Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

‘จูราสสิค เวิลด์’ เตรียมยกกองมาถ่ายทำที่ ‘ไทย’ 13 มิ.ย.-16 ก.ค.นี้ เผย!! แม้มีไม่กี่ฉาก แต่เกิดการจ้างงาน ส่งเสริมท่องเที่ยวไทยได้แน่

(7 มิ.ย.67) ความคืบหน้ากองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ บริษัท เปสตัน ฟิล์ม จำกัด ยื่นเรื่องขอถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่อง ‘จูราสสิค เวิลด์’

โดยใช้พื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย หาดซันเซ็ท เกาะกระดาน อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทำที่ น้ำตกห้วยโต้ อุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา จ.กระบี่ และ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย. - 16 ก.ค. 2567

ด้าน นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าฯ ตรัง เปิดเผยว่า เบื้องต้นทีมงานได้มาดูสถานที่จริง จากนั้นเจ้าของพื้นที่คือ กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะควบคุมดูแลในรายละเอียดต่อไป ว่าการมาถ่ายทำภาพยนตร์จะกระทบสิ่งแวดล้อม มีการขุดต้นไม้ ทลายดินหรือไม่

เบื้องต้นทีมงานแจ้งว่า จะไม่มีการทำลายหรือสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด พร้อมแจ้งคร่าว ๆ ว่า ซีนที่จะมาถ่ายทำ เป็นฉากเรือล่มและคนมาติดเกาะ ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา

จริง ๆ เขามาถ่ายทำหลายจังหวัด แต่จะอยู่ที่ตรัง 3 สัปดาห์ การถ่ายภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด แม้จะถ่ายไม่กี่ฉาก แต่เขาจะถ่ายหลายมุมและเลือกมุมที่ดีที่สุดมาตัดต่อเป็นฉากในภาพยนตร์ คนใน จ.ตรัง ที่ได้ไปร่วมงานกับเขาย่อมได้รับค่าจ้างที่ดี มีสวัสดิการที่ดี ตนเชื่อว่าการมาถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ครั้งนี้ จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.ตรัง อีกด้วย

สำหรับ ‘เกาะกระดาน’ ได้รับเลือกให้เป็นชายหาดที่ดีที่สุดในโลก 2 ปีซ้อน (2566-2567) จากเว็บไซต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวชายหาด World Beach Guide ประเทศอังกฤษ

3 ข้อคิดถึงพ่อแม่ ช่วยละลายพฤติกรรมคนเมืองให้หลุดจากหัวเด็ก ลดปัญหา 'วัยรุ่นโปรไฟล์ดี' ก่อเหตุร้ายแรงแบบไม่แคร์สังคม

(7 มิ.ย. 67) จากเฟซบุ๊ก 'Pathom Indraroshom' โดย คุณปฐม อินทโรดม ได้โพสต์เนื้อหาชวนคิดในหัวข้อ 'อะไรทำให้วัยรุ่น 'โปรไฟล์ดี' จากครอบครัวอบอุ่นออกมาก่อเหตุร้ายแรงจนเป็นข่าวมากมาย??' ว่า...

ผมเชื่อว่าเหตุร้ายแบบนี้จะไม่เกิดถ้าพ่อแม่ชนชั้นกลางไม่เลี้ยงลูกเป็น 'เทวดา' เหมือนทุกวันนี้ที่ยิ่งได้เรียนโรงเรียนดี ๆ แล้วเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำแทบจะเห็นโลกแค่มิติเดียว ซึ่งเป็นมิติที่พ่อแม่อยากให้เห็น คือ ได้อยู่ในสังคมที่ดี เพื่อน ๆ ฐานะร่ำรวย ใช้ชีวิตหรูหราสบาย ๆ เพราะคิดว่าเด็กจะได้ดีถ้าไม่ต้องสัมผัสกับมิติอื่นที่อาจเจอสิ่งเลวร้ายอย่างยาเสพติด เซ็กซ์ การทะเลาะวิวาท ฯลฯ เหมือนลูกคนจนที่ตัวเองรังเกียจ

ผลที่ได้คือ ลูกรู้จักแค่โลกกลวง ๆ มิติเดียว และคิดว่านั่นคือโลกทั้งใบ เมื่อเจอกับความผิดหวังก็รับไม่ได้ เพราะคิดว่าโลกนี้มีแค่นั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่!

ลองเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ผมเองขอสนับสนุนให้...

1. ทำงานหาเงินด้วยตัวเองในช่วงปิดเทอม อันนี้ทำได้ตั้งแต่ยังเรียนมัธยม เลิกคิดได้แล้วว่าลูกฉันเป็นคนชั้นสูงจะต้องไม่ทำงานใช้แรงงาน เพราะยิ่งคิดแบบนี้ก็ยิ่งส่งเสริมให้เขาอยู่ในโลกแคบ ๆ การทำงานจะล้างจานหรือเป็นเด็กเสิร์ฟจะทำให้เขารู้จักค่าของเงินและทำให้เขาได้สัมผัสคลุกคลีกับเพื่อนร่วมงานที่มาจากครอบครัวที่แตกต่างหลากหลาย ทำให้เขามองโลกได้หลายมิติมากขึ้น

พ่อแม่ต้องไม่อายที่บอกว่า 'ลูกฉันเป็นเด็กเสิร์ฟ' แต่ต้องพูดให้ลูกภูมิใจว่าลูกฉันรู้จักรับผิดชอบและเปิดโลกหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง

อย่า! ส่งเสริมให้ลูกทำงานฉาบฉวยที่ไม่ได้สร้างความรู้ใด ๆ แต่ได้เงินง่าย ๆ เพราะเก็งกำไร เช่นเอาเงินเก็บไปลงทุนคริปโตตามกระแส หรือการขายของออนไลน์ที่แค่หาของถูกมาขายแพง ๆ โดยไม่ได้พัฒนาความรู้ใด ๆ เพราะทำแบบนี้อาจได้เงินง่ายแต่ไม่ยั่งยืนและเขาจะเมินงานทั่วไปที่สร้างความมั่นคงระยะยาวแต่เขาจะดูถูกว่าได้เงินน้อย

2. หาที่ฝึกงาน จะบริษัทเล็กใหญ่ไม่ต้องเลือกมาก ยิ่งได้ทำงานที่ตรงกับสาขาที่เรียนก็ยิ่งดี และต้องไม่เกี่ยงแม้เขาจะใช้เราแค่ไปชงกาแฟก็ตาม การฝึกงานเป็นการได้คลุกคลีกับคนที่ทำงานในสายเดียวกัน ได้รู้จักทำงานเป็นทีม

ไม่ต้องรอให้ถึงชั้นปี 3 ค่อยไปฝึกงานตามระเบียบมหาวิทยาลัย แต่ไปได้เร็วเท่าไรยิ่งดี เดี๋ยวนี้เด็กปี 1 ก็เริ่มมาฝึกงานกันแล้ว

3. ไปออกค่ายอาสาสมัคร ไปเป็นครูอาสา ใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในพื้นที่ห่างไกลสัก 1-2 เดือนช่วงปิดเทอม ได้สัมผัสกับวิถีชาวบ้าน ได้เห็นว่าเพื่อนวัยเดียวกันเขาไม่ได้แค่เรียนหนังสือ แต่เขาทำงานเก็บเงินสร้างบ้าน บางคนเป็นหัวหน้าครอบครัวเพราะพ่อตายตั้งแต่ยังเด็ก เขาจะหันมานับถือคนเหล่านี้ ว่าเป็น 'คนจริง' ไม่ใช่นับถือลูกคนรวยขับซูเปอร์คาร์ที่ได้มาจากธุรกิจสีเทา 

ทั้งหมดคือ การละลายพฤติกรรมคนเมือง ซึ่งพ่อแม่ชนชั้นกลางพยายามทำสิ่งที่ตรงกันข้ามมาโดยตลอด ผมเชื่อว่าผลจากการประคบประหงมลูกเกินความจำเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กยุคนี้มีปัญหาครับ

ปรับตำแหน่งสถานีราชวิถี Missing Link ย้ายจุดเพื่อเชื่อมต่อเข้า รพ.รามา โดยตรง!!

เมื่อวานนี้ (6 มิ.ย.67) เพจ 'โครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทย Thailand Infrastructure' ได้โพสต์ข้อความถึงความคืบหน้า โครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางช่วงบางซื่อ-มักกะสัน และบางซื่อ-หัวลำโพง ในส่วนของสถานีราชวิถี ที่จะมีการปรับตำแหน่งมาเป็นสถานีโรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า...

บอร์ดรถไฟ ตีกลับ #MissingLink ปรับตำแหน่งสถานีราชวิถี ทำไม? ย้ายตำแหน่งสถานีข้ามฝั่งแยก เพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร พร้อมเชื่อมต่อเข้า รพ.รามา โดยตรง!!

จากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวที่ การรถไฟฯ ได้เอาโครงการรถไฟสายสีแดง ช่วง Missing Link บางซื่อ-หัวลำโพง-หัวหมาก เข้าที่ประชุมบอร์ด การรถไฟฯ เพื่อขออนุมัติ แต่ถูกสั่งให้กลับไปปรับแก้ตำแหน่งสถานีราชวิถี ให้เลื่อนมาทางใต้ของแยกราชวิถี เพื่อตรงกับโรงพยาบาลรามาฯ เพื่อความสะดวกของผู้โดยสารและผู้ป่วยที่เดินทางมาโรงพยาบาลฯ 

ตามลิงก์นี้ 
https://www.thansettakij.com/business/economy/597004

ซึ่งจริงๆ เรื่องการเลื่อนตำแหน่งสถานีราชวิถีนี้ ได้เคยมีการศึกษาและออกแบบ และนำเสนอแผนในการประชุมของกระทรวงคมนาคม ตั้งแต่กลางปี 2565 ซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการ เพื่อให้บอร์ดรับทราบและตีกลับให้มาแก้ตามแผนที่ทำการศึกษาปรับตำแหน่งไป

>> รายละเอียดการย้ายตำแหน่ง สถานีราชวิถี

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่งสถานีราชวิถี เดิมตามการศึกษาสายสีแดง อยู่บริเวณ ด้านเหนือของแยก อุภัยเจษฎุทิศ ซึ่งจะติดกับกระทรวงพัฒนาสังคม 

แต่ในแผนการล่าสุด จะย้ายลงมาทางใต้ของแยก อุภัยเจษฎุทิศ ซึ่งจะเป็นบริเวณเดียวกับ ที่หยุดรถรพ.รามา ในปัจจุบัน

แต่ในตำแหน่งนี้มีข้อจำกัดที่ทับซ้อน กับสถานีรถไฟหลวงจิตรลดา และ ติดกับวังจิตรลดา ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมในด้านมุมมอง และความสูงของอาคารสถานี จึงทำให้ต้องมีการปรับปรุงรูปแบบสถานี และทางขึ้น-ลง ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนด

ซึ่งตามมติของ บอร์ดรถไฟ จะมีการเปลี่ยน เป็น สถานีโรงพยาบาลรามาธิบดี 

>> รูปแบบ สถานีโรงพยาบาลรามาธิบดี

จากแบบเดิม จะมีทางขึ้น-ลง 4 ด้าน แต่ตามข้อจำกัดของตำแหน่งใหม่ ทำการลดทางขึ้น-ลง ฝั่งถนนสวรรคโลก ติดกับวังจิตรลดา ออก ให้มาขึ้น-ลงฝั่ง ถนนกำแพงเพชร 5 เป็นหลัก 

พร้อมกับเชื่อมต่อกับอาคารศูนย์เชื่อมต่อใหม่ ของ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งจะติดกับสถานี และทำ Skywalk เชื่อมไปบนถนนราชวิถี ไปยัง Skywalk บนถนนพระราม 6 

พร้อมกับการแก้ไขรูปแบบสถานีให้มีผนังบังสายตา ฝั่งที่ติดวังจิตรลดา และสะพานเชื่อมโรงพยาบาลรามาธิบดี มีการทำผนังกั้น เพื่อเป็นไปตามข้อกำหนด ของสำนักพระราชวัง

ซึ่งจากการปรับแบบต่างๆ จะต้องมีการเพิ่มงบประมาณ อีก 400 ล้านบาท พร้อมกับมีการปรับแก้แบบให้สอดคล้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ซึ่งจะเป็นคนที่ก่อสร้างทางวิ่งใต้ดินเนื่องจากใช้โครงสร้างร่วมกัน

หวังว่าการปรับแบบสถานีเสร็จจะไม่ติดขัดอะไรและเริ่มเดินหน้าโครงการได้เร็วๆ นี้ 'ซักที' ครับ!!!

แต่งตั้ง 'สุรเกียรติ์ เสถียรไทย' นั่งนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อวานนี้ (6 มิ.ย.67) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า...

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายภิรมย์ กมลรัตนกุล ให้ดำรงตำแหน่ง นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อไปอีกวาระหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 (1) แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ที่ประชุมสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 882 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2566 ได้มีมติเห็นชอบให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง 'นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย' ดำรงตำแหน่ง นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไปแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567

ประกาศ ณ วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล
รองนายกรัฐมนตรี

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดพิธีถวายภัตตราหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ในโครงการอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ ฯ

ในวันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน 2567  เวลา 09.30 น. พลเรือโท สุระศักดิ์  สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมผู้บังคับบัญชา  และกำลังพลทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุในโครงการอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมสิริบูรพาธรรมสถาน ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

มูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ร่วมกับกองทัพเรือ จัดโครงการอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีกำลังพลของกองทัพเรือร่วมอุปสมบท จำนวน 73 นาย ซึ่งจะปฏิบัติธธรรม ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมสิริบูรพาธรรมสถาน ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

#ทัพเรือภาคที่1  
#เทิดทูนสถาบัน_ ยึดมั่นระเบียบวินัย_ประชาชนภูมิใจ_ทะเลไทยมั่นคง
#Fit_For_ The_Future

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมไซเบอร์ เดินหน้า 'ล้มคน-ล้มเสา-ล้มบัญชี'

วันนี้ (7 มิถุนายน 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามนโยบายของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นนั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการตามข้อสั่งการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลการปฏิบัติ 3 ด้านดังต่อไปนี้

- “ล้มคน” สืบสวนจับกุมกลุ่มผู้กระทำความผิดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งหลอกลงทุน เว็บพนันผิดกฎหมาย โดยในห้วง 1 ต.ค.66 ถึง 30 เม.ย.67 ได้มีการจับกุมผู้กระทำความผิดรวมกว่า 14,826 คน

- “ล้มเสา” ร่วมมือกับสำนักงาน กสทช. สืบสวนการลักลอบติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพที่ใช้ในการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง และสามารถยึดอุปกรณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพได้เป็นจำนวนมาก

- “ล้มบัญชี“ สืบสวนขยายผลผ่านเส้นทางการเงิน บัญชีม้า และมีการอายัดเงินอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันที่ 1 พ.ย.66 ถึง 30 เม.ย.67 อายัดเงินได้รวม 4,561,641,953 ล้านบาท และได้ร่วมมือกับ ป.ป.ง. เพื่อเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหายต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมุ่งมั่นตั้งใจในการปกป้องคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จากภัยอาชญากรรมทุกรูปแบบ และขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ โดยหากประชาชนได้รับความเสียหายจากคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th เว็บไซต์เดียวเท่านั้น และที่หมายเลขโทรศัพท์ 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

'เผ่าภูมิ' เปิดตัว 'หวยเกษียณ' ซื้อหวย เงินไม่หาย กลายเป็นเงินออมยามเกษียณ ถูกรางวัลได้เงินทันที

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันไทยมีปัญหาประชาชนเข้าสู่วัยเกษียณ แต่ไร้เงินเก็บ ปัญหานี้จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วของไทย และปัญหานี้แก้ไม่ได้ด้วยการอัดงบประมาณในรูปแบบเบี้ยคนชราจำนวนสูงๆ ซึ่งในที่สุดแล้วระบบงบประมาณไม่มีทางรับไหว

กระทรวงการคลังกำลังพิจารณานโยบาย “สลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ” หรืออาจเรียกสั้นๆว่า “สลากเกษียณ” หรืออย่างไม่เป็นทางการว่า “หวยเกษียณ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่รวมเอาลักษณะการชอบเสี่ยงดวงของคนไทยมาเป็นแรงจูงใจในการเก็บออมที่สามารถถอนเงินที่ซื้อสลากทั้งหมดออกมาได้ตอนเกษียณ (อายุ 60 ปี) โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น (สามารถเปลี่ยนได้ภายหลัง) ดังนี้

1. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ออกสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท เพื่อขายให้กับสมาชิก กอช. ผู้ประกันตน ม. 40 และแรงงานนอกระบบ (กลุ่มเป้าหมายจะเพิ่มเติมภายหลัง) ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อเดือน
2. สามารถซื้อสลากได้ทุกวัน แต่ออกรางวัลทุกวันศุกร์เวลา 17.00 น. ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันที โดยที่เงินค่าซื้อสลากถูกเก็บเป็นเงินออม แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม
3. รางวัลของ “ทุกวันศุกร์” กำหนดดังนี้ (อาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม)
3.1. รางวัลที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล
3.2. รางวัลที่ 2 จำนวน 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล
4. “เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก” (เงินสะสม) ซึ่งจะนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. โดย กอช. จะเป็นผู้บริหารจัดการเงินจำนวนดังกล่าว และเมื่อผู้ซื้อสลากอายุครบ 60 ปี จะสามารถถอนเงินทั้งหมดที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตออกมาได้

นโยบายนี้จะเข้าแก้ไขปัญหาคนไทยแก่แต่จน แก่แต่ไม่มีเงินเก็บ เพราะการออมภาคสมัครใจในปัจจุบันไม่ได้ผล ต้องอาศัยการออมที่ผูกกับแรงจูงใจ

ซื้อสลาก ถูกกฎหมาย เงินไม่หาย กลายเป็นเงินออมยามเกษียณ ถูกรางวัลได้เงินเลย ไม่ถูกทุกบาททุกสตางค์จะถูกเก็บเป็นเงินออมยามเกษียณ ซื้อมาก ได้ลุ้นมาก มีเงินออมมาก

นโยบายนี้อยู่ระหว่างขัดเกลารายละเอียด และต้องใช้เวลาในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ( 6 เดือน – 1ปี) ไม่เกิดขึ้นเร็วอย่างแน่นอน แต่จะเร่งรัดให้เร็วที่สุด 

ศรชล.ภาค 1 ฝึกซ้อมลำเลียงผู้ป่วยจากเหตุเรือไฟไหม้ในทะเล

เมื่อ 6 มิ ย.67 ศรชล.ภาค 1 โดยนายธวัชชัย ศรีทอง ผอ.ศรชล.จว.ชบ./ผวจ.ชลบุรี น.อ.พินัย จินชัย รอง ผอ.ศรชล.จว.ชบ., น.อ.คงศักดิ์ อยู่คง หน.ศคท.จว.ชบ. และกำลังพล ศรชล./ศคท.จว.ชบ. พร้อมด้วย เรือปฏิบัติการความเร็วสูง ของ ศรชล.ภาค 1 รวมกำลังพล 15 นาย ร่วมการฝึกซ้อมแผนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางทะเลโดยเรือ ประจำปี 2567 ณ ห้องประชุมลีลาวดี 1 ชั้น 5 อาคารอนุสรณ์ 100 ปี และบริเวณสถานที่ฝึกท่าเรือสำหรับรับผู้ป่วยฉุกเฉิน รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 

โดยมี รศ.นพ.โศภณ นภาธร ผช.เลขาธิการสภากาชาดไทย และ ผอ.รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา เป็นประธานเปิดการฝึก มี นพ.ขจรยุทธ์ บางท่าไม้ แพทย์เวชศาสตร์ทางทะเลฯ รพ.สมเด็จฯ ณ ศรีราชา เป็นผู้อำนวยการฝึกฯ

โดยได้มีการบรรยายถึง การขนส่งวัตถุและสินค้าอันตราย ในอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี มีนายภาณุวัฒน์ ผิวพรรณ สจป. เป็นวิทยากร มีการบรรยายถึงขั้นตอนการดำเนินการ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้เรือสินค้า มีนายเลิศชาย อินทรชิต หัวหน้าแผนกการจัดการท่าเรือแหลมฉบัง เป็นวิทยากร 

มีการบรรยาย ถึงขั้นตอนการลำเลียงผู้บาดเจ็บทางทะเล โดย น.อ.ณัฐศักดิ์ วรเจริญศรี หน.กองปฎิบัติการ ศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินทางทะเล  รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นวิทยากร 

โดย นายธวัชชัย ศรีทอง ผอ.ศรชล.จว.ชบ./ผวจ.ชลบุรี ได้เดินทางมาสังเกตการณ์การฝึก และลงเรือ ศรชล.4001 ชมการฝึกลำเลียงผู้ป่วย จากเรือ Pilatus 33 ซึ่งได้สมมุติเป็นเรือไฟไหม้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ รับ-ส่ง ผู้ป่วยเร่งด่วน และเริ่มสถานการณ์ ฝึกการช่วยเหลือและลำเลียงผู้ป่วยทางทะเล โดยเรือ ศรชล.+ เรือ ตรน. รวม 3 ลำ และทีมแพทย์ฉุกเฉินฯ ที่ร่วมการฝึกในครั้งนี้

โดย นายธวัชชัย ศรีทอง ผอ.ศรชล.จว.ชบ./ผวจ.ชลบุรี ได้กล่าวให้โอวาท และให้คำแนะนำการฝึกกับผู้ร่วมการฝึกฯ เพื่อนำไปใช้ในสถานการณ์จริง ต่อไปอีกด้วย

ซึ่งผลการปฏิบัติของเรือ ศรชล.4001 ได้รับการชื่นชม จากแพทย์ผู้รับผิดชอบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลของ รพ.สมเด็จฯ ณ ศรีราชา, รพ.สมิติเวช ศรีราชา และ รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ฯ ว่ามีความเหมาะสมในการลำเลียงผู้ป่วยทางทะเล เนื่องจากมีพื้นที่ในการรับผู้ป่วยที่อาจจะมีการลำเลียงด้วยเครน บันไดลิง รวมถึงการลำเลียงผู้ป่วยผ่านบันไดข้างเรือ (Gangway) 

และสำคัญ เรือ ศรชล.4001 มีความคล่องตัวสูง และการทรงตัวที่ดี ทำให้การปฏิบัติการทางการแพทย์ที่เข้าให้การช่วยเหลือ เป็นไปด้วยความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

‘จิราพร‘ เอาจริง สั่งระงับการขายอาหารเสริมแบรนด์ดังหลังพบสารเสพติด ‘ไซบูทรามีน‘

‘จิราพร‘ เอาจริง สั่งระงับการขายอาหารเสริมแบรนด์ดังบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หลังตรวจพบสารเสพติด ’ไซบูทรามีน’

วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567 จากกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจพบไซบูทรามีน ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อิชช่า เอ็กซ์เอส (ตรา อิชช่า) วันที่ผลิต MFG : 10/01/2024 วันหมดอายุ EXP : 09/01/2026 โดยประกาศให้ประชาชนระมัดระวังในการซื้อหรือบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าว

ล่าสุด นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เร่งสั่งการให้แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ Shopee Lazada  TikTok  และแพลตฟอร์มอื่นๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นำสินค้าดังกล่าวออกจากระบบโดยทันทีแล้ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อไปเพื่อป้องกันการเกิดกรณีข้างต้นในผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ทั้งนี้ “ไซบูทรามีน” (Sibutramine) จัดเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในประเภท 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 พ.ศ.2565 ซึ่งเป็นอาหารที่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรืออนามัยของประชาชน อ้างอิงตามผลการตรวจวิเคราะห์ที่ชี้ให้เห็นผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้เกิดผลเสียร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top