Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

'สุริยะ' แง้มข่าวดี 'ดูไบ พอร์ต เวิลด์' สนลุยแลนด์บริดจ์-ปธ.จ่อบินมาดูงานเอง พร้อมเผย!! หากร่างกม.แล้วเสร็จ เปิดประมูลโครงการได้ปลายปี 68 

(6 มิ.ย.67) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ได้เข้าพบหารือกับบริษัทประธานบริษัท 'ดูไบ พอร์ต เวิลด์' ซึ่งเป็นบริษัทระดับโลก มีธุรกิจเรือเดินสมุทรถึง 1,700 ลำ และบริหารท่าเรือในหลาย 10 ประเทศ   ซึ่งบริษัทดังกล่าวแสดงความสนใจที่อยากมาลงทุนในประเทศไทย โดยจะเดินทางมาประเทศไทยภายในเดือนนี้ ขณะนี้กำลังเคลียร์ตารางงานอยู่ 

ส่วนความพร้อมของประเทศไทยในโครงการนี้ยืนยันว่า ในแง่การศึกษาเบื้องต้นค่อนข้างชัดเจนว่ามีประโยชน์ต่อการลงทุนในประเทศไทย โดยดูจากการที่มีบริษัทในต่างประเทศที่รัฐบาลได้ชักชวนก็ให้ความสนใจ แต่โครงการนี้สำคัญที่สุด คือภาคเอกชน ที่จะตัดสินใจในการลงทุน ว่าโครงการนี้จะเดินต่อไปได้หรือไม่ แต่เท่าที่พูดคุยบริษัทชั้นนำ จากกรุงโรม อิตาลี, ดูไบ และจีน มีบริษัทชั้นนำให้ความสนใจในโครงการนี้ จึงมั่นใจว่าโครงการนี้เกิดขึ้นแน่   

ทั้งนี้การเดินสายโรดโชว์แต่ละประเทศถือว่าสิ้นสุดแล้ว และเตรียมความคิดเห็นที่เดินทางไปแต่ละประเทศ มาลงในรายละเอียด ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. หรือ ร่างกฎหมายแลนด์บริดจ์ ก่อนนำเสนอสู่ ครม. และนำเข้าสู่สภาได้ในสมัยประชุมสภาสามัญนี้  

ทั้งนี้นายสุริยะ ยืนยัน เมื่อ ร่างกฎหมายแลนด์บริดจ์ แล้วเสร็จ จะสามารถเปิดประมูลโครงการได้ ในปลายปี 2568 

‘รัดเกล้า’ เผย ‘ครม.’ เห็นชอบมติเอเปกพัฒนาท่องเที่ยวใน ‘เอเชีย-แปซิฟิก’ พร้อมหนุน ‘ท่องเที่ยวใส่ใจธรรมชาติ’ หวังดัน ‘ท่องเที่ยวไทย’ สู่เวทีระดับโลก

(6 มิ.ย. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน 2567 สาธารณรัฐเปรู ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปก ครั้งที่ 12 ขึ้น เพื่อให้ประเทศสมาชิกรับทราบและรับรองผลการดำเนินงานภายใต้แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเอเปก ปี พ.ศ. 2563-2567 รวมทั้งมอบนโยบาย และกำหนดทิศทางการดำเนินงานในสาขาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยในการประชุมจะได้ร่วมกันรับรองร่างเอกสาร 3 ฉบับ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (4 มิ.ย. 2567) ได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติแล้ว ได้แก่

1.ร่างถ้อยแถลงการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวเอเปก ครั้งที่ 12 
2.ร่างข้อเสนอเชิงนโยบายหลักการในการป้องกันและลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 
และ 3.ร่างแนวคิดโครงการแพลตฟอร์มเอเปกเพื่อเผยแพร่โอกาสความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ร่างถ้อยแถลงฯ มีสาระสำคัญเป็นการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้นวัตกรรมใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายในภาคการท่องเที่ยวในปัจจุบัน รวมถึงการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการและการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

ในขณะที่ ร่างข้อเสนอเชิงนโยบายฯ เป็นโครงการวิจัยที่จัดทำขึ้นโดยสาธารณรัฐเปรู ซึ่งได้ระบุเกี่ยวกับปัญหาของการทำอาหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างขยะอาหารในภาคการท่องเที่ยว และได้มีข้อเสนอแนะ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนหลักการของเอเปกให้เป็นรูปธรรม และร่างแนวคิดโครงการฯ ที่มีเป้าหมายในการสร้างแพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลด้านการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในภาคการท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกัน การถ่ายทอดความรู้ การแลกเปลี่ยนโอกาสด้านความร่วมมือที่มีอยู่ และการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ทั้งนี้ ร่างเอกสารฯ จำนวน 3 ฉบับ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของเขตเศรษฐกิจเอเปก เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นการแสดงถึงความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในการฟื้นฟูการท่องเที่ยว และกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อย่างครอบคลุมและยั่งยืน รวมถึงยังเป็นการสนับสนุนบทบาทเด่นของประเทศไทยในเวทีนานาชาติด้วย

“โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงการท่องเที่ยวในหลายทิศทาง ทั้งแนวความคิดที่มีต่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และใส่ใจรับผิดชอบ และรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นแนวทางหลักของการประชุมนี้ที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้นวัตกรรมใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมร่วมเดินหน้ากับเอเปกส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณี สร้างงาน กระจายรายได้ให้แก่ท้องถิ่น” นางรัดเกล้ากล่าว

'คลัง' เตรียมขาย 'หวยเกษียณ' ใบละ 50 บาท ลุ้นรางวัลใหญ่ทุกวันศุกร์ ส่วนสลากที่ไม่ถูก เก็บเป็นเงินออม ถอนออกมาใช้ได้ตอนอายุ 60 ปี

(6 มิ.ย. 67) นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยมีปัญหาประชาชนเข้าสู่วัยเกษียณ แต่ไร้เงินเก็บ ปัญหานี้จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วของไทย และปัญหานี้แก้ไม่ได้ด้วยการอัดงบประมาณในรูปแบบเบี้ยคนชราจำนวนสูง ๆ ซึ่งในที่สุดแล้วระบบงบประมาณไม่มีทางรับไหว

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงการคลังกำลังพิจารณานโยบาย ‘สลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ’ หรืออาจเรียกสั้น ๆ ว่า ‘สลากเกษียณ’ หรืออย่างไม่เป็นทางการว่า ‘หวยเกษียณ’ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่รวมเอาลักษณะการชอบเสี่ยงดวงของคนไทยมาเป็นแรงจูงใจในการเก็บออมที่สามารถถอนเงินที่ซื้อสลากทั้งหมดออกมาได้ตอนเกษียณ (อายุ 60 ปี)

“ปัจจุบันการใช้งบประมาณสำหรับดูแลเบี้ยชราสูงถึงปีละหลายแสนล้านบาท แต่หวยเกษียณดังกล่าวใช้เงินงบประมาณมาดำเนินการ เฉลี่ยใช้งบเพียงสัปดาห์ละ 15 ล้านบาท คิดเป็นเดือนละ 60 ล้านบาท หรือปีละ 700 ล้านบาทเท่านั้น และขั้นตอนในการดำเนินการสามารถทำได้ด้วยการแก้ไขกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติเพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถเริ่มได้ในปี 2568”

โดยหวยเกษียณมีรายละเอียดเบื้องต้น (สามารถเปลี่ยนได้ภายหลัง) ดังนี้

1. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ออกสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท เพื่อขายให้กับสมาชิก กอช. ผู้ประกันตน ม. 40 และแรงงานนอกระบบ (กลุ่มเป้าหมายจะเพิ่มเติมภายหลัง) ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน

2. สามารถซื้อสลากได้ทุกวัน แต่ออกรางวัลทุกวันศุกร์เวลา 17.00 น. ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันที โดยที่เงินค่าซื้อสลากถูกเก็บเป็นเงินออม แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม

3. รางวัลของ ‘ทุกวันศุกร์’ กำหนดดังนี้ (อาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม)

- รางวัลที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล
- รางวัลที่ 2 จำนวน 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล

4. ‘เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก’ (เงินสะสม) ซึ่งจะนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. โดย กอช. จะเป็นผู้บริหารจัดการเงินจำนวนดังกล่าว และเมื่อผู้ซื้อสลากอายุครบ 60 ปี จะสามารถถอนเงินทั้งหมดที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตออกมาได้

ทั้งนี้ ปัจจุบันสมาชิกกอช. มีอยู่ประมาณ 3 ล้านราย คาดว่าหากแก้ไขกฎหมายและออกผลิตภัณฑ์หวยเกษียณ จะสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามาออมเงินเพิ่มเติม คาดว่าจำนวนสมาชิกจะเพิ่มขึ้นเป็น 16-17 ล้านราย สำหรับการดำเนินการดังกล่าว ได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว ยืนยันว่า ไม่มีปัญหาต่อระบบการจำหน่ายสลากในปัจจุบัน

“นโยบายนี้จะเข้าแก้ไขปัญหาคนไทยแก่แต่จน แก่แต่ไม่มีเงินเก็บ เพราะการออมภาคสมัครใจในปัจจุบันไม่ได้ผล ต้องอาศัยการออมที่ผูกกับแรงจูงใจซื้อสลาก ถูกกฎหมาย เงินไม่หาย กลายเป็นเงินออมยามเกษียณ ถูกรางวัลได้เงินเลย ไม่ถูกทุกบาททุกสตางค์จะถูกเก็บเป็นเงินออมยามเกษียณ ซื้อมาก ได้ลุ้นมาก มีเงินออมมาก”

‘กัมพูชา’ ฟื้นฟู ‘ยุทธกรมขอม’ ศิลปะการต่อสู้ใหม่ ดึงดูดหนุ่มสาวเขมร หลัง ‘กุนขแมร์-โบกาตอร์’ แป๊ก

เมื่อไม่นานมานี้ เพจ ‘The Better’ ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้อีกแบบของกัมพูชา หรือที่เรียกกันว่า ‘ยุทธกรมขอม’ โดยระบุว่า… 

สำนักข่าว AFP รายงานจากเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของกัมพูชาใกล้ริมฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้โบราณของชาวเขมร ที่นั่น นักศึกษากฎหมายที่ชื่อ เอิน บุนธาว เกร็งลำตัวที่เรียวเล็กและทำตัวเองให้แข็งเหมือนเหล็กตัวเอง เพื่อรับการฟาดศอกเข้าที่ศีรษะ

บุนธาวเป็นหนึ่งในเยาวชนชาวกัมพูชา 20 คนที่เป็นสมาชิกของสโมสรกลางแจ้งใน ‘กรุงอริยะกษัตริย์’ สถานฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้แบบเขมรโบราณที่เรียกว่า ‘ยุทธกรมขอม’ (Yutkromkhorm หรือ យុទ្ធក្រមខម)

ศิลปะการต่อสู้แบบนี้ส่วนใหญ่ถูกลืมเลือนไปแล้วหลังจากที่อาจารย์หลายคนถูกสังหารในการกวาดล้างปัญญาชนภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์เขมรแดงระหว่างปี 1975 ถึง 1979 แต่บุนธาวและเพื่อนนักเรียนของเขามุ่งมั่นที่จะเรียนรู้เทคนิคและรักษามรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขาให้คงอยู่

นักเรียนวิชานี้จะสวมผ้าคาดผมและผูกแขน ส่วนการฝึกอบรมจะรวมถึงการเรียนรู้ที่จะชกแบบน็อกเอาต์ด้วยหมัด การเตะที่แม่นยำด้วยพลังสูง และการโจมตีด้วยข้อศอกและเข่าอย่างรวดเร็ว

การต่อสู้ด้วยไม้ ดาบ และหอกก็อยู่ในหลักสูตรเช่นกัน

“ผมจะพยายามฝึกมันให้ดีที่สุด เพื่อจะได้รู้เรื่องนี้ได้ชัดเจน และพยายามรักษาศิลปะการต่อสู้นี้ไว้สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป” บุนธาว บอกกับ AFP

>>เกิดจากสงคราม 
ยุทธกรมขอม ซึ่งแปลว่า ‘ศิลปะแห่งสงคราม’ ในภาษาเขมร ถือกำเนิดมาจากสงครามหลายครั้งหลายหนในสมัยอาณาจักรเขมรโบราณ

ยุทธกรมขอมมีองค์ประกอบสามส่วน ได้แก่ ศิลปะแห่งสงคราม เวทมนตร์คาถา และกลยุทธ์ทางทหาร

“สมัยโบราณพวกเขาไม่มีอาวุธสมัยใหม่เหมือนทุกวันนี้” นัก รินดา อาจารย์วัย 25 ปี ผู้นำชั้นเรียนของสถาบันกรุงอริยะกษัตริย์ กล่าว

“ในสมัยโบราณผู้คนใช้ศิลปะการต่อสู้ประเภทนี้ เช่น ต่อย ศอก เตะ เข่า ดาบ หอก และลูกธนู เพื่อปกป้องประเทศของเราจากการรุกรานของศัตรู” เขากล่าวเสริม โดยอธิบายว่าเทคนิคของศิลปะนี้ได้รับการขัดเกลาและสมบูรณ์แบบโดยเหล่านักรบในอดีตตามกาลเวลาที่ผ่านไป 

ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ปรมาจารย์ยุทธกรมขอมบางคนโผล่ออกมาจากเงามืดและเริ่มแสดงศิลปะการต่อสู้ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

ยุทธกรมขอมได้รับการแนะนำให้รู้จักในหน่วยงานของกองทัพกัมพูชาและมหาวิทยาลัยบางแห่ง แต่ส่วนใหญ่ยังคงไม่เป็นที่รู้จักของสาธารณชน ซึ่งคุ้นเคยกับมวยเขมร หรือ กุนแขมร์ และศิลปะการต่อสู้โบราณอีกประเภทหนึ่งอย่าง คือ โบกกะโต มากกว่า

“ศิลปะการต่อสู้เขมรโบราณ คือ ยุทธกรมขอม เกือบจะหายไปแล้ว” รินดา กล่าว

“เราสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ไปจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญญาชนที่เสียชีวิตระหว่างการปกครองของเขมรแดง

“ยุทธกรมขอมก็สูญเสียอย่างหนักเช่นกัน

“แต่ตอนนี้เยาวชนของเรากำลังพยายามนำมันกลับมาเพื่อแสดงให้เพื่อนร่วมชาติทุกคนเห็นว่าเรามีศิลปะการต่อสู้แบบโบราณอีกแบบหนึ่งคือยุทธกรมขอม”

>> 'เทคนิคมฤตยู' 
นักศึกษาที่ชื่อ เมา ริดา วัย 18 ปี ซึ่งฝึกฝนมาประมาณ 2 ปี หวังว่าจะใช้ทักษะของเธอเพื่อปกป้องตัวเองจาก ‘คนเลว’

“ในตอนแรก ฉันอยากจะฝึกการใช้มันเพื่อป้องกันตัวเอง เพราะว่าฉันเป็นเด็กผู้หญิง เพื่อที่จะไม่มีใครทำอันตรายฉันได้” ริดา บอกกับ AFP

“เนื่องจากฉันได้เรียนรู้ว่ามันเป็นศิลปะการต่อสู้แบบเขมรโบราณ ฉันจึงอยากได้รับการฝึกฝนให้เป็นผู้ฝึกหัดที่ดี เพื่อช่วยรักษาวัฒนธรรมนี้” เธอกล่าว พร้อมดึงดูดคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ให้ยอมรับศิลปะการป้องกันตัวแนวนี้

“การฟาดศอกนั้นรุนแรงมาก... อาจทำให้ศีรษะได้รับบาดเจ็บได้” เธอเตือน

ที่สโมสร คู่ต่อสู้ของบุนธาวพุ่งไปข้างหน้าและเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วพร้อมกันในคราวเดียว กระโดดขึ้นและโจมตีจำลองอย่างโหดเหี้ยม

บุนธาว ซึ่งกำลังศึกษาด้านกฎหมายอยู่ชั้นปีที่สาม ฝึกยุทธกรมขอมได้เพียงสองเดือนเท่านั้น แต่การฝึกอบรมได้ช่วยลดระดับความเครียดและทำให้เขามีสุขภาพดีขึ้นแล้ว

“สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือศิลปะการกระโดดและฟาดด้วยศอก” เขากล่าวกับ AFP

“หากเรามีส่วนร่วมในการต่อสู้ การฟาดศอกครั้งนี้ถือเป็นเทคนิคที่อันตรายถึงชีวิต”

‘นายกฯ เศรษฐา’ ต่อสายยินดี ‘นายกฯ โมดี’ ชนะเลือกตั้งสมัย 3 พร้อมกระชับสัมพันธ์ ‘ไทย-อินเดีย’ ผ่านการร่วมมือทางเศรษฐกิจ

(6 มิ.ย. 67) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หารือทางโทรศัพท์กับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อแสดงความยินดีกับการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีอินเดียที่ชนะการเลือกตั้ง เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน และชื่นชมการทำงานของนายกรัฐมนตรีอินเดีย เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนชาวอินเดีย พร้อมยืนยันการทำงานร่วมกันเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน 

สำหรับการเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการภายในปีนี้ เพื่อเป็นโอกาสหารือกระชับความร่วมมือระหว่างกัน ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และความร่วมมือในกรอบ BIMSTEC และหวังว่าจะเป็นโอกาสให้ไทยและอินเดียได้ยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน

ด้านนายกฯ อินเดีย กล่าวว่าครั้งนี้ถือเป็นการหารือกับนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรก ขอแสดงความยินดีกับการรับตำแหน่งของนายกฯ ไทยเช่นกัน และเชื่อมั่นว่าไทยและอินเดีย จะคงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน 

ทั้งนี้อินเดีย พร้อมให้การต้อนรับนายกฯ ในการเยือนอินเดีย และยินดีที่จะเข้าร่วมการประชุม BIMSTEC ในเดือนกันยายนนี้ที่ประเทศไทย และเชื่อว่าจะเป็นโอกาสพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน รวมถึงเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้การต้อนรับและแสดงความขอบคุณคณะตำรวจอินโดนีเซียที่เดินทางร่วมในภารกิจควบคุมตัว “แป้ง นาโหนด” กลับมาดำเนินคดียังประเทศไทย

วันนี้ (6 มิถุนายน 2567) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ต.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ รอง ผบช.ส. , พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม. และ พ.ต.อ.ณัฏฐ์ สุวรรณวัฒนะ รอง ผบก.ตท. ให้การต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียจำนวน 10 นาย ที่เดินทางด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำจากประเทศอินโดนีเซีย ในภารกิจควบคุมตัวนายเชาวลิต ทองด้วง หรือ แป้ง นาโหนด กลับมาดำเนินคดียังประเทศไทย นำโดย พ.ต.อ.(พิเศษ) ออดี้ ซนนี ลาตูเฮรู หัวหน้าแผนกอาชญากรรมระหว่างประเทศ ตำรวจสากลอินโดนีเซีย ณ ห้องพรหมนอก อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ ตำรวจอินโดนีเซียได้เยี่ยมคารวะ พูดคุยกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือของตำรวจสองประเทศ จากนั้น รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณความร่วมมือในการคุมตัวนายเชาวลิตฯ ให้กับคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียด้วย

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะแสดงความขอบคุณอย่างสูง ต่อความร่วมมืออันยอดเยี่ยมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย ที่ได้มอบให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยในคดีส่งตัวนายเชาวลิต ทองด้วง ผู้ร้ายข้ามแดนชาวไทยที่หลบหนีคดีอาญาที่ร้ายแรงในประเทศไทย คดีนี้มีความท้าทายเป็นพิเศษ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพของทั้งสองประเทศ  ความสำเร็จของการปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นหลักฐานแสดงถึงความทุ่มเทอย่างไม่ลดละ และการสื่อสารที่ต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ โดยต้องอาศัยความร่วมมือที่ซับซ้อนและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับระบบกฎหมายของแต่ละประเทศ การส่งมอบตัวผู้ต้องหากลับไทยจนประสบความสำเร็จในครั้งนี้ เสริมสร้างความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของทั้งสองประเทศ ในความร่วมมือเพื่อรักษาหลักนิติธรรม และร่วมกันป้องกันปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศต่อไปในอนาคต

ชาวเน็ตพากันโล่งใจ แห่ขอบคุณแทนน้องหมา หลัง ‘บูม เทยกะทะ’ รับดูแล เพื่อนน้องหมวยเล็ก

(ุ6 มิ.ย. 67) กลายเป็นข่าวสะเทือนใจคนรักสุนัข อย่างมาก หลังมีคลิปวิดีโอ สาวโปรไฟล์ดี ลงโทษสุนัขที่เลี้ยงไว้ โดยการผูกเชือกไว้ในห้องน้ำ ก่อนใช้น้ำร้อนราดไปบนตัวสุนัข สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างที่สุดให้กับน้องหมวยเล็ก สุนัขตัวดังกล่าว

โดยต่อมา สามีของหญิงสาวคนดังกล่าว ได้หาบ้านใหม่เพื่อดูแลเจ้าหมวยเล็กได้แล้ว โดยเจ้าของใหม่ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า เล็กเล็ก ทั้งนี้ มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ เข้าแจ้งความเอาผิดกับหญิงสาวอดีตเจ้าของหมวยเล็กแล้วที่ สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

อย่างไรก็ตาม ยังมีคนเป็นห่วง เพราะในบ้านหลังดังกล่าวนี้ หญิงสาวกับสามี ยังเลี้ยงสุนัขเอาไว้อีก 3 ตัว ซึ่งหลายคนกลัวว่า สุนัขที่เหลืออยู่ในบ้านหลังดังกล่าว จะโดนทำร้ายแบบเจ้าหมวยเล็กอีกนั้น

ล่าสุด วันที่ 6 มิถุนายน บูม หมูทะ อินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของร้านหมูกะทะชื่อดัง และเจ้าของสุนัขที่เก็บมาเลี้ยงซึ่งเป็นที่รู้จักกันในโลกโซเชียล 2 ตัว คือ เจ้าเป้บซี่ และเจ้าหมูทะ โดยก่อนหน้า บูมได้ออกมาต่อว่าหญิงสาวคนที่เอาน้ำร้อนลวก เจ้าหมวยเล็กอย่างหนักนั้น วันนี้ บูมได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า

‘น้องหมาที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกับน้องหมวยเล็ก
น้องหมาที่โดนน้ำร้อนลวก
ไม่ต้อง เป็นห่วงแล้วนะคะตอนนี้บูมได้รับน้องมาดูแลต่อแล้วค่ะ’

โดยมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความยินดี และขอบคุณแทนน้องหมาทั้งหมดอย่างมากที่บูมทำเช่นนี้

‘อิสราเอล’ เล็งเป้า ‘เลบานอน’ หลังจบศึกทำลายล้างกาซา เมินเสียงเตือน ‘ผู้นำสหรัฐฯ’ ที่หวั่นเหตุลุกลาม-สูญเสีย

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ระบุในวันพุธ (5 มิ.ย.) อิสราเอลเตรียมพร้อมยกระดับปฏิบัติการเข้มข้นขึ้นตามแนวชายแดนติดกับเลบานอน บริเวณที่ทหารอิสราเอลยิงตอบโต้กับพวกนักรบฮิซบอลเลาะห์แทบทุกวัน เมินเสียงทัดทานจาก โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ที่เตือนว่าสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลายจะก่อความเสี่ยงด้านความมั่นคงแก่อิสราเอลเอง

(6 มิ.ย.67) เกือบ 8 เดือนแห่งการปะทะกันอย่างต่อเนื่องระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ ขบวนการเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านและเป็นพันธมิตรของฮามาส การยิงตอบโต้กันไปมาระหว่าง 2 ฝ่ายได้ทวีความรุนแรงขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว โดยที่อิสราเอลโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของเลบานอน

"เราเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการที่เข้มข้นอย่างมากในทางเหนือ เราจะกอบกู้ความมั่นคงสู่ทางเหนือของเรา" เนทันยาฮูกล่าวระหว่างเดินทางเยือนพื้นที่ตามแนวชายแดน

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ฮิซบอลเลาะห์ เปิดฉากโจมตีหลายระลอกใส่ฐานที่มั่นต่าง ๆ ของอิสราเอลในวันเดียวกัน ในนั้นรวมถึงยิงขีปนาวุธนำวิถีเข้าใส่ฐานปล่อยไอรอนโดม ในค่ายทหารรามอต นาฟตาลี

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อิสราเอลได้ยกระดับโจมตีเล่นงานเป้าหมายพวกนักรบฮิซบอลเลาะห์และพันธมิตรอย่างพวกกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์และกลุ่มติดอาวุธเลบานอน ที่อยู่ในรถยนต์และกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ในเลบานอน

อิตามาร์ เบน กาวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ พันธมิตรในรัฐบาลผสมขวาจัดของเนทันยาฮู และเบซาเกล สโมทริช รัฐมนตรีคลัง ต่างเรียกร้องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ให้ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูความมั่นคงทางเหนือของอิสราเอล "พวกเขาเผาผลาญเรา ป้อมปราการของฮิซบอลเลาะห์ทั้งหมดต้องถูกเผาผลาญและทำลาย สงคราม!" เบน กาวีร์ เขียนบนเทเลแกรมในวันอังคาร (4 มิ.ย.)

ความรุนแรงที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม สังหารผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 455 รายในฝั่งเลบานอน ส่วนใหญ่เป็นนักรบ แต่ก็มีพลเรือนรวมอยู่ด้วย 88 ราย ส่วนฝั่งอิสราเอลมีทหารอย่างน้อย 14 นาย และพลเรือน 11 คนเสียชีวิต

การเตรียมพร้อมยกระดับปฏิบัติการของอิสราเอล มีขึ้นแม้สหรัฐฯ พันธมิตรสำคัญส่งเสียงเตือนเนทันยาฮูในวันพุธ (5 มิ.ย.) ว่าสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลายในเลบานอน อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของอิสราเอลเอง

"เราไม่ต้องการเห็นสถานการณ์ความขัดแย้งลุกลามบานปลาย ซึ่งรั้งแต่จะนำมาซึ่งการเสียชีวิตเพิ่มเติมจากทั้งประชาชนอิสราเอลและประชาชนเลบานอน และจะก่ออันตรายใหญ่หลวงแก่ความมั่นคงโดยรวมของอิสราเอลและเสถียรภาพในภูมิภาค" แมตธิว มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าว

อย่างไรก็ตาม มิลเลอร์ ปฏิเสธข้อสันนิษฐานที่ว่าสงครามกับเลบานอนใกล้เข้ามาแล้ว "ถ้อยแถลงต่าง ๆ จากรัฐบาลอิสราเอล บอกว่าพวกเขาพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหารถ้าจำเป็น ซึ่งมันมีความแตกต่างจากที่พวกเขาเคยบอกว่าได้ตัดสินใจดำเนินการปฏิบัติการทางทหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรายังคงอยู่ในขั้นที่เชื่อว่า พวกเขาอยากหาทางออกทางการทูตมากกว่า"

มิลเลอร์ บอกว่าสหรัฐฯ เข้าใจดีถึงสถานการณ์ที่ควบคุมไม่อยู่สำหรับอิสราเอล ตามแนวชายแดนทางเหนือของประเทศ "พลเมืองอิสราเอลหลายแสนคนไม่อาจกลับสู่บ้านพักทางเหนือของอิสราเอล เพราะว่ามันไม่ปลอดภัย เพราะว่าพวกฮิซบอลเลาะห์ยังคงยิงปืนใหญ่ และโจมตีด้วยโดรนเล่นงานพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง"

เปิดภาพ 'ธงชาติจีน' จากยานฉางเอ๋อ-6 บนด้านลึกลับของดวงจันทร์ หนักแค่ 11 กรัม ทอจากเส้นใยหินบะซอลต์ ทนทานนานนับหมื่นปี

(6 มิ.ย. 67) ChinaReport รายงานว่า ธงชาติจีนผืนนี้ ผืนที่กางออกจากยานฉางเอ๋อ-6 บน 'ด้านไกล' ด้านลึกลับของดวงจันทร์

- ยานสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ-6 ของจีน คลี่ธงชาติจีนเมื่อภารกิจเก็บตัวอย่างบนดวงจันทร์ด้านไกลเสร็จสิ้น ธงชาติจีนผืนนี้ไม่ธรรมดา มีความพิเศษ หนักเพียง 11 กรัม ทอจากเส้นใยหินบะซอลต์ เส้นใยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1/3 ของเส้นผม

- โจว ฉางอี้ หัวหน้าผู้ออกแบบและนักวิจัยของศูนย์วิทยาศาสตร์อวกาศแห่งชาติ สถาบันวิทยาศาสตร์จีน ระบุว่า ธงชาติจีนผืนนี้ สามารถคงทนบนดวงจันทร์นาน 10,000 ปี เพราะทำจากวัสดุที่ทนทานต่อการกัดกร่อน ความร้อน และความเย็น ในสภาวะอวกาศ

- ธงชาติจีนถูกกางออกจากยานอวกาศฉางเอ๋อ-6 ซึ่งทะยานขึ้นจากพื้นผิวดวงจันทร์แล้วช่วงเช้าวันอังคารที่ 4 มิ.ย. พร้อมตัวอย่างที่เก็บจากด้านไกลของดวงจันทร์นำกลับสู่โลก เป็นความสำเร็จอันมิเคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การสำรวจดวงจันทร์ของมนุษย์

- ยานอวกาศฉางเอ๋อ-6 เดินทางจากโลกสู่อวกาศเมื่อวันที่ 3 พ.ค. ลงจอดที่แอ่งขั้วใต้-เอตเคน ด้านไกลของดวงจันทร์เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.

บลูเทคซิตี้ "ร่วมแจกข้าวกล่อง"ในโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชนุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

วันนี้( 06 มิ.ย 67 )ณ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชนุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร  ประจำปีงบประมาณ 2567 พร้อมด้วย นางสาวกมลชญา ประเสริฐสิน นายอำเภอบางปะกง ,นายดนัย ปัญจพิทยากุล เกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา และผู้นำชุมชน ประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก 
ซึ่งจังหวัดฉะเชิงเทราได้ดำเนินการ จัดเก็บข้อมูลวิเคราะห์ถึงปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ เพื่อจัดให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในรูปแบบบูรณาการ งานบริการวิชาการเกษตรทุกสาขาการสาธิตส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร จัดนิทรรศการความรู้ทางการเกษตรเครื่องมือ อุปกรณ์เข้าช่วยในการปฏิบัติงาน ณ จุดเดียวในรูปแบบให้บริการเคลื่อนที่ ในวันนี้เปิดให้บริการคลินิกเกษตร ได้แก่ คลินิกพืช คลินิกดินคลินิกข้าว คลินิกปศุสัตว์ คลินิกประมง คลินิกชลประทาน คลินิกสหกรณ์คลินิกบัญชี คลินิกกฎหมาย คลินิกส่งเสริมการเกษตร และคลินิกทั่วไปโดยมีเกษตรกรในพื้นที่ตำบลเขาดิน และตำบลใกล้เคียงของอำเภอบางปะกง เข้าร่วมงาน จำนวน ๑๐๐ ราย

ทั้งนี้บลูเทค ซิตี้ ได้เข้าร่วมโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชนุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยการ นึกข้าวกล่อง จำนวน 200 กล่อง มาแจกฟรี ให้กับผู้ที่มาเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ จึงมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top