Monday, 8 June 2026
Hard News Team

Warroom IAC ปฏิบัติการ 'MONEY CASH BACK' ต่อเนื่อง ล่าสุดตามอายัดบัญชีม้าได้อีกกว่า 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย 2 ราย

(26 ก.ย. 68) เวลา 14.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค. และผู้เกี่ยวข้อง แถลงผลปฏิบัติการของ Warroom IAC แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการตามอายัดบัญชีม้าได้อีกกว่า 1 ล้านบาท นำคืนผู้เสียหาย 2 ราย ตามปฏิบัติการ 'MONEY CASH BACK' ณ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (Warroom IAC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ การปฏิบัติการของ Warroom IAC ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม ถึง 26 กันยายน 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 716 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 429.6 ล้านบาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 328 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 143.4 ล้านบาท สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอน “MONEY CASH BACK” รวมจำนวนเงินกว่า 250 ล้านบาท และล่าสุดได้ปฏิบัติการติดตามอายัดเงินคืนผู้เสียหาย 2 กรณี ดังนี้ 1,009,949 บาท

กรณีที่ 1 : เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ได้มีผู้เสียหายรายหนึ่งพบบัญชีเฟซบุ๊กแฟนเพจชื่อว่า “animal frames” ได้ลงโฆษณาเกี่ยวกับการซื้อขายรูปภาพสัตว์เลี้ยง ผู้เสียหายสนใจจึงได้สมัครแล้วส่งภาพสัตว์ไปให้เพจดังกล่าว ปรากฎว่าได้รับค่าตอบแทนจริง ต่อมาเพจดังกล่าวได้ชักชวนให้ผู้เสียหายทำกิจกรรมโดยโอนเงินเพื่อลงทุน ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและโอนเงินไปทั้งสิ้น จำนวน 418,226 บาท ต่อมา กก.2 บก.สอท.4 ได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับและสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าวได้แล้วบางส่วน และสามารถจับกุม นายรัฐภูมิฯ อายุ 24 ปี หนึ่งในขบวนการ พร้อมทั้งประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายรัฐภูมิฯ ที่ผู้เสียหายได้โอนเข้าเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง เป็นเงิน 140,000 บาท โดยหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายรัฐภูมิฯ ผู้ต้องหา ให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

กรณีที่ 2 : สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ได้มีมิจฉาชีพโทรศัพท์หาผู้เสียหาย แจ้งว่าจะทำการคุ้มครองเงินฝากให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพบอก โดยเริ่มจากการเข้าไปในแอปพลิเคชัน ของธนาคาร เปลี่ยนการตั้งค่าเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นให้ผู้เสียหายสแกนคิวอาร์โค้ดและสแกนใบหน้า โดยมิจฉาชีพ จะคอยบอกและควบคุมผู้เสียหายให้ทำตามทีละขั้นตอน แต่ภายหลังผู้เสียหายรู้สึกเอะใจ จึงเข้าไปตรวจสอบยอดเงินในธนาคาร จึงทราบว่าเงินของตนเองถูกโอนออกไป จำนวน 1,435,250 บาท ชื่อบัญชี นายณัฐวุฒิฯ ต่อมา ว่าที่ พ.ต.อ.วิศรุตม์ จันทร์สุวรรณ ผกก.1 บก.สอท.2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนในสังกัดรวบรวมพยานหลักฐาน โดยพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก นายณัฐวุฒิฯ มาพบและถูกแจ้งข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว จากกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายณัฐวุฒิฯ ไว้ได้จำนวน 994,760 บาท เบื้องต้นเจ้าตัวรับสารภาพว่าได้นำบัญชีไปให้ผู้อื่นใช้งาน โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ จึงขอไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชี ตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย ส่วนผู้ต้องหารายอื่นอยู่ระหว่างการสืบสวนจับกุม

โดยวันนี้ Warroom IAC โดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ/ผบ.ศกค. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท./ที่ปรึกษา ศกค. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินทั้งหมด จำนวน 1,134,760 บาท มอบคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย

‘กัมพูชา’ เรียกร้องนานาชาติ ‘แบนไทย’ อ้างใช้อาวุธต่างแดนรุกราน–ละเมิดสิทธิมนุษยชน

(26 ก.ย. 68) กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกัน 'แบนไทย' ทั้งห้ามขายอาวุธและไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องบินรบ อ้างว่าไทยนำยุทโธปกรณ์ไปใช้รุกรานและละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวกัมพูชา หลังเหตุปะทะชายแดนที่ยืดเยื้อ กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม กระแสเรียกร้องไม่ได้ทำให้ไทยถูกตัดขาดจากตลาดอาวุธ โดยสวีเดนอนุมัติขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนต่อไป ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำ สเปนก็ไฟเขียวส่งมอบเครื่องบินเติมน้ำมันและขนส่งทางทหาร รวมถึงดีลยุทโธปกรณ์อีกหลายรายการเพื่อทดแทนที่สูญเสียจากการปะทะ 5 วัน

พัฒนา เข้ารับตำแหน่ง รมต.สธ. อย่างเป็นทางการ หนุนสร้างความเข้มแข็งระบบสาธารณสุขไทย เพื่อคนไทยมีสุขภาพคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เผยชื่นชมและเชื่อมั่นในศักยภาพบุคลากรสาธารณสุข และพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุขไทยอย่างเต็มที่ ทั้งสุขภาพดิจิทัล เศรษฐกิจสุขภาพ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพแรงงานต่างชาติ ปราบการกระทำผิดกฎหมายด้านสุขภาพ พร้อมดูแลขวัญกำลังใจคนทำงาน

(26 ก.ย. 68) ที่ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง และเข้าห้องทำงาน ชั้น 4 สักการะพระพุทธรูปประจำห้อง ก่อนจะพบกับคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานในกำกับ ที่มาให้การต้อนรับและแสดง ความยินดี โดยนายพัฒนา กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้ทำงานเป็นทีมเดียวกับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความชำนาญอย่างสูง ในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศไทยให้มีความมั่นคงและล้ำหน้าประเทศอื่นๆ โดยจะมุ่งยกระดับระบบสุขภาพใน 3 ประเด็น คือ 1.นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ทั้งการพัฒนาระบบสุขภาพที่รวดเร็ว แม่นยำและเชื่อมโยง ระบบบริหารงานสุขภาพอัจฉริยะ ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ ตั้งแต่ระดับนโยบาย งบประมาณ ไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้าง และระบบดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว เข้าถึงได้แบบเบ็ดเสร็จ รวมทั้งใช้ AI และ IoT ช่วยแบ่งเบาภาระงานบุคลากร เป็นระบบสาธารณสุขที่ “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการ ผ่านเทคโนโลยี”

2.ให้ระบบสาธารณสุขไทย เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้ง Medical & Wellness Hub การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์แม่นยำ และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ระดับสูง และ 3.ดูแลบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. ที่ช่วยขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ โดยการเพิ่มกำลังคนและทีมสนับสนุน ทั้งผู้ช่วยแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่หน้างาน, ปรับระบบค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม ตามภาระงานจริง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกล และปรับโครงสร้างการทำงาน กฎหมาย ข้อปฏิบัติต่างๆ ให้เหมาะกับภาระงานและเป็นปัจจุบัน ใช้เทคโนโลยีลดภาระงาน ให้บุคลากรมีเวลากับผู้รับบริการมากขึ้น

‘ตรีนุช’ เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก เร่งพัฒนาฝีมือแรงงาน-จัดการแรงงานต่างด้าวใน 120 วัน

'ตรีนุช' เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน

(26 ก.ย. 68) เวลา 09.09 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่ชินพรหมมา  เนื่องในโอกาสรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 19 และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยมี นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน  พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ กระทรวงแรงงาน

จากนั้น นางสาวตรีนุช ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความรู้สึก ว่า ในวันนี้รัฐบาลทำงานบนความท้าทาย ดังนั้น จะเร่งขับเคลื่อนในสิ่งที่เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเร่งด่วน ตลอดจนเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานไทย การอัปสกิล รีสกิล ให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน ภายในช่วงเวลา 120 วัน เพื่อขับเคลื่อนให้เต็มความสามารถ รวมถึงสวัสดิการเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตน

หลังจากนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว กระทรวงแรงงานจะนำเสนอแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทันที ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมและศึกษาข้อมูลทั้งหมดไว้แล้ว

‘ลาดักห์’ อินเดียปะทุ!! Gen Z นำการลุกฮือ ‘วันนองเลือด’ สั่นคลอนรัฐบาล ‘โมดี’

(26 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์เรื่องราวของเหตุการณ์ความรุนแรงในแคว้นลาดักห์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการชุมนุมเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองที่เคยเป็นไปอย่างสงบตลอดหกปีที่ผ่านมา ปะทุขึ้นกลายเป็น 'วันนองเลือด' มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สิ่งที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้ต่างไปจากเดิม คือการก้าวเข้ามามีบทบาทนำของ เยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่า Gen Z พวกเขาคือกลุ่มคนอายุไม่เกิน 25 ปี ที่เติบโตมากับการเชื่อมโยงโลกผ่านเทคโนโลยี มีความคาดหวังเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และอนาคตที่มั่นคง แต่กลับเผชิญกับความรู้สึกถูกทอดทิ้งจากรัฐบาลกลาง

Gen Z และความโกรธที่สะสม

ตลอดหกปีที่ผ่านมา ชาวลาดักห์เรียกร้องให้รัฐบาลนเรนทรา โมดี คืนสถานะ 'รัฐ' และสิทธิคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิในการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นและโควตาที่ดิน–การจ้างงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการเจรจาที่ยืดเยื้อและคำมั่นที่ไม่เกิดผลจริง

อัตราการรู้หนังสือของลาดักห์สูงถึง 97% แต่บัณฑิตเกือบ 1 ใน 3 ตกงาน การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจประกอบกับการถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ Gen Z ของลาดักห์ มองว่าการประท้วงเชิงสัญลักษณ์แบบอดอาหารหรือเดินขบวนไม่เพียงพออีกต่อไป

ดังที่นักกิจกรรมชื่อดัง โซนัม วังชุก กล่าวไว้ว่า “นี่คือการระเบิดของเยาวชน คลื่นลูกใหม่ที่ไม่อาจรอได้อีกแล้ว”

รัฐบาลโต้กลับ–แกนนำปฏิเสธ

กระทรวงมหาดไทยอินเดียชี้ว่า การปะทะครั้งนี้เกิดจาก “ฝูงชนที่ถูกยุยง” พร้อมกล่าวโทษวังชุกว่าเป็นผู้ชี้นำให้เกิดความรุนแรง โดยอ้างว่าเขาเปรียบเทียบการประท้วงกับ 'อาหรับสปริง' และ “การลุกฮือ Gen Z ในเนปาล”

แต่เจ้าตัวปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าเขาไม่เคยสนับสนุนความรุนแรง และสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความคับแค้นใจของเยาวชนที่ไม่ได้รับการรับฟัง

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

ลาดักห์คือพื้นที่ชายแดนที่เชื่อมอินเดียกับจีนและปากีสถาน เป็นหัวใจด้านความมั่นคงของภูมิภาค การประท้วงของ Gen Z จึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เรื่องสิทธิท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอินเดียทั้งประเทศ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสูญเสียความไว้วางใจของคนรุ่นใหม่ในลาดักห์ คือความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลโมดี เพราะหากไม่เร่งแก้ไขด้วยการเจรจาอย่างจริงใจ อินเดียอาจต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากภายนอก (จีน–ปากีสถาน) และไฟที่ลุกจากภายในพร้อมกัน

สรุป : การลุกฮือของ Gen Z ในลาดักห์ คือเสียงเรียกร้องที่บอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่พร้อมจะอยู่ในระบบที่ปิดกั้นอนาคตอีกต่อไป เหตุการณ์ 'วันนองเลือด' จึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียชีวิตในท้องถนนเลห์ แต่คือสัญญาณเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลอินเดียไม่อาจมองข้ามได้
 

เชียงใหม่-พิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายน

บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานนำกำลังพลร่วมพิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายน

(26 ก.ย.68) พลตรีธีระ ผดุงสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานนำกำลังพลร่วมพิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายนของทุกปี ณ หน้ากองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ วันธงชาติไทย เป็นวันที่รำลึกถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทาน "ธงไตรรงค์" ให้เป็นธงชาติไทย ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 โดยกำหนดให้วันนี้เป็น "วันพระราชทานธงชาติไทย" เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

“แดงคือเลือด รินไหล ไม่รู้โรย ขาวคือโดย สัตย์ธรรม อันผ่องใส น้ำเงินคือ องค์จอมทัพ จักรีไทย คือหลักชัย รวมชาติ ให้มั่นคง” ด้วยวันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกถึง วันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประกาศให้ธงไตรรงค์เป็นธงประจำชาติไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 โดยธงชาตินั้น ได้เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยขณะนั้น เป็นธงพื้นสีแดงตลอดผืน จนถึงประมาณ พ.ศ.2325ในรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1ได้มีการเพิ่มวงจักรสีขาว เข้ามาตรงกลาง ผืนธง จนถึง พ.ศ. 2352 ได้มีการเพิ่มภาพช้างเผือกเข้ามาภายในวงจักร ตรงกลางผืนธง ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2373ได้เปลี่ยนภาพเอาวงจักรออก คงเหลือภาพช้างเผือก อยู่ตรงกลางผืนธงสีแดง ต่อมาเมื่อ พ.ศ.  2459 ได้ปรับเปลี่ยนภาพช้างเผือก เป็นภาพช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนบนแท่นหันหน้าเข้าหาเสาธง บนพื้นธงสีแดง และต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2560 ได้ปรับเปลี่ยนเป็นธงริ้วแดงขาว 5ริ้ว และ ปรับเป็นธงไตรรงค์จนถึงปัจจุบัน

โดยธงไตรรงค์นั้น คือสิ่งแทนจิตวิญญาณ และศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ อันประกอบด้วย สีแดง คือเลือดเนื้อโลหิตและชีวิต ที่บรรพบุรุษได้พลีสละไว้ในสนามรบ สีขาว คือความบริสุทธิ์แห่งศีลธรรมและศาสนา ดุจแสงที่ค้ำจุนจิตใจและความดีงามของคนไทย สีน้ำเงิน คือสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักชัย และศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ ที่ทรงหล่อเลี้ยง และคุ้มครองแผ่นดินสืบมา ด้วยเหตุนี้ กำลังพลทุกนาย ไม่ใช่เพียงประชาชนทั่วไป แต่คือทหารไทย ผู้สืบทอดเกียรติยศของบรรพชน ผู้มีหน้าที่พิทักษ์รักษาเอกราชของประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นผู้มีหน้าที่ ที่มิใช่เพียงปกป้องแผ่นดิน แต่คือผู้ที่ธำรงไว้ ซึ่งเกียรติแห่งธงไตรรงค์ สัญลักษณ์ ที่ยึดโยงจิตใจ ชาวไทยทั้งชาติ ให้รวมกันเป็นหนึ่ง  

‘ทรัมป์’ เซ็นคำสั่งด่วนซื้อ TikTok ดำเนินธุรกิจต่อในสหรัฐฯ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลล์!! ดัน Oracle-กลุ่มทุนอาบูดาบี ถือหุ้นใหญ่

(26 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร อนุมัติข้อตกลงที่เปิดทางให้ TikTok ยังดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ ต่อไป โดยข้อตกลงนี้ประเมินมูลค่าธุรกิจไว้ที่ 14,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 511,000 ล้านบาท) ตามคำกล่าวของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (James David Vance) ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายความมั่นคงที่บังคับให้ ByteDance บริษัทแม่ในจีน ต้องขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ มิฉะนั้นจะถูกแบนออกจากประเทศ

ตามข้อตกลง จะมีการตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่เพื่อดูแลกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ โดย ByteDance ถือหุ้นไม่ถึง 20% ขณะที่กลุ่มนักลงทุนหลัก ได้แก่ Oracle, Silver Lake และกองทุน MGX จากอาบูดาบี จะถือหุ้นรวมราว 45% ส่วนที่เหลือเป็นของนักลงทุนรายอื่น โดยข้อตกลงนี้ยังต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลจีน

Oracle จะมีบทบาทหลักในการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ พร้อมให้บริการคลาวด์แก่ TikTok สหรัฐฯ โดยมี แลร์รี เอลลิสัน (Larry Ellison) ซีอีโอของ Oracle เข้าร่วมในกลุ่มผู้ถือหุ้นด้วย ทรัมป์ย้ำว่าข้อตกลงนี้ทำให้ TikTok อยู่ในการบริหารของ “นักลงทุนชาวอเมริกัน” และดำเนินงานโดยสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ

แม้ ByteDance จะยังไม่ออกมายืนยันธุรกรรมครั้งนี้ แต่ทรัมป์กล่าวว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้อนุมัติให้เดินหน้าแล้ว โดยคำสั่งของทรัมป์ยังขยายเวลาให้ ByteDance จนถึง 16 ธันวาคม ก่อนที่กฎหมายความมั่นคงจะถูกบังคับใช้ 

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ วิธีแก้เกมจีนแห่เที่ยวเวียดนามเมินไทย แนะใช้ญี่ปุ่นโมเดล เน้นปลอดภัย-พรีเมี่ยม ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนแห่ไปเวียดนามแซงไทย หากเป็นแค่ตัวเลขเชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำของนักท่องเที่ยวจีน อาจจะไม่ต้องกังวลมาก เหตุเป็นเพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กรุ๊ปทัวร์จีน และค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย จึงไม่ใช่นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แนะรัฐบาลใหม่เร่งยกเครื่องเรื่องความปลอดภัยอันดับแรก พร้อมกวาดล้าง สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปลุกความเชื่อมั่นดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเข้าประเทศ หลังคนจีนไม่มั่นใจความปลอดภัยของไทย ระบุหากไม่แก้ไขเรื่องความปลอดภัย แม้จะทำบิ๊กอีเว้นท์อย่างไรนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่กลับมา เสนอทิศทางการพัฒนาแนวทางโมเดลญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด เน้นสะอาด-ปลอดภัย-พรีเมี่ยม-มีระเบียบ

รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้าหากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามเป็นแค่เชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำ ก็อาจจะยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย จากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามในช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเยือนมากกว่าไทยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือประเทศที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น ตัวเลขของเวียดนามเป็นเพียงการรายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่อหัวในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ราคาต่ำเป็นส่วนใหญ่ และอาจจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่งไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก กลุ่มนี้มักจะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูงมากนัก เหตุที่กรุ้ปทัวร์จีนสนใจไปเวียดนาม ก็เพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์นั่นเอง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากมีภาพจำในแง่ลบเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะจากกรณีที่ หวัง ซิง นักแสดงชาวจีน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงให้เดินทางเข้ามายังไทยก่อนจะถูกส่งตัวไปค้ามนุษย์ต่อในเมียนมาและได้รับการช่วยเหลือออกมาในท้ายที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการยกระดับมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย และจัดการปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลบล้างภาพจำที่ไม่ดีและสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวจีน

“ถ้ายังไม่แก้ไขให้คนจีนมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย การทำอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้งต่างๆ ในช่วงปลายปีเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทยนั้น ส่วนตัวมองว่าอาจจะไม่ได้ช่วยมากนัก ตราบใดที่คนจีนยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย อีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ไขเรื่องเงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นในสายตาต่างชาติ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออก” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปมากที่สุดในโลก คือ ญี่ปุ่น แม้จีนจะไม่ได้รับสิทธิเรื่องฟรีวีซ่าจากรัฐบาลญี่ปุ่นก็ตาม หากแต่ญี่ปุ่นมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย อยู่ไม่ไกลจากจีน มีไฟล์ทบินให้เลือกจำนวนมาก และมีระบบการคมนาคมที่สะดวก เดินทางได้ง่าย รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งหมดนี้ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นมากที่สุด ญี่ปุ่นจึงเป็นตลาดพรีเมี่ยมที่นักท่องเที่ยวจีนยินดีจ่าย แม้ค่าครองชีพในญี่ปุ่นจะแพงกว่าไทยหรือเวียดนาม

“ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้พัฒนาตนเองในด้านการท่องเที่ยวยกระดับในแนวทางของโมเดลญี่ปุ่น เป้าหมายของไทยจึงควรเป็นการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และมีความพรีเมี่ยม มาท่องเที่ยวไทยได้ในราคาไม่สูงเท่าญี่ปุ่น แต่ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ดังนั้น ในการแก้เกมในเรื่องนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามมากกว่าไทย คือ การสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และเน้นยกระดับการท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การลงไปแข่งขันในตลาดล่างกับเวียดนามที่มุ่งเน้นจำนวนเชิงปริมาณของนักท่องเที่ยว” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้ตำรวจจราจร ช่วยการทำงานทุกขั้นตอนแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดการอบรมสัมมนา “ปัญหาการปฏิบัติการและการบันทึกข้อมูลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565” โดยมี พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานด้านภาพลักษณ์งานจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม พร้อมพบปะผู้เข้ารับการอบรมและมอบนโยบาย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ณ กองบัญชาการศึกษา 

สำหรับการอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการ “ติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร” ผ่านการถ่ายทอดการใช้โปรแกรมช่วยทำสำนวนพินัย ซึ่งจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และลดความซับซ้อน ตั้งแต่การออกใบสั่ง การติดตามผู้กระทำผิดจราจร เช่น ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่สวมหมวกนิรภัย ตลอดจนความผิดจราจรอื่น ๆ ที่ไม่ชำระค่าปรับ ไปจนถึงการดำเนินการส่งฟ้องต่อศาล ซึ่งปัจจุบันโทษปรับตามใบสั่งจราจร ถือเป็นโทษปรับทางพินัย มีอัตราโทษปรับสุงสุดไม่เกิน 4,000 บาท หากผู้ขับขี่ไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะทำรายงานพร้อมพยานหลักฐานเป็นสำนวนคดีพินัย ส่งไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลให้บังคับโทษตามกฎหมายต่อไป โดยปัจจุบันมีการทำสำนวนคดีใบสั่งจราจรส่งไปยังพนักงานอัยการแล้วทั้งสิ้น จำนวนกว่า 3,000 คดี  

เนื้อหาการอบรมยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เจ้าหน้าที่พบเจอในการปฏิบัติหน้าที่จริง เพื่อนำมาพัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดและถูกต้องตามหลักกฎหมาย โดยกล่าวว่า เจ้าพนักงานจราจรทุกนายต้องยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน การใช้เทคโนโลยีในการทำงานจะช่วยยกระดับมาตรฐาน เพิ่มความมั่นใจ และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมุ่งพัฒนากระบวนการทำงานด้านจราจรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผนวกองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพตำรวจไทย ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน

พล.อ.ศานติ นำทีมไทยร่วมเวทีทหารนานาชาติ คุย ‘สหรัฐฯ–มาเลเซีย’ เน้นแก้ปัญหาชายแดนสันติ

(26 ก.ย. 68) พล.อ. ศานติ ศกุลตนาค หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็นผู้แทน พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมการประชุม ผบ.ทบ. ภาคพื้นอินโด–แปซิฟิก ครั้งที่ 14 การสัมมนาการบริหารกองทัพบก ครั้งที่ 49 และการประชุมนายทหารประทวนอาวุโส ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์จริง” โดยมีผู้แทนจากกองทัพบกกว่า 23 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคง ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ เช่น ภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย พล.อ. โรนัลด์ พี. คลาร์ก ผู้บัญชาการกองกำลังทบ.สหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมเปรียบเปรยว่า “ไปเร็วไปคนเดียว ไปไกลไปด้วยกัน”

ระหว่างการประชุม พล.อ. ศานติ ได้หารือทวิภาคีกับผู้นำทหารสหรัฐฯ หลายระดับ โดยเฉพาะเรื่องการฝึกผสม Cobra Gold และ Hanuman Guardian ที่ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างกองทัพบกไทย–สหรัฐฯ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทางทหาร เช่น ระบบ Stryker การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (CUAS) และระบบบัญชาการรบ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ขยายความร่วมมือเป็นกรอบระยะยาว

นอกจากนี้ พล.อ. ศานติ ยังได้พบหารือกับ ผบ.ทบ.มาเลเซีย โดยมาเลเซียย้ำพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา และได้มอบปีกร่มกิตติมศักดิ์เป็นเกียรติแก่ผู้แทนไทย การประชุมครั้งนี้จบลงด้วยความสำเร็จ โดยกำหนดให้มีการจัดขึ้นทุก 2 ปี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาทางออกต่อปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคร่วมกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top