Monday, 8 June 2026
Hard News Team

'นิติศักดิ์' ยกทีมผู้นำท้องถิ่นพัทลุงหนุน ‘พีระพันธุ์’ ร่วมสร้างพรรคการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

'นิติศักดิ์' นำคณะผู้นำท้องถิ่นพัทลุง ประกาศจุดยืนหนุน 'พีระพันธุ์' เดินหน้าทำงานพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตคนไทย

นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ได้นำตัวแทนคณะผู้นำท้องถิ่นจังหวัดพัทลุง ประกอบด้วย คณะเทศบาล, คณะนายกองค์การบริหารส่วนตำบล จังหวัดพัทลุง และพื้นที่ภาคใต้ เดินทางมายังพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อแสดงจุดยืนอันชัดเจนในการสนับสนุนนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติให้เป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งและมุ่งมั่นทำเพื่อประเทศชาติและคนไทยต่อไป

นายนิติศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้เป็นผู้นำและผู้ประสานพาคณะผู้นำท้องถิ่นจากจังหวัดพัทลุง เข้าพบนายพีระพันธุ์ โดยนอกจากเพื่อเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน มั่นคงแล้ว ยังเป็นการแสดงพลังจากท้องถิ่นที่ต้องการสนับสนุนนายพีระพันธุ์ ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในอนาคตต่อไป ในโอกาสนี้ ตนและคณะยังได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายพีระพันธุ์ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่พัทลุงและภาคใต้ พร้อมทั้งสะท้อนความต้องการของพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดเป็นนโยบายของพรรคที่จะตอบโจทย์ ตรงจุดกับความต้องการของชาวบ้านด้วย

นายนิติศักดิ์ ย้ำด้วยว่า ทุกคนในพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงยึดมั่นอุดมการณ์เดิมอย่างมั่นคงตามคำขวัญของพรรค คือ “สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ที่จะเป็นการต่อสู้ให้กับทุกปัญหาของคนไทย และเป็นที่พึ่งพาของชาวบ้านได้ในทุกเรื่อง ๆ เพื่อมุ่งพัฒนาประเทศไทยและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนให้ดียิ่งขึ้นไป

สมุทรปราการ-นายก อบจ.สมุทรปราการ ส่งเสริมกีฬา!! เปิดสนามกีฬาสร้างใหม่ พร้อมบวงสรวงวางศิลาฤกษ์แท่นฐาน รัชกาลที่ 6 เป็นที่สักการะของชาวสมุทรปราการ  

(19 ก.ย.68) ที่สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ วัดราษฎร์โพธิ์ทอง ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดย นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ประธานที่ปรึกษาสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีบวงสรวง วางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

เพื่อเป็นที่สักการะของประชาชนคนสมุทรปราการ โดยมี พราหมณ์ กล่าวโองการบวงสรวง นำกล่าวถวายเครื่องสักการะ และนำกล่าวขอพร มีนายอัครวัฒน์ อัศวเหม พร้อมด้วย นายวรพร อัศวเหม นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ นายสิทธิไชย เชื้อไทย นายพิษณุวัส คำงาม เลขานุการนายก อบจ. นายสมควร ชูไสว ประธานสภา อบจ. พร้อมด้วย คณะสมาชิกสภา อบจ. ทั้ง 6 อำเภอ 

หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าฝ่าย พนักงานจากกองงาน ต่างๆ อาทิ เช่น สำนักเลขานุการองค์การบริหารส่วนจังหวัด กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ กองคลัง กองช่าง กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กองผังเมือง หน่วยตรวจสอบภายใน กองสาธารณสุข และกองการเจ้าหน้าที่ โดยมี นายไพบูณร์ พินเที่ยง สมาชิกสภา อบจ. นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ นายสมเกียรติ ทองเหลือ เลขานุการ คณะกรรมการสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ ฝ่ายปกครอง และกลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้า เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้

ด้าน นายสุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ประธานที่ปรึกษาสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า สำหรับสนามกีฬา อบจ. สมุทรปราการ ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ หลังจากประกอบพิธีบวงสรวง วางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในวันนี้แล้ว 

ทาง อบจ. ก็จะทำพิธีเปิดใช้สนามเพื่อเป็นสิริมงคล พร้อมเปิดให้เยาวชนรวมถึงประชาชนทั่วไป ที่สนใจในการอออกกำลังกาย ก็สามารถมาใช้สนามได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมทางด้านกีฬาให้รุดหน้าและเจริญก้าวหน้าตลอดยิ่งยิ่งขึ้นไป อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือชุมชนในการใช้เวลาว่างมาใช้สนามกีฬาแห่งนี้ในการออกกำลังกายเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง 

โครงการปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ บริเวณชั้นหนึ่ง สนามกีฬา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ และจัดซื้อครุภัณฑ์ สำหรับใช้ในอาคารสนามกีฬา และลานกิจกรรมสนามกีฬา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ (วัดราษฎร์โพธิ์ทอง) เฟส 1 ได้เสร็จสิ้นแล้ว ยังคงเหลือ เฟสที่ 2 ที่เป็นสนามฟุตบอล ที่ยังไม่เรียบร้อยตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอบปรับพื้นที่ให้เรียบร้อย จากนั้นก็จะปรับปรุงให้ใช้งานได้ แต่ทั้งนี้การเข้าออกของชุมชนก็ต้องอาศัยสถานที่ของสนามกีฬาแห่งนี้ ดังนั้น เราต้องทำให้ประชาชนไม่เดือดร้อนสามารถเข้าออกผ่านสนามได้อย่างปลอดภัย

พิษณุโลก รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบลวดหีบเพลงและสิ่งของบริจาคจาก พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 6 เพื่อสนับสนุนกำลังพลชายแดน

(19 ก.ย.68) เวลา 14.00 น. ณ ห้องโถงกลาง สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลตรี วรเทพ บุญญะ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบลวดหีบเพลง พร้อมอุปกรณ์และสิ่งของบริจาค จากคณะหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 (พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 6)

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการ CSR “ช่วยสร้างรั้วของชาติ” และกิจกรรมพบปะพี่น้อง เพื่อนพ้อง จากคณะหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 (พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 6) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำลวดหีบเพลงและสิ่งของที่ได้รับมอบ ไปสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและปลูกฝังค่านิยมด้านความรักชาติ ความเสียสละ และความหวงแหนในอธิปไตยของประเทศ และประชาชนทั่วไป เพื่อบ่มเพาะจิตสำนึกด้านความมั่นคง และสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลประเทศชาติอย่างยั่งยืน

เชียงใหม่-รองผบ.ตร.ร่วมแถลงผลจับกุมผู้ต้องหา เหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีดฟันได้รับบาดเจ็บ 

กรณีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 มีเหตุวัยรุ่นทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณภายในร้าน “สะดวกซัก 24 ชม.” ถ.เชียงใหม่ – สันกำแพง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย พื้นที่ สภ.แม่ปิง 

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 11.30 น.พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในการแถลงข่าวผลจับกุมผู้ต้องหา 15 คน (รวมผู้ก่อเหตุ) อยู่ระหว่างติดตามจับกุม 1 ราย เหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีด ฟันหญิงวัยรุ่นใน พื้นที่ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ฯ, ผกก.สส. และ ผกก.สภ.พื้นที่ เข้าร่วมแถลงข่าวณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 5 (ศปก.ภ.5) ชั้น 2 อาคารที่ทำการ ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 23.15 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากพนักงานวิทยุ สภ.แม่ปิงว่ามีเหตุวัยรุ่นทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณภายในร้าน “สะดวกซักสกาย - Sky Laundry 24 ชม.” ถ.เชียงใหม่ – สันกำแพง  ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ เมื่อทราบเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพร้อมกับพนักงานสอบสวน จึงได้เดินทาง ไปยังที่เกิดเหตุ สอบถามข้อมูล ทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย เป็นชาย 1 ราย อายุ 17 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณกลางหลัง    (ผู้ให้ข้อมูลอยู่ที่เกิดเหตุ)  เด็กหญิง อายุ 14 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณมือด้านขวาขาด   (กู้ภัยนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาล)  และเด็กชาย อายุ 14 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณมือทั้งสองข้าง(กู้ภัยนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาล) 

จากการสอบถามเบื้องต้นพบว่า เมื่อเวลา 23.00 น. ตนกับพวกจำนวน 9 คน ได้มายืนอยู่บริเวณหน้าร้าน 7 – 11 จากนั้นได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนประมาณ 20 กว่าคน ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดริมถนน แล้วถืออาวุธมีดเข้ามาจะทำร้าย กลุ่ม ของตนจึงได้วิ่งหลบเข้าไปในที่เกิดเหตุ กระทั่งได้มีหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่น ตามมาใช้อาวุธมีดฟันกลุ่มของพวกตนจนบาดเจ็บ เมื่อก่อเหตุแล้ว ผู้ก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ มุ่งหน้าไปทางแยกบวกครกศรีวิไลหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ รวบรวมพยานหลักฐาน และลักษณะรูปพรรณของกลุ่มคนร้ายดังกล่าวข้างต้นเอาไว้  เพื่อดำเนินการติดตามกลุ่มคนร้ายโดยทันทีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้แจ้งให้กับสถานีตำรวจในพื้นที่ข้างเคียงให้ช่วยกันตรวจสอบกลุ่มบุคคลดังกล่าว 

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สารภี จว.เชียงใหม่ ได้ควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัย 4 คน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มวัยรุ่นที่ได้ก่อเหตุดังกล่าว จึงได้แจ้งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง  เพื่อมาทำการตรวจสอบ จนพบข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือ ของกลุ่มผู้ต้องสงสัย พบว่าภายในโทรศัพท์มือถือมีการบันทึกภาพ

การรวมตัวกลุ่มวัยรุ่นจำนวนหลายคัน และได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปทางบริเวณสถานที่เกิดเหตุ โดยผู้ถูกจับได้ยอมรับต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ได้ร่วมไปกับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ลงมือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด จึงได้ควบคุมตัวกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว มาสืบสวนขยายผลหาตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุคนอื่นๆ ต่อไป ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ ได้ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว กลุ่มวัยรุ่นที่ร่วมกันก่อเหตุดังกล่าวมาดำเนินคดีได้ จำนวน 15 นาย และได้ดำเนินการขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการหลบหนี 1 นาย เร่งดำเนินการติดตามจับกุมให้ได้โดยเร็ว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมในการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายต่างทุ่มเทและตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว ด้วยมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความปลอดภัย ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย
 

ตำรวจรับคำร้องขอปลดปัญชีธนาคารทั่วประเทศ 2 วัน กว่า 600 บัญชี ย้ำผู้เสียหายสามารถแจ้งความได้ทุกโรงพัก และสายด่วน 1599 โดยต้องยืนยันข้อมูลตัวตน 5 ข้อ

(19 ก.ย.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประชุมวางแนวทางการบริหารรับแจ้งความเกี่ยวกับการถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว เพื่อเป็นแนวปฏิบัติเหมือนกันทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศูนย์ PCT) เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมกำชับให้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศต้องรับแจ้งความผู้เสียหายทุกราย ซึ่งผู้เสียหายต้องสามารถยืนยันข้อมูลตัวตน 5 ข้อให้ถูกต้อง ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน, หมายเลขโทรศัพท์, หมายเลขบัญชีธนาคาร และชื่อธนาคาร เพื่อป้องกันมิจฉาชีพการแอบอ้างตัวตนเป็นผู้บริสุทธิ์ หากพบว่าเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้แอดมินของแต่ละสถานีตำรวจรวบรวมข้อมูลส่งให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศูนย์ PCT) จากนั้นศูนย์ PCT จะรวบรวมข้อมูลส่งให้ศูนย์ AOC พิสูจน์ทราบเพื่อดำเนินการปลดล็อกโดยเร็ว แต่หากพบว่าเป็นบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริง ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไปนั้น

ผลการปฏิบัติในการรับคำร้องขอปลดบัญชีธนาคารของหน่วยงานต่างๆ ในวันที่ 17-18 กันยายน 2568 พบว่าสถิติขอปลดระงับเพิ่มขึ้น โดยวันที่ 17 กันยายน จำนวน 285 บัญชี ส่วนวันที่ 18 กันยายน จำนวน 333 บัญชี เพิ่มขึ้น 48 บัญชี คิดเป็น 15% แบ่งเป็น

- ผู้ยื่นคำร้องทุกหน่วย จำนวน 430 คน 618 บัญชี ปลดระงับแล้ว 17 บัญชี จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเกี่ยวกับคดี จำนวน 109 คน 128 บัญชี / ยังไม่พบคดี ส่งต่อเพื่อพิจารณา จำนวน 322 คน 473 บัญชี ปลดระงับแล้ว 14 คน 17 บัญชี

- หน่วยงานที่รับคำร้องมากที่สุด ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 113 คน 165 บัญชี รองลงมาคือ สายด่วน 1599 จำนวน 48 คน 81 บัญชี, ตำรวจภูธรภาค 3 จำนวน 45 คน 48 บัญชี ตามลำดับ

- ช่องทางที่รับคำร้องสูงสุดคือ สถานีตำรวจ 327 ราย, ทางโทรศัพท์ 177 ราย และทางสายด่วน 1599 จำนวน 81ราย

- สาเหตุที่ขอปลดระงับ สูงสุดคือเป็นบัญชีส่วนตัว 359 บัญชี, เป็นบัญชีร้านค้า 78 บัญชี, เป็นบัญชีเงินเดือน 74 บัญชี และอื่นๆ 90 บัญชี  

ทั้งนี้ นอกจากประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว สามารถแจ้งเพื่อขอปลดระงับได้ทางสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ยังสามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจทั่วประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้เปิดสายด่วน 1599 ในการช่วยเสริมการปฏิบัติให้กับศูนย์ AOC ในการรับแจ้งความอีกช่องทางหนึ่งด้วย

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง ! นายก ฯ มาเลเซีย เคารพกฎบัตรอาเซียน อย่าแทรกแซงพิพาทไทย-กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผมเห็นข่าวที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน มีการโทรศัพท์ถึงท่านอนุทิน นายกรัฐมนตรีของไทย พร้อมกับการกำกับการ/สั่งการเสร็จสรรพว่าต้องไม่สร้างความตึงเครียด และต้องนำทุกประเด็นขึ้นสู่การเจรจา JBC นั้น   

ผมทราบดีว่านายอันวาร์ในฐานะประธานอาเซียนน่าจะพยายามทำหน้าที่ของท่านในฐานะประธานอาเซียน เพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ท่านควรวางบทบาทตนเองให้เหมาะสมและเคารพหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกันของประเทศสมาชิก ซึ่งกำหนดไว้ใน กฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Charter of the Association of Southeast Asian Nations) ข้อ 2 ( e ) ว่าอาเซียนและรัฐสมาชิกอาเซียนต้องไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ซึ่งเป็นหลักการที่ช่วยสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศสมาชิกและสะท้อนถึงค่านิยมทางวัฒนธรรมของภูมิภาคที่เน้นการเคารพในอธิปไตยและความเป็นอิสระของแต่ละประเทศ เพราะประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ ยกเว้นไทย เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกมาก่อน จึงรู้ซึ้งดีถึงคุณค่าของเอกราชและอิสระที่จะดำเนินกิจการภายในโดยไม่ถูกครอบงำจากชาติอื่น 

ดังนั้น การที่นายอันวาร์โทรมาสั่งการนายกอนุทินของไทยว่าอย่าสร้างความตึงเครียดและเรียกร้องให้นำประเด็นทุกอย่างเข้าสู่การเจรจา JBC ผมเห็นว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยอย่างชัดเจน เพราะการจะสร้างความตึงเครียดหรือไม่นั้นอยู่ที่ยุทธศาสตร์และวิธีการรับมือกับการรุกรานของกัมพูชา ซึ่งเป็นฝ่ายสร้างความตึงเครียดกับไทยก่อนเสมอ เช่น การพยายามรื้อลวดหนามของไทย หรือการใช้มวลชน เด็ก สตรี พระสงฆ์ พยายามรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ซึ่งฝ่ายไทยก็จำเป็นต้องใช้กำลังตอบโต้ตามสัดส่วน หรือแม้แต่การปิดด่านริมชายแดนเพื่อให้กัมพูชาเผชิญกับความอ่อนล้าทางเศรษฐกิจ จะได้ไม่เป็นภัยคุกคามไทยอีกต่อไป 

ถ้าการกระทำเหล่านี้นายอันวาร์ถือเป็นการสร้างความตึงเครียด ก็แสดงว่านายอันวาร์พยายามจะสั่งให้ไทยหยุดการกระทำเหล่านี้งั้นหรือ อีกทั้งยังมีการพูดเชิงสั่งการว่าต้องนำทุกประเด็นเข้าสู่การเจรจา JBC ซึ่งเป็นอำนาจการตัดสินของนายกไทยล้วน ๆ ว่าจะนำประเด็นใดเข้าสู่การเจรจาหรือไม่ แต่นายอันวาร์ถือสิทธิอะไรมาสั่ง อย่างนี้ถือเป็นการแทรกแซงอำนาจการตัดสินใจของผู้นำไทย เป็นการแทรกแซงกิจการภายในอย่างชัดแจ้ง ขัดต่อกฎบัตรอาเซียนข้อ 2 (e ) อย่างชัดเจน

ผมจึงขอเตือนไปยังท่านนายกมาเลเซีย ให้วางตัวให้เหมาะสมตามบทบาทของประธานอาเซียน และ “อย่าล้ำเส้น” ในการก้าวก่ายกิจการภายในของไทย อันเป็นการขัดต่อกฎบัตรอาเซียน ซึ่งจะทำให้การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของท่านมีรอยด่างพร้อยโดยไม่จำเป็น ด้วยความปรารถนาดี” 

‘ดร.เศรษฐพุฒิ’ ผู้ว่าฯ ธปท. เผยความคืบหน้า สามารถปิด ‘บัญชีม้า’ ได้แล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี

(19 ก.ย. 68) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงความคืบหน้าการแก้ปัญหาบัญชีม้าและภัยการเงินดิจิทัล เผยว่า ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปิดบัญชีม้าไปแล้วกว่า 2.8 ล้านบัญชี ส่งผลให้ยอดความเสียหายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า แม้ระบบการเงินดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็มาพร้อมกับภัยการเงินที่รุนแรง ตั้งแต่ปี 2565 มีผู้เสียหายแจ้งความแล้วกว่า 1 ล้านราย มูลค่าความเสียหายเกือบ 9.8 หมื่นล้านบาท โดยเงินกว่า 50% ถูกโอนออกจากบัญชีผู้เสียหายภายในเวลาเพียง 3 นาที ขณะที่เหยื่อใช้เวลาเฉลี่ยถึง 18 ชั่วโมงกว่าจะรู้ตัว

นอกจากนี้ ดร.เศรษฐพุฒิชี้ว่า มาตรการระงับธุรกรรมเพื่อสกัดเส้นทางการเงินตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อผู้สุจริตมากกว่าที่ประเมินไว้ จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และหน่วยงานอื่น ๆ เร่งปรับปรุงกระบวนการ ปลดการระงับธุรกรรมสำหรับผู้สุจริต และพัฒนากลไกใหม่เพื่อลดผลกระทบให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ยั่งยืนและปลอดภัย ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย กรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม และข้อมูลพร้อมแรงจูงใจที่ถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถลดความเสียหายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรม “เด็กยุคใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชน ป้องกันภัยออนไลน์

(19 ก.ย.68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ( ผบก.ปคม.) เป็นประธานเปิด โครงการ “รณรงค์ประชาสัมพันธ์ป้องกันภัยจากสื่อลามกออนไลน์ (No Look No Like No Share : Take Care Yourself)” ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน โดยมี อาจารย์โชติวิทย์ ธรรมสุจิต คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมกว่า 300 คน

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชนเกี่ยวกับภัยอันตรายจากสื่อลามกออนไลน์
ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะสื่ออลามก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม การเรียนรู้ และจิตใจของเยาวชน รวมถึงเสี่ยงต่อการลอกเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นช่องทางนำไปสู่การคุกคามและการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงดำเนินการรณรงค์เชิงป้องกันเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนและสังคม

ภายในกิจกรรมมีการบรรยายและเสวนาเชิงวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “Gen Z Say No เด็กรุ่นใหม่ปฏิเสธ
สื่อลามกออนไลน์” โดยได้รับเกียรติจาก พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ (สารวัตรเติ๊ก)สว.ฝอ.บก.สอท.2/รองโฆษก บก.สอท. และศิลปินเยาวชน “เอแคลร์” ศิลปินวง FELIZZ ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการรับมือกับภัยออนไลน์ เพื่อให้เยาวชนมีความรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ และปฏิเสธสื่อที่ไม่เหมาะสมได้

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์หลายรูปแบบ อาทิ การประกวดคลิปวิดีโอและภาพถ่าย ในหัวข้อ 
“No Look No Like No Share : Take Care Yourself เด็กรุ่นใหม่ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่อลามกออนไลน์” รวมถึง กิจกรรมปฏิญาณตนดิจิทัล (Digital Pledge) ให้นักเรียนร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับ
สื่อลามกออนไลน์ พร้อมทั้งการแสดงดนตรีจากวง NOT MINOR และกิจกรรมนันทนาการอื่น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม

พล.ต.ต.ทรงกลด กล่าวว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในแนวทางป้องกันเชิงรุก ที่ไม่เพียงแต่สร้างความรู้เท่าทันสื่อ แต่ยังปลูกฝังให้เยาวชนรู้จักรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นพลังสำคัญในการรณรงค์ ไม่ดู ไม่สนใจ ไม่ไลก์ ไม่แชร์ สื่ออามกออนไลน์” ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าสานต่อกิจกรรมลักษณะดังกล่าวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้การรณรงค์เข้าถึงเยาวชนอย่างกว้างขวาง และช่วยลดความเสี่ยงจากภัยสื่อออนไลน์ในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

‘อันวาร์’ เผยยกหูหา ‘อนุทิน’ หลังรับตำแหน่งนายกฯ เชิญเยือนมาเลเซีย หารือปมชายแดนไทย–กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เพื่อเชิญเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยระบุว่าการเยือนจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อันวาร์กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กำลังตึงเครียด พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพ ไม่ให้ความแตกต่างนำไปสู่ความขัดแย้ง และเสนอให้ทุกประเด็นถูกนำเข้าสู่การเจรจาในกรอบคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในวันเดียวกัน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้โทรศัพท์พูดคุยกับอันวาร์เช่นกัน เพื่อขอให้อาเซียนเข้ามามีบทบาทลดความตึงเครียด หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับพลเรือนกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

ทั้งนี้ ฮุน มาเนตเน้นย้ำว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการใช้กลไกอาเซียนเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย และรอการแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

‘คุณหญิงกัลยา’ ยื่นลาออกจาก ปชป. อย่างเป็นทางการ จับมือ ‘เอ้ สุชัชวีร์’ เดินหน้าปั้น ‘พรรคไทยก้าวใหม่’

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’กราบลาพระแม่ธรณี จับมือ ‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ปั้นพรรคก้าวใหม่ ชูการศึกษาพัฒนาชาติ เตรียมเปิดตัวเร็วๆ นี้ มั่นใจทันสู้ศึกเลือกตั้ง 4 เดือน 

เมื่อเวลา 10.00 น. (19 ก.ย.68) ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางเข้าสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่พรรคประชาธิปัตย์ หลังยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (19 ก.ย.)

จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลการลาออก คือ เพื่อไปตามหาความฝันที่พรรคประชาธิปัตย์เคยมอบให้ในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเรื่องน้ำเพื่อเกษตรกรที่ยั่งยืนเพราะเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้จะนำพาประเทศได้ซึ่งเป็นเรื่องที่สานต่อจากพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อถามว่าทำไมถึงทำความฝันนี้ต่อที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า เวลาของตนน้อยลงแล้ว อยู่ได้อีกไม่กี่ปี รู้สึกตัวเองไม่ค่อยมีประโยชน์ จึงต้องทำตัวให้มีประโยชน์ อย่างไรก็ตามตนรักและเคารพพรรคประชาธิปัตย์ มาตลอด 25 ปี ไม่เสื่อมคลาย ทั้งนี้ตนได้เข้าไปลานายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคแล้ว ซึ่งนายชวนอวยพรให้ประสบความสำเร็จ

“กราบขอบพระคุณท่านชวน ท่านบัญญัติท่านจุรินทร์ ท่านอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคที่เราอยู่ด้วย รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้โอกาสและสนับสนุนส่งเสริมให้ได้ทำสิ่งที่มีความเชื่อมาโดยตลอดและเป็นสิ่งที่ดีงามแก่ประเทศชาติ แม้ตอนนี้ถดถอยลงไปมากแล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่น่าจะใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการศึกษาและเรื่องน้ำ มาแก้ วิกฤตของประเทศชาติ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

เมื่อถามว่าจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ควรปรับปรุงในขณะนี้คืออะไร คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า พรรคคงต้องคิดอะไรใหม่ๆ และคนรุ่นใหม่มาทำให้ก้าวหน้าทันสมัย เพราะทุกๆพรรคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราก็ผ่านความยากลำบาก ดีและไม่ดีเป็นฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล มานานก็เป็นประสบการณ์เยอะถ้าคนรุ่นใหม่เข้ามา ซึ่งตนยังสนับสนุนการทำงานเพื่อประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา โดยตั้งใจไว้ว่าชีวิตที่เหลือจะทำเพื่อประเทศชาติและเยาวชนของชาติ

เมื่อถามถึงการไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ยอมรับว่าคุยมาสักพักหนึ่งแล้ว และสนับสนุนด้านนี้เพื่อให้นำพาประเทศพ้นวิกฤตและเป็นหนทางที่ตนเชื่อตลอดเวลา เพราะตนเกิดบ้านนอก หากไม่มีศึกษา ไม่มีความรู้มายืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้ และที่ผ่านมาขณะที่ตนอยู่กระทรวงศึกษาทำเรื่องน้ำและเรื่องการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ ขณะนี้น้ำลงสู่ชุมชนแล้ว

เมื่อถามย้ำว่าจะไปอยู่พรรคเดียวกับนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ที่พรรคไทยก้าวใหม่ หรือไม่ คุณหญิงกัลยา ยอมรับว่าคุยกันพักใหญ่แล้วและรู้สึกว่าพรรคของนายสุชัชวีร์เป็นหลักเป็นฐานขึ้นแล้ว ซึ่งจะมีการเปิดตัวพรรคในเร็วๆ นี้ โดยที่ทำการพรรคอยู่ย่านรัชดาภิเษก ส่วนจะทันการเลือกตั้งในการเลือกตั้งอีก 4 เดือนข้างหน้าหรือไม่ต้องถามนายสุชัชวีร์ แต่ตนเห็นความคืบหน้าและเชื่อว่าจะทัน ส่วนบุคคลที่จะเข้ามาร่วมกันทำงานในพรรคนั้นต้องให้นายสุชัชวีร์บอกอีกครั้ง เพราะต้องการรวบรวมคนในประเทศทุกๆ กลุ่มที่เห็นความสำคัญกับการศึกษามาร่วมแรงร่วมใจพาประเทศชาติพ้นวิกฤต

เมื่อถามว่า พรรคใหม่จะมีอะไรไปสู้ พรรคอื่นๆ คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า รายละเอียดขอให้หัวหน้าพรรคและเจ้าของพรรค เป็นคนอธิบายดีกว่า เชื่อว่าคงมีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติเพราะทุกอย่างถดถอยหมดและเป็นห่วงลูกหลาน 

“ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสำคัญและขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมพาประเทศชาติพ้นวิกฤต ซึ่งถึงเวลาแล้วที่จะมาร่วมกันเราไม่อยากทำสิ่งที่เราคิดว่าไม่ควรทำ เราอยากนับหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมือง ถ้าไม่มีใครที่กล้าจะชูธงว่าจะเราจะทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อคนไทยเพื่อประเทศไทยให้ทันสมัย และสู้ประเทศอื่นได้ด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” คุณหญิงกัลยา กล่าว

เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ที่การเมืองยุคนี้สู้กันด้วยทุน แต่พรรคใหม่ที่จะตั้งเน้นเรื่องการศึกษา คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นความสำคัญ เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะทำร่วมกัน ไม่อยากทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าไม่ควรทำ ถ้าไม่เริ่มตอนนี้จะไม่นับหนึ่ง ประเทศและการเมืองไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีใครกล้าชูธงว่าต้องทำเพื่อบ้านเมืองเพื่อคนไทย ประเทศไทยให้ทันสมัย เพื่อสู้ประเทศอื่นได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คุณหญิงกัลยาให้สัมภาษณ์แล้วเสร็จ ได้นำหนังสือ “เธอคือกัลยา” มาฝากให้สื่อมวลชนด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top