Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

เชียงใหม่-ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ “เผยแนวทางการปฏิบัติราชการ ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่”

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ พบสื่อมวลชน เผยแนวทางการปฏิบัติราชการ พร้อมผนึกกำลังส่วนราชการและท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่สู่ “นครแห่งชีวิตและความมั่งคั่ง…เป็นที่สุดแห่งความสง่างามทางวัฒนธรรม”

เมื่อวานนี้ (16 ก.ย.68) ที่ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารจังหวัดเชียงใหม่  นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวและพบปะกับพี่น้องสื่อมวลชนทุกแขนงของจังหวัดเชียงใหม่  ในงาน “แถลงข่าวสื่อมวลชนเชียงใหม่ ครั้งที่ 24/2568  ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่

การแถลงข่าวในวันนี้ถือเป็นวาระพิเศษ เพราะเป็นการจัดแถลงข่าวครั้งสุดท้ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ และถือเป็นครั้งแรกที่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยกับพี่น้องสื่อมวลชนของจังหวัดเชียงใหม่ 

ภายหลังจากรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คนที่ 42 เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา และเป็นโอกาสอันดีที่ผู้นำส่วนราชการทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายท้องถิ่น ได้มาพบปะกับสื่อมวลชนทุกแขนง กว่า 130 คน โดยมีประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับการชี้แจงนโยบายในการปฏิบัติราชการ และการร่วมกันบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่

นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงแนวทางการปฏิบัติราชการและการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ว่า ตนเองมีความตั้งใจที่จะมาพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก อีกทั้งมีความตั้งใจทุ่มเททำงาน ตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล 

โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และปัญหาภัยสังคม เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน 

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และพร้อมทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจตลอดอายุราชการอีก 4 ปีหลังจากนี้ในการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่อย่างเต็มกำลังความสามารถภายใต้แนวคิด "มาทำให้ ไม่ได้มาทำเอา"

โดยพร้อมเป็นโซ่สื่อกลางประสานงานกับทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย เพื่อให้จังหวัดเชียงใหม่เป็น “นครแห่งชีวิตและความมั่งคั่ง เป็นที่สุดแห่งความสง่างามทางวัฒนธรรม บนพื้นฐานของการกระจายโอกาสอย่างเป็นธรรม และยั่งยืน”โดยตั้งใจว่าจะมาพบปะกับพี่น้องสื่อมวลชนเป็นประจำในทุกเดือน อีกด้วย

สนธิสัญญาปี 1907 ระบุชัด ‘เกาะกูด’ เป็นของสยาม เขมรควรเลิกฝันกลางวัน หยิบมาอ้างสิทธิ์ใน ICJ

ช่วงนี้ฝั่งกัมพูชาเริ่มมีการอ้างอิงเอกสารเก่า 2 ฉบับ คือ สนธิสัญญา 23 มีนาคม ค.ศ. 1907 และ พิธีสารปักปันเขตแดน ที่แนบท้าย โดยพยายามหยิบมาใช้เป็นหลักฐานอ้างสิทธิ์เหนือ เกาะกูด พร้อมพูดทำนองว่าอาจนำไปใช้เป็นเครื่องมือกดดันไทยในเวที ICJ หากวันหนึ่งมีการต่อสู้คดีขึ้นมา

แต่เมื่อเปิดเอกสารทั้งสองฉบับอ่านอย่างละเอียด จะเห็นได้ชัดว่า ตรงกันทั้งคู่ ว่าเกาะกูดเป็นของสยาม (ประเทศไทยปัจจุบัน) ไม่ใช่ของอินโดจีนฝรั่งเศส และยิ่งไม่ใช่ของกัมพูชาเลยด้วยซ้ำ

มาตรา II ของสนธิสัญญา 1907 ที่ลงนามโดย V. Collin de Plancy (ฝ่ายฝรั่งเศส) และ สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (ฝ่ายสยาม) เขียนไว้ชัดเจนว่า:

> “Le Gouvernement Français cède au Siam … toutes les îles situées au sud du cap Lemling, jusqu’aux et compris Koh Kut.”

แปล: รัฐบาลฝรั่งเศสยกเกาะทั้งหมดที่อยู่ทางใต้ของแหลมเลมลิง รวมทั้งเกาะกูด ให้แก่สยาม

พิธีสาร Section I ก็ระบุแนวเขตแดนโดยใช้ “ยอดสูงสุดของเกาะกูด” เป็นจุดอ้างอิง เส้นเขตแดนลากจากทะเลขึ้นฝั่งไปยังสันเขาพนมกระวาน ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่าเกาะนี้อยู่ในเขตแดนสยาม

เอกสารเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “บันทึก” แต่เป็น สนธิสัญญาทางการระหว่างประเทศ ที่มีการลงนามและให้สัตยาบันแล้ว ดังนั้น กัมพูชาจะหยิบมาอ้างสิทธิ์ใน ICJ ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ฝันกลางวัน” เพราะตัวบทเองระบุไว้ชัดเจนตั้งแต่ปี 1907 ว่า ฝรั่งเศสยกเกาะกูดให้ไทย เรื่องนี้ชัดเจนเกินกว่าจะตีความบิดเบือนได้

สรุป: เกาะกูด ยังไงก็เป็นของไทย

สตูลจัดกิจกรรมวันประมงแห่งชาติ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 5 แสนตัว สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แหล่งน้ำ

ที่บริเวณท่าเทียบเรือประมงบ้านสาคร หมู่ที่ 2 ตำบลสาคร อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานเปิดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในโอกาสวันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2568 โดยมี นายนิพนธ์ เสนอินทร์ ประมงจังหวัดสตูล พร้อมด้วยผู้นำท้องที่ท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ จิตอาสาพระราชทาน น้องๆนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

ด้วยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 กำหนดให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปีเป็น “วันประมงแห่งชาติ” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรสัตว์น้ำ ส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำตามแหล่งน้ำสาธารณะทั่วประเทศ พร้อมเชิญชวนประชาชนงดจับสัตว์น้ำทุกชนิดในวันดังกล่าว

สำหรับจังหวัดสตูล ได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลสาคร อำเภอท่าแพ หน่วยงานในสังกัดกรมประมง ตลอดจนภาคประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันจัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ รวมทั้งสิ้น 502,999 ตัว ประกอบด้วย กุ้งแชบ๊วย 200,000 ตัว ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลสตูล ปลากะพงขาว 2,969 ตัว ได้รับการสนับสนุนจากดีทวีฟาร์ม ปูม้าระยะซูเอี้ย 300,000 ตัว และแม่พันธุ์ปูม้าไข่นอกกระดอง 30 ตัว ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพัฒนาอาชีพประมงชุมชนท่านกเขา และกลุ่มธนาคารปูม้าบ้านทุ่งริ้น

นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ย้ำว่า การดูแลรักษาแหล่งน้ำของเราให้สะอาด และปราศจากมลภาวะ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รวมทั้งการไม่ทำการประมงที่ผิดกฎหมาย เช่น การใช้วัตถุระเบิด  ยาเบื่อเมา หรือกระแสไฟฟ้า เพราะไม่เพียงแต่เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ยังเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของพวกเราทุกคน สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่มุ่งมั่นอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำของจังหวัดสตูล เพื่อให้คงอยู่คู่กับวิถีชีวิตของชุมชนและลูกหลานสืบไปอย่างยั่งยืน

รายงานจากสหประชาชาติ (UN) ชี้ ‘อิสราเอล’ จงใจ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ชาวปาเลสไตน์ในกาซา

(17 ก.ย. 68) คณะกรรมการอิสระของสหประชาชาติ (UN) เผยรายงานฉบับใหม่เมื่อวันอังคาร (16 ก.ย.) ระบุว่า อิสราเอลได้กระทำการเข้าข่าย “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา โดยมีมูลเหตุเพียงพอที่จะสรุปว่า การกระทำของอิสราเอลเข้าข่าย 4 ใน 5 ลักษณะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

รายงานความยาว 72 หน้า ระบุว่า อิสราเอลได้ทำลายศักยภาพในการสืบพันธุ์ของชาวปาเลสไตน์บางส่วน รวมถึงกำหนดมาตรการที่มุ่งป้องกันการเกิดใหม่ และจงใจสร้างเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่นำไปสู่การทำลายล้างทางกายภาพของกลุ่มชาวปาเลสไตน์ ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการละเมิดตามธรรมนูญกรุงโรมและอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

นาวี พิลเลย์ (Navi Pillay) ประธานคณะกรรมการฯ ย้ำว่าผู้นำอิสราเอลหลายราย รวมถึงประธานาธิบดีไอแซก เฮิร์ซอก และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู มีพฤติกรรม “ยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” โดยระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาเป็นการโจมตีที่โหดร้าย ยืดเยื้อ และขยายเป็นวงกว้างที่สุดต่อชาวปาเลสไตน์นับตั้งแต่ปี 1948 พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศใช้มาตรการทุกรูปแบบเพื่อหยุดการกระทำดังกล่าว

สำหรับ ความขัดแย้งเริ่มจากเหตุโจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023 คร่าชีวิตชาวอิสราเอลราว 1,200 คน และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันกว่า 200 ราย ก่อนที่อิสราเอลเปิดปฏิบัติการ “Iron Swords” โจมตีและปิดล้อมกาซาโดยตัดน้ำ ไฟฟ้า เชื้อเพลิง และเสบียง ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 65,000 คน และชาวอิสราเอลอีกราว 1,500 คน นอกจากนี้ยังลุกลามไปยังเลบานอน เยเมน และอิหร่าน

ชลบุรี-วัดสัตหีบ แจกทุนการศึกษาเนื่องในวันคล้ายวันมรณภาพ หลวงพ่ออี๋ ปีที่ 7

(17 ก.ย.68) เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสมัชชามหาคณิสสร เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษา แก่พระภิกษุสามเณรผู้สอบได้ประโยคบาลีในสนามหลวง และเด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ ประจำปี 2568 ของวัดสัตหีบ และพิธี บำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทาน แด่อดีตเจ้าอาวาสวัดสัตหีบ มีพระครูวรเวทมุนี (หลวงพ่ออี๋) ปฐมเจ้าอาวาสเป็นต้น ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันมรณะภาพ ปีที่ 79 โดยมีข้าราชการ ทหาร ผู้ให้การอุปถัมภ์ คณะคณะกรรมการของวัด คณะครู นักเรียน และประชาชนเข้าร่วมในพิธี ณ ศาลาการเปรียญวัดสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

หลวงพ่อเจ้าคุณวชิรคุณากร รองเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี/เจ้าอาวาสวัดสัตหีบ กล่าวว่า วัดสัตหีบได้เล็งเห็นความสำคัญ ในการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกธรรม และบาลีมาโดยตลอด โดยเฉพาะการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ถือว่ามีความสำคัญ เพราะภาษาบาลีเป็นภาษาที่ใช้จารึกพระไตรปิฎก หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้มีการส่งเสริมสนับสนุน โดยจัดให้มีการมอบทุนการศึกษา เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจของผู้สอบได้ในแต่ละปีติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

พิธีมอบทุนการศึกษาในวันนี้ มีทุนนิธิการศึกษาของวัดสัตหีบ พร้อมด้วยคณะญาติธรรม ข้าราชการทหาร ทายกยาทิกา ผู้มีจิตเลื่อมใสศรัทธาให้การอุปถัมภ์ได้จัดตั้งกองทุนศึกษาไว้แก่พระภิกษุสามเณรและนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งมีผู้เข้ารับทุนทั้งสิ้น 1,078 ทุน รวมเป็นเงิน 1,084,500 บาท

จุฬาฯ–กฟผ. ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่พลังงานสะอาด หนุนโครงการวิจัยผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน

จุฬาฯ จับมือ กฟผ. ขับเคลื่อนงานวิจัยโครงการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน ร่วมเดินหน้าประเทศไทยสู่อนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

กฟผ. พร้อมด้วยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมลงนามในสัญญามอบทุนวิจัย “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” ผลักดันการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตามมาตรฐานสากล พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ร่วมลงนามสัญญามอบทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เรื่อง “การนำหลักการ ESG มาใช้สนับสนุนการพัฒนาโครงการอย่างยั่งยืนของ กฟผ. ในการผลิตไฮโดรเจนและอนุพันธ์ของไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน” โดยมี ศาสตราจารย์พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการ กฟผ. และประธานกรรมการธรรมาภิบาล และความยั่งยืน กฟผ. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568

นายนรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กฟผ. ตระหนักถึงภารกิจสำคัญในการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สนับสนุนนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาครัฐ สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยงานวิจัยในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตไฮโดรเจนสะอาดจากพลังงานหมุนเวียนผ่านการนำหลัก Environmental, Social, and Governance หรือ ESG มาใช้ประเมินโครงการผลิตไฮโดรเจนสะอาดให้มีประสิทธิภาพรอบด้าน และยั่งยืน สอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากล ทั้งในด้าน “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนคุณภาพชีวิตของชุมชน และการบริหารจัดการที่โปร่งใส” เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทย และ กฟผ. สามารถบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในระยะยาว

ด้าน นายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า เป็นความภาคภูมิใจของศูนย์ฯ ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านงานวิจัยเชิงบูรณาการใหม่ ๆ มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด และการขับเคลื่อน ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับ กฟผ. ในครั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด พร้อมสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคลากรที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย“ ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมร้องเพลงเคารพธงชาติไทยกับนักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร เนื่องใน“วันธงชาติไทย” วันที่ 28 กันยายน

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมกับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร จ.ระยอง ร่วมกิจกรรมร้องเพลงเคารพธงชาติไทยร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศเต็มไปด้วยความสง่างามและความภาคภูมิใจในการเป็นพลเมืองไทย

กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกความรักชาติ สร้างความสามัคคี และการตระหนักในคุณค่าของธงชาติไทย อันเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกราช ความเสียสละ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของปวงชนชาวไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในการสืบสานและธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทยอย่างมั่นคง

‘อัยการรัฐยูทาห์’ เดินหน้ายื่นโทษประหารชีวิต ‘ไทเลอร์ โรบินสัน’ มือลอบสังหาร ‘ชาร์ลี เคิร์ก’

(17 ก.ย. 68) อัยการรัฐยูทาห์ประกาศเมื่อวันอังคาร (16 ก.ย.) ว่า จะเดินหน้ายื่นโทษประหารชีวิตต่อศาล สำหรับไทเลอร์ โรบินสัน (Tyler Robinson) วัย 22 ปี ผู้ต้องหาในคดีลอบสังหารชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวการเมืองสายอนุรักษนิยมชื่อดัง ซึ่งเหตุเกิดระหว่างการบรรยายที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ เมืองโอเรม สหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เจฟฟ์ เกรย์ (Jeff Gray) อัยการเขตยูทาห์เคาน์ตี ระบุว่า ตนได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและความร้ายแรงของอาชญากรรม พร้อมตั้งข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งฆาตกรรมโดยเจตนา การใช้อาวุธปืน การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม และการข่มขู่พยาน

โดย โรบินสันถูกจับกุมเมื่อวันศุกร์ และถูกคุมขังโดยไม่ให้ประกันตัว หลังพ่อแม่เป็นผู้แจ้งเบาะแสว่าบุตรชายมีลักษณะตรงกับภาพจากกล้องวงจรปิด โดยเขายอมมอบตัวหลังถูกครอบครัวและเพื่อนที่เป็นอดีตนายอำเภอเกลี้ยกล่อมให้ยอมรับผิด

เอกสารจากการสอบปากคำ ระบุว่า โรบินสันได้สารภาพกับครอบครัวและเพื่อนร่วมห้อง พร้อมยอมรับว่าเตรียมการมาก่อนกว่าหนึ่งสัปดาห์ มีทั้งจดหมายและข้อความแชตที่บ่งชี้ว่าเขาตั้งใจลงมือ รวมถึงอาวุธปืนไรเฟิลที่พบในที่เกิดเหตุ ซึ่งมีปลอกกระสุนสลักข้อความไว้

ทั้งนี้ การเสียชีวิตของเคิร์กสร้างแรงสะเทือนในสังคมการเมืองสหรัฐฯ มิตรสหายและพันธมิตรทางการเมืองของเขาต่างร่วมไว้อาลัย ขณะที่นักการเมืองฝั่งขวาอย่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ชี้ว่ากลุ่มซ้ายหัวรุนแรงเป็นต้นเหตุ ด้านฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของเคิร์กยังคงวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป จุดชนวนความขัดแย้งในสังคมอเมริกันให้รุนแรงยิ่งขึ้น

‘อรรถวิชช์’ เผยปม ‘พีระพันธุ์ - รทสช.’ ยังหนุนเพื่อไทย เหตุต้องมีรบ. เจรจาภาษีทรัมป์ – ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่หวังนั่งนายกฯ เอง

‘อรรถวิชช์’ เผยเบื้องหลัง เหตุผลที่ รทสช. ยังจับมือร่วมรัฐบาลเพื่อไทย หลังเกิดกรณีคลิปเสียง 'นายกฯอิ๊งค์' หลุด ทั้งที่ สส.เขตส่วนใหญ่ให้ถอนตัว เหตุต้องมีรัฐบาลเจรจาภาษีทรัมป์ พร้อมย้ำ ‘พีระพันธุ์’ ทำแต่งานไม่ได้หวังตำแหน่งนายกฯ และเป็นรัฐมนตรีพลังงานที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยมีมา

(17 ก.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต สส. กรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงเบื้องลึกและเบื้องหลังกรณีพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) สนับสนุนรัฐบาลเพื่อไทยต่อ แม้ว่า สส.เขตส่วนใหญ่ของพรรค เรียกร้องให้ถอนตัวจากรัฐบาล หลังจากมีกรณีคลิปเสียง ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจรจากับ ฮุน เซน 

โดยนายอรรถวิชช์ ซึ่งอยู่ในที่ประชุม สส. ของพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย ระบุว่า สส. เขตจำนวนมากเรียกร้องให้พรรคถอนตัวจากรัฐบาลทันที เนื่องจากเสียงสะท้อนจากพื้นที่ไม่ดีนัก โดยมอบหมายให้คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรค รับข้อเสนอไปเจรจา และได้ดำเนินการตามนั้น ซึ่งทราบมาว่าทางคุณพีระพันธุ์ ได้เข้าไปเจรจากับคุณทักษิณ และ นายกฯอิ๊งค์ พร้อมกับแจ้งว่าจะขอถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

แต่อย่างไรก็ตาม การถอนตัวก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากถูกร้องขอให้ดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญก่อน นั่นคือ การเจรจาทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่อง “ภาษีทรัมป์” ซึ่งหากไม่มีนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลรักษาการ การเจรจาจะต้องสิ้นสุดลงทันที เป็นข้อเท็จจริงตามกฎหมาย และอัตราภาษีอาจพุ่งขึ้นเกิน 30% จะไม่ใช่อัตราเช่นทุกวันนี้

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งในช่วงเวลานั้น ทหารไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพราะจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและการเจรจาระหว่างประเทศ

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวด้วยว่า ด้วยลักษณะส่วนตัวของคุณพีระพันธุ์ เป็นบุคคลที่ไม่ชอบพูดต่อสาธารณะ แม้จะถูกนักข่าวถามหลายครั้งก็ยังไม่ให้คำตอบชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลทำให้เกิดความอึดอัดใจในหมู่ผู้สนับสนุน และนำไปสู่การตีความหลากหลาย จนเกิดความแตกแยกในแนวคิดภายในพรรค

ในขณะที่ภาพ “จับมือ” ที่ปรากฏในช่วงก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรี ก็กลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้น ต้องย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ในช่วงนั้น ซึ่งคุณภูมิธรรม ไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่า จะสนับสนุนคุณชัยเกษม แต่หลังจากนั้นทางเพื่อไทยได้แสดงท่าทีว่าจะเดินหน้ายื่นยุบสภา ทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติตัดสินใจฟรีโหวต ซึ่งผลออกมาคือ “คุณอนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ 33 เสียงจาก 36 เสียง โดยมี 3 คนงดออกเสียง และไม่มีใครโหวตให้คุณชัยเกษมเลยแม้แต่คนเดียว

นายอรรถวิชช์ ยังย้ำหนักแน่นว่า “คุณพีระพันธุ์ทำแต่งานไม่ได้หวังตำแหน่งนายกฯ ท่านเป็นรัฐมนตรีพลังงานที่ดีที่สุดตั้งแต่ผมเคยเห็นมา โหวตนายกฯล่าสุด รทสช.ก็ไม่ได้โหวตให้เพื่อไทยเลย แม้แต่เสียงเดียว และตอนจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ก็ยังไม่มีการเสนอชื่อคุณชัยเกษมเป็นนายกฯ ซึ่งรายชื่อในบัญชีนายกฯของทุกพรรคก็อาจเป็นนายกฯได้ทั้งนั้น คุณพีระพันธุ์เองก็มีโอกาสเป็นนายกฯได้ แต่ผมยืนยันได้ว่า คุณพีระพันธุ์พูดในที่ประชุม รทสช.ว่า คุณพีระพันธุ์ไม่ได้ต้องการเป็นนายกฯเอง"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top