Monday, 8 June 2026
Hard News Team

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2568

ในโลกนี้
มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ
เราจะเป็นทุกข์ เพราะสิ่งที่เรารัก
และหวงแหนมากทั้งนั้น
สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ นี่คือแก่นแท้

หลวงปู่แบน ธนากโร

22 กันยายน พ.ศ. 2510 ร. 9 พระราชทานนาม “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” พร้อมยึดถือเป็น "วันสงขลานครินทร์"

วันนี้ เมื่อ 58 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช "มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์" ให้กับมหาวิทยาลัยแห่งแรกของภาคใต้ 
และใช้อักษรย่อ ม.อ.คืออักษรย่อมาจากพระนาม "มหิดลอดุลเดช" อันเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ ผู้ทรงมีมหากรุณาธิคุณแด่การศึกษาแพทย์และการพยาบาลของไทย และทรงพระราชทานตราประจำพระองค์ เป็นตราประจำมหาวิทยาลัย 

พร้อมกันนี้ ทางมหาวิทยาลัยจึงถือว่าวันที่ 22 กันยายน ของทุกปี เป็น "วันสงขลานครินทร์"

‘อดีตรองผอ.ข่าวกรองฯ’ ฟาด!! ‘อันวาร์’ เตือน!! กลับไปทบทวนให้ดี ใครเริ่มสงคราม ใครฆ่าคนไทย!! ลั่น!! ไม่ยอมถูกกดดัน เรื่องอธิปไตย

(20 ก.ย. 68) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nantiwat Samart’ ระบุว่า...

ใครก่อสงคราม!!

ก่อนที่อันวาร์จะชวนไทยสร้างสันติภาพ

อันวาร์ต้องกลับไปทบทวนเสียใหม่

ชาติใดเป็นผู้ก่อสงคราม ใครใช้อาวุธหนัก

ใครเข่นฆ่าคนไทยตลอดแนวชายแดน

คนไทยผู้บริสุทธิ์ 15 คนเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว

ไหนจะทรัพย์สินบ้านเรือนคนไทยที่เสียหาย

แทนที่อันวาร์จะชวนไทยสร้างสันติภาพ

ต้องบอกเขมรหยุดยั่วยุ หยุดสงคราม

ยอมตามเงื่อนไขไทย ไม่ใช่สร้างแต่ปัญหา

ไทยจะไม่เจรจาปัญหาอธิปไตยกับเขมร

เขมรอยากยกปัญหาทวิภาคีเป็นพหุภาคี

หาพวกมาช่วยกดดันไทย

คิดว่าไทยจะยอมหรือ

เป็นไงเป็นกัน!!
 

‘ศาลฎีกา’ ยกคำร้องขอประกัน!! ‘ฟรานซิส-ตัน-ภาคิน’ คดีขัดขวางขบวนเสด็จฯ ยังคุมขังต่อ!! แม้ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี หลัง ‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษาจำคุก 16 ปี

(20 ก.ย. 68) ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัว ‘ฟรานซิส’ บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, ‘ตัน’ สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีกหนึ่งรายคือ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) สามจำเลยในคดีข้อหาหลักประทุษร้ายเสรีภาพพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาขัดขวางขบวนเสด็จระหว่างการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา63 หลังศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้องเป็นจำคุก 16 ปี 

หลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ช่วงเย็นของวานนี้ (18 ก.ย. 2568) นายประกันได้รับแจ้งคำสั่งของศาลฎีกา มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม กรณีไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ ส่วนเหตุผลตามคำร้องประกอบที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง”

ผลของคำสั่ง จะทำให้พวกเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมต่อไป ปัจจุบันพวกเขาถูกคุมขังมา 15 วันแล้ว 

ยื่นประกันตัวครั้งที่ 2 : ยืนยัน บุญเกื้อหนุน - สุรนาถ - ภาคิน มีภาระหน้าที่การงาน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมมาตลอด แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีก 

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว ‘ฟรานซิส’ บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, ‘ตัน’ สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีกหนึ่งรายคือ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) ต่อศาลอาญา ซึ่งการยื่นคำร้องในครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ถัดจากครั้งแรกที่ยื่นหลังมีคำพิพากษาและศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องไปเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568

สำหรับการยื่นประกันตัวในครั้งนี้ จำเลยทั้งสามคนเสนอหลักประกันเป็นเงินคนละ 800,000 บาท และขอให้ศาลไต่สวนแต่งตั้งผู้กำกับดูแล โดยบุญเกื้อหนุนและสุรนาถยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) พร้อมทั้งได้ยกเหตุผลถึงภาระหน้าที่ในการงานของจำเลยแต่ละคน การให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมมาตลอดจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ดังต่อไปนี้

กรณีของบุญเกื้อหนุน เป้าทอง ระบุว่า จำเลยเดินทางมามอบตัวเองและมาตามนัดหมายศาลโดยตลอด จึงไม่มีพฤติการณ์หลบหนี มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อีกทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนักศึกษาที่ออกมาทำกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อน และประสงค์จะพิสูจน์การกระทำของตนเอง ปัจจุบันจำเลยอยู่ระหว่างการรออนุมัติปริญญาจากมหาวิทยาลัยมหิดลในวันที่ 17 ก.ย. 2568 และมีแผนจะศึกษาต่อปริญญาโท การคุมขังจะกระทบกับการศึกษา อีกทั้งจำเลยยังมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการรักษาและควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ การคุมขังอาจทำให้สุขภาพแย่ลง

กรณีของสุรนาถ แป้นประเสริฐ ระบุว่า จำเลยทำงานเพื่อสังคมและชุมชนมานานกว่า 20 ปี จำเลยเป็นหัวหน้าองค์กรพัฒนาเอกชน “บางกอกฮับ” ดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาวะและยกระดับชุมชนต้นแบบในพื้นที่ไม่จดทะเบียนกรุงเทพมหานคร (ชุมชนยกกำลังดี) ซึ่งการคุมขังจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินงานและเครือข่ายของจำเลย ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางในสังคม 

ในคำร้องระบุอีกว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากจำเลยได้แสดงเจตนาเข้ามอบตัวทันทีที่ทราบหมายจับและมารายงานตัวต่อศาลตามนัดมาโดยตลอด อีกทั้งมีภูมิลำเนาแน่นอน และมีภาระผูกพันในการดูแลครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และชุมชน อีกทั้งจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ การควบคุมตัวจะทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

จำเลยไม่ใช่แกนนำ ไม่เคยปราศรัยพาดพิงสถาบัน และไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ อีกเลยนับตั้งแต่ถูกดำเนินคดีมาเกือบสามปี

กรณีของ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) ระบุว่าจำเลยเป็นพนักงานของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมากว่า 7 ปี และได้ลางานมาเพื่อฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ หากจำเลยไม่ได้ประกันตัวนั้นมีโอกาสที่จะสูญเสียงานดังกล่าว จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนและต่อสู้คดีจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และมีโอกาสต่อสู้คดีในชั้นฎีกา การควบคุมตัวจำเลยไว้จึงเป็นผลร้ายอย่างยิ่ง ซึ่งจำเลยเคยได้รับสิทธิประกันตัวมาตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนถึงศาลชั้นต้น

ต่อมาคำร้องดังกล่าวถูกส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่ง และศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 17 ก.ย. 2568 ให้ยกคำร้อง โดยระบุในคำสั่งว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม กรณีไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ ส่วนเหตุผลตามคำร้องประกอบที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง” โดยนายประกันเพิ่งได้รับแจ้งคำสั่งของศาลฎีกาเมื่อช่วงเย็นของวานนี้ (18 ก.ย.)

ผลของคำสั่ง จะทำให้พวกเขาถูกคุมขังต่อไป โดยเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2568 ได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยปัจจุบันพวกเขาถูกคุมขังมา 15 วันแล้ว 

ในคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 5 คน เดิมศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าเหตุการณ์เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนก็เพิ่งทราบเรื่องขบวนเสด็จฯ เมื่อใกล้ถึงที่เกิดเหตุ และเมื่อผู้ชุมนุมทราบว่าเป็นขบวนเสด็จฯ ก็ได้ล่าถอยไปและขบวนเสด็จก็ผ่านไปได้ 

แต่เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับ เป็นเห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุกสูงถึงคนละ 16 ปี ส่วนเอกชัย หงส์กังวาน ถูกเพิ่มโทษตามคำขออัยการโจทก์อีก 1 ปี 3 เดือน รวมจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ แต่การต่อสู้คดีในชั้นฎีกา ทั้งหมดยังไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวแต่อย่างใด

ชาวเน็ตขุด!! ‘สนธิญา สวัสดี’ คนร้องเรียน!! พีระพันธุ์ มีจำคุก คดีอาญา ติดตัวอยู่ หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย!! ออกมาเคลื่อนไหว ไล่ล่าคนอื่น ทั้งที่ตัวเอง ยังไม่โปร่งใส

(20 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘รักษาแผ่นดิน’ เผยแพร่ข้อมูลการตรวจสอบประวัติของ นายสนธิญา สวัสดี บุคคลซึ่งมักเคลื่อนไหวร้องเรียนบุคคลอื่นในสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า …

นายสนธิญา เคยมีคดีอาญาติดตัว และถูกศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดในคดีหมิ่นประมาท พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกนายสนธิญาเป็นเวลา 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทำให้นายสนธิญา อยู่ในสถานะ ‘รอลงอาญา’

คำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ ‘ผู้ตรวจสอบสังคม’

จากกรณีดังกล่าว ได้เกิดกระแสคำถามจากสังคมจำนวนไม่น้อยถึงความเหมาะสมของบุคคลที่ยังมีคดีความติดตัวอยู่ แต่กลับเดินหน้าร้องเรียนบุคคลอื่นอย่างต่อเนื่องว่า
• ควรจัดการคดีความของตนเองให้เสร็จสิ้นก่อนหรือไม่??
• ผู้ที่ยังมีสถานะเป็นผู้ต้องคำพิพากษารอลงอาญา มีความชอบธรรมเพียงพอในการตรวจสอบผู้อื่นหรือไม่??
• หรือพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคดีของตนเองหรือไม่??

การตรวจสอบคือสิทธิ…แต่ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน

แม้การตรวจสอบ หรือการยื่นเรื่องร้องเรียนจะถือเป็นสิทธิของประชาชนทุกคนในสังคมประชาธิปไตย แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่น ก็ควรเปิดเผย ควรโปร่งใสเช่นกัน เพื่อให้การตรวจสอบนั้นมีน้ำหนัก และได้รับความเชื่อถือจากสาธารณชน

ท้ายที่สุด ความยุติธรรมในสังคมจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยึดถือหลักมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ และยอมรับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

ความยุติธรรมไม่ควรเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรู แต่ต้องเริ่มจากพฤติกรรมของผู้ที่เรียกร้องเสียก่อน  

‘เจ้าพ่อแห่ง AI’ เตือน!! เทคโนโลยีจะนำไปสู่การว่างงานครั้งใหญ่ หากไม่มีการควบคุม คนรวยจะรวยขึ้นไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่จะจนลง

(20 ก.ย. 68) เจฟฟรีย์ ฮินตัน อดีตผู้เชี่ยวชาญของ Google ซึ่งเมื่อปีที่แล้วได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากผลงานที่ปูทางให้กับระบบ AI อันทรงพลังในปัจจุบัน ได้กล่าวว่า ซีอีโอที่โปรโมต AI ว่าเป็นทางออกของปัญหาความหิวโหย ความยากจน และโรคภัยต่าง ๆ นั้น “โกหกทั้งเพ”

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ ก็คือ คนรวยจะใช้ AI มาแทนที่แรงงาน” ฮินตันให้สัมภาษณ์กับ Financial Times

“มันจะก่อให้เกิดการว่างงานครั้งใหญ่ และทำให้กำไรเพิ่มขึ้นมหาศาล ส่งผลให้คนไม่กี่คนรวยขึ้นมาก และคนส่วนใหญ่จนลง นั่นไม่ใช่ความผิดของ AI แต่เป็นเพราะระบบทุนนิยมต่างหาก”

ฮินตันซึ่งเป็นนักสังคมนิยม ประกาศจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่ลาออกจากทีม Google Brain ในปี 2023 โดยก่อนหน้านั้นเขาเคยขายบริษัทของตนให้ Google ด้วยมูลค่า 44 ล้านดอลลาร์ และร่วมงานกับบริษัทเป็นเวลาสิบปี

ฮินตัน ซึ่งเคยสอนที่มหาวิทยาลัยโตรอนโตนานกว่า 20 ปี กล่าวว่านักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า AI จะสามารถกลายเป็น ‘ซูเปอร์อัจฉริยะ’ หรือมีความสามารถเหนือมนุษย์ ได้ภายในระยะเวลา 5 ถึง 20 ปีข้างหน้า

เขาเคยออกมาเตือนถึงอันตรายจากศักยภาพอันทรงพลังของ AI หลายครั้ง และเคยเรียกร้องให้หยุดการพัฒนา AI ชั่วคราว

ฮินตันกล่าวว่า “วิธีเดียวที่มนุษยชาติจะรอด คือ การออกแบบ AI ให้เหมือนแม่ เพราะแม่มีความห่วงใยลูก และต้องการปกป้องชีวิตของลูก”

ถึงกระนั้น นักวิชาการชาวอังกฤษวัย 77 ปีก็ยอมรับว่า เขาใช้ AI ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการซ่อมเครื่องอบผ้า

“ผมอายุ 77 แล้ว และจุดจบของผมก็คงใกล้เข้ามาเร็ว ๆ นี้แหละ” เขากล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้นำเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ และ แซม อัลต์แมน ก็ยังเดินหน้าพัฒนา AI อย่างเต็มสูบ

เมื่อถูกถามว่าเขาไว้ใจใครมากกว่าระหว่างมัสก์กับอัลต์แมน ฮินตันตอบโดยอ้างถึงคำพูดของ ลินด์ซีย์ เกรแฮม ในปี 2016 เมื่อถูกถามว่าเขาจะเลือกใครระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ เท็ด ครูซ เป็นประธานาธิบดี

“เหมือนต้องเลือกระหว่างถูกยิงหรือถูกวางยา”

เขายังเสริมอีกว่า เขาไม่ค่อยมีความหวังกับการแทรกแซงจากภาครัฐ เพราะรัฐบาลสหรัฐมีท่าทีผ่อนคลายต่อการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว

เมื่อถูกถามถึงภาพอนาคตที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ AI และค่อย ๆ กลายร่างเป็นไซบอร์ก มีชิ้นส่วนเทียมหรือสารเคมีเติมเข้าไปในร่างกาย

ฮินตันตอบเพียงว่า “แล้วมันผิดตรงไหนล่ะ?”

และเมื่อถูกถามว่านั่นถือเป็นการสูญพันธุ์ของมนุษย์หรือไม่ ฮินตันตอบว่า:

“ใช่ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่บางสิ่งกำลังเกิดขึ้น อาจจะดีอย่างมหาศาล หรือแย่อย่างมหาศาล เราทำได้แค่เดา แต่โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

‘ศาลฎีกา’ พิจารณา พิพากษา ยกฟ้อง!! ‘อัญชะลี ไพรีรัก’ คดีม็อบพันธมิตรฯ บุกยึด!! NBT ขับไล่ ‘รัฐบาลสมัคร’

เมื่อวานนี้ (19 ก.ย. 68) ที่ห้องพิจารณา 608 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาม็อบพธม. บุกช่องNBT คดีดำ อ.1033/2561ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เสียชีวิตแล้ว, น.ส. อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที แนวร่วม พธม. และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล น้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปอั้งยี่ ซ่องโจร เป็นหัวหน้าสั่งการ บุกรุกสถานที่ราชการทำให้เสียทรัพย์

กรณีเมื่อปี 2551 จำเลยกับพวกที่ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้วได้ร่วมกันบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ในช่วงการชุมนุมของ พธม. เพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช คดีนี้ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำคุกจำเลยคนละ1 ปีโดยไม่รอลงอาญา จำเลยทั้ง 4 ยื่นฎีกา และได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

ศาลพิจารณาแล้ว พิพากษาแก้ยกฟ้องจำเลย ประกอบด้วย น.ส. อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที แนวร่วม พธม. และให้จำคุกนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล น้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

‘อดีตเจ้าอาณานิคม’ ถังแตก!! จากเจ้าโลก สู่เจ๊งสนิท เงินหมดเกลี้ยง แล้วจะเหลืออะไร ถ้าไม่เหลือผู้นำที่ดี

(20 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘สุขศรี ชื่อนี้แม่ให้มา’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ประเทศฝรั่งเศส’ โดยมีใจความว่า ...

สมัยก่อน เก่งแต่แล่นเรือไปปล้นคนอื่นไง พอหมดยุคล่าอาณานิคม / หลัง WW2 ก่อตั้ง UN ก็ถูกบังคับให้คืนอาณานิคมให้หมด แต่ก็ยังยึกยักไม่อยากคืน หลายๆเกาะกลายเป็นฝรั่งเศสโพ้นทะเลแม้กระทั่งเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ส่วนในอาฟริกาอีกหลายประเทศ-ไม่ต้องพูดถึง-อ้างนั่นอ้างนี่-ไม่ยอมคืนเอกราชเด็ดขาดเพราะเป็นบ่อเงินบ่อทอง (บ่อเพชรด้วย) ที่ต้องส่งเป็นเครื่องบรรณาการให้เจ้าอาณานิคม แถมมีกองทัพฝรั่งเศสคอยควบคุมรัฐบาลอยู่ในพื้นที่อีกต่างหาก

ต่อมาในปี 2023-2024 เกิดมีผู้นำทหารผิวสีที่เก่งและฉลาดแถมรักชาติ มีแบ็คเป็นรัสเซีย เอือมระอากับการถูกสูบเลือดสูบเนื้อมานานนับร้อยปี ลุกขึ้นมาขับไล่กองทัพฝรั่งเศสแตกกระเจิง ขนข้าวของกลับบ้านแทบไม่ทัน ยกเลิกสัมปทานในทุกประเทศแบบไม่เผาผีกับฝรั่งเศส

จากที่เคยได้เพชร ได้ทองคำมาแบบฟรีๆ ต้องหยุดชะงัก รายได้ของประเทศก็ลดลง ไม่สามารถใช้เงินแบบฟุ่มเฟือยได้เหมือนสมัยก่อน พอรายได้ลดลง-แต่รายจ่ายเท่าเดิม ทั้งๆ ที่พยายามแล้ว ปรับทุกมาตรการ ทั้งขยายเวลาผู้รับบำนาญออกไป ทั้งปัญหาอื่นๆ จิปาถะ สรุป..ถังแตก  

จะบอกอะไรให้นะ ประชาธิปไตยน่ะ มันกินไม่ได้ มันเป็นเพียงนามธรรมที่แม้แต่ผู้นำของประเทศที่อ้างว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย-ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้-แถมใช้อำนาจอธิปไตยในทางที่ผิด ...ต่างกับประเทศที่ตราบใด-ประชาชนเขากินอิ่ม(เศรษฐกิจดี ค้าขายราบรื่น) และ นอนหลับ(มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน) เขาไม่สนใจหรอกว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่? เขตของตนเองจะได้ สส.กี่คน? เขาไม่สนใจหรอกว่า "ประชาธิปไตย" มีลำต้นเป็นยังไง ดอกและใบมีสีอะไร? ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้นำล้วนๆ ถ้าเลือกตั้งมาแล้ว-ได้ผู้นำที่ไม่ดีมาบริหารประเทศ ก็จะเละๆแบบนี้

เตือนภัย!! ‘เมลเบิร์น’ ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! โดนฉก ต่อหน้าต่อตา!! ตำรวจช่วยอะไรไม่ได้เลย

(20 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ลักพาตัวเองมาเล่า’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘เมืองเมลเบิร์น’ โดยมีใจความว่า ...

เมลเบิร์นไม่ใช่เมืองที่ปลอดภัยนะครับ โดยเฉพาะในเมือง

อยากเตือนภัยเพราะหลาย ๆ คนที่ยังติดวางใจว่าออสเตรเลียปลอดภัย วางของไว้ห่างตัวได้ เมื่อก่อนทำได้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้วครับ
วันนี้ระหว่างเดินกลับบ้าน ผมเห็นคนขี่จักรยานย้อนศรบนถนนด้วยความเร็ว แล้วข้างหลังก็มีวัยรุ่นคนนึงวิ่งตามไปติด ๆ

วัยรุ่นคนนั้นวิ่งไล่สักพักก็เหนื่อยแล้วก็เดินหันหลังกลับมา ผมเห็นว่าผิดปรกติเลยถามไปว่า “Did he snatch something off of you?" (ไอ้นั่นขโมยอะไรไปรึเปล่า?)
คำตอบคือใช่ 

น้องนั่งเล่นมือถือที่โต๊ะหน้าผับ (เป็นโต๊ะของผับที่เอามาตั้งให้ลูกค้านั่งข้างนอกด้วยนะ) เล่นแบบนั่งกดเลยนะ ไม่ได้วางบนโต๊ะ
ไอ่สารเลวนี่ก็ขี่จักรยานมาโฉบมือถือแล้วปั่นหนีหายไปเลย

ผมให้น้องยืมมือถือโทรหาที่บ้าน เพราะเค้าดูช็อคและทำอะไรไม่ถูก

นี่ไม่ใช่เคสเดียวนะ

วีคก่อน ของที่ผมสั่งมาส่งตรง mailbox zone ก็โดยขโมยไปเหมือนกัน

เปิดร้านมา คนบ้ามาป่วนในร้านได้เป็นสิบ ๆ ครั้งแล้ว โดนทุบกระจกแบบไร้เหตุผล
คนจีนอีกคนแค่มองโฮมเลส โดนต่อย เลือดอาบหน้า

ร้านเชฟพี่ปุ๊ก โฮมเลสเข้ามาจะขโมยของ พนักงานไปห้ามโดนขวดตีหัวเย็บสองเข็ม
ไอ้พวกนี้บวกมันไม่คุ้ม ฉะนั้นทุกคนครับ ระวังตัวกันให้มาก ๆ เลยนะ อย่าแลกอะไรทั้งสิ้น

ส่วนใหญ่ มันจะเล็งวัยรุ่นเอเชีย หรือผู้หญิงเอเชียที่เดินคนเดียว อยู่คนเดียว เพราะสู้แรงมันไม่ได้

โทรศัพท์ อย่ายืนกดตรงฟุตบาทจนเพลิน อย่าเดินถือแกว่งไปมา
กระเป๋า สะพายคล้องตัวนะครับ จับให้แน่น

และจำไว้ว่าตำรวจบ้านเมืองนี้กากมากครับ เค้าไม่ช่วยอะไรเราเลย ลงบันทึกประจำวันแล้วเรื่องก็จะเงียบ

ผมเจอเหตุการณ์วันนี้ต่อหน้าต่อตา ภาพมันติดตาไปแล้ว ไม่อยากให้ใครเจอแบบนี้อีก เตือนเพื่อน ๆ พี่ ๆ กันด้วยนะครับ มือถือนี่ระวังดี ๆ เงินทองยิ่งหายากอยู่
 

สมุทรปราการ-เทศบาลตำบลแพรกษา สนองพระราชดำริ จัดการแข่งขันทักษะทางวิชาการของนักเรียนเพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลจาก กรมสมเด็จพระเทพฯ

(20 ก.ย.68) ที่โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เทศบาลตำบลแพรกษา โดย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา ในฐานะเจ้าภาพการจัดงานการแข่งขันทักษะทางวิชาการของนักเรียน เพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้การประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาลตามพระราชดำริ

นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ คณะสมาชิกสภาเทศบาล คณะครู นักเรียน ร่วมให้การต้อนรับ พ.อ.หญิง ดร.นันทพร วีรวัฒน์ ที่ปรึกษาโครงการส่วนพระองค์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานในพิธี 

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายอภิสิทธิ์ พึ่งพร ผู้อำนวยการโครงการส่วนพระองค์ฯ นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอัครวัฒน์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ นายสมศักดิ์ แก้วเสนา ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ พล.ต.ต.กัญชล อินทราราม รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน 

นายสุพัฒน์ เมืองมัจฉา ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา นายรัชชสิทธิ์ มนตรี รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร นางสาวศุภรินทร์ พรมรินทร์ รองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาโรงเรียนตามพระราชดำริและโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ตลอดจนผู้บริหารทั้ง 7 หน่วยงานที่จัดการศึกษาในโครงการตามพระราชดำริ 

ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นเจ้าภาพในการจัดงานซึ่งได้กำหนดกิจกรรมการประกวดแข่งขันทักษะทางวิชาการของนักเรียนเพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้การประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาลตามพระราชดำริ ประจำปี 2568

โดยได้เลือกใช้สถานที่โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา สังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ เป็นสนามจัดการแข่งขันในครั้งนี้ ถือว่าจังหวัดสมุทรปราการและเทศบาลตำบลแพรกษาได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันได้รู้จักจังหวัดสมุทรปราการมากขึ้น 

ทั้งนี้ เทศบาลตำบลแพรกษามีความพร้อมและจัดเตรียมสถานที่ในการจัดการแข่งขัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าร่วมแข่งขันอีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการแสดงความสามารถทักษะในด้านต่างๆ ของนักเรียนโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา และโรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top