้างทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำมีโทษตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

(20 พ.ย. 68) เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทองว่า ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายในสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง ได้เข้าตรวจสอบทันที โดยพบว่าเป็นสถานประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และพบการใช้แรงงานเด็กอายุ 14 ปี จำนวน 1 คน และอายุ 15 ปี จำนวน 1 คน เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พนักงานตรวจแรงงานจึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ป่าโมก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

อธิบดี กสร. เน้นย้ำว่า การจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานประกอบกิจการที่จำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นงานที่เข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และยังย้ำอีกว่า ห้ามมิให้มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทำงานไม่ว่ากรณีใด ๆ เพื่อเป็นการคุ้มครองมิให้เด็กต้องทำงานก่อนวัยอันควร อันอาจกระทบต่อพัฒนาการ การศึกษา และความปลอดภัยของเด็ก พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานด้านการคุ้มครองเด็กเป็นความรับผิดชอบสำคัญของผู้ประกอบการทุกภาคส่วน 

“ผมได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานทั่วประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำความผิดต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด และขอแจ้งเตือนไปยังสถานประกอบกิจการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสถานที่ที่กฎหมายห้ามหากฝ่าฝืนมีโทษหนักปรับขั้นต่ำ 400,000 – 800,000 บาท ต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ” อธิบดี กสร. กล่าว

‘อนุทิน’ ขึ้นเหนือ!! แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายขบวนการส่วยสัญชาติ สั่งฟันนายอำเภอ-จับกุมแก๊งยานรก ลั่นต้องล้างบางให้สิ้นซาก

(20 พ.ย. 68) เมื่อเวลา 10.40 น. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แถลงผลปฏิบัติการครั้งใหญ่ 2 ภารกิจ คือ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” และ “ยุทธการสกัดยานรก” ท่ามกลางการเข้าร่วมของทีมความมั่นคง ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานปราบปรามทุกภาคส่วน สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมทั้งด้านทุจริตและยาเสพติดอย่างจริงจัง

นายอนุทินระบุว่า คดีเรียกรับผลประโยชน์จากคนต่างด้าว หรือ “ส่วยสัญชาติ” เป็นภัยร้ายแรงต่อหลักนิติรัฐ และเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเล็ดลอดเข้ามา จึงสั่งให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบทันที นำไปสู่ “ยุทธการตัดหมอกเวียงแหง” ที่พบเครือข่ายทุจริตเชื่อมโยงกลุ่มจีนเทา และการออกเอกสารให้คนไร้สัญชาติอย่างมิชอบ แม้มติ ครม. เร่งรัดให้สถานะคนไร้สัญชาติ 4.8 แสนคน จะเป็นของรัฐบาลก่อน แต่เมื่อกลับมารับตำแหน่งก็สั่งตรวจสอบทุกขั้นตอน ทั้งยังดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว เช่น กรณีอำเภอฝางที่ผู้ใหญ่บ้านถูกไล่ออกและถูกดำเนินคดี พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” ที่เจ้าหน้าที่บางคนหาประโยชน์จากกลุ่มเปราะบาง และยังเอื้อประโยชน์ให้จีนเทา ซึ่งยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด

ผลสอบสวนพบว่า พฤติกรรมทุจริตในอำเภอเวียงแหงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 แม้เคยจับกุมปลัดอำเภอและมีโทษจำคุกมาแล้ว แต่เครือข่ายยังไม่หมดไป จึงต้องเปิดปฏิบัติการ “ล้างบาง” ครั้งใหญ่ และถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงมหาดไทยออกหมายจับ “นายอำเภอ” ในคดีทุจริตทะเบียนราษฎร สะท้อนจุดยืนรัฐบาลว่า “ไม่ปกป้องคนผิด ไม่ว่าอยู่ตำแหน่งใด” โดยจากการขยายผลพบความเชื่อมโยงกับคดีใน จ.ปทุมธานี ที่มีการรับทำบัตรประชาชนผ่านแพลตฟอร์ม XiaoHongShu สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับรวม 28 ราย จับได้แล้ว 12 ราย ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า และคนต่างด้าว พร้อมยึดของกลางหลายรายการ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้แถลงผล “ยุทธการสกัดยานรก” ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงจากนอกประเทศสู่ตอนในของไทย โดยบูรณาการกำลังตำรวจภูธรภาค 5 ทหาร ปกครอง ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคง ปิดล้อม ตรวจค้น และสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 13–19 พ.ย. สามารถจับกุมคดียาเสพติดสำคัญ 3 คดี ยึดยาบ้าประมาณ 11 ล้านเม็ด ไอซ์ 500 กิโลกรัม และอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ายาอีกหลายรายการ 

นายอนุทินระบุว่า การทำงานครั้งนี้มุ่ง “ตัดวงจรทั้งระบบ” ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายย่อย ไปจนถึงเครือข่ายการเงินสีเทา บัญชีม้า สแกมเมอร์ และขบวนการลักลอบเข้าเมือง พร้อมประกาศชัดว่า รัฐบาลเป็น “ศัตรูกับผู้ค้ายาเสพติดและผู้กระทำผิดความมั่นคงทุกรูปแบบ” ไม่มีใครหลุดพ้นได้ หากเป็นต่างชาติ แม้รับโทษในไทยแล้วก็ต้องถูกส่งกลับประเทศไปรับโทษต่อ

กรมการแพทย์ เตรียมตั้งศูนย์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข รองรับการแข่งขัน SEA Games 2025 ใช้ Telemedicine-แอปฯ ประสานเหตุฉุกเฉิน ดูแล “นักกีฬา-ทีมงาน-ผู้ชม” ตลอดการแข่งขัน

(20 พ.ย. 68) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 กระจายการแข่งขัน 10 จังหวัด ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สธ.ได้รับข้อสั่งการจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เตรียมความพร้อมระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการแพทย์จัดเตรียมระบบการบริหารจัดการด้านการแพทย์ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย สำหรับดูแลสุขภาพนักกีฬา ทีมงาน และประชาชนที่เข้ามาชมการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ในครั้งนี้ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยตลอดการแข่งขัน

ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ได้มีแผนการเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) เพื่อบริหารจัดการระบบด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำหรับการแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้ให้กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กองสาธารณสุขฉุกเฉิน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ดูแลในด้านการแพทย์ โดยกรมการแพทย์ได้แบ่งการทำงานเป็น 3 ภารกิจหลัก คือ

1) ภารกิจข้อมูลและยุทธศาสตร์ ในการติดตามสถานการณ์ด้านการแพทย์และการปฏิบัติหน้าที่ของทีมทางการแพทย์กว่า 500 ทีมที่ปฏิบัติหน้าที่ตามสถานที่จัดการแข่งขันทั่วประเทศ

2) ภารกิจด้านปฏิบัติการ ทำหน้าที่ประสานงานทีมทางการแพทย์ที่ประจำจุดตามสถานที่จัดการแข่งขัน ทีมนำส่งผู้ป่วยผู้บาดเจ็บด้วยรถพยาบาลระดับมาตรฐานสากล และ โรงพยาบาลรับส่งต่อที่ต้องมีมาตรฐานตามที่กรมการแพทย์กำหนด

3) ภารกิจด้านการสนับสนุน โดยมีการใช้เทคโนโลยี Telemedicine และ Application ต่าง ๆ มาใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการให้คำปรึกษาและประสานงาน ซึ่งหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และการสาธารณสุข (SEA Games Operation Health Center) มีหน้าที่ในการประสานงาน เตรียมการ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านการแพทย์ ในการจัดการแข่งขันฯ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งรายงานผลปฏิบัติงาน และปัญหาอุปสรรคให้คณะกรรมการฝ่ายสนับสนุนและบริการทราบ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานได้ตามสถานการณ์

ทั้งนี้ การแข่งขันกีฬา SEA Games 2025 ครั้งที่ 33 ทั้งหมดมี 50 ชนิดกีฬา สนามแข่ง กระจายอยู่ใน 3 พื้นที่คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล จ.เชียงใหม่ จ.ชลบุรี และ จ.สงขลา

ทำความรู้จักเจ้าพ่อชิปจีน ‘เฉิน เทียนซื่อ’ ผู้ก่อตั้ง Cambricon จนได้รับฉายา ‘Nvidia เวอร์ชันจีน’ จากเด็กอัจฉริยะก้าวสู่ CEO ในวัย 40 ปี Forbes ยกเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่เติบโตเร็ว

(20 พ.ย. 68) ถ้าพูดถึง “คลื่นลูกใหม่” ในวงการชิปเอไอของจีน ชื่อที่คนจีนพูดถึงมากที่สุดตอนนี้คือ เฉิน เทียนซื่อ (Chen Tianshi) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Cambricon Technologies บริษัทที่ถูกยกให้เป็นความหวังสำคัญของชิปเอไอสัญชาติจีน หลายสื่อถึงขั้นเรียก Cambricon ว่า “Nvidia เวอร์ชันจีน” ขณะที่ตัวเฉินเองก็เพิ่งถูกจัดอันดับโดย Forbes ให้เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่เติบโตเร็วที่สุดของปี 2025

เฉินเกิดปี 1985 ที่นครหนานชาง ในครอบครัวธรรมดา พ่อเป็นวิศวกรไฟฟ้า แม่เป็นครูประวัติศาสตร์ แต่พรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์ของเขาโดดเด่นจนได้เข้าร่วมโครงการ “เด็กพิเศษ” ของมหาวิทยาลัย University of Science and Technology of China (USTC) ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี ก่อนจะมุ่งสายวิชาการเต็มตัว จบถึงระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากสถาบันเดียวกัน

หลังจบดอกเตอร์ เฉินเข้าร่วมสถาบันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ภายใต้ Chinese Academy of Sciences (CAS) และทำงานคู่กับพี่ชาย เฉิน หยุนจี ในปี 2014 ทั้งคู่เปิดตัวงานวิจัยชิปเอไอชื่อ DianNao ซึ่งสร้างกระแสฮือฮาในวงการวิชาการระดับโลก เพราะเป็นการประกาศว่าจีนสามารถออกแบบ “AI Accelerator” ที่แข่งขันได้จริง จุดนี้เองที่ทำให้เฉินเริ่มถูกมองว่าเป็นกำลังหลักใน ecosystem ด้านฮาร์ดแวร์เอไอของจีน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อเฉินตัดสินใจก้าวออกจากบทบาทนักวิจัย มาตั้งบริษัท Cambricon Technologies เป้าหมายคือ “เปลี่ยนงานวิจัยเป็นสินค้าจริง” ที่ใช้ได้ในอุตสาหกรรม ชื่อ Cambricon ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า Cambrian Explosion เหตุการณ์วิวัฒนาการครั้งใหญ่ในโลกยุคโบราณ สื่อถึงความทะเยอทะยานว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการครั้งใหม่ของฮาร์ดแวร์เอไอ โดย CAS เองก็ลงเงินลงทุนตั้งแต่ระยะแรก สะท้อนการหนุนจากภาครัฐและฝั่งวิชาการอย่างชัดเจน

Cambricon เริ่มเป็นชื่อที่คนวงกว้างรู้จักในปี 2017 เมื่อ Huawei นำชิปเอไอของบริษัทไปใช้ในสมาร์ตโฟน Mate 10 เพื่อเร่งการประมวลผลภาพและเกม นี่คือหลักฐานว่าเทคโนโลยีจากห้องแล็บของเฉินสามารถถูกต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์จริง แม้ความร่วมมือจะยุติลงในปี 2019 หลัง Huawei หันไปดันเทคโนโลยีของตัวเอง แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นก็ส่งให้ชื่อ Cambricon โดดเด่น และทำให้เฉินตัดสินใจลาออกจาก CAS เพื่อทุ่มเวลาให้บริษัทเต็มตัว

ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ก็กลายเป็น “แรงส่ง” ให้ Cambricon แบบไม่คาดฝัน เมื่อสหรัฐฯ เริ่มเข้มงวดการส่งออกชิปขั้นสูงมายังจีน เกิดช่องว่างอุปทานในตลาดเอไอขนาดใหญ่ นโยบาย “ใช้ของในประเทศ” ได้แรงหนุนระดับชาติ และ Cambricon ก็ถูกดันขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักของจีน ราคาหุ้นบริษัทพุ่งกว่า 500% ในปี 2024 ทำให้เฉินกลายเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้านดอลลาร์แทบชั่วข้ามคืน

รายงานของ Forbes ระบุว่า เฉินในวัยราว 40 ปี มีทรัพย์สินแตะราว 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับที่ 15 ของมหาเศรษฐีจีน Cambricon ถูกเรียกขานว่า “Nvidia แห่งจีน” ชิปของบริษัทถูกใช้ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธนาคาร โทรคมนาคม ไปจนถึงการฝึกและรันโมเดลเอไอของบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง Alibaba, Tencent และ DeepSeek ในครึ่งแรกของปี 2025 บริษัททำกำไรได้ราว 1 พันล้านหยวน และรายได้โตแบบก้าวกระโดด แต่ก็ยังมีคำถามเรื่องความยั่งยืน เพราะค่าใช้จ่ายด้านวิจัยยังสูงมาก

แม้จะถูกจับตามองในวงการชิปเอไอจีน แต่ Cambricon ก็ต้องเผชิญคู่แข่งหนักอย่าง Huawei ที่กำลังดันชิปตระกูล Ascend ขึ้นมาเป็นตัวเลือกแทน Nvidia ในตลาดจีน หลายงานวิเคราะห์มองว่า Huawei มีโอกาสใกล้เคียงการเป็น Nvidia เวอร์ชันจีนมากกว่า เพราะครบทั้งเงินทุน บุคลากร และ ecosystem ขนาดใหญ่ ทำให้ Cambricon ต้องเลือกให้ชัดว่าจะเป็นผู้เล่นเฉพาะทางที่เก่งในนิชงานเอไอ หรือจะไล่บี้ผู้นำระดับโลกแบบตรง ๆ

กัมพูชาถอนตัว!! สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชาไม่ส่งนักกีฬา เหตุผลหลักความปลอดภัยและศักดิ์ศรีชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดน ไม่ขอเสี่ยงแข่งแดนสยาม

(20 พ.ย. 68) สหพันธ์กีฬาบิลเลียดกัมพูชา (CBSF) ประกาศถอนตัวไม่ส่งนักกีฬาบิลเลียดเข้าร่วมแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของนักกีฬาและศักดิ์ศรีในฐานะคนกัมพูชา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาในปี 2025

CBSF ชี้แจงว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุปะทะบ่อยครั้งตามแนวชายแดน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงไม่มั่นใจว่าความปลอดภัยของนักกีฬาจะได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอ แม้ว่าการแข่งขันจะจัดในเมืองใหญ่ที่ห่างจากแนวปะทะก็ตาม รวมถึงไม่ต้องการส่งสัญญาณว่าไม่ให้เกียรติผู้สูญเสียในชาติผ่านการส่งนักกีฬาไปแข่งในประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทโดยตรง

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่าขอให้ทีมชาติไม่ร่วมการแข่งขันอื่น ๆ ในไทยชั่วคราว และนักกีฬาที่ร่วมเล่นในนามส่วนตัวจะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ รวมถึงจะไม่รับผิดชอบผลใด ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันฝั่งไทยเคยพิจารณาข้อเสนอห้ามกัมพูชาร่วมซีเกมส์ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยนักกีฬา แต่สุดท้ายต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมจากกัมพูชาลงเหลือไม่เกิน 200 คน

การถอนตัวของกัมพูชาทำให้เวทีซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพขาด “ขาประจำ” ที่ถือเป็นตัวเต็งเหรียญในกีฬาบิลเลียด ส่งผลต่อการแข่งขันและอันดับเหรียญรวม ตอกย้ำว่าเกมกีฬากลายเป็นสะท้อนความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมในภูมิภาคอย่างชัดเจน

แม้ CBSF จะไม่ปิดประตูถาวร แต่ขอให้สถานการณ์ชายแดนคลี่คลายและมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยก่อนจะพิจารณากลับเข้าร่วมอีกครั้ง ฝ่ายไทยในฐานะเจ้าภาพจึงต้องเร่งสื่อสารรับประกันความปลอดภัยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของซีเกมส์และภาพลักษณ์ประเทศในอนาคต

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 16/2568 

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ มีเรื่องพิจารณา 3 เรื่อง ดังนี้

1.พิจารณาแนวทางการแถลงผลการสัมมนาเชิงปฏิบัติการคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เรื่อง การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม ๒๕๖๘ โดยที่ประชุมมีมติให้แก้ไข การทบทวน กำหนด และจัดทำแผนการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ตามข้อสังเกตในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการ

2.พิจารณาประเด็นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการเดินทางไปรับทราบข้อมูลและดูงานระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ณ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และค่ายสิริธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบประเด็นคำถามเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

3.พิจารณาความคืบหน้าการจัดทำรายงานการพิจารณศึกษาพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตั้งคณะทำงานประกอบด้วยจำนวนสมาชิก ๑๐ ท่าน โดยมี พลเอก นักรบ บุญบัวทอง รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง

“พิชิต มิทราวงศ์” หัวเรือใหญ่ SME D Bank เสนอตั้ง "ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล" ปั้น Halal Economy เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย พร้อมเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยทุกมิติ

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกิดขึ้นเพื่อ “อยู่ข้างเอสเอ็มอีไทย” ทั้งในมิติการเงินและการพัฒนา ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเติมทุน เสริมความรู้ และเชื่อมโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญทั้งการแข่งขันระดับโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

บทบาทของธนาคารภายใต้การกำกับดูแลร่วมกันของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ปล่อยกู้” แต่ต้องคิดและทำแบบครบวงจร เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ที่มุ่งใช้ทั้ง “ทุน–องค์ความรู้–เทคโนโลยีดิจิทัล” ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในกลุ่มฮาลาลให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กล่าวในงาน "55th Nation Group : THAILAND’s NEW PROSPECT” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ" ช่วง Panel Discussion | Halal Economy ขุมทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ ว่า ธนาคารภายใต้กำกับของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่มีสองกระทรวงเป็นเจ้าสังกัดหลัก เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ SME ฮาลาล ยกระดับศักยภาพผ่าน “DX Platform” โดยประกาศแนวทางการดำเนินภารกิจที่ครอบคลุมทั้งภาคการเงิน การพัฒนา และการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME อย่างครบวงจร

โดยธนาคารได้วาง “สามธงสำคัญ” เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนผู้ประกอบการ ได้แก่

1. การเติมทุน ซึ่งถือเป็นบทบาทหลักของธนาคาร ในการจัดเตรียมโครงการสินเชื่อและแหล่งทุนที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในตลาดฮาลาล เพื่อให้สามารถเข้าถึงเงินทุนได้สะดวกและต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

โดยในส่วนของการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ประกอบด้วยโครงการสินเชื่อ "ปลุกพลัง SME" สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย วงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาทต่อราย เพื่อเสริมสภาพคล่องหรือลงทุนในธุรกิจ โดยอาจไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

สินเชื่อ "Beyond ติดปีก SME" สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย เพื่อใช้ในการลงทุน ขยาย หรือปรับปรุงกิจการ

และสินเชื่อ "SME Green Productivity" สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้มีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3% คงที่ 3 ปี

2. การพัฒนาผู้ประกอบการ เน้นการเตรียมความพร้อมของ SME ก่อนเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านการอบรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารธุรกิจ ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญกับการยกระดับ SME ให้มีความเข้มแข็งและพร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัล

โดยได้พัฒนา “DX Platform” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในรูปแบบออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวมีเครื่องมือสำคัญหลายด้าน ที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการฮาลาลให้สามารถปรับตัวและพัฒนาธุรกิจได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสัมมนาแบบออนไซต์เหมือนในอดีต ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดัน SME ไทยให้พร้อมแข่งขันในระดับสากล

ประกอบด้วย แพลตฟอร์ม DX by SME D Bank เป็นช่องทางบริการครบวงจร 24 ชั่วโมง, ระบบ Business Health Check ช่วยตรวจสุขภาพทางธุรกิจ, ระบบ E-Learning รวบรวมหลักสูตรความรู้ต่าง ๆ, SME D Coach ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธุรกิจ และ SME D Market ช่องทางขยายตลาด

3. การร่วมลงทุน ธนาคารพร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยการเข้าร่วมลงทุนเพื่อลดภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ และเพิ่มโอกาสในการขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้เพียงอย่างเดียว

“เราจะเดินหน้าภารกิจทั้งสามด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าฮาลาล ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และก้าวทันโลกดิจิทัล ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) เป็นกลไกใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในสาขาอาหาร แฟชั่น และบริการ ที่เป็นจุดแข็งของประเทศ ทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวว่า อยากให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการเศรษฐกิจฮาลาล” (Halal Economy Integration Center) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านนโยบายและการประสานงานแบบ Single Command โดยมีการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน

โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย มีงบประมาณรองรับ และกลไกสนับสนุนครบวงจร ทั้งด้านซัพพลายเชน แพลตฟอร์มดิจิทัล การตลาด และการส่งเสริม SME เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนา ยกระดับ และขยายสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

สำหรับประวัติของนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ถือเป็นนักการเงินสายบริหารที่สั่งสมองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรระดับสูงหลากหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง การปกครอง และการจัดการสมัยใหม่ เคยผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร. รุ่นที่ 26) จากสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรสัมมนาผู้บริหารธนาคารและสถาบันการเงิน รุ่นที่ 30 ของสมาคมสถาบันการศึกษาการธนาคารและการเงินไทย รวมถึงหลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับผู้บริหารระดับสูง คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งช่วยหล่อหลอมวิสัยทัศน์การมองภาพรวมเศรษฐกิจ สถาบันการเงิน และนโยบายสาธารณะควบคู่กันไปอย่างรอบด้าน

ด้านประสบการณ์การทำงาน นายพิชิตเริ่มเส้นทางอาชีพในธนาคารพาณิชย์เอกชน ใช้เวลากว่า 14 ปีดูแลด้านการอำนวยสินเชื่อและเงินฝาก ก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME D Bank) ในตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มสินเชื่อนโยบาย จากนั้นเติบโตในสายบริหารอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ ดูแลทั้งงานวิเคราะห์สินเชื่อ ปฏิบัติการ และสำนักกรรมการผู้จัดการ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐและยกระดับระบบงานของธนาคารหลายด้าน ก่อนที่คณะกรรมการธนาคารจะมีมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 แต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการ SME D Bank โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567 ถือเป็น “ลูกหม้อ” ที่เติบโตจากการทำงานหน้างานจริงจนก้าวขึ้นมานำทัพเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบัน

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top