Wednesday, 22 May 2024
WeeklyColumnist

‘Hsiao Bi-khim’ ว่าที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งรอง ปธน.ไต้หวัน ปี 2024 สตรีผู้มีความตั้งมั่นอันแน่วแน่ในการนำพา ‘ไต้หวัน’ สู่ความรุ่งเรือง

‘Hsiao Bi-khim’ สตรีลูกครึ่งจีน (ไต้หวัน)-อเมริกัน 
ว่าที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีไต้หวัน ปี 2024

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ‘Hsiao Bi-khim’ หัวหน้าสำนักงานผู้แทนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป (ในช่วงสามปีที่ผ่านมา) ได้ทำหน้าที่เสมือนเป็นเอกอัครรัฐทูตไต้หวันประจำสหรัฐฯ โดยพฤตินัย (เนื่องจากสรัฐฯ รับรองสถานภาพของสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน) ได้รับการเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ ให้เป็นผู้สมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดีของ ‘พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า’ (DPP) ของ ‘Lai Ching-te’ ผู้สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีของการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ปี 2024

Hsiao เกิดที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น มีบิดาเป็นชาวไต้หวัน คือ ‘Hsiao Tsing-fen’ อดีตประธานวิทยาลัยศาสนศาสตร์และเซมินารีไถหนาน และมารดาเป็นชาวอเมริกัน คือ ‘Peggy Cooley’ ครอบครัวของเธอนับถือศาสนาคริสต์ นิกายเพรสไบทีเรียน เธอเติบโตในเมืองไถหนาน ประเทศไต้หวัน โดยสามารถใช้ภาษาจีนกลาง ฮกเกี้ยน และภาษาอังกฤษ จากนั้น เธอได้ย้ายไปสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น และสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมมอนต์แคลร์ ในเมืองมอนต์แคลร์ มลรัฐนิวเจอร์ซีย์

Hsiao สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเอเชียตะวันออกศึกษาจากวิทยาลัย Oberlin และปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในสหรัฐอเมริกา

Hsiao เริ่มร่วมงานกับสำนักงานตัวแทนพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ในสหรัฐอเมริกา โดยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกิจกรรม เมื่อเดินทางกลับไต้หวัน Hsiao ก็กลายเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของพรรค และเป็นตัวแทนของพรรคในการประชุมระหว่างประเทศต่าง ๆ มานานกว่าทศวรรษ

หลังจากที่ ‘Chen Shui-bian’ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐจีนในปี 2000 Hsiao รับหน้าที่เป็นล่ามและที่ปรึกษาของเขามาเกือบสองปี โดยสถานะสองสัญชาติของเธอทั้งสหรัฐฯ และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในขณะที่เธอดำรงตำแหน่งในรัฐบาลกลายเป็นประเด็นทางการเมือง จึงทำให้เธอสละสัญชาติสหรัฐฯ ของเธอ ตามที่กฎหมายการจ้างงานข้ารัฐการพลเรือนของไต้หวันกำหนดไว้ในปี 2000

ในเดือนมกราคม ปี 2000 Hsiao ได้ประกาศความตั้งใจที่จะลงสมัครรับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติไต้หวัน (สภาหยวน) ในนามตัวแทนของพรรค DPP ในฐานะสมาชิกเสริมที่เป็นตัวแทนของเขตเลือกตั้งในต่างประเทศ โดยอ้างถึงประสบการณ์ของเธอในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ต่อมาเธอได้รับเลือกในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติในเดือนธันวาคม ปี 2004 Hsiao ได้รับเลือกเข้าสู่สภานิติบัญญัติไต้หวันอีกครั้ง ครั้งนี้เธอเป็นตัวแทนของเขตเลือกตั้งของไทเป ครอบคลุมเขตทางตอนเหนือของ Xinyi, Songshan, Nangang, Neihu, Shilin และ Beitou ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติ เธอดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศ คณะกรรมาธิการโครงการต่าง ๆ และคณะกรรมาธิการวินัยของรัฐสภา

Hsiao ทำงานในประเด็นต่าง ๆ ในสภานิติบัญญัติไต้หวัน โดยเฉพาะสิทธิสตรี สิทธิของชาวต่างชาติในไต้หวัน และสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ Hsiao สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายสัญชาติ เพื่อให้บุคคลที่เกิดมาจากบิดามารดาที่มีสัญชาติไต้หวันอย่างน้อยหนึ่งคน สามารถมีสัญชาติไต้หวันได้โดยไม่คำนึงถึงอายุ และยังได้เสนอและสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง เพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติและต่อต้านความรุนแรงในครอบครัว นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้สนับสนุนสิทธิสัตว์ โดยเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ และยังผลักดันให้มีการผ่านพระราชบัญญัติป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศในเดือนมกราคม ปี 2005 อีกด้วย

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2005 Hsiao เป็นตัวแทนของพรรค DPP ในการประชุมประจำปีของ ‘Liberal International’ ในกรุงโซเฟีย ประเทศบัลแกเรีย ซึ่งในระหว่างนั้นเธอได้รับเลือกเป็นรองประธานของ Liberal International ด้วย Hsiao ได้กล่าวว่า เธอและตัวแทนของพรรค DPP คนอื่น ๆ ถูกติดตามตลอดการเยือนบัลแกเรีย โดยบุคคลสองคนที่สถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนในกรุงโซเฟียส่งมา

ในเดือนเดียวกันนั้นเอง Hsiao ยังได้เริ่มรณรงค์เพื่อสนับสนุนให้แฟนเบสบอลชาวไต้หวัน เขียนอีเมลถึงทีม ‘New York Yankees’ เพื่อขอให้เก็บผู้เล่นชาวไต้หวัน ‘Chien-Ming Wang’ ไว้ในทีม

Hsiao เป็นหนึ่งในผู้ร่างกฎของพรรค DPP และตกเป็นเป้าหมายของผู้สนับสนุนพรรคบางคน ซึ่งระบุว่า “มีความภักดีไม่เพียงพอ” โดยมีรายการวิทยุที่สนับสนุนเอกราช พากย์เสียงเธอว่า ‘ไชนีสคิม’ ในเดือนมีนาคม ปี 2007 โดยกล่าวหาว่าเธอมีความใกล้ชิดกับอดีตฝ่ายปฏิรูปของพรรค DPP บางคน หลังจากได้รับการปกป้องโดยสมาชิกของพรรค DPP คนอื่น ๆ แต่ Hsiao ไม่ได้รับการเสนอชื่อให้ลงสมัครรับการเลือกตั้งใหม่โดยพรรค DPP ในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติไต้หวัน ในเดือนมกราคม ปี 2008 ด้วยสาเหตุมาจากความขัดแย้งครั้งนั้น

Hsiao ออกจากสภานิติบัญญัติหยวน หลังจากวาระของเธอหมดลงในวันที่ 31 มกราคม 2008 เธอทำหน้าที่เป็นโฆษกของการรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2008 ซึ่งเป็นปีที่พรรค DPP ไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้ง เธอยังเป็นรองประธานมูลนิธิแลกเปลี่ยน ‘ทิเบต-ไต้หวัน’ เป็นสมาชิกของคณะกรรมการมูลนิธิไต้หวันเพื่อประชาธิปไตย และเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหารของสภาเสรีนิยมและเดโมแครตแห่งเอเชีย และสมาชิกผู้ก่อตั้งสมาคมสตรีกีฬาแห่งไต้หวัน ตั้งแต่ปี 2010

Hsiao ใช้เวลาหนึ่งทศวรรษในการเป็นตัวแทนของพรรค DPP ในเทศมณฑลฮัวเหลียน ซึ่งเป็นภูมิภาคอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนพรรคก๊กมินตั๋งอย่างเข้มแข็ง ในปีเดียวกันนั้น เธอพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อมด้วยคะแนนเสียงที่น้อยกว่าไม่มาก แต่ก็ยังถือว่าได้ทำลาย ‘คะแนนเสียงเหล็ก’ ของพรรคก๊กมินตั๋ง จากนั้นเธอก็ตั้งสำนักงานในฮัวเหลียน และเดินทางไปมาระหว่างไทเปและฮัวเหลียนทุกสัปดาห์

Hsiao กลับมาสู่สภานิติบัญญัติไต้หวันในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2012 โดยได้รับเลือกผ่านการเป็นตัวแทนตามสัดส่วนของบัญชีรายชื่อพรรค ในปี 2016 Hsiao สืบทอดตำแหน่งต่อจาก ‘Wang Ting-son’ ในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติของเทศมณฑลฮัวเหลียน ในปี 2018 มีการจัดให้รณรงค์เพื่อต่อต้าน Hsiao เนื่องจากเธอได้รับการสนับสนุนอย่างมาก ในการทำให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมาย

Hsiao ไม่ยอมแพ้ต่อความกดดัน และยังคงหาเสียงในฮัวเหลียนต่อ ในเดือนสิงหาคม 2019 เธอได้รับการเสนอชื่อจากพรรค DPP เพื่อลงสมัครรับตำแหน่ง สส.ต่อไปในเทศมณฑลฮัวเหลียน เธอเสียที่นั่งให้กับ ‘Fu Kun-chi’ ในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติปี 2020

Hsiao ออกจากสภานิติบัญญัติไต้หวันเมื่อหมดวาระในปี 2020 และต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของสภาความมั่นคงแห่งชาติในเดือนมีนาคม 2020 ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกันนั้นเอง Hsiao ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของไต้หวัน (หัวหน้าสำนักงานผู้แทนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป) ประจำสหรัฐอเมริกา โดยเธอรับช่วงต่อจาก ‘Stanley Kao’ และเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับบทบาทนี้

โดย Hsiao สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2020 Hsiao ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ‘Joe Biden’ ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2021 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ตัวแทนของไต้หวันประจำสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่สหรัฐฯ ยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันเมื่อปี 1979 เธอยืนอยู่หน้ารัฐสภาสหรัฐฯ (The US Capitol) ในพิธีสาบานตน และกล่าวว่า “ประชาธิปไตยเป็นภาษากลางของเรา และเสรีภาพคือเป้าหมายร่วมกันของเรา”

ในเดือนพฤศจิกายน 2000 เดอะเจอร์นัลลิสต์ ซึ่งเป็นนิตยสารแท็บลอยด์ท้องถิ่นได้เสนอข่าวซึ่งอ้างอย่างผิด ๆ ว่า ได้ข่าวจากรองประธานาธิบดี ‘Annette Lu’ ว่า Hsiao มีความสัมพันธ์กับประธานาธิบดี ‘Chen Shui-bian’ ซึ่งไม่มีหลักฐานสนับสนุนการกล่าวอ้างที่เป็นเท็จนี้ และรองประธานาธิบดี Annette Lu ได้ ฟ้องนิตยสารดังกล่าวในข้อหาหมิ่นประมาทในศาลแพ่ง จนในที่สุด นิตยสารก็ได้รับคำสั่งให้ขอโทษและแก้ไขประเด็นดังกล่าว โดยยอมรับว่าเป็นการสร้างเรื่องราวขึ้น

ในระหว่างอาชีพทางการเมืองของเธอ Hsiao และเพื่อนสมาชิกสภานิติบัญญัติ ‘Cheng Li-chun’ และ ‘Chiu Yi-ying’ ได้รับฉายาว่า ‘S.H.E ของ DPP’ Hsiao เป็นผู้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและสิทธิ LGBT ในไต้หวันมายาวนาน Hsiao เป็นคนรักแมว โดยเธอกล่าวในเดือนกรกฎาคม 2020 ว่า เธอวางแผนจะพาแมวทั้ง 4 ตัว ติดตามไปด้วยเมื่อเธอย้ายไปที่สหรัฐอเมริกา ในฐานะหัวหน้าสำนักงานผู้แทนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปของไต้หวันประจำประเทศนี้ ในฐานะทูตของไต้หวัน เธอกล่าวว่า เธอจะต่อสู้กับการทูตที่ถูกกล่าวหาว่าก้าวร้าวแบบ ‘นักรบหมาป่า’ ของจีน โดยใช้การทูตแบบ ‘นักรบแมว’ (cat warrior) ที่เป็นแบรนด์ของเธอเอง

ในวันที่ 17 สิงหาคม 2022 หลังจากการเยือนไต้หวันของ ‘Nancy Pelosi’ ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ระหว่างวันที่ 2–3 สิงหาคม จีนได้ขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ไต้หวัน 7 คน รวมทั้ง Hsiao เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ‘สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน’ โดยบัญชีดำสั่งห้ามไม่ให้พวกเขาเข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่ และเขตบริหารพิเศษของฮ่องกง รวมถึงมาเก๊า และจำกัดไม่ให้ทำงานกับเจ้าหน้าที่จีนอีกด้วย หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ของรัฐบาลจีน โกลบอลไทมส์ ตราหน้า Hsiao และเจ้าหน้าที่ทั้ง 6 คนว่าเป็น ‘คนหัวแข็งที่แบ่งแยกดินแดน’

ในเดือนเมษายน 2022 Hsiao ถูกจีนคว่ำบาตรเป็นครั้งที่สอง ภายหลังการประชุมระหว่างประธานาธิบดี ‘Tsai Ing-wen’ แห่งไต้หวัน และ ‘Kevin McCarthy’ ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา ในสหรัฐอเมริกา มาตรการคว่ำบาตรชุดที่สองยังรวมถึงการป้องกันไม่ให้นักลงทุน และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร ความร่วมมือกับองค์กรและบุคคลในจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย

และวันที่ 20 พฤศจิกายน 2023 พรรค DPP ได้เสนอชื่อเธอให้เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวัน ปี 2024 โดยเธอได้ประกาศว่า “ฉัน Hsiao Bi-khim กลับมาแล้ว ฉันจะแบกรับความรับผิดชอบอันแน่วแน่ในการสนับสนุนไต้หวัน” หลังจากเดินทางกลับจากกรุงวอชิงตันไม่ถึงหนึ่งวัน ในงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (20 พ.ย.) ที่ผ่านมา เพื่อเปิดตัวผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวัน ที่สำนักงานใหญ่หาเสียงของ Lai Ching-te ในกรุงไทเป

ด้วยบทบาทหน้าที่ของ Hsiao Bi-khim ที่ผ่านมา เชื่อว่า เธอสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวันอย่างแน่นอน และมีความเป็นไปได้สูงที่เธอน่าจะเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรค DPP ต่อจาก Lai Ching-te ด้วย ซึ่งท้ายที่สุดจะสร้างความขุ่นเคืองใจอย่างมากมายแก่รัฐบาลปักกิ่ง

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

‘เด็กหมาป่า’ เด็กกำพร้าเยอรมันที่ถูกลืม ผลพวงของสงครามโลกครั้งที่ 2 กับชะตากรรมอันโหดร้ายจากความหิว ความหนาว และการสูญเสียตัวตน

‘เด็กหมาป่า’ (Wolf children) เด็กกำพร้าเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

‘เด็กหมาป่า’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเด็กที่เคยอาศัยอยู่กับฝูงหมาป่าตามที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างในอินเดีย แต่เป็นเรื่องราวของเด็กกำพร้าเร่ร่อนชาวเยอรมันและชาวเยอรมันเชื้อสายลิทัวเนีย ซึ่งมีอยู่ใน ‘ปรัสเซียตะวันออก’ (‘ปรัสเซีย’ คือชื่อเดิมของ ‘เยอรมนี’ ซึ่งในอดีตมีพื้นที่กว้างขวางกว่าในปัจจุบัน) เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็กหมาป่าส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากการอพยพของพลเมืองปรัสเซียตะวันออก เพื่อหลบหนีการบุกของ ‘กองทัพแดง’ (สหภาพโซเวียต) เมื่อต้นปี 1945 โดยหลายคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย จึงต้องไปอาศัยอยู่ในป่าของปรัสเซียตะวันออกหรือถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวชาวลิทัวเนีย

การรุกปรัสเซียตะวันออกของกองทัพแดงในช่วงปลายปี 1944 ถึงต้นปี 1945 ทำให้ประชาชนชาวเยอรมันทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กหลายล้านคนต้องอพยพหลบหนี แต่เมื่อผู้ใหญ่จำนวนมากเสียชีวิตหรือบาดเจ็บระหว่างการโจมตีด้วยระเบิด หรือความหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาวที่รุนแรงโดยไม่มีอาหารและที่พักพิง เด็กกำพร้าหลายพันคนจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และต้องหลบหนีเข้าไปในป่าโดยรอบ ถูกบังคับให้ดูแลตัวเองและต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรง หากถูกทหารโซเวียตจับได้ โดยเด็กโตมักพยายามรวบรวมพี่น้องไว้ด้วยกัน และเอาชีวิตรอดด้วยการค้นหาอาหารและที่พักพิง กลายเป็นความสำคัญอันดับหนึ่งของพวกเขา

เด็กหมาป่าจำนวนมากเดินทางไปหาอาหารในป่าของลิทัวเนียที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งต่อมาเด็กส่วนหนึ่งได้รับการรับเลี้ยงโดยเกษตรกรชาวลิทัวเนียในชนบท และเรียกพวกเด็กหมาป่าเหล่านี้ว่า ‘Vokietukai’ (เยอรมันตัวน้อย) และมักจะแบ่งปันอาหารและที่พักให้พวกเด็กหมาป่า

เด็กหมาป่าเหล่านี้ส่วนใหญ่เดินทางไปกลับมาหลายครั้ง เพื่อหาอาหารให้แม่หรือพี่น้องที่ป่วย โดยเดินทางไปตามรางรถไฟ บางครั้งก็นั่งบนรถหรือระหว่างตู้รถไฟ และกระโดดลงก่อนถึงสถานีที่ควบคุมโดยโซเวียต หลังทศวรรษ 1990 เด็ก ๆ ถูกเรียกว่าเป็น ‘เด็กหมาป่า’ เพราะพวกเขาใช้ชีวิตเหมือนหมาป่าที่เดินเตร่อยู่ในป่า

เกษตรกรชาวลิทัวเนียที่ขายผลิตภัณฑ์ของตนในเมืองเล็ก ๆ ของปรัสเซียตะวันออกในปี 1946 ได้พากันมองหาเด็กหมาป่าเพื่อให้มาช่วยพวกเขาในการทำงานประจำวัน และด้วยเหตุนี้ เด็กหมาป่าจำนวนมากจึงหลั่งไหลไปยังภูมิภาคบอลติกตะวันออกเป็นประจำ เพื่อรับอาหารแลกกับแรงงานหรือข้าวของต่าง ๆ ที่พวกเขาสามารถหามาได้ เกษตรกรชาวลิทัวเนียรับเลี้ยงเด็กที่อายุน้อยบางส่วน และเด็กหลายคนก็อยู่ในฟาร์มที่ลิทัวเนียเป็นการถาวร ตามการประมาณการคร่าว ๆ มีเด็กเยอรมันราว 45,000 คนอาศัยอยู่ในลิทัวเนียในปี 1948 แต่ไม่ปรากฏสถิติที่แน่นอน

ชาวลิทัวเนียที่ช่วยเหลือเด็ก ๆ ชาวเยอรมันต้องพยายามซ่อนเด็ก ๆ จากทางการโซเวียต เพราะการรับเลี้ยงเด็กเยอรมันนั้นเสี่ยงต่อการถูกลงโทษอย่างรุนแรง หากถูกตรวจพบ โดยพวกเขาได้ทำการเปลี่ยนชื่อของเด็กชาวเยอรมันจำนวนมาก และหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1990 พวกเขาจึงสามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงได้ เด็กหมาป่ามากมายได้รับชื่อและนามสกุลใหม่และกลายเป็นชาวลิทัวเนียโดยไม่มีทางเลือก เนื่องจากถูกห้ามไม่ให้เลือกเป็นเยอรมัน ไม่มีรายงานเหตุการณ์ของเด็กหมาป่าในสื่อเลย และเหตุการณ์เหล่านี้เป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนเมื่อปี 1990 หลังจากการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก

คำแถลงอย่างเป็นทางการของรัฐบาลโซเวียตและโปแลนด์ในขณะนั้นคือ “ไม่มีชาวเยอรมันในพื้นที่เหล่านี้ และนี่เป็นตำแหน่งอย่างเป็นทางการของพวกเขาตั้งแต่ต้นตาม ‘ข้อตกลงพ็อทซ์ดัม’ (Potsdam Declaration) ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2488”

ต่อมา ‘Ruth Kibelka’ เด็กหมาป่าคนหนึ่งได้ทำการค้นคว้าและตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับ ‘Wolfkinder’ ซึ่งมีบันทึกทางประวัติศาสตร์บางส่วนที่เด็กหมาป่าหลายคนจากปรัสเซียตะวันออกได้มอบให้ โดยบรรยายว่า ครอบครัวของพวกเขาถูกกดดันโดยกองกำลังโซเวียตที่กำลังรุกคืบในขณะที่พวกเขาพยายามหลบหนี พวกเขาถูกส่งกลับไปยังบ้านเกิดในปรัสเซียตะวันออก และพบว่าบ้านของพวกเขาถูกทำลายจนเสียหายหมด บางคนถูกไล่ออกจากบ้าน และบางคนก็เสียชีวิตจากความอดอยาก เจ็บป่วย และเป็นไข้ไทฟอยด์ เด็กกำพร้าต้องหาทางเอาชีวิตรอดจนกลายเป็นเด็กหมาป่า

เด็กหมาป่าหลายร้อยคนถูกค้นพบในลิทัวเนียหลังจากที่แยกตัวออกจากรัสเซีย ปัจจุบันมีเด็กหมาป่าเกือบ 100 คนที่ยังคงอาศัยอยู่ที่นั่น ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เหล่าเด็กหมาป่าได้ต่อสู้เพื่อสัญชาติเยอรมันของพวกเขา โดยพวกเขามีสมาคมของตัวเอง แต่สำนักงานบริหารกลางภายในกระทรวงมหาดไทยของเยอรมนี ยึดถือแนวคิดที่ว่า “บุคคลที่ออกจากดินแดน ‘Königsberg’ (ปรัสเซียตะวันออกเดิม ปัจจุบันคือ ‘Kaliningrád’ ของรัสเซีย) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ได้สละสัญชาติเยอรมันของตนแล้ว”

นับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต บรรดาเด็กหมาป่าได้เดินทางไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขา เพื่อกลับคืนมาเป็นชาวเยอรมันอีกครั้ง สภากาชาดเยอรมันช่วยค้นหาและระบุสมาชิกในครอบครัวของเด็กหมาป่าที่ขาดการติดต่อระหว่างกัน นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ชะตากรรมของผู้สูญหายอีกประมาณ 200,000 คนได้รับการชี้แจงแล้ว แต่ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชะตากรรมของชาวเยอรมันที่ถูกจับเข้าคุกและเสียชีวิตยังคงไม่ได้รับการเปิดเผย ปัจจุบันรัฐบาลเยอรมันได้ให้ความสนใจและให้ความสนับสนุนในการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของเด็กหมาป่ามากขึ้น เพื่อให้คนเหล่านี้ได้รับสัญชาติเยอรมันกลับคืน

เด็กกำพร้าชาวญี่ปุ่นที่ถูกทิ้งไว้ในจีน : หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็กกำพร้าชาวญี่ปุ่นในประเทศจีนส่วนใหญ่ถูกครอบครัวชาวญี่ปุ่นทิ้งไว้ หลังจากการส่งชาวญี่ปุ่นออกจากหูหลู่เต่า ตามตัวเลขของรัฐบาลจีนเด็กชาวญี่ปุ่นประมาณ 4,000 คนถูกทิ้งไว้ข้างหลังในจีน หลังสงคราม เด็กชาวญี่ปุ่น 90% ในมองโกเลียในและจีนตะวันออกเฉียงเหนือ (แมนจูกัวในขณะนั้น) ถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวชาวจีนในชนบท

ในปี 1980 เด็กกำพร้าเริ่มเดินทางกลับไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพวกเขา แต่กลับต้องเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติ เนื่องจากพวกเขาขาดทักษะภาษาญี่ปุ่น และประสบปัญหาในการหางานที่มั่นคงทำ

ณ เดือนสิงหาคม 2004 มีเด็กกำพร้าญี่ปุ่นที่เติบโตในจีนจำนวน 2,476 คน ได้ตั้งถิ่นฐานในญี่ปุ่น ตามตัวเลขของกระทรวงแรงงานของญี่ปุ่น พวกเขาได้รับเงินรายเดือนจำนวน 20,000-30,000 เยนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ในปี 2003 มีเด็กกำพร้า 612 คนยื่นฟ้องรัฐบาลญี่ปุ่น โดยอ้างว่ารัฐบาลญี่ปุ่นต้องรับผิดชอบต่อการที่พวกเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โจทก์แต่ละคนขอเงินจำนวน 33 ล้านเยน

นอกจากเด็กกำพร้าแล้ว ยังมีผู้หญิงชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งก็ถูกทิ้งไว้ในจีนอีกด้วย ผู้หญิงญี่ปุ่นเหล่านี้ส่วนใหญ่ต่อมาได้แต่งงานกับชายชาวจีน และกลายเป็นที่รู้จักในนาม ‘ภรรยาที่ตกค้างในสงคราม’ เนื่องจากพวกเขามีลูกกับผู้ชายชาวจีน ผู้หญิงเหล่านี้จึงไม่ได้รับอนุญาตให้พาครอบครัวชาวจีนของพวกเธอ กลับมาอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่นเหมือนผู้ชายญี่ปุ่นที่สามารถพาภรรยาต่างชาติกลับญี่ปุ่นพร้อมกับพวกเขาได้ ทำให้ส่วนใหญ่ยังคงต้องตกค้างอยู่ในจีน เนื่องจากญี่ปุ่นมีกฎหมายที่อนุญาตให้เฉพาะเด็กที่มีพ่อเป็นชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะสามารถขอสมัครเพื่อเป็นพลเมืองของญี่ปุ่นได้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

‘Akku Yadav’ ชายโฉดชั่วผู้ถูกสตรีนับร้อยรุมประชาทัณฑ์ จนเสียชีวิตคาศาล ผลจากความล้มเหลวของกฎหมาย สู่การแก้แค้นที่โหดที่สุดของอินเดีย


เรื่องราวนี้เกิดขึ้นใน ‘ประเทศอินเดีย’ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ด้วยอินเดียเป็นประเทศที่มีปัญหาทางสังคมอันเนื่องมาจากวิถีชีวิตผู้คนในประเทศนี้ ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาฮินดู โดยจะยึดถือระบบวรรณะอย่างเคร่งครัด และจะไม่มีการข้ามวรรณะกันเด็ดขาด วรรณะทั้ง 4 นั้นได้แก่ พราหมณ์, กษัตริย์, แพศย์ และศูทร นอกจากนี้ ยังมีคนนอกวรรณะ ซึ่งถือว่าเป็นชนชั้นที่ต่ำที่สุดในสังคม นั่นคือ ‘จัณฑาล’

ระบบวรรณะในสังคมของอินเดียนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเหลื่อมล้ำของลำดับชนชั้น โดยส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับอาชีพ ซึ่งบางอาชีพจะถือว่าต่ำต้อยมาตั้งแต่ดั้งเดิม เช่น คนกวาดถนนหรือคนเก็บขยะ ซึ่งจะอยู่ในชนชั้นที่ต่ำที่สุดทางสังคม ตามคำสอนเก่าแก่ที่ตกทอดกันมาในอินเดีย ถ้าชาวฮินดูแต่งงานกับคนนอกวรรณะ หรือกินอาหารร่วมกับคนที่วรรณะต่างจากตัวเองจะถือว่าเป็นเรื่องที่บาป ดังนั้น คนอินเดียจึงปฏิบัติและยึดถือเรื่องของวรรณะอย่างเคร่งครัด


ในสลัม ‘Kasturba Nagar’ ซึ่งอยู่นอกเมืองนาคปุระ รัฐมหาราษฏระทางตอนกลางของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นที่อยู่ของ ‘ครอบครัวชาวทลิต’ (Dalit) วรรณะที่ต่ำที่สุดในอินเดีย (ต่ำกว่าจัณฑาล) เป็นชนชั้นของอินเดียที่ถูกตีตราชนิดที่ว่า ‘ห้ามเข้าไปจับต้องยุ่งเกี่ยว’ (Untouchable) โดยชาวทลิตเป็นกลุ่มที่ถูกแยกออกจากวรรณะทั้ง 4 ในศาสนาฮินดู และถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของอวรรณะ หรือ ‘วรรณะที่ 5’ ที่เรียกว่า ‘ปัญจม’ (Panchama)

และในสลัมแห่งนี้ที่มีทรชนขาใหญ่ที่ชื่อ ‘Akku Yadav’ (Bharat Kalicharan) เป็นนักเลง ขโมย โจร นักลักพาตัว นักข่มขืนต่อเนื่อง นักกรรโชกทรัพย์ และเป็นฆาตกรต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งเคยทำร้ายและข่มขืนผู้หญิงมากกว่า 200 คนในสลัมดังกล่าว โดยผู้หญิงเหล่านี้ ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวชาวทลิต Dalit จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิกเฉยละเลย


ตัว Akku Yadav เองก็เกิดและเติบโตขึ้นมาในสลัม Kasturba Nagar แห่งนี้ เป็นลูกชายของคนส่งนม ซึ่งต่อมาเขาได้ก้าวไปสู่ภัยคุกคามในท้องถิ่น โดยเริ่มต้นจากการเป็นอันธพาลตัวเล็ก ๆ มาเป็นมาเฟีย จนในที่สุดก็ได้เป็น ‘ราชาแห่งสลัม’

Yadav ปกครองกลุ่มอาชญากรที่ควบคุมสลัม Kasturba Nagar ด้วยการ ปล้น ทรมาน และฆ่าผู้คนโดยไม่ต้องรับโทษ Yadav ก่ออาชญากรรมเป็นเวลาหลายปีด้วยการสร้างอาณาจักรธุรกิจมืดขนาดเล็ก เขาและสมาชิกแก๊งมักคุกคามและข่มขู่ผู้คนเพื่อกรรโชกทรัพย์ และการขู่กรรโชก รีดไถ รีดไถเงิน ทำร้าย และข่มขู่ผู้ที่ต่อต้านเขา จนกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของ Yadav และสมุน ซึ่งมักจะทำร้ายผู้คนหากพวกเขาไม่ได้จ่ายเงินให้แก่เขา

ในช่วงชีวิตของเขาในฐานะอาชญากร Yadav ได้สังหารบุคคลอย่างน้อย 3 คน ได้ทรมานและลักพาตัวผู้คน บุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้คน และข่มขืนหญิงสาวและเด็กผู้หญิงนับร้อยคน หรือหากพวกเขาทำให้ Yadav โกรธในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาก็จะขู่ว่า จะข่มขืนใครก็ตามที่ต่อต้านเขาเป็นพิเศษ

เป็นที่ทราบกันดีว่าเหยื่อข่มขืนของ Yadav จำนวนมากคือ ชาวทลิตซึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบาก จากความอยุติธรรมสำหรับคดีล่วงละเมิดทางเพศ โดย Akku Yadav ได้ติดสินบนเพื่อจูงใจให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้นจะปกป้องเขา Yadav ยังคงทำร้ายผู้หญิงต่อไปโดยไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากการกระทำที่ชั่วร้ายและป่าเถื่อนเลย แม้ว่าเหยื่อจะแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะถูกข่มขู่ และ Yadav ก็สามารถรอดพ้นจากการจับกุมได้เสมอ


‘Usha Narayane’ หญิงผู้กล้าหาญคนหนึ่ง รายงานพฤติการณ์และพฤติกรรมของ Yadav ต่อรองผู้บัญชาการตำรวจของเมืองนาคปุระ ด้วยหวังว่าจะได้รับความยุติธรรม แต่กลับมีข่าวที่ชี้ให้เห็นว่า Yadav อาจหลบหนีการลงโทษได้อีกครั้ง วันที่ 6 สิงหาคม 2004 ฝูงชนก็พากันไปที่บ้านของ Yadav แล้วเผาบ้านทิ้ง จนทำให้ Yadav ต้องรีบไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอความคุ้มครอง หลังจากที่ตำรวจจับกุม Yadav เพื่อปกป้องตัวเขาเอง ก็มีกำหนดการพิจารณาคดีของเขาในวันที่ 13 สิงหาคม 2004 ในศาลแขวง Nagpur ของอินเดีย ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วละแวกใกล้เคียง ว่าเขาจะได้รับการปล่อยตัว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนที่จะควบคุมตัวเขาไว้ จนกว่าเหตุการณ์จะสงบลงแล้วจึงจะปล่อยตัวเขาไป


วันที่ 13 สิงหาคม 2004 เมื่อการพิจารณาคดีเกิดขึ้นในศาลแขวงนาคปุระหมายเลข 7 ในใจกลางเมืองนาคปุระ ห่างออกไปจากสลัม Kasturba Nagar หลายกิโลเมตร มีผู้หญิงหลายร้อยคนเดินขบวนจากสลัมไปยังศาลโดยถือมีดหันผักและพริกป่น เดินเข้าไปในห้องพิจารณาคดี และนั่งเก้าอี้แถวหน้า Yadav เดินเข้าสู่ศาลอย่างมั่นใจและไม่หวาดหวั่น

เวลาประมาณ 14.30-15.00 น. เมื่อ Yadav ปรากฏตัว เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาข่มขืน Yadav ก็แสดงท่าทีเยาะเย้ยเธอ แล้วเรียกเธอว่า ‘โสเภณี’ และบอกว่าเขาจะข่มขืนเธออีกครั้ง บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พากันหัวเราะ แต่ผู้หญิงคนนั้นก็เอารองเท้าของเธอตี Yadav เข้าที่ศีรษะ เธอบอก Yadav ว่าเธอจะฆ่าเขา หรือไม่เขาก็จะต้องฆ่าเธอ โดยพูดว่า “เราทั้งคู่ไม่สามารถอยู่บนโลกนี้ด้วยกันได้ ถ้าไม่เป็นฉัน ก็ต้องเป็นตัวแกเอง” และผลการพิจารณาคดีคือ ‘การยกฟ้อง Yadav’


จากนั้น Yadav ก็ถูกรุมประชาทัณฑ์ทันที่ โดยกลุ่มผู้หญิงหลายร้อยคนที่ปรากฏตัวขึ้นในห้องพิจารณาคดี เขาถูกแทงไม่ต่ำกว่า 70 ครั้ง พริกป่นและก้อนหินถูกปาใส่หน้า อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้าอยู่ก็ถูกปาพริกป่นใส่หน้าด้วย บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างพากันตกใจกลัวจึงรีบหนีไปจนหมดในทันที หนึ่งในเหยื่อของเขายังตัดอวัยวะเพศของเขาจนขาดด้วย

การรุมประชาทัณฑ์เกิดขึ้นบนพื้นหินอ่อนของห้องพิจารณาคดี ขณะที่เขาเริ่มถูกประชาทัณฑ์ Yadav ซึ่งถูกผงพริกปาใส่หน้าก็ตกใจกลัวมากและตะโกนขึ้นว่า “ยกโทษให้ฉันด้วย ฉันจะไม่ทำแบบนั้นอีก!!” พวกผู้หญิงส่งมีดต่อกันไปรอบ ๆ เพื่อผลัดกันแทงเขา ผู้หญิงแต่ละคนตกลงที่จะแทง Yadav อย่างน้อยคนละ 1 แผล เลือดของเขานองอยู่บนพื้นและกระเซ็นไปทั่วผนังห้องพิจารณาคดี ภายใน 15 นาที Yadav วัย 32 ปี ก็ถึงแก่ความตาย หลังการชันสูตรพลิกศพพบว่า กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ยังคงทำร้ายศพของเขาต่อ


กลุ่มผู้หญิงเหล่านั้นอ้างว่า การฆาตกรรมนั้นไม่ได้วางแผนไว้ ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวว่า “เราไม่เคยมีการประชุมพูดคุยอย่างเป็นทางการใด ๆ แต่เป็นการบอกปากต่อปาก ว่าเราจะต้องจัดการร่วมกัน” และอวัยวะเพศของเขาก็ถูกตัดออก ผู้หญิงทุกคนอ้างว่าจะรับผิดชอบต่อการฆาตกรรมนี้ และถึงแม้บางคนจะถูกจับกุม แต่ในที่สุดพวกเขาก็พ้นผิด แม้ว่าผู้หญิงหลายร้อยคนจะมีส่วนร่วมในการรุมประชาทัณฑ์

Usha Narayane และคนอื่นๆ ถูกจับในข้อหาฆาตกรรม แต่ต่อมาได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากขาดหลักฐาน ผู้พิพากษา ‘Bhau Vahane’ ยอมรับสถานการณ์ที่ยากลำบากที่ผู้หญิงต้องเผชิญ และความล้มเหลวของตำรวจในการปกป้องพวกเธอ

การตายของ Akku Yadav กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวการแก้แค้นที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดีย และมีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ Netflix ในชื่อ ‘Murder In a court room’

‘ยุทธการใต้พิภพ’ ปฏิบัติการลับทางทหาร ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ ‘กองทัพสหรัฐฯ’ ต้องร่วมมือกับ ‘มาเฟีย’ เพื่อต่อกรกับฝ่ายอักษะ

‘ยุทธการใต้พิภพ’ (Operation Underworld)
เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ต้องร่วมมือกับมาเฟียในการทำสงคราม

‘ยุทธการใต้พิภพ’ (Operation Underworld) เป็นชื่อรหัสลับของปฏิบัติการทางทหาร โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกับกลุ่มมาเฟีย (อิตาเลียน-อเมริกัน) และกลุ่มอาชญากรชาวยิว ตั้งแต่ปี 1942 – 1945 ปฏิบัติการนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบโต้สายลับและนักก่อวินาศกรรมของฝ่ายอักษะ ที่ปฏิบัติการตามท่าเรือชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานในภาวะสงคราม และเพื่อจำกัดการขโมยเสบียงและอุปกรณ์สงครามที่สำคัญโดยกลุ่มพ่อค้าในตลาดมืด

ความสงสัยเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการก่อวินาศกรรมของกลุ่มมาเฟีย นำไปสู่ปฏิบัติการ ‘Underworld’ ด้วยในช่วง 3 เดือนแรกหลังการโจมตีของญี่ปุ่นที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 สหรัฐฯ ต้องสูญเสียเรือสินค้า 120 ลำ จากเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำของเยอรมันในสมรภูมิทางทะเล ในมหาสมุทรแอตแลนติก

ต่อมา ในช่วงบ่ายของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1942 เรือเดินสมุทร ‘SS Normandie’ ซึ่งเป็นเรือเดินสมุทรของ ‘ฝรั่งเศส’ ที่ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรยึดได้และดัดแปลงเป็นเรือลำเลียงทหารอเมริกัน ซึ่งถูกระบุว่า มีการวินาศกรรมและจมลงด้วยการลอบวางเพลิงในท่าเรือนิวยอร์ก โดย Albert ‘Mad Hatter’ Anastasia หัวหน้ามาเฟีย เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อการก่อวินาศกรรมครั้งนี้

สภาพของเรือเดินสมุทร ‘SS Normandie’ หลังจากไฟไหม้และจมลง

รัฐบาลสหรัฐฯ ออกข่าวว่า การสูญเสียเรือเดินสมุทร SS Normandie เป็นอุบัติเหตุ และไม่มีหลักฐานใดที่เชื่อมโยงสายลับฝ่ายอักษะกับการสูญเสียเรือเดินสมุทร SS Normandie บันทึกของฝ่ายอักษะหลังสงครามอ้างว่า “ไม่เคยมีปฏิบัติการก่อวินาศกรรมเรือเดินสมุทร SS Normandie เกิดขึ้น และฝ่ายสัมพันธมิตรเองก็ไม่เคยมีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่า มีการก่อวินาศกรรมเรือเดินสมุทร SS Normandie ในปี 1954” รายงานการติดต่อระหว่างหน่วยข่าวกรองกองทัพเรือสหรัฐฯ และกลุ่มมาเฟียนิวยอร์ก โดย ‘William B. Herlands’ ก็ไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของ Anastasia ในการก่อวินาศกรรมครั้งนั้นแต่อย่างใด

ตลาดปลา Fulton นครนิวยอร์ก ในปี 1936

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับการก่อวินาศกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ หรือการหยุดชะงักของการทำงานในพื้นที่ท่าเรือ ทำให้นาวาเอก ‘Charles R. Haffenden’ จากสำนักงานข่าวกรองของกองทัพเรือสหรัฐฯ (ONI) เขตกองทัพเรือที่ 3 ในมหานครนิวยอร์ก ต้องจัดตั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยพิเศษ เขาจึงได้ขอความช่วยเหลือจาก ‘Joseph Lanza’ ผู้ดูแลตลาดปลา Fulton เพื่อขอรับข่าวกรองต่างๆ เกี่ยวกับบริเวณพื้นที่ท่าเรือนิวยอร์ก เพราะ Lanza ต้องการควบคุมสหภาพแรงงาน และสามารถระบุการดำเนินการเติมเชื้อเพลิงรวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการแอบสนับสนุนเรือดำน้ำเยอรมันด้วยความช่วยเหลือจากอุตสาหกรรมประมงตามแนวชายฝั่งแอตแลนติก

‘Meyer Lansky’

เพื่อให้ครอบคลุมกิจกรรมของ Lanza นาวาเอก Haffenden ยังได้เข้าไปพบ ‘Meyer Lansky’ เจ้าของฉายา ‘Mob's Accountant’ หนึ่งในแกนนำของกลุ่ม ‘Jewish Mob’ กลุ่มอาชญากรอเมริกันเชื้อสายยิวของนครนิวยอร์ก ซึ่งก่อนหน้านี้ Lansky เป็นผู้นำการต่อต้านกระทั่งเกิดการปะทะจนสามารถสลายการชุมนุมของ ‘สมาพันธ์เยอรมัน-อเมริกัน’ (German American Bund) ที่สนับสนุนนาซีได้สำเร็จ ซึ่งรวมถึงการชุมนุมครั้งหนึ่งในย่าน Yorkville ถิ่นที่อยู่ของชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมันในเขตแมนฮัตตัน ที่เขาดำเนินการก่อกวนด้วยตัวเอง ร่วมกับผู้ร่วมอุดมการณ์อีก 14 คน

นาวาเอก Haffenden ขอความช่วยเหลือจาก Lansky ในการเข้าถึงตัว ‘Charles ‘Lucky’ Luciano’ แกนนำกลุ่มมาเฟียคนสำคัญ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของ Lansky อีกด้วย โดย ‘Lucky’ Luciano ถูกพิจารณาและตัดสินลงโทษในปี 1936 ในข้อหาบังคับหญิงให้ค้าประเวณีและจัดให้มีการค้าประเวณี หลังจากที่ ‘Thomas E. Dewey’ อัยการเขตได้ติดตามและสอบสวนคดีของ Luciano มาหลายปี ทำให้ Luciano ต้องได้รับโทษจำคุก 30 – 50 ปี ในเรือนจำที่เมือง Dannemora

‘Lucky’ Luciano ตกลงที่จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วยความหวังว่า จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำก่อนกำหนด นอกจาก Lansky และพวกแก๊งชาวยิวที่ต้องการแก้แค้นการกดขี่ชาวยิวของนาซีแล้ว ‘Lucky’ Luciano และกลุ่มมาเฟียยังต้องการแก้แค้น ‘Benito Mussolini’ และระบอบฟาสซิสต์ในอิตาลี หลังจากที่ Mussolini สั่งการให้ ‘Cesare Mori’ ผู้ว่าการเมืองปาแลร์โม กำจัดกลุ่มมาเฟียซิซิลีให้สิ้นซาก ภายในปี 1928 พวกฟาสซิสต์ได้จับกุมสมาชิกกลุ่มมาเฟียที่ต้องสงสัยได้กว่า 11,000 คน และขับไล่กลุ่มมาเฟียให้ออกจากซิซิลีอีกเป็นจำนวนมาก รวมถึง ‘Joseph Bonnano’ และ ‘Carlo Gambino’ 2 นายใหญ่ของ 5 ตระกูลมาเฟียด้วย

‘ปฏิบัติการ Husky’ (Operation Husky) ยกพลขึ้นบกซิซิลีของกองกำลังพันธมิตร ในปี 1943

‘Lucky’ Luciano มีส่วนช่วยใน ‘ปฏิบัติการ Husky’ (Operation Husky) การยกพลขึ้นบกซิซิลีของกองกำลังพันธมิตร ในคืนวันที่ 9 กรกฎาคม 1943 โดยกลุ่มมาเฟียซิซิลีได้มีการจัดทำแผนที่ท่าเรือของเกาะ ภาพถ่ายแนวชายฝั่ง และรายชื่อของผู้ติดต่อที่เชื่อถือได้ ภายในกลุ่มมาเฟียซิซิลี ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่ต้องการจะเห็น Mussolini ถูกโค่นล้ม ‘Lucky’ Luciano จึงสั่งให้ ‘Calogero Vizzini’ ช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตรในการบุกอิตาลีอย่างเต็มที่

Calogero Vizzini จึงกลายเป็นตัวหลักในประวัติศาสตร์ของการสนับสนุนมาเฟียโดยตรงต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ระหว่างปฏิบัติการ Husky นั้น Vizzini ใช้เวลา 6 วันบนรถถังอเมริกัน เพื่อนำทางกองกำลังพันธมิตรผ่านภูเขา และสั่งการให้บรรดากลุ่มมาเฟียซิซิลีของเขาจัดการกำจัดสไนเปอร์ทหารอิตาลีบนภูเขา เพียง 2 สัปดาห์หลังจากปฏิบัติการ Husky เริ่มขึ้น Mussolini ก็ถูกขับออกจากตำแหน่งในวันที่ 25 กรกฎาคม 1943

Charles ‘Lucky’ Luciano ถูกเนรเทศกลับไปยังอิตาลี

และสำหรับความร่วมมือของ ‘Lucky’ Luciano เขาถูกย้ายไปที่เรือนจำ Great Meadow ที่สะดวกและสะดวกสบายมากขึ้น ในเดือนพฤษภาคม 1942 แม้ว่าอิทธิพลของ ‘Lucky’ Luciano ในการหยุดการก่อวินาศกรรมยังไม่มีความชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ของ ONI สังเกตว่า การนัดหยุดงานที่ท่าเทียบเรือหยุดลงหลังจากที่ ‘Moses Polakoff’ ทนายความของ ‘Lucky’ Luciano ได้ติดต่อกับบุคคลลึกลับบางคนที่เชื่อว่า มีอิทธิพลเหนือสหภาพแรงงาน

แม้ว่า Charles ‘Lucky’ Luciano และเหล่ามาเฟียให้การสนับสนุนกองทัพสหรัฐฯ แต่ผลการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ กลับทำให้นักประวัติศาสตร์บางส่วนต้องละทิ้งตำนานบทบาทของ ‘Lucky’ Luciano ในการบุกซิซิลี ตามที่นักประวัติศาสตร์ ‘Salvatore Lupo’ สรุปว่า…

“เรื่องราวเกี่ยวกับมาเฟียที่สนับสนุนกองทัพสัมพันธมิตรในการรุกรานซิซิลี เป็นเพียงตำนานที่ไม่มีรากฐานใด ๆ ในทางตรงกันข้ามมีเอกสารของอังกฤษและอเมริกา เกี่ยวกับการเตรียมการบุกที่สามารถหักล้างการคาดเดานี้ ด้วยอำนาจทางการทหารของกองทัพสัมพันธมิตร ที่มากจนไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการดังกล่าว” นั้นก็เพราะว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ทำการเผาทำลายหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความร่วมมือกับกลุ่มอาชญากรทันที

และในวันเดียวกับวันที่สงครามยุติลง Charles ‘Lucky’ Luciano ได้ยื่นขอผ่อนผันโทษต่อรัฐบาลสหรัฐฯ อันเนื่องมาจากความร่วมมือของเขากับกองทัพเรือสหรัฐฯ และคำขอของเขาได้รับอนุมัติ และในวันที่ 9 มกราคม 1946 อาชญากรวัยชราคนนี้ ก็ได้รับการปล่อยตัวและถูกเนรเทศออกสหรัฐฯ กลับไปยังอิตาลี และเสียชีวิตลงในปี 1962 ที่เมืองเนเปิลส์

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

‘Vasily Arkhipov’ ทหารเรือชาวโซเวียตแห่งวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ผู้ใช้สติยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ และช่วยมนุษยชาติให้รอดพ้นจากวันสิ้นโลก

‘Vasily Arkhipov’ ผู้ที่ช่วยให้โลกใบนี้รอดพ้นจากสงครามนิวเคลียร์

‘มนุษย์’ หรือ ‘Homo sapiens’ ดำรงอยู่เผ่าพันธุ์บนโลกมาประมาณ 300,000 ปี หรือมากกว่า 109 ล้านวัน แต่วันที่อันตรายที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นวันที่เผ่าพันธุ์ของมนุษย์น่าจะเข้าใกล้ความหายนะยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ชนิดที่เรียกว่า ‘เกือบล้างโลก’ นั้น เกิดขึ้นเมื่อ 61 ปีที่แล้ว ในวันที่ 27 ตุลาคม 1962 และบุคคลที่น่าจะทำหน้าที่ช่วยโลกให้รอดพ้นจากหายนะมากกว่าใคร ๆ ก็คือ ‘Vasily Aleksandrovich Arkhipov’ นายทหารเรือโซเวียตผู้ที่มีชีวิตอย่างเงียบสงบและเรียบง่าย

Arkhipov เกิดในครอบครัวชาวนาในเมือง Staraya Kupavna ใกล้กับกรุงมอสโก เขาได้รับการศึกษาในโรงเรียนทหารเรือชั้นสูง ‘Pacific Higher’ และเข้าร่วมสงครามโซเวียต–ญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคม 1945 โดยปฏิบัติหน้าที่บนเรือกวาดทุ่นระเบิด จากนั้นเขาไปเรียนที่โรงเรียนทหารเรือชั้นสูง ‘Azerbaijan’ และสำเร็จการศึกษาในปี 1947

รัศมีการยิงของขีปนาวุธสหภาพโซเวียตจากคิวบา

ในช่วงวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ชายผู้นี้เป็นผู้หยุดยั้งวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาไม่ให้กลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ อันที่จริงแล้ว Vasily Arkhipov น่าจะเป็น ‘บุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่’ เขาเป็นต้นเรือ (Executive officer) แห่งเรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ B-59 ของโซเวียต (Hotel-class ballistic missile submarine K-19) ปฏิเสธที่จะเห็นชอบกับคำสั่งของกัปตันที่ให้ยิงตอร์ปิโดหัวรบนิวเคลียร์ใส่เรือรบสหรัฐฯ อันจะเป็นการจุดชนวนสิ่งที่อาจก่อให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจได้

ในวันนั้น Arkhipov ต้นเรือประจำเรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ B-59 ของสหภาพโซเวียตแล่นอยู่ในน่านน้ำสากลใกล้คิวบา ในช่วงที่ความตึงเครียดของวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาถึงจุดสูงสุด ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเครื่องบินสอดแนม U-2 ของสหรัฐฯ ถ่ายภาพหลักฐานการสร้างฐานขีปนาวุธขึ้นใหม่ในคิวบา ปรากฏว่า ที่ปรึกษาทางทหารโซเวียตกำลังช่วยสร้างฐานยิงดังกล่าว ซึ่งสามารถยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ไปยังแผ่นดินสหรัฐอเมริกาที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึง 100 ไมล์ได้อย่างง่ายดาย และสหรัฐฯ อาจไม่สามารถป้องกันได้

เรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์ B-59 ของสหภาพโซเวียต

นั่นจึงนำไปสู่การเผชิญหน้าที่ร้ายแรงที่สุดของสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต เป็นเวลา 13 วันแห่งความเสี่ยงสูงระหว่าง 2 มหาอำนาจนิวเคลียร์ ที่ดูเหมือนกำลังจะกลายเป็นก้าวที่ย่างพลาด

เริ่มต้นจาก ‘John F. Kennedy’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ออกคำสั่งในสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘การปิดล้อมคิวบา’ โดยตั้งกองเรือรบนอกชายฝั่งของเกาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เรือสินค้าโซเวียต ซึ่งบรรทุกขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ไปยังคิวบา และเรียกร้องให้สหภาพโซเวียตถอนขีปนาวุธที่ติดตั้งในคิวบา

ในวันที่ 27 ตุลาคม 1962 เรือดำน้ำ B-59 ของโซเวียตซึ่งดำอยู่ใต้น้ำมาหลายวัน ถูกไล่ต้อนโดยเรือพิฆาตสหรัฐฯ 11 ลำ และ ‘USS Randolph’ เรือบรรทุกเครื่องบิน โดยเรือรบของสหรัฐฯ ได้เริ่มทิ้งระเบิดน้ำลึกรอบ ๆ เรือดำน้ำ

จุดจบในกรณีนี้ ไม่ใช่แค่ชะตากรรมของเรือดำน้ำและลูกเรือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโลกทั้งใบด้วย ด้วยพวกเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอก จึงขาดการติดต่อทางวิทยุกับมอสโก ตัวเรือถูกกระแทกด้วยแรงอัดจากการระเบิดของระเบิดน้ำลึก เครื่องปรับอากาศพังเสียหาย อุณหภูมิและระดับคาร์บอนไดออกไซด์ของเรือที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเจ้าหน้าที่ประจำเรือดำน้ำ B-59 ก็คือ ‘สงครามโลกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว’ แต่สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายสหรัฐฯ ไม่รู้ คือ เรือดำน้ำ B-59 มีอาวุธ คือ ‘ตอร์ปิโดหัวรบนิวเคลียร์’ ขนาด 10 กิโลตัน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเรือได้รับอนุญาตจากมอสโกให้ยิงมันได้โดยไม่ต้องได้รับการยืนยัน

เรือรบสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดน้ำลึกใกล้เรือดำน้ำ B-59 เพื่อพยายามบังคับให้มันขึ้นสู่ผิวน้ำ และนายทหารระดับสูงของเรือ 2 คน ตกลงตัดสินใจที่จะใช้ ‘ตอร์ปิโดหัวรบนิวเคลียร์’ ทำลายเรือรบสหรัฐฯ แต่ Arkhipov ต้นเรือปฏิเสธที่จะเห็นด้วยกับคำสั่งใช้อาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งต้องได้รับความยินยอมเป็นเอกฉันท์จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงประจำเรือ 3 คน แม้ว่าเหตุผลทุกประการที่เชื่อได้ว่า เรือรบสหรัฐฯ กำลังพยายามจะจมพวกเขา

“พวกเราต่างพากันคิดว่า จุดจบมันก็คงแค่นี้แหละ” ‘Vadim Orov’ ลูกเรือของเรือดำน้ำ B-59 ให้สัมภาษณ์กับทาง ‘National Geographic’ ในปี 2016 “เรารู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในถังโลหะซึ่งมีคนใช้ค้อนทุบอยู่ตลอดเวลา”

แม้กระทั่ง ‘Valentin Savitsky’ กัปตันเรือ ซึ่งตามรายงานจากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ บอกว่า เขาพูดออกมาว่า “เราจะต้องระเบิดพวกมันเดี๋ยวนี้!! ไม่งั้นเราจะตาย แต่เราจะจมพวกมันทั้งหมด เราจะไม่ยอมกลายเป็นความอับอายของกองทัพเรือแห่งสหภาพโซเวียต”

เรือดำน้ำ B-59 กลับขึ้นสู่ผิวน้ำ มุ่งหน้าออกจากคิวบา และแล่นกลับไปยังสหภาพโซเวียต

โชคดีที่ไม่ใช่เพียงแค่ดุลยพินิจของกัปตันแต่เพียงผู้เดียว ในการยิงตอร์ปิโดหัวรบนิวเคลียร์ แต่เจ้าหน้าที่อาวุโสประจำเรือดำน้ำทั้ง 3 คน ต้องเห็นด้วยทั้งหมด และ Vasily Arkhipov ต้นเรือวัย 36 ปี ได้ปฏิเสธที่จะให้ความยินยอม เขาโน้มน้าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเรือดำน้ำอีก 2 คนว่า แท้จริงแล้วการทิ้งระเบิดน้ำลึกของเรือรบสหรัฐฯ เป็นการกระทำเพื่อส่งสัญญาณให้เรือดำน้ำ B-59 ขึ้นสู่ผิวน้ำ เพราะเรือรบของสหรัฐฯ ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะติดต่อสื่อสารกับเรือดำน้ำโซเวียตได้

ดังนั้น หากพวกเขายิงตอร์ปิโดหัวรบนิวเคลียร์ จะเป็นความผิดพลาดร้ายแรงที่สุด ในที่สุดแล้วเรือดำน้ำ B-59 ต้องกลับขึ้นสู่ผิวน้ำและเดินทางมุ่งหน้าออกจากคิวบา เพื่อแล่นกลับไปยังสหภาพโซเวียต

นาวาอากาศตรี ‘Rudolf Anderson’ นักบิน U-2 ของสหรัฐฯ เป็นผู้เสียชีวิตเพียงรายเดียวในวิกฤติครั้งนั้น

ความกล้าหาญด้วยความเยือกเย็นของ Arkhipov ไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ในวันเดียวกันนั้นเอง นาวาอากาศตรี ‘Rudolf Anderson’ นักบิน U-2 ของสหรัฐฯ ก็ถูกยิงตกและเสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเหนือคิวบา Anderson เป็นผู้เสียชีวิตรายแรกและรายเดียวในวิกฤติอันเป็นเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ได้ หากประธานาธิบดี Kennedy ไม่ได้สรุปว่า ‘Nikita Sergeyevich Khrushchev’ นายกรัฐมนตรีโซเวียต ไม่ได้เป็นผู้ออกคำสั่งให้ยิงเครื่องบิน U-2 ของสหรัฐฯ

‘John F. Kennedy’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ ‘Nikita Khrushchev’ นายกรัฐมนตรีโซเวียต

การติดต่อพูดคุยอย่างใกล้ชิดครั้งนั้น ทำให้ผู้นำทั้ง 2 ต่างสงบสติอารมณ์ลง พวกเขาเปิดการเจรจาแบบ Backchannel ซึ่งท้ายที่สุด จึงนำไปสู่การถอนขีปนาวุธในคิวบาของสหภาพโซเวียต และการถอนขีปนาวุธของสหรัฐฯ ในตุรกีในเวลาต่อมาเพื่อเป็นการตอบแทน และถือเป็นการสิ้นสุดของการเข้าใกล้จุดจบของโลก ด้วยสงครามนิวเคลียร์มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาจนถึงทุกวันนี้

การกระทำของ Arkhipov สมควรได้รับการยกย่องเป็นพิเศษ เพราะ Arkhipov ติดอยู่ในเรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยดีเซล ซึ่งอยู่ห่างจากมาตุภูมิหลายพันไมล์ เขาถูกแรงกระแทกจากระเบิดลึกซึ่งอาจทำให้ลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมดได้ หากเขายอมรับการตัดสินใจยิงตอร์ปิโดหัวรบนิวเคลียร์ ก็อาจจะทำให้กองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ กลายเป็นจุล และคร่าชีวิตลูกเรืออเมริกันอีกหลายพันคน ซึ่งนั่นอาจทำให้ประธานาธิบดี Kennedy และนายกรัฐมนตรี Khrushchev ไม่สามารถถอยออกจากขอบเหวแห่งหายนะนี้ได้ และวันที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ของ มนุษยชาติ อาจเป็นวันสุดท้ายของพวกเราทุกคน

‘Elena’ ผู้เป็นลูกสาว และ ‘Sergei’ หลานชายของ Vasily Arkhipov กับรางวัล ‘The Future of Life Award’

สำหรับความกล้าหาญของเขา จึงทำให้ในปี 2017 Arkhipov เป็นคนแรกที่ได้รับรางวัล ‘Future of Life’ จาก ‘Future of Life Institute’ (FLI) องค์กรไม่แสวงผลกำไร ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเคมบริดจ์ โดย Arkhipov เสียชีวิตลงเมื่อปี 2008 ก่อนที่จะมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวการกระทำของเขา จนกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

ซึ่ง ‘Max Tegmark’ ประธาน FLI กล่าวในพิธีมอบรางวัลนี้ ว่า “Vasily Arkhipov อาจเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่”

ระเบิดปรมาณูที่เมืองนางาซากิ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945

นับตั้งแต่การทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองนางาซากิ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945 ก็ไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามอีกเลย แต่ในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้นจากสงครามในยูเครน จนเริ่มมีการนำประเด็นการใช้อาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมากล่าวถึง

มนุษยชาติจะต้องตระหนักรู้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวของ ‘วันสิ้นโลก’ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากอาวุธเหล่านี้ให้ดี ดังเช่น ‘Vasily Arkhipov’ ผู้ซึ่งในช่วงเวลาของการตัดสินใจ ในความเป็นและความตายนั้น เขาตัดสินใจเลือกให้มนุษยชาติ มีชีวิตอยู่มากกว่าการสูญสลายไปจนหมดสิ้น

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

ย้อนอดีตคำทำนาย ‘จีน’ จะล่มสลายภายในปี 2011 คำพยากรณ์ที่คลาดเคลื่อนมาแล้ว 12 ปี

ในปี 2001 Gordon G. Chang นักเขียนอเมริกันเชื้อสายจีน ได้แต่งหนังสือชื่อ ‘The Coming Collapse of China’ ซึ่งทำนายว่า “จีนกำลังจะล่มสลายภายในปี 2011” Chang ผู้มีบิดาเป็นชาวจีนจากเมือง Rugao มณฑล Jiangsu ส่วนมารดาเป็นหญิงอเมริกาเชื้อสายสก๊อต เขาเกิดและเติบโตในมลรัฐ New Jersey จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Cornell และศึกษาต่อจนได้รับปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์จากโรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัย Cornell

ในปี 1976 หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัย Cornell เขาได้ไปทำงานอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ โดยเขาทำงานเป็นหุ้นส่วนและที่ปรึกษาของ Baker & McKenzie และ Paul, Weiss, Rifkind, Wharton & Garrison LLP ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศอเมริกัน

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานเกี่ยวกับประเทศจีน Chang จึงเป็นผู้บรรยายสรุปให้สภาข่าวกรองแห่งชาติ สำนักข่าวกรองกลาง กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ และกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ และเขาได้ปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา เขาเป็นอดีตผู้ร่วมให้ข้อมูลใน The Daily Beast งานเขียนของเขาเกี่ยวกับจีนและเกาหลีเหนือปรากฏใน The New York Times, The Wall Street Journal, International Herald Tribune, Commentary, National Review และ Barron's และอื่น ๆ อีกมากมาย และเขาได้ปรากฏตัวทาง CNN, Fox News, MSNBC, CNBC, PBS , Bloomberg Television และอื่น ๆ รวมถึงรายการ The Daily Show กับ Jon Stewart รวมทั้งได้บรรยายที่มหาวิทยาลัย Columbia, Cornell, Harvard, Penn, Princeton, Yale และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ

Chang เป็นบรรณาธิการร่วมของ 19FortyFive ซึ่งเป็นเว็บไซต์กิจการระหว่างประเทศออนไลน์ และทำหน้าที่ในคณะกรรมการที่ปรึกษาของ Global Taiwan Institute ซึ่งเป็นศูนย์บ่มเพาะนโยบายในกรุง Washington, D.C เขายังเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหารของการประชุมการดำเนินการทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative Political Action Conference : CPAC) ด้วย

>> ความคิดเห็นที่เกี่ยวกับจีนของ Chang

‘อิทธิพลของจีน’ Chang ได้ปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐอเมริกา-จีน และอื่น ๆ อีกมากมาย เขาเตือนว่า นักศึกษาชาวจีนที่เข้าเรียนในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ได้กลายเป็นแขนงสำคัญของลัทธิเผด็จการจีน และนักศึกษา อาจารย์ และนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนก็กลายเป็น ‘นักรวบรวมข่าวกรองในรูปแบบใหม่’ ของจีน

รายงานของ The Cornell Daily ซึ่ง Sun Chang ได้กล่าวหาว่า นักศึกษาจากจีนได้ทำการสืบค้นข้อมูลจากคณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ อย่างน่าสงสัย อีกทั้งยัง “พัวพันกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและคุกคามนักศึกษาคนอื่น ๆ และก่อกวนผู้วิพากษ์วิจารณ์จีน และกดดันมหาวิทยาลัยให้ระงับกิจกรรมต่าง ๆ ออกไป ข้อเรียกร้องของพวกเขาคือ การถอดการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองออก อันเนื่องจากความกังวลว่าจะมีการละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ” นอกจากนี้ Chang ยังกล่าวด้วยว่า จีนไม่ได้พยายามที่จะแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาภายใต้ระบบ ‘Westphalian’ แต่กลับพยายามที่จะล้มล้างคำสั่งนั้นโดยสิ้นเชิง

ซึ่งระบบ Westphalian หรือที่รู้จักกันในชื่ออธิปไตย Westphalian เป็นหลักการในกฎหมายระหว่างประเทศที่แต่ละรัฐมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตนแต่เพียงผู้เดียว หลักการนี้พัฒนาขึ้นในยุโรปหลังสนธิสัญญา Westphalian ในปี 1648 โดยอิงตามทฤษฎีรัฐ (The state theory) ของ Jean Bodin และคำสอนเรื่องกฎธรรมชาติ (The natural law) ของ Hugo Grotius ซึ่งเป็นไปตามระบบระหว่างประเทศสมัยใหม่ของรัฐอธิปไตยและปรากฏอยู่ในกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งระบุว่า “ไม่มีสิ่งใด...ที่จะอนุญาตให้สหประชาชาติเข้าไปแทรกแซงในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วอยู่ภายในเขตอำนาจศาลภายในของรัฐใด ๆ ก็ตาม”

‘สงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ-จีนในด้านเทคโนโลยีเย็น’ ในหนังสือ The Great U.S.–China Tech War (2020) Chang อ้างว่า จีนและสหรัฐอเมริกามีส่วนร่วมในสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘สงครามเย็นในด้านเทคโนโลยีเย็น’ ซึ่งผู้ชนะจะสามารถเป็นใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ได้ เขาตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จีนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งทางเทคโนโลยี แต่ผู้นำจีนได้ทำให้ระบอบการปกครองของตนกลายเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยี โดยที่บางคนพบว่า จีนเป็นผู้นำ โดยมีอเมริกาซึ่งกำลังล้าหลังในด้านที่สำคัญ Chang สนับสนุนการระดมสรรพกำลังเพื่อให้สหรัฐฯ กลับมาควบคุมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเช่นที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น

‘การล่มสลายของจีน’ ในฐานะผู้เขียนหนังสือ ‘The Coming Collapse of China’ Chang ได้ทำนายเกี่ยวกับการล่มสลายของรัฐบาลจีนและการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใกล้จะเกิดขึ้นไว้มากมาย ซึ่งเจาะจงว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2011 โดย Chang ได้ระบุว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) เป็นต้นตอของปัญหาหลายประการของจีน รัฐบาลจีนจะล่มสลายซึ่งเขายืนยันว่าเป็นปี 2011 และเมื่อใกล้จะถึงปี 2011 เขาก็ยอมรับว่า การคาดการณ์ของเขาผิด พร้อมบอกว่า บอกเร็วไปเพียงปีเดียว และได้เขียนลงในนิตยสาร Foreign Policy เอาไว้ว่า “แทนที่จะเป็นปี 2011 พนันได้เลยว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ยิ่งใหญ่จะล่มสลายในปี 2012” ด้วยเหตุนี้ ‘การล่มสลายของจีน’ จึงเป็น ‘10 คำทำนายที่แย่ที่สุดแห่งปี’ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศถึงสองครั้ง

ในคำนำ ‘The Coming Collapse of China’ ฉบับพิมพ์ครั้งแรกของเขาที่ตีพิมพ์ในปี 2011 Chang ได้ทำนายสถานการณ์ไว้ดังต่อไปนี้ “จุดสิ้นสุดของรัฐจีนสมัยใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว สาธารณรัฐประชาชนมีเวลาห้าปีหรืออาจจะสิบปีก่อนที่จะล่มสลาย หนังสือเล่มนี้จะบอกว่าทำไม” จากการรับรู้ถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ และการไร้ความสามารถของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการสร้างสังคมประชาธิปไตยแบบเปิด Chang ระบุว่า สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่ซ่อนอยู่ของธนาคารของรัฐ ‘Big Four’ ของจีนมีแนวโน้มที่จะทำให้ระบบการเงินของจีนล่มสลายทั้งรัฐบาลจีนพร้อมกับชาวจีนทั้งประเทศ ซึ่งเขาคาดการณ์ไว้โดยเฉพาะว่า CCP จะล่มสลายภายในปี 2011

‘ข้อวิจารณ์ต่อหนังสือ The Coming Collapse of China’ Dexter Roberts จาก Bloomberg Businessweek บรรยายถึงหนังสือเล่มนี้ว่า “เป็นการมองโลกในแง่ร้ายในวงกว้าง” ในปี 2012 Julia Lovell จาก The Observer ระบุว่า แม้ว่าการที่จีนเข้าสู่องค์การการค้าโลกสามารถให้โอกาสแก่นักลงทุนชาวตะวันตกได้มากมาย แต่หนังสือของ Chang ก็รวบรวมหลักฐานไว้เพียงพอที่จะรองรับความคาดหวังดังกล่าว ในปี 2011 Patrick Tyler จาก The New York Times เขียนเมื่อ 9 กันยายน 2011 ว่า “ดังที่ Chang ค้นพบ จีนเป็นชาติที่มีความขัดแย้ง อุตสาหกรรมของรัฐหลายแห่งแทบจะล้มละลาย ระบบธนาคารตั้งอยู่บนภูเขาแห่งหนี้เสียที่ไม่รู้จัก เกษตรกรรมยังเป็นแบบดั้งเดิม มลพิษอยู่นอกเหนือการควบคุม และการแทรกแซงและการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลกำลังทำลายธุรกิจใหม่จำนวนหนึ่ง...” Roland Boer นักวิชาการระบุถึงหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นตัวอย่างของแนวคิด ‘วันสิ้นโลกของจีน’ ต่อลัทธิทำลายล้างทางประวัติศาสตร์ Christopher Marquis และ Kunyuan Qiao นักวิชาการบอกว่า The Coming Collapse of China ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผิด และสรุปว่าการปกครองของ CCP ของจีนจะดำเนินต่อไปในอนาคต และ ปีเตอร์ ธาล ลาร์เซน เขียนในรอยเตอร์ว่าหนังสือเล่มนี้ "ปัจจุบันส่วนใหญ่เรียกว่าเป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการคาดการณ์อนาคตของประเทศอย่างเจาะจงมากเกินไป"

‘การปรับปรุงแก้ไข’ ในปี 2010 Chang ได้เขียนไว้ใน The Christian Science Monitor ว่า ‘จีนอาจจะล่มสลายในไม่ช้า’ โดยคาดการณ์ถึงความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ วันที่ 21 พฤษภาคม 2016 The National Interest ได้ตีพิมพ์อีกบทความหนึ่งของ Chang เรื่อง ‘การปฏิวัติที่กำลังมาของจีน’ ในนั้น เขาอ้างว่า ชนชั้นปกครองในจีนกำลังแตกแยก และไม่สามารถจัดการกับปัญหาทางเศรษฐกิจได้ Chang อ้างว่า จะนำไปสู่การปฏิวัติซึ่งจะโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เขาไม่ได้ระบุเวลาที่แน่ชัดว่า เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใด

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนต่อหนังสือ ‘The Coming Collapse of China’ ของ Gordon G. Chang มุมมองของ Chang ต่อจีนนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากแนวคิดของเหล่าบรรดานักวิชาการและสื่อตะวันตกเลย แม้ตัว Chang เองจะมีบิดาเป็นชาวจีน แต่ Chang เกิดและเติบโตในสหรัฐฯจึงได้รับแนวคิดแบบอเมริกันไว้เต็ม ๆ สิ่งซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถดำรงอำนาจไว้ได้จนทุกวันนี้ เกิดจากความพยายามและความสามารถในการรับมือกับความเจริญก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลักการสำคัญง่าย ๆ คือ ‘การทำให้ประชาชนชาวจีนทุกคนอิ่มท้องอยู่เสมอ’ อันเป็นผลมาจากความอดอยากและขาดแคลนของจีนมายาวนานตั้งแต่ก่อนพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ามามีอำนาจ และในช่วงแรก ๆ ของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนเองด้วย แม้ในปัจจุบันพลเมืองจีนจำนวนมากก็ยังคงระลึกนึกถึงความอดอยากและขาดแคลนในอดีตได้เป็นอย่างดี เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวจนลุล่วงไปได้ และยังคงยึดหลัก ‘การทำให้ประชาชนชาวจีนทุกคนอิ่มท้องอยู่เสมอ’ เมื่อชาวจีนทุกคนท้องอิ่ม ไม่อดอยากหิวโหยแล้ว ปัญหาสำคัญที่จะเป็นภัยร้ายแรงต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ย่อมจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน อีกทั้งรัฐบาลจีนสามารถสร้างความรู้สึกชาตินิยม

และสามารถรักษากระแสความรู้สึกชาติยมได้อย่างต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี สิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อการดำรงคงอยู่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนทั้งสิ้น

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

‘White Hands’ ธุรกิจ ‘บริการทางเพศ’ สุดเหลือเชื่อของญี่ปุ่น มุ่งสนองความต้องการ ‘ผู้พิการ’ ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้

จากหนังสือ Sex Volunteers (2004) แต่งโดย Kawai Kaori นักข่าวสาวชาวญี่ปุ่นของ Shukan Post ซึ่งบรรยายถึงเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับ ‘อาสาสมัครทางเพศ (Sex Volunteers)’ ในญี่ปุ่น อันมีตั้งแต่กิจกรรมต่าง ๆ  มากมาย ตั้งแต่ผู้ที่เพียงเต็มใจให้บริการขนส่งไปยังสถานที่ให้บริการทางเพศ ไปจนถึงผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงที่สามารถมีเพศสัมพันธ์ด้วย หรือให้บริการทางเพศในรูปแบบอื่นสำหรับชายและหญิงที่มีความพิการ แม้จะเรียกชื่อโดยรวมว่า ‘อาสาสมัคร’ ผู้ให้บริการก็รวมทั้งผู้ที่รับเงินค่าจ้าง และผู้ที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

Sex Volunteers (2004) เป็นหนังสือที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ผู้พิการได้รับการ ‘บริการ’ ทางเพศโดยอาสาสมัครทางเพศที่มีชื่อเดียวกันนี้ อันเนื่องมาจากการขาดคู่รักทางเพศของผู้พิการ สิ่งนี้จุดประกายให้เกิดประเด็นในระดับชาติเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำระหว่างความพิการและเรื่องเพศ และหนังสือชื่ออื้อฉาวอีกมากมาย อาทิ ‘ฉันเป็นคนขายบริการทางเพศสำหรับผู้พิการ (I Was a Sex Worker for People with Disabilities)’ ความตื่นตระหนกทางศีลธรรมที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากมายต่อความพิการและครอบครัว ประชาธิปไตยและความรับผิดชอบต่อสังคม และอนาคตของระบบการดูแลสุขภาพของประเทศ จากประสบการณ์ของ Kawai ในการติดตามผู้ป่วย ผู้พิการ ฯลฯ อาทิ ชายอายุ 72 ปี ที่ต้องพึ่งถังออกซิเจนหลังการผ่าตัด ขณะที่เขาไปที่สถานที่ให้บริการทางเพศพร้อมกับผู้ดูแล โดย Kawai มองว่า แม้เพศสัมพันธ์จะเสี่ยงต่อชีวิตของชายผู้นั้นเป็นอย่างมาก แต่พฤติกรรมของชายคนนั้นแสดงให้เห็นว่าเซ็กซ์ยังคงเป็นหนึ่งในข้อกำหนดพื้นฐานของชีวิต 

ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง เธอได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มี ‘สะโพกเคลื่อนแต่กำเนิด (Congenital dislocation of the hip)’ ซึ่งจ้างพนักงานชายจากบาร์โฮสต์ให้มาที่บ้านของครอบครัวของเธอเป็นประจำทุกสัปดาห์ ด้วยความเต็มใจของพ่อแม่ของเธอ พนักงานจะอาบน้ำให้เธอ แล้วอุ้มเธอไปที่เตียงซึ่งเขาจะมีกิจกรรมทางเพศกับเธอ โดย Kawai บอกว่า หญิงคนนี้ใช้เวลารอคอยทั้งสัปดาห์เพื่อให้คนโปรดของเธอมาให้บริการ ตัวอย่างที่สองนี้ ทำให้หญิงพิการที่มีแนวคิดสตรีนิยมโกรธเคือง เช่น Asaka Yūho (2009) ได้โต้แย้งว่า หญิง (และชาย) ที่มีความพิการจำเป็นต้องเอาชนะความเห็นแก่ตัวและความเฉื่อยชาของตนเอง และต้องรับผิดชอบเรื่องเพศของตนเองด้วยการหาคู่รักที่จริงใจ และต้องยอมรับในอย่างที่เป็นและมีเพศสัมพันธ์ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เพื่อเงินหรือด้วยความสงสาร 

‘White Hands’ เป็นองค์กรเอกชนของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 30 มิถุนายน 2008 โดยมีสำนักงานอยู่ที่จังหวัด Niigata ทางภาคเหนือของญี่ปุ่น อันเป็นที่อยู่ของ ‘Sakatsume Shingo’ ผู้ก่อตั้ง บริการที่ White Hands เสนอแก่ผู้พิการคือ ‘ความช่วยเหลือในเรื่องของการหลั่ง’ สำหรับชายที่มีความพิการที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้เนื่องจากอัมพาต กล้ามเนื้อลีบ ป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หาย หรือมีความพิการทางสมอง ซึ่ง 80% ของผู้รับบริการเป็นชาย ไม่ว่าจะเป็นคนโสดที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้เนื่องจากเป็นอัมพาต หรือแต่งงานแล้วและไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือด้วยเหตุผลเดียวกัน โดย White Hands ใช้เว็บไซต์ในการโฆษณาเรื่องของ ‘อาสาสมัครทางเพศ’ บนอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับหลาย ๆ องค์กรธุรกิจในลักษณะเดียวกัน ซึ่งไม่สามารถแยกความแตกต่างจากบริการทางโทรศัพท์ในการจัดส่งหญิงเพื่อบริการสุขภาพได้ ตัวอย่างเช่น อาสาสมัครทางเพศ (SV) Sakura No Kai อธิบายตัวเองว่า เป็นองค์กร ‘ที่ช่วยให้ผู้พิการช่วยตัวเอง’ และมีรายการราคาสำหรับ ‘อาสาสมัคร’ หญิง ซึ่งอยู่ระหว่าง 6,000 ถึง 7,500 เยน สำหรับบริการ ‘การดูแล’ ครั้งเดียวในพื้นที่กรุง Tokyo และนคร Osaka สามารถให้บริการดูแลได้ในห้องน้ำสำหรับผู้พิการของสถานีรถไฟ หากลูกค้าไม่มีพื้นที่ส่วนตัวที่บ้าน ทั้งยังรับรองว่าการให้บริการต่าง ๆ มีไว้สำหรับผู้ที่มีความพิการทางร่างกายเท่านั้น (ส่วนใหญ่เป็นโรคสมองพิการ) และไม่มีการให้บริการสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาหรือจิตเวช White Hands เน้นการให้บริการด้านสวัสดิการสังคม ทั้งยังโฆษณาว่า พวกเขากำลังสร้าง ‘ความเป็นสาธารณะทางเพศในรูปแบบใหม่’ พวกเขาเสนอทั้งความช่วยเหลือในการช่วยตัวเองและสิ่งที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ในอเมริกาเรียกว่า การตั้งครรภ์แทนทางเพศ (การอุ้มบุญแทนผู้แปลงเพศ) และการให้คำปรึกษาด้านการบำบัดทางเพศ White Hands ยังเผยแพร่เอกสารบทความเกี่ยวกับความต้องการทางเพศของผู้ที่มีความพิการ (ทางร่างกาย) และคู่มือสำหรับผู้ให้บริการรายอื่น ๆ เกี่ยวกับวิธีการที่เหมาะสมในการให้บริการช่วยตัวเองสำหรับผู้พิการ 

โดยมีวิธีการดังนี้ : “หญิงสาวคนหนึ่งสวมถุงมือแบบใช้แล้วทิ้ง เธอถอดกางเกงและชุดชั้นในของชายคนนั้นออกแล้วคลุมด้วยผ้าเช็ดตัว เธอจุ่มผ้าลงในน้ำอุ่นแล้วถูร่างเขา เธอสวมถุงยางอนามัยให้เขา หญิงคนนั้นไม่ได้ถอดเสื้อผ้า ไม่มีเพศสัมพันธ์อย่างอื่น ไม่ใช้ DVD หรือหนังสือโป๊ และขั้นตอนทั้งหมดโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 10 นาที”

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 Kawai ได้เดินทางไปพบปะและพูดคุยกับ Sakatsume Shingo ประธานและผู้ก่อตั้ง White Hands ซึ่งสรุปได้ว่า เดิมทีเขาได้รับแรงบันดาลใจให้ศึกษาเรื่องเพศเมื่อตอนที่เขาเป็นนักศึกษาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยแห่งโตเกียว ได้ศึกษากับ Ueno Chizuko นักวิชาการสตรีนิยมผู้มีชื่อเสียง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการสัมมนาครั้งหนึ่งของเธอ เขาเริ่มค้นคว้าเกี่ยวกับสภาพของผู้ขายบริการทางเพศ และพบว่าหลายคนต้องทนทุกข์ทรมานจากการเลือกปฏิบัติทางสังคม Sakatsume คิดว่าเขาอาจจะเปลี่ยนทัศนคติของสังคมที่มีต่องานบริการทางเพศได้ด้วยการเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ทางสังคมของงานบริการนั้น เมื่อนึกถึงวิธีผสมผสานประเด็นเรื่องเพศและสวัสดิการสังคมที่ไม่เข้ากัน เขาจึงได้เกิดแนวคิดในการสร้างสถานที่ที่ผู้ขายบริการทางเพศสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ทุพพลภาพได้ 

ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง Sakatsume ตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้…ปัญหาทางเพศมี 3 แง่มุม : 1.) การแสดงความรัก 2.) ความพึงพอใจทางเพศ และ 3.) ปรากฏการณ์ทางสรีรวิทยา การสัมมนาระดับชาติส่วนใหญ่เกี่ยวกับปัญหาความช่วยเหลือทางเพศมักทำให้ทั้ง 3 ประเด็นเกิดความสับสน เขากล่าวว่า “เซ็กซ์ ก็เหมือนกับการทานอาหาร การนอนหลับ หรือการขับถ่าย ถือเป็นการทำงานพื้นฐานของร่างกาย” เมื่อ Kawai ถาม Sakatsume เกี่ยวกับพนักงานและสภาพการทำงานของพวกเขา เขาตอบว่า อายุเฉลี่ยของพวกเขาคือ 40 ปี เป็นผู้หญิงทั้งหมด และเขาให้ความสำคัญกับผู้ที่มีใบรับรอง Home Helper ระดับ 2 หรือพยาบาลวิชาชีพก่อน เขาดำเนินการภายใต้โมเดลสุขภาพหลังการคลอดบุตร โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่บ้านพ่อแม่ของเขาในเมือง Niigata และเขาติดต่อกับลูกค้าทางโทรศัพท์และส่งไปยังลูกค้าทั่วประเทศญี่ปุ่น ภายใต้กฎหมายญี่ปุ่น ได้รับการจดทะเบียนเป็นธุรกิจการค้าประเวณีเพื่อสุขภาพด้วยบริการจัดส่ง ซึ่งเป็นประเภทที่ทำให้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากทำให้ยากลำบากในการโฆษณาหาลูกค้าและรับสมัครพนักงานใหม่ วิธีแก้ปัญหาหลักประการหนึ่งของเขาคือ การจัดบรรยายสาธารณะและการเสวนาในหลักสูตรสังคมสงเคราะห์ การพยาบาล และการศึกษาด้านความพิการของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  ทั้งได้ตีพิมพ์หนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการกระตุ้นทางเพศสำหรับคนพิการโดยผู้ดูแล 

ทั้งนี้ ลูกค้าประจำรายหนึ่ง Akio Sudo วัย 54 ปี อาศัยอยู่ที่เขต Joetsu จังหวัด Niigata เขาเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาลูกแปดคน ไม่เคยไปโรงเรียนเลย พ่อของเขาไปล่าหมีโดยมีเด็กพิการผูกไว้ด้านหลัง เขาอายุ 20 ปีเมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต ต้องไปอาศัยอยู่ในบ้านพักผู้พิการ เขาสาบานว่าสักวันหนึ่งจะออกจากบ้านพักผู้พิการ และใช้ชีวิตอย่างอิสระ เขาใช้เวลา 20 ปีในการพัฒนาทักษะและความมั่นใจ การนั่งรถเข็นดูเหมือนจะทำให้เขาอึดอัดไม่ได้ เขาเดินทางด้วยรถไฟบ่อยครั้งจาก Joetsu ไปยังกรุง Tokyo เพื่อใช้บริการทางเพศที่นั่น นี่คือก่อนยุคแห่งความสะดวกสบายที่ไร้อุปสรรค หากรถเข็นของเขาติดหรือพลิกคว่ำ การสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองต่อเขาของผู้คนกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกสนานไป ด้วยทัศนคติเช่นนั้นก็ทำให้เขารู้สึกยิ่งแย่ ต่อมาโรคของเขากำเริบ อาการอัมพาตมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงหันไปใช้อินเทอร์เน็ตและค้นพบ White Hands ที่มีค่าบริการ 3,500 เยนต่อ 15 นาที 5,500 เยนต่อ 30 นาที 9,500 เยนต่อชั่วโมง รวมค่าเดินทาง 

แม้ว่า Sakatsume จะรู้สึกสงสัยอยู่เสมอและบอกกับ Kawai ว่า เหตุใดทั้งลูกค้าและผู้ให้บริการจึงดูรู้สึกผิดกับสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ เขาไม่แน่ใจว่าเขาต้องการทำอะไรกับชีวิตของเขา แต่ยังคงมีความคิดที่ว่าคนพิการยังมีความต้องการทางเพศ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศตะวันตกเท่านั้น การพัฒนาบริการต่าง ๆ ในญี่ปุ่นสำหรับคนพิการ เช่น อาสาสมัครทางเพศ ผู้ช่วยทางเพศ และสถานที่บริการทางเพศที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง ได้ท้าทายแนวคิดเรื่องความไม่รู้เรื่องเพศของคนพิการ และก่อให้เกิดประเด็นในการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความพิการและเรื่องเพศเพิ่มขึ้นอีกด้วย สำหรับบ้านเราแล้วเรื่องราวเช่นนี้ไม่ค่อยจะปรากฏเป็นข่าวมากนัก ทั้งนี้ด้วยเหตุที่สังคมไทยจะประสบพบเห็นการใช้ชีวิตคู่ของผู้พิการด้วยกันหรือระหว่างผู้พิการกับคนปกติอยู่ทั่วไป ทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวกับเพศแม้ปัจจุบันจะปรากฏอยู่แพร่หลายทั่วไปโดยเฉพาะบนอินเทอร์เน็ต แต่คนในสังคมส่วนไทยส่วนใหญ่มาก ๆ แล้วสามารถครองตัวและครองตนในขอบเขตและกรอบของศีลธรรมได้ ทั้งความเชื่อในพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม จึงทำให้นานมาก ๆ จะมีเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง หรือเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกนำมากล่าวถึงในสังคมไทย

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

‘คูดักรถถัง’ ยุทธศาสตร์ที่ ‘กองทัพไทย’ ผุด!! หวังป้องลัทธิคอมมิวนิสต์ ปัจจุบันพัฒนาเป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา


ส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อันสำคัญของชาติไทยและมีส่วนช่วยให้คนไทยรอดพ้นจากภัยของลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็คือ ‘คูคลองยุทธศาสตร์’ (ชายแดนไทย-กัมพูชา) และต่อมาได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับพี่น้องคนไทยที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจนทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน เป็นหนึ่งเรื่องสำคัญในประวัติศาสตร์ที่คนไทยที่โตและเกิดไม่ทันยุคที่กองทัพไทยต้องเผชิญหน้ากับกองทัพเวียดนามในกัมพูชา ภายหลังจากพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม ลาว และกัมพูชาเรืองอำนาจโดยสามารถเอาชนะรัฐบาลที่สหรัฐอเมริกาสนับสนุนได้ และแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการรคุกคามต่ออธิปไตยของไทย เป็นเรื่องราวที่ตอกย้ำให้เห็นความจำเป็นของไทยที่จะต้องมีกองทัพแห่งชาติที่เข้มแข็งและมีอาวุธยุทโธปกรณ์อันทันสมัยในการป้องกันเอกราชและอธิปไตยของชาติ 


ที่มาของ ‘คูคลองยุทธศาสตร์’ เกิดจากเหตุปะทะชายแดนไทย-เวียดนาม เมื่อกำลังทหารเวียดนามบุกเข้ากัมพูชาในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2521 เพื่อล้มล้างระบอบเขมรแดง กำลังทหารกัมพูชาส่วนใหญ่ได้อพยพมาอยู่ทางด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศที่ติดกับชายแดนไทย โดยมีกลุ่มชาวกัมพูชาที่ต่อต้านการยึดครองของเวียดนามอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ 

1.) กลุ่มกัมพูชาประชาธิปไตย (Democratic Kampuchea) หรือกลุ่มเขมรแดงของ พล พต และเขียว สัมพันธ์ มีสมาชิกประมาณ 40,000 คน มีฐานที่ตั้งอยู่บริเวณพนมกระวันและบริเวณตะวันตกของจังหวัดพระตะบอง
2.) กลุ่มแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติของประชาชนเขมร (Khmer People’s National Liberation Front - KPNLE) ภายใต้การนำของซอนซาน มีสมาชิกประมาณ 4,000 คน 
3.) กลุ่มแนวร่วมแห่งชาติเพื่อเอกราช ความเป็นกลาง และสันติภาพในกัมพูชา (Front d"union national pour un Cambodge independant, pacifiaue et cooperatif - FUNCINPEC) ภายใต้การนำของสมเด็จนโรดม สีหนุ 


การที่กลุ่มต่อต้านทั้ง 3 กลุ่มนี้มีฐานกองกำลังใกล้กับชายแดนไทยเพื่อเป็นง่ายต่อการหลบหนีเมื่อกำลังเวียดนามบุกเข้ามา กำลังกัมพูชาก็หลบหลีกเข้าสู่ดินแดนไทย ในการนี้เวียดนามเห็นว่า ไทยนั้นยินยอมให้กัมพูชาฝ่ายต่อต้านใช้พื้นที่เป็นที่หลบหนีและคุ้มกันการโจมตีของกำลังเวียดนามและกำลังของเฮงสัมริน


โดยปฏิบัติการที่สำคัญเกิดขึ้นระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเวียดนาม มีดังนี้

- การโจมตีบ้านโนนหมากมุ่น อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2523 เวียดนามได้ส่งกองกำลังมากกว่า 2 กองร้อยล้ำเข้ามาในดินแดนไทยเข้าโจมตี การปะทะกันดังกล่าวก่อให้เกิดการบาดเจ็บและล้มตายทังสองฝ่าย
- ช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2524 กองทัพเวียดนามและกำลังของของเฮง สัมริน ล่วงเข้าดินแดนไทยลึก 500 เมตร ที่หมู่บ้านสะแดง อำเภอตราพระยา จังหวัดปราจีนบุรี และได้ปะทะกับทหารไทย ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 1 นาย และเมื่อวันที่ 3 มกราคม มีการยิงกระสุนอาวุธหนักเข้ามาในเขตไทย ทำให้เจ้าหน้าที่และราษฎรของไทยเสียชีวิตรวม 10 คน
- กองทัพเวียดนามและกองกำลังของเฮง สัมริน ได้บุกเข้ามาในเขนไทยที่บ้านซับสารี ตำบลปะดง อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ในวันที่ 17 กุมพาพันธ์ พ.ศ. 2525 และได้ปะทะกับตำรวจตระเวนชายแดน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 นาย และตลอดทั้งปีได้มีการลุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทยหลายครั้ง
- เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2526 เวียดนามได้ส่งกำลังโจมตีค่ายอพยพชาวกัมพูชาที่ตรงข้ามบ้านหนองจาน อำเภอตราพระยา จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้เผาทำลายที่พักอาศัยและโรงพยาบาลจนหมดสิ้น มีชาวกัมพูชาบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ชาวกัมพูชาประมาณ 23, 000 คน ได้หลบหนีเข้ามาในอธิปไตยของไทย เวียดนามยังได้ยิงกระสุนปืนใหญ่เข้ามาตกในดินแดนไทยหลายสิบนัด เป็นผลให้ราษฎรไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และบ้านเรือนได้รับความเสียหาย
- ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม - 2 เมษายน พ.ศ. 2526 กำลังทหารเวียดนาม 1 กองพล สนับสนุนด้วยปืนใหญ่และรถถัง ได้เข้าโจมตีชาวกัมพูชาที่จังกาโก เขาพนมฉัตร และค่ายผู้อพยพตรงข้ามบ้านโคกทหาร ทำให้ชาวกัมพูชาเสียชีวิตหลายคน ที่พักและโรงพยาบาลถูกเผา และมีชาวกัมพูชาประมาณ 20,000 คน อพยพเข้าสู่เขตไทย


- วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2527 เวียดนามได้ส่งกองกำลังเข้าโจมตีค่ายผู้อพยพของกัมพูชา ตรงข้ามกับหมู่บ้านสำโรงเกียรติ อำเภอขุนหาร จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ชาวกำพูชาหลายหมื่นคนได้อพยพเข้าสู่ดินแดนไทย และกองกำลังเวียดนาม 1 กองพันได้บุกรุกเข้าสู่ดินแดนไทยทางช่องเขาพระพะลัยและได้ปะทะกับทหารไทย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน และบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
- ช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2527 เวียดนามได้ส่งกองกำลังพร้อมด้วยปืนใหญ่ และรถถังเข้าโจมตีค่ายอพยพกัมพูชาที่หมู่บ้านตาตูม ค่ายผู้อพยพอัมปิล และค่ายผู้อพยพบ้านสุขสันต์ ทำให้มีชาวกัมพูชาประมาณ 80,000 คน อพยพเข้าสู่เขตไทย
- ช่วงปลายปี 2527 ถึงต้นปี 2528 ทหารเวียดนามได้เข้าโจมตีชุมนุมต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายซอนซานตลอดแนวชายแดนไทย โดยสามารถยึดชุมนุมเหล่านี้ได้หมด ทำให้ชาวกัมพูชาได้อพยพเข้ามาในเขตไทยรวม 160,000 คน
- วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ทหารเวียดนามได้เข้าโจมตีที่ตั้งหมวดตำรวจตระเวนชายแดนที่ 239 บ้านตระเวง อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ทำให้เจ้าหน้าไทยเสียชีวิต 18 นาย บาดเจ็บ 34 นาย
- ในปีเดียวกัน ทหารของเวียดนามได้โจมตีค่ายอพยพที่บ้านหนองจาน และมีการปะทะกันทางทหารรัฐบาลผสม 3 ฝ่าย ติดต่อกันหลายวัน ทำให้ผู้อพยพชาวกัมพูชาได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์รวม 62 คน เสียชีวิต 6 คน ค่ายผู่อพยพถูกทำลายเสียหาย และส่งผลให้ผู้อพยพจำนวน 22,262 คน ได้อพยพเข้ามาในเขตไทย
- ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ทหารเวียดนามได้ระดมกำลังโจมตีชุมนุมชาวกัมพูชาซึ่งเป็นกลุ่มเขมรแดง ทำให้ชาวกัมพูชาประมาณ 60,000 คน ได้หลบหนีเข้ามายังเขตไทยในช่วงเดือนกุมพาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม เวียดนามได้ปฏิบัติการอย่างรุนแรงที่สุด โดยในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ทหารเวียดนามได้ยิงปืนใหญ่เข้ามายังเขตไทยที่เนิน 347 อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
- วันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2528 กองทัพเวียดนามได้โจมตีฐานที่มันของไทยที่เนิน 361, 400 และ 427 โดยยึดพื้นที่บางส่วนของเนิน 361 ทหารไทยเสียชีวิต 7 นาย บาดเจ็บ 34 นาย และสูญหาย 3 นาย โดยก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน กองกำลังเวียดนามประมาณ 100 คนได้ลุกล้ำเขตเขตไทยที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา 10 กิโลเมตร และจับกุมราษฎรไทย 62 คน ฆ่าตาย 11 คน และทหารไทยที่ส่งไปช่วยราษฎรดังกล่าวได้ปะทะกับกองกำลังเวียดนามทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 5 นาย
- ช่วงระหว่างวันที่ 5-10 มีนาคม พ.ศ. 2528 กองกำลังเวียดนามได้ยิงปืนใหญ่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และรุกล้ำดินแดนไทย ในพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ทำให้ราษฎรไทยกว่า 7,500 คน ต้องหลบภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัยมีราษฎรเสียชีวิต 3 คน บ้านเรือนเสียหาย 40 หลัง และโรงเรียนเสียหาย 1 แห่ง
- วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2528 กองกำลังเวียดนามได้เข้าโจมตีฐานของเจ้านโรดม สีหนุในเขตกัมพูชา และรุกล้ำเข้ามาในเขตไทยในอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ มีการปะทะกับทหารไทย ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 11 นาย บาดเจ็บ 68 นาย สูญหาย 3 นาย
- ช่วงปลายปี พ.ศ. 2528 ถึง พ.ศ. 2529 ทหารเวียดนามได้เข้ามาวางระเบิดในเขตไทยหลายครั้ง ซึ่งเป็นผลให้ทหารและราษฎรไทยบาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากนี้ก็ยังมีการรุกล้ำเข้ามายังเขตไทยหลายครั้ง


เมื่อเปรียบเทียบกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ขณะนั้นถือได้ว่ากองทัพไทยเมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามแล้วนั้นถือได้ว่าเทียบกันไม่ติด เนื่องจากกองกำลังทางทหารของฝ่ายไทยไม่เคยผ่านการรบในลักษณะเต็มรูปแบบมาก่อน นอกจากการบภายในประเทศกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) ซึ่งมีลักษณะเป็นการรบแบบจรยุทธ์หรือสงครามกองโจร หรือถ้าผ่านการรบก็เป็นการรบแบบสมัยใหม่มีแนวปฏิบัติในการรบแบบสหรัฐอเมริกา แตกต่างกับเวียดนาม โดยกองกำลังของเวียดนามมีทักษะในการรบที่ดีกว่า ทั้งการทำสงครามเต็มรูปแบบและวิธีการรบแบบกองโจร นอกจากนี้ทหารของเวียดนามก็ยังมีประสบการณ์รบจากสงครามเวียดนามอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ขณะที่เวียดนามบุกกัมพูชานั้นกองกำลังทางทหารของเวียดนามมีจำนวนราว 900,000 นาย โดยที่ยังไม่รวมกำลังทหารของฝ่ายเฮงสัมรินที่ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน ด้วยการรบแบบกองโจรและการรบตามแบบสมัยใหม่ ขณะที่ฝ่ายไทยนั้นมีประสบการณ์เพียงเรื่องการรบในการปราบปรามผู้ก่อการร้าย และมีทหารบางหน่วยที่ผ่านสงครามในลาวและเวียดนาม ซึ่งชำนาญการรบตามหลักนิยมของสหรัฐอเมริกา ต้องอาศัยอำนาจการยิงที่เหนือกว่าจึงจะทำการรบได้ นอกจากนี้เวียดนามยังมีอาวุธของสหรัฐอเมริกาที่เหลือจากสงครามเวียดนามอยู่มาก รวมทั้งในระหว่างปี พ.ศ. 2521 - 2531 เวียดนามได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหภาพโซเวียตอีกเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อพัฒนากองทัพให้ทันสมัย และเพื่อการปราบปรามฝ่ายต่อต้านในการกัมพูชา กล่าวได้ว่า ไทยมีขีดความสามารถที่ด้อยกว่าเวียดนามอยู่มาก โดยนักวิชาการด้านการทหารตะวันตกประเมินว่า ขณะนั้นกองทัพเวียดนามน่าจะมีขีดสมรรถะทางทหารอยู่ในอันดับที่ 3-4 ของโลก ในขณะที่กองทัพไทยในขณะนั้นยังไม่ติด 20 อันดับแรกเลย ซ้ำร้ายยังถูกสหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเชื่อว่าเป็นมหามิตรตัดความช่วยเหลือทางทหาร แม้กระทั่งอาวุธยุทโธปกรณ์เหลือใช้จากสงครามเวียดนามจำนวนมากก็ไม่ยอมให้กองทัพไทยใช้ และได้ทำการขนย้ายไปเก็บยังฐานทัพอเมริกันในประเทศอื่น ๆ แทน 

(รถถังเวียดนามแบบ T-54 ในกรุงพนมเปญ)

หลังจากที่กองกำลังผสมเวียดนามและเขมรเฮงสัมรินรบชนะกองทัพกัมพูชาสามารถบุกยึดกรุงพนมเปญ และดินแดนที่เขมรแดง (ซึ่งได้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวกัมพูชานับล้าน) ไว้ได้เกือบทั้งหมด และมีความมุ่งหมายที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของไทย โดยเคลื่อนกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะรถถังจำนวนมากมาประชิดชายแดนไทยด้านตะวันออก ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นป่าโปร่ง จึงทำให้กองทัพไทยต้องขุดคันคูยุทธศาสตร์ หรือ คูดักรถถัง ตลอดแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันกำลังทหารเวียดนามและเฮงสัมรินด้วย หากไม่มีคูดักรถถังแล้วเมื่อเจอกำลังรถถังเวียดนามแบบ T-54 จากสหภาพโซเวียต ซึ่งมีสมรรถนะเหนือกว่าและมีจำนวนมากกว่ารถถังของกองทัพไทยทุกแบบที่มีอยู่รวมกันในขณะนั้น และมีแนวโน้มที่จะบุกข้ามชายแดนไทยในฤดูแล้งในปี พ.ศ. 2524 


ช่วงที่เกิดการสู้รบระหว่างทหารไทยกับทหารเวียดนามและทหารเวียดนามกับทหารกัมพูชากลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่แนวชายแดน กองทัพไทยได้ส่งกำลังทหารหลายกองพันไปตั้งรับยันกำลังทหารเขมรเฮงสังรินกับทหารเวียดนามไว้ตลอดแนวชายแดนไทย-เขมร โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนแถบอำเภอตาพระยากับอำเภออรัญประเทศ ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบป่าโปร่งขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ‘ที่ราบฉนวนไทย’ ซึ่งมีความยาวต่อเนื่องมาตั้งแต่จังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี จนถึง สระแก้ว (ในปัจจุบัน) มีคำกล่าวโดยนายทหารระดับสูงของกองทัพเวียดนามว่า ถ้าหากทหารเวียดนามและทหารเขมรเฮงสัมรินสามารถยกทัพข้ามชายแดนไทยมาได้ จะใช้เวลาเพียง 48 ชั่วโมงเท่านั้นก็มาถึงบริเวณชานเมืองของกรุงเทพฯ ได้อย่างสบาย 


(แนวคันคูยุทธศาสตร์หรือคูดักรถถังบางส่วนในปัจจุบัน)

ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงได้ขุดคันคูยุทธศาสตร์ หรือ คูดักรถถัง ยาวเหยียดตั้งแต่อำเภอตาพระยามาจนถึงอำเภออรัญประเทศ และแนวชายแดนในเขตจังหวัดจันทบุรีและตราดด้วย และมีการประจำการปืนใหญ่กับกำลังทหารไว้ตลอดแนวชายแดนของสองอำเภอนี้ ซึ่งจาก FB ของคุณ Sawat Boonmun ได้กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบของคันคูยุทธศาสตร์หรือคูดักรถถังว่า สิ่งกีดขวางแนวต้านทาน มี 3 ขั้น ขั้นแรกอยู่ติดเส้นเขตแดน ขั้นสองหน้าแนวคันคู และขั้น สามแนวคือคูเหลด โดยมีการบีบให้เข้าสู่พื้นปฏิบัติการ (สังหาร) ด้วย 


(แนวคันคูยุทธศาสตร์หรือคูดักรถถังบางส่วนในปัจจุบันได้รับการปรับปรุงให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ
สำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดน)

การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพไทยกับกองกำลังผสมเวียดนามและเขมรเฮงสัมรินดำเนินต่อเนื่องเกือบสิบปีจนสิ้นสุดใน ปี พ.ศ. 2532 ด้วยกองกำลังผสมเวียดนามและเขมรเฮงสัมรินไม่สามารถเอาชนะกองกำลังต่อต้านกลุ่มต่าง ๆ ในกัมพูชาเอง ทั้งยังถูกกดดันจากนานาประเทศ จนกระทั่งรัฐบาลเวียดนามได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพเมื่อ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2534 และยอมถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากกัมพูชา และส่วนหนึ่งก็ด้วยนโยบาย ‘เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า’ ของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ปัจจุบันแนวคันคูยุทธศาสตร์หรือคูดักรถถังที่มีอยู่บางส่วนก็ตื้นเขิน บางส่วนก็ได้รับการปรับปรุงให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยตามแนวชายแดนเพื่อใช้ในการเกษตร อุปโภค และบริโภค จนทุกวันนี้

‘โครงการหงส์ดำ’ หนึ่งในการค้นพบ ‘สมบัติ’ มูลค่ามหาศาล ใต้ท้องทะเล ก่อน ’Odyssey‘ บริษัทที่กู้พ่ายแพ้คดี จำยอมส่งคืน ‘สเปน’ เจ้าของตัวจริง

เรื่องราวของการค้นหาสมบัติในทะเลซึ่งมีการทำเป็นเรื่องเป็นราวอย่างจริงจังในหลายมหาสมุทรบนโลกใบนี้ และ ‘โครงการหงส์ดำ’ ก็เป็นหนึ่งในการค้นพบและการกู้สมบัติ ที่มีมูลค่าราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้สำเร็จ แต่ผู้ที่กู้ได้ก็พ่ายแพ้ในการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม และต้องส่งคืนสมบัติเหล่านั้นสู่เจ้าของเดิม

(เรือรบสเปน Nuestra Señora de las Mercedes จมลงนอกชายฝั่งโปรตุเกสในปี 1804)

‘โครงการหงส์ดำ’ เป็นชื่อโครงการของบริษัท ‘Odyssey Marine Exploration’ ซึ่งเป็นบริษัทสำรวจค้นหาทรัพยากรใต้น้ำ การทำเหมืองแร่ในทะเล การค้นหาและกู้สมบัติใต้ทะเล โดยมีสำนักงานอยู่ในมลรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ ทั้งนี้ จากการค้นพบและการกู้เหรียญเงินและเหรียญทองมูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (314 ล้านปอนด์) จากพื้นมหาสมุทร โดยในขั้นต้น Odyssey เก็บเรื่องสมบัตินี้ไว้เป็นความลับ ต่อมาสมบัติเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์ในห้องทดลองว่า สินค้าที่กู้ได้ถูกขนส่งโดยเรือรบสเปน Nuestra Señora de las Mercedes ซึ่งจมลงนอกชายฝั่งโปรตุเกสในปี 1804 

เมื่อเรื่องเกี่ยวกับการกู้สมบัติครั้งนี้เผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2007 เมื่อ Odyssey ได้ขนส่งสมบัติน้ำหนัก 17 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหรียญเงินจาก Gibraltar ไปยังสถานที่ปลอดภัยซึ่งไม่ปรากฏที่อยู่ในมลรัฐฟลอริดา ซึ่ง Odyssey ไม่ได้เปิดตัวประเภท วันเวลา หรือสัญชาติของเหรียญในขณะที่มีข่าวลือว่า สมบัติเหล่านั้นเป็นของเรือ Merchant Royal ซึ่งจมลงใกล้ชายฝั่งในปี 1641 โดยในเวลานั้น Odyssey กล่าวว่า มีแผนที่จะกลับไปที่จุดค้นพบเพื่อทำการค้นหาด้วยคาดว่า จะค้นพบเหรียญมากขึ้นรวมทั้งสมบัติอื่น ๆ อย่างไรก็ตามต่อมา Odyssey ถูกรัฐบาลสเปนฟ้องในศาลสหรัฐฯ ซึ่งในที่สุดศาลฯ ก็มีคำสั่ง Odyssey ให้ส่งคืนสมบัติให้สเปน Odyssey ดำเนินการตามช่องทางกฎหมายทั้งหมด แม้กระทั่งการฟ้องร้องต่อศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาแต่ในที่สุดก็แพ้คดี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2012 สมบัติเหล่านั้นจึงถูกส่งกลับไปยังสเปน ซึ่งขณะนี้เหรียญและสิ่งประดิษฐ์อื่น ๆ จากซากเรืออับปางอยู่ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดี Subaquatic แห่งชาติใน Cartagena (Murcia) และในปี 2015 ศาลแขวงสหรัฐได้สั่งให้ Odyssey จ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์ให้แก่รัฐบาลสเปนในข้อหา “ดำเนินงานอย่างไม่สุจริตและไม่เหมาะสม”
 

Odyssey ระบุเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2007 ว่า เหรียญและสมบัติที่กู้ได้ส่วนใหญ่เชื่อว่ามาจากเรืออับปางโดยเฉพาะ แต่มีแนวโน้มว่าจะมีการผสมวัตถุจากซากเรืออื่น ๆ เข้าด้วยกันและได้รับการกู้คืน ซึ่ง Odyssey กล่าวว่าเนื่องจากตำแหน่งของเรือในพื้นที่ที่ทราบกันดีว่ามีซากเรืออับปางในยุคอาณานิคมจำนวนมาก จึงไม่อาจเปิดเผยอัตลักษณ์ตัวตนของเรือระหว่างที่ทำการตรวจสอบเหรียญและโบราณวัตถุเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังคิดว่า สมบัติเหล่านี้อาจมาจากเรือที่ Odyssey ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลางเพื่อขออนุญาตกู้ซาก ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของสหราชอาณาจักร ภายในรัศมี 5 ไมล์ (8 กิโลเมตร) จาก 49 ° 25′N 6 ° 0′W

(เรือสินค้าอังกฤษ Merchant Royal)

ในตอนแรก มีการคาดการณ์ว่า สมบัติอาจมาจากซากเรือสินค้าอังกฤษ Merchant Royal ซึ่งจมลงในวันที่ 23 กันยายน 1641 ขณะเดินทางกลับลอนดอน เรือลำนั้นจมลงในสภาพอากาศที่เลวร้ายเมื่อเครื่องสูบน้ำไม่สามารถทำงานได้ทันกับน้ำที่รั่วไหลผ่านแผ่นกระดานของตัวเรือ ลูกเรือกว่าครึ่งรวมทั้งกัปตัน John Limbrey ได้สละเรือ และได้รับการช่วยเหลือจากเรือ  Dover Merchant เรือซึ่งมาพร้อมกับ Merchant Royal จากกาดิซไปลอนดอน ผู้รอดชีวิตได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่สูญหายโดยอธิบายไว้ในปี 1641 ว่า "เงิน 300,000 ปอนด์ ทองคำ 100,000 ปอนด์ และอัญมณีอีกจำนวนหนึ่ง" รวมทั้งพิกัดที่ใกล้กับ Isles of Scilly ประมาณ  ‘21 ลีก’ (ประมาณ 35 ถึง 40 ไมล์) จากชายฝั่ง

ในปี 2003 Greg Stemm ผู้ร่วมก่อตั้ง Odyssey Marine ได้ยอมรับกับ Richard Larn ผู้เชี่ยวชาญด้านการซากเรือของอังกฤษว่า บริษัทของเขากำลังค้นหา Merchant Royal เรือค้นหาด้วยโซนาร์ของ Odyssey Marine ได้เข้าสำรวจพื้นที่อย่างกว้างขวางในปี 2005 จนถึง 2006 บ่อยครั้งที่ลูกเรือต้องเดินทางไปเมือง Falmouth เพื่อพักผ่อน ลูกเรือของ Odyssey ยังคงค้นหาเรือดังกล่าวในรายการโทรทัศน์ Treasure Quest ของ Discovery Channel 2009 (ถ่ายทำในปี 2008) ภาพของเหรียญที่ค้นพบโดย Odyssey ถูกปิดบังเครื่องหมายเพื่อป้องกันการระบุอัตลักษณ์ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบขอบของเหรียญปรากฏว่า มาจากกลางศตวรรษที่ 18 จึงไม่น่าที่จะมาจากเรือ Merchant Royal 

ทั้งนี้ Nick Bruyer ผู้เชี่ยวชาญด้านเหรียญหายาก ผู้ผ่านการตรวจสอบตัวอย่างกว่า 6,000 เหรียญจากซากเรือกล่าวถึงการค้นพบว่า "สำหรับยุคอาณานิคมนี้ผมคิดว่า (สิ่งที่พบ) เป็นประวัติการณ์ ... ผมไม่รู้ว่ามีอะไรที่เท่าเทียมหรือเทียบได้กับ " นอกจากนี้เขายังเชื่อว่า เหรียญจำนวนมากหรือทั้งหมดยังไม่เคยมีการใช้หมุนเวียน สิ่งที่พบถูกส่งด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำไปยังสถานที่ที่ไม่เปิดเผยในสหรัฐอเมริกาเพื่อทำการตรวจสอบ Odyssey กล่าวว่า พวกเขาคาดว่าซากเรือจะกลายเป็นหนึ่งใน ‘เรื่องโด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์’ การดำเนินการทั้งหมดต้อง

ใช้เวลาหลายปี และมีค่าใช้จ่ายหลายล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การยื่นข้อเรียกร้องเพื่อที่จะสร้างข้อเรียกร้องทางกฎหมายสำหรับสมบัติที่กู้ Odyssey ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐฯ เพื่ออายัดสินค้าเมื่อ 4 เมษายน 2007 และเผยแพร่ประกาศการอายัดครั้งนั้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2007 ต่อมาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2007 รัฐบาลสเปนตามประกาศการอายัดได้ยื่นคำร้องต่อสมบัติที่กู้ได้ โดยอ้างว่าเงินและเหรียญทองที่ Odyssey กู้มาจากเรือสเปนที่ชื่อ Nuestra Señora de las Mercedes ซึ่งเป็นเรือรบสเปนติดปืน 36 กระบอกแล่นออกนอกชายฝั่งโปรตุเกสระหว่างเส้นทางจากมอนเตวิเดโอไปยังกาดิซ เรือรบ Nuestra Señora de las Mercedes ซึ่งจมลงโดยเรือรบของราชนาวีอังกฤษในเดือนตุลาคม 1804 และเป็นที่ทราบกันดีว่า เรือรบลำดังกล่าวบรรทุกเหรียญเงินมากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์ ในเดือนมกราคม 2008 ศาลของรัฐบาลกลางสหรัฐในเมืองแทมปา มลรัฐฟลอริดามีคำสั่งให้ Odyssey เปิดเผยรายละเอียดของจุดที่เรือรบ Nuestra Señora de las Mercedes อับปางต่อรัฐบาลสเปน และให้ทั้งคู่กลับขึ้นศาลในเดือนมีนาคม ในระหว่างการดำเนินการดังกล่าว Odyssey ระบุว่าสมบัติของ Black Swan ได้ถูกกู้ในมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันตกของโปรตุเกสประมาณ 180 ไมล์ (290 กม.) สถานที่นั้นดูเหมือนจะออกจาก Merchant Royal (ซึ่งจมลงไปทางเหนือมากในมหาสมุทรแอตแลนติก) และ Mercedes (ซึ่งจมอยู่ห่างจากชายฝั่งโปรตุเกสประมาณ 30 ไมล์ทะเล (56 กม.)) และเรือหลวง Sussex (ซึ่งจมลงในช่องแคบของ Gibraltar) สมบัติที่พบแล้วส่วนใหญ่เป็นเหรียญเงิน มีเหรียญทองและแท่งทองแดงบางส่วน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาจากเรือของสเปนในยุคอาณานิคมที่จมลงขณะขนส่งเงินที่เพิ่งทำใหม่จากอเมริกาใต้ไปยังสเปน 

กฎหมายกู้สมบัติในน่านน้ำสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับของบางประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ บริษัทที่กู้ได้สามารถรับมอบสมบัติที่กู้ได้ถึง 90% แต่สเปนอ้างสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของซากเรือและสมบัติทั้งหมดโดยประกาศว่าจะไม่จ่ายรางวัลใด ๆ เลยสำหรับการกู้ดังกล่าว เนื่องจากสมบัติของเรือ Mercedes จะได้รับการคุ้มครองโดยเอกสิทธิทางอธิปไตยซึ่งมีผลเหนือกฎหมายใด ๆ ทางทะเล เนื่องจากบางส่วนของเหรียญที่กู้ได้ถูกสร้างขึ้นใน Lima รัฐบาลเปรูก็อ้างสิทธิ์ในสมบัติเช่นกัน ในปี 2008 Jose Jimenez เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรมสเปนระบุว่า สเปนยินดีที่จะแบ่งปันสมบัติ 'จากความรู้สึกของมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน' อย่างไรก็ตามเปรูรวมถึงทายาทของพ่อค้าที่ส่งเหรียญ ซึ่งเป็นสินค้าไปกับเรือ Mercedes ได้โต้แย้งสิทธิ์ของสเปนในสมบัติพร้อมกับ Odyssey ในคดีระหว่างดำเนินการในศาลด้วยเช่นกัน วันที่ 26 กรกฎาคม 2007 Odyssey Marine Exploration ได้มีการเคลื่อนไหวสองสามครั้งเพื่อขอขยายเวลาในการยื่นคำตอบต่อคำสั่ง Motions for More Definite ของสเปนในการจับกุมเรือสามครั้ง ซึ่งขณะนั้น 

Odyssey ต้องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแขวงสหรัฐ เพื่อการพิสูจน์ว่า เขตอำนาจศาลอยู่เหนือพิกัดที่เรืออับปาง วันที่ 16 ตุลาคม 2007 สเปนได้ยึดเรืออีกลำหนึ่งคือ Odyssey Explorer ซึ่งเป็นของ Odyssey Marine Exploration ในขณะที่แล่นออกจากท่าเรือจากดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษใน Gibraltar กัปตัน Sterling Vorus ของ Odyssey Explorer อ้างว่าอยู่ในน่านน้ำสากล แต่ถูกบังคับให้เทียบท่าที่ Algeciras เมื่ออยู่ในท่าเรือในที่สุด Vorus ก็ถูกจับเนื่องจากขัดขวางการจับกุมหลังจากปฏิเสธการตรวจสอบเรือโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสถานะสัญชาติของ Odyssey Explorer ซึ่งเป็นจดทะเบียนในเครือจักรภพแห่งบาฮามาสก่อน ในขณะที่ถูกจับมีนักข่าวและช่างภาพประมาณหนึ่งโหล ซึ่งทุกคนมี เครื่องบันทึกเทปวิดีโอ เครื่องบันทึกเทป และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล หน่วยความจำคอมพิวเตอร์ที่ถูกเจ้าหน้าที่สเปนยึดไว้ เพื่อเป็นการลดข้อพิพาท ในวันรุ่งขึ้นทางการสเปนตัดสินใจคืนหนังสือเดินทางและเอกสารทางการให้กับลูกเรือ และปล่อยตัว โดยเรือสำรวจของ Odyssey ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกไป หลังจาก Spanish Civil Guard ทำการตรวจสอบแล้ว เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2007 โดยสเปนระบุว่า ถือเป็นกระทำในน่านน้ำของตนเอง แต่สหราชอาณาจักรได้โต้แย้งว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในน่านน้ำสากล ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามสเปนกล่าวอ้างด้วยวาจาเหนือน่านน้ำว่า ไม่รับรองน่านน้ำของ Gibraltar ยกเว้นท่าเรือ Gibraltar และน่านน้ำทั้งหมดที่อยู่ห่างจากชายฝั่งไม่ถึง 12 ไมล์ (19 กม.) จึงถือเป็นน่านน้ำของสเปน


เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552 ผู้พิพากษาสหรัฐฯในเมืองแทมปา มลรัฐฟลอริดา (ศาลแขวงสหรัฐสำหรับเขตมิดเดิลฟลอริดา) ได้ตัดสินว่า สมบัติดังกล่าวมาจากเรือรบของสเปนชื่อ ‘Nuestra Senora de las Mercedes’ และประกาศว่า ศาลไม่มีเขตอำนาจในการดำเนินการกับคดีนี้ จึงได้ตัดสินให้สเปนตามอ้างว่ามี ความคุ้มกันอธิปไตย Odyssey และอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2009 ผู้พิพากษาเขตของสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบรายงานและคำแนะนำของผู้พิพากษา แต่ยังคงสั่งให้ส่งสมบัติคืนให้สเปนจนกว่า กระบวนการอุทธรณ์จะเสร็จสิ้น “ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในกรณีนี้คือ Nuestra Señora de las Mercedes เป็นเรือของสเปน และซากเรือ สินค้าที่เรือลำนี้บรรทุกมา รวมถึงศพ เป็นสิทธิและความเชื่อตามกฎหมายของสเปน” ผู้พิพากษากล่าวในคำสั่งของเขา ในเดือนมกราคม 2011 Odyssey อ้างถึงข่าวในวงการทูตที่รั่วไหลแสดงให้เห็นว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาเพื่อช่วยให้รัฐบาลสเปนได้รับสมบัติคืน เพื่อแลกกับการคืนงานศิลปะที่ถูกกล่าวหาว่า ถูกขโมย

ไปให้กับพลเมืองของสหรัฐฯ แต่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ปฏิเสธเรื่องนี้ ขณะที่สเปนปฏิเสธข้อเรียกร้องของ Odyssey ต่อมาสำนักงานผู้ตรวจการกระทรวงการต่างประเทศได้สอบสวนข้อกล่าวหาตามคำร้องขอของ Kathy Castor สส.แห่งมลรัฐฟลอริดา ในเดือนมีนาคม 2011 ระบุว่า ไม่พบหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างคดีหงส์ดำและการเจรจาขอคืนภาพวาดของพิสซาร์โรซึ่งเป็นผลงานศิลปะที่เป็นปัญหา 

ในเดือนกันยายน 2011 ศาลอุทธรณ์ (คณะที่ 11) ได้เห็นพ้องกับคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า เรือที่ไม่ปรากฏชื่อเป็นเรือ ‘Nuestra Senora de las Mercedes’ จริง และตัดสินว่า Odyssey Marine Exploration ต้องคืนเหรียญเงิน 17 ตัน และสมบัติที่กู้ได้อื่น ๆ ให้กับรัฐบาลสเปน คำตัดสินสามารถค้นได้โดยการค้นหาฐานข้อมูลความคิดเห็นของศาลอุทธรณ์สำหรับกรณีที่ไม่มีคำตัดสินของศาลส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการตีความกฎหมาย Foreign Sovereign Immunities Act (FSIA) และหลักการของการได้มา ซึ่งกล่าวว่า "ไม่สามารถครอบครอง (สมบัติ) ที่กู้มาได้ ในท้ายที่สุดแล้วต้องเป็นทรัพย์สินของสเปน ด้วยเป็นเพียงแค่ความคุ้มกันของอำนาจอธิปไตยที่เกิดจากเหตุที่เรือ Nuestra Senora de las Mercedes อับปาง และยังใช้กับสินค้าที่เรือลำดังกล่าวบรรทุกขณะที่จมลงด้วย" วันที่ 31 มกราคม 2012 ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ (คณะที่ 11) ในนครแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย ปฏิเสธคำร้องจาก Odyssey Marine Exploration, Inc. ให้คงคำตัดสินของศาลเดิมในเดือนพฤศจิกายนที่สั่งให้ บริษัท เปลี่ยนการถือครองสมบัติ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลฎีกาของสหรัฐฯปฏิเสธที่จะรับคำร้องฉุกเฉินสำหรับการถือครองที่ยื่นโดย Odyssey ซึ่งระบุว่า ต้องการคงไว้ซึ่งการครอบครองเหรียญทองและเหรียญเงินมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์จนกว่าจะมีการตัดสินคดีในขั้นสุดท้ายว่า ใครมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของ ผู้พิพากษา  Clarence Thomas ซึ่งมีเขตอำนาจเหนือมลรัฐฟลอริดาปฏิเสธโดยไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการการฟ้องร้องระหว่าง Odyssey Marine Exploration Inc. กับ Kingdom of Spain โดย Odyssey Marine Exploration ได้ยื่นอุทธรณ์ฉุกเฉินต่อศาลสูงในความพยายามที่จะระงับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสมบัติกลับไปยังสเปน 

ข้อสรุป วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2012 มีรายงานว่า  Mark Pizzo ผู้พิพากษาสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ Odyssey คืนเหรียญดังกล่าวให้กับสเปนภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2012 โดยจะแยกย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์ (ซึ่งไม่ใช่ทายาท) ศาลฎีกาปฏิเสธที่เปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ และ Odyssey ต้องปฏิบัติตามคำตัดสิน วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2012 เครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 Hercules 2 ลำของกองทัพอากาศสเปนได้ลำเลียงสมบัติดังกล่าวจากมลรัฐฟลอริดาและขนไปยังสเปน Odyssey ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาประเด็นในคดีนี้ใหม่ แต่ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2012 ศาลปฏิเสธที่จะรับคำอุทธรณ์ ด้วยเหรียญดังกล่าวถูกส่งคืนไปยังสเปนแล้ว และโดยกฎหมายของสเปนกำหนดว่า จะไม่สามารถนำออกจำหน่ายให้กับประชาชนได้ วันที่ 2 ธันวาคม 2012 รัฐบาลสเปนได้นำเหรียญทองและเงินจำนวน 14.5 ตันที่กู้ได้ไปตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งชาติ Subaquatic ในเมือง Cartagena (Murcia) เพื่อทำการศึกษาและจัดแสดงถาวร ในปี 2015 ศาลแขวงสหรัฐได้สั่งให้ Odyssey จ่ายเงินให้สเปน 1 ล้านดอลลาร์ สำหรับ “การดำเนินการอย่างไม่สุจริตและการดำเนินการโดยมิชอบ’ ผู้พิพากษาได้ตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดการดำเนินคดี Odyssey รู้อยู่ตลอดเวลาว่า สเปนมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการระบุอัตลักษณ์ตัวตนของเหรียญดังกล่าวโดยตลอด มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญที่สามารถระบุได้ทันทีว่า ซากที่เป็นปัญหานั้นเป็นเรือของสเปนหรือไม่" และ "ข้อเท็จจริง ที่ Odyssey ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากสเปนในการระบุตัวเรือแสดงให้เห็นถึง แรงจูงใจและวัตถุประสงค์ของ Odyssey" ตั้งแต่ปี 2014 สมบัติส่วนหนึ่งถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สาธารณะของสเปนหลายแห่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับการอับปางของเรือ และการกู้สมบัติ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2017 จากการติดตามโครงการ กองทัพเรือสเปนได้กู้ปืนใหญ่ 2 กระบอก ชื่อ ‘Santa Barbara’ และ ‘Santa Rufina’ โดยแต่ละกระบอกมีน้ำหนักมากกว่า 2 ตัน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์และประทับตราโดยโรงหลอม Bernardino de Tejeda (เซบียา, สเปน - ลิมา, เปรู) สร้างขึ้นในปี 1596 ซึ่งพบที่ Minor Basilica และ Convent of San Agustin ในเขต Old Lima ได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี 1942 โดยทายาทชาวเปรูโดยตรงของ Tejeda ได้แก่ Carlos PérezCánepa Jimenez (Lima 1918-85) และ Javier Pérez de Cuéllar (Lima 1920-2020) ตามที่ระบุไว้ในภายหลังในหน้า 19 ของหนังสือ Memorias ของเขา, ซึ่งเผยแพร่โดย Aguilar ในปี 2012 มีหนังสือการ์ตูนที่สร้างจากโครงการ The Treasure of the Black Swan เขียนโดยนักการทูตชาวสเปนซึ่งมีส่วนร่วมในการต่อสู้ทางกฎหมาย Guillermo Corral และ Paco Roca นักเขียนนิยายภาพชาวสเปน ตีพิมพ์ในปี 2018

สำหรับบ้านเรา งานโบราณคดีใต้น้ำประเทศไทยเริ่มต้น เมื่อ พ.ศ. 2517 ที่อ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี สาเหตุที่กรมศิลปากรเริ่มทำงานวิชาการด้านนี้อย่างจริงจังและกะทันหัน โดยที่กรมศิลปากรยังไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติงานในทะเล และไม่มีอุปกรณ์ปฏิบัติงานใต้น้ำ เนื่องจากมีชาวประมงพบซากเรื่อจมโบราณมีโบราณวัตถุประเภทเครื่องสังคโลกจำนวนมากในร่องน้ำลึกใกล้เกาะคราม และมีนักล่าสมบัติ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าไปงมเครื่องถ้วยสังคโลกขึ้นมาขาย โดยไม่หวั่นกลัวต่อกฎหมาย ทำให้หลักฐานทางวิชาการและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติถูกทำลายไปมากมาย ในการปฏิบัติงานโบราณคดีใต้น้ำระยะเริ่มต้นกรมศิลปากรได้ขอความร่วมมือจากกองทัพเรือ จัดส่งเรื่องอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการใต้น้ำมาช่วยดำเนินงานกู้โบราณวัตถุเครื่องถ้วยในแหล่งเรือจมโบราณใกล้เกาะครามได้เป็นผลสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2518 กรมศิลปากรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลประเทศเดนมาร์กส่งผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีใต้น้ำมาช่วยแนะนำการปฏิบัติงาน และร่วมการปฏิบัติงาน ให้ทุนฝึกอบรมและศึกษาดูงานในประเทศเดนมาร์ก นับตั้งแต่ปีนั้นมาคนไทยและนานาชาติก็รู้จักโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2520 รัฐบาลไทยจึงอนุมัติให้กรมศิลปากร จัดตั้งโครงการโบราณคดีใต้น้ำ และได้บรรจุโครงการฯ เข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2524) ต่อมาภายหลังได้มีการปรับเปลี่ยนยกระดับจากโครงการโบราณคดีใต้น้ำมาเป็นงานโบราณคดีใต้น้ำ ฝ่ายวิชาการ กองโบราณคดีจนสุดท้ายมาเป็น กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในปัจจุบัน

‘ดร. Vivien Thomas’ สุดยอดนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ผิวสี จบเพียงระดับมัธยม ฮึดสู้!! เอาชนะความจน-การเหยียดเชื้อชาติ

ชายอัจฉริยะผู้นี้เกิดและเติบโตในยุคที่สังคมอเมริกันยังคงมีการแบ่งแยกเชื้อชาติระหว่างคนผิวขาวและผิวสีอย่างรุนแรง โดยชีวิตของ ‘Vivien Thomas’ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เหล่าบรรดานักบุกเบิกชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันในการเอาชนะอุปสรรคที่กำหนดโดยสังคมที่แบ่งแยกอย่างรุนแรงในยุคนั้น โดยที่เขาไม่เคยได้รับการศึกษาหรือการฝึกอบรมทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่สามารถพัฒนาเทคนิคและเครื่องมือที่นำมาสู่การผ่าตัดหัวใจสมัยใหม่ในปัจจุบันได้สำเร็จ

‘Vivien Theodore Thomas’ เกิดที่เมือง Lake Providence มลรัฐ Louisiana เมื่อ 29 สิงหาคม 1910 บิดาเป็นช่างไม้ และบรรพบุรุษของเขา (รุ่นปู่-ตา) เคยเป็นทาส ต่อมาครอบครัวนี้ได้ย้ายไปอยู่ที่เมือง Nashville มลรัฐ Tennessee ตอน Thomas อายุเพียง 2 ขวบ ซึ่งเข้าเรียนที่ Pearl High School ในเมือง Nashville ในช่วงทศวรรษปี 1920 และสำเร็จการศึกษาในปี 1929 ซึ่งบิดาของ Thomas ได้ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านช่างไม้ของเขาให้กับลูกชายของเขา โดย Thomas ทำงานร่วมกับบิดาและน้องชายทุกวันหลังเลิกเรียนและวันเสาร์ เขาทำงานช่างไม้ด้านต่าง ๆ อาทิ วัด เลื่อย และตอกตะปู ประสบการณ์นี้เป็นประโยชน์ต่อ Thomas มากในเวลาต่อมา หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย Thomas หวังที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นแพทย์ แต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทำให้แผนการของเขาต้องหยุดลง Thomas ตั้งใจจะทำงานหนัก เพื่อเก็บเงิน และเข้าศึกษาต่อในระดับสูงโดยเร็วที่สุดเท่าที่เขาสามารถจ่ายได้ โดยเขาได้สมัครเป็นนักศึกษาเตรียมแพทย์ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Tennessee แต่การล้มละลายของธนาคารที่เขาฝากเงินในปีนั้นทำให้เงินออมของเขาหมดไป จนทำให้เขาต้องออกจากวิทยาลัย

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะขยายขอบเขตทักษะของเขา ในปี 1930 เขาจึงติดต่อกับเพื่อนสมัยเด็ก Charles Manlove ซึ่งในขณะนั้นทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัย Vanderbilt เพื่อถามว่ามีงานว่างหรือไม่ Manlove จึงได้บอกเขาว่า แพทย์คนหนึ่งชื่อ Alfred Blalock (ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการผ่าตัดหัวใจสมัยใหม่) ต้องการจ้างผู้ช่วยทำงานในห้องปฏิบัติการร่วมกับ แต่ก็เตือนว่า นพ. Blalock ค่อนข้างเอาแต่ใจ ด้วยความต้องการงาน Thomas จึงคว้าโอกาสนี้ และในที่สุดก็ได้รับการว่าจ้างให้เข้าทำงานในมหาวิทยาลัย Vanderbilt ในตำแหน่งผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการ และในวันแรกของการทำงานเขาก็ได้ช่วย นพ. Blalock ทดลองผ่าตัดสุนัข ด้วยการเรียนรู้วิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาจาก นพ. Blalock ทำให้ Thomas มีความเชี่ยวชาญเทคนิคการผ่าตัดและวิธีการวิจัยที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็ว 

แต่ในยุคที่การเหยียดเชื้อชาติในสถาบันการศึกษาเป็นเรื่องปกติ ตำแหน่งงานของ Thomas จึงถูกจำแนกและจ่ายเงินให้เป็นเพียงแค่ภารโรงเท่านั้น แม้ว่าในช่วงกลางทศวรรษ 1930 งานของเขาอยู่ในระดับนักวิจัยหลังปริญญาเอกในห้องทดลองของนพ. Blalock ก็ตาม เขาและนพ. Blalock ร่วมกันทำการวิจัยที่ก้าวล้ำเกี่ยวกับสาเหตุของอาการเลือดออกและอาการช็อคจากบาดแผลทางจิตใจ ต่อมาผลงานนี้ได้พัฒนาเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มอาการครัช และช่วยชีวิตทหารหลายพันคนในสนามรบของสงครามโลกครั้งที่สอง งานที่นพ. Blalock ทำร่วมกับ Thomas ทำให้นพ. Blalock กลายเป็นศัลยแพทย์แถวหน้าของสหรัฐอเมริกา

ต่อมาเมื่อ นพ. Blalock ได้รับการเสนองานให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกศัลยกรรมที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins โรงเรียนเก่าของเขาในปี 1941 เขาได้ขอให้ Thomas ไป Johns Hopkins กับเขาด้วย ในยุคนั้นโรค ‘Blue Baby Syndrome’ เป็นโรคที่คร่าชีวิตเด็กเป็นจำนวนมากเพราะไม่มีวิธีการรักษา ปี 1944 ด้วยความร่วมมือระหว่าง พญ. Helen Taussig แพทย์โรคหัวใจเด็ก นพ. Alfred Blalock ศัลยแพทย์ และ Vivien Thomas เจ้าหน้าที่เทคนิคการผ่าตัด จึงมีการพัฒนาวิธีการผ่าตัดแบบ ‘Blalock-Thomas-Taussig shunt’ ขึ้น จากความพยายามของทั้ง 3 ในการต่อหลอดเลือดแดงใต้กระดูกไหปลาร้าเข้ากับหลอดเลือดแดงปอด เพื่อบรรเทาอาการตัวเขียวในเด็ก ในปี 1944 นพ. Blalock โดยมี Thomas ยืนประกบเพื่อคอยให้คำแนะนำสามารถผ่าตัดรักษา Eileen Saxon ทารกวัย 15 เดือนที่ป่วยด้วยอาการ Blue Baby Syndrome ได้สำเร็จ การผ่าตัดดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกันในปี 1945 และทำให้สามารถรักษาเด็กที่ป่วยด้วยโรค Blue Baby Syndrome ทั่วโลกได้สำเร็จ

**Blue Baby Syndrome หรือที่เรียกว่าเมทฮีโมโกลบินในทารก (infant methemoglobinemia) เป็นกลุ่มอาการซึ่งทำให้ผิวของทารกเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ทารกบางคนเกิดมาพร้อมกับสภาพที่บางคนมีแนวโน้มที่จะพัฒนา ภาวะนี้ทำให้ผิวหนังมีสีม่วงหรือสีน้ำเงิน (ตัวเขียว) ด้วยเฮโมโกลบินซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดมีหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกาย ในกรณีที่เลือดไม่สามารถนำออกซิเจนไปได้จะทำให้ผิวหนังของทารกขาดออกซิเจนและเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือสีฟ้าจะมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในส่วนที่มีผิวหนังบาง ๆ เช่นริมฝีปากเล็บและติ่งหู

**วิธีการผ่าตัดแบบ Blalock-Thomas-Taussig shunt เป็นวิธีการผ่าตัดเพื่อต่อเส้นเลือดลัดวงจรเทียมระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงร่างกายและหลอดเลือดดำที่ไปปอดเพื่อเพิ่มเลือดไปฟอกที่ปอดให้มากขึ้น เป็นการผ่าตัดแบบประคับประคองอาการสำหรับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (การเปลี่ยนสีผิวหนังออกเขียวคล้ำ) ซึ่งมีเลือดวิ่งไปปอดน้อย ทำให้เลือดที่ถูกสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายมีปริมาณออกซิเจนต่ำ จนเป็นผลให้ผิวหนังมีสีเขียวคล้ำ อาการอื่น ๆ ได้แก่ อาการหายใจไม่สะดวกและถี่ น้ำหนักขึ้นน้อย และหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย เด็กที่ป่วยด้วยอาการ Blue Baby Syndrome ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ สามารถช่วยให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ทั้งนี้ นพ. Blalock และ Thomas ทั้ง 2 ได้ทำงานร่วมกันจนถึงปี 1964 เมื่อนพ. Blalock เกษียณและเสียชีวิตหลังจากนั้นเพียงไม่นาน แม้ว่า Thomas จะมีวุฒิการศึกษาอย่างเป็นทางการเพียงมัธยมปลาย แต่เขาก็ดำรงตำแหน่งหัวหน้าห้องปฏิบัติการศัลยกรรมที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins เป็นเวลา 35 ปี และได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกของโรงเรียนแพทย์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 1976 ถึงปี 1985 ทั้งยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ในปี 1976 ปัจจุบันในห้องผ่าตัดทั่วโลกมีศัลยแพทย์หัวใจมากมายที่ทำการผ่าตัดช่วยชีวิตโดยขั้นตอนที่ได้รับการฝึกอบรมตามแนวทางของดร. Vivien Thomas ความสำเร็จของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังของการวิจัย การค้นพบ และความพากเพียรที่จะปรับปรุงสุขภาพของคนรุ่นต่อ ๆ ไป 

โดยมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้ให้เกียรติแก่เขาด้วยการนำชื่อของเขามาตั้งชื่อกองทุนพัฒนาความคิดริเริ่มทางวิชาการ Vivien Thomas Scholars Initiative (VTSI) เพื่อจัดการกับการด้อยโอกาสทางประวัติศาสตร์ของโปรแกรม STEM โครงการนำร่องมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Bloomberg Philanthropies มอบเงินทุนถาวรเพื่อเพิ่มกลุ่มที่ยั่งยืนของช่องทางใหม่ ๆ ประมาณ 100 ช่องที่หลากหลายสำหรับนักศึกษาปริญญาเอกในโปรแกรม STEM มากกว่า 30 หลักสูตรของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ในฐานะนักศึกษาปริญญาเอกที่ได้รับทุน Vivien Thomas จะได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการและการเงินที่จำเป็นเพื่อความสำเร็จของพวกเขา รวมถึงการสนับสนุนค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนสูงสุด 6 ปี ค่าตอบแทน ประกันสุขภาพ และผลประโยชน์อื่น ๆ พร้อมด้วยการให้คำปรึกษา การวิจัย และวิชาการที่สำคัญ เพื่อส่งเสริมโอกาสในการพัฒนาและการสร้างชุมชนทางวิชาการต่อไป

นอกจากนี้ เรื่องราวของดร. Vivien Thomas ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ของ PBS เป็นสารคดีเรื่อง ‘Partners of the Heart’ และภาพยนตร์โทรทัศน์ของ HBO เรื่อง ‘Something the Lord Made’ อีกด้วย

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล
ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ อาจารย์พิเศษหลักสูตรปริญญาโทและเอก นักเล่าเรื่องมากมายในหลากหลายมิติ เป็นผู้ที่ชื่นชมสนใจในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top