Sunday, 24 September 2023
WORLD

‘SBU’ จับกุมหญิงยูเครน ฐานเป็นสปายส่งข้อมูลให้รัสเซีย พร้อมวางแผนลอบสังหาร ‘เซเลนสกี’ จ่อโดนโทษจำคุก 12 ปี

(8 ส.ค. 66) สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ‘หน่วยงานความมั่นคงยูเครน’ (SBU) กล่าวว่า ได้ทำการจับกุมตัวหญิงชาวยูเครนคนหนึ่ง โดยกล่าวหาว่าเธอเป็นหน่วยสอดแนมรัสเซียและมีส่วนร่วมในการวางแผนลอบสังหารประธานาธิบดี ‘โวโลดีมีร์ เซเลนสกี’ ของยูเครน ขณะลงเดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัยในช่วงที่ผ่านมา

SBU ระบุผ่านแถลงการณ์ว่า ผู้หญิงคนนี้ถูกจับได้คาหนังคาเขา ขณะที่เธอพยายามส่งข่าวกรองไปยังรัสเซีย โดยหน่วยงานกล่าวว่า เธอได้พยายามรวบรวมข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับการเดินทางของเซเลนสกี ก่อนที่เขาจะไปเยือนมิโคลายิฟ ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งประสบอุทกภัยในเดือนมิถุนายน

SBU ยังเผยแพร่ภาพเบลอของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในห้องครัว โดยเจ้าหน้าที่ SBU ที่สวมหน้ากาก โดยผู้ต้องหารายนี้อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ชื่อ ‘โอชาคิฟ’ (Ochakiv) ซึ่งเซเลนสกีเคยเดินทางไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งเธอทำงานอยู่ในร้านค้าที่ฐานทัพทหารในเมืองดังกล่าว

ด้านเซเลนสกียืนยันว่า เขาได้รับแจ้งเกี่ยวกับการจับกุมครั้งนี้ โดยกล่าวว่าหัวหน้า SBU ได้แจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับการต่อสู้กับกลุ่มกบฏ

ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ผ่านมา เซเลนสกีเดินทางไปยังเมืองมิโคลายิฟในเดือนมิถุนายน เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายที่เกิดจากเหตุเขื่อนแตกในคอฟคา และในเดือนกรกฎาคมหลังจากที่รัสเซียถล่มโจมตีเมืองดังกล่าว

SBU กล่าวว่า หน่วยงานรับรู้แผนการลอบสังหารล่วงหน้า ก่อนที่เซเลนสกีจะเดินทางไปยังมิโคลายิฟ จึงได้วางมาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม และกล่าวหาว่ารัสเซียวางแผนโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในภูมิภาคมิโคลายิฟ ขณะที่ผู้ต้องหาพยายามที่จะส่งข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งของระบบไฟฟ้าและคลังกระสุนของยูเครน ซึ่งอาจตกเป็นเป้าหมายของกองทัพรัสเซีย

อย่างไรก็ดี เป็นที่เข้าใจกันว่า SBU ไม่ได้จับกุมผู้ต้องหาในช่วงเวลาที่เซเลนสกีเยือนมิโคลายิฟ และใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการโจมตีประธานาธิบดียูเครนแทน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ติดตามเธอต่อหลังจากนั้น และพบแผนการต่างๆ ของผู้ต้องหาเพิ่มเติม รวมถึงการมอบหมายที่ได้รับจากรัสเซีย

ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่าเธอจะถูกตั้งข้อหาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายอาวุธและกองทหารยูเครนโดยไม่ได้รับอนุญาต และหากมีการตัดสินว่ามีความผิดจริง เธออาจรับโทษจำคุกสูงสุด 12 ปี

ทั้งนี้ ยูเครนมักกล่าวโทษประชาชนในท้องถิ่นที่สนับสนุนรัสเซียว่าเป็น ‘ไส้ศึก’ ส่งข้อมูลไปช่วยเหลือกองทัพมอสโก

จับตา Money Game ใหญ่ที่สุดในโลก หลังกลุ่ม Hedge Fund แทงสวน ‘ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์’

(8 ส.ค.66) เพจ 'ทันโลกกับ Trader KP' โพสต์ข้อความว่า จับตา Money Game ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้ เมื่อเหล่า Hedge Fund ทั่วโลกอย่าง Bill Ackman กำลัง Short พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในขณะที่เหล่านักลงทุนรายใหญ่อย่าง Warren Buffett กำลังเข้าซื้อมากที่สุดในประวัติศาสตร์

แล้วฝ่ายไหนจะเป็นผู้ชนะ ?!?

ทั้งนี้ ทางเพจได้โพสต์กราฟตัวเลขการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล พร้อมระบุว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณ Money Game ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากพิจารณาจากกราฟในภาพ จะพบแรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จากฝั่งนักลงทุน ผู้บริหารกองทุน กำลังเพิ่มปริมาณสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะตอนนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับในอดีต โดยเฉพาะในฝั่งของนักลงทุนที่มองว่าการถือพันธบัตรมีความเสี่ยงน้อย โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้น

จุดนี้ทำให้แม้แต่นักลงทุนชื่อดังอย่าง Warren Buffett ก็ได้ออกมาเผยว่า เขาและ Berkshire Hathaway เพิ่งซื้อตั๋วเงินคลัง (T-Bill) สหรัฐฯ ไป 10,000 ล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และซื้อเพิ่มไปอีก 10,000 ล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์นี้ และมีแผนจะซื้อเพิ่มอีกในสัปดาห์หน้า 

แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อหันไปดูการซื้อขายของฝั่ง Hedge Fund ทั่วโลก จะพบว่า นักลงทุนกลุ่มนี้กำลังทำในแบบตรงข้ามกับกองทุนและนักลงทุนอย่างชัดเจน เพราะพวกเขากำลังขายหรือเก็งกำไรในขาลง (Short Sell) ตัวพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในระดับที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน

เช่น ทาง Bill Ackman หนึ่งในนักลงทุนชื่อดัง ซึ่งได้เปิดเผยว่า เขากำลัง Short พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี อยู่เป็นจำนวนมาก นั่นหมายความว่า ทางนักลงทุนกลุ่มนี้ คาดในไม่ช้าจะหมดยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูผลลัพธ์ของเกมนี้กันต่อไป เพราะครั้งนี้ปู่ Warren ซื้อพันธบัตรระยะสั้น 3-6 เดือน อาจทำเพียงเพื่อให้เป็นข่าวพาดหัวว่าปู่เข้าซื้อพันธบัตรจำนวนมหาศาล ซึ่งมีการคาดเดาว่ามีใครขอให้ช่วยหรือไม่ เนื่องจากโดยธรรมชาติของปู่ Warren มักจะซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวกว่านั้น

ร้านจัดพิธีศพใน ‘เอลซัลวาดอร์’ ปิ้งไอเดียทำ ‘โลงศพบาร์บี้’ สุดปัง!! ขายดีจนต้องผลิตเพิ่ม แถมมีคนสั่งซื้อไว้ล่วงหน้า

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 66 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า กระแส ‘บาร์บี้ฟีเวอร์’ ของภาพยนตร์เรื่องดัง ‘บาร์บี้’ 
ผลงานกำกับของ ‘เกรตา เกอร์วิก’ ผู้กำกับชาวอเมริกันวัย 39 ปี ที่นั่งแท่นผู้กำกับหญิงเจ้าของผลงานทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 34,700 ล้านบาท ทำให้โลกเต็มไปด้วยสีชมพู แม้แต่โลกแห่งความตาย ที่มีเจ้าของร้านจัดพิธีศพในสาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์ ทำโลงศพบาร์บี้สีชมพู ภายในบุด้วยผ้ารูปตุ๊กตาบาร์บี้ ออกมาให้เลือกซื้อ

‘ไอแซค วิลเลกาส’ เจ้าของร้านอัลฟา แอนด์ โอเมกา ฟิวเนอรัล โฮม ร้านรับจัดพิธีศพในเมืองอาวาชาปัง เล่าว่า ที่จริงร้านของตนเริ่มทำโลงศพสีชมพูออกขายก่อนที่ภาพยนตร์เรื่องบาร์บี้จะเปิดตัวฉายรอบปฐมทัศน์เมื่อเดือนกรกฎาคม แต่หลังจากเห็นความสำเร็จของกระแสบาร์บี้ฟีเวอร์ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา วิลเลกาสจึงตัดสินใจทำโลงศพสีชมพู ภายในบุผ้ารูปภาพตุ๊กตาบาร์บี้ และประดับด้วยดาวสีขาวดวงเล็กๆ

“ตอนนั้นผมบอกเลยว่า เราต้องกระโจนตามเทรนด์แล้วมันก็ประสบความสำเร็จ” วิลเลกาสเล่าว่า ทางร้านได้ทำโปรโมชั่นโลงศพบาร์บี้ ซึ่งขายได้แล้ว 10 โลง แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 10 คนที่สั่งซื้อ ได้ถูกฝังอยู่ในโลงศพบาร์บี้แล้ว เนื่องจากมีคนมากมายในเอลซัลวาดอร์ที่จ่ายเงินซื้อแพคเกตทำพิธีศพไว้ล่วงหน้า

เจ้าของร้านอัลฟา แอนด์ โอเมกา ฟิวเนอรัล โฮม เล่าว่า ก่อนหน้านี้ โลงศพในเอลซัลวาดอร์จะมีสีดำ สีน้ำตาล สีขาว สีเทาตามประเพณีนิยม แต่ย้อนไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว วิลเลกาสเคยขายโลงศพสีชมพูโลงแรกให้ครอบครัวหนึ่งที่ต้องการให้ญาติซึ่งเป็นคนนิสัยร่าเริง มีความสุขถูกฝังในโลงศพสีสันสดใส

วิลเลกาสบอกว่า ทุกวันนี้ที่ร้านของตนยังทำโลงศพสีทึมๆ ออกขาย แต่ผลิตโลงศพสีชมพูมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากมีผู้คนมาถามหามากขึ้น

ที้งนี้ กระแสบาร์บี้ฟีเวอร์ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ร้อนแรงถึงขนาดมีทาโก้สีชมพู ขนมอบสีชมพู สายการบินพาณิชย์ที่มีโลโก้ตุ๊กตาบาร์บี้ แม้แต่โฆษณาทางการเมือง และการประท้วงก็มีการใช้ธีมบาร์บี้ด้วย

ญี่ปุ่นเล็งทิ้ง 'น้ำเสียปนเปื้อนนิวเคลียร์' จากโรงไฟฟ้า ลงสู่ทะเล แม้จะมีกระแสต้าน จากประเทศเพื่อนบ้าน-ชาวประมงท้องถิ่น

โตเกียว, 7 ส.ค. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (7 ส.ค.) เกียวโด นิวส์ สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่น รายงานว่าญี่ปุ่นกำลังพิจารณาการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนนิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ลงสู่ทะเลในช่วงระหว่างปลายเดือนสิงหาคมและต้นเดือนกันยายน

รายงานระบุว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเตรียมจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับวันเวลาที่แน่ชัดของการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนกัมมันตรังสีลงสู่มหาสมุทร หลังจากฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางเยือนสหรัฐฯ  โดยมีการคาดการณ์ช่วงเวลาไว้ระหว่างปลายเดือนสิงหาคมและครึ่งแรกของเดือนกันยายน

อนึ่ง ญี่ปุ่นได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายในการปล่อยน้ำเสียฯ นับตั้งแต่ทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุในรายงานฉบับสุดท้ายเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมว่าแผนการปล่อนน้ำเสียดังกล่าว "เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ตกลงกันไว้"

แม้มีการคัดค้านรุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านและประเทศเกาะแปซิฟิก รวมถึงจากชาวประมงท้องถิ่น ซึ่งกังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลและสาธารณสุข แต่รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงผลักดันการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และสึนามิที่ตามมาในเดือนมีนาคม 2011

กลุ่มรัฐประหารไนเจอร์ 'ปิดน่านฟ้า-ขอแรงหนุน Wagner' เตรียมรับมือกองกำลังทหารจากแอฟริกาตะวันตก

สถานการณ์ภายในประเทศไนเจอร์ยังคงน่าเป็นห่วง หลังเกิดเหตุรัฐประหารยึดอำนาจประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด บาซูม เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 และได้ก่อตั้งรัฐบาลทหาร ภายใต้ชื่อกลุ่มว่าสภาพิทักษ์มาตุภูมิแห่งชาติ - National Council for the Safeguard of the Homeland (CNSP) โดยมีนายพล อามาดู อับรามาเน ชีอานี เป็นผู้นำสูงสุด

ล่าสุด กลุ่มชาติพันธมิตรแห่งแอฟริกาตะวันตก ภายใต้ชื่อกลุ่มว่า Economic Community of West African States (ECOWAS) ตัดสินใจยื่นคำขาดที่จะใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงกิจการภายในของไนเจอร์ หากผู้นำทหารไม่ยอมปล่อยตัว และ คืนอำนาจให้ ประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด บาซูม ภายในวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม

แต่ทว่า คณะรัฐบาลทหารไนเจอร์ไม่นำพาคำขู่จากพันธมิตร ECOWAS ได้สั่งปิดน่านฟ้าทั่วประเทศ หลังถึงกำหนดเส้นตายของ ECOWAS โดยโฆษกของกองทัพไนเจอร์ประกาศผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่ามีข้อมูลยืนยันแล้วว่า มีกองกำลังต่างชาติในแอฟริกากลางได้เตรียมพลล่วงหน้าเพื่อบุกโจมตี แทรกแซงกิจการของไนเจอร์ แต่กองทัพไนเจอร์ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ ในประเด็นนี้ กล่าวเพียงว่าพร้อมรับมือ และ ป้องกันดินแดนอยางเต็มที่ อันเป็นเหตุที่ต้องปิดน่านฟ้า และได้ขอแรงสนับสนุนจากประชาชนในประเทศ

เมื่อเป็นเช่นนี้ สื่อตะวันตกจึงจับตามองไปที่ความเคลื่อนไหวของกองกำลัง ECOWAS ว่าจะมีการยกระดับอย่างไรในการกดดันรัฐบาลทหารไนเจอร์หลังจากพ้นกำหนดเส้นตายที่ทางกลุ่มได้เคยประกาศไว้

ด้านนาย อับเดล ฟาตู มูซาห์ กรรมาธิการด้านการเมือง สันติภาพ และความมั่นคง ได้กล่าวว่า "องค์ประกอบทั้งหมดในการเข้าแทรกแซงสถานการณ์ที่ไนเจอร์ รวมถึงทรัพยากรที่ต้องใช้ แผนการ และ เงื่อนไขเวลา ทางกลุ่มได้พิจารณาไว้หมดแล้ว แต่เรายังต้องการใช้วิธีทางการทูต ส่งสาส์นถึงคณะรัฐบาลทหารที่ไนเจอร์ว่าเรายังให้โอกาสพวกเขาได้แก้ไขในสิ่งที่ได้ทำลงไป"

ECOWAS หรือ กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐอาฟริกาตะวันตก ประกอบด้วยชาติสมาชิกถึง 15 ประเทศ กินพื้นที่รวมกันกว่า 5 ล้านตารางกิโลเมตร และประชากรมากกว่า 387 ล้านคน และเคยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มพันธมิตรเสาหลักของทวีปแอฟริกา

แต่ด้วยคลื่นกระแสการรัฐประหารของหลายชาติสมาชิกในกลุ่ม เริ่มต้นตั้งแต่การรัฐประหารในมาลี และ กีนี ในปี 2021 ที่บูร์กินา ฟาโซ ในปี 2022 และล่าสุดที่ไนเจอร์ในปีนี้ ทำให้ทั้ง 4 ชาติถูกคว่ำบาตร และระงับสถานะความเป็นสมาชิก ECOWAS ซึ่งส่งผลต่อความเป็นเอกภาพและความมั่นคงในกลุ่มเศรษฐกิจแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านนาย มูฮัมมาดู บูฮารี ประธานาธิบดีของไนจีเรีย ประเทศที่ถือเป็นพี่ใหญ่ที่สุดใน ECOWAS ได้ตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซงไนเจอร์ แต่ทั้งนี้นโยบายการแทรกแซงการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของผู้นำไนจีเรีย ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาสูงด้วยเหตุว่าไนจีเรียไม่ควรเข้าไปวุ่นวายในกิจการภายในของประเทศอื่น

ด้าน มาลี และ บูร์กีนา ฟาโซ ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การนำของรัฐบาลทหาร รวมถึง แอลจีเรีย ออกมาคัดค้านการแทรกแซงไนเจอร์ด้วยกำลังทหาร เพราะนั่นหมายถึงการประกาศสงครามที่จะนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นไปอีก

ส่วนชาติมหาอำนาจตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา และ สหภาพยุโรป ได้ออกมาประณามกลุ่มก่อการรัฐประหารที่ไนเจอร์ และประกาศพร้อมที่จะสนับสนุนกลุ่ม ECOWAS การใช้กำลังกดดันรัฐบาลทหารไนเจอร์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด เพื่อคืนอำนาจให้กับประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด บาซูม และปกป้องระบอบประชาธิปไตยของไนเจอร์

ในขณะเดียวกัน ด้านผู้นำทหารของไนเจอร์ก็ได้เตรียมแผนสอง หากกองกำลังของ ECOWAS บุกเข้าโจมตีไนเจอร์จริง ด้วยการขอกำลังเสริมจากกลุ่ม Wagner กองกำลังทหารรับจ้างของรัสเซีย เพื่อเสริมทัพรับมือกองทัพต่างชาติไว้แล้วเช่นกัน

เรียกได้ว่าสถานการณ์ที่ไนเจอร์ในวันนี้ กำลังเดินหน้าเข้าตามสูตรสงครามตัวแทนระหว่าง 2 ขั้วอำนาจโลก ที่อาจทำให้ไนเจอร์กลายเป็นยูเครนแห่งแอฟริกาตะวันตกก็เป็นได้ 

‘ญี่ปุ่น’ จัดพิธีรำลึก 78 ปี สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มฮิโรชิมา พร้อมสนับสนุนให้โลกปราศจากภัยคุกคาม-อาวุธนิวเคลียร์

(6 ส.ค. 66) สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีรายงานว่า เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ได้จัดพิธีครบรอบ 78 ปี เหตุการณ์ที่สหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมา ซึ่งเป็นการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรกของโลก โดยนายคาซึมิ มัตสึอิ นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมาได้กล่าววิงวอนให้มีการยกเลิกการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น กล่าวโจมตีภัยคุกคามจากรัสเซียถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์

‘ระฆังสันติภาพ’ ถูกตีในพิธีที่ถูกจัดขึ้น ณ สวนสันติภาพ เมืองฮิโรชิมา เมื่อเวลา 08.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่มีการทิ้งระเบิดปรมาณูชื่อ ‘ลิตเติ้ลบอย’ ที่ฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 1.4 แสนราย โดยในพิธีรำลึกดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมถึง 5 หมื่นราย หลายคนเป็นผู้รอดชีวิต ครอบครัวของเหยื่อ และผู้แทนต่างชาติจาก 111 ประเทศ ต่างมารวมตัวกัน เพื่อสวดมนต์ไว้อาลัยแก่ทุกชีวิตที่ดับสูญไปจากเหตุการณ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ประเทศรัสเซียและเบลารุสไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันเนื่องจากวิกฤตสงครามในประเทศยูเครน นายกรัฐมนตรีคิชิดะของญี่ปุ่นซึ่งครอบครัวของเขามาจากเมืองฮิโรชิมา ขึ้นกล่าวในพิธีว่า “ในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศเดียวที่ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูในช่วงสงคราม ประเทศญี่ปุ่นจะยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เกิดโลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์”

คิชิดะกล่าวอีกว่า ถึงกระนั้นก็ตามเส้นทางข้างหน้าที่จะนำไปสู่จุดนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความแตกแยกที่มากขึ้นในหมู่ประชาคมโลก เกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์และภัยคุกคามทางนิวเคลียร์จากรัสเซีย ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่าคือ การทำให้แรงผลักดันของโลกนำไปสู่โลกที่ปลอดอาวุธนิวเคลียร์ และการทำลายล้างจากอาวุธนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากินั้นจะต้องไม่เกิดขึ้นซ้ำ

ขณะที่นายมัตสึอิ นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมา ขึ้นกล่าวในพิธีว่า “ผู้นำประเทศทั่วโลกต้องยอมรับกับความจริงที่ว่า ภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ในขณะนี้ ที่ถูกพูดถึงโดยผู้กำหนดนโยบายบางคนนั้น เผยให้เห็นความโง่เขลาของทฤษฎีการป้องปรามทางนิวเคลียร์”

ด้านนายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกถ้อยแถลงเนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปีเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา เรียกร้องให้ประชาคมโลกส่งเสียงออกมาเป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลางภัยคุกคามทางนิวเคลียร์จากบางประเทศในโลก ว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์ถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

หลังจากการทิ้งระเบิดที่เมืองฮิโรชิมาเพียง 3 วัน สหรัฐก็ได้ทำการทิ้งระเบิดปรมาณูชื่อ แฟตแมน ที่เมืองนางาซากิ ในวันที่ 9 สิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7.4 หมื่นราย ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 สิงหาคม 1945

‘ลูกเสือมะกัน-อังกฤษ’ ขอถอนตัวงานชุมนุมลูกเสือโลกที่เกาหลีใต้ เหตุอากาศร้อนทะลุ 38 องศา ทำผู้ร่วมงานล้มป่วยหลายร้อยราย!!

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 66 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า องค์การลูกเสือของสหรัฐและอังกฤษได้ขอถอนตัวออกจากการร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 25 ที่จัดขึ้นที่จังหวัดชอลลาเหนือ ประเทศเกาหลีใต้แล้ว เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวหนัก

อย่างไรก็ดี ผู้แทนจากประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมและเกาหลีใต้ ในฐานะเจ้าภาพ ตัดสินใจที่จะเดินหน้างานชุมนุมต่อไป จากรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป สื่อแดนกิมจิ โดยนายฮัน ด๊อค-ซู นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ยังกล่าวย้ำในพันธกิจของเกาหลีใต้ที่จะจัดหาความสนับสนุนอย่างเพียงพอแก่การจัดงานครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐเปิดเผยว่า คณะลูกเสืออเมริกันจะเดินทางไปยังค่ายฮัมฟรีย์ส กองทหารรักษาการณ์ของกองทัพสหรัฐฯ ในจังหวัดพยองแท็กของเกาหลีใต้ต่อไป

ด้านคณะลูกเสือจากอังกฤษ ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่มีสมาชิกราว 4,000 คน แถลงเมื่อคืนวันศุกร์ (4 ส.ค.) ว่า พวกเขาตัดสินใจถอนตัวออกไปเพื่อบรรเทาแรงกดดันในสถานที่ดังกล่าว โดยทางคณะลูกเสืออังกฤษจะนำกลุ่มเยาวชนหนุ่มสาวและอาสาสมัครผู้ใหญ่ออกจากงานชุมนุมลูกเสือโลกไปยังกรุงโซลภายใน 2 วันข้างหน้า

การถอนตัวออกจากงานชุมนุมลูกเสือโลกกลางคันครั้งนี้มีขึ้นหลังจากมีผู้เข้าร่วมงานล้มป่วยหลายร้อยคน เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยสัปดาห์นี้ทางการเกาหลีใต้ได้ออกคำเตือนสภาพอากาศร้อนสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศเกาหลีใต้ที่วัดได้ในวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา อยู่ระหว่าง 35-38 องศาเซลเซียส

สำหรับงานชุมนุมลูกเสือโลกที่จัดขึ้นที่จังหวัดชอลลาเหนือของเกาหลีใต้ครั้งนี้ มีผู้เดินทางมาร่วมงานจากทั่วโลกมากถึงราว 43,000 คน

‘ผัดไทย’ อร่อยโดนใจชาวแดนปลาดิบ ถึงกับนำมาเป็นไส้ในแซนด์วิช ชวนไปลิ้มลองรสชาติกันได้ที่สวนสนุก ‘Ghibli Park’ ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 66 นับเป็นเรื่องน่าปลื้มใจ เมื่อเมนูยอดฮิตถูกใจชาวต่างชาติอย่าง ‘ผัดไทย’ ถูกนำมาเป็นไส้ในแซนด์วิช แล้ววางขายในสวนสนุก ‘Ghibli Park’ ประเทศญี่ปุ่น

ทวิตเตอร์ @ghibliparkjp ทวิตเตอร์ทางการของสวนสนุก (ภาษาญี่ปุ่น) ได้ทวิตข้อความแปลได้ใจความที่ทำเอาชาวไทยปลื้มใจว่า…

“นี่คือ ‘แซนด์วิชผัดไทย’ ที่เพิ่มเข้ามาในเมนูของคาเฟ่เที่ยวบินข้ามทวีปใน ‘Ghibli's Great Warehouse’ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ‘ผัดไทย’ คือ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทยที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า”

พร้อมกับได้ทวิตภาพประกอบชวนกินของขนมปังแซนด์วิชที่มีไส้เป็น ‘ผัดไทย’ ที่มีทั้งเส้น กุ้งสด ถั่วงอก สีสันหน้าตาดูน่าลองชิมมาก ๆ

หากใครอยากไปลองชิมต้องมาที่ ‘Ghibli's Grand Warehouse’ สวนสนุก ‘Ghibli Park’ ประเทศญี่ปุ่นกันได้

‘นครซีอัน’ เปิดให้บริการ ‘รถไฟสินค้าจีน-ยุโรป’ สายใหม่ ส่งโซลาร์เซลล์ล็อตแรก 50 ตู้คอนเทนเนอร์ สู่อุซเบกิสถาน

(4 ส.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว, ซีอัน รายงานว่า ‘รถไฟสินค้าจีน-ยุโรป’ ขบวนหนึ่งที่บรรทุกชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ และมุ่งหน้าสู่ประเทศอุซเบกิสถาน เปิดให้บริการในนครซีอัน มณฑลส่านซี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา

รถไฟดังกล่าวบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 50 ตู้ ประกอบด้วยชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ขนาด 20 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชุดแรกของโครงการโซลาร์เซลล์ขนาด 1 กิกะวัตต์ ในประเทศอุซเบกิสถาน โดยโครงการนี้เป็นโครงการพลังงานใหม่ขนาดใหญ่แห่งแรก ที่บริษัทสัญชาติจีนได้ดำเนินงานในแถบเอเชียกลาง นับตั้งแต่การประชุมสุดยอดจีน-เอเชียกลาง (China-Central Asia Summit) เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

มีการคาดการณ์ว่า รถไฟทั้งหมด 60 ขบวน ซึ่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 3,000 ตู้ จะมุ่งหน้าสู่ประเทศอุซเบกิสถาน ผ่านบริการรถไฟสินค้าจีน-ยุโรป สำหรับโครงการดังกล่าว

‘ยูเครน’ ส่งโดรนโจมตี ‘ฐานทัพเรือรัสเซีย’ เบื้องต้นเรือรบ 1 ลำ เสียหายหนัก

(4 ส.ค. 66) ยูเครนส่งโดรนทางทะเล 2 ลำเข้าไปโจมตีฐานทัพเรือที่เมืองโนโวรอสซิสก์ (Novorossiysk) ริมทะเลดำ ประเทศรัสเซีย เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ขณะที่แหล่งข่าวเผยว่าปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้เรือรบรัสเซีย 1 ลำเสียหายอย่างหนัก

เหตุโจมตีครั้งนี้ ยังส่งผลให้ท่าเรือพลเรือน ซึ่งใช้ในการส่งออกธัญพืชรัสเซีย และขนส่งน้ำมันราว 2% ของโลก ต้องหยุดการขนถ่ายสินค้าชั่วคราว ก่อนจะกลับมาเปิดทำการได้ตามปกติ ตามข้อมูลจากบริษัท Caspian Pipeline Consortium ซึ่งเป็นผู้บริหารท่าเรือน้ำมันในเมืองนี้

กระทรวงกลาโหมรัสเซียแถลงสั้นๆ วันนี้ (4 ส.ค.) ว่า กองทัพสามารถสกัดการจู่โจมของโดรนยูเครนในน่านน้ำนอกฐานทัพเรือ และโดรนทางทะเลทั้ง 2 ลำถูกยิงทำลาย ทว่าไม่ได้ให้รายละเอียดความเสียหายในฝั่งของรัสเซียเอง

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวกรองในยูเครนให้ข้อมูลกับรอยเตอร์ว่า ‘เรือ Olenegorsky Gornyak’ ซึ่งเป็นเรือยกพลขึ้นบกของกองทัพรัสเซียถูกโดรนโจมตีจนเสียหายหนัก และไม่สามารถออกปฏิบัติภารกิจได้ 

แหล่งข่าวผู้นี้เผยด้วยว่า ปฏิบัติการโดรนกามิกาเซ่ครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือยูเครน และหน่วยข่าวกรอง SBU

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวซึ่งทราบข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการของท่าเรือแห่งนี้ยืนยันว่า เรือรบรัสเซียขนาดใหญ่ 1 ลำต้องถูกลากจูงเข้าฝั่ง เพราะไม่สามารถใช้พลังงานขับเคลื่อนตัวเองหลังจากที่ได้รับความเสียหาย

จากคลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียจะเห็นได้ว่า เรือรบรัสเซียได้รับความเสียหายอย่างหนักบริเวณลำตัวเรือด้านซ้าย แม้ อันเดร คราฟเชนโก เจ้าหน้าที่ประจำเมืองโนโวรอสซิสก์ จะยืนยันผ่านเทเลแกรมว่า เรือ Olenegorsky Gornyak เป็นหนึ่งในเรือรบ 2 ลำ ซึ่งถูกส่งออกไป ‘ตอบสนองอย่างทันทีทันใด’ เพื่อสกัดกั้นการโจมตีของโดรนยูเครนก็ตาม

‘ทรัมป์’ ยืนกรานในศาล ปฏิเสธข้อหา ‘ล้มผลเลือกตั้ง ปี 2020’ ยัน ตนไม่มีความผิด ชี้!! นี่คือแผนกลั่นแกล้งทางการเมือง

(4 ก.ค. 66) อดีตประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ แห่งสหรัฐฯ ยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาล้มผลเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 ระหว่างเดินทางไปขึ้นศาลที่วอชิงตันเมื่อวานนี้ (3 ส.ค.) พร้อมอ้างว่าทั้งหมดเป็นแผนกลั่นแกล้งทางการเมือง

‘อัยการสหรัฐฯ’ ชี้ว่า คดีนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจาก ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้นำสหรัฐฯ ในขณะนั้นกลับกระทำการอันบั่นทอนเสาหลักของระบอบประชาธิปไตยอเมริกันเสียเอง

การไต่สวนซึ่งกินเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงมีขึ้นที่ศาลในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 1 กิโลเมตรจากอาคารรัฐสภา ซึ่ง ทรัมป์ เคยปลุกปั่นให้ผู้สนับสนุนบุกเข้าไปก่อความวุ่นวายขัดขวางการรับรองชัยชนะของ ‘โจ ไบเดน’ เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ปี 2021

อดีตผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ถูกยื่นฟ้องคดีอาญาเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 4 เดือน และมรสุมทางกฎหมายเหล่านี้ก็คาดว่าจะเป็นทั้งปัจจัยฉุดรั้งและตัวเรียกคะแนนสงสารให้ ทรัมป์ ซึ่งเป็นตัวเต็งชิงประธานาธิบดีที่ยังคงได้รับคะแนนนิยมสูงสุดในสายรีพับลิกัน

ทรัมป์ วัย 77 ปี ถูกตั้งข้อหารวมทั้งสิ้น 4 กระทง ได้แก่ สมรู้ร่วมคิดฉ้อโกงสหรัฐฯ สมรู้ร่วมคิดขัดขวางกระบวนการของรัฐ กระทำการขัดขวางกระบวนการของรัฐ และกระทำการขัดขวางสิทธิในการโหวตของพลเมืองอเมริกัน ซึ่งความผิดที่ร้ายแรงที่สุดนั้นมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี

ทรัมป์ ยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อหา โดยกล่าวต่อผู้พิพากษาศาลแขวง โมซิลา อุปัทยายา (Moxila A. Upadhyaya) ว่าตนเอง “ไม่มีความผิด” (not guilty)

ในเอกสารคำฟ้องความยาว 45 หน้ากระดาษ อัยการพิเศษ แจ็ค สมิธ กล่าวหา ทรัมป์ และพวกพ้องว่าจงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จใส่ร้ายการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม กดดันเจ้าหน้าที่ทั้งระดับท้องถิ่นและรัฐบาลกลางให้เปลี่ยนแปลงผลการนับคะแนน และยังสร้างคณะผู้เลือกตั้ง (electors) ปลอมขึ้นมาเพื่อหวังชิงคะแนนเสียงไปจากโจ ไบเดน

ศาลได้อนุญาตปล่อยตัว ทรัมป์ และให้อิสระในการเดินทางตามปกติ โดยตั้งเงื่อนไขเพียง 1 ข้อก็คือห้ามไม่ให้ติดต่อพูดคุยกับพยานโดยไม่มีทนายความอยู่ด้วย ซึ่งหลังจากที่เสร็จสิ้นกระบวนการในศาล อดีตผู้นำสหรัฐฯ ก็ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวกลับไปยังสนามกอล์ฟที่เมืองเบดมินสเตอร์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ทันที

ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า การฟ้องร้องเอาผิดเขาฐานล้มผลเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของแผน ‘ล่าแม่มด’ ที่หวังสกัดไม่ให้เขากลับไปครองเก้าอี้ผู้นำทำเนียบขาวได้อีกครั้งในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024

“มันเป็นวันที่น่าเศร้าอย่างยิ่งสำหรับอเมริกา” ทรัมป์ กล่าว พร้อมระบุว่า “นี่คือการเล่นงานศัตรูทางการเมือง”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ได้ถูกอัยการพิเศษยื่นฟ้องรวมทั้งสิ้น 37 กระทง ฐานจัดการเอกสารชั้นความลับสุดยอดอย่างผิดกฎหมาย โดยขนเอาเอกสารเหล่านั้นไปเก็บไว้ที่คฤหาสน์ส่วนตัวในรัฐฟลอริดาหลังพ้นตำแหน่ง และพยายามขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ซึ่งติดตามทวงคืนเอกสารเหล่านั้น

อดีตผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ยังถูกอัยการแมนฮัตตันยื่นฟ้องดำเนินคดีฐานจ่ายเงินปิดปาก “สตอร์มมี แดเนียลส์” ดาราหนังโป๊ ไม่ให้ออกมาเปิดเผยความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ในช่วงก่อนศึกเลือกตั้งเมื่อปี 2016

ทรัมป์ ยังคงยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาในทั้ง 2 คดี และเร็วๆ นี้ก็คาดว่าจะโดนข้อหาเพิ่มอีก เนื่องจากอัยการของรัฐจอร์เจียอยู่ระหว่างสอบสวนความพยายามของ ทรัมป์ ที่จะล้มผลเลือกตั้งที่นั่น และคาดว่าจะมีคำสั่งฟ้องออกมาภายในกลางเดือน ส.ค.

‘วัยรุ่นอายุ 23 ปี’ ป่วนกรุงโซล!! ขับรถไล่ชนคนบนทางเท้า ก่อนวิ่งบุกแทงคนในห้าง เจ็บ 7 ราย ตร.รวบตัวได้ใน 10 นาที

(4 ส.ค. 66) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุสะเทือนขวัญ ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยวัย 23 ปี ได้ภายในเวลาเพียง 10 นาที หลังจากได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ชายคนหนึ่งอาละวาดไล่แทงคนที่ห้างสรรพสินค้าติดกับสถานีรถไฟใต้ดินโซฮยอน ในเมืองซองนัม ทางตอนใต้ของกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

เจ้าหน้าที่ เปิดเผยว่า มีผู้บาดเจ็บจากการถูกแทง 7 คน และอีก 4 คน ถูกผู้ต้องสงสัยขับรถยนต์ไล่ชนบนทางเท้า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นชายวัย 23 ปี มีนามสกุลว่า ‘ชอย’ โดยแหล่งข่าว บอกว่า เขาเป็นพนักงานเดลิเวอรี

ต่อมาทางผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ผู้ต้องสัยสวมชุดสีดำและสวมแว่นตาดำ เดินแกว่งมีดยาว 50-60 เซนติเมตร ไปมาเข้าไปในห้างสรรพสินค้าหลังรถยนต์จอดนิ่ง ขณะที่บางคน บอกว่า มีผู้ก่อเหตุมากกว่า 1 คน แต่ตำรวจสรุปว่า คนร้ายไม่มีผู้ร่วมก่อเหตุ และเขายังคงไม่ยอมให้การใด ๆ รวมถึง เหตุจูงใจในการลงมือ
 

‘หนุ่มมะกัน’ หมิ่น ‘ไบเดน’ คุก 5 ปี ปรับ 8 ล้านบาท ส่วน ‘ประเทศไทย’ ให้ยกเลิก-ไม่ติดคุก-หมิ่นกษัตริย์

เมื่อไม่นานมานี้ ไบรอัน เบอร์เลติก ฝรั่งอเมริกันที่เคยออกมาแฉว่าเฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือหนึ่งของอเมริกาในการแทรกแซงประเทศต่าง ๆ จนถูกปิดเพจไปก่อนหน้า ได้ยกกรณีการหมิ่นผู้นำสหรัฐฯ พร้อมโทษที่เด็ดขาด ว่า…

“ชายจากนอร์ทแคโรไลนา โดนข้อหาขู่ฆ่าประธานาธิบดีไบเดน” และนี่คือหัวข้อบทความจาก CNN ซึ่งชายผู้นี้ได้โทรไปข่มขู่ที่ทำเนียบขาว และข้ออ้างของเขาคือ ‘มีสิทธิ’ ทำแบบนั้น เพราะเขามีสิทธิเสรีภาพในการพูดและเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ฟังดูคุ้น ๆ ไหม? มันคุ้นหูมากเพราะว่านั่นคือ ‘คำอ้าง’ ของม็อบต่อต้านรัฐบาลไทยที่มีสหรัฐฯ หนุนหลังใช้เวลาที่พวกเขาหมิ่นประมาท และข่มขู่พระมหากษัตริย์ไทยยังไงล่ะ แต่ถ้าเป็นที่สหรัฐฯ คุณจะโดนโทษจำคุก 5 ปี และปรับเป็นเงิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากคุณข่มขู่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

มาดูบทความนี้กันต่อ “พรรคก้าวไกลผลักดันให้มีการยกเลิกโทษหมิ่นเบื้องสูง” ซึ่งข้างล่างบทความนี้ได้เขียนเอาไว้ว่า “ข้อเสนอมีอยู่ว่าคนที่หมิ่นประมาทหรือข่มขู่พระมหากษัตริย์ จะยังต้องระวางโทษจำคุก แต่มากสุด 1 ปี และปรับเป็นเงิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ซึ่งผมอยากให้ดูข้อความตรงนี้ “หรือข่มขู่พระมหากษัตริย์” หมายความว่าพรรคก้าวไกลต้องการเปลี่ยนกฎหมายของประเทศไทย จนแทบไม่มีโทษอะไรเลยจากการหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งก็เป็นเจตนาของพวกเขาแต่แรกอยู่แล้ว คือการโจมตีและทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และพวกเขาตั้งใจจะเปลี่ยนกฎหมายเพื่อทำให้เรื่องนั้นเป็นไปได้ 

และในขณะเดียวกัน ลองมาดูบทความนี้กันต่อ “ก้าวไกล ฟ้องหมิ่นประมาท 'หมอวรงค์-ณฐพร' เรียกค่าเสียหายคนละ 24,062,475 บาท” อยากให้สังเกตตัวเลขตรงนี้ให้ดี เพราะนั่นคือจำนวนเงินที่พวกเขาเรียกร้องจากผู้ที่วิจารณ์พวกเขา แล้วถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทพวกเขา พอจะเห็นภาพหรือยังว่าเรื่องทั้งหมดนี่มันเป็นอย่างไร? พวกเขาต้องการจะเปลี่ยนกฎหมายเพื่อเอื้อแก่พวกเขาที่จะสามารถโจมตีและทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศให้ได้ แต่กลับยังเอากฎหมายหมิ่นประมาทของประเทศไทยมาฟ้องผู้วิจารณ์และคัดค้าน เป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท และนี่คือการกระทำของเผด็จการ ที่เห็นกันซึ่งๆ หน้า ในโลกของความเป็นจริง ขณะที่คำกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดปัจจุบัน และสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นเผด็จการเป็นเพียงนิทานหลอกเด็นเท่านั้น

ผมแค่อยากชี้เรื่องนี้ให้เห็นกันว่าในสหรัฐฯ คุณอาจโดนโทษจำคุกได้ถึง 5 ปี ถ้าคุณข่มขู่ประมุขของรัฐ ซึ่งพรรคก้าวไกลอยากลดเวลาจำคุกนั้นลงให้เหลือแค่ 1 ปี แต่ก็ไม่ได้ช่วยทำให้คนเลิกโจมตีสถาบันเลยสักนิด ในทางกลับกันมันจะยิ่งกลายเป็นการผลักดันให้ผู้คนโจมตีและข่มขู่สถาบันมากยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำไป

มันจะเป็นสังคมที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ได้อย่างไร? เมื่อสังคมมีแต่การหมิ่นประมาท และข่มขู่กันเอง ดังนั้นจะเห็นได้ชัดเลยว่าพรรคก้าวไกลไม่สนใจประเทศไทยเลยสักนิด มันชัดเจนมากว่าพวกเขาพยายามจะทำลายประเทศไทย…

สหรัฐฯ แบไต๋!! ไม่จำเป็นต้องรบกับจีน แต่ให้พันธมิตรรบแทน ภายใต้แผนพึ่งพาพันธมิตรช่วยขยายขอบเขตกองทัพมะกัน

(3 ส.ค. 66) เพจ 'The World Echo' โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

ลุงแซมนี่กล้าหาญจริง ๆ ชอบแอบข้างหลังชาวบ้านแล้วผลักชาตินั้นชาตินี้ให้ออกหน้า ส่วนตัวเองคอยเชิดเบี้ยหมากพลางจิบโค้กอย่างสบายใจ

ล่าสุดเผยไต๋ออกมาว่า สหรัฐฯ จะพึ่งพาพันธมิตรแทนที่จะขยายขอบเขตกองทัพของตนเองครั้งใหญ่ ตอบโต้กรณีเกิดความขัดแย้งด้านทางทหารใด ๆ กับจีนในแปซิฟิก ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคแถบนี้ นั่นไง...

แล้วพันธมิตรของอเมริกาในแถบนี้มีชาติไหนบ้างล่ะ...แปซิฟิกตอนบน ก็มีญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน ถัดลงมามีพี่ปินส์, ออสเตรเลีย, ปาปัวนิวกินี ในขณะที่ไอ้นกอินทรีหัวล้านพยายามอย่างหนักในการแทรกแซงกิจการการเมืองในไทย

พล.อ.โจเซฟ ไรอัน ผู้บัญชาการกองพลที่ 25 ซึ่งมีกำลังพล 12,000 นาย บนเกาะโอวาฮู รัฐฮาวาย ระบุปักกิ่งกำลังอวดข้อได้เปรียบ อ้างถึงการขยายอิทธิพลของกองทัพจีน แสนยานุภาพด้านขีปนาวุธพิสัยไกล และความสะดวกที่ปักกิ่งสามารถประจำการกองกำลังและยุทโธปกรณ์ในแปซิฟิก...แน่ล่ะ!! เพราะชาติที่จีนไปซูเอี๋ยไว้ไม่ไกลจากจีน

ต่างจากอเมริกาที่อยู่ไกลโพ้น แต่กระนั้นก็ยังพยายามเผือกแถวน่านน้ำนี้ไม่หยุดหย่อน ซึ่ง พล.อ.โจเซฟ กล่าวว่าในกรณีที่เกิดความขัดแย้ง สหรัฐฯ และพันธมิตรจะจำเป็นต้องเดินทางข้ามน่านน้ำสากลหรือดินแดนของหลายประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากชาติเหล่านั้น เช่นเดียวกับการเคลื่อนย้ายและการขนส่งทั้งทางอากาศ ทางบกและทางทะเล

ในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว เป้าหมายลำดับต้น ๆ ของพันธมิตร คือพยายามจำกัดความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของจีน การมีส่วนร่วมในการซ้อมรบ Talisman Sabre ของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงพันธสัญญาของอเมริกาที่มีต่อพันธมิตร

‘ติอาโก้ เทเซียร่า’ นักมวยบราซิลหัวใจเขมร เตรียมกลับมาหากินในไทย  หลังจบไม่สวยกับกุนขแมร์ งานนี้แฟนมวยรอต้อนรับกันคับคั่ง!!

(3 ส.ค. 66) แว่วว่า ‘ติอาโก้ เทเซียร่า’ นักมวยบราซิลหัวใจเขมร เตรียมหอบผ้าหอบผ่อนกลับประเทศไทยมาหากิน หลังจากแยกทางกับ สหพันธ์กุนขแมร์

ช่องทางโซเชียลของ ครูอรรถ Kruarrt Muaythai โพสต์ว่า "วงในบอกไม่เเน่อาจจะกลับมาทำมาหากินที่สมุยประเทศไทยอีกครั้ง หลังประกาศเเยกทางกับสมาคมกุนขแมร์"

งานนี้รับรองแฟนมวยชาวไทยเตรียมต้อนรับ ติอาโก้ เทเซียร่า หากกลับมาที่เกาะสมุยที่เคยมีค่ายมวย หลังจากไม่พอใจที่นักสู้เชื้อสายบราซิล โอนสัญชาติไปเป็นคนเขมร ทันทีที่มีประเด็น ซีเกมส์ ที่เจ้าภาพกัมพูชาถอดมวยไทย

นอกจากนี้ ติอาโก้ เทเซียร่า ยังสักรอยใหม่ทับคำว่ามวยไทยที่กลางแผ่นหลังอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top