Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติห่วงใย ส่งกำลังใจให้กำลังพลควบคุมสถานการณ์พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ย้ำการดำเนินการของตำรวจเป็นไปตามหลักสากล

(18 ก.ย. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับรายงานจากกองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน 4 ชุดควบคุมตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 (ร้อย ฉก.ตชด.4(ชค.ตชด.12)) กรณีเหตุการณ์บริเวณจุดปฏิบัติการที่ 34 กองร้อยทหารพรานที่ 1301 (ร้อย ทพ.1301) บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว 

โดยเวลา 14.30 น. หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12 พร้อมด้วยชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้ว, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอโคกสูง, เจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.1301 และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ร้อย ฉก.ตชด.1-4 ได้ดำเนินการลงพื้นที่ไปติดตั้งลวดหนามหีบเพลงบริเวณดังกล่าว จากนั้นเวลา 15.00 น. ได้มีผู้ชุมนุมฝ่ายกัมพูชาประมาณ 200 คน เข้ามาขัดขวางและพยายามรื้อลวดหนามหีบเพลงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เตือนให้หยุดการกระทำ จึงทำให้ประชาชนฝั่งกัมพูชาไม่พอใจ จากนั้นเวลา 16.00 น.ประชาชนฝั่งกัมพูชาได้ต่อว่าเจ้าหน้าที่และได้ปาก้อนหิน ท่อนไม้ ใส่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ชุดควบคุมฝูงชนจังหวัดสระแก้ว และฝ่ายปกครองอำเภอโคกสูง จึงได้ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง เพื่อผลักดันให้ประชาชนฝั่งกัมพูชาได้ร่นถอยออกจากพื้นที่ดังกล่าว ต่อมาเวลา 17.00 น.เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ดำเนินการเสริมความมั่นคง โดยการวางลวดหนามหีบเพลงเพิ่มเติม และใช้ยางรถยนต์ประกอบ รวมถึงควบคุมการประท้วงด้วยแก๊สน้ำตา กระสุนยาง และเครื่อง LRAD เพื่อให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากพื้นที่

จากการเข้าควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.คลองลึก, ด.ต.แสงอรุณ ศรีวงศ์จันทร์ ผู้บังคับหมู่ฝ่ายปราบปราม สภ.คลองลึก, ด.ต.ศักดิ์สิทธิ์ นพเกล้า ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว และ จ.ส.ต.ชยันต์ เบ้าทอง ผู้บังคับหมู่ฝ่ายปราบปราม สภ.อรัญประเทศ

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาดูแลสิทธิและสวัสดิการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าระงับเหตุ และใช้เครื่องมือที่เน้นการผลักดันเพื่อระงับเหตุจลาจลนั้น เป็นไปตามหลักสากล และเหมาะสมต่อสถานการณ์ โดยสถานการณ์ดังกล่าวถือว่ามวลชนกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ประเทศไทย ขัดขวางการปฏิบัติงานและทำลายสิ่งของของเจ้าหน้าที่ เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายของประเทศไทย

‘พีระพันธุ์’ ย้ำชัด ทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ชาติและประชาชน ไม่เคยดีลขอเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอความเห็นทางการเมืองโดยนำชื่อของตนเข้าไปเกี่ยวโยงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีจนสร้างความสับสนในสังคมนั้น  ตนขอยืนยันว่า  ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง  และไม่เคยมีการหยิบยกชื่อของตนเข้าสู่การเจรจาใด ๆ  ซึ่งสามารถยืนยันได้จากการหารือร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค  

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมปริ๊นเซส นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าจะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ให้ที่ประชุมพิจารณา และในทางการเมืองก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลจากพรรคอื่น ในขณะที่พรรคของตนเองยังมีรายชื่ออยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคนั้นเองเป็นอย่างมาก 

ข่าวที่ออกมาจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง และอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ 

“ที่ผ่านมาผมมุ่งทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ไม่เคยหวังที่จะได้ตำแหน่งอะไร และไม่เคยอยู่ในสมการใด ๆ เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีเลย” นายพีระพันธุ์กล่าว

‘สม รังสี’ ขอชาวโลกเห็นใจเขมร ชี้ไทยป่าเถื่อน ใช้แก๊สน้ำตา-กระสุนยางใส่ม็อบ!! ทำพระและชาวบ้านบาดเจ็บ

(18 ก.ย. 68) กัมพูชากล่าวหากองทัพไทยใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมชาวกัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา โดยนายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า พระสงฆ์ ทหาร และประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บและหมดสติ หลังทหาร-ตำรวจไทยใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และอาวุธควบคุมฝูงชนเข้าสลายการชุมนุมในหมู่บ้านเปรยจันทร์ จังหวัดบ้านเตยมีนเชย

ด้านคณะกรรมการกู้ชาติกัมพูชา (CNRC) ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวของฝ่ายไทย โดยเรียกว่าป่าเถื่อนและเป็นการละเมิดอธิปไตยกัมพูชา พร้อมกล่าวหากองทัพไทยว่าบุกรุกดินแดนซ้ำซาก และใช้ความรุนแรงต่อพระสงฆ์และประชาชนผู้บริสุทธิ์

CNRC ยังเรียกร้องให้รัฐบาลพนมเปญดำเนินการทางกฎหมาย โดยยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อฟ้องไทยในข้อหาละเมิดอธิปไตยและใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน โดยย้ำว่าการฟ้องต่อ ICJ จะช่วยยุติข้อพิพาทผ่านกระบวนการสันติ

นอกจากนี้ CNRC ยังเสนอให้รัฐบาลกัมพูชาผลักดันการประชุมร่วมของประเทศผู้ลงนามในข้อตกลงปารีส เพื่อหาทางแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น และยกระดับข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาให้เป็นวาระนานาชาติ เพื่อกดดันให้ไทยยุติการกระทำดังกล่าวโดยเร็ว

‘ชัช เตาปูน’ พร้อมนั่งเก้าอี้ เลขาฯ รทสช. คนใหม่ หลัง ‘เอกนัฏ’ ไขก๊อก – ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่ท้อขอสู้ต่อ

‘ชัช เตาปูน’ แบะท่า พร้อมรับเก้าอี้ ‘เลขาฯรทสช.’ คนใหม่ แทน’เอกนัฏ’ ยัน ‘พีระพันธุ์’ ไม่ท้อ สู้ต่อ บอกยังเหลือสมาชิกหลายคนอยู่ช่วยกัน เชื่อพรรคไปต่อได้

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand โดยยอมรับว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ได้พูดคุยกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมี นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค และนายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค ร่วมด้วย โดยนายพีระพันธุ์ ยืนยันไม่ท้อ จะสู้ต่อ

นายชัชวาลล์ กล่าวว่า สำหรับตนได้พูดกับนายพีระพันธุ์มาตลอดว่ามีเจตนาอยากได้คนดี ซึ่งเห็นว่านายพีระพันธุ์ เป็นคนดี ซื่อสัตย์ เป็นคนตรง จึงอยากให้คนที่รักประเทศ รักประชาชน เข้ามาทำงาน อย่างไรก็ตาม ที่เหลืออยู่ขณะนี้ยังมีอีกหลายคน นอกจากนายพีระพันธุ์และตน ยังมีนายวิทยา , นายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าพรรค ซึ่งทุกคนที่เหลืออยู่ต้องช่วยกัน ตนยังเชื่อว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะไปได้

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ต้องมีการยกเครื่องพรรคใหม่ใช่หรือไม่ เพราะเหลือกันแค่นี้ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ก็คงเป็นอย่างนั้น เมื่อถามว่า การยกเครื่องใหม่ครั้งนี้จะให้ใครเป็นเลขาธิการพรรค เพราะ นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค ก็ไปแล้ว นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนยังไม่รู้ ก็แล้วแต่หัวหน้าพรรคก็แล้วกัน

เมื่อถามว่านายพีระพันธุ์ อยากให้นายชัชวาลล์ เป็นเลขาธิการพรรค จะเป็นหรือไม่ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดกันเลย แต่ก็ยอมรับว่านายวิทยาก็ได้มาพูดบอกให้ตนเป็น ตนจึงได้บอกไปว่านายวิทยาก็เป็นเลย เพราะถึงอย่างไรตนก็ช่วยอยู่แล้ว แต่นายวิทยาไม่ยอมรับตำแหน่งนี้ ซึ่งตนก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะยังไม่รู้ว่าเขาจะให้ตนเป็นหรือไม่ เพราะถ้าตนพูดไปก่อนถ้าเขาไม่เอาจะทำอย่างไร แต่ถ้าหัวหน้าให้เป็น ตนก็เป็นได้ ทั้งนี้ สำหรับตนก็เต็มที่ เพราะสิ่งที่นายพีระพันธุ์ได้ทำมา ไม่ว่าจะเป็น การลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า ตนอยากให้สำเร็จ เพราะประชาชนได้ประโยชน์

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายพีระพันธุ์ หลายครั้ง เขาได้ขอให้ช่วยเรื่องอะไร ด้านไหน อย่างไรบ้าง นายชัชวาลล์ กล่าวว่า อะไรก็ได้ บังเอิญตนเป็นคนมีพวก ซึ่งหัวหน้าพรรคอาจเห็นว่าตนมีพรรคพวกเยอะ อะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกัน

เมื่อถามว่า หัวหน้าขอให้ช่วยจ่ายเงินด้วยหรือไม่ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ไม่หรอก เขาไม่เคยพูดเลย ซึ่งเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ก็คุยกัน หัวหน้าบอกว่าอยากสร้างเป็นบรรทัดฐานไว้ว่าจะเล่นการเมือง ไม่ต้องไปใช้เงินเยอะ แต่ว่าใช้ความดีและนโยบายไปสู้ให้ประชาชนเห็น ส่วนค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในกิจกรรมของพรรคตนจะหาพรรคพวกที่จะมาช่วยกันได้ ตนได้พูดกับหัวหน้าพรรคไปอย่างนั้น ตนอยากเห็นคนดีทำงาน ใครดี ใครซื่อสัตย์กับประเทศ อยากเห็นตรงนั้น ส่วนตนเป็น สว.มาไม่เคยรับเงินเดือน เป็นสส.ก็เอาเงินเดือนให้คนอื่น เมื่อถามว่า การตัดสินใจช่วยนายพีระพันธุ์ อาจจะต้องมีการควักเงิน เราได้เตรียมเงินไว้กี่ล้าน นายชัชวาลล์ กล่าวว่า อะไรที่จำเป็นก็ต้องควัก

‘สเปน’ สั่งห้าม ‘อิสราเอล’ ใช้น่านน้ำ-น่านฟ้า…เพื่อขนส่งอาวุธ พร้อมยกเลิกสัญญาซื้อขายพันล้านยูโร และเรียกร้องแบนจากวงการกีฬา

(18 ก.ย. 68) สเปนประกาศมาตรการเข้มงวดต่ออิสราเอล หลังนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) ประกาศใช้ “มาตรการ 9 ข้อ” โดยหนึ่งในนั้นคือการแบนอาวุธแบบเบ็ดเสร็จ ห้ามซื้อขายยุทโธปกรณ์และเชื้อเพลิงทางทหารให้กองทัพอิสราเอล รวมถึงห้ามเรือและเครื่องบินขนส่งยุทโธปกรณ์ใช้ท่าเรือและน่านฟ้าสเปน พร้อมห้ามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมสงคราม” เข้าประเทศ

นายกรัฐมนตรีสเปน ระบุว่า เป้าหมายของมาตรการนี้คือเพื่อหยุดยั้ง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา” และย้ำว่า “การป้องกันประเทศไม่ใช่การทิ้งระเบิดโรงพยาบาลหรือทำให้เด็กบริสุทธิ์อดอยาก” เขาชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 60,000 ราย และชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก ซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่การป้องกันตัว แต่เป็น “การกวาดล้างประชาชนที่ไร้ทางสู้”

นอกจากแบนอาวุธแล้ว สเปนยังประกาศตัดขาดการนำเข้าสินค้าจากนิคมยิวในเวสต์แบงก์ พร้อมยกเลิกสัญญาซื้ออาวุธจากบริษัทอิสราเอลเกือบ 1 พันล้านยูโร และให้เงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กาซา 150 ล้านยูโรภายในปี 2026 รวมถึงเพิ่มงบให้ UNRWA อีก 10 ล้านยูโร ด้านอิสราเอลโต้กลับทันที กล่าวหาซานเชซว่า “ต่อต้านยิว” และใช้วาทกรรมเกลียดชัง

ทั้งนี้ ยังมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีก เมื่อซานเชซเรียกร้องให้แบนอิสราเอลจากการแข่งขันกีฬานานาชาติ เช่นเดียวกับที่รัสเซียถูกแบนหลังบุกยูเครน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสเปนออกแถลงการณ์โต้ว่า การกล่าวหาว่าสเปน “ต่อต้านยิว” เป็นเรื่องบิดเบือน และย้ำว่านโยบายทั้งหมดสะท้อนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนสเปน ที่ต้องการยืนหยัดเพื่อสันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน

วุฒิสภาบุกซาฟารีเวิลด์! เร่งแผนรับมือสัตว์ดุร้าย ยกระดับความปลอดภัยสู่มาตรฐานโลก คืนความมั่นใจนักท่องเที่ยว

เมื่อวานนี้ (17 ก.ย.68) พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำคณะอนุกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบและประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังบรรยายสรุปและกำหนดมาตรการป้องกัน-ลดความเสี่ยงอันตรายจากสัตว์ที่อาจกระทบความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมีผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตำรวจนครบาลคันนายาว สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย และผู้บริหารซาฟารีเวิลด์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล

ที่ประชุมมีมติหลักให้จัดทำแผนเผชิญเหตุร่วมระหว่างทุกหน่วยงานภายในสัปดาห์หน้า พร้อมกำหนดบทบาท หน้าที่ และช่องทางสื่อสารฉุกเฉินที่ชัดเจน ขณะเดียวกันให้สวนสัตว์และสถานประกอบการทบทวน SOP ความปลอดภัย เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ประจำรถตรวจการณ์อย่างน้อย 2 คนต่อคัน จัดเตรียมอุปกรณ์ควบคุมสัตว์ ชุดแพทย์ฉุกเฉิน และวางแผนส่งผู้บาดเจ็บเข้าสู่การรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว

กรมอุทยานฯ จะต้องรายงานผลดำเนินการก่อนพิจารณาเปิดโซนสัตว์ดุร้ายอีกครั้ง พร้อมเร่งสื่อสารข้อมูลจริงต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจ

ช่วงบ่ายคณะอนุกรรมาธิการฯ ประชุมต่อที่รัฐสภากว่า 3 ชั่วโมง เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไข หลังเกิดเหตุสิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ พล.ต.ต.อังกูรเผยว่า เป้าหมายคือยกระดับมาตรการความปลอดภัยแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับสัตว์ทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของกฎหมายเพื่อสร้าง “โมเดลสวนสัตว์ปลอดภัย”

พล.ต.ต.อังกูรย้ำว่า “กฎระเบียบมีอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติให้เคร่งครัด” พร้อมระบุว่าการนำสิงโตเข้ามาเลี้ยงต้องได้รับอนุญาต ฝังไมโครชิป และตรวจสอบติดตามเป็นระยะ ด้านกรมอุทยานฯ ยืนยันว่าการเลี้ยงสิงโตโดยบุคคลทั่วไปอยู่ภายใต้กฎระเบียบเข้มงวด และเตรียมรวบรวมฐานข้อมูลสิงโตทั่วประเทศภายในสัปดาห์หน้า หากพบครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ทิ้งท้ายว่า คณะฯ ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวทุกมิติ ทั้งทางเรือ ทางอากาศ และล่าสุดกรณีสวนสัตว์ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยวันที่ 25 กันยายนนี้จะนำคณะลงพื้นที่ซาฟารีเวิลด์อีกครั้งเพื่อติดตามความคืบหน้า

‘ฮุน มาเนต’ อนุมัติขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใหม่ เพิ่มขึ้น 60 บาท!! ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

(17 ก.ย. 68) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงว่า รัฐบาลได้ประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนใหม่สำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และสินค้าสำหรับการเดินทาง เป็น 210 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,600 บาท) โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

นอกจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากเดิม 208 ดอลลาร์แล้ว แรงงานยังจะได้รับสวัสดิการเพิ่มเติม เช่น เงินพิเศษ 10 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับผู้ที่ทำงานสม่ำเสมอ เงินช่วยเหลือค่าเดินทางและที่พัก 7 ดอลลาร์ต่อเดือน รวมถึงโบนัสตามอายุงานตั้งแต่ 2-11 ดอลลาร์ต่อเดือน

กระทรวงแรงงานและการฝึกอบรมวิชาชีพของกัมพูชาเผยว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้า และสินค้าสำหรับการเดินทาง มีโรงงานกว่า 1,500 แห่ง และมีแรงงานราว 900,000 คน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศของประเทศ

ด้านกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชาระบุว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2568 การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีมูลค่า 7.62 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 6.24 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ต่อเศรษฐกิจกัมพูชา

‘เซินเจิ้น’ ก้าวสู่ยุคใหม่ใช้ AI ควบคู่ทางการแพทย์ ช่วยยกระดับบริการสุขภาพรวดเร็วทันใจ และตรงจุด

(17 ก.ย. 68) เมืองเซินเจิ้น ทางตอนใต้ของจีน กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ด้านสาธารณสุข ด้วยการผนวกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับระบบการแพทย์ โดยปัจจุบันมีการใช้งานอุปกรณ์การแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI แล้วเกือบ 450 รายการ ในสถาบันการแพทย์ทั่วเมือง ช่วยให้บริการทางการแพทย์มีความรวดเร็ว แม่นยำ และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น

ที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง สาขาเซินเจิ้น ได้ติดตั้งเครื่องตรวจวิเคราะห์สุขภาพอัจฉริยะ (Intelligent Terminal) จำนวน 10 เครื่องในห้องตรวจผู้ป่วยนอก อุปกรณ์นี้ใช้เทคโนโลยีความแม่นยำขั้นสูงและอัลกอริทึมวิเคราะห์ลิ้นและใบหน้า เพื่อประเมินสุขภาพเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงหุ่นยนต์ฝังเข็ม-กายภาพบำบัด ที่ใช้ฐานความรู้ทางการแพทย์

ในเขตเป่าอัน มีการใช้แพลตฟอร์ม AI ขนาดใหญ่ในกว่า 40 สถานการณ์ทางการแพทย์ เช่น ระบบช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายรังสี ที่สามารถระบุโรคได้ภายในไม่กี่วินาที เพิ่มความแม่นยำถึง 40% รวมถึงระบบตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่ช่วยจับสัญญาณหัวใจภายใน 3 วินาที ซึ่งถือเป็น “ผู้ช่วยทีมแพทย์” ที่ทำงานคู่กับแพทย์จริง

ขณะเดียวกัน ศูนย์บริการสุขภาพชุมชนกว่า 400 แห่งในเซินเจิ้น ได้นำอุปกรณ์ช่วยวินิจฉัยด้วย AI เข้ามาใช้แล้ว เช่น ระบบจดบันทึกเวชระเบียนอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีประมวลภาษาธรรมชาติ (NLP) ที่รองรับได้หลายสำเนียง พร้อมระบบจัดส่งยาสมุนไพรจีนด้วยโดรน ทำให้เวลาส่งยาลดลงเหลือเพียง 6-8 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกถึง 75%

ความก้าวหน้าด้าน “AI + การแพทย์” นี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนเร่งพัฒนาเซินเจิ้นสู่เมืองต้นแบบ AI ปี 2025-2026 โดยมุ่งสร้าง “โรงพยาบาลอัจฉริยะ” ที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน วินิจฉัย และฟื้นฟูสุขภาพ สะท้อนถึงบทบาทของ AI ที่เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขของประชาชนอย่างแท้จริง

‘กรมที่ดิน’ เบรกคำสั่งเพิกถอน ‘เขากระโดง’ ยัน ไม่ตัดสิทธิการรถไฟฯ ที่จะใช้สิทธิทางศาลยุติธรรม

(17 ก.ย.68) เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมราชสีห์ กระทรวงมหาดไทย มีรายงานว่ากรมที่ดิน จะเข้ากระทรวงเพื่อรายงานเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ต่อกระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นนายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (ก่อนหน้านี้เคยเป็นอธิบดีกรมที่ดิน ยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็น รมว.มหาดไทย) จะแถลงข่าวกรณีการดำเนินการกับที่ดินบริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์

ทั้งนี้ กรมที่ดินได้ชี้แจงว่า ตามที่สื่อมวลชนให้ความสนใจในประเด็นการดำเนินการกับที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์และกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน กรณี ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน บริเวณเขากระโดง กรมที่ดิน ขอสรุปประเด็นเพื่อชี้แจง ดังนี้

1. ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 กรมที่ดินได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้

1.1 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 สำนักงานที่ดิน จังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎร จำนวน 35 ราย ที่ฟ้องคดี พร้อมทั้งจำหน่าย ส.ค. 1ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินแล้ว

1.2 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. 3 ข. เลขที่ 200 หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ (บางส่วน) ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แล้ว

1.3 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีหมายเลขแดงที่ 1112/2563 ลงวันที่ 22 เมษายน 2563 สำนักงานที่ ดินจังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ รวม 3 ฉบับ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว ดังนั้น กรมที่ดินจึงได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลทั้งสามคดีครบถ้วนแล้ว

2. ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อดำเนินการกับที่ดินแปลงอื่น จำนวน 995 แปลง ที่อยู่ในบริเวณที่การรถไฟฯ อ้างสิทธิ ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้รวบรวมพยานหลักฐานแล้ว 

ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนเป็นที่ยุติว่าที่ดินเป็นของการรถไฟฯ และการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่เขากระโดงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงมีความเห็นไม่สมควรเพิกถอนโฉนดที่ดิน อธิบดีกรมที่ดินได้พิจารณาความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯแล้วเห็นชอบด้วย จึงมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง

การรถไฟฯ จึงได้อุทธรณ์คำสั่งยุติดังกล่าว ซึ่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน พิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งยุติเรื่องของอธิบดีกรมที่ดินชอบด้วยกฎหมายจึงยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ และกรมที่ดินได้แจ้งสิทธิการฟ้องคดีให้การรถไฟฯ ทราบแล้ว

3. เนื่องจากคำสั่งให้ยุติเรื่องตามข้อ 2 การรถไฟฯ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้เรียกอธิบดีกรมที่ดินมาไต่สวน เนื่องจากเห็นว่าอธิบดีกรมที่ดินยังดำเนินการไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่ออธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ จึงเป็นการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางแล้ว ส่วนการรังวัดหาแนวเขตที่ดินของการรถไฟฯ เป็นเพียงข้อแนะนำของศาล ซึ่งกรมที่ดินก็ได้ดำเนินการแล้วเช่นกัน แต่หากการรถไฟฯ เห็นว่าอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องตามคำพิพากษา การรถไฟฯ ก็ชอบที่จะยื่นเป็นคำร้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณามีคำสั่งหรือไต่สวน ศาลปกครองสูงสุดจึงยกคำร้องของการรถไฟฯ

4. การรถไฟฯ จึงได้ฟ้องกรมที่ดิน อธิบดีกรมที่ดินและปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งยุติเรื่องและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งขณะนี้ศาลได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและอยู่ระหว่างกรมที่ดินทำคำให้การต่อสู้คดี

5. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเดชอิศม์ ขาวทอง) ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินกรณียุติเรื่อง ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบฯ เห็นว่า อธิบดีกรมที่ดินยังดำเนินการไม่ครบถ้วนก่อนการมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง จึงเห็นควรให้อธิบดีกรมที่ดินทบทวนคำสั่งยุติเรื่องดังกล่าว

กรมที่ดินพิจารณาแล้วขอเรียนว่า ที่ผ่านมากรมที่ดินได้ดำเนินการครบถ้วนแล้วทั้งตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ประกอบกับปัจจุบันการรถไฟฯ ก็ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางตามข้อ 4 แล้ว ทุกฝ่ายจึงควรรอผลคำพิพากษาของศาล อันจะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับหลักประกันความเป็นธรรมตามกระบวนการจากองค์กรตุลาการที่ได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ตามหากการรถไฟฯ เห็นว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่า ก็ไม่ตัดสิทธิการรถไฟฯ ที่จะไปใช้สิทธิทางศาลยุติธรรม

‘โฆษกกองทัพบก’ แจงเหตุไม่จับเขมรบุกรื้อลวดหนาม เพราะกัมพูชาใช้ประชาชนเป็น ‘โล่มนุษย์’ ต่อหน้าสื่อต่างชาติ

(17 ก.ย. 68) จากกรณีชาวกัมพูชานับร้อยคนพยายามรื้อรั้วลวดหนามหีบเพลงที่ฝ่ายไทยนำไปกั้นไว้ ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ไทยไม่จับกุมชาวกัมพูชาที่รื้อลวดหนาม แม้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก โดยระบุว่าในวันเกิดเหตุ ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนเป็น 'โล่มนุษย์' และมีสื่อต่างชาติหลายสำนักอยู่ในพื้นที่ หากใช้กำลังเข้าจับกุมทันที อาจสร้างภาพว่าทหารไทยทำร้ายประชาชน ซึ่งตรงตามเป้าหมายที่กัมพูชาต้องการให้เกิดขึ้น

โฆษกกองทัพบกอธิบายว่า เจ้าหน้าที่จึงปรับแผนตามหลักสากล โดยเริ่มจากให้ฝ่ายปกครองเข้าดำเนินการ แต่เมื่อไม่สามารถควบคุมได้ จึงยกระดับเป็นการใช้กฎหมายปกติ โดยให้ตำรวจควบคุมฝูงชนเข้ามาดูแลสถานการณ์ พร้อมย้ำว่าไทยคำนึงถึงภาพลักษณ์ในเวทีโลก และต้องการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ ที่ประชุม GBC ล่าสุด ฝ่ายกัมพูชารับปากจะพิจารณา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาทุ่นระเบิด เครือข่ายสแกมเมอร์ และการรุกล้ำชายแดน โดยฝ่ายกัมพูชาขอเวลาในการสื่อสารภายในหน่วยงานของตนเองเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน

ด้านฝ่ายไทยได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงถึงสื่อต่างชาติ พร้อมย้ำว่าหากเกิดเหตุวุ่นวายซ้ำ ไทยพร้อมใช้มาตรการขั้นสูงภายใต้กฎอัยการศึก โดย พล.ต.วินธัย ทิ้งท้ายว่า ทุกการดำเนินการต้องรัดกุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top