Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

‘ดร.สามารถ’ ชี้ ขั้วอำนาจเดิมคุมเกม ศึกชิงหัวหน้า ปชป. วัดใจ สส.– กก.บห. เทโหวตคนนอก ช่วยฟื้นฟูพรรค

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า 

ศึกชิง “หัวหน้าพรรค ปชป.”

ใครคุมเกม?
อีกไม่นานพรรคประชาธิปัตย์จะมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่เพิ่งลาออกไป คำถามคือ... ใครจะเป็นผู้คุมเกมตัวจริง?

1. เกมตัวเลข... ใครคุมคะแนนเสียง?
ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ “โหวตเตอร์” ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
(1) สส.ปัจจุบันมีคะแนน 40% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่
กลุ่ม สส.คือฐานกำลังที่แข็งที่สุด ใครกุมเสียง สส.ได้ก็มีโอกาสได้รับชัยชนะ ปัจจุบัน สส.ของพรรค ปชป.มีจำนวน 25 คน มีคะแนน 40% นั่นหมายความว่า สส. 1 คน จะมีคะแนนถึง 1.6% (40%/25) 

(2) กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) มีคะแนน 20% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่
เดิม กก.บห. มีทั้งหมด 40 คน ลาออกไป 8 คน เหลือ 32 คน ในจำนวนนี้มีคนที่เป็น สส.ปัจจุบัน 8 คน เหลือ กก.บห.ที่ไม่เป็น สส. 24 คน มีคะแนน 20% นั่นหมายความว่า กก.บห. 1 คน จะมีคะแนน 0.83% (20%/24)

(3) โหวตเตอร์อื่น เช่น อดีตหัวหน้าพรรค อดีตเลขาธิการพรรค อดีต สส. รัฐมนตรีของพรรคในปัจจุบัน อดีตรัฐมนตรีของพรรค หัวหน้าสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด เป็นต้น มีคะแนน 40% ของคะแนนเสียงของที่ประชุมใหญ่

ตามข้อบังคับพรรค โหวตเตอร์ทั้งหมดจะต้องมีอย่างน้อย 250 คน ดังนั้น จำนวนโหวตเตอร์อื่นจะต้องมีไม่น้อยกว่า 201 คน (250-25-24) มีคะแนน 40% นั่นหมายความว่าโหวตเตอร์อื่น 1 คน จะมีคะแนน 0.20% (40%/201) เท่านั้น ถ้าในวันเลือกตั้ง มีโหวตเตอร์เข้าร่วมมากกว่า 250 คน จะยิ่งทำให้โหวตเตอร์อื่นมีคะแนนต่อคนลดน้อยลงอีก

สรุปง่ายๆ เสียง สส. และ กก.บห.แทบจะชี้ขาดทุกอย่าง เพราะมีคะแนนต่อคนสูง และส่วนใหญ่ยังอยู่ใน “ขั้วอำนาจเดิม”… นั่นคือคำตอบว่า “ขั้วอำนาจเดิม” เป็นผู้คุมคะแนนเสียง!

2. สมการชนะเลือกตั้ง
ลองคิดเล่นๆ... ถ้าได้คะแนนเสียงจาก สส. 21 คน คิดเป็น 33.6% บวกกับ กก.บห. 20 คน คิดเป็น 16.60% รวมแล้วได้ 50.20%... ชนะเลือกตั้งทันที! 
นี่คือเหตุผลว่าทำไม “ขั้วอำนาจเดิม” จึงได้เปรียบ

3. ทำไม “คนนอกขั้วอำนาจเดิม” จึงสู้ยาก?
เหตุผลคือ กลุ่ม สส.รวมกับกลุ่ม กก.บห. มีคะแนนรวมถึง 60% ถ้าขั้วอำนาจเดิมรวมกันได้ครบ “คนนอกขั้วอำนาจ” แทบจะหมดสิทธิ์ตั้งแต่ยังไม่ลงสนาม! 

แต่ยังมี “สูตรคณิตศาสตร์การเมือง” ที่จะทำให้ “คนนอกขั้วอำนาจ” พอจะมีลุ้นคือ...
(1) ต้องเจาะเข้าถึง สส.บางส่วน แค่ 4 คน ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ยังไม่พอ
(2) ต้องมีเครือข่าย กก.บห.ที่ยอมแหกค่าย
(3) ต้องกวาดคะแนนจากโหวตเตอร์อื่นอย่างน้อย 30-35% จากทั้งหมด 40% ซึ่งไม่ง่าย

4. สรุป
ถ้า “ขั้วอำนาจเดิม” เห็นว่าพรรคฯ อยู่ในสถานการณ์ที่คะแนนความนิยม “จมดิ่ง” ยากที่จะเข็นต่อไป และมีความรักพรรคฯ อย่างจริงใจ หันมาเปิดไฟเขียวให้หนุน “คนนอกขั้วอำนาจ” 

พรรคฯ จะได้ผู้นำคนใหม่ที่มาจากนอกขั้วอำนาจเดิม มาช่วยกันฟื้นฟูพรรคฯ ให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น... แต่ถ้าขั้วอำนาจเดิมจับมือกันแน่น ผลลัพธ์แทบจะถูกเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว

สุดท้ายอยู่ที่ “โหวตเตอร์ทุกคน” จะเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อใคร? เพื่อส่วนรวม? หรือเพื่ออำนาจของบางกลุ่ม?

‘กองทัพบก’ ขอบคุณจิตอาสา ร่วมสร้างถนนขึ้น ‘ภูมะเขือ’ เสร็จสมบูรณ์

(16 ก.ย. 68) พลตรี ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 และรองผู้บัญชาการ ศปก.ทภ.2 ได้เดินทางไปพบปะและให้กำลังใจประชาชนจิตอาสา ที่ร่วมแรงร่วมใจสร้างเส้นทางอำนวยความสะดวกแก่หน่วยทหารบนยอดภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 พร้อมกล่าวขอบคุณในนามของกองทัพบกต่อความร่วมมือดังกล่าว

ด้าน พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้โพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Wanchana Sawasdee” เผยให้เห็นความคืบหน้าการสร้างถนนคอนกรีตทางขึ้นภูมะเขือเสร็จสมบูรณ์ ระยะทาง 1 กิโลเมตร เชื่อมต่อกับถนนหลัก พร้อมทั้งพัฒนาฐานเสาธงชาติไทยและปรับปรุงพื้นที่ให้สะอาดเรียบร้อย เตรียมใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมวิ่งเทรลในอนาคต

ในโพสต์ยังระบุข้อความเชิงขำขันว่า “ภูมะเขือไทยแลนด์ ฮุนเซนมาไม่ถึงแน่เพราะถูกจับที่สนามบิน” พร้อมย้ำว่าหากชาวกัมพูชาต้องการมาเที่ยวก็ต้องทำตามขั้นตอนผ่านพาสปอร์ตและวีซ่า โดยทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่ภูมะเขือให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติของไทยต่อไป

‘อดีตรมช. อุตสาหกรรม’ ปูด ไทยส่งออกทองคำไปประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากนานแล้ว ชี้ ความต้องการสูง เหตุใช้เงินแปรเป็นทองโยกย้ายง่าย

(16 ก.ย. 68) นายสมชาย หาญหิรัญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ในช่วงนี้ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยอาจต่ำกว่าอาเซียนทั้งหมด แต่เงินบาทแข็งกว่าใครเพื่อน

...อย่าให้วิเคราะห์ว่าเกี่ยวกับเงินผิดปกติจากการส่งออกทองคำไปประเทศข้างบ้านเรานะครับ .. เพราะเราส่งทองออกไปที่นั่นเยอะมานานแล้ว ..ที่นั่น demand ทองคำเยอะครับ ..สงสัยคนบางคนอยากแปรเงินที่หาได้ มาเป็นทองแทน จะได้สะอาดและโยกย้ายสบายหน่อย

16 กันยายน พ.ศ. 2527 รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริ แก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว แก่ราษฎร จ.นราธิวาส อันเป็นต้นกำเนิด “โครงการแกล้งดิน”

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2527 หรือวันนี้ เมื่อ 41 ปีก่อน ระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริ อันเป็นต้นกำเนิดของโครงการ "แกล้งดิน" ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ความว่า 

“...ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัด โดยการระบายน้ำให้แห้งและศึกษาวิธีการแก้ดินเปรี้ยว เพื่อนำผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาในเรื่องนี้ ในเขต จังหวัดนราธิวาส โดยให้ทำโครงการศึกษาทดลองในกำหนด 2 ปี...”

โครงการ “ แกล้งดิน” จึงกำเนิดขึ้น โดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เป็นหน่วยดำเนินการสนองพระราชดำริ เพื่อศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทดลอง และพัฒนาดินอินทรีย์และดินที่มีปัญหาอื่น ๆ ในพื้นที่พรุ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร รวมทั้งแสวงหาแนวทางและวิธีการพัฒนา ทั้งทางด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และการเกษตรอุตสาหกรรมที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้เป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จให้พื้นที่อื่น ๆ

สำหรับการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดินกำมะถัน โดยวิธีการ "แกล้งดิน" นั้น คือการทำให้ดินเปรี้ยว เป็นกรดจัดรุนแรงที่สุด กล่าวคือ การทำให้ดินแห้งและเปียก โดยนำน้ำเข้าแปลงทดลองระยะหนึ่ง และระบายน้ำออกให้ดินแห้งระยะหนึ่งสลับกัน จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดกรดมากยิ่งขึ้น ด้วยหลักการนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงให้เลียนแบบสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีฤดูแล้งและฤดูฝนเป็นปกติในแต่ละปี แต่ให้ใช้วิธีการร่นระยะเวลาช่วงแล้ง และช่วงฝนในรอบปีให้สั้นลง โดยปล่อยให้ดินแห้ง 1 เดือน และขังน้ำให้ดินเปียกนาน 2 เดือน สลับกันไป เกิดภาวะดินแห้ง และดินเปียก 4 รอบ ต่อ 1 ปี เสมือนกับมีฤดูแล้งและฤดูฝน 4 ครั้ง ใน 1 ปี หลังจากนั้นจึงให้หาวิธีการปรับปรุงดินดังกล่าว ให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้

คนญี่ปุ่นยกไทยคือประเทศในฝัน…พร้อมยกเป็นต้นแบบ เพราะมีกฎหมายเข้มแข็ง!! ไม่ปล่อยต่างชาติเหนือกว่าคนไทย

(15 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก WA-Japan แชร์เรื่องราวของชาวญี่ปุ่นกำลังพูดถึงประเทศไทยอย่างกว้างขวาง หลังมีโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ที่อธิบายนโยบายไทยเกี่ยวกับชาวต่างชาติ กลายเป็นกระแสไวรัล ยอดแชร์ทะลุ 2 หมื่น และกดไลก์กว่า 1 แสน หลายคนชื่นชมว่าไทยมีระบบที่ “ปกป้องพลเมืองของตนเอง” ได้อย่างเข้มแข็งและสมเหตุสมผล

กระแสนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาคนต่างชาติเพิ่มขึ้น ทั้งเหตุวุ่นวายจากนักท่องเที่ยวจีน อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแรงงานเวียดนาม ปัญหาชาวเคิร์ดพำนักผิดกฎหมาย และความกังวลต่อโครงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกับประเทศในแอฟริกา ทำให้สังคมญี่ปุ่นเริ่มตั้งคำถามต่อ “นโยบายเปิด” ของรัฐบาลตนเอง

บัญชีผู้ใช้งานชาวญี่ปุ่นในไทยได้สรุปกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของไทย เช่น วีซ่าแต่งงานที่สิ้นสุดทันทีหากคู่สมรสเสียชีวิต วีซ่าเกษียณอายุที่ต้องมีเงินฝากหรือรายได้ขั้นต่ำ วีซ่าทำงานที่บังคับให้จ้างคนไทย 4 คนต่อชาวต่างชาติ 1 คน รวมถึงข้อจำกัดด้านการถือหุ้นและการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแตกต่างจากญี่ปุ่นที่เปิดกว้างกว่า

ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากแสดงความอิจฉาและเรียกร้องให้รัฐบาลของตนทำตามไทย บางคอมเมนต์บอกว่า “ไทยปกป้องคนของตัวเองจริงๆ” และ “นักการเมืองญี่ปุ่นควรเอาแบบอย่าง” ขณะที่บางคนเสริมว่ากฎหมายไทยสะท้อนความภาคภูมิใจในเอกราชที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติใด

สำหรับคนไทย กระแสนี้ถือเป็นเรื่องน่าภูมิใจที่ต่างชาติยอมรับ แต่ก็มีคำถามว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้ทำงานจริงหรือไม่ และคุ้มครองพลเมืองได้อย่างที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชมจริงแค่ไหน อย่างไรก็ตาม การถูกมองว่าเป็นประเทศที่ปกป้องคนของตนเอง ก็เป็นแรงกระตุ้นให้ไทยรักษามาตรฐานต่อไป

‘ชาวกัมพูชา’ พลัดถิ่น…จัดชุมนุมในเกาหลีใต้ โจมตีรัฐบาล!! ‘ฮุน เซน–ฮุน มาเนต’ ทำประเทศตกต่ำ เสียศักดิ์ศรี

(15 ก.ย.68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เกาหลีใต้ – ชาวกัมพูชาพลัดถิ่นรวมตัวชุมนุมใหญ่ โจมตีรัฐบาลฮุน เซน–ฮุน มาเนต

ที่ประเทศเกาหลีใต้ กลุ่มชาวกัมพูชาที่อยู่นอกประเทศรวมตัวกันจัดการชุมนุมเปิดเวทีปราศรัยอย่างเผ็ดร้อน เพื่อต่อต้านรัฐบาลฮุน เซน และฮุน มาเนต เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังสนั่นว่า ประชาคมโลกไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกัมพูชา เพราะมองว่ารัฐบาลยังคงปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ซึ่งตรงข้ามกับหลักประชาธิปไตยที่นานาชาติเคารพ

ผู้ปราศรัยตอกย้ำว่า “แม้ไทยโจมตีจนชาวกัมพูชาต้องเสียชีวิต ประชาคมโลกก็ยังไม่ช่วย” พร้อมชี้ว่าชาวกัมพูชาถูกหลอกให้เชื่อใจรัฐบาล ทั้งที่ปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการแก้ไข เขาโจมตีตรงไปยังฮุน เซนว่าเป็นผู้นำที่โกหกประชาชน และกล่าวหาฮุน มาเนตว่ามีส่วนพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมออนไลน์

การชุมนุมครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงตะโกนจากผู้ร่วมกิจกรรมว่า “หยุดเดี๋ยวนี้!” เพื่อเรียกร้องให้ยุติการโกหกและการปกครองที่ล้มเหลว ผู้ปราศรัยเตือนว่า หากประชาชนยังไม่ยอมรับความจริง ประเทศกัมพูชาจะเผชิญความหายนะและอาจเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลปัจจุบันอ่อนข้อและยอมเจรจาภายใต้อำนาจของไทย จนกัมพูชาสูญเสียศักดิ์ศรีและอธิปไตยของตนเอง

'อ.ไชยันต์' ชี้ คนเนปาลเริ่มเรียกร้องฟื้นสถาบันกษัตริย์ มองประชาธิปไตยที่ได้มา ไม่ได้ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น

เมื่อวันที่ (12 ก.ย. 68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่บทความ ผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง อวสานสถาบันพระมหากษัตริย์และกำเนิดสาธารณรัฐ : กรณีเนปาล มีเนื้อหาดังนี้

เส้นทางสู่อวสานสถาบันพระมหากษัตริย์ของเนปาล เริ่มขึ้นจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานที่มีสาเหตุจากการแข่งขันกันมีอำนาจนำระหว่างสามฝ่าย นั่นคือ

หนึ่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ สอง พรรคการเมืองที่ชื่อเนปาลีคองเกรสที่เป็นพรรคการเมืองใหญ่พรรคแรกที่ได้จัดตั้งรัฐบาลหลังเนปาลเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในปี ค.ศ.1959
และสาม กลุ่มคอมมิวนิสต์แนวเหมาอิสต์

ในช่วงสองทศวรรษแรกหลังเนปาลเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พรรคเนปาลีคองเกรสครองการเป็นรัฐบาลได้โดยส่วนใหญ่ จะมีบางช่วงสั้นๆ ที่ พรรคคอมมิวนิสต์เนปาลแนวมาร์กซ-เลนินได้เป็นรัฐบาล นั่นคือ ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่แปดเดือน

การที่พรรคคอมมิวนิสต์มาร์กซ-เลนินได้เป็นรัฐบาล หมายความว่า รัฐธรรมนูญเนปาลไม่ปิดกั้นการจัดตั้งพรรคการเมืองแนวคอมมิวนิสต์ตราบเท่าที่ไม่มีเป้าหมายล้มสถาบันพระมหากษัตริย์และต่อสู้ตามครรลองรัฐสภา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพรรคเนปาลีคองเกรสจะได้เป็นรัฐบาลในช่วงเวลาส่วนใหญ่ แต่ก็มีปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในพรรคมากพอสมควร

ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้เกิดกลุ่มกบฏเหมาอิสต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในทางปริมาณและความเข้มแข็งจนสามารถฉีกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองของตนต่างหากในนามของพรรคคอมมิวนิสต์เนปาลสายเหมาอิสต์ในปี ค.ศ. 1994

โดยมีหลักการที่ว่า “การปลดแอกประชาชนที่แท้จริง จะต้องทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปที่การพัฒนาสงครามประชาชนที่จะนำมาซึ่งการปกครองประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง”

และพรรคได้หันหลังให้การต่อสู้ในวิถีทางรัฐสภาที่ผ่านการเลือกตั้ง ส่งผลให้พรรคกลายเป็นกลุ่มกบฏ และหันมาต่อสู้ด้วยกลยุทธ์การใช้กำลังความรุนแรงเพื่อนำการต่อสู้เพื่อคนยากจนในชนบทและสนับสนุนให้ล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

และเมื่อถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์เหมาอิสต์ได้กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อรัฐบาลและนำเนปาลเข้าสู่สภาวะสงครามกลางเมือง

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในราชวงศ์ก็ได้สร้างปัญหาซ้ำเติมเข้าไปอีก นั่นคือ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ 2001 ได้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่พระราชวงศ์แห่งเนปาลขึ้นภายในพระราชวังในกรุงกาฐมาณฑุ เป็นผลให้พระมหากษัตริย์พิเรนทรพีรพิกรมศาหเทวะและสมเด็จพระราชินีไอศวรรยาราชยลักษมีเทวีศาหะ เสด็จสวรรคต พร้อมด้วยสมาชิกพระราชวงศ์อีก 7 พระองค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสมาชิกองค์สำคัญในราชวงศ์เนปาลทั้งสิ้น เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวโลกตื่นตะลึง และยังความเศร้าโศกโกลาหลให้แก่ชาวเนปาลอย่างมหันต์

สำนักพระราชวังได้ประกาศสาเหตุของโศกนาฏกรรมว่า เกิดจากอุบัติเหตุพระแสงปืนลั่นโดยมกุฏราชกุมารดิเพนทรา เป็นผู้ทำพระแสงปืนลั่นในขณะที่สมาชิกพระราชวงศ์กำลังร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำ ก่อนที่องค์มกุฎราชกฏราชกุมารจะทำพระแสงปืนลั่นถูกพระองค์เอง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพระราชวังและแหล่งข่าวหลายกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดจากการที่องค์มกุฏราชกุมารทรงบันดาลโทสะในขณะทรงวิวาทกับพระราชมารดาเรื่องการที่องค์มกุฎราชกุมาร ทรงต้องการจะอภิเษกกับสตรีจากตระกูลรานา (Rana: ราชวงศ์ที่ปกครองเนปาลก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง) และแหล่งข่าวอีกหลายกระแส ตั้งข้อสงสัยว่าองค์มกุฎราชกุมารทรงตกอยู่ในพระอาการมึนเมาจากน้ำจัณฑ์ (สุรา) และยาเสพติด และมกุฏราชกุมารสิ้นพระชนม์ไปด้วยจากบาดแผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพระองค์เอง

พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่คือ เจ้าชายชญาเนนทระ พระอนุชาของพระมหากษัตริย์พิเรนทราพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่พยายามปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มที่ โดยพยายามเข้าไปควบคุมรัฐบาลด้วยพระองค์เอง โดยอ้างสาเหตุจากความล้มเหลวของพรรคการเมืองทั้งหลาย โดยในปี ค.ศ. 2002 หลังจากที่พระองค์ยุบสภา และสนับสนุนอย่างชัดเจนให้นายเชอ บาฮาดูร์ ดิวบาที่ชนะการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมาในปลายปี ค.ศ. 2002 พระองค์ทรงปลดนายดิวบา และเข้าไปมีอำนาจอิทธิพลในรัฐบาลด้วยพระองค์โดยตรงอย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก

และในช่วงระหว่าง ค.ศ. 2002-2005 พระองค์ทรงเลือกและปลดนายกรัฐมนตรีถึงสามคนด้วยสาเหตุที่พวกเขาไม่สามารถจัดการเลือกตั้งและนำตัวพวกกบฏมาร่วมเจรจาได้

ในที่สุด พระองค์ตัดสินใจยึดอำนาจในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2005 และสัญญาว่าจะนำประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติมีความสงบเรียบร้อยและมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งภายในไม่เกินสามปี ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจจากพรรคการเมืองต่างๆ

ในช่วงที่พระองค์ปกครองประเทศ ได้มีการควบคุมปราบปรามผู้เห็นต่าง และพระองค์ได้ออกข้อบังคับอย่างเคร่งครัดควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพสื่อมวลชน ฯลฯ

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2006 พันธมิตรพรรคการเมืองเจ็ดพรรครวมทั้งพรรคเหมาอิสต์ได้ลงใต้ดินทำการประท้วงต่อต้านการปกครองของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทระ รัฐบาลได้ออกมาตรการควบคุมในระดับเบา แต่ประกาศเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง และในการบังคับใช้กฎหมายเคอร์ฟิว

รัฐบาลได้ใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตา ต่อมาในวันที่ 21 เมษายน มีผู้ประท้วง 23 คนเสียชีวิต

พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระประกาศว่าพระองค์จะยอมให้อำนาจบริหารแก่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาจากการเลือกของพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อดูแลการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย หัวหน้าพรรคการเมืองทั้งเจ็ดปฏิเสธข้อเสนอและเรียกร้องให้พระองค์ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อกำหนดบทบาทในการเมืองของพระมหากษัตริย์

และภายใต้คำแนะนำของรัฐบาลอินเดียในขณะนั้น เห็นว่าพรรคการเมืองต่างๆของเนปาลควรจะตกลงให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ต่อไปในรัฐธรรมนูญที่จะร่างขึ้นมาใหม่

แต่พรรคการเมืองต่างๆไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำดังกล่าวของรัฐบาลอินเดีย

และหลังจากที่นายคิริชา ประสาท โกอิราลาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีรัฐบาลรักษาการ เขาได้หารือและหาข้อตกลงเกี่ยวกับสถานะจุดยืนของพระมหากษัตริย์ นายโกอิราลามีความเชื่ออย่างยิ่งว่า ตราบเท่าที่พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระยังอยู่ในโครงสร้างอำนาจ ย่อมจะเป็นภัยอันตรายต่อประชาธิปไตยของเนปาล

ในวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2006 รัฐสภาเนปาลได้ยกเลิกอำนาจที่สำคัญ ๆ ของพระมหากษัตริย์ รวมทั้งอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย ทำให้บทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทำงานร่วมกับรัฐสภาได้สิ้นสุดลง (King in Parliament) และลดทอนพระมหากษัตริย์เป็นเพียงตรายาง แต่ให้พระองค์ยังทรงทำหน้าที่ประมุขของรัฐในการต้อนรับอาคันตุกะและทูตานุทูตต่อไปได้ และรัฐสภาได้โอนอำนาจที่พระมหากษัตริย์เคยมีไปที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้อำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีมาตลอด 239 ปีมีอันต้องสิ้นสุดลง

ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 นายกรัฐมนตรีนายโกอิราลาได้กล่าวว่า เขาเห็นว่า พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระควรจะสละราชสมบัติเพื่อให้พระราชนัดดาของพระองค์ เจ้าชายหริทเยนทระขึ้นครองราชย์ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 5 พรรษา

ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2007 รัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่านของเนปาลได้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของพระมหากษัตริย์ชญาเนนทระที่สืบจากพระเชษฐาของพระองค์ให้เป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งพระราชวัง (Narayanhiti Palace) แต่ไม่ได้ยึดทรัพย์สินที่กษัตริย์ชญาเนนทระครอบครองก่อนขึ้นครองราชย์

ต่อมาในวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2007 รัฐสภารักษาการได้ลงมติว่า อาจจะมีการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยุติลงชั่วคราวในปี ค.ศ. 2008 อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพกับพวกกบฏเหมาอิสต์ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวนี้คือร่างกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเปลี่ยนเนปาลให้เป็นสาธารณรัฐนั่นเอง

ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 พระมหากษัตริย์ชญาเนนทระให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า “การตัดสินดังกล่าวไม่ได้สะท้อนคนส่วนใหญ่ของประเทศ มันไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนควรมีสิทธิ์ที่จะตัดสินเกี่ยวกับความเป็นไปของสถาบันพระมหากษัตริย์”

ในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 สภาร่างรัฐธรรมนูญประกาศอย่างเป็นทางการว่าในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป และเนปาลจะเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐ

แม้การตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีการทำประชามติ กษัตริย์ชญาเนนทระก็ยอมรับการตัดสินดังกล่าว และขอให้รัฐบาลจัดที่พักอาศัยให้พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ และรัฐบาลได้จัดให้พระองค์พำนักอยู่ที่วังแห่งหนึ่ง (Nirmal Niwas Palace)

การเมืองเนปาลหลังเปลี่ยนแปลงเป็นสาธารณรัฐ 

พ.ศ. 2551 จากการลงมติของพรรคการเมืองต่างๆในสภา ส่งผลให้เนปาลยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์และเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐเกิดขึ้นโดยไม่มีการทำประชามติ 

แต่กษัตริย์ชญาเนนทระก็ทรงยอมรับการตัดสินดังกล่าว 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2555  อดีตกษัตริย์ชญาเนนทระให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พระองค์อาจจะกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์เนปาล แต่ไม่ได้กล่าวว่าเมื่อไร 

สื่อได้ถามว่า พระองค์จะทรงเข้ามามีบทบาททางการเมืองอีกหรือไม่ ? (เพราะสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองพากันลงมติยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมืองโดยการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ค.ศ. 2548 และสัญญาว่าจะนำประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติมีความสงบเรียบร้อยและมีประชาธิปไตยที่มีเข้มแข็งภายในระยะเวลาไม่เกินสามปี)

พระองค์ตอบว่า พระองค์ไม่ใช่นักการเมือง และพระองค์ไม่สนใจการทำประชามติในการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ให้กลับมามีอำนาจในเนปาล เพราะตอนที่นักการเมืองยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่ได้ทำประชามติถามประชาชน  ดังนั้น พระองค์จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยประชามติในการกลับมา 

และพระองค์ยืนยันว่าก่อนหน้าที่นักการเมืองจะยกเลิกสถาบันฯ ได้มีข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างนักการเมืองกับพระองค์ว่า จะให้ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลับคืนมา หลังจากที่พระองค์ยอมสละอำนาจให้นักการเมืองและตั้งรัฐสภาที่พระองค์ให้ยุติไปสามปีกลับคืนมา 

นั่นคือ พระองค์กำลังกล่าวว่า พระองค์ถูกหักหลัง !

พ.ศ. 2554 ในวันคล้ายวันประสูติของพระองค์  มีชาวเนปาลหลายพันได้เดินทางไปยังวังของพระองค์ (Nirmal Niwas Palace) และลงนามถวายพระพร 

หลังจากนั้น พระองค์ได้ทรงเรียกนักวิเคราะห์การเมืองที่มีชื่อเสียงมาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของเนปาล  

จากนั้น นักวิเคราะห์การเมืองดังกล่าวได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า พระองค์ไม่ได้แสดงความสนใจเด่นชัดว่าจะกลับมาเป็นพระมหากษัตริย์หรือเข้าสู่การเมืองเนปาล 

แต่พระองค์แสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสภาพการณ์บ้านเมืองที่มีวิกฤตเศรษฐกิจและการคุกคามทางการเมือง 

ในงานเลี้ยงส่วนตัวที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง มีการเผยแพร่รูปถ่ายที่พระองค์เต้นรำ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจจากนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำฝ่ายเหมาอิสต์และนายกรัฐมนตรีซาร์มา โอลี (ที่ล่าสุด เพิ่งลาออกไปหลังเกิดการประท้วงใหญ่) 

แต่ประชาชนต่างพากันประณามที่นักการเมืองมาวิจารณ์พฤติกรรมส่วนตัวของอดีตกษัตริย์ 

มีรายงานว่าประชาชนทั่วไปต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลับมา  
เนื่องจากมีการทุจริตคอร์รัปชันมากมายทั่วไปในหมู่นักการเมือง 
อีกทั้งรัฐบาลก็ไม่มีเสถียรภาพและรวมทั้งบุคลิกภาพที่ไม่น่าเชื่อถือของประธานาธิบดี 
และตัวนายกรัฐมนตรีที่บินไปรักษาตัวที่สิงคโปร์บ่อยๆโดยใช้เงินจากภาษีประชาชน

พ.ศ. 2568 เดือนพฤษภาคม ผู้คนทุกชนชั้นออกมาเดินขบวนนับแสน เรียกร้องให้นำระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญกลับมา ประชาชนต่างร้องตะโกนให้ “นำกษัตริย์ของพวกเขากลับมา ประชาธิปไตยที่ได้มา ไม่ได้ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้น” และล่าสุด ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 อย่างที่ทราบกัน มีการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ที่นำไปสู่การใช้กำลังความรุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์เนปาล นายกรัฐมนตรี ซามาร์ โอลี ได้ลาออกไปแล้ว และจะมีการแต่งตั้งผู้ว่าเมืองหลวงให้รักษาการนายกรัฐมนตรี

เมื่อพิจารณาด้านเศรษฐกิจ จะพบว่า หลังเข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐ  เศรษฐกิจเนปาลมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็ต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2551

แต่ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจเนปาล คือ ปัญหาการกระจายรายได้ และความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น และอัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาว และที่เรื้อรังคือ ปัญหาคอร์รัปชันของนักการเมือง

เราคงต้องติดตามสถานการณ์การเมืองเนปาลกันต่อไป

‘จีน-ไทย’ เตรียมซ้อมรบทางอากาศในไทย เพื่อเสริมทักษะยุทธวิธีและความร่วมมือของกองทัพ

(15 ก.ย. 68) กระทรวงกลาโหมจีน (MND) แถลงว่า จีนและไทยเตรียมจัดการฝึกทางอากาศร่วมกันในประเทศไทยภายในเดือนกันยายนนี้ โดยจีนจะส่งเครื่องบินหลากหลายประเภทพร้อมกำลังป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นเข้าร่วมการฝึก

โดยการฝึกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทักษะเชิงเทคนิคและยุทธวิธีของกำลังพล ทั้งยังเป็นการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมจีนระบุเพิ่มเติมว่า การซ้อมรบครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน พร้อมทั้งยกระดับการทำงานร่วมกันเชิงปฏิบัติของกองทัพจีนและกองทัพไทยในอนาคต

กกต.สรุปผลเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ‘สง่า’ จากเพื่อไทย คว้าชัยเหนือผู้สมัครพรรคส้ม

กกต.ผลการเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 อย่างไม่เป็นทางการ ‘สง่า พรมเมือง’ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย คว้าชัย เหนือผู้สมัครจากพรรคประชาชน ด้วยคะแนน 45,615 คะแนน ขณะที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ 59.19%

(15 ก.ย. 68) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 (ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ) ที่กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 14 ก.ย.2568 ที่ผ่านมา และได้ดำเนินการออกเสียงลงคะแนนและนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้วนั้น 

เขตเลือกตั้งที่ 7 ประกอบด้วย อ.แม่จัน (เฉพาะ ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้) อ.เชียงแสน อ.ดอยหลวง อ.เชียงของ (เฉพาะ ต.ครึ่ง ต.ศรีดอนชัย ต.ริมโขง ต.เวียง ต.สถาน และ ต.ห้วยซ้อ) และ อ.เวียงแก่น ดังนี้

1. จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 133,960 คน
2. จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 79,288 คน คิดเป็นร้อยละ 59.19
3. จำนวนบัตรดี 65,477 ใบ คิดเป็นร้อยละ 82.58 จำนวนบัตรเสีย 3,072 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.87 และจำนวนบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 10,739 ใบ คิดเป็นร้อยละ 13.54
4. ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนเสียงทั้งสิ้น 45,615 คะแนน

ขณะที่ นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ได้รับคะแนนเสียง 19,862 คะแนน

ทั้งนี้ กกต. จะดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมรายงานผลการนับคะแนน พร้อมทั้งพิจารณาคำร้องหรือเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง หากไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และไม่มีคำร้องคัดคัดค้านภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง 

จับเป็นร้อย บอกยินดีต้อนรับ? ‘ทรัมป์’ ยันเวลคัมแรงงานและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เพราะยังมีความจำเป็นต่อสหรัฐฯ

(15 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาย้ำว่า สหรัฐอเมริกายังคง ‘ยินดีต้อนรับ’ แรงงานต่างชาติ แม้มีการบุกจับแรงงานชาวเกาหลีใต้เกือบ 500 คนที่ไซต์ก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในรัฐจอร์เจีย เมื่อ 4 กันยายนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลและเสียงวิจารณ์อย่างหนักในเกาหลีใต้

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการทำให้นักลงทุนต่างชาติหวาดกลัวหรือเสียกำลังใจ พร้อมย้ำว่าการนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยถ่ายทอดความรู้ถือเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอเมริกัน โดยเฉพาะในสินค้าที่ซับซ้อนอย่างชิป เซมิคอนดักเตอร์ และระบบรถไฟ

สำหรับการบุกจับครั้งนี้เป็นปฏิบัติการใหญ่ที่สุดของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) นับตั้งแต่เริ่มมาตรการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ระบุว่าคนงานเกาหลีใต้จำนวนมากอยู่เกินวีซ่า หรือทำงานผิดประเภท แม้ภายหลังสหรัฐฯ จะไม่ส่งตัวขึ้นศาลฯ ดำเนินคดี แต่ภาพแรงงานถูกใส่กุญแจมือและล่ามโซ่ได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวเกาหลีใต้

ด้าน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ออกมาเตือน สหรัฐฯ ว่าอาจเกิดการลังเลลงทุนในอเมริกาจากภาคเอกชน ขณะที่สหภาพแรงงานเกาหลีใต้ออกมาเรียกร้องให้ทรัมป์ขอโทษอย่างเป็นทางการเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของแรงงานและนักลงทุนเกาหลีใต้ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top