Monday, 8 June 2026
Hard News Team

‘เดนมาร์ก’ กับก้าวสำคัญของกองทัพ เปิดทางให้ผู้หญิงเกณฑ์ทหารเป็นครั้งแรก

(22 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า…เดนมาร์กกับก้าวสำคัญของกองทัพ: เกณฑ์ทหารหญิงครั้งแรก

กลางปีที่ผ่านมา โลกหันมาจับตาเดนมาร์ก เมื่อรัฐสภาในกรุงโคเปนเฮเกนลงมติเปิดทางให้ผู้หญิงอายุ 18 ปี เข้าสู่ระบบการเกณฑ์ทหารอย่างเสมอภาคกับผู้ชายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแรงผลักดันด้านสิทธิเพศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแรงกดดันจากสถานการณ์ความมั่นคงในยุโรปที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

จากเดิมที่กองทัพเดนมาร์กพึ่งพาอาสาสมัครหญิงเป็นหลัก ปัจจุบันผู้หญิงที่เข้าสู่วัยบรรลุนิติภาวะต้องเข้าสู่ระบบจับฉลากเกณฑ์เช่นเดียวกับผู้ชาย การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่ ทั้งการเพิ่มระยะเวลารับราชการจาก 4 เดือนเป็น 11 เดือน และการลงทุนด้านกลาโหมกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการใช้จ่ายทางทหารแตะเกิน 3% ของจีดีพี

เสียงสะท้อนจากทหารหญิงรุ่นใหม่อย่าง แคทริน วัย 20 ปี ที่สมัครเข้าประจำการด้วยความสมัครใจ สะท้อนความเข้าใจต่อบทเรียนจากสงครามยูเครน–รัสเซีย เธอบอกว่า “ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน มันจำเป็น และยุติธรรมที่ผู้หญิงควรมีส่วนร่วมเท่าเทียมกับผู้ชาย”

แม้เดนมาร์กจะเป็นประเทศเล็กเพียง 6 ล้านคน แต่การก้าวสู่การเกณฑ์ทหารหญิงครั้งนี้ นับเป็นการปรับสมดุลทางสังคมและเสริมความมั่นคงทางทหารไปพร้อมกัน แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับเพื่อนบ้านในสแกนดิเนเวียอย่างนอร์เวย์และสวีเดน ที่บังคับใช้การเกณฑ์ทหารไม่แบ่งเพศมาก่อนหน้านี้แล้ว

เวลาผ่านมาจนถึงห้วงกันยายนปี 2568 เราจึงเห็นชัดว่าการตัดสินใจของเดนมาร์กไม่ได้เป็นเพียงแค่การเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในเรื่องสิทธิเพศ แต่ยังเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าโลกยุคปัจจุบันไม่อาจมองความมั่นคงเป็นเรื่องไกลตัว ทุกประเทศล้วนต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง

ประธานหอการค้ามาเลเซีย ชี้โอกาสทองภาคเอกชน ฉวยจังหวะรุกเสียบแทนไทย!! ยึดพื้นที่การค้าของกัมพูชา

(22 ก.ย. 68) ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชาที่เพิ่งหยุดยิงชั่วคราว ไม่ได้ทำให้กระแสต่อต้านไทยในกัมพูชาลดลง กลับยิ่งรุนแรงขึ้นจนเกิดกระแส “แบนสินค้าไทย” และการเลี่ยงธุรกิจที่มีผู้บริหารเป็นคนไทย ส่งผลกระทบตั้งแต่ร้านอาหารจนถึงแบรนด์พลังงานรายใหญ่ของไทยอย่าง PTT ที่ถูกแทนที่ด้วยแบรนด์ท้องถิ่น Peace Petroleum Cambodia (PCC) รวมถึงเครือข่าย Café Amazon และ 7-Eleven ที่ยอดขายดิ่งลงอย่างหนัก

ในบรรยากาศต่อต้านนี้ นายตัน คี มิง (Tan Kee Meng) ประธานหอการค้ามาเลเซียในกัมพูชา (MBCC)  มองว่าเป็น “โอกาสทอง” ของมาเลเซีย เพราะชาวกัมพูชามีทัศนคติเชิงบวกต่อมาเลเซียจากบทบาทของนายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในฐานะประธานอาเซียน โดยสินค้าจากมาเลเซียถูกมองว่ามีคุณภาพระดับกลางถึงสูง มีมาตรฐานความปลอดภัย และเป็นตัวเลือกแรกหลังชาวกัมพูชาปฏิเสธสินค้าจากไทย

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการนำเข้าสินค้ามาเลเซียส่วนใหญ่ยังมาจากพ่อค้ากัมพูชาที่สั่งตรง ไม่ใช่จากบริษัทมาเลเซียที่เข้าไปลงทุนโดยตรง ทำให้ตันเสนอให้ภาครัฐมาเลเซียช่วยผลักดันธุรกิจในประเทศบุกตลาดจริงจัง โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน ค้าปลีก และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งมีศักยภาพสูงในกัมพูชาที่เป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน เวียดนามและจีนก็เร่งเข้ามาแทนที่ไทย โดยเวียดนามกลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ในภาคอาหาร เกษตร และพลังงาน การค้าระหว่างเวียดนาม–กัมพูชาโตขึ้นกว่า 16% ในครึ่งปีแรก ขณะที่จีนใช้จุดแข็งด้านต้นทุนต่ำ รุกตลาดวัสดุก่อสร้างจนการลงทุนก่อสร้างในกัมพูชาโตขึ้นกว่า 30% นักวิเคราะห์เตือนว่ากระแสต่อต้านไทยครั้งนี้อาจยืดเยื้อ 3–5 ปี และแม้พรมแดนจะเปิดอีกครั้ง ไทยก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะกู้คืนความเชื่อมั่นและส่วนแบ่งตลาด

‘ดร.รุสตั้ม’ ชี้กลุ่ม 5 Eyes เริ่มแตกแถว ‘อังกฤษ–แคนาดา–ออสเตรเลีย’ รับรองรัฐปาเลสไตน์แล้ว

(22 ก.ย. 68) ดร.รุสตั้ม หวันสู อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Roostum Vansu ว่า…

ประเทศใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ เรียกว่ากลุ่ม 5 eyes countries ซึ่งมีรากเหง้าบรรพบุรุษเดียวกันและใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

ล่าสุดบรรดาตาทั้ง 5 รับรองรัฐปาเลสไตน์ไปแล้ว 3 ประเทศคือ อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ที่จะรับรองในเร็วๆนี้อีกหนึ่ง  แม้สหรัฐและอิสราเอลจะแสดงความไม่พอใจในเรื่องนี้ 

แต่สาเหตุที่รัฐบาลเหล่านี้รีบพากันรับรองรัฐฯปาเลสไตน์ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลต้องตอบสนองต่อกระแสเรียกร้องจากประชาชนที่ออกมาประท้วงอิสราเอลและสนับสนุนชาวปาเลสไตน์กันอย่างมากมายมหาศาล

เมื่อโลกไม่ทนต่อการที่อิสราเอลฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ และการที่สหรัฐฯ สนับสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีกต่อไป

‘ชื่นชอบ’ ย้ำชัด ‘พีระพันธุ์’ ไม่เคยต่อรองเก้าอี้นายกฯ ซัด บางคนสร้างภาพพูดจาดี แท้จริงคือผู้ร้ายใส่สูท

(22 ก.ย. 68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขออนุญาตใช้คำว่า"ไม่จริง" (ตัวโต ๆ) ครับ ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ขอยืนยันว่าเรื่องพรรคเพื่อไทยเสนอให้หัวหน้าพีระพันธุ์เป็นนายกฯ ไม่เป็นความจริงครับ และหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าไม่เคยสนใจการได้ตำแหน่งใดๆ ผมไม่เคยเห็นหัวหน้าพีระพันธุ์เรียกร้อง ไขว่คว้า หรือขายอุดมการณ์เพื่อให้ได้ตำแหน่งใดๆครับ

ทางการเมืองหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอคนจากพรรคอื่นที่เสียงน้อยกว่าเป็นนายกฯ ครับ เพราะนั้นคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง 

การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุดกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่เห็นว่าทางพรรคไม่ควรสนับสนุนข้อเสนอของพรรคประชาชนที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่แก้ไขหมวด 1และหมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ  

เนื่องจากพรรครวมไทยสร้างชาติมีความเป็นประชาธิปไตยครับ หัวหน้าพีระพันธุ์ให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.โดยอธิบายข้อเสนอแนะต่างๆที่กรรมการบริหารสรุปในที่ประชุมให้ส.ส.ทราบครับ

ผมรู้ข้อเท็จจริงทุกประการครับแต่คงไม่เหมาะที่จะพูดเพราะมันก็เป็นการสาวไส้ให้กากิน ทุกคนก็พยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น บางคนเป็นผู้ร้ายใส่สูท พูดจาดีคนก็เชื่อว่าเขาคนนั้นเป็นคนดี ก็ไม่เป็นไรครับสักวันหนึ่งพี่น้องประชาชนก็จะเห็นว่าใครของจริง

ใครอยากออกก็คงห้ามเขาไม่ได้ครับ ผมเชื่อในหลักธรรมชาติคัดสรร หัวหน้าเป็นสุภาพบุรุษไม่พูดจาให้ร้ายใครแม้ตัวเองจะถูกกระทำก็ตามครับ ผมพูดได้เท่านี้

คืนที่ 10 ในเรือนจำ ‘ทักษิณ’ ป่วย!! ราชทัณฑ์พาตัว ตรวจสุขภาพ ก่อนถูกส่งกลับ ‘เรือนจำคลองเปรม’ ตามขั้นตอนปกติ

(21 ก.ย. 68) ความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุก นายทักษิณ 1 ปี ล่าสุด มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากที่นายทักษิณ ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจํากลางคลองเปรมเป็นคืนที่ 10 เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้นำตัวนายทักษิณ ไปตรวจสุขภาพร่างกายที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากมีอาการอ่อนเพลียรวมถึงมีอาการปวดตามร่างกาย เนื่องจาก นายทักษิณ มีโรคประจำตัวเพื่อเป็นการตรวจเช็คอาการตามโรค

ทั้งนี้ภายหลังนายทักษิณได้เข้ารับการตรวจเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวกลับเข้ามายังเรือนจำกลางคลองเปรมทันทีโดยไม่ได้นอนพักที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งทุกอย่างเป็นการดำเนินการเหมือนผู้ต้องขังคนอื่นๆตามปกติเมื่อมีอาการเจ็บป่วย

‘กองทัพบก’ โต้!! ‘กัมพูชา’ ยันไทยใช้กฎหมายในเขตอธิปไตย ไม่ละเมิด MOU 2000 ย้ำ!! ประเทศไทยมีสิทธิใช้กฎหมาย ในพื้นที่ของตนเอง กรณีพิพาทหมู่บ้านชายแดน

(21 ก.ย. 68) กรณีกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ เมื่อ 20 ก.ย. 68 ระบุว่า “กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงและคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไทย เกี่ยวกับเจตนาที่จะใช้กฎหมายภายในประเทศของไทยกับพลเมืองกัมพูชาในหมู่บ้านโจกเจย และหมู่บ้านไปรจัน ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย โดยมีรายละเอียดกล่าวหาฝ่ายไทยว่า

ฝ่ายไทยอ้างสิทธิ์ใช้กฎหมายภายในประเทศกับพลเมืองกัมพูชาในพื้นที่พิพาท โดยการอ้างสิทธิดังกล่าวของไทยละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ (มาตรา 2(3) และ 2(4)) เป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ขอเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิง

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงต่อกรณีนี้ว่าฝ่ายไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตดินแดนของไทย ซึ่งเป็นหลักการสากลที่ทุกประเทศยอมรับ และขอยืนยันว่าพื้นที่ที่ฝ่ายไทยอาจจำเป็นต้องดำเนินการก่อนนั้น ไม่ได้อยู่ในเขตของพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือน แต่อยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักอธิปไตยของรัฐ

พลตรี วินธัย  ระบุว่า ส่วนเรื่องพันธกรณีตามกฎบัตรสหประชาชาติ ในมาตรา 2(3) ที่ได้ระบุไว้ว่า “รัฐสมาชิกต้องระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศด้วยวิธีสันติ เพื่อไม่ให้สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศตกอยู่ในอันตราย” นั้นในความเป็นจริงกลับพบว่าฝ่ายกัมพูชามักจะเป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการปลุกปั่น จัดฉาก ใช้ประชาชนมาเป็นผู้สร้างสถานการณ์ความรุนแรง

ส่วนในมาตรา 2(4) ที่ระบุว่า “รัฐสมาชิกต้องละเว้นจากการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดน” กลับเป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิด อย่างกรณีการรุกรานรุกล้ำอธิปไตยไทย ด้วยการนำกำลังทหารพร้อมอาวุธมาวางกำลังในดินแดนอธิปไตยไทย และการแอบลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในดินแดนอธิปไตยไทย แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ว่าด้วยการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ขัดต่ออำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมนั้น ต่อกรณีนี้เป็นฝ่ายกัมพูชาอีกเช่นกันที่เป็นผู้ละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2000 ด้วยการละเลย ไม่จริงใจ ปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคาร สถานที่ บ้านเรือนชุมชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และในเขตพื้นที่อธิปไตยของไทย ฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงตามข้อกำหนด MOU 2000 จำนวนกว่า 500 ครั้งตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไขมากว่า 20 ปี

พลตรี วินธัย  ระบุว่า สำหรับกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่บ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียด ตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น
ต่อกรณีนี้อีกเช่นกันที่เป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นผู้สนับสนุนและดำเนินการแบบไม่เปิดเผย เพื่อให้มีกิจกรรมการชุมนุมของประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ด้วยท่าทีที่ก้าวร้าว และมีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในเขตอธิปไตยของไทย จนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย

“จึงขอยืนยันว่าฝ่ายไทยมีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธี โดยจะไม่ใช้กำลังรุกรานใคร การดำเนินการในสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นนั้น อยู่ภายใต้กรอบกติกาสากลและกฎหมายไทย เพื่อรักษาอธิปไตย และปกป้องตนเองจากการคุกคามของฝ่ายกัมพูชา” พลตรี วินธัย ระบุ

‘อนุทิน’ ตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ สู้เศรษฐกิจย่ำแย่ ภารกิจสุดโหด รับศึกรอบด้าน เข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ภารกิจทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ วัดฝีมือระยะสั้น

(21 ก.ย. 68) ภารกิจเข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ของทีมเศรษฐกิจประเทศไทยชุดใหม่ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมดึงคนนอก มานั่งคุมกระทรวงสำคัญ สำหรับกระทรวงหลักที่ดูแลเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดูแลกระทรวงพาณิชย์ นายธนากร วังบุญคงชนะ ดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 ว่าสถานการณ์ความยากจนของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน

ด้านแรงงานในภาคเกษตรมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 45.49% ของคนจนทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพารายได้จากการผลิต ซึ่งมีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรจำนวนมากยังคงตกอยู่ในภาวะยากจนเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรชะลอตัว

สถานการณ์ดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในกลุ่มคนเปราะบางต่อความยากจน ซึ่งมีจำนวนคนจนเพิ่มสูงขึ้นในทุกระดับความรุนแรง โดยกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นำ 5 ข้อเสนอเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ 
3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้
4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว
5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย

ซึ่งเศรษฐกิจโลกเอง ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีมากนัก โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ สถานการณ์ล่าสุด คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับ 4.00%-4.25% เป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ตามที่ตลาดคาด ด้วยมติไม่เอกฉันท์

“ธนาคารกลางญี่ปุ่น” มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% หลังเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการประกาศลาออกของนายกฯ อิชิบะ และภาษีสหรัฐ วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 10.49 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ ประกาศลาออกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

2 ประเทศใหญ่ ลด และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังย่ำแย่ ต้องการการกระตุ้นด้านการลงทุน จากเอกชน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ 

‘ทั้งเข็นครก ทั้งแบกหิน ขึ้นภูเขา’ คำนี้คงไม่เกินเลยนัก เพราะมีระยะเวลาให้ทำงานสั้นๆ เพียง 4 เดือน (ตามที่มีข่าวก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี) จะทำได้แค่ไหนกัน อย่างน้อยก็เอาใจช่วยให้ประครองเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ วัดฝีมือการบริหารทีมประเทศไทยระยะสั้น ของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 

‘นิพิฏฐ์’ ประกาศชัด!! ไม่กลับ ประชาธิปัตย์ เว้นแต่ 'อภิสิทธิ์' หวนคืนหัวหน้าพรรค

(21 ก.ย. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

โปรดฟังอีกครั้ง

มีสมาชิกพรรคและผู้มิใช่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ บอกให้ผมไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพราะผมเป็นอดีตรัฐมนตรีของพรรค เมื่อสมัครก็สามารถเลือกหัวหน้าพรรคได้เลย

ผมบอกทุกคนไปว่าผมไม่สมัคร จนกว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นหัวหน้าพรรค

จากนั้นผมจึงจะไปสมัครและช่วยฟื้นฟูพรรค ทั้งนี้ เพื่อตอบแทนและใช้หนี้บุญคุณพรรคประชาธิปัตย์

เหตุที่ผมจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคหลังเลือกหัวหน้าพรรคเสร็จแล้ว เพราะไม่อยากมีตำแหน่งแห่งหนใดๆ ในพรรคอีกแล้ว

เพราะแม้ไม่มีตำแหน่งแห่งหนใดๆ  ผมเชื่อว่า ทุกอย่างที่ผมหยิบขึ้นมาในมือ ผมสามารถใช้เป็นอาวุธ สังหารศัตรูได้ทั้งสิ้น

แต่หาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ผมก็จะปลีกวิเวก บำเพ็ญพรตแถวเทือกเขาบรรทัดพัทลุง ต่อไป!!

‘เพื่อไทย’ เดือด!! ซัด ‘พรรคประชาชน’ เป็น ‘วิปฝ่ายค้ำ’ จวกยับ!! ตั้งรัฐบาลเพื่อ ‘ยุบคดีสีน้ำเงิน’ ไม่ใช่เพื่อยุบสภา

(21 ก.ย. 68) นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงข้อสังเกตจากบันทึกข้อตกลงร่วมระหว่าง พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย หรือที่เรียกว่า MOA ส้ม-น้ำเงิน ว่า ขณะนี้พี่น้องประชาชนเห็นสัญญาณที่ชัดเจนในการ เร่งเติมเสียงของพรรคภูมิใจไทย โดยมีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ เปิดตัวเข้าร่วมงานการเมืองมากขึ้น แต่น่าแปลกใจที่ตัวแทนจากพรรคประชาชน อย่างคุณปกรณ์วุฒิ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กลับมองไม่เห็น

อีกทั้งยังมีความพยายามให้สัมภาษณ์ ยืนยันข้ามพรรคด้วยว่า พรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้พยายามรวมเสียงข้างมาก และยังไม่เป็นสัญญาณที่จะทำให้เกิดเสียงเพิ่มเติมในฝ่ายรัฐบาล

จนหลายฝ่ายเริ่มสับสนว่านี่คือคุณปกรณ์วุฒิ นี่เป็น รองหัวหน้าพรรคประชาชน หรือ โฆษกพรรคภูมิใจไทย คนใหม่กันแน่

นอกจากนี้การที่คุณปกรณ์วุฒิ พยายามช่วยชี้แจงแทนพรรคภูมิใจไทยอย่างเข้มแข็งว่ารัฐบาลเสียงข้างมากจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพรรคฝ่ายค้าน หนึ่งในสองพรรคใหญ่คือ พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน ต้องไปให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล พร้อมชี้ถึงกรณีที่มี สส. พรรคเพื่อไทย 9 เสียง ที่ไม่โหวตตามมติพรรคนั้น

พรรคประชาชน ต้องเข้าใจว่า ข้อตกลงรัฐบาลเสียงข้างน้อยของสีส้มและสีน้ำเงินนั้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้ร่วมรับผิดชอบอะไรด้วย

และในข้อเท็จจริงคือ แม้จะมี สส.พรรคเพื่อไทย 9 คน สนับนุนการจัดตั้งรัฐบาลนั้น แต่พรรคประชาชน คือคนที่โหวตหนุน คุณอนุทินแบบยกพรรค และต้องร่วมรับผิดชอบต่อการดำเนินการของรัฐบาลนี้เอง เพราะคนเริ่มครหาแล้ว ว่ารัฐบาลนี้ ไม่ได้ตั้งมาเพื่อยุบสภา แต่ตั้งมาเพื่อยุบคดีสีน้ำเงิน มากกว่า ดังนั้น เราจึงได้ออกแถลงการณ์ไปตั้งแต่เมื่อวาน

“พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเรามีทั้ง สส. คนรุ่นใหม่ ที่มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน และ สส. รุ่นใหญ่ที่มากประสบการณ์ พร้อมประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแน่นอน แต่ขอไม่รับตำแหน่งกรรมการวิปฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน

เพราะรัฐบาลนี้ตั้งขึ้นด้วยกลไกแปลกประหลาด มีผู้นำฝ่ายค้าน ที่หามแคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเสลี่ยง มีประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ทำหน้าที่เสมือนโฆษกพรรคภูมิใจไทย อีกทั้งยังให้ สส. กว่า 140 คน แบกองค์ประชุมแทนรัฐบาล แทบทุกวัน ขัดกับที่เคยเป่าประกาศมาโดยตลอด ว่าการรักษาองค์ประชุมเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น

จึงต้องตั้งคำถามว่า วิปที่ตั้งขึ้นมานี้ คือวิปฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้ำ ค้ำยันให้รัฐบาลสีน้ำเงินกันแน่??

พรรคเพื่อไทย เรายืนยันว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไม่มีกั๊ก ไม่อ่อนข้อให้ใคร ตั้งแต่วินาทีแรก และเราไม่ผูกมัดกับกรอบเวลา 4 เดือน ตาม MOA สีน้ำเงินอมส้ม ที่เป็นระยะเวลาสมประโยชน์กันของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น

เพราะเราไม่มีพันธะสัญญาผูกพันใดๆกับใครทั้งในที่แจ้ง หรือในที่ลับระหว่างพรรค ก็ตาม และเรามุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนเท่านั้น ซึ่งเราจะแสดงบทบาทฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ให้เห็นในการอภิปราย การแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้อย่างแน่นอน

‘อนุทิน’ ไม่หวั่น!! ‘เพื่อไทย’ ซักฟอกนโยบาย บอก!! ยังไม่ได้เริ่มงาน จะอภิปรายอะไร

(21 ก.ย. 68) ที่จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล อภิปรายนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาว่า เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของสส.สามารถทำได้ ตนก็มีข้อมูลที่จะชี้แจง หากมีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องใด แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการชำแหละคืน

เมื่อถามว่าประเด็นที่จะอภิปราย มีเรื่องของโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเป็นปราสาทสายฟ้าคอนเน็กชั่น นายอนุทิน อุทานโอ้โห! และกล่าวว่า แล้วคอนเน็กชั่นที่เกิดมาก่อนหน้านี้ ไม่กลับไปถามตัวเองก่อน ไม่ต้องถามตนหรอก เพราะตนไม่ทำในแบบที่พวกเขาทำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะขอเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมกับพรรคประชาชน จะทำให้การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านกลายเป็นฝ่ายแค้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เวลามีแค่ 4 เดือน หลังจากแถลงนโยบายยุบสภาฯ แน่นอน ฉะนั้น รักกันไว้เถิด ต้องรักกันไว้ให้มาก

ส่วนการปฎิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ทำไป แต่ต้องมีความรักกันไว้ เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ยิ่งเรามีปัญหา กับประเทศเพื่อนบ้าน ให้รบกับประเทศเพื่อนบ้านสิ อย่ามารบกันเอง

เมื่อถามย้ำว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมที่จะอภิปรายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งที่ยังไม่เริ่มทำงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินเลยจะอภิปรายเรื่องอะไร หากตนบ้าจี้ขึ้นมา อภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกตนอภิปรายกลับบ้าง ประเทศก็ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน

“ฉะนั้น ขอเถอะบอกอยู่ว่าจะอยู่แค่ 4 เดือน จะทำไรก็แล้วแต่ อยู่ไม่เกิน 4 เดือนหรอก และมาแข่งกันตอนเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเอง” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top