Monday, 8 June 2026
Hard News Team

เพจ ‘สะใภ้ไทยใน Dorf’ เตือนภัย..ระวังมิจฉาชีพในต่างแดน ชี้อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว-อย่ารับฝากของ!! เสี่ยงโดนคดีไม่รู้ตัว

(25 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก “สะใภ้ไทยใน Dorf” เตือนคนไทยที่อยู่ยุโรปให้ระวังมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ ห้ามให้คนที่เพิ่งรู้จักหรือไม่ได้คบหากันมานาน ใช้ข้อมูลส่วนตัว ของที่อยู่ หรือให้ทำธุรกรรมการเงินแทนเด็ดขาด หากถูกขอให้ส่งหรือรับของให้คนอื่น ให้ปฏิเสธทันที เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าสิ่งของนั้นมาจากที่มาใด ถูกกฎหมายหรือไม่ และอาจเป็นของต้องสงสัยที่นำมาซ่อนหรือเก็บรอขาย

โพสต์เน้นย้ำว่าอย่าใจอ่อนกับคนหน้าตาดี พูดจาดี หรือดูเหมือนมีฐานะ เพราะกลลวงมักมาในรูปแบบเป็นมิตร ขอความช่วยเหลือเล็กน้อยแล้วผลักภาระให้เรา การยอมให้ที่อยู่บ้านหรือบัญชีของเราเป็นที่เก็บของคนอื่น แม้ด้วยความเมตตา อาจทำให้เรากลายเป็นผู้ต้องหาทางคดีโดยไม่รู้ตัว และเผชิญค่าปรับหรือความรับผิดทางกฏหมายที่คาดไม่ถึง

เพื่อความปลอดภัย เพจสะใภ้ไทยใน Dorf แนะนำให้ตั้งสติและตั้งคำถามกับการขอความช่วยเหลือทุกครั้ง ตรวจสอบเอกลักษณ์และความน่าเชื่อถือของผู้ขอความช่วยเหลือ อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว-ที่อยู่-บัญชีธนาคารแก่คนที่ไม่แน่ใจ และไม่รับส่งของให้บุคคลที่เราไม่รู้จัก หากมีข้อสงสัยให้ขอหลักฐานการซื้อขาย เลขติดตามพัสดุ และช่องทางติดต่อที่ชัดเจนก่อนทุกครั้ง

หากพบการชวนให้ทำสิ่งน่าสงสัย ให้บันทึกแชต ภาพ และหลักฐานทั้งหมดแล้วแจ้งตำรวจท้องถิ่น หรือสถานทูต/กงสุลไทยในประเทศนั้น ๆ พร้อมแจ้งแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง (เช่น เว็บซื้อขายหรือเพจที่ติดต่อมา) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อโพสต์นี้มีเจตนาเตือนภัย แบ่งปันให้คนไทยในยุโรปทราบโดยทั่วกัน — อย่าเป็นเหยื่อ เดินหน้าระวังและช่วยกันเตือน!

‘พลตรี เบญจพล’ ผบ.กองกำลังบูรพา ลั่น!! พร้อมไล่ชาวกัมพูชา ย้ำเมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง ‘เราพร้อมแน่นอน’

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ลงพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อตรวจเยี่ยมกำลังพลทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยแนวชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงการตรวจโครงการสร้างถนนเพื่อความมั่นคง และ “บังเกอร์กันจอมพลัง” บริเวณแนวสแลนดำ

ระหว่างลงพื้นที่ มีชาวบ้านซึ่งมีที่ดินแต่ถูกกัมพูชายึดพยายามสอบถามแนวทางทวงคืนพื้นที่ พร้อมตะโกนเรียกร้องให้ทหารยึดคืนและสร้างรั้วกั้นพรมแดน โดย พล.ต.เบญจพล ตอบสั้น ๆ ว่า “ได้ครับ สักครู่” ก่อนจะเดินไปตรวจเยี่ยมกำลังพลที่กองร้อย ตชด. 4

ภายหลังการตรวจเยี่ยม พล.ต.เบญจพล ให้สัมภาษณ์ย้ำว่า กำลังพลทุกฝ่ายมีความพร้อมรองรับสถานการณ์ แม้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเกิดความเคลื่อนไหวเมื่อใด แต่ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น โดยยอมรับว่าเข้าใจความรู้สึกชาวบ้านที่อยากให้ทหารเด็ดขาด พร้อมชี้ว่าขณะนี้ไทย–กัมพูชาอยู่ในภาวะ “ต่างฝ่ายต่างคุมเชิง” และขอความร่วมมือสื่อไทยระมัดระวังการนำเสนอ เพราะกัมพูชาติดตามข่าวสารใกล้ชิด

สำหรับประเด็นการผลักดันชุมชนกัมพูชาออกจากพื้นที่ พล.ต.เบญจพล ระบุชัดว่า “เราพร้อม” และย้ำว่าถึงเวลาเมื่อใดจะดำเนินการแน่นอน พร้อมขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่เป็นกำลังสำคัญให้กองทัพ โดยทิ้งท้ายว่า ไม่ว่ากัมพูชาจะออกด้วยเหตุผลใด “สุดท้ายก็ต้องออก” และขอให้ประชาชนสบายใจได้

สภากาชาดไทย จุดพลังการออมเพื่อการให้แก่เยาวชนไทย ผ่านกิจกรรม Charity Kids Club

(25 ก.ย. 68) Donation HUB สภากาชาดไทย ศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย พร้อมด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดกิจกรรม “Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้” ให้แก่นักเรียนระดับชั้นปีที่ 2 – 6 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา โครงการการศึกษานานาชาติ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานโครงการการศึกษานานาชาติ พร้อมด้วยคณะครู ให้การต้อนรับ

นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “กิจกรรม Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้ เป็นอีกหนึ่งเจตนารมณ์ของสภากาชาดไทย ในการปลูกฝังแนวคิดการออมเพื่อการให้แก่เด็กและเยาวชนไทย รวมถึงสร้างรากฐานการมีจิตสาธารณะและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเติบโตไปพร้อมกับหัวใจแห่งการให้ ควบคู่กับทักษะทางด้านวิชาการ พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้พวกเขามีส่วนร่วมในภารกิจการช่วยเหลือของสภากาชาดไทย สำหรับปีนี้ เราได้เริ่มจัดกิจกรรมที่ โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ เป็นแห่งแรก โดยได้รับความสนใจจากทั้งคุณครูและนักเรียนเป็นอย่างดี แผนต่อไปคือการขยายกิจกรรมไปยังโรงเรียนอื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร อาทิ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เพื่อสื่อสารภารกิจและปลูกฝังค่านิยมการออมเพื่อการให้ที่งดงามต่อไป”

กิจกรรม “Charity Kids Club – การออมเพื่อการให้” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 เพื่อปลูกฝัง สร้างจิตสำนึกในการให้ การเสียสละ และการมีจิตสาธารณะ รวมถึงเผยแพร่ให้เยาวชนเกิดการรับรู้ เข้าใจ ในภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย โดยกิจกรรมในปีนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในการจัดทำกระปุกออมสินจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อส่งมอบให้กับนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมสนุกคิด สนุกทำ จุดประกายหัวใจแห่งการให้

บรรยากาศของกิจกรรม Charity Kids Club เต็มไปด้วยความสนุกสนาน โดยนักเรียนได้รับชมแอนิเมชันบอกเล่าถึงภารกิจหลักของสภากาชาดไทย รวมถึงการปลูกฝังวินัยการออม ผ่านตัวการ์ตูน “กล่องบุญ – อิ่มใจ” ตัวแทนจาก Donation HUB สภากาชาดไทย โดยมีช่วงสำคัญ คือการให้นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมกัน “Make mini promise” เขียนคำสัญญาสั้น ๆ เกี่ยวกับการออมเงินเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นลงบนกระปุกออมสิน ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ มุ่งมั่นทำตามสัญญาของตน แต่ยังเป็นสิ่งเตือนใจให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการออมเงิน และเข้าใจว่าการแบ่งปันแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แก่ผู้อื่นได้

เจนกิจ นัดไธสง สวทท.68 รายงาน

ฝากการบ้าน ‘รมว.พลังงาน’ คนใหม่ ดัน 3 นโยบายค้างท่อต่อให้เสร็จเพื่อปากท้องคนไทย

(25 ก.ย. 68) ในโอกาสที่มีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เป็นหนึ่งในโอกาสที่จะสำรวจผลงานที่ค้างคาในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐมนตรีคนเก่า-รัฐมนตรีคนใหม่ โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดย THE STATES TIMES ได้รวบรวม 3 นโยบายค้างท่อของ กระทรวงพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีความสำคัญในการดูแลค่าครองชีพของประชาชนคนไทย 

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ตลอดทั้งอายุรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย มีรัฐมนตรีเพียงคนเดียว คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค โดยได้เริ่มต้นรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 เป็นต้นมา ภายใต้ชุดนโยบาย ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง พลังงานไทย’ จากบันได 5 ขั้น โดยมีงานที่ยังค้างคาอาทิ 

1. การผลักดันกฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟท้อป

กฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟท้อป หรือในชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์’ แม้ทาง ค.ร.ม. ได้อนุมัติในหลักการแล้ว แต่ในกระบวนการยังต้องรอความเห็นของ ค.ร.ม. ชุดใหม่ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด 

โดยหลักการของกฎหมายฉบับนี้คือเปลี่ยนการติดตั้งโซลาร์เซลล์จากระบบขออนุญาตจากหลายหน่วยงานที่ต้องใช้ระยะเวลา 6-8 เดือน เป็นระบบแจ้งเพื่อทราบ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ในทันที

2. กฎหมายปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน 

เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ต้องการจะให้มีการควบคุมราคาน้ำมันให้สมเหตุสมผล ผ่านการควบคุมการค้าน้ำมันที่ประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายในการควบคุมมาก่อน 

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้แต่เดิมเข้าคิวรอการเสนอขอมติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ ก่อนที่จะได้มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาต่อไป ซึ่งจุดนี้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนต่อไปว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่ 

3. ระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือ SPR 

นโยบายนี้มาจากการที่ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ พบว่าประเทศไทยไม่มีการสำรองน้ำมันของรัฐเลย ที่มีอยู่เป็นของเอกชนทั้งหมด ดังนั้นเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) จึงเป็นความจำเป็น 

โดยได้มีการวางวิสัยทัศน์ไว้อย่างชัดเจนว่าการจัดหาน้ำมันในระบบนี้จะมาจากกองทุนน้ำมันฯ เดิม เป็นการเปลี่ยนจากใช้เงินมาดูแลราคาน้ำมัน มาเป็นใช้น้ำมันในการควบคุมราคาน้ำมัน 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กฎหมายและนโยบายที่ ‘พีระพันธุ์’ ได้เริ่มไว้แต่ยังผลักดันไม่สำเร็จได้ตามเป้าหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อการลดค่าครองชีพและสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประชาชนคนไทยทั้งสิ้น ซึ่งคาดหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ จะเข้ามาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป 

‘จูรี นุ่มแก้ว’ ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องการเมือง บอกยังไม่รีบ!! ขอรอให้ฝุ่นหายตลบก่อน ย้ำถ้าลงสมัคร เลือกเขต 2 สงขลาแน่นอน

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) นายจูรี นุ่มแก้ว ดาวติ๊กต็อกขวัญใจคนใต้ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึงกระแสข่าวทางการเมืองที่ถูกพูดถึง โดยย้ำว่าหลายเรื่องยังเป็นเพียงข่าวลือ เติมแต่งกันไปมา พร้อมยืนยันว่า หากตัดสินใจลงสมัครจริง จะเลือกลงในเขต 2 จังหวัดสงขลา

นายจูรีระบุเพิ่มเติมว่า ช่วงนี้ขอรอให้สถานการณ์การเมืองนิ่งก่อน เพราะมองว่าหลายฝ่ายกำลังเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์และความอยู่รอดของตนเอง มากกว่าจะคำนึงถึงชาวบ้าน โดยส่วนตัวไม่ได้กดดันว่าต้องได้เป็นผู้แทน เพราะมีงานสุจริตทำอยู่แล้ว ไม่ได้ดิ้นรนหาตำแหน่งหรืออำนาจ

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวเผยว่าการอยากเป็นผู้แทนยังเป็น “ความฝันวัยเรียน” ที่อยากทำเพื่อชาวบ้าน แต่หากไม่ได้เป็นก็ไม่เดือดร้อน พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมตามโอกาสอยู่แล้ว และยังคงยืนหยัดเดินหน้าทำประโยชน์ต่อไปตามจังหวะเวลา

ด.ต.วัชรนนท์ ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ถูกแท็กซี่ชนกลางสี่แยก ยันไม่ติดใจเอาความเพราะ ‘ภารกิจส่งอวัยวะสำคัญกว่า’ เรื่องคดีความส่วนตัว

จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถแท็กซี่ฝ่าไฟแดงชนรถจักรยานยนต์ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ บริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก ขณะ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผบ.หมู่ งาน 3 กก.6 บก.จร. กำลังปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะจากโรงพยาบาลชลบุรีไปยังโรงพยาบาลศิริราช

ด.ต.วัชรนนท์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินและมีเจ้าหน้าที่อำนวยการจราจรตลอดเส้นทาง แต่รถแท็กซี่ก็พุ่งเข้าชน โชคดีที่ตนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ พร้อมยืนยันว่าไม่ติดใจเอาความ เนื่องจากเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

หลังเหตุการณ์ คนขับแท็กซี่ได้รีบลงมาแสดงความเสียใจและขอโทษ ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงไกล่เกลี่ยกันเรียบร้อย โดย ด.ต.วัชรนนท์ ระบุว่าไม่อยากให้เรื่องบานปลาย แถมยังรู้สึกสงสารคู่กรณี เพราะภารกิจนำส่งอวัยวะสำคัญกว่าการเอาเรื่องคดีความส่วนตัว

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. และหน.คณะทำงานภาพลักษณ์งานจราจร ได้เดินทางตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจถึง กก.6 บก.จร. พร้อมมอบของที่ระลึกและเงินบำรุงขวัญแก่ ด.ต.วัชรนนท์ โดยย้ำชื่นชมความเสียสละของเจ้าหน้าที่จราจรโครงการพระราชดำริ ที่ทำงานเพื่อประชาชนตามพระราชปณิธาน และยืนยันจะพิจารณามาตรการป้องกันเหตุซ้ำในอนาคต

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงเปิดกองทุน 'หทัยทิพย์' พระราชทานเงิน 1 ล้านเป็นทุนตั้งต้น สร้างกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ (24 ก.ย. 68) เวลา 13.58 น. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเปิดโครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

การนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและอาคารสถานที่ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดตั้ง กองทุนหทัยทิพย์ ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีพระดำริให้จัดตั้งขึ้น พร้อมทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุน ด้วยทรงยึดมั่นในพระปณิธานในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยที่ยั่งยืนแก่ประเทศชาติและประชาชนในทุกสถานการณ์ ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันมีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในความปลอดภัยในกำลังพลแนวหน้า และประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดน จึงเห็นควรสนับสนุนการสร้างกำแพงและบังเกอร์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอันดับต้น โดยพิจารณาจากจุดที่มีความเป็นไปได้และมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน โดยจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการโดยเร็วที่สุด

โอกาสนี้ มีพระดำรัสเปิดกองทุนหทัยทิพย์ ความว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาทำพิธีเปิด ”กองทุนหทัยทิพย์" ในวันนี้ การจัดตั้ง "กองทุนหทัยทิพย์" เป็นความตั้งใจของข้าพเจ้า ที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤตความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ อันเกิดจากปัญหาความไม่สงบ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน และอธิปไตยของชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

"กองทุนหทัยทิพย์" จึงถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของข้าพเจ้าที่จะรวมพลังของทุกฝ่ายให้การบรรเทาทุกข์และสร้างความสงบสุขแก่ปวงชนชาวไทย ข้าพเจ้าขอมอบเงินส่วนตัวจำนวน 1,000,000 บาท สมทบ "กองทุนหทัยทิพย์" เพื่อเป็นเงินทุนตั้งต้นในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในกิจกรรม หรือโครงการสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนฯ สร้างความปลอดภัยและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข

ส่วนตัวของข้าพเจ้าจะพยายามแสวงหาเงินมาสมทบทุนกองทุนนี้เพิ่มเติมอีกจำนวน 20 ล้านบาท ในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้กองทุนสามารถเริ่มดำเนินกิจการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าหวังว่า จะได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพวกเราชาวไทยทุกคนช่วยให้ “กองทุนหทัยทิพย์”สามารถดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ต่อไปด้วยความเรียบร้อย สร้างความมั่นคง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะในบริเวณชายแดนสืบไป”

การนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารีพระราชทานเงินเพื่อเป็นทุนตั้งต้นกองทุนในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในกิจกรรมและโครงการสาธารณประโยชน์ ด้านต่าง ๆ ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อให้การสนับสนุนภาครัฐ เอกชน และประชาชนในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอันเกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง ภัยพิบัติต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย

จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสให้คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะกรรมการมูลนิธิจุฬาภรณ์ คณะกรรมการบริหารกองทุนหทัยทิพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระกุศลสมทบทุน 'กองทุนหทัยทิพย์'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมเด็จพระสังฆราช ประทานทรัพย์จำนวน 100,000 บาท สมทบกองทุน และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมทบเงิน 100,000 บาท สมทบกองทุนด้วยเช่นกัน

'กองทุนหทัยทิพย์' ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ จึงถือกำเนิดขึ้นจากพระกรุณาธิคุณและพระปณิธานอันแน่วแน่ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุน ที่ทรงมุ่งหวังสร้างความเจริญมั่นคง และความผาสุกร่มเย็นมาสู่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย แม้ในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤตชายแดน พระองค์ยังทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกายและพระสติปัญญาอย่างเต็มที่ เพื่อทรงแสวงหาแนวทางในการพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม ดังพระประสงค์ในการจัดตั้ง 'กองทุนหทัยทิพย์' ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนภาครัฐ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยาก และความเดือดร้อนของเหล่าทหารที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันชายแดน รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ให้สามารถดำเนินชีวิตและก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยในเร็ววัน

คณะกรรมการบริหารกองทุนหทัยทิพย์ ขอเชิญพี่น้องประชาชนจากทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพลังปกป้องอธิปไตยของชาติ เพื่อการบรรเทาทุกข์และสร้างประโยชน์สุขสู่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน โดยบริจาคเงินสมทบ 'กองทุนหทัยทิพย์' ได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี 'เงินกองทุนหทัยทิพย์' เลขที่ 229-4-29977-7 หรือ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานกองทุนหทัยทิพย์ โทรศัพท์ 0-2553-8618-19 ในวันและเวลาราชการ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568 อย่างสมเกียรติ

เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 68) เวลา 14.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ประจำปีพุทธศักราช 2568 ระดับพันตำรวจเอกขึ้นไป โดยมีข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการจำนวน 409 นาย และข้าราชการตำรวจที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล ระดับผู้กำกับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป จำนวน 38 นาย อาทิ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. พร้อมผู้ช่วย ผบตร. และข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ หอประชุมเตมียเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม

ผบ.ตร. ได้กล่าวสดุดีแก่ผู้เกษียณอายุราชการว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอขอบคุณ ยกย่องและเชิดชูเกียรติ ในการทำงานของเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการตำรวจระดับใดก็ตาม ย่อมถือได้ว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จวบจนกระทั่งครบวาระเกษียณอายุราชการในปี 2568 นี้ คุณงามความดี รูปแบบการทำงานต่างๆ  ตลอดจนความสัมพันธ์และความผูกพันที่ได้ร่วมกันทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ จะถูกเก็บไว้อยู่ในใจเสมอ รวมทั้งจะยึดถือเป็นแบบอย่างในการทำงานให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้กับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ผบ.ตร.และคณะผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. ได้ประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจ,  พิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 และถวายราชสักการะพระบรมรูป รัชกาลที่ 9 จากนั้นคณะผู้บังคับบัญชาได้ร่วมงานเลี้ยงรับรองแก่ผู้เกษียณอายุราชการและคู่สมรส ณ หอประชุมชุณหะวัณ ก่อนปิดท้ายด้วยพิธีเชิญธงพิทักษ์สันติราษฎร์ลงจากยอดเสา และลอดซุ้มกระบี่ ณ ลานฝึกศรียานนท์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อย่างสมเกียรติ 

25 กันยายน พ.ศ. 2515 รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ พิธีเปิด “ค่ายศรีนครินทรา” ที่ตั้งกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 8

วันนี้ เมื่อ 53ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จพระราชดำเนิน พิธีเปิดค่ายศรีนครินทรา  และทรงกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายค่าย "ศรีนครินทรา" อันเป็นที่ตั้งกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 8 (ตชด.42) อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

‘สส.สิงโต’ ลูกชาย ‘เดชอิศม์’ ย้ำไม่ทิ้งประชาธิปัตย์ บอกชีวิตการเมืองเริ่มที่นี่ และจะอยู่ตอบแทนพรรคต่อไป

(24 ก.ย. 68) นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง หรือ “สส.สิงโต” สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นบุตรชายของ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันจะอยู่กับพรรค ปชป. ต่อไป โดยระบุว่าเส้นทางการเมืองของตนเริ่มต้นที่นี่ และจะอยู่ตอบแทนพรรค ไม่ทิ้งกันในช่วงลำบาก พร้อมเชิญชวนช่วยกันฟื้นฟูพรรคของคนใต้บ้านเรา

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายเดชอิศม์ กำลังเจรจากับแกนนำพรรคกล้าธรรม เพื่อเตรียมย้าย สส.สงขลาในกลุ่มของตน 4 คน ได้แก่ ภรรยา บุตรชาย รวมถึง พ.ต.ท.สุรินทร์ ปาลาเร่ และตัวเอง ไปร่วมงานการเมืองกับพรรคใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ล่าสุดบุตรชายออกมาย้ำชัดว่า “ยังไม่ไปไหน” และยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top