Monday, 8 June 2026
Hard News Team

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งด่วนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจร เหตุถนนสามเสนทรุดตัว 

(24 ก.ย. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการด่วนให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเร่งดูแลประชาชนและอำนวยการจราจร กรณีเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. เกิดเหตุถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถ.สามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นหลุมกว้าง 30 x 30 เมตร ลึก 50 เมตร และมีแนวโน้มทรุดตัวเพิ่มขึ้น โดยต่อมาในที่เกิดเหตุมีเสาไฟฟ้าตกลงไปจำนวน 2 ต้น และมีรถของสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ตกลงไป และการทรุดตัวได้ขยายวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และส่งผลให้การจราจรบริเวณดังกล่าวรวมทั้งบริเวณใกล้เคียงติดขัดอย่างหนัก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการเหตุถนนทรุดตัว ท่อประปาขนาดใหญ่ชำรุด และดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัย รวมทั้งเร่งอำนวยความสะดวกการจราจรรอบบริเวณ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อผู้สัญจรใกล้เคียงได้

สำหรับการดูแลการจราจร ล่าสุด พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร ได้สั่งการให้ฝ่ายจราจร สน.สามเสน ปิดการจราจรถนนสามเสน ตั้งแต่แยกศรีย่าน มุ่งหน้าแยกซังฮี้ และถนนขาว โดยให้มีเส้นทางเลี่ยงดังนี้
- แยกบางพลัด ข้ามสะพานกรุงธน ให้ตรงไปแยกซังฮี้ ใช้ถนนราชวิถี
- ถนนสุโขทัย ขาเข้า ให้เลี้ยวซ้ายแยกสวนรื่นฤดี ใช้ถนนราชวิถี
- ถนนสามเสน ขาเข้า จากแยกเกียกกาย มุ่งหน้าแยกศรีย่าน ให้เลี้ยวซ้ายถนนนครไชยศรี

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง เพื่อดูแลสั่งการในการประสานงาน รวมทั้งดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน

ผบ.ตร.ตรวจเยี่ยมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ชื่นชมทุกนายทำหน้าที่ด้วยดีตลอดมา

(24 ก.ย. 68) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางไปตรวจเยี่ยมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร และให้กำลังใจ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผู้บังคับหมู่ งาน 3 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุถูกรถแท็กซี่เฉี่ยวชนขณะปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะ (ปอด) ไปยังโรงพยาบาลศิริราช บริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และคณะ โดยมี พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร, พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร, พ.ต.อ.ประทีป ศรีหรั่งไพโรจน์ ผู้กำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร

ผบ.ตร.ให้กำลังใจและชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจโครงการพระราชดำริทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจตลอดมา สมดั่งพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงก่อตั้งหน่วยงานแห่งนี้ขึ้น เป็นเสมือนหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อช่วยเหลือประชาชนในการแก้ไขปัญหาจราจร

ด้านผู้บัญชาการตำรวจนครบาลได้ให้กำลังใจตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ และ ด.ต.วัชรนนท์ฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง พร้อมมอบเงินและสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริด้วย

นอกจากนี้ ช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานภาพลักษณ์งานจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ ด.ต.วัชรนนท์ฯ มอบเงินและของที่ระลึกเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ พร้อมขอให้ทุกนายทำงานด้วยความปลอดภัย อดทนและเสียสละต่อไป

24 กันยายน พ.ศ. 2472 วันสวรรคตของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

วันนี้ เมื่อ 96 ปีก่อน เป็นวัน วันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

ทั้งนี้ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระผู้ได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยจากแพทย์และประชาชนว่า "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย" และได้ขนานนามวันอันเป็นที่ระลึกสำคัญนี้ว่า "วันมหิดล"

สหรัฐฯ ประกาศพร้อม ‘ทำทุกวิถีทาง’ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ‘อาร์เจนตินา’ ให้รอดพ้นวิกฤต

(23 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ประกาศพร้อม “ทำทุกทาง” เพื่อพยุงเศรษฐกิจอาร์เจนตินา หลังตลาดหุ้นทรุดหนัก ค่าเงินเปโซดิ่งอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือหลายรูปแบบ ทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตรากับธนาคารกลาง การเข้าซื้อเงินสกุลดอลลาร์ รวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอาร์เจนตินาที่ออกเป็นเงินดอลลาร์

สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รายละเอียดแผนช่วยเหลือจะชัดเจนภายหลังการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีฮาเวียร์ ไมเล ของอาร์เจนตินาในนิวยอร์ก โดยย้ำว่า “อาร์เจนตินาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” และยังเป็นพันธมิตรสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ถ้อยแถลงดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ทำให้ค่าเงินเปโซ หุ้น และพันธบัตรของอาร์เจนตินาฟื้นตัวขึ้นชั่วคราว ขณะที่ ‘ไมเล’ แสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข 

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังพรรคของไมเลพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดบัวโนสไอเรส สร้างแรงกดดันต่อการเลือกตั้งกลางสมัยเดือนหน้า (midterm election) ซึ่งเขาหวังใช้เป็นโอกาสขยายอำนาจทางการเมืองเพื่อเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้อาร์เจนตินายังคงมีหนี้ IMF กว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ และอยู่ในภาวะวิกฤตที่สั่นคลอนมาหลายทศวรรษ

ตอบแทนแผ่นดิน 'วปอ.66' ใจใหญ่! ควัก 4 แสนหนุนภารกิจชายแดน–สาธารณสุข

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) กรุงเทพฯ นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 66 จัดพิธีมอบเงินรายได้จากการแสดงคอนเสิร์ตการกุศล 'The SixTysix' รวม 400,000 บาท สนับสนุนภารกิจความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา และงานด้านสาธารณประโยชน์

โดยมี ดร.วิกร ภูวพัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้แทนนักศึกษา วปอ.66 เป็นตัวแทนส่งมอบเงินให้ 4 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิองค์กรทำดี (บุ๋ม–ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) รับ 100,000 บาท พัฒนาพื้นที่ชายแดนกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) รับ 100,000 บาท จัดหาอุปกรณ์จำเป็นให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจที่ปราสาทตาควายกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.) รับ 100,000 บาท เสริมศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ชายแดน และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ (กองทัพภาค 2) รับ 100,000 บาท จัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วย

ดร.วิกร เปิดเผยว่า การส่งมอบเงินครั้งนี้เป็นหนึ่งในพันธกิจ “ตอบแทนแผ่นดิน” ของ วปอ.66 ที่มุ่งสร้างคุณูปการต่อชาติ ทั้งด้านความมั่นคง การสนับสนุนกำลังพล และการช่วยเหลือสาธารณสุข สะท้อนคติประจำรุ่น “สามัคคีมีความสุข” และเจตนารมณ์แน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน

หนักแล้ว!! ‘ยูเครน’ เร่ขอเงินช่วยเหลือ 65 พันล้านดอลลาร์…เพื่อความอยู่รอด

(23 ก.ย. 68) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า รัฐบาลยูเครนควรเพิ่มตัวเลขเงินช่วยเหลือจากภายนอกที่ต้องการจากเกือบ 38 พันล้านดอลลาร์ เป็นประมาณ 65 พันล้านดอลลาร์ (2.37 ล้านล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2027 โดยตัวเลขดังกล่าวได้ส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว

แม้ยังไม่มีการหารืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับขนาดของเงินกู้ใหม่จาก IMF แต่มีการคาดการณ์เบื้องต้นว่าจะอยู่ราว 8 พันล้านดอลลาร์ โดยยูเครนยังเผชิญกับขาดดุลงบประมาณ 43.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ทำให้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพันธมิตรระหว่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ IMF เตือนว่า การสนับสนุนระหว่างประเทศต่อยูเครนจะลดลงตามเวลา รัฐบาลยูเครนจึงจำเป็นต้องพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศเพื่อเลี้ยงตัวเอง ซึ่งทางประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เคยแสดงความกังวลเรื่องเงินทุนไม่เพียงพอสำหรับการผลิตอาวุธภายในประเทศ และความล่าช้าของความช่วยเหลือจากประเทศตะวันตก

'Warroom IAC' หารือร่วมป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับนานาประเทศ เดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

(23 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ/ผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุมหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยบังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศ ณ โรงแรมมัลดีฟส์ บีช รีสอร์ท อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 7 ประเทศ และ 4 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, องค์กรชั้นนำอย่างสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC), องค์การตำรวจสากล (INTERPOL), สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) และหน่วยสืบราชการลับสหรัฐ (Secret Service) ในการร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและวิธีปฏิบัติ เพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในการประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์และมาตรการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กำลังแพร่หลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนอย่างจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชาเป็นระยะทางกว่า 87 กิโลเมตร และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากฝั่งตรงข้ามมีอาคารและคาสิโนที่เชื่อว่าเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากร

ในอดีตที่ผ่านมา มีรายงานการหลอกลวงคนไทยจำนวนมากไปบังคับทำงานผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือเหยื่อกลับประเทศ ขณะที่ข้อมูลจากระบบรับแจ้งความออนไลน์เผยให้เห็นว่า เฉพาะในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเพียงแห่งเดียว มีคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกว่า 5,898 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 412 ล้านบาท โดยการประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต

จเรตำรวจแห่งชาติพร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีรับโทษประเทศต้นทาง หลังตำรวจท่องเที่ยวทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

วันที่ 20-23 กันยายน 2568 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคณะ เดินทางไปราชการต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมกันนี้ได้ทำการผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีใต้ จำนวน 2 ราย กลับไปรับโทษยังสาธารณรัฐเกาหลี 

ผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้จำนวน 2 รายดังกล่าว จากผู้ต้องหาทั้งหมด 19 รายที่ถูกตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 จับกุมและทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนายคิมดูซง กงสุลตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยฝ่ายภูมิภาค 2 กองการต่างประเทศ ร่วมผลักดันผู้ต้องหากลับไปยังสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีที่เกี่ยวข้องมารับตัวไปดำเนินคดีต่อไป โดยผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีอีก 17 คนนั้น ได้ถูกผลักดันส่งตัวกลับไปดำเนินคดียังสาธารณรัฐเกาหลีไปก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 02.00 น. ได้รับการประสานจาก คุณลี ยองกุน กงสุลตำรวจ สถานทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือชายสัญชาติเกาหลี อายุ 31 ปี หลังบิดาในประเทศเกาหลีใต้แจ้งว่า บุตรชายถูกบังคับให้ทำงานและถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมเตรียมถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ไม่ทราบแน่ชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวรับคำสั่งให้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อมูลเบื้องต้น บริเวณซอยชุมชนชายทะเล ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ที่บ้านหลังหนึ่งโดยปลอดภัย

ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. จากการสั่งการขยายผลพบว่ามีกลุ่มชาวเกาหลีและจีนประมาณ 20 คน พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ลักษณะทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกับสถานทูตสาธารณรัฐเกาหลี เข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว พบผู้ต้องสงสัยรวม 8 ราย เป็นชายสัญชาติเกาหลี 6 ราย หญิงสัญชาติเกาหลี 1 ราย และชายชาวจีน 1 ราย ซึ่งให้การรับสารภาพว่าทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนประเทศเกาหลีใต้ จากการตรวจสอบสถานที่ทำงานที่อาคารพาณิชย์ หมู่ 1 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบว่าเป็นสำนักงานปิดทึบ ชั้น 1 และ 2 ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงาน พร้อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ได้แก่ โน้ตบุ๊ก 14 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 15 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมรายงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินการเพิกถอนวีซ่า และนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หมู่เรือลาดตระเวนชายแดน ทัพเรือภาคที่ 1 รับมอบสิ่งของสนับสนุนจากประชาชน

(23 ก.ย. 68) นาวาเอก ธวัชชัย สอนซี รองเสนาธอการทัพเรือภาคที้1/ผู้บังคับหมู่เรือลาดตระเวนชายแดนทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับมอบสิ่งของสนับสนุนจาก นาวาเอก ชัชวาลย์ บัวทอง และครอบครัว พร้อมด้วย ร.ต.อ.ธรรมธร เที่ยงธรรม และครอบครัว โดยได้มอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนม และของใช้จำเป็นต่าง ๆ เพื่อเป็นกำลังใจแก่กำลังพล

สิ่งของที่ได้รับในครั้งนี้จะถูกนำไปสนับสนุนภารกิจของหมู่เรือลาดตระเวนชายแดน ทัพเรือภาคที่ 1 ในการปฏิบัติงานรักษาความมั่นคงในพื้นที่น่านน้ำชายแดน จังหวัดตราด

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงพลังน้ำใจของประชาชนที่มีต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยทางทะเล และช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

พระอาจารย์สิริปัญโญ: แสงธรรมเรืองรองจากผู้ละทิ้งมรดกแสนล้าน “ความสุขที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนเงินในบัญชี แต่วัดจากความสงบภายในใจ”

(23 ก.ย. 68) เมื่อความมั่งคั่งไม่ใช่คำตอบ ในโลกที่ความสำเร็จมักวัดกันด้วยจำนวนเงินในบัญชีธนาคาร ตำแหน่งหน้าที่การงาน และทรัพย์สินที่ครอบครอง มีเรื่องราวหนึ่งที่ทำให้เราต้องหยุดคิดและไตร่ตรองถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต นั่นคือเรื่องราวของพระอาจารย์สิริปัญโญ (Ajahn Siripanyo) ผู้ที่เคยเป็นทายาทของอาณาจักรธุรกิจมหาศาล กลับเลือกที่จะละทิ้งมรดกอันมหาศาลถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.85 แสนล้านบาท) เพื่อบวชเป็นพระในป่าใหญ่ของประเทศไทย

เรื่องราวของท่านไม่ใช่เพียงแค่การตัดสินใจที่น่าตกใจของคนหนึ่ง แต่เป็นการตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของมนุษยชาติในยุคนี้ว่า “ความสุขที่แท้จริงคืออะไร?” และ “เราควรใช้ชีวิตเพื่ออะไร?” คำตอบของท่านผ่านการกระทำที่ชัดเจน น่าเคารพ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก

ชีวิตในวัยเด็ก: รากฐานแห่งปัญญา
พระอาจารย์สิริปัญโญ ชื่อเดิมคือ ทินจักร กริชนัน เกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะการเงินมั่งคั่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านคือลูกชายคนเดียวของนายอนันดา กริชนัน (Ananda Krishnan) เศรษฐีชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬ ที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Forbes ว่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของมาเลเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมารดาของท่านก็คือ หม่อมราชวงศ์สุพินดา จักรพันธุ์ เชื้อสายราชสกุลจักรพันธุ์แห่งประเทศไทย

ครอบครัวกริชนันมีลูกทั้งหมด 3 คน คือลูกสาว 2 คน และลูกชายเพียง 1 คน ซึ่งก็คือพระอาจารย์สิริปัญโญในปัจจุบัน นายอนันดา กริชนันบิดาของพระอาจารย์สิริปัญโญเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในหลายสาขา ทั้งโทรคมนาคม สื่อสารมวลชน และพลังงาน บริษัทของท่านมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของมาเลเซียและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก แม้จะเกิดและเติบโตในความมั่งคั่ง แต่ครอบครัวกริชนันให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก พระอาจารย์สิริปัญโญจึงได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ท่านเดินทางไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแหล่งการศึกษาชั้นนำของโลก ด้วยความฉลาดและความขยันหมั่นเพียร ท่านจึงสามารถเรียนรู้และใช้ภาษาต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว จนสามารถสื่อสารได้ถึง 8 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษามลายู ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษารัสเซีย ภาษาตมิฬ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศส

ความสามารถทางภาษาที่หลากหลายนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดเฉียบแหลมของท่าน แต่ยังเป็นการเตรียมตัวที่ดีเยี่ยมสำหรับการรับช่วงธุรกิจระหว่างประเทศของบิดา เพราะธุรกิจของครอบครัวกริชนันมีการติดต่อค้าขายกับหลายประเทศทั่วโลก

ช่วงเวลาแห่งการค้นหา: จากความสงสัยสู่ความเข้าใจ
ในวัยหนุ่ม พระอาจารย์สิริปัญโญอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคต ตามความคาดหวังของครอบครัวและสังคม ท่านควรจะเข้ามาทำงานในธุรกิจของบิดา เรียนรู้การบริหารจัดการ และเตรียมตัวรับช่วงอาณาจักรธุรกิจมหาศาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสดีๆ ที่อยู่เบื้องหน้า ท่านกลับรู้สึกว่างเปล่าและสงสัยในความหมายของชีวิต คำถามต่างๆ เริ่มผุดขึ้นในใจของท่าน เช่น “ชีวิตมีความหมายอย่างไร?” “การมีเงินทองมากมายจะทำให้มีความสุขได้จริงหรือ?” “จุดหมายปลายทางของชีวิตคืออะไร?”

คำถามเหล่านี้นำพาท่านไปสู่การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาต่างๆ ท่านได้อ่านหนังสือทางศาสนาและปรัชญามากมาย ทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู และพุทธศาสนา จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านได้พบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทำให้ท่านรู้สึกว่านี่คือคำตอบที่ท่านตามหา พระพุทธศาสนาที่ท่านได้เรียนรู้ไม่ใช่แค่ศาสนาที่ให้ความหวัง แต่เป็นศาสนาที่ให้ความรู้ ให้วิธีการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ของมนุษย์ หลักธรรมเรื่องกรรม การเกิดแก่เจ็บตาย ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตนแท้ ทำให้ท่านเข้าใจถึงรากเหง้าของความทุกข์และทางออกจากความทุกข์

การพบหลวงพ่อชาและการตัดสินใจบวช
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของพระอาจารย์สิริปัญโญเกิดขึ้นเมื่อท่านอายุได้ 18 ปี โดยในปี พ.ศ. 2532 ท่านได้เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีและได้พบกับหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง ประเทศไทย หลวงพ่อชาเป็นพระอาจารย์ชื่อดังในสายปฏิบัติป่า ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เมื่อได้พบและฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา ท่านรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งกับความเรียบง่าย ความสงบ และปัญญาที่ลึกซึ้งของท่าน คำสอนของหลวงพ่อชาที่เน้นการปฏิบัติจริง การดูจิตใจของตนเอง และการปล่อยวางจากความยึดติดต่างๆ ทำให้ท่านเห็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาของชีวิต หลังจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ต่อมาพระอาจารย์สิริปัญโญได้ตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโทเป็นพระอุปัชฌาย์ ณ วัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

การละทิ้งมรดกมหาศาล: วันที่โลกต้องตกใจ
การตัดสินใจบวชของพระอาจารย์สิริปัญโญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหมายความว่าท่านจะต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกคิดว่ามีค่าที่สุด นั่นคือมรดกมหาศาลที่มีมูลค่าถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2.85 แสนล้านบาท
มรดกนี้ไม่ใช่แค่เงินสด แต่รวมถึงหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และสิทธิในธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าท่านรับมรดกนี้ ท่านจะกลายเป็นหนึ่งในคนรวยที่สุดของโลกทันที และจะมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคเป็นอย่างมาก

แต่ท่านปฏิเสธโอกาสที่หลายคนอาจจะใฝ่ฝันไปอย่างสิ้นเชิง ท่านปฏิเสธที่จะเข้ามาทำงานในธุรกิจของบิดา ปฏิเสธที่จะเป็นผู้สืบทอดอาณาจักรธุรกิจ และปฏิเสธมรดกทั้งหมด เพื่อเลือกเดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนาตามแนวปฏิบัติสายพระป่าของไทย สิ่งที่น่าเลื่อมใสที่สุดคือ ท่านไม่เคยแสดงอาการเสียใจ ไม่เคยมองย้อนกลับไป และไม่เคยอยากใช้ชีวิตฆราวาสอีกแม้แต่ครั้งเดียว ความแน่วแน่นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าของธรรมะที่ยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์สมบัติใดๆ ในโลก

ชีวิตของพระนักปฏิบัติ: จากพระป่าสู่พระที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้าออกสู่นานาชาติ
หลังจากอุปสมบทแล้ว พระอาจารย์สิริปัญโญได้ใช้ชีวิตในป่าและปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น ท่านศึกษาหลักธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ฝึกสมาธิ เจริญวิปัสสนา และปฏิบัติตามวินัยของพระสงฆ์อย่างเคร่งครัด ด้วยพื้นฐานการศึกษาที่ดีและความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ท่านจึงสามารถเข้าใจหลักธรรมได้อย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ ไม่เพียงแต่ในแง่ของปฏิบัติ แต่ยังรวมถึงแง่ของทฤษฎีและการอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจด้วย

ปัจจุบัน พระอาจารย์สิริปัญโญจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์เต่าดำ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นสาขาหนึ่งของวัดป่านานาชาติ สำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นที่ฝึกหัดของพระและแม่ชีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งท่านยังเคยมารักษาการณ์ในฐานะเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ระยะหนึ่งด้วย การที่ท่านเลือกมาอยู่ในวัดป่านานาชาติแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะแบ่งปันธรรมะกับผู้คนจากทั่วโลก ด้วยความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ท่านจึงสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างพระพุทธศาสนาไทยกับชาวโลก สามารถอธิบายหลักธรรมอันลึกซึ้งให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้

คำสอนและธรรมะที่ลึกซึ้ง: ปัญญาสำหรับยุคปัจจุบัน
คำสอนของพระอาจารย์สิริปัญโญมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ เข้าใจง่าย แต่ลึกซึ้ง ท่านสามารถนำประสบการณ์ชีวิตที่เคยอยู่ในโลกวัตถุมาประกอบการสอนธรรมะได้อย่างน่าสนใจ ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ยกตัวอย่างคำสอนที่เข้าใจง่ายของท่าน อาทิเช่น 

ธรรมะเรื่องกัลยาณมิตร: รากฐานแห่งชีวิตที่ดี
หนึ่งในคำสอนที่โดดเด่นที่สุดของพระอาจารย์สิริปัญโญคือเรื่องกัลยาณมิตร หรือมิตรแท้ ท่านอธิบายว่า “กัลยาณมิตร แปลตรงๆ ภาษาอังกฤษมักจะแปลว่า Beautiful friend กัลยาคือสวยงาม อย่างเราสวด อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง ไพเราะในธรรมะ คือ ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะถึงที่สุด”
“กัลยาณมิตรคือมิตรแท้ มิตรที่ดี มิตรที่สวยงาม สวยงามในด้านธรรมะ สวยงามในด้านคุณงามความดี มันจะช่วยเรา”
ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกเพื่อน โดยอ้างอิงถึงมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา” คือการไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต ท่านอธิบายต่อไปว่า “ผู้ที่อยู่รอบข้างเรา จะมีความสำคัญต่อชีวิตเราอย่างมาก บรรยากาศมันจะซึมเข้าไป”

ท่านให้ตัวอย่างจากประสบการณ์จริงว่า เด็กที่เรียนในบรรยากาศที่มีกัลยาณมิตรเยอะ “จะได้เรียนในบรรยากาศที่เรียกว่าพุทธะ พุทธะคือพยายามสร้างความรู้ในชีวิตของตน เป็นนักสืบ อยากจะรู้ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูง อะไรจริง อะไรไม่จริง”

ชีวิตคือการเดินทาง: ปัญญาแห่งการเลือกเพื่อนร่วมทาง
ท่านมีการเปรียบเทียบชีวิตที่งามและลึกซึ้ง โดยตรัสว่า “ชีวิตเป็นการเดินทาง แล้วเราเดินทางคนเดียวไม่ได้ ลำบาก ไม่รู้จักเส้นทาง ไม่เคยไป ก็ต้องอาศัยคนอื่น ผู้ที่นำ ผู้ที่ช่วยเหลือ ผู้ที่เดินไปด้วยกันเป็นเพื่อน”
“ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี แล้วเราจะเดินถูกทางได้ไหม เราจะถึงปลายทางไหม เพื่อนก็เหมือนกัน” คำเปรียบเทียบนี้เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกเพื่อนและครูบาอาจารย์ในการดำเนินชีวิต ประสบการณ์ของท่านเองที่เคยต้องเลือกระหว่างเส้นทางธุรกิจกับเส้นทางธรรม ทำให้คำสอนนี้มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

สัมมาวาจาในยุคโซเชียลมีเดีย: การรักษาคุณภาพของคำพูด
ด้วยความเป็นผู้ที่เคยใช้ชีวิตในสังคมโลกาภิวัตน์ ท่านมีความเข้าใจและความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการเสื่อมของคุณภาพวาจา ท่านตรัสว่า “ทุกวันนี้ระดับคุณภาพของวาจาจะเริ่มเสื่อมเยอะพอสมควร อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของโซเชียลมีเดีย พระอาจารย์จะอ่านข่าวอะไรนิดหน่อยจากเมืองนอก ดูแล้วลักษณะการเขียน แม้แต่ในหนังสือพิมพ์ดี นักข่าวที่ดี ค่อนข้างจะรุนแรงหน่อย” “แล้วบางทีดูคอมเมนต์ต่างๆ ผู้ที่โพสต์เข้ามาในคลิป ในเฟสบุ๊ก ไม่คิดว่าคนจะว่ากันอย่างนี้ได้ สังคมเราเป็นอย่างนี้แล้ว อาจจะมีคนไม่ชอบ แต่เห็นเป็นเรื่องธรรมดา พอเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว มันจะซึมเข้า จะซึมเข้าในบรรยากาศ” ท่านเสนอแนะทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมว่า “พยายามช่วยกัน รักษาสัมมาวาจา รักษาความสามัคคี แก้ด้วยการพูดการจาที่นิ่มนวล” การเลี้ยงดูเด็กด้วยศีลธรรม: มรดกที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินทอง ในฐานะผู้ที่เคยมีโอกาสได้รับมรดกมหาศาลจากครอบครัว แต่เลือกที่จะสร้างมรดกประเภทอื่นแทน ท่านให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูเด็กอย่างมาก “วันนี้โรงเรียนมีกิจกรรมวันเด็ก เราทุกคนก็เคยเป็นเด็ก เราจะรู้จักว่าใจของเด็กเป็นอย่างไร อนาคตของประเทศของสังคมก็ขึ้นอยู่ที่เด็ก ถ้าเราอยากจะให้อนาคตดี ก็ต้องเลี้ยงเด็กให้ถูกต้อง”

ท่านเน้นย้ำว่า “ต้องย้อนกลับมาดูที่ศีลของตนเอง พ่อแม่ ผู้ปกครอง วิธีที่จะสอนเด็กดีที่สุด คือเป็นผู้ใหญ่ที่ดีด้วยศีลห้า ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่ไม่มีศีลห้า เด็กจะรู้ เขาจะเห็น จะเสียศรัทธา” คำสอนนี้มาจากประสบการณ์ตรงของท่านที่เห็นความสำคัญของตัวอย่างที่ดี มากกว่าการให้ทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งแก่ลูกหลาน

การปฏิบัติสมาธิ: หัวใจของการดำเนินชีวิต
เรื่องการปฏิบัติสมาธิ ท่านสอนอย่างเรียบง่ายแต่แก่นแท้ว่า “ให้จิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่คิดเรื่องอดีต ไม่คิดเรื่องอนาคต ไม่กังวลเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย” ท่านอธิบายธรรมชาติของจิตว่า “ธรรมชาติของจิตก็คือ สะอาด สว่าง สงบ ธรรมชาติของกิเลสก็คือ ร้อน วุ่นวาย ไม่สงบ ไม่สะอาด เพราะฉะนั้นจิตที่มีกิเลสก็จะร้อน วุ่นวาย ถ้าปราศจากกิเลส สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ อาการนิ่ง สงบ สะอาด บริสุทธิ์”

ในยุคปัจจุบัน ผู้คนมักถูกเบียดเบียนด้วยความเร่งรีบ การแข่งขัน และการแสวงหาความมั่งคั่ง ชื่อเสียง หรืออำนาจ หลายคนเริ่มตั้งคำถามต่อศาสนาและความเชื่อของตนเอง “พระพุทธศาสนายังมีคุณค่าอยู่จริงหรือ?” “พระดี ๆ ยังมีอยู่ไหมในโลกยุคนี้?”

พระอาจารย์สิริปัญโญ เป็นหนึ่งในตัวอย่างอันทรงพลังที่ตอบคำถามเหล่านี้ด้วยชีวิตของท่านเอง เรื่องราวชีวิตของท่านแสดงให้เราเห็นว่า แม้โลกจะเต็มไปด้วยความยั่วยวนของเงินทอง เกียรติยศ และความสะดวกสบาย ยังมีพระภิกษุผู้หนึ่งเลือกสละสิ่งเหล่านั้นเพื่ออุทิศชีวิตแก่การปฏิบัติธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

เรื่องราวของพระอาจารย์สิริปัญโญจึงเป็นเหมือน แสงสว่างในโลกยุคปัจจุบัน ที่ยืนยันว่าพระพุทธศาสนายังมีคุณค่าและยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนได้จริง ท่านได้แสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ และเผยแผ่ธรรมะอย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เราเห็นด้วยการลงมือปฏิบัติว่าเราสามารถฟื้นฟูศรัทธา และมีกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรมในชีวิตของเราตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้อย่างชัดเจนได้จริง

แม้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่พระดี ๆ ที่เจริญรอยตามคำสอนและแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลบนเส้นทางแห่งปัญญาและความหลุดพ้นที่ยังมีอยู่อีกมาก และพระอาจารย์สิริปัญโญคือหนึ่งในนั้นที่ใช้ชีวิตเป็นตัวอย่างแห่งความสงบ ความเมตตา และปัญญา ให้ผู้คนได้เห็นและที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นผู้สืบทอดแสงสว่างแห่งศรัทธาและปัญญาในสังคมที่ศรัทธาในความดีดูจะมืดมนลงในปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top