Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

States TOON EP.163

ฤดูฝน!!

***สงวนลิขสิทธิ์ภาพดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียนแบบ ดัดแปลง หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งไปใช้ แต่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ต่อได้ ตามต้นฉบับนี้ โดยไม่ต้องขออนุญาต 

'เพจดัง' ชี้!! มีเศรษฐีรวยเงียบ ที่ 'ไม่มีเกียรติแต่มีกิน' รอให้เก็บภาษีอยู่อีกมาก ในจังหวะรายได้รายเดือน (ไม่สูง) จากคนที่อยู่ในระบบ เป็น 'เดอะแบก'

(8 มิ.ย.67) จากข้อความของเพจ 'คนงาม ฟินเน่' ซึ่งได้โพสต์เนื้อหา ระบุว่า...

อย่าดูถูกกัน!! #ไม่มีเกียรติแต่มีกิน ผมเคยเห็นคนขายก๋วยเตี๋ยวป๊อกๆ ใต้ทางด่วน 
ขายได้วันละ 7-8 พัน เดือนนึงกำไรไม่ถึงแสนก็เฉียดแสนต่อเดือน
ผมเคยเห็นคนขายไส้กรอกย่างชิ้นละบาท
ปั่นซาเล้งขายตอนกลางคืนขายได้วันละ 4-5 พัน  กลางวันขับรถคันเป็นล้านไปจ่ายตลาด
ผมเคยเห็น คนเข็นรถผลไม้
ขายได้วันละ 2-3 พัน แต่ขอโทษกำไรพวกนี้ 70%  เดือนๆ นึง มีเก็บเฉียดแสน
ผมเคยเห็นคนขายส้มตำไก่ย่าง
ขี่มอร์ไซค์พ่วงขายกับเมียสองคน
จอดตามไซด์งานก่อสร้าง จอดตามปั๊มน้ำมัน 
วันนึงมีกลับบ้าน 6-7 พัน กำไรครึ่งนึง เดือนนึงเกือบแสน
ผมเคยเห็นคนขายซูชิ 5 บาทตลาดนัด
ซื้อบ้านเงินสดหลังละ 5 ล้านมาแล้ว
ก็เล่นขายได้วันละ1-2 หมื่น จะซื้อไม่ได้ ได้ยังไง
5 บาทก็จริง เลือกไปเลือกมาคนเดียวเกือบร้อย!
คนเหล่านี้ รวยเงียบๆ
แม้ไม่ได้ใส่สูททำงานห้องแอร์
แต่ขอโทษ...พวกนี้เดือนนึงหาเงินได้มากกว่า
พนักงานทั่วไปถึง 10 เท่า
อย่าได้ดูถูกอาชีพเหล่านี้
อย่าได้ดูถูกคนที่เสื้อผ้า และสิ่งที่เห็น
คนพวกนี้ไม่มีหรอกนะบัตรเครดิต เขามีแต่เงินสด! คนพวกนี้มนุษย์เงินสด มนุษย์เงินล้าน 
ถ้าไม่ดีจริง เขาไม่ทิ้งนามาเข็นผลไม้ขายเต็มกรุงเทพหรอก
อย่าดูถูกกัน!! #ไม่มีเกียรติแต่มีกิน
ขอบคุณบทความ สิริทัศน์ สมเสงี่ยม
ขอบคุณภาพประกอบจาก สะพานใหม่

***ขณะที่เพจ 'สานต่อเจตนารมณ์ อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา' ก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อความจากโพสต์ดังกล่าว ในมุมของเหล่าเศรษฐีรวยเงียบ ไว้ด้วยว่า...

เป็นบทความให้พลังบวกที่อ่านแล้วประทับใจมาก…จนอยากให้สรรพากรหาแนวทางเก็บภาษีจากเศรษฐีรวยเงียบเหล่านี้ซักที

กำไรเป็นแสนต่อเดือนแบบนี้ รายได้ต้องระดับสองแสนต่อเดือน แบบนี้ภาษีเงินได้ขั้น 20% ต้องได้สัมผัสแล้วนะ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่หากินเงินภาษีจากคนที่อยู่ในระบบเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่ส่วนมากแล้วเป็นพนักงานออฟฟิศ ลูกจ้าง ข้าราชการ ที่รายได้ไม่ได้สูงอะไรมากมาย 

เป็นชนชั้นกลางที่ทำงานทั้งเดือนเพื่อรับเงินเดือนมากินสองอาทิตย์แรกของเดือน

เศรษฐกิจใต้ดิน (Black Market) ระดับ 50-70% ของ GDP ของประเทศไทยนี่คือ เงินภาษีอีกมหาศาล 

มีเศรษฐีรวยเงียบรอให้เก็บภาษีอีกเยอะ

กองทัพอากาศจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky # I’m Strong)

กองทัพอากาศ ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่ และ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์) จัดกิจกรรมวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky # I’m Strong) เพื่อนำรายได้จากการจัดการแข่งขันสมทบทุนมูลนิธิพระมหาธาตุนภเมทนีดล พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ กิจกรรมสาธารณกุศลในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และมูลนิธิผู้พิทักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน หันมาสนใจในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยกำหนดจัดการแข่งขัน ในวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2567 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 

กิจกรรมวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky # I’m Strong) เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และเป็นการผสานความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนทั่วไป ข้าราชการที่เข้าร่วมกิจกรรม และประชาชน ให้เห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย ซึ่งกิจกรรมนี้ กองทัพอากาศมุ่งหวังที่จะได้สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนและหน่วยงานอื่น ๆ ให้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ของกองทัพอากาศที่ปฏิบัติงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะสถานีรายงานดอยอินทนนท์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ในการเฝ้าตรวจการรุกล้ำน่านฟ้าไทย ตลอดจนเพื่อประชาสัมพันธ์กิจการแหล่งท่องเที่ยวในเขตทหารของกองทัพอากาศ และร่วมกันชื่นชมความงดงามของพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ซึ่งเป็นพระมหาสถูปเจดีย์ที่ประดิษฐานอยู่บนพื้นที่ที่สูงที่สุด ในประเทศไทย ที่กองทัพอากาศจัดสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

สำหรับการแข่งขันวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky # I’m Strong) แบ่งเป็นสองประเภท คือ ประเภท Sky Breaker ระยะ 16 กิโลเมตร เส้นทางเริ่มต้น ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ กม.31 สิ้นสุดที่สถานีรายงานดอยอินทนนท์ และ ประเภท Sky Touch ระยะ 5 กม. เส้นทางเริ่มต้น ณ พระมหาธาตุ นภเมทนีดล สิ้นสุดที่สถานีรายงานดอยอินทนนท์ ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับเหรียญรางวัลสำหรับผู้เข้าเส้นชัยทุกท่าน นอกจากนี้ จะได้รับถ้วยรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศอันดับที่ 1 - 5 ของแต่ละกลุ่มอายุ ชาย-หญิง และรุ่นทั่วไปไม่จำกัดอายุ ชาย-หญิง เงินรางวัลสำหรับผู้เข้าเส้นชัย Over All 30 ท่านแรก ชาย-หญิง อีกด้วย

โดยมีกำหนดการที่สำคัญดังนี้
- วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 น. กิจกรรม Air Force Run Training Camp 2024 ณ โรงเรียนจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 
- วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2567 ณ อาคารศูนย์กีฬา-สวนเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี
 - เวลา 10.00 น. แจกบิบให้สำหรับผู้สมัครเข้าแข่งขัน
- เวลา 14.30 น. งานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky  # I’m Strong) 
- วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 น. แจกบิบให้สำหรับผู้สมัครเข้าแข่งขัน ณ หอประชุมเดชะตุงคะ กองบิน 41
- วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 - 18.00 น. แจกบิบให้สำหรับผู้สมัครเข้าแข่งขัน ณ โรงเรียนจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
- วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2567 กิจกรรมวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky # I’m Strong) ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 

สามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook : Air Force Run – Run to the Sky และสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ของกองทัพอากาศ

ที่มาเว็บไซต์กองทัพอากาศ : https://welcome-page.rtaf.mi.th/blog/khaawedn-19/k-ngthaph-aakaascchadkicchkrrmwingkaarkusl-air-force-run-2024-run-to-the-sky-im-strong-1095

สำนักงานตำรวจแห่งชาติปิดการแข่งขันกีฬา โครงการจัดเตรียมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากองทัพไทย ประจำปี 2567 เสริมความสามัคคีและสมรรถนะร่างกายของตำรวจ

เมื่อวานนี้ (7 มิถุนายน 2567) เวลา 18.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผย.ตร.) เป็นประธานปิดโครงการจัดเตรียมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากองทัพไทย ประจำปี 2567 ณ สนามศุภชลาศัย เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.สกพ. และข้าราชการตำรวจจำนวนมากเข้าร่วมเชียร์กีฬาและร่วมพิธีปิดโครงการ 

ซึ่งในวันนี้มีการแข่งขันกีฬาฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมตำรวจภูธรภาค 2 และทีมตำรวจภูธรภาค 9 ผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมตำรวจภูธรภาค 9 สามารถคว้าชัยชนะไปได้ด้วยสกอร์ 4 ต่อ 2 จากนั้นเป็นการแข่งขันฟุตบอลทีมอาวุโส ระหว่างทีมตำรวจภูธรภาค 2 และทีมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยทีมชนะเลิศได้แก่ ทีมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ด้วยสกอร์ 2 ต่อ 1

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันกีฬาสนุกสนานของข้าราชการตำรวจหน่วยต่างๆ และครอบครัวข้าราชการตำรวจ เข่น การแข่งขันวิ่งผลัด 4 สายงาน เป็นการวิ่งผลัดของตำรวจหน่วยงานต่างๆ โดย 1 ทีม จะประกอบด้วยสายงานสืบสวน จราจร ป้องกันปราบปราม และกองร้อยควบคุมฝูงชน แต่งกายในชุดปฏิบัติหน้าที่ โดยทีมที่ชนะเลิศ ได้แก่ ทีมตำรวจภูธรภาค 2 , การแข่งขันวิ่งผลัดสามัคคีครอบครัวตำรวจ ทีมชนะเลิศได้แก่ ทีมครอบครัวตำรวจภูธรภาค 2  

ในช่วงสุดท้ายเป็นพิธีปิดโครงการจัดเตรียมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากองทัพไทย ประจำปี 2567 โดยมีผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพลกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ โดยการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเสริมสร้างและพัฒนาสมรรถภาพทางกีฬาและร่างกายให้แก่ข้าราชการตำรวจ ในปีนี้มีการแข่งขันกีฬาทั้งหมด 17 ประเภทกีฬา เริ่มแข่งขันตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จนถึงพิธีปิดในวันนี้ 

จากนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ เป็นประธานมอบถ้วยและเหรียญรางวัลให้แก่นักกีฬาที่ชนะเลิศในการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ได้แก่ กรีฑา กอล์ฟ ตะกร้อ ต่อสู้และป้องกันตัว เทนนิส เทเบิลเทนนิส บาสเกตบอล แบดมินตัน เปตอง ฟันดาบ ฟุตซอล มวย ยิงปืน ยูโด วอลเลย์บอล ฟุตบอล และมอบรางวัลให้กับกลุ่มที่ได้รับคะแนนรวมสูงสุด ซึ่งได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว รวมทั้ง มอบรางวัลให้กับทีมที่ชนะเลิศวิ่งผลัด 4 สายงาน และวิ่งผลัดสามัคคีครอบครัวตำรวจ ด้วย

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทีมชนะเลิศในการแข่งขันกีฬาแต่ละประเภท ซึ่งการแข่งขันกีฬานี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติยินดีส่งเสริมโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสามัคคี และเพิ่มสมรรถนะร่างกายของตำรวจ ให้มีทักษะและมีประสิทธิภาพ เพื่อความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลพี่น้องประชาชน

‘กรณ์’ โพสต์เฟซบุ๊ก เชียร์ ‘นโยบายหวยเกษียณ’ ชี้!! มีเจตนาที่ดี ทำให้คนไทยมี ‘เงินออม’ มากขึ้น

(8 มิ.ย.67) นายกรณ์ จาติกวณิช โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก ‘กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij’ ระบุว่า

ผมชอบนโยบาย #หวยเกษียณ ของรัฐบาลครับ! 

และชอบมากที่รัฐบาลเลือกที่จะให้สิทธิกับสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) 

ใครถูกรางวัลก็ได้ไป แต่หากใครไม่ถูก ..เงินที่ซื้อหวยรัฐบาลไม่ถือเป็นรายได้รัฐ แต่ชาวบ้านได้เก็บเป็นเงินออมในบัญชีของผู้ซื้อ ซึ่งจะได้รับคืนเมื่อถึงวัยเกษียณ

แรงจูงใจปัจจุบันให้คนออมในกองทุนฯคือ ‘เงินสมทบจากรัฐบาล’ แต่เงินนี้น้อยเกินไป ไม่จูงใจพอ จึงทำให้มีสมาชิกวันนี้เพียง 3 ล้านคน (จริง ๆ ควรมีแล้วอย่างน้อย 10 ล้านคน)

นโยบายนี้จริง ๆ เป็นกุศโลบายที่ดี เพราะรัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณเพียง 700 ล้านบาทต่อปี (เงินรางวัล) น้อยกว่างบเงินสมทบหลายเท่า

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ รัฐบาลจะให้เจ้าของบัญชีถอนเงินหวยทั้งก้อนได้เมื่ออายุครบ 60 ปี ในขณะที่เงินออม+เงินสมทบปกติตามกฎปัจจุบันจะได้รับตามงวดเป็นบำนาญ - ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่มาจากเจตนาดี แต่ทำให้สมาชิกหลายคนที่อยากได้เงินก้อนรู้สึกอึดอัด

'หวยเกษียณ' จะประสบความสำเร็จหรือไม่ส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับว่าเงื่อนไขจะจูงใจคอ ‘หวยใต้ดิน’ ได้หรือไม่ 

ผมหวังว่าจะได้ไม่มากก็น้อย และหวังว่านโยบายนี้ประสบความสำเร็จ เพื่อคนไทยมีเงินออมมากขึ้นในอนาคต 

นโยบายแบบนี้ควรลองทำดู ได้มากกว่าเสีย เชียร์ให้เกิดขึ้นได้เร็วครับ

ภารกิจสุดท้าทาย 'รัฐสภาไทย' เดินหน้าลดโลกร้อน ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050

รายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ได้สัมภาษณ์พูดคุยผู้บริหารของหน่วยงานต่าง ๆ ในสัปปายะสภาสถาน ถึงทิศทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายมาก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทาง ดร.ก้องเกียรติ สุริเย ประธานกรรมการ บริษัท จีอาร์ดี จำกัด และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการในการเดินหน้าเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรัฐสภาไทย ได้กล่าวถึงความเป็นมาของภารกิจนี้ ว่า...

"รัฐสภาไทยมีคณะกรรมการเรื่องของ สภาสีเขียว ในการผลักดันให้รัฐสภาไทยเป็นต้นแบบสำคัญในการลดโลกร้อน ซึ่งมีการประชุมและตั้งเป้าหมายในเบื้องต้นเพื่อมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน ปี ค.ศ. 2050 ซึ่งท้าทายมาก ในขณะที่ประเทศไทยได้ตั้งเป้าบนเวทีการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP26) ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065 ปัจจุบันรัฐสภาไทย มีการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นต์ (Carbon Footprint) ประมาณ 22,000 ตันต่อปี มาจากการใช้พลังงานไฟฟ้า รองลงมาคือ กระดาษ และขยะ ซึ่งวันนี้หน่วยงานต่าง ๆ ในรัฐสภาได้ขับเคลื่อนอย่างจริงจังเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ เช่น หอสมุดรัฐสภา และสำนักการพิมพ์รัฐสภา เป็นต้น"

ด้าน คุณศิริพร โหตรภวานนท์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานหอสมุดรัฐสภา กล่าวว่า หอสมุดรัฐสภาได้เริ่มดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เนื่องจากได้เข้าร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากจัดการสิ่งแวดล้อมภายในหอสมุด เช่น การจัดการขยะ การรีไซเคิล (Recycle) การรียูส (Reuse) 

"ในปัจจุบันได้แบ่งงบประมาณจัดซื้อหนังสือจากเดิมในรูปแบบกระดาษเป็นรูปแบบอีบุ๊ก (e-Book) มากขึ้น นอกจากนี้ยังรณรงค์สร้างการตระหนักรู้ไปยังข้าราชการรัฐสภา เจ้าหน้าที่ของหอสมุด โดยมีการนำวัสดุอุปกรณ์ใช้แล้วมารียูส กระตุ้นเตือนเรื่องปิดไฟเมื่อไม่ได้ใช้งาน ใช้กระดาษ 2 หน้าอย่างคุ้มค่า จัดโซนแยกขยะต่าง ๆ โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หอสมุดเรามีถุงผ้าใส่หนังสือให้บริการ และมีการดิจิไทเซชั่น (Digitization) หนังสือ เอกสารแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัลจำนวนมาก เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงได้ทางเว็บไซต์ โดยไม่ต้องเดินทางมายังหอสมุด โดยหอสมุดรัฐสภาได้เข้าร่วมโครงการสำนักงานสีเขียวของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาสและสิ่งแวดล้อม และได้รับเครื่องหมาย G-green ระดับดีเยี่ยม (G-ทอง) ระดับประเทศใน ปี พ.ศ. 2566"

ด้าน คุณวารุณี แก้วสอาด ผู้อำนวยการสำนักการพิมพ์รัฐสภา กล่าวถึงแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสำนักการพิมพ์รัฐสภาว่า หลัก ๆ จะมุ่งเน้นการลดกระดาษในการพิมพ์ ซึ่งปัจจุบันลดลงประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

"ในอดีตรัฐสภาไทย ปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นต์ กว่า 1,000 ตัน หรือประมาณบอลลูน 1 ลูก แต่ปัจจุบันสำนักการพิมพ์สามารถลดลงมาได้ 50% เหลือเพียง 500 ตัน นอกจากนี้สำนักการพิมพ์รัฐสภาได้จัดทำโครงการ ใต้ร่มสีเขียว เพื่อสร้างความตระหนักรู้และรณรงค์การลดโลกร้อนให้กับข้าราชการรัฐสภา เจ้าหน้าที่ในสำนักการพิมพ์ประมาณ 100 คน เป็นโครงการที่สร้างการมีส่วนร่วมในการลดโลกร้อน โดยทุกคนสามารถนำเสื้อผ้าของใช้มาแบ่งปัน หรือสินค้าเกษตรที่ปลูกอยู่สามารถนำมาขายได้ อีกประเด็นคือเรื่องน้ำเสียที่ปล่อยคาร์บอน ประมาณ 500 ตัน ซึ่งสำนักการพิมพ์เรามีบ่อพักน้ำเสียของเราเอง โดยมีการจัดการน้ำเสียอย่างถูกต้อง ถูกกรรมวิธีเกี่ยวกับการลดโลกร้อน นอกจากนี้เรายังได้นำอุปกรณ์เหลือใช้จากไม้พาเลทมาทำประโยชน์ เช่น ทำโต๊ะ เก้าอี้ ซุ้มกาแฟ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยสำนักการพิมพ์รัฐสภา ได้เข้าร่วมโครงการสำนักงานสีเขียวของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมและได้รับเครื่องหมาย G-green ระดับดีเยี่ยม (G-ทอง) ระดับประเทศใน ปี พ.ศ. 2565"

ท้ายสุด ดร.ก้องเกียรติ ได้กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐสภาไทย มีพื้นที่ประมาณ 500,000 ตารางเมตร และมีพื้นที่สีเขียวประมาณ 100,000 ตารางเมตร คิดเป็น 20% ของพื้นที่รวม ซึ่งถือว่าเป็นรัฐสภาที่มีพื้นที่สีเขียวอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งการมีพื้นที่สีเขียวมีประโยชน์ เนื่องจากต้นไม้ช่วยดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยลดโลกร้อนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งการตื่นตัวและการมีส่วนร่วมของข้าราชการรัฐสภา เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานต่างๆ อย่างจริงจัง จึงเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่สำคัญเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของรัฐสภาไทย ภายใน ปี ค.ศ. 2050 หรืออาจจะเร็วกว่านั้น

‘BENZ BKK บางนา’ ร่วมฉลอง ‘Pride Month’ จัดโชว์รูมต้อนรับทุกเพศ พร้อมจัดแคมเปญให้ ‘เบนซ์คันโปรด’ เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับทุกคน

เมื่อไม่นานมานี้ เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป-บางนา Mercedes-Benz Experience Center ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จับมือ สีพ่นรถยนต์ระดับพรีเมียม GLASURIT (สีนกแก้ว) ผู้นำด้านสีพ่นรถยนต์ระบบสีสูตรน้ำสุดยอดเทคโนโลยีสีจากประเทศเยอรมนี ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล ‘Pride Month’ ด้วยสีสันแห่งความหลากหลาย ภายใต้แคมเปญ Pride Month Pride Ride ยกโชว์รูม และรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์คันโปรด ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน พร้อมเนรมิตทางม้าลายสีรุ้ง เชื่อมต่อทุกพื้นที่ @โชว์รูมเบนซ์ บีเคเค บางนา 

นางสาวตวงรัตน์ ลิขิตพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป กล่าวว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็น Lifestyle Showroom และสร้างให้เกิด Pride vibes จึงตกแต่งโชว์รูมพร้อมเชื่อมความหลากหลายด้วยพื้นที่ปลอดภัยกับ ‘รถเบนซ์คันโปรด’ ทั่วทั้งโชว์รูม โดยเริ่มตั้งแต่ทางม้าลายสายรุ้งด้านหน้า พร้อมด้วยโปรโมชั่น และกิจกรรมพิเศษอัดแน่นตลอดเดือน มิถุนายนนี้ ไม่ว่าจะเป็น

โชว์รูม : ที่โชว์รูมเบนซ์ บีเคเค บางนา เปิดให้บริการทุกวัน มีรถทดลองขับรองรับบริการมากกว่า 15 รุ่น พร้อมผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ ให้คำแนะนำ และตอบคำถามทุกข้อสงสัย และเพียงนัดหมายทดลองขับ รับฟรี! BKK’s Pride Goodie Bag (Limited Edition)

Benz BKK Certified : MID YEAR DEALS ดีลดีที่สุดกลางปี กับรถเบนซ์มือสอง ไมล์น้อยสภาพนางฟ้า พิเศษ!เมื่อจองและทำสัญญาทางการเงินกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ภายในงาน ระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2567 รับฟรี!บัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท และ 21-23 มิ.ย. 3 วันเท่านั้น!! กับงาน Benz BKK Certified Executive Car Day รับทันที! The New iPAD Air M2 มูลค่า 26,100 บาท เมื่อจองรถในกลุ่ม Mercedes-EQS, S-Class และ Marshall Minor4 มูลค่า 4,990 บาท เมื่อจองรถรุ่นอื่นๆในงาน

ศูนย์บริการหลังการขาย : เพียงนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ รับทันที! BKK’s Pride Goodie Bag (Limited Edition), ที่ศูนย์บริการซ่อมสี และตัวถัง เมื่อเปิดใบเคลม มูลค่า 100,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! กระเป๋าเดินทางBKK Travel Trunk มูลค่า 7,990 บาท

Workshop : ทุกวันเสาร์ตลอดเดือนมิถุนายน พบกับกิจกรรมเวิร์คชอป Marbling Art Workshop จากร้านดัง @marblinmarblin งานศิลปะบนพื้นผิวน้ำ พิมพ์ลงโมเดล ให้เป็นแรร์ไอเทมตัวเดียวในโลกสำหรับคุณ (สำหรับลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการและมียอดใช้จ่าย 10,000.- บาทขึ้นไป) รวมถึงลูกค้าที่จองรถในงานระหว่างวันที่1-30 มิถุนายน 2567

BKK Café : เมนูพิเศษ ‘BKK Rainbow Cakes’ เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มแก้วโปรด นอกจากนั้น ก็ยังมีการออกแบบปลอกแก้ว (Cup Sleeve) ลายพิเศษ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองอีกด้วย

'รศ.ดร.สุวินัย' มองปรากฏการณ์!! 'อำนาจ-ศรัทธา-อนาคต' ที่บางตา เกม 'ตัดวงจรอำนาจสังคมไทย' ที่ก๊วนส้มเชื่อมไม่ถึงใจด้อมอีกต่อไป

(8 มิ.ย.67) รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ในหัวข้อ :วาทกรรม 'ตัดวงจรอำนาจของสังคมไทย' (Breaking the Cycle) กับปฏิทรรศน์ (Paradox) เรื่องการเปลี่ยนแปลงโลกกับการเปลี่ยนแปลงตนเอง' ระบุว่า...

>> การที่มี 'มวลชนส้ม' เข้าไปโรงหนังเพื่อดูหนังสารคดีที่เกี่ยวกับบทบาททางประวัติศาสตร์ของธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ภายใต้ชื่อ 'อำนาจ ศรัทธา อนาคต : Breaking the Cycle' ค่อนข้างบางตาอย่างผิดคาด จนถูกอีกฝ่ายเอามาแซะหรือล้อเลียนในโซเชียลนั้น ... มันบ่งชี้ชัดเจนว่า ความสัมพันธ์เชิงจัดตั้งและเชิงปฏิบัติการมวลชน (Mass Action) ระหว่างพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นทายาทของพรรคอนาคตใหม่กับมวลชนส้มของพรรคนั้น ... มันบอบบาง ชั่วคราว ไม่ถาวร และเอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง

>> ปรากฏการณ์จุดกระแสไม่ติดครั้งนี้ อาจทำให้มองได้ด้วยซ้ำว่าคะแนนเลือกตั้ง 14 ล้านเสียงที่พรรคก้าวไกลได้มานั้น กว่าครึ่งคงมาจากนโยบายอภิมหาประชานิยม 'แจกเงินคนชราเดือนละ 3,000 บาท' ที่พรรคก้าวไกลออกมาในช่วงเจ็ดวันสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง มากกว่าศรัทธาในแนวทางและอุดมการณ์ปฏิกษัตริย์นิยมของพรรคก้าวไกลเป็นหลัก ... จะว่าไปแล้วนี่คือ 'คุณภาพ' ของคนที่ไปเลือกตั้งจำนวนมากที่ตัดสินใจลงคะแนนตามสิ่งล่อใจจำพวกนโยบายอภิมหาประชานิยมที่พวกนักการเมืองเอามาล่อ มากกว่าจะลงคะแนนตามหลักเหตุผลเพื่อ 'ส่วนรวม' ซึ่งเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของประชาธิปไตย

>> ถ้าธนาธรหรือพรรคก้าวไกลชูธงว่า 'จะตัดวงจรอำนาจของพวกนักการเมืองที่กินเมืองให้สิ้นซาก' แทนที่จะชูนโยบายปฏิกษัตริย์นิยมที่ตั้งอยู่บนความเชื่อผิด ๆ ของพวกตนว่า "สถาบันกษัตริย์คือต้นเหตุของปัญหาอำนาจทั้งปวงของประเทศนี้ที่จำเป็นต้องตัดวงจรอำนาจนี้ให้ขาดสะบั้น" ... ผู้เขียนคิดว่าพวกเขาคงจะประสบความสำเร็จที่ยั่งยืนกว่าในปัจจุบัน

>> จะว่าไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในสังคมไทย หรือการตัดวงจรอำนาจในสังคมไทย มันเป็นงานใหญ่ระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินก็ว่าได้ ... จริงอยู่มันมิใช่เป็นไปไม่ได้ แต่ประวัติศาสตร์ของทุกประเทศทั่วโลกมันสอนเราว่ามันเป็นเรื่องยากมาก ๆ ระดับร้อยปีหรือหลายร้อยปีถึงจะเกิดสักครั้ง และกว่าจะเกิดขึ้นมาจริง มันจะต้องผ่านสงคราม ผ่านการนองเลือดสละชีวิตผู้คนนับล้าน ๆ คนก็ใช่ว่าจะทำสำเร็จได้ดังใจหวัง มิหนำซ้ำ 'ความจริงใหม่' ที่เกิดขึ้นอาจเลวร้ายยิ่งกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ ... คนส่วนใหญ่แน่ใจจริง ๆ หรือว่าอยากได้เส้นทางอนาคตที่ 'พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน' ภายใต้การนำของพรรคนี้

>> ก็เหมือนอย่างมายาคติ หรือวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาว่า "ถ้าปิดสวิตซ์ 3 ป. คือตัดวงจรอำนาจของทหารและการรัฐประหารได้ แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้น คนไทยจะรวยขึ้นอย่างแน่นอน" ... ความจริงใหม่ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ปิดสวิตซ์ 3 ป. ได้แล้วเป็นยังไง ก็จงเบิกตาดูความเป็นจริงตรงหน้าตอนนี้ให้ดีเถิด

>> ผู้เขียนซึ่งผ่านวัยหนุ่มวัยสาวที่มีอุดมคติอุดมการณ์ที่ร้อนแรงมาก่อนย่อมตระหนักดีว่า 'การเปลี่ยนแปลงโลก' กับ 'การเปลี่ยนแปลงตนเอง' เป็นสองสิ่งที่ต้องทำไปพร้อม ๆ กัน จะมุ่งแต่การเปลี่ยนแปลงโลกโดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน หาใช่เรื่องที่ควรกระทำไม่ เพราะมันจะนำมาซึ่งความผิดหวังและความสิ้นหวังอย่างแน่นอน

>> พรรคก้าวไกลคงจะถูกยุบค่อนข้างแน่ พรรคใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่จะมาสืบทอดแทนพรรคก้าวไกลควรเก็บบทเรียนที่ผิดพลาดและพลาดพลั้งในอดีต เพื่อเติบใหญ่เป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่สามารถตัดวงจรอำนาจของพวกนักการเมืองที่กินเมืองให้สิ้นซากได้จริง

- พรรคใหม่ของคนรุ่นใหม่ ควรชู 'นโยบายปฏิรูปตำรวจ' แบบผ่าตัดใหญ่ เพื่อตัดวงจรอำนาจในวงการตำรวจ เป็นนโยบายหลักของพรรคแทนที่จะชู 'นโยบายปฏิรูปสถาบันกษัตริย์' จากจุดยืนปฏิกษัตริย์นิยม เหมือนอย่างในอดีต

- พรรคใหม่ของคนรุ่นใหม่ ควรชูนโยบายดึง 'เศรษฐกิจใต้ดิน' ที่มีขนาดใหญ่ราว ๆ 60% ของ GDP ไทย ขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจบนดินอย่างเป็นทางการ จะได้ 'ปฏิรูปการเก็บภาษี' เพื่อขยายฐานการจัดเก็บภาษีเงินได้ในระบบอย่างทั่วถึง โดยเอาเงินภาษีจำนวนมหาศาลที่รัฐเก็บเพิ่มได้ มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการทั้งระบบ รวมทั้งพัฒนาทักษะดิจิทัลให้คนไทยทั้งประเทศ

3 นักการเมืองหญิง 'รวมไทยสร้างชาติ' ร่วมรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบาย 'สตรี-เด็ก-คนพิการ' ขยายสิทธิลาคลอด จัดเงินอุดหนุนเด็กเล็ก

(8 มิ.ย.67) พรรครวมไทยสร้างชาติ ภายใต้ความยึดมั่นในหลักการ 'สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง' ได้มอบหมายตัวแทนพรรคที่เป็นผู้ดูแลเรื่องสิทธิสตรีและเยาวชน ประกอบด้วย...

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี หรือ เนเน่ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยอดีตผู้สมัคร สส.กทม. พรรครวมไทยสร้างชาติ ประกอบด้วย ดร.ณัฐวรินธร บวรภัควุฒิสิริ หรือ อิ๊กคิว และ ดร.กาญจนา ภวัครานนท์ หรือ ฟลุค เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายจากตัวแทนคณะนักเคลื่อนไหวและนักวิจัย นำทัพโดย นางเรืองรวี พิชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา (Gender and Development Research Institue หรือ GDRI) ที่มาร่วมกับตัวแทนจาก มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก

ทั้งนี้ ผู้นำเสนอ ได้นำรายงานวิจัยและข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ฉบับมายื่น ได้แก่ 1) รายงานวิจัยเศรษฐศาสตร์ของความเป็นมารดาในประเทศไทย  2) รายงานข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อยุติความรุนแรงในครอบครัวที่มีต่อผู้หญิงและเด็ก และ 3) รายงานผลการสำรวจสถานการณ์คนพิการที่ถูกกระทำความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศและความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งรายงาน 2 ฉบับแรกเป็นการทำวิจัยภายในโครงการ 'เสียงของผู้หญิงต่อการทำนโยบายทางสังคมต่อรัฐบาลและพรรคการเมือง' อีกด้วย 

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายที่คณะที่มาเยือนได้นำเสนอนั้น มีข้อเสนอที่น่าสนใจอยู่ในหลายส่วน ซึ่งมีการคละระหว่างการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ทั้งนี้อยู่ภายใต้ประเด็นหลัก 3 ประเด็น ได้แก่ 1) การเล็งเห็นว่าสตรีเป็นส่วนสำคัญในกลไกของเศรษฐศาสตร์ และความเป็นมารดาไม่ควรเป็นอุปสรรคในการทำงาน 2) การเปลี่ยนแปลงเชิงกฎหมายและโครงสร้าง เพื่อยุติความรุนแรงในครอบครัวที่มีต่อผู้หญิงและเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) การขยายกรอบนโยบายเดิม เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับเด็กวัย 0-6 ขวบ

ในรายละเอียดของข้อเสนอแนะ ประกอบเนื้อหาบางส่วนดังนี้...

1. การรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 183 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิความเป็นมารดา รวมถึงกำหนดให้ผู้เป็นมารดามีสิทธิลาคลอด 180 วัน และให้ผู้เป็นบิดาสามารถลาเพื่อดูแลภรรยาคลอดบุตรได้ 30 วัน โดยได้รับค่าจ้างตาม จ่ายจริง 100% รวมถึงการผลักดันนโยบายที่จะอำนวยให้มารดาสามารถทำงานควบคู่กับการเป็นแม่ได้ เช่น การมีมุมนมแม่ในที่ทำงาน และมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของรัฐ ที่ครอบคลุมการรับเลี้ยงเด็ก 0-6 ปี มีเวลาเปิดปิดที่สอดคล้องกับเวลางานของบิดา-มารดา และมีการตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่ทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ

2. การรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 190 ว่าด้วยการขจัดความรุนแรงและการล่วงละเมิดในโลกแห่งการทำงานโดยเฉพาะการเลิกจ้างหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงการแก้ไข พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ให้มีความเข้มแข็งมาขึ้น ให้ครอบคลุมว่าการล่วงละเมิดทางเพศให้เป็นคดีอาญาที่ยอมความไม่ได้

4. เพิ่มความเท่าเทียมและถ้วนหน้าให้กับเด็ก ด้วยนโยบายเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า 0-6 ปี อ้างอิงสถิติปี 2565 ที่มีเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพียงจำนวน 2.3 ล้านคน ในขณะที่ประชากรเด็กไทยมีอยู่ที่ 4.3 ล้านคน หากรับมอบเงินอุดหนุนถ้วนหน้า จะเป็นการเพิ่มงบประมาณอีกเพียง 14,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ความเท่าเทียมกับเด็กอีก 2 ล้านคนที่ปัจจุบันนี้ไม่ได้รับเงินสนับสนุน 

“การรับฟังผลวิจัย ข้อเสนอแนะ และมีโอกาสหารือร่วมกันในครั้งนี้มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ได้รับมาวันนี้ไม่ใช่การคิดขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นแนวคิดที่กลั่นกรองมาจากสถิติและผลการวิจัย ด้วยเป้าประสงค์ที่อยากผลักดันให้เกิดประโยชน์ต่อสตรี เด็ก และคนพิการในประเทศไทย  ในฐานะตัวแทนพรรค พวกเรา 3 คน ขอสร้างความมั่นใจว่าประเด็นปัญหาเหล่านี้ ตรงกับนโยบายและความสนใจของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ยึดมั่นในหลักการ 'สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง' อยู่แล้ว นอกจากนี้ หนึ่งในปัญหาที่เป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญมาก คือเรื่องของสังคมสูงวัยและจำนวนประชากรที่ลดลงของประเทศไทย นโยบายที่ส่งเสริมให้ผู้หญิงสามารถทำงานควบคู่กับการเป็นแม่ได้ และนโยบายที่ส่งเสริมการดึงศักยภาพด้วยการเลี้ยงดูเด็กอย่างมีคุณภาพ เหล่านี้เป็นนโยบายสำคัญที่ต้องได้รับการผลักดันอย่างเร่งด่วน” นางรัดเกล้า กล่าวเสริม

'นักวิชาการทีดีอาร์ไอ' ตั้งคำถาม? ทางออกใดเหมาะสม หากต้องแก้ปัญหาวัย 'ทำงานไทยหด-แก่เพิ่ม-เกิดลด'

เมื่อวานนี้ (7 มิ.ย.67) ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ประเทศไทยแก่ตัวเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เด็กเกิดน้อยลงอย่างรวดเร็ว

ถ้าต้องแก้ปัญหา 'มีคนทำงานน้อยลง' ท่านจะเลือกทางใด?

ก. นำเข้าแรงงาน (ทั้งมีฝีมือและค่าแรงถูก) มากขึ้น

ข. แปลงแรงงานต่างด้าวในไทยให้เป็นสัญชาติไทย โดยเฉพาะเด็กต่างด้าวที่เกิดในไทย หรือมาอยู่ไทยแต่เล็กจนเห็นตัวเองเป็นคนไทยมากกว่า

ค. ทำให้คนแก่ทำงานได้นานขึ้น (อย่างมีฝีมือจริง ๆ).. ซึ่งหมายถึงต้องมีชีวิตนานขึ้นด้วยสุขภาพที่ดีพอควรด้วย

ง. ทุ่มทรัพยากรมหาศาลเพื่อเร่งพัฒนา Robotics & AI จนไทยอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งในประเทศและส่งออก

จ. ส่งเสริมให้คนไทยมีลูกมากขึ้น (ทำไงหว่า?)

ฉ. อื่น ๆ (จงอภิปรายว่าแก้ปัญหาได้ไง)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top