Tuesday, 16 July 2024
WORLD

‘ยูนนาน’ ใช้ ‘AI’ ช่วยตรวจสอบ ‘สถานีไฟฟ้าย่อย’ 621 แห่ง ชี้ ภารกิจเสร็จสิ้นไม่ถึง 5 นาที ต่างจากแรงงานมนุษย์ที่นานถึง 5 ชม.

เมื่อวานนี้ (13 มี.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจสอบสถานีไฟฟ้าย่อย 621 แห่งแบบเป็นประจำ ซึ่งช่วยทดแทนความจำเป็นในการใช้กำลังคน

ทางด้าน บริษัท ไชน่า เซาธ์เทิร์น พาวเวอร์ กริด สาขาอวิ๋นหนาน ระบุว่า การตรวจสอบด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้กล้อง โดรน และหุ่นยนต์เดินได้ สามารถทำให้ภารกิจเสร็จสิ้นภายในไม่ถึง 5 นาที ลดลงจากการใช้แรงงานมนุษย์ที่นาน 5 ชั่วโมง

หวังซิน ผู้จัดการอาวุโสของบริษัทฯ สาขาอวิ๋นหนาน กล่าวว่า อวิ๋นหนานเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำและไฟฟ้าพลังงานสะอาดรูปแบบอื่นๆ ที่สำคัญ โดยมีสถานีไฟฟ้าย่อย 35 กิโลโวลต์ขึ้นไป จำนวน 1,937 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภูเขา และการเข้าถึงสถานีย่อยเกือบครึ่งหนึ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาเดินทางบนถนนมากกว่า 3 ชั่วโมง

หวังซิน เผยว่า การตรวจสอบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ คาดว่าจะทำให้แรงงานมนุษย์ไม่ต้องเดินทางยาวนานบนถนน ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้อย่างมาก โดยบริษัทฯ ได้วางแผนส่งเสริมการตรวจสอบด้วยปัญญาประดิษฐ์ให้ครอบคลุมสถานีไฟฟ้าย่อยที่เหลือในอวิ๋นหนานในอีก 2 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ จีนกำลังหันไปใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อรับมือกับปัญหาขาดแคลนช่างเทคนิคในพื้นที่ภูเขาห่างไกล โดยเมื่อปีก่อน มณฑลกุ้ยโจวได้เริ่มใช้หุ่นยนต์ตรวจสอบสถานีไฟฟ้าย่อยที่เผชิญสภาพอากาศเลวร้ายจนการทำงานหยุดชะงักด้วยเช่นกัน

‘จีน’ ประณาม ‘สหรัฐฯ’ หลังผ่านร่าง กม.แบน ‘TikTok’ พร้อมเตือน!! ท้ายสุดเรื่องนี้จะย้อนกลับมาเล่นงานตัวเอง

(14 มี.ค.67) จากกรณีสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 352 ต่อ 65 ก่อนที่จะส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป โดยสมาชิกรัฐสภาสหรัฐที่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าวมองว่า TikTok เป็นแอปพลิเคชันที่เป็นภัยต่อความมั่นคง เนื่องจากถูกควบคุมโดยชาติที่เป็นศัตรูของสหรัฐ

ทางด้าน ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาพร้อมที่จะลงนามในร่างกฎหมายดังกล่าว หากผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส

ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว นายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมากล่าวหาสหรัฐว่า พยายามปราบปราม TikTok ทั้งที่ไม่เคยพบหลักฐานว่า TikTok เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ

“พฤติกรรมรังแกกันแบบนี้ เพราะไม่สามารถเอาชนะในการแข่งขันอย่างเป็นธรรมได้ เป็นตัวขัดขวางกิจกรรมทางธุรกิจปกติของบริษัทต่างๆ, สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนระหว่างประเทศในสภาพแวดล้อมการลงทุน และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการซื้อขาย ท้ายที่สุดเรื่องนี้จะย้อนกลับมาเล่นงานสหรัฐเอง" นายหวัง กล่าว

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘กฎหมายปกป้องชาวอเมริกันจากแอปพลิเคชันที่ควบคุมโดยปรปักษ์ต่างชาติ’ (Protecting Americans from Foreign Adversary Controlled Applications Act) ยังจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาสหรัฐและให้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงนาม เพื่อบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งประธานาธิบดีไบเดนกล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาพร้อมที่จะลงนามในร่างกฎหมายดังกล่าว หากผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส

โดยสหรัฐแสดงความกังวลมาตลอด ว่า TikTok อาจแบ่งปันข้อมูลผู้ใช้กับรัฐบาลจีน ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่ ไบต์แดนซ์ ซึ่งเป็นเจ้าของ TikTok ปฏิเสธเรื่องความเสี่ยงใดๆ และยืนยันว่าพวกเขาปรับโครงสร้างบริษัทไปแล้ว เพื่อให้ข้อมูลของชาวอเมริกันอยู่แต่ในสหรัฐเท่านั้น

‘จีน’ สั่ง รร.ประถม-มัธยม จัดช่วงพัก 30 นาที/วัน เพื่อให้นักเรียนได้ ‘ขยับร่างกาย - พักผ่อนสายตา’

เมื่อวานนี้ (12 มี.ค. 67) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการของจีนและหน่วยงานอื่นอีก 3 หน่วยงาน ออกหนังสือเวียนว่าด้วยการป้องกันและควบคุมภาวะสายตาสั้น ซึ่งเรียกร้องให้โรงเรียนประถมและมัธยมของจีนรับรองว่านักเรียนได้ออกทำกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายนอกห้องเรียนอย่างเหมาะสมระหว่างชั้นเรียน

หนังสือเวียนดังกล่าวประกาศเปิดตัวโครงการรณรงค์ทั่วประเทศระยะ 1 เดือนเพื่อป้องกันและควบคุมภาวะสายตาสั้นในเดือนมีนาคม โดยระบุว่าโรงเรียนควรจัดให้มีช่วงพักสำหรับทำกิจกรรมกีฬาเป็นเวลา 30 นาทีทุกวัน เพื่อให้นักเรียนได้ผ่อนคลายความเมื่อยล้าทางสายตาได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ หนังสือเวียนยังเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทั่วจีน ตรวจสอบและจัดการกิจกรรมทางการตลาดและการประชาสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดของผลิตภัณฑ์ป้องกันและควบคุมภาวะสายตาสั้นสำหรับเด็กและวัยรุ่นอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย

‘สิงคโปร์-มาเลเซีย’ เตือนเยาวชน ‘ยาดมชูกำลัง’ ไม่มีจริง เสี่ยงติดโรคทางเดินหายใจ แถมส่งเสริมให้ติดบุหรี่ด้วย

รัฐมนตรีสาธารณสุขสิงคโปร์ สั่งสอบเข้ม ‘ยาดมชูกำลัง’ หรือ ‘Energy Stick’ ที่กำลังฮิตอย่างมากในหมู่วัยรุ่น-วัยเรียนชาวสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่ในขณะนี้ ว่าจะมีผลเสียต่อร่างกาย และจิตใจผู้ใช้ ส่งเสริมพฤติกรรมติดบุหรี่ในอนาคตหรือไม่?

‘Energy Stick’ หรือ ‘ยาดมชูกำลัง’ ที่กำลังแพร่หลายในท้องตลาดสิงคโปร์ มาในรูปแบบคล้ายกล่องยาดมหลอดคู่ มีขนาดพอๆ กับกล่องไม้ขีดไฟ และมีสีสันสดใส แถมยังมีหลากหลายกลิ่นให้เลือก ทั้งกลิ่นมินท์, แตงโม, องุ่น, ส้ม, มะนาว และอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังเคลมสรรพคุณ สูดดมแล้วมีแรง แก้ง่วง เหมาะสำหรับ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องอ่านหนังสือหนักตอนกลางคืน หรือ คนทำงาน OT หรือผู้ที่ต้องขับรถนานๆ ที่อาจเกิดอาการง่วงซึมระหว่างเดินทาง

เบื้องต้น ทางผู้ผลิตแจ้งส่วนประกอบในยาดมชูกำลังว่า มีเพียงส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย และสารสกัดจากธรรมชาติที่ปลอดภัยเท่านั้น อีกทั้งยังมีราคาถูก สามารถหาซื้อได้ทั่วไปเพียงหลอดละไม่เกิน 1.5 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณไม่เกิน 37 บาท) บวกกับกลยุทธ์การโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย ที่สนับสนุนให้สูดดมก่อนไปเรียนหนังสือ หรือไปทำงานทุกวัน ทำให้ตาตื่น จนเป็นที่นิยมในกลุ่มเด็กวัยรุ่นอย่างมาก 

อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานด้านสาธารณสุขในสิงคโปร์ ก็ได้ออกมาเตือนถึงผลเสีย หากสูดดม Energy Stick เป็นประจำว่า อาจเสี่ยงต่อเยื่อโพรงจมูกอักเสบ และโรคทางเดินหายใจได้ รวมทั้งตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสารประกอบในยาดมประเภทนี้บางยี่ห้อ อาจมีส่วนผสมของนิโคติน หรือ กัญชา ที่จะกระตุ้นให้ผู้ใช้มีความกระปรี้กระเปร่า ตาตื่น มีแรงทำกิจกรรมมากขึ้น ตามคำเคลมโฆษณา

ด้านผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า แม้ยาดมชูกำลัง จะไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายเช่นเดียวกับบุหรี่ไฟฟ้า และอาจไม่มีผลข้างเคียงหากใช้สูดดมในระยะสั้น แต่ถ้าใช้การใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการติดได้

สำหรับเจ้า Energy Stick ก็ไม่ได้เป็นปัญหาแค่ในสิงคโปร์เท่านั้น หากยังเป็นปัญหาในตลาดมาเลเซียด้วยเช่นกัน เมื่อ อัมราฮี บวัง ประธานสมาคมเภสัชกรแห่งมาเลเซีย ออกมาเตือนว่า ยาดมชูกำลังมีส่วนผสมบางอย่างที่คล้ายกับสารในบุหรี่ไฟฟ้า ต่างกันแค่ตรงที่ไม่มีการเผาไหม้ รวมถึงรูปแบบการใช้งาน ที่เป็นหลอดยาดมคู่ สำหรับสอดเข้าไปในโพรงจมูกทั้งสองข้างพร้อมกัน ทำให้รับสารระเหยโดยตรงเข้าสู่ปอดในปริมาณมาก และอาจเป็นด่านแรกที่จะกระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภคไปสู่การทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า และ บุหรี่ทั่วไปในกลุ่มเยาวชนในเวลาต่อมาได้ 

โดยข้อแตกต่างระหว่างยาดมทั่วไป และ ยาดมชูกำลัง สำหรับในมาเลเซียคือ ผลิตภัณฑ์ยาดมทั่วไปจะต้องขึ้นทะเบียนเพื่อตรวจสอบกับสำนักงานคณะกรรมการเภสัชกรรมแห่งชาติก่อน จึงสามารถจำหน่ายได้ทุกช่องทาง แม้ในร้านขายยา แต่สำหรับ Energy Stick นั้นยังไม่มีการขึ้นทะเบียน และจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญในมาเลเซียได้เรียกร้องให้แบนยาดมชูกำลัง พร้อมทั้งถอดโฆษณา และช่องทางจำหน่ายออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์โดยทันที จนกว่าจะผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียน ตรวจสอบส่วนประกอบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เช่นเดียวกับ ดร.เซวา ตู เวิน หัวหน้าแผนกโรคระบบทางเดินหายใจและผู้ป่วยวิกฤติ ของโรงพยาบาล Singapore General Hospital ที่ชี้ว่า ผู้ผลิต พยายามสื่อสารกับผู้บริโภคให้หลงเข้าใจว่า ยาดมชูกำลัง มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า และ มีผลดีต่อสุขภาพมากกว่า เมื่อเทียบกับบุหรี่ไฟฟ้า 

แต่จริงๆ แล้ว มีงานวิจัยจำนวนมากบ่งชี้ว่า สารแต่งกลิ่นบางชนิดมีก็เป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจได้ แล้วยังทำให้การทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันทางเดินหายใจบกพร่อง และสร้างความเสียหายต่อเซลล์เหมือนกัน

ดังนั้น วัยรุ่นหยุดคิดสักนิด อย่าเพิ่งหลงเชื่อคำเคลมแรงๆ เพราะแค่ดมแล้วมีแรง ในราคาไม่กี่สิบบาท ไม่มีอยู่จริง 

‘ญี่ปุ่น’ ทำแบบสำรวจ ใครจะเป็นนายกฯ คนต่อไปที่ดีที่สุดจาก ‘8 ตัวเต็ง’  ผลปรากฏ!! ไม่มีผู้สมัครคนไหนได้รับคะแนนสนับสนุนมากกว่า 1 ใน 3


ไม่มีสิ่งใดที่กล่าวมาจะส่งผลต่อการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่น เพราะมีโอกาสน้อยมากที่พรรคอื่น ๆ ของญี่ปุ่นจะสามารถเอาชนะพรรคเสรีประชาธิปไตย (พรรค LDP) ได้

โดยผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นและสิงคโปร์ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มีพรรคที่ชนะการเลือกตั้งและมีอำนาจทางการเมืองเพียงพรรคเดียวโดยตลอด ช่วงเวลานี้แม้จะมีความคล้ายคลึงกัน แต่การจัดอันดับในค่าดัชนีความเป็นประชาธิปไตยนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยญี่ปุ่นอยู่ลำดับที่ 26 และสิงคโปร์อยู่ลำดับที่ 86 ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของการคำนวณในการจัดลำดับของค่าดัชนีความเป็นประชาธิปไตย

ทั้งนี้ แบบสำรวจของ Mainichi Shimbun ในคำถามที่ว่า “ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนต่อไปได้ดีที่สุด” มีชาวญี่ปุ่นผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 1% เท่านั้นที่เลือก Fumio Kishida นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน โดยตัว Kishida นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของญี่ปุ่นกำลังดิ้นรนอย่างหนัก จากการสำรวจล่าสุดจาก Mainichi Shimbun สื่อใหญ่ของญี่ปุ่นได้ถามคำถามกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจว่า ใครสมควรที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปที่ดีที่สุดในบรรดาผู้สมัคร 8 คนจากพรรครัฐบาล (พรรค LDP) 

ซึ่งคำตอบก็คือ…

- Shigeru Ishiba อดีตเลขาธิการพรรค LDP ได้ 25%
- Yoko Kamikawa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ 12%
- Sanae Takaichi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้ 9%
- Shinjiro Koizumi อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ได้ 9%
- Taro Kono รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ได้ 7%
- Seiko Noda อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร ได้ 2%
- Fumio Kishida นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ 1%
- Toshimitsu Motegi เลขาธิการพรรค LDP ได้ 1% 

และไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนสนับสนุนมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 34%

‘จีน’ ผุดมาตรการแก้ปัญหา ‘การชำระเงินแบบไร้เงินสด’ หลัง นทท.ประสบพบเจอ เล็งทำให้สะดวก-ราบรื่นยิ่งขึ้น

(12 มี.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ซุนเย่หลี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีน กล่าวถ้อยคำดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ ระหว่างชี้แจงถึงมาตรการต่างๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อทำให้การท่องเที่ยวของชาวต่างชาติในจีนสะดวกสบายและราบรื่นยิ่งขึ้น เมื่อวันจันทร์ (11 มี.ค.) ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ซุนเย่หลี่ ย้ำถึงปัญหาการชำระเงินที่นักท่องเที่ยวขาเข้าประสบพบเจอ โดยพวกเขาไม่ได้รับความสะดวกสบายจากการชำระเงินแบบไร้เงินสดผ่านโทรศัพท์มือถือที่พบเห็นได้ส่วนใหญ่ในพื้นที่เชิงพาณิชย์ในจีน ตั้งแต่โรงแรมไปจนถึงร้านสะดวกซื้อ

ซุนเย่หลี่ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวหลังปิดการประชุมสภานิติบัญญัติระดับชาติประจำปีว่านี่เป็นปัญหาใหม่ที่คาดไม่ถึงอย่างแท้จริง เนื่องจากการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือในจีนพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทว่าหน่วยงานส่วนกลางให้ความใส่ใจอย่างมากต่อปัญหานี้และได้จัดตั้งกลไกการประสานงานเพื่อแก้ไขแล้ว

ซุนเย่หลี่ กล่าวว่า จีนกำลังดำเนินมาตรการโดยละเอียด อาทิ การติดตั้งและอัปเกรดอุปกรณ์ของจุดชำระเงินหน้าร้านใหม่ เพื่อรับประกันว่าเมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวจีนจะสามารถใช้บัตรธนาคารได้ในหลายพื้นที่ อาทิ โรงแรม สนามบิน สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม และแหล่งชอปปิง โดยพวกเขายังสามารถเลือกได้ว่าจะชำระเงินแบบสแกนรหัสคิวอาร์ (QR code) หรือใช้เงินสด

นอกจากนี้ กลุ่มแพลตฟอร์มและบริษัทการชำระเงินในจีนได้ทำงานร่วมกันเพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้าต้องลงทะเบียนเพื่อใช้งานแอปพลิเคชันการชำระเงินของจีน และสั่งการให้สถานที่ด้านการบริโภคทั้งหมดรับสกุลเงินจีนแบบเงินสด

โดยซุนเย่หลี่ กล่าวว่า จีนกำลังเพิ่มประสิทธิภาพแต่ละขั้นตอนของกระบวนการท่องเที่ยวขาเข้า ปรับปรุงขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่การขอวีซ่าไปจนถึงการจัดเตรียมเที่ยวบิน การเช็กอินโรงแรม การชอปปิง และการเที่ยวชมสถานที่ ซึ่งการปรับใช้มาตรการเหล่านี้จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนจีนได้รับความสะดวกสบายในด้านที่พัก การคมนาคม และการชอปปิ้งระดับเดียวกับนักท่องเที่ยวในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ซุนเย่หลี่ ทิ้งท้ายว่าเรายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยี่ยมชมจีน เพลิดเพลินไปกับมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมจีน ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของจีน และสัมผัสความมีมิตรไมตรีจิตจากชาวจีน

'ทรัมป์' ลั่น!! แบน TikTok ไม่ง่ายและมีแต่จะช่วยให้ Facebook ได้อำนาจมากขึ้น เพราะเดิม Meta ก็มีปัญหาด้าน 'ความเป็นส่วนตัว-ความปลอดภัย' ไม่ต่างกัน

(12 มี.ค.67) CNBC รายงาน โดนัลด์ ทรัมป์ แคนดิเดตของพรรครีพลับลิกัน กล่าวว่า เขามีความกังวลว่าการแบนแอปฯ จากจีนอย่าง TikTok จะทำให้แอปฯ อย่าง Facebook ของ Meta ซึ่งเปรียบเสมือนศัตรูของประชาชนได้ผลประโยชน์ไป และมีอำนาจมากขึ้นเป็นสองเท่า

ทรัมป์ กล่าวว่า การแบน TikTok มีผลที่ดี แต่ก็มีผลเสียออกมาเช่นกัน ทรัมป์บอกว่า มีผู้คนมากมายโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นอเมริกันที่ชอบ TikTok มาก และคงจะเป็นจะตายหากไม่มีมัน พร้อมทั้งกล่าวโจมตีว่ามีแต่ Meta ที่ได้ผลประโยชน์นี้ และ Meta ก็มีปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเหมือนกัน 

ปัจจุบัน แอปพลิเคชันวิดีโอสั้นจากจีนโดยบริษัท ByteDance ได้รับความนิยมในสหรัฐฯ อย่างมาก แต่กระนั้น ทางการสหรัฐฯ ก็มีความกังวลว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากกังวลว่าแอปได้ส่งข้อมูลกลับไปที่จีนและอาจแบ่งข้อมูลให้ทางการของจีน จึงมีการลงความเห็นจะแบบ TikTok ในไม่กี่เดือนหากบริษัทจีนไม่ถอนทุนออกไป ซึ่งทางประธานาธิบดีอย่าง โจ ไบเดนก็มีความเห็นที่จะลงดาบแอปฯ นี้เช่นกัน

‘นักวิจัยจีน’ เจ๋ง!! พัฒนาอุปกรณ์นาโนดีเอ็นเออัจฉริยะ ช่วยค้นหาลิ่มเลือด พร้อมจ่ายยาอัตโนมัติอย่างแม่นยำ

(11 มี.ค. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไปรษณีย์และการสื่อสารโทรคมนาคมแห่งหนานจิง (NJUPT) ได้พัฒนาอุปกรณ์นาโนดีเอ็นเออัจฉริยะ สำหรับการละลายลิ่มเลือด ซึ่งสามารถค้นหาลิ่มเลือดและจ่ายยาอย่างแม่นยำโดยอัตโนมัติ

รายงานระบุว่าทีมนักวิจัยใช้เทคโนโลยีเรียงดีเอ็นเอมาประสานแผ่นนาโนดีเอ็นเอกับตำแหน่งจับยาละลายลิ่มเลือด (tPA) ที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า และตัวยึดดีเอ็นเอที่ไวต่อทรอมบิน (thrombin) หรือการแข็งตัวของเลือด โดยตัวยึดดังกล่าวมีโครงสร้างดีเอ็นเอสามสายประสานกัน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้ทรอมบิน ตัวควบคุม และสวิตช์เปิด

วังเหลียนฮุย สมาชิกทีมนักวิจัย ระบุว่ายาละลายลิ่มเลือดเปรียบเสมือนดาบสองคม อาจเป็นอันตรายหากใช้ไม่ถูกต้อง โดยยาดังกล่าวอาจละลายไฟบริน (fibrin) ในบาดแผลปกติอย่างมั่วซั่ว ส่งผลให้เกิดการแข็งตัวผิดปกติของเลือด ซึ่งในกรณีรุนแรงอาจส่งผลให้บาดแผลเปิดและมีเลือดออก

ทว่าอุปกรณ์นาโนนี้สามารถตรวจสอบว่าพวกมันอยู่ใกล้ลิ่มเลือดหรือบาดแผลปกติโดยอ้างอิงความเข้มข้นของทรอมบิน โดยหากความเข้มข้นของทรอมบินสูง เป็นไปได้ว่าบริเวณนั้นมีลิ่มเลือดอุดตัน และอุปกรณ์จะปล่อยยาละลายลิ่มเลือดออกมา

ทีมนักวิจัยเสริมว่าอุปกรณ์นี้สามารถย่อยสลายและถูกเผาผลาญในร่างกายมนุษย์ และคาดว่าจะเป็นแนวทางใหม่ในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายและโรคหลอดเลือดสมอง อนึ่ง ผลการศึกษานี้เผยแพร่ผ่านวารสารเนเจอร์ แมทีเรียลส์ (Nature Materials)

‘รัฐบาลเกาหลีใต้’ เตรียมระงับใบประกอบวิชาชีพ ‘หมอฝึกหัด’ 5 พันคน  หลัง ‘ลาออก-นัดหยุดงาน’ ประท้วงนโยบายเพิ่มโควตารับนักศึกษาแพทย์

(11 มี.ค.67) รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศว่า ได้เริ่มกระบวนการที่จะระงับใบประกอบวิชาชีพของแพทย์ฝึกหัดเกาหลีใต้ ที่เข้าร่วมขบวนการประท้วงรัฐบาลด้วยการยื่นใบลาออก และนัดหยุดงาน เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกนโยบายเพิ่มโควตาการรับนักศึกษาแพทย์ในปีนี้ และปฏิรูประบบการฝึกอบรมแพทย์ครั้งใหญ่ จนสร้างความปั่นป่วนในระบบการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลทั่วประเทศ 

จุน บยอง-วัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ทางการเกาหลีใต้ได้ส่งจดหมายแจ้งเตือนไปยังกลุ่มแพทย์ฝึกหัดชุดแรกจำนวน 4,944 คนตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พวกเขาเหล่านั้นต้องส่งเอกสารตอบกลับเรื่องมาตรการลงโทษนี้ให้ทันภายในวันที่ 25 มีนาคม 2567 นี้ มิฉะนั้นใบประกอบวิชาชีพของพวกเขาจะถูกระงับ

การประท้วงของกลุ่มแพทย์ฝึกหัดของเกาหลีใต้ เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อบรรดาแพทย์ฝึกหัดในโรงพยาบาลนัดกันยื่นใบลาออก หรือพากันวอล์กเอาต์ออกจากที่ทำงาน จนทำให้บุคลากรการแพทย์ในโรงพยาบาลหลายแห่งขาดแคลนอย่างกะทันหัน จนไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ทัน บางโรงพยาบาลต้องเลื่อนกำหนดผ่าตัด หรือส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลอื่น 

แม้ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะออกมาตำหนิให้กลุ่มแพทย์ฝึกหัดอย่างรุนแรงว่าขาดจิตสำนึกที่ทิ้งคนไข้ และขู่ว่าจะดำเนินคดี และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพกลุ่มแกนนำในการประท้วงครั้งนี้ 

แต่การลาออกของแพทย์ฝึกหัดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดเมื่อวันศุกร์ (8 มี.ค. 67) พบว่ามีแพทย์ฝึกหัดในเกาหลีใต้จำนวน 11,994 คนจาก 100 วิทยาลัยแพทย์ทั่วประเทศยื่นจดหมายลาออกเพื่อประท้วงรัฐบาล คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 93% ของจำนวนแพทย์ฝึกหัดทั้งหมดในเกาหลีใต้

เมื่อบรรดาแพทย์ฝึกหัดไม่ยอมถอย รัฐบาลเกาหลีใต้จึงต้องยกระดับการกดดันด้วยการส่งจดหมายแจ้งเตือนการระงับใบประกอบวิชาชีพชั่วคราวชุดแรกกว่า 5,000 ฉบับ เพื่อกระตุ้นเตือนให้เหล่าแพทย์ฝึกหัดที่ลางาน รีบกลับมาทำงานก่อนผลการพิจารณาตัดสินโทษจะแล้วเสร็จ อีกทั้งยังขู่ที่จะดำเนินคดีกลุ่มแพทย์ฝึกหัดแกนนำรุ่นพี่ ที่แสดงพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม หรือขัดขวางรุ่นน้องไม่ให้กลับเข้ามาทำงานอีกด้วย 

พร้อมทั้งย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนแพทย์เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล หรือแพทย์เฉพาะทาง เช่น ด้านกุมารเวชศาสตร์และศัลยกรรมระบบประสาท เพื่อรองรับสังคมประชากรสูงวัยของเกาหลีใต้ในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลเกาหลีใต้ยังไม่ยอมถอยเรื่องการเพิ่มโควตารับนักศึกษาแพทย์อีก 60% ในปีการศึกษาหน้า

แต่ทั้งนี้ โช คยูฮง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ทางรัฐบาลยังเปิดกว้างสำหรับการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อแก้ปัญหา ที่จะนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงสวัสดิภาพการทำงาน และพร้อมจะใช้มาตรการผ่อนปรนหากแพทย์ฝึกหัดที่ประสงค์จะกลับมาทำงานก่อนที่ขั้นตอนการระงับใบอนุญาตจะเสร็จสิ้น ในระหว่างนี้ รัฐบาลสั่งระดมแพทย์ทหารเข้ามาช่วยเสริมในโรงพยายาลพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการนัดหยุดงานของกลุ่มแพทย์ฝึกหัดไปก่อน 

ซึ่งในเกาหลีใต้ มีกฎหมายระบุข้อห้ามในการนัดหยุดงานของทีมแพทย์ไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อมีการนัดหยุดงานของกลุ่มแพทย์ฝึกหัดเกิดขึ้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องส่งเรื่องให้ตำรวจเข้ามาสอบสวนหาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนัดหยุดงาน ที่จะต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมายและอาจรุนแรงถึงการเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพถาวรได้ 

ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแพทย์กับนโยบายรัฐ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกาหลีใต้อย่างกว้างขวาง โดยกลุ่มบุคลากรการแพทย์เคยแย้งว่าการเริ่มเพิ่มจำนวนแพทย์ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพอาจนำไปสู่ความล้มเหลวของการให้บริการด้านสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้แย้งว่า กลุ่มแพทย์ที่คัดค้านเพียงต้องการรักษาสถานะทางสังคม และ มาตรฐานค่าตอบแทนในวิชาชีพของตนเท่านั้น เพราะหากมีจำนวนแพทย์เพิ่มมากขึ้นในตลาดแรงงาน ย่อมส่งผลต่อการเรียกร้องในการเพิ่มสวัสดิการ และค่าตอบแทนของแพทย์ในอนาคตได้ 

Shaun King 'นักเขียน-นักวิเคราะห์' ข่าวชาวสหรัฐฯ เข้าถึงแก่น เปลี่ยนจากศาสนาเก่า รับศาสนาอิสลาม

(11 มี.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'Syedmubarak Husaini' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

ข่าวดีต้อนรับเดือนรอมฏอน Shaun King นักเขียนและนักวิเคราะห์ข่าวชาวสหรัฐได้เปลี่ยนศาสนาและเข้ารับศาสนาอิสลาม ณ เมืองเท็กซัส เมื่อเช้าวันนี้

หากจำกันได้ Shaun King เป็นหนึ่งในนักวิเคราะห์ที่โด่งดังและมีผู้ติดตามหลายล้านคน และแชร์บทสัมภาษณ์ของผมกับ Sky News ลง IG ท่าน จนมีผู้ชมมากกว่า 20 ล้านวิว และหลังจากสงครามที่เกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์ ท่านได้เห็นอกเห็นใจชาวปาเลสไตน์และเริ่มศึกษาอิสลามอย่างจริงจัง จนมาวันนี้ท่านและภรรยาของท่านได้เปลี่ยนศาสนาและนับถืออิสลามแล้ว เมื่อเข้ารับอิสลาม IG ของท่านถูกมารศาสนาปิดถาวรตามธรรมเนียม

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าวว่า...

“การสังหารผู้บริสุทธิ์ชาวปาเลสไตน์โดยรัฐเถื่อน การยืนหยัดท่ามกลางลูกระเบิดของชาวปาเลสไตน์ จะทำให้ชาวตะวันตกตื่นตัวว่า อัลกุรอานสอนอะไรที่ทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นเช่นนี้ และจะทำให้พวกเขาศึกษาอัลกุรอานและท้ายที่สุดพวกเขาจะมีศรัทธาต่ออิสลาม”

‘จอห์น ซีนา’ ทำถึง!! ‘แก้ผ้า’ ขึ้นเวทีออสการ์ 2024 เพื่อประกาศรางวัลสาขาเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

(11 มี.ค.67) เป็นที่จับตาดูอยู่ตลอดในการประกาศรางวัลต่างๆ ฝั่งฮอลลีวูดว่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรที่ทำให้ตาค้างได้หรือไม่ ล่าสุดกับงานประกาศรางวัลออสการ์ 2024 ก็ทำเอาผู้ชมตะลึงไปตามๆ กันเมื่อผู้ประกาศรางวัลมาในชุดวันเกิด เปลือยทั้งตัว

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างประกาศผลรางวัลก่อนการถ่ายทอดสด จอห์น ซีนา นักแสดงดังได้ปรากฏตัวบนเวทีที่ทรงเกียรติที่สุดของฮอลลีวูดเพื่อประกาศรางวัลสาขาเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

ทำเอาพิธีกรอย่าง จิมมี คิมเมล ถึงขั้นย้อนความหลังไปเมื่อปี 1974 ที่เคยมีชายคนหนึ่งวิ่งแก้ผ้าข้ามเวทีออสการ์พร้อมกับชูสองนิ้ว แต่มาวันนี้เมันเกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว

ซึ่ง จอห์น ซีนา ที่ยืนแอบอยู่มุมเวที ได้ตะโกนออกมา “ผมเปลี่ยนใจ ไม่อยากวิ่งเปลือยในที่สาธารณะแล้ว

“มันเป็นงานที่หรูหรามากนะ บอกตรงๆ ตอนนี้คุณควรละอายที่แนะนำไอเดียที่ไร้รสนิยมแบบนี้กับผม เรือนร่างผู้ชายไม่ใช่เรื่องตลก”

งานนี้ จิมมี คิมเมล เลยรีบแย้งบอกว่า “แต่ของผมตลกนะ” พร้อมบอก จอห์น ซีนา ที่เป็นทั้งนักแสดงและนักมวยปล้ำ WWE ด้วยว่า เขาขึ้นต่อสู้แบบร่างนู้ดอยู่แล้วจะอายอะไร ซึ่งทำเอา จอห์น ซีนา รีบสวนทันที “เพื่อน ผมไม่ได้ปล้ำทั้งๆ ที่เปลือย ผมใส่กางเกงสามส่วน” ทำเอาผู้ชมหัวเราะออกมา ซึ่ง จิมมี ได้โต้กลับว่า “กางเกงสามส่วนแย่กว่าเปลือยอีก ออกมาเถอะน่า”

ก่อนที่จะตะลึงเมื่อได้เห็น จอห์น ซีนา ขยับร่างมาบนเวทีพร้อมซองประกาศผลไซส์ยักษ์เพื่อเอาไว้ปิดบังความเป็นชาย ก่อนจะพูดใส่ไมค์ว่า

“เครื่องแต่งกายเป็นสิ่งสำคัญ บางทีน่าจะสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้“

งานนี้ จิมมี คิมเมล ได้จับ จอห์น ซีนา ซ่อนในผ้าม่านก่อนจะประกาศผลรางวัล ผู้ชนะในสาขานี้ได้แก่ ทีมคอสตูมจากเรื่อง ‘Poor Things’

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า จอห์น ซีนา ดูเหมือนจะเปลือยอยู่บนเวที แหล่งข่าวที่มีความรู้บอกกับ CNN ว่าเขา “ถูกแปะกันโป๊บริเวณขาหนีบและร่องก้น ส่วนซองจดหมายก็มีตีนตุ๊กแกแปะไว้ให้เขาอีกทีเพื่อกันโป๊”

ผลสำรวจพบ UK เป็นชาติที่มีความทุกข์มากสุดอันดับ 2 ของโลก สุขภาพจิตดำดิ่งตั้งแต่โควิดระบาด ยังไม่พบเห็นสัญญาณการฟื้นตัว

(11 มี.ค.67) สหราชอาณาจักรกลายเป็นชาติที่ไร้ความสุขมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก จากผลสำรวจที่จัดทำโดย Sapien Labs กองทุนประสาทวิทยาศาสตร์ โดยผลสำรวจพบ สุขภาพจิตของชาวสหราชอาณาจักรดำดิ่งนับตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดใหญ่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และยังไม่พบเห็นสัญญาณการฟื้นตัว

รายงานประจำปี ‘สถานะทางจิตของโลก’ Mental State of the World ของ Sapien Labs ซึ่งปีนี้จัดทำเป็นปีที่ 4 ได้ทำการประเมินสุขภาวะทางจิต (Mental Wellbeing) ของผู้เข้าร่วมทางอินเทอร์เน็ต 419,175 คน จาก 71 ประเทศ ซึ่งผลลัพธ์ได้ให้ภาพอันมัวหมองของโลกที่พูดภาษาอังกฤษ โดยใน 71 ประเทศ บรรดาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ (Anglophone) ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ ออสเตรเลีย.และนิวซีแลนด์ อยู่ในลำดับล่างๆ โดยเฉพาะพลเมืองสหราชอาณาจักรที่มีความสุขมากกว่าประชาชนชาวอุซเบกิสถานเท่านั้น

ผลสำรวจจัดให้สหราชอาณาจักร ตามหลัง เยเมน 8 อันดับ และตามหลังยูเครน 12 อันดับ ในแง่ของสุขภาพจิตโดยรวมของประชาชน โดยประชาชนชาวสหราชอาณาจักรราว 36% บอกกับ Sapien Labs ว่าพวกเขาทั้ง "เป็นทุกข์และกำลังประสบปัญหา" ลดลงเพียงแค่ 0.7% จากปีที่แล้ว ครั้งที่พวกเขารั้งที่สุดท้าย ในการจัดอันดับ

เพื่อสรุปถึงสุขภาพจิตโดยรวมของประชาชนในแต่ละชาติ กองทุนแห่งนี้ได้ถามคำถามแต่ละคน 47 คำถาม เกี่ยวกับ ‘อารมณ์และทัศนะ’ ของพวกเขา อัตมโนทัศน์ด้านสังคม (Social-Self) แรงผลักดันและแรงจูงใจ การปรับตัวและความยืดหยุ่น เช่นดียวกับอื่นๆ แม้ Sapien Labs คำตอบของคำถามเหล่านี้เป็นลักษณะคำตอบแบบอัตนัย แต่รายงานต่างได้ผลสรุปออกมาคล้ายๆ กัน

ท่ามกลางมาตรฐานการดำรงชีพที่ตกต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติสหราชอาณาจักรเผยแพร่รายงานเมื่อเดือนพฤศจิกายน พบว่า ชาวสหราชอาณาจักรมีความสุขและความพึงพอใจส่วนบุคคลลดลงในช่วงขวบปีสิ้นสุดเดือนมีนาคมปีก่อน และจากรายงานที่เผยแพร่ในนิตยสารทางการแพทย์ The Lancet เมื่อเดือนที่แล้ว พบว่าประชาชน 1.8 ล้านคน ปัจจุบันกำลังรอการเข้ารับการรักษาด้านสุขภาพจิต

ทั้งนี้ Sapien Labs ระบุว่า ระดับความผาสุกทางจิตของโลกที่พูดภาษาอังกฤษดำดิ่งลงระหว่างการแพร่ระบาดของโรคระบาดใหญ่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และภาวะตกต่ำนี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่พบเห็นสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานพบว่าความผาสุกทางจิตใจลดต่ำลงในประเทศต่างๆ ที่รับประทานอาหารแปรรูปโดยทั่วไป เด็กๆ มีสมาร์ทโฟนตั้งแต่อายุยังน้อย และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวเหินห่าง ซึ่งประเทศต่างๆ ที่พูดภาษาอังกฤษทำคะแนนได้ค่อนข้างน้อยในมาตรวัดทั้ง 3 นี้

สาธารณรัฐโดมินิกันรั้งอันดับสูงสุดในบัญชีประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก ส่วนอันดับ 2 เป็นของศรีลังกาและแทนซาเนีย ตามมาเป็นอันดับ 3 โดยทุกประเทศที่ติดอันดับท็อปเท็นมาจากแอฟริกา เอเชีย หรือไม่ก็ละตินอเมริกา "รูปแบบดังกล่าวบ่งชี้ว่าความมั่งคั่งและเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วไม่จำเป็นต้องนำมาซึ่งความผาสุกทางจิตใจ" Sapien Labs ระบุ

ยูเครนเดือด!! สวนกลับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส  หลังประมุขคาทอลิกแนะ 'เลิกอาย-ยอมยกธงขาว'

(11 มี.ค.67) รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน ตอบโต้เสียงเรียกร้องของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ให้แสดงความกล้าหาญที่จะยกธงขาวและเจรจายุติสงครามกับรัสเซีย โดยระบุในวันอาทิตย์ (10 มี.ค.) เคียฟจะไม่มีวันยอมจำนน พร้อมเหน็บแนมว่าเป็นวาติกันเองที่ต้องชดใช้เป็นพิเศษ ต่อบทบาทของวาติกันในสงครามโลกครั้งที่ 2

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ได้แสดงความคิดเห็นระหว่างทรงประทานสัมภาษณ์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพระองค์ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวรายหนึ่ง ซึ่งตรัสว่า "เมื่อคุณเห็นสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปด้วยดี สำหรับฝ่ายหนึ่งของความขัดแย้ง คุณก็ต้องมีความกล้าที่จะเจรจา คุณอาจละอายใจ แต่สุดท้ายจะมีผู้เสียชีวิตกี่คน? อย่าละอายที่จะเจรจา"

ด้าน ดมิทรี คูเลบา รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน เขียนบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ระบุว่า “บุคคลที่เข้มแข็งในความขัดแย้งใดๆ จะยืนหยัดอยู่ฝ่ายดี แทนการพยายามผลักพวกเขาอยู่บนพื้นฐานเดียวกันและเรียกร้องให้เจรจา ธงของเราเป็นสีเหลืองน้ำเงิน เขากล่าวอ้างถึงสีธงชาติยูเครน ที่คือธงจากชีวิต ความเสียและชัยชนะของเรา เราจะไม่มีวันชักธงอื่นๆ"

ดมิทรี คูเลบา ยังย้อนอดีตเกี่ยวกับข้อกล่าวหาต่างๆ ที่สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ล้มเหลวในการดำเนินการใดๆ กับเผด็จการนาซี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 "ในขณะเดียวกัน พอเป็นเรื่องของการยกธงขาว เรารู้ถึงยุทธศาสตร์ของวาติกันแห่งนี้ จากช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ผมเรียกร้องวาติกันให้หลีกเลี่ยงซ้ำรอยความผิดพลาดต่างๆ ในอดีต และสนับสนุนยูเครนและประชาชนชาวยูเครน ที่แค่เพียงกำลังต่อสู้เพื่อชีวิตของตนเอง"

คำพูดดังกล่าวเป็นการพาดพิงถึงประเด็นโต้เถียงกันมาช้านาน กรณีที่พระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ไม่ดำเนินการใดๆ แม้มีหลักฐานปรากฏขึ้นระหวางสงครามเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวอย่างกว้างขวาง โดยหนังสือฉบับหนึ่งที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว จากจดหมายเหตุวาติกัน เผยให้เห็นว่า พระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ทราบรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของนาโตในการกำจัดชาวยิว ตั้งแต่ช่วงปี 1942

ยูเครนไม่สามารถขับไล่กองกำลังรัสเซียพ้นไปจากดินแดน นับตั้งแต่ถูกมอสโกเปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อ 2 ปีก่อน อย่างไรก็ตามพวกเขายังคงปฏิเสธการเจรจา หลังถูกทหารรัสเซียยึดครองดินแดนไปได้ราว 20%

แผนสันติภาพของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี เรียกร้องให้ถอนทหารรัสเซียออกจากดินแดนทั้งหมดของยูเครน และฟื้นฟูสถานะตามแนวชายแดน แต่เครมลินปฏิเสธการเจรจาสันติภาพใดๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยเคียฟ

คำสัมภาษณ์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เชื่อว่าเป็นครั้งแรกที่พระองค์ใช้คำว่า ‘ธงขาว’ และ ‘พ่ายแพ้’ ระหว่างการตรัสเกี่ยวกับสงครามยูเครน แม้ในอดีตพระองค์เคยตรัสหลายครั้งเกี่ยวกับความจำเป็นของการเจรจา

โฆษกของวาติกัน ออกถ้อยแถลงชี้แจงว่า การที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงใช้วลี ‘ธงขาว’ นั้น หมายถึงสิ่งที่สัญลักษณ์ของการยอมจำนนในสนามรบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหมายถึงการยุติความเป็นศัตรู และการหยุดยิงด้วยความกล้าหาญเพื่อการเจรจาต่อไป

‘จีน’ ยกระดับ สามารถสลับแบตฯได้ภายใน 80 วินาที ที่มณฑลเจียงซู ประหยัดเวลาชาร์จ คาดรองรับ ผู้ใช้ยานยนต์พลังงานใหม่ ได้มากกว่า 500,000 ราย

(10 มี.ค.67) การไฟฟ้าแห่งประเทศจีน สาขาเจียงซู เปิดเผยว่าเขตสาธิตดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่เกือบ 500 ตารางกิโลเมตรในเมืองซูโจว อู๋ซี และฉางโจว พร้อมด้วยเสาชาร์จราว 1,300 ต้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถรองรับผู้ขับขี่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ได้มากกว่า 500,000 ราย

สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการสลับแบตเตอรี่ที่ทำให้ยานพาหนะสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ภายในเวลาเพียง 80 วินาทีจะเปิดให้บริการในเมืองอู๋ซี ก่อนขยับขยายทั่วเขตสาธิตแห่งนี้

ก่อนหน้านี้ ผู้ขับขี่ยานยนต์ไฟฟ้ามักต้องค้นหาสถานีชาร์จบริเวณใกล้เคียง แต่เขตสาธิตใหม่นี้จะใช้อัลกอริธึมอัจฉริยะเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ค้นหาโซลูชันการชาร์จที่รวดเร็วและประหยัดที่สุด ตลอดจนช่วยค้นหาเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมในการชาร์จ

หยวนเสี่ยวตง ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของสถาบันวิจัยพลังงานไฟฟ้า สังกัดการไฟฟ้าฯ คาดว่าเขตสาธิตข้างต้นจะสามารถช่วยลดเวลาการเข้าคิวรอชาร์จเฉลี่ยเกือบร้อยละ 50 ต่อเดือน โดยคาดว่าเขตสาธิตแห่งนี้จะขยายไปยังมณฑลอันฮุยและเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อส่งเสริมการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี

สำนักบริหารพลังงานแห่งชาติของจีน ระบุว่าสัดส่วนการเป็นเจ้าของยานยนต์พลังงานใหม่ของจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยมีการใช้ยานยนต์พลังงานใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 20.41 ล้านคันเมื่อนับถึงสิ้นปี 2023 และเพื่อตอบสนองการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนี้ จีนจะเดินหน้าปรับปรุงและขยายเครือข่ายสิ่งอำนวยความสะดวกการชาร์จ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 65 เมื่อเทียบปีต่อปีในปีก่อน และเกือบแตะ 8.6 ล้านเครื่องเมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา

รู้จัก ‘GAC AION’ ค่ายรถ EV ยักษ์ใหญ่จากจีน พร้อมท้าชิง ‘ตลาดไทย’

จากกระแสโลกที่หันมาให้ความสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมหนุนให้ใช้พลังงานสะอาด หลาย ๆ อุตสาหกรรมต่างตื่นตัวตอบรับกับกระแสดังกล่าว เช่นเดียวกับวงการยานยนต์ ที่ส่งผลให้ รถไฟฟ้า หรือ EV มาแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะค่าย EV จากผู้ผลิตสัญชาติจีน ที่ในวันนี้กลายเป็นประเทศที่ส่งออก EV มากที่สุดของโลกไปแล้ว หากนับเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า 100% ล่าสุดพบว่า BYD ค่าย EV ยักษ์ใหญ่จากจีน มียอดขายแซง TESLA ของ อีลอน มัสก์ ไปเรียบร้อย

แน่นอนว่า ค่ายรถยนต์ไฟฟ้า ของจีนไม่ใช่มีแค่แบรนด์เดียว แต่มีมากมายหลากหลายแบรนด์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบรนด์เกิดใหม่จากการสนับสนุนของรัฐบาลกลางของจีน

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับค่าย BYD, ฉางอัน, GWM หรือ Great Wall Motor ที่เข้ามาทำตลาดในไทยเป็นเจ้าแรก ๆ แต่ทว่า ยังมีค่าย EV น้องใหม่มาแรง ที่มีเทคโนโลยีโดดเด่นไม่เป็นรองแบรนด์ที่กล่าวมาเลย และเป็นอีกหนึ่งค่ายที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ว่านี้ก็คือ ‘GAC AION’ (จีเอซี ไอออน) นั่นเอง

สำหรับ GAC AION เป็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า ในเครือ ‘กว่างโจว ออโต้โมบิล กรุ๊ป’ หรือ GAC Group ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ระดับ Top 5 ของจีน 

โดยโรงงานแห่งแรกของ GAC AION ได้เริ่มเดินสายพานการผลิตเมื่อเดือนเมษายน 2562 และในปี 2565 มียอดขายรถยนต์ EV รวมถึง 2.5 ล้านคัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านหยวน ทำให้ AION ก้าวขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 3 แบรนด์รถยนต์ EV ที่มียอดการจำหน่ายสูงสุดของประเทศจีน และยังติดเป็นอันดับ 186 ของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกจากการประเมินรายได้และการจัดอันดับของฟอร์จูน โกลบอล 500 อีกด้วย

อย่างที่ทราบกันดีว่า ตลาดรถยนต์ EV ในประเทศไทย กำลังอยู่ในช่วงเนื้อหอมอย่างมาก และ AION เป็นอีกหนึ่งค่ายที่ไม่ยอมพลาดโอกาสทองนี้ โดยได้ประกาศเข้าสู่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอย่างเต็มตัว ด้วยการลงนามแต่งตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ไปเมื่อ วันที่ 28 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา ถือเป็นการส่งสัญญาณรุกสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน ยังประกาศแผนตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย พร้อมกับได้ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ EV ในไทยให้ได้ 100,000 คันต่อปี รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการผลิตแบตเตอรี่ด้วย โดยมูลค่าการลงทุนในประเทศไทยของ AION เบื้องต้น อยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 6,400 ล้านบาท

AION ให้ความสนใจจะเข้ามาปักหมุดลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ EV ในประเทศไทย มาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2566 เนื่องจากเห็นโอกาสและศักยภาพตลาดรถยนต์ EV ในไทยที่กำลังเติบโต ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยยังได้ให้การสนับสนุนโครงการรถยนต์ EV และอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการทำการตลาด และนโยบายด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนผ่านทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาคอาเซียน 

ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของ AION ที่ให้ความสำคัญและมองถึงโอกาสที่จะใช้โรงงานในไทยเป็นฐานการผลิต รถยนต์พวงมาลัยขวาโดยเฉพาะ เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย และส่งออกไปยังประเทศที่ใช้รถยนต์พวงมาลัยขวาทั่วโลก 

ปัจจุบัน AION Thailand ได้เดินหน้าก่อสร้างโรงงานสำหรับผลิตรถยนต์ในประเทศไทย โดยตัวโรงงานตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC จังหวัดระยอง ซึ่งเฟสแรกอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2567 และมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 50,000 คันต่อปี 

อย่างไรก็ดี ก่อนที่โรงงานในไทยจะเริ่มเดินสายพานการผลิตได้เต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายปี 2567 หรือต้นปี 2568 ในส่วนของรถยนต์ที่จัดจำหน่าย จะมาจากการนำเข้าจากฐานการผลิตที่ประเทศจีน ซึ่งขณะนี้ได้เดินหน้าลุยตลาดไปแล้ว ทั้งการขยายตัวแทนจำหน่าย และศูนย์บริการ โดยมีเป้าหมาย 3 ปี จะขึ้นเป็นอันดับ 1 ในตลาด EV ประเทศไทย

และเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นวันที่ AION ได้เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรก ชื่อรุ่นว่า AION Y Plus รถยนต์ Compact Cross Over 5 ที่นั่ง 

สำหรับจุดเด่นของรถยนต์ไฟฟ้า AION Y Plus นอกจากจะเป็นรถที่มีขนาดใหญ่และอเนกประสงค์แล้ว อีกสิ่งสำคัญที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบก็คือ เรื่องของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ AION นำมาใช้ในรถรุ่น Y Plus ที่เรียกว่า Magazine Battery นั่นเอง 

Magazine Battery เป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีความปลอดภัยสูง พัฒนาขึ้นโดย AION ซึ่งประกอบด้วย เคสด้านบนของแบตเตอรี่ผลิตจากฉนวนทนความร้อนสูงสุดที่ 1,400 องศาเซลเซียส ส่วนเซลล์แบตเตอรี่ที่มีคุณสมบัติทนความร้อนได้มากกว่าปกติ 30% ภายในแบตเตอรี่ยังได้มีติดตั้งระบบการจัดการแบตเตอรี่ รุ่นที่ 4 ที่มีระบบจัดการความร้อน ทำให้แบตเตอรี่เย็นลงได้อย่างรวดเร็ว

ไม่เพียงเท่านั้น Magazine Battery ยังได้ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่ที่นำไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้ามีความปลอดภัย โดย GAC AION ได้ทำการทดสอบยิงด้วยกระสุนปืนทะลุแบตเตอรี่ ผลการทดสอบที่ได้คือ แบตเตอรี่ไม่ติดไฟ

รวมถึงทดสอบการเจาะทะลุแบตเตอรี่ด้วยแท่งเหล็ก ด้วยความเร็วที่มากกว่าการยิงด้วยกระสุนปืน และมีเส้นผ่าศูนย์กลางของรอยทะลุขนาดใหญ่กว่ากระสุนปืนถึง 7-8 เท่า ผลการทดสอบที่ได้คือ แบตเตอรี่ไม่ระเบิดและไม่ติดไฟ

ต้องยอมรับว่า ทั้งในด้านเทคโนโลยี และความปลอดภัย รวมถึงศักยภาพด้านอื่น ๆ ของ AION เชื่อว่าจะสามารถต่อกรกับค่าย EV ได้ทุกแบรนด์ในตลาดประเทศไทย แต่จะไปถึงฝั่งฝืนสามารถก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์ 1 ของตลาด EV ประเทศไทย ภายใน 3 ปี ตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ 

แต่ที่แน่ ๆ การเข้ามาบุกตลาด EV ประเทศไทย ของ AION ในครั้งนี้ คนที่ได้รับประโยชน์เต็ม ๆ ก็คือผู้บริโภคชาวไทย ที่จะมีรถ EV คุณภาพให้เลือกใช้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแบรนด์ ขณะเดียวกัน ยังส่งผลให้เกิดการขยายคลัสเตอร์ยานยนต์ใน EEC อย่างต่อเนื่อง ช่วยผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในอาเซียน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของไทยในการก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าสำคัญของโลกอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top