Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

จังหวัดสงขลา ต้อนรับคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา เดินหน้าผลักดันการค้าชายแดน–ท่องเที่ยว สร้างเศรษฐกิจสงขลาเข้มแข็ง

(18 ก.ย. 68) ดร.โชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ให้การต้อนรับคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดย นายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ในโอกาสลงพื้นที่ศึกษาดูงานปัญหาการค้าชายแดนในมิติต่างประเทศ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนในมิติต่างๆ อาทิ ความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแรงงาน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ณ ห้องประชุม Conference ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา

นายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา คนที่สอง เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นพบปะผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคด้านการค้า การส่งออกและนำเข้า โดยเฉพาะที่ด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ ที่เคยเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ปัจจุบันลดอันดับลง จึงต้องการผลักดันให้กลับมาเป็นอันดับหนึ่งอีกครั้ง โดยเฉพาะที่ด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันให้กลับมาเป็นด่านเศรษฐกิจสำคัญอีกครั้ง พร้อมทั้งหารือเรื่องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อจำนวนนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามากว่า 1 ล้านคนต่อปี

ด้าน ดร.โชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จังหวัดได้เร่งรัดการพัฒนาด่านสะเดาแห่งใหม่ร่วมกับรัฐบาลมาเลเซีย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมของบประมาณกว่า 1,100 ล้านบาทเพื่อเสริมระบบป้องกันและยกระดับการบริหารจัดการชายแดน ขณะเดียวกัน จังหวัดสงขลามีนักท่องเที่ยวกว่า 6 ล้านคนต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซีย จึงเตรียมกระจายตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ อาศัยจุดแข็งด้านการมีสถานกงสุลใหญ่หลายประเทศตั้งอยู่ในพื้นที่

นอกจากนี้ จังหวัดยังได้กำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ สะเดา และเมืองสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้า การบริการ และการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่เกษตร อาทิ อำเภอรัตภูมิ บางกล่ำ และนาหม่อม และการผลักดันเมืองเก่าสงขลาเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2570 รวมถึงเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุและการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกกลุ่ม

ในด้านความมั่นคง จังหวัดสงขลาแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ชายแดนที่เชื่อมโยงจังหวัดชายแดนใต้ (อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) พื้นที่เศรษฐกิจหลัก และพื้นที่อื่น ๆ รวม 16 อำเภอ โดยใช้เครือข่ายกรรมการหมู่บ้านกว่า 10,000 คนดูแลความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกัน ยังเตรียมต้อนรับเอกอัครราชทูตกว่า 22 ประเทศที่จะลงพื้นที่เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

สำหรับด้านทรัพยากรธรรมชาติ จังหวัดสงขลามีภูมิประเทศและทรัพยากรโดดเด่น ทั้งภูเขา น้ำตก ทะเลสาบสงขลา และชายฝั่งทะเลยาวต่อเนื่อง นับเป็นจุดแข็งทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงภูมิภาคและระดับนานาชาติ ซึ่งจังหวัดจึงวางแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรภายใต้กฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจในการพัฒนาและยกระดับจังหวัดสงขลาสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

คนภูเก็ตไม่พอใจ!! ค้านแผนจัดงานปีใหม่ชาวอิสราเอล ฉลองปาร์ตี้ริมหาดป่าตอง–ราไวย์ หวั่นนำความขัดแย้งเข้ามา

(18 ก.ย. 68) กระแสต่อต้านการจัดงานปีใหม่ของชาวอิสราเอลในภูเก็ตกำลังร้อนแรง หลังมีแผนจัดงานฉลองริมหาดป่าตองและหาดราไวย์ วันที่ 22–23 กันยายน 2568 พร้อมขบวนแห่และพิธีทางศาสนา รวมถึงพิธี Taslich ช่วง 1–13 ตุลาคม ทำให้เกิดความกังวลว่าจะนำความขัดแย้งระดับโลกเข้ามาสู่เมืองท่องเที่ยวไทยและกระทบภาพลักษณ์ภูเก็ต

เพจ Thailand Stand with Palestine – ไทยเคียงข้างปาเลสไตน์ ออกมาแสดงความกังวลว่า การปล่อยให้จัดงานดังกล่าวอาจสะท้อนการขยายธุรกิจและอิทธิพลของกลุ่มทุนอิสราเอลในภูเก็ต ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และบริษัททัวร์ ซึ่งเปรียบเสมือน “การยึดครองคืบคลาน” 

โพสต์ดังกล่าวสร้างกระแสในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว มียอดกดไลก์หลายพันครั้ง รวมถึงมีการแชร์และคอมเมนต์จำนวนมาก ที่แสดงความไม่พอใจต่อการจัดงานและกังวลว่าภูเก็ตอาจกลายเป็นเวทีการเมืองโลกโดยไม่รู้ตัว หลายคอมเมนต์เตือนว่าอย่าให้ภูเก็ตกลายเป็น “กาซา 2”

โดย ณ ขณะนี้แรงกดดันมุ่งไปยังหน่วยงานท้องถิ่นทั้ง อบจ.ภูเก็ต เทศบาลเมืองป่าตอง และจังหวัดภูเก็ต ว่าจะรับมือกับเสียงคัดค้านอย่างไร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชุมชนมุสลิมหนาแน่น 25–35% ของประชากร ซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งหากมองว่าการจัดงานเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองหรือกระทบวิถีชีวิตท้องถิ่น

ศาลฎีกา สั่งจำคุก 2 ปี ‘บอส ฉัตรมงคล' ผู้ต้องหาคดี ม.112 ไม่รอลงอาญา

ศาลฎีกาพิพากษาคดี ม.112 ของ 'บอส' ฉัตรมงคล รปภ. วัย 31 ปี ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้การเป็นประโยชน์ ลดเหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ผลของคำพิพากษา ทำให้บอส ฉัตรมงคล ต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงรายทันที คดีนี้เขาถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ศรีสุริโยไท” เมื่อปี 2564 ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานโจทก์รับฟังได้

(18 ก.ย. 68) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน ศาลจังหวัดเชียงรายนัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดี ม.112 ของ 'บอส' ฉัตรมงคล วัลลีย์ รปภ. จากปทุมธานี วัย 31 ปี กรณีถูกกล่าวหาว่าคอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก 'ศรีสุริโยไท' เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี

ศาลฎีกาเห็นว่าให้การเป็นประโยชน์ แก้จากลดโทษหนึ่งในสี่ตามชั้นอุทธรณ์ เป็นลดโทษหนึ่งในสาม เหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ศูนย์ทนายฯ ระบุ ผลของคำพิพากษา ทำให้บอส ฉัตรมงคล ต้องถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงรายทันที

บอส ฉัตรมงคลเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริษัทเอกชนถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 (3) เหตุจากถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คอมเมนต์ข้อความในโพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก 'ศรีสุริโยไท' เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอรับฟัง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กลับลงโทษจำคุก 27 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานโจทก์รับฟังได้

คดีนี้มีนัธทวัฒน์ ชลภักดี แอดมินเพจเฟซบุ๊กศรีสุริโยไท เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.เมืองเชียงราย และบอส ฉัตรมงคลต้องเดินทางไปต่อสู้คดีที่จังหวัดเชียงรายมาตั้งแต่ปลายปี 2564 ถึงปัจจุบันเกือบ 4 ปี แล้ว

รพ.ค่ายสุรศักดิ์มนตรี เข้ารับรางวัล CQI ระดับกองทัพบก ประจำปีงบประมาณ 2568

(18 ก.ย. 68) พ.อ. วรินทร ทานาค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี ได้เข้ารับใบประกาศเกียรติคุณ จากผลงาน “การพัฒนาระบบ Surasak Healthcare เพื่อการบริหารสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบงานด้านการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และครอบคลุมยิ่งขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการด้านสุขภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการแก่กำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่

พิธีมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้น โดยกองทัพบก ผ่านกองกำลังพลทหารบก (กพ.ทบ.) ในกิจกรรมการประกวดผลงานการพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง (CQI) ระดับกองทัพบก ประจำปีงบประมาณ 2568 ประเภทผลงานองค์ความรู้จากการพัฒนาคุณภาพระบบงานของหน่วยสายแพทย์ ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ณ ห้องประชุมใหญ่ กพ.ทบ.

การได้รับรางวัลครั้งนี้นับเป็นความภาคภูมิใจ และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์และบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของกองทัพบก และตอบสนองต่อความต้องการด้านสุขภาพของกำลังพล ครอบครัว และประชาชนโดยรอบ อย่างมีคุณภาพ

นิราช ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

‘เกาหลีเหนือ’ ส่งข้อความยินดีถึง ‘อนุทิน’ นายกฯ ป้ายแดง พร้อมอวยพรขอให้ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) สำนักข่าว KCNA รายงานว่า ปาร์ค แท ซอง (Pak Thae Song) นายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ส่งสารแสดงความยินดีถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในโอกาสที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา 

ในข้อความดังกล่าว นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือแสดงความมั่นใจว่าความสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมอวยพรให้นายกรัฐมนตรีไทยประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศ และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชน

ผบ.นบ.ยส.24 โชว์ผลงานการปฏิบัติงานรอบ 1 ปี ยึดยาบ้า 150 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 8,516 กิโลกรัม เฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัม และอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย.68) เวลา 1100 น. ที่โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม อำเภอเมืองนครพนม​ จังหวัดนครพนม พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) เป็นประธาน การประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568  (ทบทวนหลังปฏิบัติงาน ตุลาคม 2567 – กันยายน 2568) และการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนการปฏิบัติการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ระดับจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2569 ห้วงวันที่ 16 - 17 กันยายน 2568 โดยมีหน่วยงาน ส่วนราชการในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดน จำนวน 95 หน่วย ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยบัญชาการ สกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดน​ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าร่วมประชุม เพื่อระดมความคิดวิเคราะห์ ทบทวนสถานการณ์ในแต่ละมาตรการ, ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา, ปัญหาอุปสรรค ในการดำเนินงานในพื้นที่ และกำหนดประเด็นการพัฒนา ตามบริบทในพื้นที่ 

เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค ในการปฏิบัติงานร่วมกัน และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกิดการบูรณาการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน มุ่งสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากสังคมไทยอย่างยั่งยืน โดยในวันนี้ มทภ.2/ ผบ.นบ.ยส.24 กรุณารับฟังการบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานและผลการทบทวนหลังการปฏิบัติในภาพรวมของหน่วย ประจำปีงบประมาณ 2568 จาก รองผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ นบ.ยส.24 และกรุณามอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น จำนวน 10 หน่วย และมอบรางวัลให้แก่หน่วยที่มีผลการตรวจยึดและจับกุมดีเด่น จำนวน 40 หน่วย พร้อมทั้งกล่าวปิดการประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานและทบทวนหลังการปฏิบัติ ประจำปีงบประมาณ 2568 

สถานการณ์ด้านยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลได้ออกประกาศเรื่องกำหนดพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและผู้รับผิดชอบเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ปีงบประมาณ 2568 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่อำเภอชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25 อำเภอ และมอบให้กองทัพภาคที่ 2 จัดตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ นบ.ยส.24 ขึ้นโดยมี แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ผบ.นบ.ยส.24) ภารกิจในวางแผน บูรณาการ อำนวยการ ประสานงาน ในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า-ส่งออก ยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์, ปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติด, บำบัดผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด, จัดตั้งหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งเอาชนะยาเสพติด, ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้านอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดนของจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และ อุบลราชธานี เพื่อให้พื้นที่รับผิดชอบปลอดจากการลักลอบนำเข้ายาเสพติด ไม่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด ปัญหายาเสพติดด้านอื่นๆ ได้รับการแก้ไข ประชาชนเกิดความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินได้อย่างยั่งยืนและได้ยึดถือกรอบแนวทางการปฏิบัติของ ป.ป.ส. ใน 6 มาตรการหลัก คือ มาตรการสกัดกั้น, มาตรการปราบปราม, มาตรการป้องกัน, มาตรการบำบัด, มาตรการบูรณาการ และมาตรการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ในทุกมาตรการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ตามแนวชายแดน เป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกับกองกำลังป้องกันชายแดนในการซีลแนวชายแดน ประกอบด้วย กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี กองกำลังสุรนารี และพื้นที่ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนใน 7 จังหวัด 25  อำเภอ มีหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) เป็นหน่วยรับผิดชอบ ในเขตพื้นที่ตอนในดำเนินการ โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัด (กอ.รมน.จังหวัด) ทั้ง 20 จังหวัดบูรณาการกับส่วนราชการในจังหวัด ร่วมกันดำเนินการ 

ผลจากการดำเนินงานด้านยาเสพติดตั้งแต่ โดยสรุปสถิติและการปฏิบัติที่สำคัญแต่ละมาตรการตั้งแต่ (ตั้งแต่ 1 ต.ค 67 –  31 ส.ค. 68) ในพื้นที่รับผิดชอบของ นบ.ยส.24 สามารถจับกุม จำนวน 1,084 ครั้ง, ผู้ต้องหา 1,453 ราย ของกลาง ยาบ้าหนึ่งร้อยห้าสิบล้านเม็ดเศษ (150,594,083 เม็ด),ไอซ์ 8,516 กิโลกรัมเฮโรอีน 151 กก.,เคตามีน 796 กิโลกรัมและอื่นๆ รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้นมากถึง หนึ่งหมื่นล้านบาทเศษ (10,712,934,283 บาท)

การตรวจยึดจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ การตรวจยึดยาบ้าหลักล้านเม็ดขึ้นไป จำนวน 47 ครั้ง ยาบ้าหลักแสนเม็ดขึ้นไป จำนวน 110 ครั้ง โดยตรวจยึดได้มากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครพนม (32,694,472 เม็ด) รองลงมา คือ จังหวัดหนองคาย (30,043,699 เม็ด) และ จังหวัดมุกดาหาร (29,757,591 เม็ด)การตรวจยึด และไอซ์ หลัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป จำนวน 24 ครั้ง โดยพื้นที่ที่มีการตรวจยึดจับกุม มากที่สุด คือ จังหวัดเลย (3,032 กก.) และรองลงมา คือ จังหวัดนครพนม (2,736 กก.)

สอน. ลุยต่อเฟส 4 อุตฯ อ้อยและน้ำตาลสีเขียว เดินหน้าลดคาร์บอน - ลดฝุ่น หนุนไทยสู่ Net Zero

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ลงพื้นที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
วางแนวทางลดเผาอ้อย สอดรับนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 และตอบโจทย์เทรนด์
การค้าโลก ที่ได้นำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทในการกีดกันทางการค้า

เมื่อวันที่ (16 ก.ย. 68) นายประสิทธิ์ วงษาเทียม รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด MIND “อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเติบโต กระจายรายได้ เคียงคู่ชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่ดี” สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายจึงได้ดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้สาธารณชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องถึงการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมของระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายมาอย่างต่อเนื่อง และยังก่อให้เกิดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และการปรับตัวเพื่อประกอบธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเติบโตอย่างมั่งคั่ง ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของเกษตรกรและโรงงานน้ำตาลทำให้ในฤดูการผลิตปี 2567/68 ที่ผ่านมา 
มีอ้อยสดเข้าหีบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 85.14% มีอ้อยเผาต่ำสุดที่ 14.86% ในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ประชาชนได้ขอบคุณที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้เข้ามามีส่วนร่วมในดูแลสิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนี้ การโอนเงินช่วยเหลือชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด 100% สำเร็จแล้วกว่า 93% ส่วนอีก 7% ที่ยังไม่ได้รับเงิน สอน. ได้เร่งดำเนินการเพื่อให้สามารถรับเงินผ่านแอป “ทางรัฐ” โดยเร็วต่อไป

นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางที่จะให้ตัวเลขการเผาอ้อยลดลง อาทิเช่น สร้างมูลค่าเพิ่มใบและยอดอ้อย การเพิ่มมูลค่าใบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ สนับสนุนการรวมกลุ่มชาวไร่อ้อย
เพื่อจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในไร่อ้อยเพิ่มขึ้น รวมถึงสินเชื่อสีเขียวเพื่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย สำหรับจัดการแหล่งน้ำ ซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย และแก้ไขปัญหา PM 2.5 ครม. เห็นชอบให้ดำเนินการโครงการต่อ เป็นเฟสที่ 4 ปี 2568 - 2570 กรอบวงเงินปีละ 2,000 ล้านบาท 
รวม 3 ปี เป็นเงิน 6,000 ล้านบาท รัฐชดเชยดอกเบี้ยกับ ธ.ก.ส. และชาวไร่อ้อยจ่ายดอกเบี้ย 2% เท่าเดิม 

“ผมหวังว่าแนวทาง/มาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยต่าง ๆ  จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร
และโรงงานน้ำตาลร่วมมือกับภาครัฐ ในการลดเผาอ้อย ลด PM 2.5 และมีตัวเลขการเผาอ้อยในฤดูการผลิต
ที่จะถึงนี้ต่ำกว่าเดิม สอดรับกับเป้าหมายของรัฐบาลที่จะมุ่งให้ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ 
(Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608” นายประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือน อวสาน Windows 10 เหลือเดือนสุดท้าย เสี่ยงโดนแฮก หลัง Microsoft ยุติการสนับสนุน 14 ตุลาคม 2568 นี้

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ยังคงสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุด สืบเนื่องจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft Corporation) ได้มีประกาศอย่างเป็นทางการว่า ระบบปฏิบัติการ Windows 10 จะสิ้นสุดระยะเวลาการสนับสนุน (End of Support) ในวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ซึ่งหมายความว่า หลังจากวันดังกล่าว ผู้ใช้งาน Windows 10 จะไม่ได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัย (Security Updates) และการแก้ไขช่องโหว่ (Vulnerability Patches) ใด ๆ จากบริษัทผู้พัฒนาอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการดังกล่าว จะตกอยู่ในความเสี่ยงด้านความปลอดภัยรูปแบบต่าง ๆ เช่น

1. “ไม่ปลอดภัยจากภัยคุกคาม” เช่น มัลแวร์ (Malware) แรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือ ถูกควบคุมเครื่องระยะไกล (Remote Access Trojan: RAT)
2. “อาจถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว” เช่น ข้อมูลบัญชีธนาคาร รหัสผ่าน ไฟล์เอกสาร ภาพถ่าย และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ
3. “เสี่ยงต่อการถูกเรียกค่าไถ่ (Ransomware)” โดยการเข้ารหัสข้อมูลในเครื่อง ทำให้ไม่สามารถใช้งานหรือเข้าถึงข้อมูลได้ จากนั้นคนร้ายจะบังคับให้จ่ายเงินเพื่อปลดล็อก
4. “ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี” เนื่องจากมิจฉาชีพมักจะใช้เครื่องมือสำหรับเจาะระบบเก่าที่ไม่มีการป้องกัน (Exploit toolkit)

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับพี่น้องประชาชน ตลอดจนหน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ ดังนี้
- อัปเกรดระบบปฏิบัติการเป็น Windows 11 หรือเปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นที่ยังได้รับการอัปเดตด้านความปลอดภัย
- หากยังจำเป็นต้องใช้งาน Windows 10 ให้หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต
- ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ พร้อมอัปเดตฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการเปิดไฟล์แนบหรือลิงก์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ใช้รหัสผ่านที่คาดเดายากและเปลี่ยนเป็นระยะ รวมทั้งเปิดใช้การยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication)
- ไม่บันทึกข้อมูลสำคัญไว้ในเครื่องโดยไม่มีการเข้ารหัส

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีทางไซเบอร์ หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หรือแจ้งความออนไลน์ด้วยตนเองที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผบ.ตร. ห่วงใย ส่งแรงใจถึงแนวหน้า พร้อมเยียวยาผู้บาดเจ็บ ยันตำรวจคุมเหตุ ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’ ตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว หลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยร่วมกันติดตั้งลวดหนามหีบเพลงเพื่อเสริมความมั่นคงแนวชายแดน ก่อนถูกกลุ่มชาวกัมพูชาประมาณ 200 คนเข้าขัดขวางและพยายามรื้อสิ่งกีดขวาง

รายงานระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งกัมพูชามีพฤติกรรมไม่พอใจ ขว้างก้อนหินและท่อนไม้ใส่เจ้าหน้าที่ไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้วและฝ่ายปกครองจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อผลักดันให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเสริมลวดหนามและสิ่งกีดขวางเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการรุกล้ำซ้ำ

จากเหตุปะทะดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยบาดเจ็บ 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ซึ่งทั้งหมดถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาแล้ว ขณะที่การควบคุมสถานการณ์ยังคงเข้มงวดเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งเน้นการผลักดันและยุติเหตุจลาจลโดยไม่ใช้ความรุนแรงเกินจำเป็น พร้อมเผยว่า ผบ.ตร. ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่บาดเจ็บ และกำชับให้ดูแลสิทธิและสวัสดิการของผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยย้ำว่าการรุกล้ำของมวลชนกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายไทยอย่างชัดเจน

‘เมียนมา’ เปิดทาง ‘คณะผู้สังเกตการณ์ทั่วโลก’ เข้าติดตามการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อยืนยันความโปร่งใส 28 ธ.ค. นี้

(18 ก.ย. 68) เมียนมาประกาศเชิญผู้สังเกตการณ์ทั้งในประเทศและต่างชาติเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งทั่วไปปลายปีนี้ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (UEC) เปิดเผยผ่านสื่อทางการเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ว่าผู้สังเกตการณ์ภายในประเทศสามารถยื่นขออนุญาตได้จนถึงวันที่ 5 ธ.ค. 2025 ผ่านคณะกรรมการฯ ในทุกระดับ ตั้งแต่ตำบล เขต ภูมิภาค ไปจนถึงระดับรัฐ

โดยผู้สังเกตการณ์ภายในประเทศจะต้องปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและขั้นตอนที่ UEC กำหนดไว้ในประกาศฉบับล่าสุด โดยสามารถตรวจสอบและดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ทางการของคณะกรรมการฯ เพื่อให้การติดตามการเลือกตั้งเป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้

ขณะเดียวกัน UEC ยังเตรียมเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้ง โดยจะส่งคำเชิญไปยังประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะจัดส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการไปยังสถานทูต สถานกงสุล และคณะผู้แทนถาวรต่าง ๆ ที่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับเมียนมา

สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมากำหนดจัดวันที่ 28 ธ.ค. 2568 โดยเปิดให้หลายพรรคการเมืองลงแข่งขัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top