Monday, 8 June 2026
Hard News Team

‘เวเนซุเอลา’ ซ้อมรบครั้งใหญ่!! กลางทะเลแคริบเบียน พร้อมโชว์เครื่องบินรัสเซีย Su-30MK2 ข่มขวัญสหรัฐฯ

(19 ก.ย. 68) เวเนซุเอลาเปิดฉากซ้อมรบทางทหารครั้งใหญ่กลางทะเลแคริบเบียน ใช้ชื่อว่า Sovereign Caribbean 200 โดยมีทหารกว่า 2,500 นายเข้าร่วม พร้อมโชว์ศักยภาพทั้งทางบก ทะเล และอากาศ รวมถึงการนำเครื่องบินขับไล่รัสเซีย Su-30MK2 ที่ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือรบออกมาแสดงแสนยานุภาพ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ที่เพิ่งส่งกองเรือรบเข้ามาในพื้นที่

กระทรวงกลาโหมเวเนซุเอลาระบุว่า การซ้อมรบครั้งนี้มีเรือรบ 12 ลำ เครื่องบิน 22 ลำ และเรือเล็กอีกเกือบ 20 ลำเข้าร่วม โดยภาพการถ่ายทอดสดเผยให้เห็นการยกพลขึ้นบกของทหารพร้อมยานสะเทินน้ำสะเทินบก และการบินข่มขวัญเหนือน่านฟ้าแคริบเบียน ขณะที่ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ชี้ว่าการซ้อมรบเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่ส่งเรือรบและเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามา

ด้านสหรัฐฯ ยืนยันว่ากองเรือถูกส่งมาเพื่อปราบปรามเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียน แต่ผู้นำเวเนซุเอลามองว่านี่คือแผนปฏิบัติการโค่นอำนาจรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ วอชิงตันได้ตั้งค่าหัวมาดูโรไว้ถึง 50 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.8 พันล้านบาท) และกล่าวหาว่ามีเอี่ยวกับขบวนการค้ายาข้ามชาติ

สำหรับการซ้อมรบเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าสหรัฐฯ โจมตีเรือที่ลักลอบขนยาเสพติดจากเวเนซุเอลาแล้วจำนวน 3 ลำ สังหารผู้ต้องสงสัยรวม 14 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับแก๊ง ‘เตรน เด อารากัว’ (Tren de Aragua) อันฉาวโฉ่ของเวเนซุเอลา

นอกจากการโชว์แสนยานุภาพแล้ว กองทัพเวเนซุเอลายังเผยคลิปวิดีโอเครื่องบิน Su-30MK2 พร้อมติดตั้งขีปนาวุธรัสเซียรุ่น Kh-31 ที่สามารถโจมตีเรือรบได้

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 รวม 3 จังหวัด เผยปีนี้ใช้งบฯ ถึง 15.5 ล้านบาท เพิ่มทั้งจำนวนชุดสิ่งของ และค่าพาหนะ รองรับปริมาณผู้ยากไร้ที่มารอรับ และสภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น

(19 ก.ย.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ จัดพิธีแจกเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ (จังหวัดที่ 3) กว่า 12,000 ชุด ให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เดินทางมารอรับกันอย่างเนืองแน่น พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ซึ่งในปีนี้จัดเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาทั้งชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อผ้า รองเท้าแตะฟองน้ำ ฯลฯ บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ โดยมี แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ แขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนหน่วยงานในเครือมูลนิธิฯ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นางสาวจิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์ ดร.ปภัสรา เตชะไพบูลย์ นางศิริพร โอภาสวงศ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ และนายพลภัทร เตชะหรูวิจิตร ร่วมในพิธี ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

โดยบรรยากาศภายในงาน ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครศิลปิน นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น) นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) นายวสวิศร์ ศตพิพัฒน์ (ต้น-จักรกฤษณ์) นายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋)  นายณัฐวุฒิ ศรีหมอก (กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่) ฯลฯ ร่วมแจกจ่ายสิ่งของ แสดงดนตรี และสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ รวมทั้งได้มีผู้มีจิตศรัทธา ร่วมแจกจ่ายอาหาร และเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนที่มารอรับสิ่งของ รวมถึงเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ จัดทีมดูแลประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 18 กันยายน 2568 เป็นต้นมา

งานประเพณีทิ้งกระจาด เป็นงานบุญที่สำคัญที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ด้วยการนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร อาหารแห้ง มาเซ่นไหว้ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพชน และดวงวิญญาณที่ไร้ญาติ แล้วแจกเป็นทานแก่ผู้ยากไร้ เป็นงานมหาบุญที่ครบทั้งการทำบุญและให้ทาน ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดทำสืบทอดประเพณีทิ้งกระจาดต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 100 ปี โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร, คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพมหานคร รวม 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.5 ล้านบาท

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

Nvidia ควัก 1.5 แสนล้าน เข้าลงทุนคู่แข่งเก่า Intel เติมพลังตำนานชิป!! เพื่อต่อกร AMD ที่กำลังรุกหนักตลาดโลก

(19 ก.ย. 68) สะเทือนวงการชิปโลกอีกครั้งเมื่อ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของโลก ประกาศลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ใน Intel ผู้ผลิตชิปชื่อดังที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ โดยการลงทุนครั้งนี้ทำให้ Nvidia กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Intel ซึ่งถือหุ้นราว 4% ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel พุ่งขึ้นกว่า 26% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดทันที

ข้อตกลงกำหนดให้ Nvidia ซื้อหุ้นสามัญ Intel ที่ราคา 23.28 ดอลลาร์ต่อหุ้น และจะร่วมมือกันพัฒนาชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) รุ่นใหม่ รวมถึงชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยชิปของ Intel จะถูกรวมเข้ากับเทคโนโลยี GPU ประสิทธิภาพสูงจาก Nvidia เพื่อแข่งกับ AMD ที่กำลังรุกตลาดเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กอย่างหนัก

เจนเซ่น ฮวง (Jensen Huang) ซีอีโอ Nvidia ระบุว่า ความร่วมมือนี้ถือเป็น “การเชื่อมโยงระบบ AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ Nvidia เข้ากับ CPU และแพลตฟอร์ม x86 ของ Intel” ซึ่งจะวางรากฐานสำหรับยุคใหม่ของการประมวลผลและการเติบโตในตลาดโลก ขณะเดียวกัน Intel ยังต้องจัดหาชิปโปรเซสเซอร์ให้ Nvidia สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทที่เน้นการใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia เป็นหลัก

การลงทุนของ Nvidia เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเข้าถือหุ้นเกือบ 10% ของ Intel เมื่อเดือนสิงหาคม รวมถึงการอัดเงินทุนจาก SoftBank มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญให้ Intel ที่ยังขาดทุนกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสอง มีโอกาสกลับมาแข่งขันในตลาดได้อีกครั้ง

‘คาซัคสถาน’ ชูบทบาทประตูการค้า - การลงทุนเอเชียกลาง พร้อมเปิดแผนเศรษฐกิจใหม่ เน้นพัฒนา 6 อุตสาหกรรมหลัก

สถานทูตคาซัคสถาน เผยวิสัยทัศน์ ปูพรมโอกาสใหม่ในเอเชียกลาง – Kazakh Invest และ Kazakh Thai Alliance ชูโอกาสลงทุนครบทุกอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ (12 ก.ย.68) ‘ผู้นำคาซัคสถาน’ โชว์ฉากทัศน์ ขยายศักยภาพระดับสูงของประเทศรอบทิศ ตั้งเป้า ‘คาซัคฯ’ ขึ้นแท่น ‘ประตูการค้าและการลงทุนแห่งเอเชียกลาง’ เชื่อมต่อตลาดเอเชียกลางและภูมิภาคยูเรเชีย สร้างโอกาสมหาศาลแก่นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนชาวไทย

‘ซานโดส ริสคูลอฟ’ ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถาน / รักษาการทูตคาซัคสถาน กล่าวเปิดงานเสวนา “Round Table: The Address of the President of Kazakhstan and the Prospects of Kazakhstan–Thailand Partnership” จัดขึ้นที่โรงแรม The Sukosol กรุงเทพฯ โดยถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของ ประธานาธิบดีคาซิม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ภายใต้หัวข้อ “คาซัคสถานในยุคปัญญาประดิษฐ์: ภารกิจสำคัญและแนวทางแก้ไขผ่านการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล”

ประธานาธิบดีโตคาเยฟ ประกาศแผนปฏิรูปครั้งใหญ่ ทั้งการจัดตั้ง กระทรวงปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาดิจิทัล ภายใต้รองนายกรัฐมนตรี, แผนบังคับใช้ “ประมวลกฎหมายดิจิทัล” ที่ครอบคลุม AI, Big Data และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม รวมถึงการจัดตั้ง กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลของรัฐ และกฎหมายธนาคารใหม่เพื่อหนุน FinTech และดึงดูดผู้เล่นรายใหม่

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟสาย Dostyk–Moyinty และแพลตฟอร์ม Smart Cargo ที่จะเปิดใช้ในเดือนตุลาคม ตั้งเป้าคาซัคสถานเป็นศูนย์กลางการบินขนส่งสินค้าหลักของยูเรเชีย

ด้านนโยบายต่างประเทศ ประธานาธิบดีตอกย้ำยุทธศาสตร์ Multi-Vector ที่เน้นสร้างสมดุลและความสัมพันธ์กับทุกมหาอำนาจโลก ขณะเดียวกันยังประกาศแผนการปฏิรูปการเมือง มุ่งสู่ รัฐสภาเดี่ยว (Unicameral Parliament) ผ่านประชามติปี 2027 และแผนระดับชาติ เช่น ยกสถานะเมือง Alatau เป็นศูนย์นวัตกรรมใหม่, การจัดทำแผนที่ดิจิทัลทรัพยากรที่ดิน, การฟื้นฟูทะเล Aral และการอนุรักษ์ทะเลแคสเปียน

ซานโดส ริสคูลอฟ กล่าวเสริมว่า คาซัคสถานมีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง มูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 474,000 ล้านดอลลาร์, มูลค่าการค้ารวม 141,000 ล้านดอลลาร์, ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ทั้งยูเรเนียม โครเมียม น้ำมัน ก๊าซ และทองคำ ติดอันดับต้นของโลก อีกทั้งมีพื้นที่เกษตรกว่า 220 ล้านเฮกตาร์ และแผนเพิ่มผลผลิต 2.5 เท่า

นางแอสเซล เบคบาเยวา: จุดเชื่อมสำคัญของนักลงทุนไทยสู่ยูเรเชีย

นาง แอสเซล เบคบาเยวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Kazakh Thai Alliance และ ผู้แทน Kazakh Invest National Company ประจำประเทศไทย ได้บรรยายเสริมถึงศักยภาพของคาซัคสถานที่พร้อมเปิดรับนักลงทุนไทย

เธอย้ำว่า คาซัคสถานในฐานะ เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง (61% ของ GDP) มีความพร้อมสูงสุดสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะใน 6 อุตสาหกรรมหลักที่ Kazakh Invest ให้การสนับสนุนเต็มที่ ได้แก่:

เกษตรและแปรรูปอาหาร – สนับสนุนเทคโนโลยี, เงินอุดหนุน, แผนเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปเป็น 70%

โลจิสติกส์และการขนส่ง – ลงทุนกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน 8 คอร์ริดอร์ เชื่อมจีน–ยุโรป–ตะวันออกกลาง

เหมืองแร่และทรัพยากรธรรมชาติ – ยูเรเนียม, โครเมียม, น้ำมัน, ก๊าซ, แร่หายาก พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี

พลังงานหมุนเวียน – ศักยภาพลม–แสงอาทิตย์–น้ำ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานสีเขียวของภูมิภาค

การท่องเที่ยว – ส่งเสริมการลงทุนรีสอร์ท การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการท่องเที่ยววัฒนธรรม

สาธารณสุขและเภสัชภัณฑ์ – แผนยกระดับโรงพยาบาลและดึงดูดการร่วมทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ Kazakh Invest ยังมี เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) 16 เขต พร้อมแพ็กเกจสนับสนุนด้านภาษี การเงิน และกฎหมาย เพื่อเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว

“นักลงทุนไทยมีจังหวะทองในการเข้ามามีบทบาทในเอเชียกลาง ด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่ครอบคลุม คาซัคสถานพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำหรับไทย”

สส. นเรศ เผย ‘กล้าธรรม’ ผลักดัน 'พ.ร.บ.ลำไย' ผ่านสภา สำเร็จ ยกเป็นชัยชนะของชาวสวนลำไย หวังช่วยสร้างรายได้มั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 

เมื่อวันที่ (17 ก.ย.68) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบร่าง พระราชบัญญัติลำไย พ.ศ. .... ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการคุ้มครองและพัฒนาพืชเศรษฐกิจลำไยอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร ยกระดับคุณภาพการผลิต การตลาด และการส่งออกให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

พรรคกล้าธรรม โดย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ เขต 9 รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ คนที่ 1 กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องขอบคุณ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯทุกท่าน ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายให้สมบูรณ์รอบด้าน โดยเฉพาะการใส่หลักการคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกลำไย การเพิ่มนิยามที่ชัดเจน และการกำหนดให้ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถนำไปใช้อ้างอิงของบประมาณและขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

ประโยชน์สำคัญของกฎหมายฉบับนี้
1. เกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้รับการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
2. มีแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมการผลิต แปรรูป และการตลาด
3. ส่งเสริมคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการส่งออกสู่ตลาดโลก
4. เกษตรกรมีส่วนร่วมโดยตรงผ่านตัวแทนในคณะกรรมการ
5. หน่วยงานของรัฐสามารถใช้อ้างอิงเพื่อของบประมาณและดำเนินการได้ทันที

นายนเรศ กล่าวภายหลังการลงมติว่า “วันนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะของพรรคกล้าธรรม แต่คือชัยชนะของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยทั้งประเทศ เราผลักดันกฎหมายนี้เพื่อให้ลำไยไทยไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่เป็นอนาคตที่มั่นคงของครอบครัวเกษตรกร”

สำหรับ ที่มาของการเสนอร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย พ.ศ. ... เนื่องจาก “ลำไย” เป็นผลไม้ที่มีการส่งออกเป็นลำดับ 3 ของประเทศไทย แต่เกษตรกรกรผู้ปลูกลำไยกลับมีรายได้ไม่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนลำไยและผู้ประกอบกิจการลำไย จึงจำเป็นต้องจัดให้มีการทำนโยบายและยุทธศาสตร์ลำไยเป็นเป้าหมายการพัฒนาการผลิตลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยในการจัดทำการกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์เกี่ยวกับส่งเสริมและพัฒนากิจการเกี่ยวกับลำไยของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

โดยสาระสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ จะมีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ลำไย เพื่อกำหนดทิศทางการดูแลลำไยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ คณะกรรมการชุดนี้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีโดยตำแหน่งจะต้องเป็นประธาน มีภาคเกษตรกร ภาคเอกชน เข้ามาร่วม

ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ ต่อไปก็จะมีเจ้าภาพในการดูแลลำไยโดยตรง ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีระบบมากยิ่งขึ้น เช่น หากราคาลำไยมีแนวโน้มว่าจะไม่ดี นายกรัฐมนตรี ก็จะสามารถสั่งการในมาตรการเร่งด่วนสำคัญเพื่อดูแลได้โดยตรง เป็นต้น 

ทั้งนี้ หากจะอธิบายง่าย ๆ ถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาลำไยขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์ลำไย และแผนปฏิบัติการต่างๆ ดูแลตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์ ศักยภาพการผลิต  คุณภาพ การขนส่ง การตลาด การแปรรูป การวิจัยและพัฒนา การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการเผยแพร่ความรู้ เพื่อให้ชาวสวนลำไยและผู้ประกอบกิจการลำไยอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ขณะที่ขั้นตอนหลังจากนี้ทางสภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งรายงานการร่างพระราชบัญญัติลำไย พ.ศ. .... ส่งไปให้วุฒิสภา พิจารณาต่อ และหากวุฒิสภาเห็นชอบตามที่สภาผู้แทนได้ส่งรายงานไปก็ดำเนินการส่งประกาศราชกิจจานุเบกษาใช้เป็นกฎหมายต่อไป

สุโขทัย-สนามบินสุโขทัย คว้ารางวัล 'EIA Monitoring Awards 2025' มุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เจ้าของ “สนามบินสุโขทัย” รับรางวัล EIA Monitoring Awards 2025 ระดับ “ยอดเยี่ยม” ในงาน EIA Symposium and Monitoring Awards 2025 จากการดำเนินงานที่โดดเด่นตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี พ.ศ. 2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอกย้ำพันธกิจความยั่งยืนของบริษัทฯ 

ในโอกาสนี้ นางสาวตรีศรัณย์ สีตกะลิน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เลขานุการบริษัท และรักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายสนามบิน บริษัท การบินกรุงเทพฯ เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัลจาก นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ 

งาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step: The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตลอดจนพัฒนากลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการอื่น ๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ สนามบินสุโขทัยได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards มาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ระดับดีเด่นในปี พ.ศ. 2542, 2543, 2545, 2548, 2549, 2550 และระดับยอดเยี่ยมในปี พ.ศ. 2551, 2552, 2554, 2566 รวมถึงล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 นี้ด้วย
 
งาน “EIA Symposium and Monitoring Awards 2025” จัดโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ภายใต้แนวคิด “EIA Next Step: The Next Sustainable Growth ก้าวต่อไปของ EIA สู่ความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตลอดจนพัฒนากลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการอื่น ๆ และเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

‘ต้องรัก สิริชัยตระกูล’ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของกองทัพบก นักเรียนนายร้อยคนแรกของประเทศ!! ที่มาจากสมัครพลทหารออนไลน์

(19 ก.ย. 68) นักเรียนเตรียมทหาร 'ต้องรัก สิริชัยตระกูล' กลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกองทัพบก หลังจากเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าคนแรกที่เดินเส้นทางจากการสมัครเป็นพลทหารผ่านระบบออนไลน์ โดยจุดเริ่มต้นมาจากความฝันในวัยเรียน ม.6 ที่อยากสวมเครื่องแบบนักเรียนนายร้อย จึงเลือกก้าวเข้าสู่เส้นทางทหาร

เขาเริ่มจากการสมัครเป็นพลทหารออนไลน์ เลือกร้อยฝึกรบพิเศษที่ 2 เพื่อฝึกฝนทักษะและวินัยอย่างเข้มข้น ก่อนจะใช้โอกาสระหว่างประจำการสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งเขาทำได้สำเร็จและสอบติดในลำดับที่ 5 ของรุ่น ถือเป็นหลักฐานชัดเจนของความพยายามและการวางแผนชีวิตอย่างมีระบบ

เส้นทางยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพราะจากความมุ่งมั่นและความทุ่มเท ทำให้เขาได้รับโควตาเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และก้าวสู่การเป็นนักเรียนนายร้อยในที่สุด 'ต้องรัก' จึงกลายเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่พิสูจน์ว่า ความฝันและการลงมือทำอย่างจริงจัง สามารถเปิดทางไปสู่ความสำเร็จได้ แม้เส้นทางจะไม่ง่าย แต่ทุกก้าวล้วนมีความหมาย

เชียงใหม่-องคมนตรี ประชุมติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง

 

องคมนตรี ประชุมติดตามผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงฯ และติดตามความก้าวหน้าของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) ที่ ห้องประชุม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ในฐานะเลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในการประชุมมูลนิธิโครงการหลวง ประจำเดือนกันยายน 2568 เพื่อติดตามการดำเนินงานแบบบูรณาการในด้านต่างๆ ของมูลนิธิโครงการหลวงให้เกิดความต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแนวทางการดำเนินงานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด”เพื่อ“ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก” ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยมี นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบุคลากรของมูลนิธิโครงการหลวง เข้าร่วมประชุม

โดยภายหลังการประชุม องคมนตรี พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมอาคารแปรรูป 1 โรงงานแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายในศูนย์วิจัยฯ ชนกาธิเบศรดำริ เพื่อวางแผนปรับปรุงและยกระดับการดำเนินงาน ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพิ่มศักยภาพผลิตภัณฑ์ด้านการแปรรูปให้มีความหลากหลาย ปัจจุบันโรงงานแปรรูปฯ มีการผลิตสินค้าหลายประเภท อาทิ ข้าวเกรียบ เบเกอรี่ ผักผลไม้ทอดสุญญากาศ ผักผลไม้อบแห้ง รวมถึงเครื่องดื่มสมุนไพรอบแห้ง ซึ่งมาจากการต่อยอดผลิตผลที่ได้จากการพัฒนาอาชีพของเกษตรกรบนพื้นที่สูง ที่ผ่านมาโรงงานแปรรูปสนับสนุนวัตถุดิบเกษตรกร ไม่ต่ำกว่าปีละ 132 ตัน สร้างให้เกิดมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทในแต่ละปี

จากนั้นในช่วงบ่าย องคมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการปรับปรุงร้านสวัสดิการให้เป็นแหล่งรวมผลิตภัณฑ์แปรรูป จากเกษตรกรในพื้นที่ รองรับผลผลิตทางการเกษตรของศูนย์ฯ ตีนตก โดยเฉพาะ “กาแฟตีนตก” (Single Origin) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มลองกาแฟระดับพรีเมียม และเมนูอาหารเครื่องดื่มจากพืชผลโครงการหลวง  พร้อมทั้งตรวจพื้นที่สำหรับการก่อสร้างโรงกะเทาะเปลือกกาแฟและบ่อบำบัดน้ำเสียจากกระบวนการแปรรูปกาแฟ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยกระดับการผลิตให้ถูกสุขลักษณะ รักษาสิ่งแวดล้อมรองรับการรวมกลุ่มของเกษตรกรในการพัฒนาคุณภาพของกาแฟให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ปลูกกาแฟ 320 ราย สร้างรายได้รวมกว่า 7 ล้านบาทต่อปี ทั้งหมดนี้เพื่อพัฒนาให้ศูนย์ฯ ตีนตกเป็น ศูนย์เรียนรู้การผลิตกาแฟอาราบิก้า ในระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และครบวงจรอย่างแท้จริง

‘พีระพันธุ์’ ย้ำชัด ไม่ร่วมรัฐบาลแลกผลประโยชน์ พร้อมนำทัพพาพรรคผ่านทุกอุปสรรคสู้ศึกเลือกตั้ง

‘พีระพันธุ์’ พร้อมเดินหน้านำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำทำเต็มที่ เชื่อมั่นพรรคสามารถผ่านทุกอุปสรรคไปได้ เชิญชวนชาวไทยหัวใจรักชาติร่วมทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

เมื่อวานนี้ (18 ก.ย.68) เวลา 19.00 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานของพรรคท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองว่า ในลำดับแรกตนขอยืนยันว่าพร้อมเดินหน้าในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อเป็นแม่ทัพของพรรครวมไทยสร้างชาติในการทำงานทางการเมืองต่อไป

สำหรับกระแสข่าวเลือดไหลออกจากพรรครวมไทยสร้างชาตินั้น ในวันนี้ยังไม่มีเลือดไหลออกจากพรรค เพราะทุกคนยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และยังมีผู้สนใจมาสมัครสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน

นายพีระพันธุ์ยังได้เปิดเผยถึงจุดยืนของตนเกี่ยวกับการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาว่า หลังจากที่มีการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ การเมืองของไทยก็มีพัฒนาการทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญก็คือ มีการพยายามนำพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศตั้งแต่ต้นว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สามารถร่วมมือด้วยได้ เนื่องจากมีอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก และมีการใช้วิธีการให้พรรคการเมืองนั้นมาลงมติสนับสนุนผู้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ได้เป็นการร่วมรัฐบาล แต่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งสำหรับตนเห็นว่าแนวทางเช่นนี้ไม่ถูกต้องทางการเมือง เพราะจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างทางการเมืองของพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ตนยังเห็นว่า วิธีการดังกล่าวอาจเป็นการผิดกฎหมายพรรคการเมืองในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งจาก 2 เหตุผลข้างต้น ทำให้ตนมีความเห็นว่าไม่สามารถลงคะแนนเสียงสนับสนุนท่านอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในขณะนั้น ทั้งที่โดยส่วนตัวตนเคารพและรักท่านอนุทินมาก และคิดว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่วิธีการในการจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบนี้ ไม่ใช่วิธีทางที่ถูกต้อง 

ต่อมาทางพรรคเพื่อไทยก็ได้มีการติดต่อในการเพิ่มเสียงสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ด้วยแนวทางแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แต่ไม่ร่วมรัฐบาลนั้น ซึ่งตนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ดังนั้นตนจึงมีความเห็นว่าถ้าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ก็ไม่สามารถสนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้เลย 

“สำหรับผมคิดว่า นี่เป็นวิธีการทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง และจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเบี้ยล่างของพรรคการเมืองอื่นซึ่งไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งในทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดไม่น่าจะเกิดขึ้น และผมรับไม่ได้” นายพีระพันธุ์กล่าว

อย่างไรก็ดี ในส่วนการบริหารจัดการพรรคจะต้องมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเบื้องต้นนายพีระพันธุ์ได้มีการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของพรรคว่า หากแนวทางเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องทางการเมืองเช่นนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติก็ไม่สามารถร่วมรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม โดยก่อนการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคร่วมกับ สส. พรรค นายพีระพันธุ์มองว่าเมื่อการเมืองเดินมาถึงสถานการณ์เช่นนี้น่าจะจบลงด้วยการยุบสภา จึงยังไม่มีมติของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเพียงการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกันเท่านั้น

ต่อมาปรากฏว่าการยุบสภาไม่สามารถทำได้ ประกอบกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในส่วนของพรรคหลายคนได้สอบถามและแสดงความคิดเห็นว่า กรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติควรมีมติที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติ จึงมีการเชิญประชุมกรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเร่งด่วน ในวันพุธก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี 

นายพีระพันธุ์เปิดเผยว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรคครั้งนั้น กรรมการบริหารพรรค 3 ท่าน เห็นด้วยกับแนวทางของตน มีกรรมการบริหารพรรค 1 ท่าน เห็นว่าหากท่านอนุทินยืนยันว่าจะไม่มีการแตะต้องมาตรา 112 และยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 ควรจะต้องสนับสนุนท่านอนุทิน ส่วนกรรมการบริหารพรรค 2 ท่านเห็นว่าควรให้เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วหากมีมติทางใดทางหนึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในพรรคได้ จึงไม่มีการพูดถึงมติของกรรมการบริหารพรรค แต่แจ้งผลความเห็นของกรรมการบริหารพรรคว่ามีความเห็นกี่แนวทาง อย่างไรบ้าง และให้เป็นเอกสิทธิ์ดุลพินิจของ สส. โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติได้ลงมติเลือกท่านอนุทิน 33 เสียง ไม่ประสงค์ลงคะแนน 3 เสียง ซึ่งตนยืนยันว่าในพรรคไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น และทุกอย่างก็เดินหน้าตามกระบวนการต่อไป 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกระแสข่าวว่าพรรครวมไทยสร้างชาติถูกซื้อ ตนขอยืนยันในส่วนของตนว่าตนไม่มีทางโดนซื้อเด็ดขาด ส่วนกรณีที่มีการโจมตีว่าตนหวังตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และไม่มีการหารือในการเสนอชื่อของตนในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะหากคิดในทางการเมืองแล้วเมื่อพรรคมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่แล้วแต่ไปดึงแคนดิเดตทางการเมืองจากพรรคอื่นมาแทน แบบนี้ในทางการเมืองจะเสียหายเป็นอย่างมาก ตนจึงยืนยันได้ว่าเรื่องที่ว่ามานี้ไม่เป็นความจริง และสำหรับตนถ้าจะได้รับเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องมีศักดิ์ศรี ซึ่งแนวทางนี้ไม่ใช่แนวทางที่มีศักดิ์ศรี 

“พรรคการเมืองก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์ ทุกคนเกิดมาก็ต้องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้น ไม่มีใครที่ชีวิตราบรื่นมีแต่ความสำเร็จมีแต่ความสุข เพียงแต่ว่าแต่ละคนเมื่อเจอปัญหาแล้วท้อไหม พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ใช่เป็นพรรคแรกที่เพิ่งเกิดและเจอปัญหา  แต่พรรครวมไทยสร้างชาติจะผ่านปัญหาทุกอย่างไปได้ ส่วนตัวผมไม่เคยท้อ เพราะว่าความจริงในชีวิตก็เจอปัญหามาเยอะอยู่แล้ว นี่ก็เป็นอีกแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิต แนวทางการทำงานของผมคือทำทุกอย่างให้ดีที่สุดทำให้เต็มที่ที่เราทำได้ ทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับว่ามันทำไม่สำเร็จ แต่ว่าทำให้ดีที่สุด ทำให้มากที่สุด ทำให้เต็มที่ ได้เท่านี้ ก็เท่านี้ ผมจะไม่ติดยึดกับคำพูดคนอื่น เพราะว่าคนอื่นไม่รู้ดีเท่าตัวเรา ผมติดยึดกับตัวเราเองว่าเราทำดีหรือยัง เราทำถูกต้องไหม เราไม่มีทางทำให้คนทุกคนถูกใจ ไม่มีวันทำให้ทุกคนพอใจ แต่เราทำในสิ่งที่ต้องทำหรือเปล่า ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองกับส่วนรวมหรือเปล่า ผมคิดว่าแนวทางการทำงานของผมแบบนี้ที่ทำให้ผมเดินหน้ามาจนถึงวันนี้ได้” นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปในเรื่องของการแก้ไขเรื่องของพลังงานว่า เรื่องการจัดการกับปัญหาพลังงานของตนนั้นสะท้อนถึงแนวทางการทำงานของตนเป็นอย่างดี ยกตัวอย่าง เช่น ค่าไฟที่เมื่อตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ค่าไฟอยู่ที่ 4.70 บาทต่อหน่วย แต่ในวันนี้ค่าไฟเหลือเพียง 3.94 บาทต่อหน่วยเท่านั้น และไม่มีการปรับขึ้นค่าไฟ และค่าแก๊สแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากวิธีการทำงานของตน คือทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ สุดท้ายแล้วได้เท่าไร ได้เท่านั้น และหากเดินหน้าต่อไปจนครบวาระ ตนยืนยันว่าราคาน้ำมันจะสามารถควบคุมได้ และประเทศไทยจะมีคลังน้ำมันสำรองของประเทศ ที่เป็นของรัฐเพื่อความมั่นคงไม่ใช่ของเอกชน  

สำหรับความคืบหน้าของกฎหมายต่าง ๆ นั้น กฎหมายฉบับแรกคือกฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์นั้น ตนหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเดินหน้าต่อ ในส่วนของกฎหมายควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และกฎหมายคลังน้ำมันนั้น กฎหมายฉบับแรกคือการควบคุมราคาน้ำมันเสร็จเรียบร้อย และกฎหมายคลังน้ำมันนั้นใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้จะต้องเสนอคู่กัน เพื่อปรับโครงสร้างราคาน้ำมันได้ทั้งกระบวนการ โดยนายพีระพันธุ์ยืนยันว่าจะต้องมีการเดินหน้ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ต่อโดยผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร แต่ด้วยเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่จะต้องยุบสภาใน 4 เดือนนี้ คาดว่าไม่น่าจะสำเร็จได้ด้วยสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ 

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งหลังการยุบสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนนี้ว่า เมื่อเป็นพรรคการเมืองจะต้องมีความพร้อมในการลงรับเลือกตั้งตลอดเวลาอยู่แล้ว เมื่อมีความชัดเจนเช่นนี้เกิดขึ้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ทุกด้าน โดยเฉพาะผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยทางพรรคพร้อมที่จะหาตัวแทนที่พร้อมจะเดินหน้า สู้ให้ทุกปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน และเรื่องของความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งในระยะเวลาของการทำงานที่ผ่านมาตนเชื่อว่า ทางพรรครวมไทยสร้างชาติได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราพูดแล้วเราทำ และเราเดินหน้าทำงานตลอดเวลา 

“ทุกคนที่สนใจร่วมอุดมการณ์และเดินหน้าทำงานตามแนวทางของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือพรรคที่มาทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ของชาติ ไม่ได้มาเพื่อเล่นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เพื่อยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติคือพรรคของคนทำงาน หากใครมีแนวทางเดียวกันขอเชิญชวนให้มาร่วมทำงานด้วยกันครับ” นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวในตอนท้าย

‘เลขาฯ ศอ.บต.’ ชี้โอกาสทอง! จัดบิ๊กอีเวนต์กระตุ้น ศก.ชายแดนใต้ แนะคนในพื้นที่ลงมือเองก่อนดึงดูดนักลงทุนนอก

พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยถึงแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการจัด "บิ๊กอีเวนต์กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้" โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในก่อนดึงดูดนักลงทุนจากภายนอก

กิจกรรมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ 5 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี จัดที่สนามออมทอง อ.เมือง วันที่ 26 กันยายน, นราธิวาสจัดที่ อ.สุไหงโก-ลก, ยะลา จัดที่ อ.เบตง และ สตูล จัดที่ที่อ.เมือง เพื่อสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและกระตุ้นการท่องเที่ยวและการค้าการลงทุน

พ.ต.ท. วรรณพงษ์ ได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า แม้คนภายนอกอาจจะยังมีความกังวลในการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ แต่คนในท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตมาตลอดชีวิตไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด

“ผมเชื่อว่าเป็นโอกาสด้วยซ้ำ ในเมื่อเราไม่ได้มีคู่แข่งมาจากภายนอก การทำธุรกิจ การประกอบธุรกิจอะไร ก็เป็นโอกาสที่คนในจะสามารถก้าวกระโดด หรือพัฒนาธุรกิจตนเองให้ยิ่งมีความมั่นคงยิ่งขึ้นไป” เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าว

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงบทบาทของ ศอ.บต. ในฐานะ “เครื่องมือกลาง” ที่จะช่วยให้คนในพื้นที่สามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะเมื่อได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขยาย ซอฟต์พาวเวอร์ หรือการให้สิทธิประโยชน์จาก BOI

“เราคงไม่จำเป็นต้องรอหวังพึ่งคนอื่นมากนัก แต่ถ้าเราทำจนมีเสน่ห์แล้ว ผมก็เชื่อว่าคนอื่นก็จะเข้ามาลงทุนเช่นเดียวกัน” พ.ต.ท. วรรณพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนให้ทุกคนเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความคืบหน้าอยู่ตลอดเวลา “ถ้าท่านเห็น ท่านก็จะเห็นว่าทุกเดือนมีอะไรใหม่ๆ ในพื้นที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เพียงแต่ว่าบางท่านอาจจะยังไม่เคยได้มาเห็น ได้มาสัมผัส” 

แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไปจากเดิม โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากคนในพื้นที่ และใช้บิ๊กอีเวนต์เป็นเครื่องมือในการสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์เชิงบวกไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง 

แน่นอนเงินสะพัดและสภาพคล่องทางเศรษฐกิจจะดีขึ้น เกิดการสร้างงาน ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดน ที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต

การจัดบิ๊กอีเวนต์ของ ศอ.บต. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของพื้นที่ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการสร้างความเข้มแข็งจากภายในก่อน แล้วจึงขยายผลเพื่อดึงดูดความสนใจจากภายนอก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามามีบทบาทนำในการจุดประกายเช่นนี้ จะเป็นสัญญาณที่ดีให้คนในพื้นที่และนักลงทุนเห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของสามจังหวัดชายแดนใต้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top