Monday, 8 June 2026
Hard News Team

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)

เมื่อวันที่ (17 ก.ย.68) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการร่วมกับบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุม 215 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการและเทคโนโลยีสารสนเทศระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน

คณะวุฒิสภาลงพื้นที่ให้กำลังใจและมอบสิ่งของจำเป็นแกเจ้าหน้าที่ชายแดน รับฟังปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) สมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออก นำโดยนายกิติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง พร้อมด้วยคณะวุฒิสภา อาทิ นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา, พลโท ปิยะชาติ ธูปทอง, และ พันเอกชวลิต จารุกลัส เดินทางลงพื้นที่ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี                                      

เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน พร้อมมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น สนับสนุนการทำงานและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้พิทักษ์อธิปไตยของชาติ โดยมี นาวาเอกนพโรจน์  สิริปริยพงศ์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ให้การต้อนรับ และรายงานสรุปสถานการณ์ชายแดน พร้อมความคืบหน้าในการปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตยของชาติ พื้นที่ชายแดนจันทบุรีมีความยาว 87 กิโลเมตร ปัจจุบันมีพื้นที่อ้างสิทธิ หรือ no man's land จำนวน 2 แห่ง  

ในพื้นที่เขาตาง๊อก เนื้อที่ประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ  แต่ไม่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ บริเวณหลักเขตที่ 66–67 ซึ่งเคยพบการบุกรุกปลูกข้าวโพดและอ้อยจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ได้มีการเจรจาและรื้อถอนออกแล้ว ปัจจุบันไม่มีผู้เข้าไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี่ ยังมีพื้นที่เฝ้าระวัง 2 จุด ที่หลักเขตที่ 64-65 หรือ พื้นที่ตัว ก. และหลักเขตที่ 68 หรือพื้นที่ตัวยู ซึ่งเป็นบริเวณที่ฝ่ายกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามา และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)     ได้ส่งเรื่องประท้วง  อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 และโดยล่าสุด ฉก.นย.จันทบุรี ได้มีการปรับปรุงพื้นที่ป้องกันการกัดเซาะและสร้างถนนเลียบชายแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการลาดตระเวนและลดระยะเวลาปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออก ได้เดินทางต่อไปยังจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจทหาร ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่หน้าด่าน 

ในครั้งนี้นายยุคล กล่าวชื่นชม และแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหารบกและทหารเรือที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เสียสละ เต็มกำลังความสามารถ และจัดระบบการบริหารจัดการในพื้นที่ได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ คณะฯ เดินทางต่อไปยังฐานเนินผี บ้านผักกาด หมู่ 3 ต.คลองใหญ่ เนื้อที่กว่า 3 ไร่ ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวัง จุดเสี่ยงพื้นที่ตัว ก. เพื่อติดตามความคืบหน้าการปรับเส้นทางการลาดตระเวนให้ใช้เวลาสั้นลง และถมดิน ป้องกันการกัดเซาะ ป้องกันการสูญเสียดินแดนของไทย  ทางด้าน ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี กล่าวเสริมถึงพื้นที่ รูปตัว ก. ว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ติดฐานปฏิบัติการชายแดนและถูกน้ำกัดเซาะมานานกว่า 6 ปี จนดินทรุดตัวเป็นลักษณะคล้ายเกาะ หากปล่อยไว้เพียงไม่กี่เมตร อาจถูกตัดขาดเนื่องจากถูกน้ำกัดเซาะ จึงมีแนวคิดที่จะปรับสภาพพื้นที่ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม จึงได้ประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจกัน ถมดินปรับพื้นที่และเสริมแนวตลิ่ง ฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้กลับคืนดังเดิม เพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทย ให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ และปรับสภาพเส้นทางให้มีความสะดวกยิ่งขึ้นในการส่งกำลังบำรุงเพื่อการปฏิบัติการชายแดนได้อย่างสะดวกและทันเวลา  

ในการเรียกคืนพื้นที่ รูปตัว ก. ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการที่ชาวจันทบุรี ร่วมแสดงพลังนำอาหาร สิ่งของ และเครื่องจักร ปฏิบัติภารกิจเรียกคืนพื้นที่ รูปตัว ก. ได้สำเร็จ 

'วอร์รูม IAC' บูรณาการปฏิบัติการเชิงรุกเห็นผลทุกวัน ล่าสุดพบความผิดปกติการโอนเงิน บัญชีปลายทางเป็นม้านิติบุคคล ระงับได้ทันควัน 2 ล้านบาท 

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่วอร์รูม IAC ปฏิบัติการเชิงรุกในการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อโอนเงินให้มิจฉาชีพ

ล่าสุดวอร์รูม IAC ตรวจสอบพบว่ามีการทำธุรกรรมโดยมีการโอนเงินจำนวน 2 ล้านบาท จากบัญชี น.ส.บุศราฯ ผู้เสียหาย ไปยังบัญชีปลายทาง ชื่อบัญชี บริษัท ซู หมิง เทรด จำกัด ซึ่งมีเคสไอดีว่าเป็นบัญชีม้านิติบุคคล เจ้าหน้าที่วอร์รูม IAC ซึ่งมีตำรวจไซเบอร์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเจ้าหน้าที่ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ปฏิบัติงานแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง พบความผิดปกติจึงประสานระงับธุรกรรมการโอนเงินดังกล่าวไว้ได้ และประสานผู้เสียหายให้รับทราบ

จากการสอบถาม น.ส.บุศราฯ ผู้เสียหาย ทราบว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น อ้างว่ามีการใช้ชื่อของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาในจังหวัดขอนแก่น และมีการรับโอนเงินทุจริตจำนวน 8 ล้านบาท ขอให้ผู้เสียหายยืนยันความบริสุทธิ์โดยการเปิดเผยทรัพย์สินและโอนเงินมาตรวจสอบ ผู้เสียหายเกิดความกลัวและหลงเชื่อ จึงโอนเงินทั้งหมดในบัญชี รวมทั้งขายหุ้นเพื่อนำเงินโอนเข้าบัญชีที่มิจฉาชีพแจ้งไว้ จำนวน 18 บัญชี รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 15 ล้านบาท ซึ่งบัญชีสุดท้ายที่ผู้เสียหายจะโอนไปเป็นชื่อบัญชีบริษัท ซู หมิง เทรด จำกัด ซึ่งวอร์รูม IAC พบความผิดปกติจึงระงับการทำธุรกรรมได้ทัน จำนวน 2 ล้านบาท

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้สั่งการให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดโดยเร็ว รวมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในวอร์รูม IAC ประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ เพื่อปฏิบัติการเชิงรุกในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย และเร่งสร้างการรับรู้ในการป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อกลุ่มแก๊งอาชญากรรมเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติการของ “วอร์รูม IAC” ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม - 17 กันยายน 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 635 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 390,399,162 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 296 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 133,205,476 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 285 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 149,636,756 บาท และยึดเงินสดได้ 6,169,700 บาท

19 กันยายน พ.ศ. 2549 คณะทหาร เข้ายึดอำนาจ ‘รัฐบาลทักษิณ’ขณะปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 คณะทหารในนาม “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ซึ่งมี พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 

โดยในการรัฐประหารครั้งนี้ คปค. ได้ให้เหตุผลที่ต้องยึดอำนาจว่าการปกครองภายใต้รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก่อให้เกิดความขัดแย้งแบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังเอาชนะ ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ และมีแนวโน้มนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น 

โดยประชาชนส่วนใหญ่เคลือบแคลงสงสัยว่า การบริหารราชการแผ่นดิน ส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ อย่างกว้างขวาง หน่วยงานอิสระ ถูกการเมืองครอบงำ ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เกิดปัญหา และอุปสรรคหลายประการ ตลอดจนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นที่เคารพ เทิดทูน ของปวงชนชาวไทย อยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าหลายภาคส่วนของสังคมจะได้พยายามประนีประนอม คลี่คลายสถานการณ์ มาโดยต่อเนื่องแล้ว ก็ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้

โดยทางทหารได้เตรียมการยึดอำนาจเริ่มตั้งแต่ตอนสาย ถึงตอนบ่ายกำลังทหารจากต่างจังหวัดก็เคลื่อนกำลังเข้าประจำการในกรุงเทพฯ ในตอนค่ำกำลังพลติดอาวุธพร้อมรถถัง ฮัมวี่ และบีเอ็มซีก็บุกเข้ายึดสถานีวิทยุโทรทัศน์และตรึงกำลังอยู่ตามสถานที่สำคัญ ๆ ทั่วกรุงเทพฯ ในเวลา 22.00 น. พ.ต.ท. ทักษิณได้ชิงออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขต กทม. สั่งปลด พล.อ. สนธิ แต่ยังประกาศไม่ทันจบ ทหารก็บุกเข้ามาตัดสัญญาณและออกประกาศการเข้ายึดอำนาจ จากนั้นก็ได้ออกประกาศ คปค. ฉบับต่าง ๆ ออกมา อาทิ...

ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวโดยให้ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้น คปค. ก็ถอยไปอยู่ในฐานะ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช.) คอยดูแลรัฐบาลชั่วคราวบริหารประเทศและเร่งกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี จากนั้นจะเลือกตั้งใหม่ภายในปี 2550 

รัฐประหารครั้งนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายที่เห็นว่าประเทศชาติถึงจุดวิกฤติแล้ว รัฐประหารคือทางออกเดียวที่เหลืออยู่ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่ารัฐประหารครั้งนี้เป็นการตัดตอนกระบวนการประชาธิปไตยไทย เป็นการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้ชื่อว่าเป็นของประชาชนมากที่สุด และนับเป็นการสูญเสียประชาธิปไตยอีกครั้งในรอบ 15 ปีหลังจากรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อปี 2535 ซึ่งการรัฐประหารครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 10 ของไทย โดยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และไร้การสูญเสียเลือดเนื้อ

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 เร่ง กวาดล้าง “ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“

ผบช.ภ.5 เป็นประธานประชุม ติดตามความคืบหน้ากลุ่มแก๊งวัยรุ่น ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายประชาชน ในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ และลำพูน หลังเกิดเหตุสุดโหดฟันแขนเหยื่อสาวจนขาด

(18 ก.ย.68) เวลา 11.00 น. ที่ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ชั้น 2 อาคารตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานในประชุม ติดตามความคืบหน้าและรายงานสถานภาพข้อมูลของกลุ่มแก๊งวัยรุ่น กรณีกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ตั้งชุด“ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ฯ, ผกก.สส. ในพื้นที่เข้าร่วมประชุม 

พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเร่งด่วน โดยในที่ประชุมมีการรายงานสถานการณ์ความรุนแรงของกลุ่มวัยรุ่นในหลายพื้นที่ ทั้ง สภ.แม่ปิง, สภ.ช้างเผือก, สภ.เมือง, สภ.ภูพิงค์ และอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยพบว่ากลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้มักรวมตัวกันสร้างความเดือดร้อนเป็นประจำ

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดเหตุขึ้นที่หน้าร้านสะดวกซื้อใกล้ร้านเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ โดยกลุ่มวัยรุ่นชาวไทยใหญ่ได้ขับรถตระเวนหาเรื่องวัยรุ่นไทยในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนเข้าทำร้ายกลุ่มผู้บาดเจ็บ ทำให้หญิงสาววัย 18 ปี ถูกฟันด้วยอาวุธมีดเข้าที่ข้อแขนซ้ายจนขาดกระเด็น และเพื่อนชายอีกสองคนได้รับบาดเจ็บด้วย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในเหตุการณ์ได้แล้ว 5 คน ซึ่งเป็นชาวต่างด้าวทั้งหมด ส่วนผู้ที่ลงมือก่อเหตุใช้มีดฟัน อีก 2คนได้หลบหนีออกจากพื้นที่เชียงใหม่ไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังออกหมายจับพร้อมเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยืนยันว่าได้กำชับให้ทุกพื้นที่ดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยมีการสั่งการให้ตั้งจุดตรวจ ตั้งชุด “ปะ ฉะ ดะ” ใช้ชื่อชุด“ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“ เพื่อแก้ไขปัญหาวัยรุ่นรวมกลุ่มก่อเหตุซ้ำซาก และคืนความปลอดภัยและความสงบสุขให้กับประชาชนในภาคเหนือโดยเร็วที่สุด

จีนไม่ปลื้ม!! อเมริกาช่วยไต้หวัน สร้างขีปนาวุธรุ่นใหม่ Barracuda-500

(18 ก.ย. 68) ไต้หวันเปิดตัวขีปนาวุธรุ่นใหม่ Barracuda-500 ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Anduril Industries ของสหรัฐฯ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจงซานเผยว่า มีแผนจะผลิตจำนวนมาก โดยมีต้นทุนราว 216,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งลูก (ราว 8 ล้านบาท)

ด้านจีนตอบโต้ทันที รัฐมนตรีกลาโหมตง จวิ้น (Dong Jun) เตือนว่าปักกิ่งจะไม่ยอมให้มีความพยายามใด ๆ ที่มุ่งแยกไต้หวันเป็นเอกราช พร้อมย้ำจุดยืนชัดว่า “จะไม่ทนต่อการแทรกแซงจากภายนอก” ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารแก่ไต้หวันอย่างต่อเนื่อง

จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ และมองการจับมือระหว่างสหรัฐฯ–ไต้หวันในด้านการทหารเป็นการท้าทายหลักการ 'จีนเดียว' รวมถึงเป็นภัยต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกโดยตรง

ผบ.ทร.ตรวจเยี่ยมการฝึกยุทธวิธีร่วม และเยี่ยมอำลากองเรือยุทธการ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ

(18 ก.ย.68) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมการฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือและเยี่ยมอำลากองเรือยุทธการ ในโอกาสเกษียณอายุราชการ บนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ซึ่งจอดลอยลำบริเวณอ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

โดยมี พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ จากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ในพื้นที่สัตหีบ ให้การต้อนรับ โอกาสนี้ เรือหลวงปิ่นเกล้าได้ยิงสลุต เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้บัญชาการทหารเรือ จำนวน 19 นัด

สำหรับ เรือที่เข้าร่วมในการฝึกยุทธวิธีร่วมกองเรือ ครั้งนี้ ประกอบด้วย เรือหลวงช้าง เรือหลวงอ่างทอง เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงรัตนโกสินทร์ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เรือหลวงคีรีรัฐ เรือหลวงเทพา เรือหลวงหนองสาหร่าย  เรือ ต.99  และ เรือ ต.112 

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้กล่าวสดุดีแด่ ผู้บัญชาการทหารเรือ จากนั้นผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณกำลังพลทุกนาย ว่า “กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยกำลังที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการเตรียมกำลังรบทางเรือ ให้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจในการปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมทั้งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน ในวิบัติภัยต่างๆ 

ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ การปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ของกองเรือยุทธการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และนโยบายของกองทัพเรือ ที่กำหนดไว้ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าว เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ของกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นสำคัญ  ผมขอแสดงความชื่นชม และขอขอบคุณกำลังพลทุกคนทั้งที่อยู่ ณ ที่นี้ และที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล

ในโอกาสที่ผมได้มาเยี่ยมขอบคุณกองเรือยุทธการ ก่อนเกษียณอายุราชการในวันนี้ ผมขอส่งความปรารถนาดีและความระลึกถึงไปยังเพื่อนข้าราชการและทหารทุกคน และขอขอบคุณผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ที่ได้จัดพิธีสวนสนามทางเรือ อย่างสง่างามให้แก่ผม แม้ว่าผมจะต้องเกษียณอายุราชการ
ไปตามวาระ แต่ช่วงเวลาที่ผมได้ปฏิบัติงานร่วมกับทุกท่านมาตลอดชีวิตรับราชการ จะคงอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป”

ทั้งนี้ พลเรือเอก จิรพล  ว่องวิทย์ เป็นผู้บัญชาการทหารเรือ ลำดับที่ 58 ของกองทัพเรือ โดยตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอก จิรพล ฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายหลัก 9 ด้าน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคง ของกองทัพเรือ และเพื่อให้กำลังพลทุกนายได้ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ของกองทัพเรือ ที่กำหนดไว้คือ เป็นหน่วยงานความมั่นคงทางทะเล ที่มีบทบาทนำในภูมิภาค และเป็นเลิศในการบริหารจัดการ พร้อมทั้งได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานในปีที่ผ่านมา ไว้ว่า “เทิดทูนสถาบัน ป้องกันรัฐ พัฒนาชาติ ราษฎร์ศรัทธา: Monarchy Country Government People” รวมทั้งกำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ หรือ “NAVY-SAFETY 2025” ในทุก ๆ ด้าน อีกด้วย

‘อรรถวิชช์’ ชี้ นโยบาย ‘พีระพันธุ์’ ทั้งเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ – แก้กฎหมายเรื่องน้ำมัน กระทบนายทุนเต็ม ๆ

‘อรรถวิชช์’ ชี้ นโยบาย ‘พีระพันธุ์’ ทั้งเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ – แก้กฎหมายเรื่องน้ำมัน กระทบนายทุนเต็ม ๆ 

เชียงใหม่-มช.“เปิดตัวหลักสูตร INNO4Tourism พัฒนาทักษะบุคลากรท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน”

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวโครงการหลักสูตร INNO4Tourism ยกระดับทักษะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โครงการ INNO4Tourism - INNOVATIVE CURRICULA FOR LIFE-LONG LEARNING OF SUSTAINABLE TOURISM WORKFORCE หรือโครงการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (European Union) และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้กรอบการดำเนินงานของโครงการ Erasmus+ โปรแกรมเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ระยะเวลา 3 ปี (1 ธันวาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2569) โดยความร่วมมือของภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์  วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต ร่วมจัดงานเปิดตัวหลักสูตรนวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน INNO4Tourism เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรภาคการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวิชย์ ถิ่นนุกูล หัวหน้าโครงการ INNO4Tourism พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วนภานนท์ ผู้จัดการโครงการ เป็นตัวแทนคณะทำงานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
ในงานมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ กลุ่มผู้ประกอบการและบุคลากรจากภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงกลุ่มนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในกระบวนวิชา INNO4Tourism เข้าร่วมการเปิดตัวหลักสูตรดังกล่าว

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิดา จำรัส รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงานและแนะนำแพลตฟอร์ม CMU Lifelong Education ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อบุคลากรในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่เกิดขึ้นในโครงการ INNO4Tourism จำนวน 8 รายวิชา 16โมดูลย่อย เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร คูวุฒยากร ในฐานะผู้จัดการโครงการและคณะทำงาน ได้แนะนำกระบวนวิชา INNO4Tourism 8 รายวิชาใหม่จำนวน 16 โมดูลย่อย ซึ่งพัฒนาเนื้อหาโดยเครือข่ายคณาจารย์จาก 4 มหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพยุโรปที่มุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อหาสำหรับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเน้น
การบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่ ยกระดับทักษะใหม่ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงพลวัติของธุรกิจด้านท่องเที่ยวและบริการ ให้สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การใช้พลังงานและรอยเท้าคาร์บอนในโรงแรม” ซึ่งเป็นโมดูลย่อยในหลักสูตร หัวข้อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ให้การบรรยายโดยอาจารย์ในหลักสูตร และมีวิทยากรร่วมบรรยายพิเศษ โดยคุณนริศ ลาภสุนทรพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากบีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเรียนโมดูลในหลักสูตรของโครงการ INNO4Tourismซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนเรียนในแพลตฟอร์มออนไลน์ของวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มีผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และกลุ่มพนักงานจากภาคธุรกิจ กว่า 40 คนเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ โดยโมดูลดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวสามารถปรับตัวสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการ INNO4Tourism ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายสหภาพยุโรปที่ร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นฐานรายได้ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม

‘มาครง’ เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สู้คดีหมิ่นอินฟลูฯ สาวมะกัน กล่าวหาเมียเคยเป็นชายมาก่อน

(18 ก.ย. 68) เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และภรรยา ‘บริจิตต์ มาครง’ เตรียมยื่นหลักฐานทั้งภาพถ่ายและเอกสารทางวิทยาศาสตร์ต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อพิสูจน์ว่าบริจิตต์เป็นผู้หญิง หลังแคนดิซ โอเวนส์ (Candace Owens) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาชาวอเมริกัน เผยแพร่ความเชื่อว่าสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส แท้จริงแล้วเกิดมาเป็นผู้ชาย

ข้อกล่าวหาดังกล่าวเริ่มแพร่ในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2021 และเคยนำไปสู่คดีหมิ่นประมาทในฝรั่งเศสซึ่งมาครงชนะในปี 2024 แต่ต่อมาถูกศาลอุทธรณ์พลิกคำตัดสิน โดยให้เหตุผลเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ใช่ความจริงของเนื้อหา ทำให้ครอบครัวมาครงยื่นอุทธรณ์ต่ออีกครั้ง

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มาครงและภรรยายื่นฟ้องโอเวนส์ที่สหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าเธอเพิกเฉยต่อหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหาและเลือกเผยแพร่ข้อมูลจากผู้ที่มีประวัติเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดและหมิ่นประมาท โดยมาครงระบุว่าคดีนี้เป็นเรื่องของ “การปกป้องเกียรติยศ” และมองว่าโอเวนส์เผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเจตนาร้ายเพื่อผลทางอุดมการณ์

ด้านทนายความของโอเวนส์ยื่นคำร้องขอศาลยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ไม่เกี่ยวกับธุรกิจที่จดทะเบียนในรัฐเดลาแวร์ และการต่อสู้ในศาลที่นั่นจะเป็นภาระด้านค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ขณะที่โอเวนส์ยังยืนยันว่าเธอพูดตามความเชื่อของตัวเอง และเห็นว่านี่คือการใช้เสรีภาพในการวิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสังคมอเมริกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top