Tuesday, 16 July 2024
POLITICS

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ ฟาด ‘สส.รักชนก’ แสดงภาษากาย ไม่เหมาะสม ชี้!! ขนาดรองประธานสภาฯ อดีตพรรคเดียวกัน ยังไม่ให้เกียรติ

(22 มิ.ย.67) สืบเนื่องจากการอภิปรายพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ช่วงที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. กรุงเทพ พรรคก้าวไกล ได้นำภาพตัดต่อรูปภาพนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มาประกอบในการอภิปรายดังกล่าว โดยนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯคนที่ 1 ได้ตักเตือน น.ส.รักชนก ว่า เป็นการเสียดสี และได้ชี้แจงประเด็นเรื่องการเปลี่ยนสไลด์ของผู้อภิปราย ว่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่เป็นกรรมการตรวจสไลด์ของรัฐสภา ทำให้น.ส.รักชนกแสดงออกด้วยท่าทีไม่พอใจ

ต่อมามีผู้นำคลิปช่วงดังกล่าวมาเผยแพร่ในแพลตฟอร์ม X โดย นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือเจี๊ยบ ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้แชร์คลิปนี้พร้อมแสดงความคิดเห็นประกอบว่า 

"ดิฉันเห็นด้วยว่า move นี้ไม่ ok รวมถึงการใช้ภาษากายไม่สุภาพ"

‘เด็จพี่’ ฟาด ‘ก้าวไกล’ ค้านแบบขวางโลก ชี้!! กลัวรัฐบาล ‘เพื่อไทย’ จะได้ผลงาน

(22 มิ.ย.67) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ที่ปรึกษาของรองนายกฯ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีฝ่ายค้านก้าวไกล มีมติไม่รับหลักการร่างงบฯ ปี 68 วาระแรก อ้างเหตุรัฐบาลเบียดบังงบดัน ดิจิทัลวอลเล็ต เกินไป แถมขู่ร้องศาลระงับไม่ให้โครงการแจกเงินดิจิทัลให้ประชาชนเกิด เป็นการค้านแบบไม่มีสติหรือไม่ เหมือนไม่อยากให้ประเทศเจริญ ทั้งที่ตามระบอบประชาธิปไตย เสียงประชาชนเป็นใหญ่ วันนี้เมื่อเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล ก็สมควรที่จะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน

ประกอบกับวันนี้เศรษฐกิจกำลังแย่ หุ้นตก เพราะพิษการเมือง ประชาชนลำบากยากจน เป็นหนี้ ไม่มีรายได้ ไม่มีเงิน ในการดำรงชีพ ขาดสภาพคล่อง ขาดเงินสดหมุนเวียนในระบบ ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบรุนแรง ทำให้โรงงานทยอยปิดตัวไปเยอะ คนต้องตกงาน ครอบครัวต้องลำบาก ยากจน รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไว โดยอัดฉีดตรงให้ประชาชนเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกันทั่วประเทศ เติมเงินในระบบ โดยเงินดิจิทัลวอลเล็ตให้ประชาชนโดยตรง คนละหมื่นบาท 50 ล้านคน ถ้าโครงการสำเร็จ จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ประชาชนมีเงิน กำลังซื้อจำนวนมหาศาลจะกลับมา รัฐบาลเชื่อมั่นว่าสิ่งที่คิดทำจะสำเร็จอย่างแน่นอน

"แต่วันนี้ก้าวไกลค้านสุดขั้ว ค้านแบบขวางโลก น่าจะเป็นเพราะกลัวรัฐบาลที่เพื่อไทยเป็นแกนนำจะได้ผลงาน ได้คะแนน โดยไม่สนความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ก้าวไกลอ้างการเมืองใหม่ รับฟังเสียงประชาชน ก็ควรให้ประชาชนตัดสิน โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตดีไม่ดี อีก 3 ปี ประชาชนจะให้คำตอบผ่านการเลือกตั้ง ถ้าดิจิทัลวอลเล็ตไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ประชาชนต้องจดจำว่าพรรคไหนบ้าง มีส่วนค้านการช่วยเหลือประชาชน ที่กำลังลำบาก ยากจน สมัยหน้าควรพิจารณาลงโทษ ให้เป็นฝ่ายค้านตลอดไป" นายพร้อมพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘อนุชา รวมไทยสร้างชาติ' แนะรัฐใช้นโยบาย 'กึ่งการคลัง' หนุนเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเท่านั้น

เมื่อวานนี้ (21 มิ.ย.67) นายอนุชา บูรพชัยศรี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ร่วมอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยระบุว่า ตนอยากจะเสนอรัฐบาลให้ความสําคัญกับเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ตามแนวทางของสหประชาชาติที่เน้นย้ำในเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ดังนั้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาจัดลําดับความสําคัญและความจําเป็นในการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันครอบคลุมทุกการใช้จ่ายภาครัฐ ควบคู่ไปกับการทบทวนและยกเลิกมาตรการลดและยกเว้นภาษี ๆ โดยให้มีเพียงเท่าที่จําเป็นเท่านั้น

นอกจากนั้น ยังอยากเห็นรัฐบาลดําเนินการปฏิรูปโครงสร้างและการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดขนาดของการขาดดุลการคลัง เตรียมการไว้สําหรับดําเนินนโยบายที่จำเป็นในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด รวมถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

“เราไม่มีทางทราบได้เลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นอีกในอนาคต เหมือนเช่นกับสถานการณ์ของโควิด-19  ซึ่งทำให้เราต้องปิดประเทศ ไม่สามารถเดินทางทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ต้อง Work form home มีการปิดห้างร้าน รวมถึงรัฐบาลต้องเร่งจัดหาวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อมาฉีดป้องกัน แต่ที่เราผ่านมาได้ ต้องบอกว่าประเทศไทยเรามีเสถียรภาพทางการเงินและมีความมั่นคงทางการคลัง ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ดีเยี่ยม เพราะฉะนั้นในอนาคตจะเกิดอะไรไม่มีใครตอบได้ แต่เราจะต้องเตรียมการให้พร้อมไว้ตั้งแต่วันนี้”

นายอนุชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเห็นด้วยกับรัฐบาลที่จัดทํางบประมาณแบบขาดดุลในปีนี้ เพื่อที่จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยได้มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังอยากเห็นการปรับลดขนาดการขาดดุลในปีงบประมาณต่อ ๆ ไป โดยหวังว่าหากภาวะเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพ รัฐบาลสามารถสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง ทั้งทางด้านรายได้และรายจ่าย รวมถึงการบริหารหนี้สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะสามารถจัดทํางบประมาณสมดุลในระยะที่เหมาะสมได้ในอนาคตอันใกล้นี้ 

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังได้เสนอแนะให้รัฐบาลดําเนินนโยบายที่เรียกว่า กึ่งการคลัง ซึ่งหมายถึงการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อสนับสนุนกลุ่มประชาชนที่ควรได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือในกรณีที่มีความจําเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนเท่านั้น และหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ได้ขอตั้งงบประมาณไว้ล่วงหน้า โดยภายหลังจากดําเนินโครงการแล้วหน่วยงานของรัฐก็สามารถยื่นคําขอจัดสรรงบประมาณโดยตรงกับสํานักงบประมาณต่อไปได้

ทั้งนี้ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาได้ดําเนินนโยบายกึ่งการคลังมาโดยตลอด และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือในช่วงที่เกิดโควิด-19 ซึ่งรัฐบาลขณะนั้น มีความจําเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกร ในช่วงที่ราคาสินค้า สินค้าการเกษตรตกต่ำ โดยปีงบประมาณปี 2565 ทางรัฐบาลได้อนุมัติวงเงินโครงการเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 186,000 ล้านบาท มีการเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 16,700 ล้านบาท และลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้มีรายได้น้อยอีกกว่า 7,000 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า นโยบายกึ่งการคลัง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของรัฐบาลที่สามารถนำมาใช้แทนการกู้ยืมเงิน เพราะว่าเรื่องนี้เข้าข่ายตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ดังนั้น จึงอยากจะขอเสนอให้รัฐบาลนํานโยบายกึ่งการคลังมาใช้ 

นอกจากนี้ อยากจะเสนอให้รัฐบาลให้ความสําคัญกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่โดยกระจายไปทั่วภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและช่วยให้ประเทศไทยจะหลุดจากประเทศที่มีกับดักรายได้ปานกลาง โดยหนึ่งในนโยบายสําคัญที่อยากจะเสนอให้รัฐบาลได้เร่งพิจารณาก็คือการขยายการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค หลังจากที่ประสบความสําเร็จมาแล้วในส่วนของ EEC

โดยเฉพาะระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ที่มี 4 จังหวัด ประกอบด้วย สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร และระนอง สามารถเดินหน้าได้ทันที เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่พร้อมสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ๆ เช่น การนำยางพาราที่มีอยู่จำนวนมาก มาแปรรูปเพิ่มมูลค่าแล้วส่งออก เป็นต้น และยังมีอีกหลายธุรกิจใน 4 จังหวัดนี้ที่สามารถเพิ่มมูลค่าและส่งออกได้ ผ่านทะเล 2 ฝั่ง ทั้งอันดามัน และอ่าวไทย หลังจากสร้างท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งแล้วเสร็จ ส่วนการเชื่อมโยงให้สองฝั่งอันดามันและอ่าวไทยต่อเนื่องกันนั้นจะเป็นระยะถัดไป นั่นคือที่มาของแลนด์บริดจ์นั่นเอง

“จะเห็นว่าผมไม่ได้พูดถึงเรื่องของแลนด์บริดจ์ตั้งแต่ตั้งต้น เพื่อให้เข้าใจว่า ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ จะต้องเกิดขึ้นก่อน เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราค่อยว่ากันเรื่องของท่าเรือ เรื่องของถนน จากนั้นจึงเป็นเรื่องของทางรถไฟ ทำเป็นเฟส ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอาจจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนนับแสนล้าน หรืออาจจะไม่ต้องให้เอกชนเข้ามาลงทุนเลยก็ได้ นี่คือปัจจัยและหัวใจของ SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และผมอยากเห็นอุตสาหกรรมใหม่ เข้ามาลงทุนใน SEC มากขึ้นด้วย เพราะจากการที่มีโอกาสได้ไปซาอุดีอาระเบีย 2 ครั้ง ทางซาอุฯ สนใจที่จะเข้ามาลงทุนเรื่องพลังงานสะอาดในประเทศไทย ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งโรงงานผลิตไฮโดรเจนในพื้นที่ดังกล่าว ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG ที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้แสดงให้ทั่วโลกได้เห็นและยอมรับไปเมื่อครั้งการประชุมAPEC 2022 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพที่ผ่านมา”

‘เศรษฐา’ จัดรายการเทปแรก ยอมรับเป็น ‘นักการเมืองหน้าใหม่’ ต้นทุนเป็นรอง เน้น!! ลงพื้นที่ พบพี่น้องปชช. ด้วยตนเอง ไปทุกจังหวัด แม้ไม่มีสส. ของรัฐบาล

(22 มิ.ย.67) เมื่อเวลา 08.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ ‘คุยกับเศรษฐา’ ซึ่งออกอากาศเป็นเทปแรก ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) โดยนายกฯ ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวพับแขน กางเกงสีน้ำเงิน ในลุคสบาย ๆ เป็นการนั่งพูดคุย ตอบคำถาม ที่บริเวณตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีนายธีรัตนถ์ รัตนเสวี เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายกฯ กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการจัดรายการ ว่า รัฐบาลปัจจุบัน ทุก ๆ กระทรวง ทบวง กรม รัฐมนตรีทุกคนได้ทำงานกันหนักมาก และยังไม่มีช่องทางที่นอกเหนือจากมีผู้สื่อข่าวมาสัมภาษณ์ ไม่มีช่องทางที่จะสื่อสารถึงพี่น้องประชาชนโดยตรง เพื่ออธิบายให้ฟังว่ารัฐบาลทำอะไรกันไปแล้วบ้าง และแผนงานระยะยาวคืออะไรบ้าง อย่างน้อยก็จะได้เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่

เมื่อถามว่า 10 เดือนที่ทำงานมา เห็นการทำงานของนายกฯที่บอกตั้งแต่วันแรกว่าทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหนื่อยบ้างหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ถ้าจะบอกว่าไม่เหนื่อยก็คงจะโกหก ตนว่านายกฯทุกท่านก็ทำงานกันหนัก มีทั้งเหนื่อยกาย เหนื่อยใจ และเชื่อว่าทุกท่านแบกภาระหนักหน่วงนี้อยู่เยอะ ซึ่งตนเองคงพูดแทนท่านอื่น ๆ ไม่ได้ ถ้าถามตนว่าเหนื่อยไหมนอนคืนเดียวก็หาย แต่เราเสนอตัวเข้ามาทำงานทางด้านสาธารณชนแล้ว ถือว่าเรื่องที่สำคัญมากกว่าคือเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เราเหนื่อยเท่าไหร่ ตนเชื่อว่าหลาย ๆ คน ที่อยู่ที่ฐานรากของสังคมเขาเหนื่อยเยอะกว่าเยอะ ชีวิตของตนเองที่ทำมาเกือบ 40 ปีตลอดระยะเวลาทำงานมา ตนเองยึดมั่นใน 2 วินัยนี้ คือมีวินัยในการทำงานและทำงานให้หนัก แต่แน่นอนว่าเรื่องของการดูแลสุขภาพ การพักผ่อนให้เพียงพอ พักผ่อนคือเรื่องของการหลับนอนก็ต้องให้เพียงพอ

เมื่อถามว่าตลอดการทำงานของนายกฯลงพื้นที่ถี่มาก แม้ในพื้นที่นั้นอาจไม่มีสส.ของพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ก็ตาม แต่ก็ไป มีแนวทางในการลงพื้นที่อย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ตนถือว่าตนมาในฐานะเป็นนายกฯของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เป็นนายกฯของคนพรรคเพื่อไทยเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคหลัก และเป็นพรรคที่สนับสนุนตนมาตลอด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องลงพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ของพรรคพลังประชารัฐ ของพรรคภูมิใจไทย ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าทุกคนคือประชาชนคนไทย ซึ่งนายกฯในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ มีหน้าที่ต้องดูแล อันนี้ชัดเจน ตนเชื่อว่าการทำงานที่ผ่านมาโดยตลอดให้ความมั่นใจได้ว่าไม่ได้เลือกจังหวัดลงพื้นที่ ส่วนเรื่องแนวทางในการลงพื้นที่ต่างจังหวัด จริง ๆ ต้องยอมรับว่าตนมีต้นทุนที่เป็นรองนักการเมืองหลาย ๆ ท่าน ที่ท่านเติบโตมาจากการเมืองตั้งแต่อายุ 30 กว่า ซึ่งตนเองพึ่งเข้าสู่สนามการเมืองจริง ๆ เพราะฉะนั้นการลงพื้นที่จริง ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับมือใหม่อย่างตน เพราะว่าตนไม่ได้ไปคลุกคลีกับประชาชนเท่ากับนักการเมืองที่อยู่ในการเมืองมานาน เพราะฉะนั้นการที่ต้องลงพื้นที่เยอะ ต้องการเข้าใจถึงปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่ฟังแต่รายงานที่มาจากกระดาษ

เมื่อถามว่า จังหวัดภูเก็ตนายกฯลงพื้นที่หลายครั้งมาก สส.ก็ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเลย แต่ว่าไป แสดงว่ามองเห็นศักยภาพของภูเก็ต หรือปัญหาที่ภูเก็ตต้องได้รับการแก้ไขใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ครับ ในเรื่องของนโยบายเรือธงของรัฐบาล หรือหลาย ๆ นโยบายเรือธงของรัฐบาล ก็คือเรื่องการท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่ทำรายได้สูงมากให้กับประเทศ และมีศักยภาพสูงมาก ๆ ด้วยเหมือนกัน ในหลาย ๆ เรื่องหลาย ๆ ด้าน แต่ว่าปัญหาก็เยอะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของน้ำประปา เรื่องขยะ เรื่องสนามบิน เรื่องถนน เรื่องมาเฟีย เรื่องความมั่นคง ความปลอดภัย หลาย ๆ อย่าง ต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

นายกฯ กล่าวว่า อาทิตย์แรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีก็ลงไปจังหวัดภูเก็ตแล้ว เชิญรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ไปดูเรื่องการจราจร ซึ่งระยะหลังจากในเมืองไปสนามบินใช้เวลา 2 ชั่วโมง ทำให้เสน่ห์ของภูเก็ตหายไปหมด ส่วนเรื่องน้ำประปาก็ลงพื้นที่ไปกับ สส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ไปดูเรื่องน้ำประปาที่จะลากจากเขื่อนเชี่ยวหลาน แล้วนำมาดูแลจังหวัดพังงา กระบี่ ภูเก็ต ก็เป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งเรื่องของสนามบินเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าปัจจุบันเครื่องบินต่อชั่วโมงลงได้ 25 ลำ จะให้ได้มากกว่านี้ก็ลำบาก แต่ว่ามีความต้องการลงสูงมาก ก็ต้องดูเรื่องของสนามบินภูเก็ต แต่จริง ๆ แล้ว ภาคใต้ไม่ได้มีแค่ภูเก็ต มีพังงา มีกระบี่ มีระนองด้วย ถึงแม้สนามบินใหม่จะไปตั้งที่ตอนเหนือของภูเก็ต หรือว่าส่วนหนึ่งของจังหวัดพังงา เราก็อยากให้ตั้งชื่อว่าสนามบินอันดามัน เพราะพยายามจะให้ครอบคลุมให้ได้ 3 - 4 จังหวัด

เมื่อถามถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการในหลาย ๆ พื้นที่โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า นายกฯ กล่าวว่า เรื่องสำคัญมากกว่าเรื่องไม่บอกล่วงหน้า คือไปตรวจราชการตามสถานที่ต่าง ๆ และนโยบาย Aviation Hub เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ เคยเป็นสนามบินระดับท็อป ๆ ของโลก แต่อันดับตกไปเยอะมาก เราไม่มีการลงทุนในแง่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เลย ในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา สนามบินสุวรรณภูมิเป็นโครงการใหญ่โครงการหนึ่งที่เราลงทุนมา แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้ โซนหนึ่งเพิ่งเปิด โซนสองเพิ่งเปิด รันเวย์สามก็จะเปิด จะมีการขยายออกไป อันนั้นถือเป็นเรื่องของอนาคต แต่ว่าเราต้องอยู่กับปัจจุบันก่อนด้วย เรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งก็เป็นนโยบายเรือธงของเรา จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มเข้ามาอย่างมโหฬาร การเดินทางก้าวแรกที่เขาเข้ามาเหยียบแผ่นดินไทยเขาต้องมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจคนเข้าเมือง ต้องไม่เข้าคิวนาน เรื่องกระเป๋า เรื่องแท็กซี่ที่มารับ

นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ถ้าตนเองไปโดยที่ไม่บอก ไปดูให้เห็นจริง ๆ ความลำบากคืออะไร คิวยาวเหยียดตั้งแต่บันไดวนลงมาเป็นตัวงู และไม่สามารถทำอะไรได้ ตนเองคิดว่าก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นต้องลงไปแบบไม่บอกล่วงหน้า จะได้ไม่มีการเตรียมการดีกว่า ใช้คำนี้ดีกว่า ไม่ได้ไปจับผิด แต่ว่าเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งก่อนที่ตนเองจะมาเป็นนักการเมือง บริษัทเก่าก็ทำอย่างนี้ เวลาไปตรวจงานก็จะไปแบบไม่มีการประกาศล่วงหน้า จะได้เห็นสถานภาพที่จริงมากกว่า แล้วมาแก้ไขปัญหากัน และไปถึงก็ไม่ใช่ไปด่าเขา ไปว่าเขานะ เราไปนั่งพูดคุยกันดีกว่าว่าปัญหามันคืออะไร เราก็จะได้เห็นจริง ๆ และก็ช่วยแก้ไขจริง ๆ

นายกฯ กล่าวว่า สนามบินสุวรรณภูมิพัฒนาได้อีก พัฒนาดีขึ้นเยอะ เพราะว่า KPI ที่ให้ไป ไม่ว่าจะเป็นก้าวแรกที่ลงจากเครื่องบิน ต้องไม่เกิน 45 นาที ต้องได้รับกระเป๋า ส่วนมากก็น่าจะทำได้ หรือประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ไม่น่าเกิน และตอนขากลับจากที่เช็กอินตั๋วและเข้าไปข้างใน ต้องไม่เกิน 45 นาทีเหมือนกัน ซึ่งปัจจุบันก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยในแง่ของเรื่องเครื่องอัตโนมัติในการตรวจสอบ เรื่องของการจัดการทำงานของพนักงาน เหล่านี้ก็ถือว่าช่วยกันได้เยอะมาก

เมื่อถามว่า นายกฯเคยเป็นผู้บริหารของบริษัทเอกชนเคยเห็นปัญหาหน้างาน คิดว่าเทคนิคนี้จะมาช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สภาพแวดล้อมต่างกันพอสมควรเหมือนกัน ในส่วนภาคเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางธุรกิจก็แตกต่างกันออกไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาครัฐบาลก็มีเยอะกว่า เพราะฉะนั้นต้องดูให้ครบทุกหมู่เหล่าจริง ๆ เรื่องของความระมัดระวัง ทางด้านขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงาน ก็มีกลไกทางราชการ ซึ่งเราต้องเคารพ มีองค์กรอิสระตรวจสอบก็เยอะ เราต้องมั่นใจว่าทุกอย่าง ทุกการกระทำของเราถูกต้อง เป็นไปตามกฎระเบียบ แต่ตนเองก็มามองว่าความเดือดร้อนไม่คอยท่า ต้องการการบริหารจัดการออกไป แต่ระหว่างทางก่อนที่จะมีอะไรก็อาจจะมีมาตรการระยะสั้น หรือชั่วคราวที่พยุงปัญหาไปได้บ้าง บางทีปัญหาก็ไม่สามารถแก้ได้ด้วยอะไรที่รวดเร็วทันใจอย่างเดียว ซึ่งมีหลายขั้นตอน เพราะเป็นระบบราชการ ซึ่งถ้าเรามาอยู่ตรงนี้เราก็ต้องยอมรับตรงนี้
.
เมื่อถามถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) เพื่อนำปัญหาที่เกิดขึ้นไปคุยกันและแก้ปัญหา นายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้ไม่ใช่เป็นความลับอะไร ตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีหลาย ๆ ท่าน ก็ทำอยู่แล้ว เรื่องการมี ครม.สัญจร แต่รายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง แน่นอนการที่ ครม.ทั้งคณะลงไปจังหวัดไหน พื้นที่ไหน ตนเชื่อว่าก็จะมีการตื่นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครม.สัญจรนัดแรก ตนเองเลือกไปจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นจังหวัดที่ GDP ต่ำที่สุด เป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุด ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้ การที่ลงพื้นที่ต่างจังหวัด จังหวัดข้างเคียงก็มีความสำคัญ เพราะรู้อยู่แล้วว่าทุก ๆ จังหวัดมีความต้องการความช่วยเหลือในหลาย ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือเรื่องการเกษตร เรื่องน้ำ น้ำท่วม น้ำแล้ง เป็นต้น

นายกฯ กล่าวต่อไปว่า การลงพื้นที่ถือเป็นการมอบอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตนเองเชื่อว่าการลงหน้างานมีส่วนช่วยเหลือ ทำให้เขามีความมั่นใจขึ้น แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใดไม่ได้ไปคนเดียว ทั้งคณะรัฐบาลไปหมด ทุกกระทรวง ทบวง กรม ไปหมด มีการกำหนด KPI ชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง และเป็นการสร้างความคาดหวังให้พี่น้องประชาชนในครั้งต่อไปที่เราจะไป ครม.สัญจร ว่าถ้าเกิดคณะรัฐมนตรีมาจังหวัดข้างเคียงจะได้อานิสงส์อะไรบ้าง ทั้งนี้ การลงพื้นที่แต่ครั้งต้องแบ่งเป้าหมายเป็น 2 - 3 อย่าง หนึ่ง ในแง่ของมวลชน ต้องมีการพบปะมวลชน เพราะต้องการจะได้เห็นจริง ๆ ว่าในสายตาของเขามีความทุกข์ยากมากน้อยขนาดไหน เรื่องบางเรื่องที่เขาร้องเรียนมา บางทีเขาร้องเรียนมาแล้วตนไม่ได้ยิน เพราะถูกกันออกไป ตนก็อยากไปได้ยินเองเวลาไปลงพื้นที่ว่าเขาพูดเรื่องอะไรกันบ้าง ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะรับฟังได้โดยตรง โดยไม่มีการกีดกันเลย การได้พบข้าราชการก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าไม่ฉะนั้นโอกาสที่จะได้พบกับข้าราชการฝ่ายปกครองก็น้อย ได้พบกับนายอำเภอ ได้พบกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่าง ๆ ตนเองเชื่อว่าเป็นอะไรที่ให้ความรู้กับทั้งกับตนและรัฐมนตรีหลายๆท่านในหลาย ๆ เรื่อง
.
.
เมื่อถามถึงการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งมีคนบอกว่าเดินทางไปเยอะมาก ไปเพื่ออะไร นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้แก้ตัว แต่ว่าเรื่องของการไปต่างประเทศจริงๆ แล้วตนไปมา 15 ครั้ง กว่าครึ่งเป็นไฟท์บังคับ เป็นเรื่องของการไปอาเซียน-เจแปน การไปแนะนำตัว หรือว่าไปจีน หรือว่าไปกัมพูชา ไปสิงคโปร์ ไปมาเลเซีย ไปออสเตรเลีย เป็นอาเซียน-เจแปนครบ 50 ปี ซึ่งจะไม่ไปนั้นไม่ได้ หรืออย่างไปศรีลังกา เซ็นสัญญา FTA ซึ่งรัฐบาลเดิมทำไว้แล้ว ก็ไปเป็นเกียรติ ไปงานลงนาม ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในรัฐบาลก่อน เรื่องของลำดับความสำคัญของเขา เขาอาจจะทำเรื่องอื่นที่เขาเห็นความสำคัญมากกว่า แต่ตอนนี้มาถึงตรงนี้ เรื่องการค้าระหว่างประเทศ เรื่องของความอ่อนบางทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การลงทุนข้ามชาติมาที่ประเทศไทยเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเราไม่ไปเชื้อเชิญและไปบอกเขาว่าประเทศไทยเปิดแล้ว ไม่มีเวลาไหนที่จะดีเท่าเวลานี้ที่มาลงทุนที่ประเทศไทย เขาจะทราบไหม ตนเองว่าต้องไป แล้วการลงทุนกลับมาแต่ละครั้งเป็นหมื่นล้านเป็นแสนล้าน ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่เกิดขึ้น อาจจะอยู่ขั้นตอนการพิจารณา บางอันก็จะเกิด บางอันเกิดแน่ ๆ บางอันก็ไม่แน่ว่าจะเกิด หรือบางอันก็ไม่เกิดก็มี แต่ว่าการทำงานเราต้องทำทั้งหมดทุกประเทศ เราต้องไปทุกบริษัทที่เขามีศักยภาพมาลงทุนในประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรี

นายกฯ กล่าวอีกว่า การประชุมกับผู้นำและภาคเอกชนเวลาไปเมืองนอกต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า เข้าใจว่าประวัติสูงสุดในประวัติศาสตร์คือที่ดาวอส ซึ่งจะมี 19 หรือ 23 วงในวันเดียว ถือว่าเยอะมาก แต่ตนก็ยังบอกกับทีมว่าถ้าไปปีหน้า ถ้ามีห้องประจำของเราเอง 2 ห้อง แล้วก็สลับเข้าสลับออก ตนว่า 30 วงน่าจะทำได้ ทั้งนี้ 12 ปีที่ผ่านมาไม่มีผู้นำของเราไป World Economic Forum มาเลย พอเราไป คนก็ให้ความสนใจ อย่างที่ไปมาก็ AstraZeneca บริษัททำยา ซึ่งเข้าหุ้นกับปูนซีเมนต์ไทย สำหรับผลการไปต่างประเทศ โดยรวมแล้วเป็นบวกมากเพราะได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ ประเทศไทยเหมาะสมสำหรับการลงทุน บางเรื่องได้รับการประสานงานร่วมกันระหว่างผู้แทนการค้าไทย บีโอไอ และหลาย ๆ หน่วยงาน รวมถึงสถานทูตไทยได้เชิญชวนกันไปโฆษณาว่าประเทศไทยมีอะไรดี ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาด เราพร้อม Incentive จากบีโอไอ เรามีเหนือกว่าประเทศอื่น เรามีรอยยิ้ม เรามีค่าครองชีพที่เหมาะสม เรามีโรงเรียนนานาชาติที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เรามี Health care system ที่มีมาตรฐานสูงกว่าหลาย ๆ ประเทศ นักลงทุนจากต่างประเทศที่เขาจะย้ายถิ่นฐานมาเขามีความมั่นใจ เรื่องของการที่เรามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเยอะ ทำให้เขาเมื่อมาลงทุนแล้วเขามั่นใจว่าที่นี่มั่นคง

นายกฯ กล่าวถึงจุดยืนการทูตของไทยว่า เราไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศไหน ที่ตนเองเดินทางไปต่างประเทศมาจากการลงทุน จาก EU หรือจากออสเตรเลีย หรือจากจีน หรือจากสหรัฐอเมริกา ทุกประเทศอยากมาลงทุนประเทศไทย ถึงแม้จะมีคู่ขัดแย้งกันเองก็ตามที เพราะเขามั่นใจว่าประเทศไทยจะให้ความเป็นธรรมกับทุก ๆ ฝ่าย ถ้าเกิดมีปัญหาเกิดขึ้นฐานผลิตของเขา Supply chain ของเขาไม่ถูกขัด อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะฉะนั้นทุกคนก็ให้ความมั่นใจกับประเทศไทย เพราะฉะนั้นก็เป็นที่มาที่ไปทำไมเราจึงอยากเป็น Aviation Hub ขยายสนามบินสุวรรณภูมิจาก 60 ล้านคนกลายเป็น 150 ล้านคน สร้างเทอร์มินัล สร้างรันเวย์เพิ่ม แลนด์บริดจ์ทำไมเราจึงอยากมีแลนด์บริดจ์ ในการขนส่ง ไม่ใช่แค่ประหยัดระยะทางที่ลงไปช่องแคบมะละกาอย่างเดียว หรือประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างเดียว ในอนาคตถ้าเกิดมีคู่ขัดแย้งเยอะ แล้วประเทศที่ควบคุมโลจิสติกส์การเดินทางทั้งหลาย ไม่เป็นกลาง ใครทะเลาะกับใคร ใครจะเข้าข้างใครก็ทำให้เส้นทางการขนถ่ายสินค้าเขามีปัญหา แต่ถ้าเกิดว่าเราเป็นประเทศเป็นกลาง อย่างไรเสียเขามั่นใจว่าการดูแลการขนถ่ายสินค้าของทุก ๆ ประเทศจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม ตนเองเชื่อว่าการตัดสินใจมาลงทุนของเขา ก็จะมีความเป็นไปได้สูงขึ้น

นายกฯ กล่าวด้วยว่า การเดินทางไปต่างประเทศไปเพื่อแนะนำตนเอง และที่สำคัญคือนำมาซึ่งความมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย จากการลงทุนที่ต่างชาติเขาจะมาขยายการลงทุนที่ประเทศไทย แต่ว่าทุก ๆ อย่างใช้เวลา อย่างเช่น เราจะ Move จากอุตสาหกรรมที่มีกำไรน้อยไปสู่อุตสาหกรรมกำไรสูง Low tech เป็น High tech Industry ไม่ได้สร้างได้ภายในวันเดียว ต้องมีวิธีการหลาย ๆ อย่าง เช่น การตัดสินใจในการซื้อ พื้นที่ งบลงทุน อะไรต่าง ๆ นานา ตนเชื่อว่ามีอะไรต้องทำควบคู่กันไป โดยเร็ว ๆ นี้จะประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษาฯเรื่องของการที่เราจะต้องยกระดับ Skillsets ของ Worker ไทย เรื่องของการที่สถาบันอุดมศึกษาของไทยมี Arrangement กับบริษัทยักษ์ใหญ่ มี Training program แทนที่จะเทรนกันแค่ 3 เดือน เขาขอร้องให้ อว. ออกมาเลย เทรนมาเลย 9 เดือน 1 หนึ่ง แล้วก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Curriculum ด้วย เวลาจบไปก็จะได้ทำงานต่อได้เลย ทีนี้ก็พยายามพูดคุยกันต่อ มีเรื่องของรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราต้องคุยกันเยอะ

เมื่อถามว่าอีก 3 ปีจากนี้มองเห็นประเทศไทยและตัวเองอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยจริง ๆ แล้ว เหมือนกับเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมาก เหมือนรถที่ยังไม่วิ่งเต็มสูบ เหมือน Ferrari 12 สูบ แต่วิ่งอยู่แค่ 6 - 7 สูบเท่านั้น แล้ว 6 - 7 สูบเราก็เดินหน้ากันเต็มที่ แต่เราก็ต้องค่อย ๆ ทำกันไป เพราะอย่างที่บอกมีหลายเรื่อง ไม่ใช่ทำเองได้ ตัดสินใจภายในคนเดียวได้ มีทั้งพรรคร่วมรัฐบาล มีฝ่ายตรวจสอบ มีทั้งรัฐสภา มีทั้งข้าราชการ มีทั้งเอ็นจีโอ ซึ่งในหลาย ๆ Initiatives ก็เป็น Initiatives ที่อาจจะมีคนแย้งบ้าง ก็ต้องทำเรื่องของประชาพิจารณ์ เป็นอะไรที่มีคนมีข้อกังขาเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนบ่นเรื่องค่าไฟแพง ค่าไฟที่ถูกที่สุดคือพลังงานนิวเคลียร์ พูดมาตรงนี้ทุกคนก็บอกว่าอยากได้หมด แต่ว่าอย่ามาอยู่บ้านฉันนะ ไปอยู่บ้านคนอื่นก็แล้วกัน อย่างนี้เป็นต้น ตนเองก็เริ่มต้นทำการค้นคว้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่านี่คือเรื่องที่เรากำลังดูอยู่ และก็มีหลาย ๆ เรื่อง เช่น Entertainment complex ซึ่งเป็นธุรกิจสีดำอยู่ใต้ดินเป็นล้านล้าน เราจะยอมให้มีธุรกิจแบบนี้อยู่ต่อไปหรือ หรือเราจะยกมาบนดิน ก็ยอมรับไปแล้วก็เก็บภาษีให้ถูกต้อง และควบคุมด้วยความประพฤติ ควบคุมเรื่องอาชญากรรมได้ ตนเองคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศต้องยอมรับเรื่องพวกนี้ ประเทศอื่นเขาก็มีแล้ว

ช่วงหนึ่งของรายการในวันนี้ นายกฯได้นำผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าขาวม้า กระเป๋ากระจูด ผ้าลายเพชรราชวัตร ที่ประชาชนมอบให้นายกฯ และนายกฯได้นำไปใช้ที่ต่างประเทศมาโชว์ด้วย

‘สส.ศาสตรา’ ตัวตึงจาก ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ลุกขึ้นอภิปราย ในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมขอสร้อย ‘หลวงปู่ทวด’ จาก ‘ธนกร’ สาปแช่ง ‘คนที่โกง ค่าอาหารกลางวันเด็ก’

เมื่อวานนี้ (21 มิ.ย.67) เพจ ‘เชียร์ลุง’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสีสัน ของการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร โดยได้ระบุว่า

เก็บตก...สีสันสภา
ใครโกงเด็กขอให้มัน Shipหาย!!!

นายศาสตรา ศรีปาน สส.ตัวตึงจากสงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมสภา โดยได้ควักสร้อยคอหลวงปู่ทวดขึ้นมา พร้อมกับกล่าวสาปแช่ง 

“ขอให้คนที่โกงค่าอาหารกลางวันเด็กจง ship หาย”

ซึ่งสร้อยคอดังกล่าว ได้มาจากการขอยืม นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568

'โบว์ ณัฏฐา' เผย!! คดี 112 ไม่ควรขอนิรโทษกรรม 'ล่วงเกินใคร' ควร 'ขออภัย' มากกว่าขอ 'ลบโทษ'

(21 มิ.ย. 67) คุณโบว์ ณัฏฐา มหัทธนา พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว Ringside การเมือง และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

“ถาม: ทำไมคดี 112 จึงควรใช้ช่องทางการขอพระราชทานอภัยโทษ มากกว่านิรโทษกรรม?”

“ตอบ: เพราะเป็นคดีที่มีการหมิ่นเกียรติตัวบุคคลที่เป็นประมุขของรัฐอยู่ ปกติเวลาเราล่วงเกินใครก็ควรมีการ ‘ขออภัย’ กันมากกว่าจะใช้วิธี ‘ลบโทษ’ เอาเลย”

“เป็นโอกาสให้ผู้กระทำได้แสดงความสำนึกผิด ผู้คนที่รู้สึกเดือดร้อนจากการกระทำเหล่านั้นเขาจะได้คลายความโกรธเคืองลงไปด้วย ต้องยอมรับว่าหลายคนกระทำรุนแรงมากและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดจนถึงวันนี้”

“เสนอลบโทษให้เฉย ๆ คงไม่มีใครสบายใจ นอกจากคนที่เห็นดีเห็นงามกับการกระทำเหล่านั้นตลอดมา”

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ชี้ ‘ปรัชญาพอเพียง’ สอนให้กินใช้พอตัว ไม่ได้ห้ามรวย แต่คนไทยบางคน หยิบมาบิดเบือนปลุกปั่น สร้างความเข้าใจผิดให้สังคม

(21 มิ.ย. 67) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘ปรัชญาพอเพียง’ ระบุว่า…

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ไม่ได้ให้ต้องอดอยาก ยากจน ไม่ได้ห้ามรวย 

พอเพียงหมายถึงมีกินมีใช้แต่พอตัว ไม่ใช่เห่อเหิม อยากมีใครได้ กู้หนี้ยืมสินใช้จ่ายเกินตัว ให้พอประมาณ พึ่งพิงตนเอง ให้เกิดความยั่งยืน

คนจนคนรวยก็กินได้แค่พออิ่ม ไม่ใช่กินอย่างชูชกตะกละกินจนท้องแตกตาย

ทั่วโลก รวมทั้งยูเอ็นได้น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ มีแต่คนไทยสิ้นคิดบางคนเท่านั้นที่ปลุกปั่น บิดเบือนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ผิด ๆ

ให้คนเข้าใจผิดในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่า ต้องการกดคนให้จนไม่ให้ลืมตาอ้าปาก สร้างวัฒนธรรมบริโภคนิยม

ไม่ต้องแปลกใจที่อัตราการออมของไทยต่ำ เพราะเน้นบริโภคใช้จ่ายเกินตัว ซื้อรถเงินผ่อน จนเงินไม่เหลือออม เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง สอนให้คนในชาติเน้นการบริโภค เร่งการใช้เงิน ยิ่งกินมากบริโภคมาก นายทุนยิ่งรวย

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เพจเฟซบุ๊ก ‘วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร-สำรอง’ โพสต์คลิปนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โดยระบุว่า “ทุกคนคะ คุณธนาธร ผู้นำจิตวิญญาณ พรรคก้าวไกล และ กลุ่มสามนิ้ว มีปัญหากับคำว่า ‘พอเพียง’ อีกแล้วค่ะ”

เพจดังกล่าวระบุอีกว่า “คุณธนาธรให้สัมภาษณ์รายการ deurr factory ไว้ว่า "รัฐไทยพยายามให้ประชาชนเชื่อฟังโอวาท อยู่อย่างพอเพียง มันเป็นการกดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้ ที่คนเท่ากัน" หนูว่ามันคนละเรื่องเลยนะ พี่ ๆ ลองฟังดูค่ะ”

‘สส.รวมไทยสร้างชาติ’ วอน!! รัฐช่วยเหลือเกษตรกร ‘สวนทุเรียน’ ภาคใต้ หลังเผชิญปัญหาภัยแล้ง เพราะหากเสียหายต้องปลูกใหม่นาน 7-8 ปี

(20 มิ.ย.67) นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส. จังหวัดชุมพร เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ร่วมอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ว่า ก่อนอื่นขอชื่นชมการจัดสรรงบประมาณไปสู่กระทรวงต่าง ๆ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แต่ทั้งนี้ ตนอยากจะย้ำเตือนในเรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในโซนภาคใต้ พื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ทว่าเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดดังกล่าวต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก

แต่ทั้งนี้ ต้องขอชื่นชม ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียน แต่อย่างไรก็ดี ขอเรียนไปถึงท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ช่วยจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่

นายวิชัย กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดชุมพร มีการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกปี เพราะถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากที่สุด ซึ่งจากข้อมูลการส่งออกทุเรียนของจังหวัดชุมพรในปี 2566 ที่ผ่านมา พบว่า มีสูงถึง 223,140 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 37,200 ล้านบาท สูงกว่าพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ และยังมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนต่าง ๆ ทั้งการจ่ายค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย และอุปกรณ์ทางการเกษตรต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยอมรับว่า ทุเรียนนั้นเป็นพืชที่ต้องการน้ำในการหล่อเลี้ยง หากในพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ย่อมทำให้ได้รับความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องลงมาดูแลและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียน อย่าปล่อยให้ทุเรียนของเขาได้รับความเสียหาย แล้วต้องกลับมาเริ่มต้นการปลูกใหม่อีก 7 - 8  ปี ถึงจะได้รับผลผลิตอีกครั้ง 

“จากการเก็บข้อมูลและลงพื้นที่พบพี่น้องเกษตรกร ได้รับเสียงสะท้อนมาว่า ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง เผชิญปัญหาภัยแล้งมาตั้งแต่ปี 2566 ที่รุนแรงต่อเนื่องประมาณ 5 - 6 เดือน แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาจากนั้นในปี 2567 ก็มีปัญหาอีก 4 - 5 เดือน และผมเชื่อว่าในปี 2568 ปัญหาเหล่านี้ก็จะกลับมาอีกเช่นเคย ดังนั้น จึงอยากจะฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะกระทรวงหลัก ๆ อย่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับผิดชอบกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้ช่วยเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการเจียดเงินงบประมาณ 2,000 - 3,000 ล้านบาท จากงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวสวนทุเรียน ซึ่งไม่เพียงแค่จังหวัดชุมพรและภาคใต้เท่านั้น แต่รวมไปถึงชาวสวนทุเรียนในภาคตะวันออก ที่รอการช่วยเหลืออยู่เช่นกัน”

นายวิชัย กล่าวย้ำว่า อยากจะขอให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ช่วยไปศึกษาและช่วยหาแนวทางในเรื่องการนำน้ำจากใต้ดินขึ้นมาใช้ให้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกร และขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องบูรณาการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในโซนที่มีปัญหาเรื่องภัยแล้งทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน

'จุติ' กระตุกรัฐ เจียดงบ 68 หนุนกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา หวังช่วยคนจนที่อยู่นอกระบบการศึกษาอีกนับล้านคน

เมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.67) ที่รัฐสภา นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ว่า ตนขอสนับสนุนพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี 2568 หลังจากฟังการอภิปราย ได้ตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับนโยบายของกระทรวงการคลัง เมื่อได้ฟังท่านสมาชิกสภาฯ รวมถึงคำชี้แจงของรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงการคลังทั้ง 3 ท่านแล้ว นับเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ตนขอติดตามว่าหลังจากนี้จะทําตามที่ได้พูดไว้ในสภาฯ แห่งนี้หรือไม่ 

ขณะเดียวกัน ยังขอชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องการปราบปรามบ่อนพนันและยาเสพติด แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องการให้ทํามากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เพราะเริ่มเห็นการระบาดเข้าไปสู่ระดับโรงเรียน ถือว่าเป็นภัยต่อเด็กนักเรียนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง แน่นอนว่าเด็กยังขาดวุฒิภาวะในการแยกแยะ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนในสังคมจะช่วยสอดส่องดูแล ซึ่งเรามีแอปพลิเคชัน ESS Help Me เอาไว้แจ้งเหตุให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ, กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบูรณาการดูแลความปลอดภัยของเด็กต่อไป 

นายจุติ ยังกล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้เราพูดถึงเรื่องการสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์อย่างกว้างขวาง แต่ตนขอยกตัวอย่างซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยที่เห็นได้ชัดเจน นั่นคือประวัติศาสตร์ไทย, วัฒนธรรมไทย และยิ้มสยาม รวมถึงคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อประเทศไทย นับเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถนำเสนอต่อชาวโลกได้เช่นกัน จึงอยากจะเสนอแนะให้ใช้งบประมาณด้านซอฟต์พาวเวอร์ในส่วนนี้ให้มากขึ้น และขอชมท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ท่านเป็นนักการเมืองที่ไหว้สวยที่สุดคนหนึ่ง น่าที่จะเอาไปเป็นแบบอย่าง

“วันนี้ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่มาตอบเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยนั้นเทียบชั้นได้ไม่แพ้ประเทศอิตาลีที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกมากที่สุดประเทศหนึ่ง อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเตือนใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยทั้งสองท่านว่า รวยแล้วอย่าลืมคนจน เพราะวันนี้ผมยังไม่เห็นว่า ในฐานะที่ท่านจะเป็นรองประธานกรรมาธิการงบประมาณฉบับนี้ เงินกองทุนความเสมอภาคทางการศึกษา คนจนหนึ่งล้านคนที่อยู่นอกระบบการศึกษากำลังยังรอท่านอยู่ หวังว่าท่านจะเติมให้ไม่น้อยกว่างบประมาณด้านซอฟต์พาวเวอร์ ทั้งนี้ สาเหตุที่เด็กนักเรียนหนึ่งล้านคนต้องออกจากระบบการศึกษาสาเหตุนั้นมาจากความยากจน 47% มาจากปัญหาครอบครัว 16% มาจากปัญหาไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐเพียงพอ 8.88% รวมถึงปัญหาสุขภาพ ปัญหาถูกผลักจากระบบการศึกษา และอยู่ในคุกอีก 5% ดังนั้น หากมีการจัดสรรให้กองทุนความเสมอภาคทางด้านการศึกษา จะทำให้คนอีกหลายล้านคนจะได้ประโยชน์มากขึ้นครับ” 

นายจุติ กล่าวอีกว่า อยากจะเสนอแนะให้รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน กองทุนจากทั่วโลกได้เห็น รวมถึงรับฟังมืออาชีพที่เป็นนักบริหารความเสี่ยงจากต่างประเทศ เขามองประเทศไทยอย่างไร ซึ่งการแก้ปัญหาความเชื่อมั่นโดยไม่ต้องใช้งบประมาณเลยนั้น สามารถทำได้ แต่ต้องเอาใจใส่ 3 ประการ 

ข้อที่หนึ่ง เรื่องวินัยการคลัง เพราะการกู้เงินจำนวนมากก็จะทำให้เกิดความกังวลว่า ถ้ามีหนี้มาก ภาระดอกเบี้ยก็จะมากตามด้วย ซึ่งจะทําให้เสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยนั้นมีปัญหาหรือไม่ วันนี้ค่าเงินบาทยังมีศักยภาพอยู่ วันไหนที่ประเทศไทยมีปัญหาทั้งค่าเงิน ทั้งการนําเข้า พลังงานที่แพง วันนั้นเราจะนึกถึงว่าเสถียรภาพนั้นมีค่ายิ่ง ดังนั้นศักยภาพของเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการคลังจึงเป็นสิ่งสําคัญ 

ข้อที่สอง เรื่องวินัยในธรรมาภิบาล ตนเห็นรัฐบาลชุดนี้มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล แต่เมื่อผิดแล้วรีบแก้ไขถือว่าเป็นเรื่องดี อย่าให้ไฟลาม แต่ในขณะเดียวกัน ในอนาคตจะตั้งใครเข้ามาทำงานก็ตามขอให้ดูประวัติให้ดี ๆ ขอให้คนที่มองอยู่วันนั้นเกิดความเชื่อมั่นว่า คนจะมาคุมกติกาการลงทุน คนจะมาคุมกติกาตลาดนั้น มือต้องไม่เปื้อนเลือด เสื้อผ้าต้องไม่คลุกโคลน ต้องขาวสะอาด ข้อเสนอแนะนี้หวังว่าท่านคงเข้าใจ ดังนั้น วินัยในเรื่องธรรมาภิบาลนั่นคือ ลงโทษบุคคลที่ควรลงโทษ แล้วให้รางวัลคนดีที่ทําเพื่อบ้านเมือง 

ส่วนข้อสุดท้าย เรื่องวินัยข้าราชการ ซึ่งเป็นคนที่ทําตามกติกาและทำให้สำเร็จตามนโยบายรัฐบาล ข้าราชการดี ๆ มีอยู่เยอะ ต้องขอขอบคุณตํารวจทหารที่ปราบปรามยาเสพติดตามชายแดน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ขอประณามความเชี่ยวชาญของตํารวจทหารที่หากินกับยาเสพติด ขอชื่นชมกับตํารวจที่ปราบบ่อนพนันออนไลน์ แต่ในขณะเดียวกันขอประณามคนที่หากินกับบ่อนพนันออนไลน์เช่นกัน นอกจากนี้ ยังพบการละเลยที่ปล่อยให้บุหรี่ไฟฟ้าระบาดในประเทศไทย ทั้งที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกห้ามขายประเทศไทยมาขายมา 10 ปีแล้ว แต่ในวันนี้จีนมีสถิติส่งบุหรี่ไฟฟ้ามาประเทศไทยถึงหนึ่งพันหกร้อยล้านบาท ซึ่งคงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ รวมไปถึงการปล่อยให้ ‘แป้ง นาโหนด’ หนีไปได้ แม้ว่าตอนนี้จะจับตัวกลับมาได้แล้วก็ตาม ดังนั้น หากรัฐบาลนี้จะอยู่หรือจะไป ขึ้นอยู่กับ 3 วินัยที่กล่าวมานี้เอง 

พร้อมอภิปรายทิ้งท้ายว่า “ผมขอเป็นกําลังใจทุกท่านที่ตั้งใจทํางาน และอยากให้พวกเราช่วยกันทําให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น และขออนุญาตว่า เมื่อผมผ่านงบประมาณนี้ให้ในวาระแรก ผมจะขอติดตามท่านรัฐมนตรีทั้งหลายที่ให้คํามั่นกับสภาไว้นะครับและขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ให้คําแนะนําที่เป็นประโยชน์ทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล ผมเชื่อว่ารัฐบาลจดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ และนําไปปรับปรุง เพื่อให้ออกมาดีที่สุดสําหรับประเทศไทยครับ”

'ปิยบุตร' ปลุกนักการเมือง เลิกทำตัวเป็น 'ไก่ในเล้า'  ร่วมกันจับมือต้าน 'ยุบพรรค' หยุดเอาใจชนชั้นนำดั้งเดิม

(20 มิ.ย.67) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “เมื่อครั้งพรรคไทยรักษาชาติถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคด้วยข้อหากระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากกรณีเสนอชื่อทูลกระหม่อมอุบลรัตน์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครั้งนั้น ผมเป็นเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้เสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรคว่าจะขอแถลงต่อสาธารณะ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับศาลรัฐธรรมนูญ”

“มีผู้หวังดีกับพรรคบอกมาว่า อย่าไปยุ่งเลย แต่สุดท้าย เรายืนยันว่าต้องแถลง ผมอธิบายผู้หวังดีไปว่า ผมมีจุดยืนคัดค้านการยุบพรรคมาโดยตลอด สมัยเป็นอาจารย์ นิติ มธ.ก็ออกแถลงการณ์กับเพื่อนๆ คัดค้านการยุบพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน ชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย”

นายปิยบุตร ระบุต่ออีกว่า “แม้วันนี้ มาเป็นนักการเมือง ผมก็ยังอยากเห็นพรรคการเมืองทั้งหมด แม้จะเห็นไม่ตรงกัน อยู่กันคนละฝ่าย ควรจับมือร่วมกันต่อสู้กับการยุบพรรคแบบไทยๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่ 49/50”

“ผมแถลงข่าวไป พร้อมเผยแพร่เอกสาร”

“จากนั้น บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ ก็ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินคดีผมในข้อหา ดูหมิ่นศาล ผมตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาครั้งแรกในชีวิต มีข้อหาพะรุงพะรัง เสียเวลากับคดีความไปพอสมควร ผ่านไปปีเศษอัยการสั่งไม่ฟ้อง…”

“นักการเมืองต้องเป็นผู้นำทางความคิด ชี้นำความคิดที่ถูกต้องให้สังคม”

“นักการเมืองไม่ควรทำตนเป็น “ไก่ในเล้า” ตีกันในกรงขังทางกฎหมายที่พวก ‘ชนชั้นนำดั้งเดิม’ สร้างเพื่อล้อมคอกนักการเมือง แทนที่จะสะใจ เยาะเย้ย ถากถาง กับพรรคที่อาจโดนยุบหรือพรรคที่โดนยุบ ควรร่วมกันต่อสู้เรื่องการยุบพรรคดีกว่า หยุดเอาใจ แสดงตนเป็นเด็กดี ของชนชั้นนำดั้งเดิม ทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

‘อรรถวิชช์’ ชี้!! รัฐบาลจัดงบฯ ขาดดุลเต็มพิกัด เข็น ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ แต่คุ้มไหมกับหนี้สาธารณะ?

(19 มิ.ย.67) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต สส.กรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ‘สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง’ ทางช่องยูทูบ ‘แนวหน้าออนไลน์’ ในประเด็น (ร่าง) พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท ที่มีข้อสังเกตเรื่องการจัดสรรงบฯ สำหรับโครงการ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ หรือการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ไว้เป็นพิเศษ ว่าเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว เพราะการจัดงบฯ ครั้งนี้หัวใจจะไปอยู่ที่โครงการดังกล่าว ในขณะที่เรื่องอื่น ๆ ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไร จะคล้ายกับที่ทุก ๆ รัฐบาลทำกันมา เช่น โครงสร้างพื้นฐานก็เดินต่อในกรอบเดิม

ทั้งนี้ ต้องเริ่มต้นจากการอธิบายก่อนว่า การจัดทำงบประมาณมี 3 รูปแบบ คือ 1.สมดุล หมายถึงรายรับ-รายจ่ายอยู่เท่ากัน 2.เกินดุล หมายถึงรายจ่ายจะน้อยกว่ารายรับ และ 3.ขาดดุล หมายถึงรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งโดยทั่วไปประเทศไทยจัดทำงบประมาณขาดดุลกันมาตลอด แต่การขาดดุลก็มีการจำกัดไว้ กำหนดเส้นว่าห้ามขาดดุลเกินเท่าไร โดยมีกฎหมายกำหนดว่าห้ามเกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่าย บวกกับอีกร้อยละ 80 ของการชำระคืนเงินต้น ซึ่งล่าสุดรัฐบาลใช้โควตาแบบเต็มแม็กซ์ คือราว 8 แสนล้านบาท

“ปกติรัฐบาลอื่น ๆ เขาจะเกือบ ๆ เพราะเขาจะเว้นช่องไว้หน่อย ถ้าเกิดระหว่างปีมันมีเรื่องโน้นเรื่องนี้เกิดขึ้น เขาอาจจะของบประมาณเพิ่มเติมเข้าสภา เขาเรียกงบประมาณประจำปีฉบับเพิ่มเติม แต่เที่ยวนี้รัฐบาล งบ’68 กดเต็มแม็กซ์เลย คือต้องการขาดดุลแบบเต็มเพดาน เพราะเขาต้องการเอาทำเงินดิจิทัล ผมถึงบอกว่าดิจิทัลแจกใช้เงิน 5 แสนกว่าล้าน ในขณะที่ขาดดุลงบประมาณเต็มปีได้แค่ 8 แสนกว่า แต่ 8 แสนกว่าก็ต้องเอาไปจ่ายพวกเงินเดือนประจำ โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เลยทำให้โครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะต้องใช้เงิน 3-4 แหล่งที่มาด้วยกัน” นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อไปว่า แหล่งเงินที่จะนำมาใช้ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ไล่ตั้งแต่งบประมาณฯ 2568 นอกจากนั้นยังดึงงบกลางที่นายกฯ สามารถใช้ได้ ของปีงบประมาณ 2567 มาใช้ด้วย อีกทั้งยังจะออก พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ฉบับเพิ่มเติม โดยก่อนหน้านั้น ร่างงบฯ’67 ทำค้างไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งยังขาดดุลไม่เต็มโควตา ก็จะจัดให้เต็มในช่วงปลายปีงบประมาณ สุดท้ายคือไปดึงเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยจะรวม ๆ จากแหล่งเหล่านี้มาให้ครบ 5 แสนล้านบาท

ส่วนที่บางคนไม่เชื่อว่าจะดึงเงิน ธ.ก.ส. มาได้ ก็ต้องบอกว่ามีช่องทางให้ทำได้ เช่น จัดโปรแกรมช่วยเหลือเกษตรกร โดยการแจกเงินดิจิทัล หากเป็นประชาชนทั่วไปก็แจกได้เลย แต่สำหรับเกษตรกรซึ่งลงทะเบียนไว้กับ ธ.ก.ส. ก็แจกโดยให้เข้ากับกรอบกฎหมาย ธ.ก.ส. อาทิ การใช้เงิน 1 หมื่นบาทของเกษตรกร อาจไปใช้พัฒนาพันธุ์ข้าว หรือไปใช้ซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลง ฯลฯ เป็นการลากผลสู่เหตุ-ลากเหตุสู่ผล เพื่อให้ใช้เงินได้ในกรอบของ ธ.ก.ส. เพราะหากจะใช้เงินของ ธ.ก.ส. ก็ต้องเขียนให้เชื่อมโยงกัน นักกฎหมายก็ต้องแฉลบให้มันลง

“ปกติโครงการจำนำข้าวก็ดี ประกันรายได้ก็ดี ไม่ว่าของเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ มันคือการแจกเงินทั้งสิ้น ประกันก็แจก จำนำก็แจก แจกอยู่รอบหนึ่งก็ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาทต่อปี ต่อ Crop (การปลูก) ละกัน เขากะว่าก็เหมือนกัน แต่อาจจะไม่ทำจำนำ ทำน้อยหน่อย หรือทำประกันน้อยหน่อย แต่เอาเงินมาจ่ายตรงนี้แทน คือมันเป็นการ Frame (วางกรอบ) นโยบายใหม่ แต่แจกเหมือนเดิม” นายอรรถวิชช์ ระบุ

นายอรรถวิชช์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับตนการทำอย่างอื่นคุ้มกว่าโครงการนี้ แต่หากไม่ทำพรรคเพื่อไทยก็เสียคน ดังนั้นก็ต้องดันกันสุดลิ่มทิ่มประตูเพื่อให้ออกมา โดยในทางเศรษฐศาสตร์ ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) การทำให้เจริญเติบโต มีเครื่องยนต์ 4 ตัว คือ 1.การบริโภคภายในประเทศ ยิ่งบริโภคเยอะ เงินหมุนเยอะ GDP ก็โต 2.การลงทุน หากมีต่างชาติเข้ามาลงทุน เกิดการลงทุนใหม่ ๆ 3.รายจ่ายภาครัฐ ยิ่งเยอะ GDP ก็โต และ 4.ดุลการค้า ต้องส่งออกมากกว่านำเข้า ทั้ง 4 ตัวนี้ หากโตพร้อมกัน GDP ก็ขึ้น

แต่สิ่งที่ทำง่ายที่สุดคือการแจกเงิน หรือการจ้างคนเดินงบหลวงไปขุดดิน ขุดแล้วก็ฝัง ทำเท่านี้ GDP ก็ขึ้นแล้ว เพราะเกิดการจ้างงาน เป็นการนำงบประมาณลงไป ซึ่งก็ทำกันบ่อย ๆ มาหลายรัฐบาล ไม่ต้องคิดอะไรมาก ดัมพ์เงินแจกเงินลงไป เงินก็หมุน แต่ที่ชั่วหนักคือ หากมีการโกงเกิดขึ้น เพราะเงินจะไปอยู่ในกระเป๋าคนอื่น เงินไม่ได้ไปหมุน การบริโภคในประเทศก็จะไม่เกิด แต่หากแจกตรง ๆ ไม่มีการโกง รายจ่ายภาครัฐก็จะเกิด การบริโภคหมุน ดังนั้นโครงการดิจิทัลวอลเล็ตก็จะคิดอยู่ใน 2 มุมเท่านั้น คือภาครัฐจ่ายเงินลงไปแล้วเกิดการบริโภคภายในประเทศ

“มันง่ายไปไหม? แต่เขาก็คิดแบบนั้น แล้วเขาคงต้องทำเดินไปแบบนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มมากขึ้น แล้วก็ภาระที่เราต้องจ่าย รัฐบาลต้องมีการจ่ายรายปีในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย คราวนี้เวลาหนี้สาธารณะมัน อันนี้ผมพูดแย้งกันในคนเดียวกันนะเพื่อให้เห็นภาพมุมลบและมุมบวก คือรัฐบาลเขาบอกว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP มันอาจจะน้อยก็ได้ เพราะอะไร? เพราะถ้าเกิดผมอัดเงินลงไปแล้ว GDP มันก็ต้องขึ้น พอขึ้นตัวหารมันก็ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP อาจจะลดลงก็ได้นะ เขาก็พูดในมุมนั้น แต่ถ้าพูดถึงในมุมยอดหนี้มันขึ้น ให้เห็นภาพว่าเขาคิดกันแบบนี้” นายอรรถวิชช์ กล่าว

มองเกม!! 'ฝ่ายอนุรักษ์-ทักษิณ' ดีลอำนาจลากยาว สกัด 'ก้าวไกล' และหากวันใดยุบพรรคส้ม 'เศรษฐา' อาจชิงยุบสภา ให้ตั้งตัวไม่ติด

ผ่านไปแล้ว 18 มิ.ย.2567...เรื่องที่เป็นไฮไลต์ที่สุดคือคดีทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นไปตามที่ 'เล็ก เลียบด่วน' และใครต่อใครว่าเอาไว้...คือไปศาลและได้รับการประกันตัว...ที่พิเศษหน่อยคือ ไม่ต้องไปที่อัยการเพราะให้ทนายประสานงาน กับอีกประการหนึ่งคือขึ้นศาลโดยประตูด้านข้าง...ไม่อกผายไหล่ผึ่งเข้าทางด้านหน้า...

ทักษิณได้รับการประตัวโดยหลักทรัพย์ 5 แสนบาท และศาลวางเงื่อนไขห้ามเดินทางไปต่างประเทศ (เว้นแต่ศาลอนุญาต) ในการนี้ให้ยึดหนังสือเดินทางพาสปอร์ตเอาไว้...แต่ปัญหาเกิดขึ้นทันที เพราะทักษิณไม่มีพาสปอร์ต เหตุถูกรัฐบาล คสช.ยกเลิก เพราะคดีข้อหา 112 นี่แหละ...เป็นบุคคลต้องห้าม...

ตอนนี้เลยว้าวุ่น...จะไปทำพาสปอร์ตได้หรือไม่ เพราะมีคดี 112?

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวหรือให้ประกันตัว ก็เพราะ ทางโจทก์ คืออัยการไม่คัดค้านการประกันตัว ซึ่งอาจทำให้กองเชียร์ฝ่าย 'ทักษิณต้องติดคุก' ไม่สบอารมณ์อยู่ไม่น้อย ในขณะที่อีกฝ่ายที่เป็นกลาง ๆ ก็บอกว่า...การที่ยกระดับทักษิณจาก 'ผู้ต้องหา' เป็น 'จำเลย' ได้ก็พอประมาณแล้ว...

ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน นัดพร้อมอีกทีวันที่ 19 ส.ค. และหากไม่มีอะไรผิดพลาด วันรุ่งขึ้น 20 ส.ค. จะเป็นวันที่ทักษิณพ้นโทษจาก 3 คดีทุจริตที่ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือ 1 ปี...ได้รับใบบริสุทธิ์จากคดีเก่า มาถูกล่ามโซ่คดี 112 เชื่อกันว่าอิทธิฤทธิ์ทักษิณคงหาทางออกจากโซ่ได้ในที่สุด...

รวมความแล้ว ทักษิณยังเป็นตัวละครหลักของการเมืองไทย...หลัง 20 ส.ค.เขาจะยิ่งเดินสายทางการเมืองพบบ้านเล็ก บ้านใหญ่เพื่อรวบรวมไพร่พล สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคและหมิ่นเหม่จะเหยียบเปลือกกล้วย มาตรา 28, 29 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ล้มหงายท้องเข้าสักวัน...

ส่วนคดี เศรษฐา ทวีสิน และ คดียุบพรรคก้าวไกลนั้น อ่านตามหน้าเสื่อหน้าไพ่ที่ศาลรัฐธรรมนูญแถลงเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.แล้ว พอจะเห็นแนวทางไทม์ไลน์ว่า น่าจะตัดสินได้อย่างเร็วก็เดือน ส.ค. โดยคดีถอดถอนนายกฯ น่าจะมาก่อน แม้กรณีคดีพรรคก้าวไกลศาลจะนัดพิจารณาครั้งต่อไปวันที่ 3 ก.ค. แต่พิจารณาดูเอกสาร-พยานหลักฐานที่ศาลเรียกแล้วของพรรคก้าวไกลมีจำนวนมาก ส่วนคดีถอดถอนนายกฯ น่าจะยังเป็นวันที่ 10 ก.ค.

ว่าแล้วก็เป็นที่น่าสังเกต ว่ากรณีคดีก้าวไกล ศาล รธน.สั่งให้นำพยานเอกสารในสำนวนการไต่สวนคดีคำวินิจฉัยที่ 3/2567 (คดีล้มล้างฯ) ไปรวมไว้ในสำนวนคดีเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย

ถ้าในท้ายที่สุด...ศาลวินิจฉัยสั่งยุบพรรคก้าวไกล...ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นการติดเทอร์โบให้พรรคก้าวไกลอย่างที่พิธาวาดฝันเอาไว้เสมอไป...

และต้องไม่ลืมว่าพรรคสีแดง สีน้ำเงิน กวักมือเรียกสส.ที่รังแตกอยู่แล้ว...อย่างที่พูด ๆ กันทีเล่นทีจริงนั่นล่ะว่า ก้าวไกลวงแตกวันไหน 'เศรษฐา' (ที่น่าจะรอด) อาจจะชิงยุบสภาวันนั้น...ให้ก้าวไกลตั้งตัวไม่ทัน...

นี่ก็ทราบว่า...ทักษิณมีนัดหมายไปบ้านใหญ่นครปฐมอีกแล้ว...วันที่ได้ประกันตัวตกค่ำก็บึ่งไปงานศพคุณพ่อของ 'เมย์ อียู' หรือ มนัญชยา เกตุแก้ว แดงตัวจี๊ดที่ อ.พนัสนิคม ชลบุรี  

ว่ากันว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยม...ยังต้องใช้ 'ทักษิณ' เป็นตัวคานกับพรรคส้ม ถึงแม้วันนี้มีคดีม.112 ติดตัว แต่ทักษิณก็มีโซ่ ล่ามไว้แล้ว ดีกรีที่จะเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันนั้นไม่เลยเถิดเท่ากับก้าวไกลที่ยังกู่ไม่กลับ...

นี่คือ สมดุลอำนาจการเมืองไทยที่ยังจะต้องเดินหน้ากันแบบยักแย่ยักยัน และนับวันก็จะยิ่งเห็นทักษิณใหญ่คับบ้านคับเมือง...จนชินตา...อาเมน !!

มาตรา 112 คนดีๆ ไม่สะท้าน มีแต่ 'ผีห่าซาตาน' ที่ต้องกลัว

หากจะพูดเป็นประสาชาวบ้านเปรียบเปรยให้เข้าใจง่าย ๆ กฎหมายมาตรา 112 ก็คือ 'ยันต์ปราบผี' ดี ๆ นี่เอง มีฤทธิ์ในทางปกป้องบ้านเรือน และผู้คนที่คิดดีต่อแผ่นดิน เพื่อให้ประเทศชาติดำรงอยู่อย่างมั่นคง 

ขึ้นชื่อว่าคนปกติธรรมดาที่คิดดี ทำดี ปฏิบัติในทางชอบธรรม ไม่คิดเบียดเบียนทำร้ายใคร จะไม่มีใครต้องเกรงกลัว หรือเกี่ยวข้องให้ชีวิตต้องพานพบกับความยากลำบากเลย 

ตายแล้วเกิดใหม่อีก 100 ชาติ ก็จะเป็นเหมือนเดิม!!

คงมีแต่พวกฝีเปรต ผีห่า ผีบาป ผีบ้า ผีสามนิ้ว ผีกลัวติดคุก ผีลืมชาติกำเนิด ผีเนรคุณแผ่นดิน ผีสาดสีธงชาติ ผีขีดเขียนกำแพงวัดพระแก้ว ผีล้มสถาบัน ผีหมิ่นเบื้องสูง ผีขี้ข้าตะวันตก ผีหนีการเกณฑ์ทหาร ผีลิงหลอกเจ้า ผีเบาปัญญา ผีกลิ้งกลอก ผีปั่นหัวเด็ก ผีหลอกใช้พวกอยากมีตัวตน ผีพูดอย่างทำอีกอย่าง ผีไม่กล้ายอมรับความจริง ผีโกหกไปเรื่อย ๆ และผีปากกล้าแต่ขาสั่นเท่านั้นที่ต้องหนาวสะท้าน สั่นไหว เพราะกลัว 'ยันต์ปราบผี' มาสะกด ไม่ให้ต้องผุดต้องเกิดอยู่ใน 'คุกตะรางขังผี' แบบยาว ๆ 

สุจริตชน คนบริสุทธิ์ใจ ถ้าไม่ทำตัวเป็นผีชั่ว ก็ไม่ต้องกลัวอำนาจของ 'ยันต์ปราบผี' นี้เลย กลับจะต้องช่วยกันปกป้อง รักษา ดูแลไม่ให้ 'ยันต์ศักดิ์สิทธิ์' ถูกพวกผีร้ายมาฉีกทำลายให้สูญสิ้นไป 

เป็นเรื่องง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ว่าทำไมขึ้นชื่อว่าคนถึงอยากให้มี 'ยันต์ปราบผี' ติดข้างฝาไว้ในทุกบ้าน เพราะบ้านไหนมียันต์ บ้านนั้นก็ไม่ใช่ผีดังที่กล่าวมา

แต่บางคน บางบ้าน ก็ชอบและแอบเชียร์ผี ขณะเดียวกันก็แขวน 'ยันต์ปราบผี' ไว้ในบ้านให้ผู้คนที่พบเห็นเกิดคำถามขึ้นในใจเล่น ๆ แท้จริงคือชอบตีสองหน้า หวังเข้าได้กับทุกฝ่าย หาก 'สังคมคน' พบเห็นก็จะได้ต้อนรับเพราะคิดว่าเป็น 'พวกเดียวกัน' แต่ลับหลังก็แอบสนับสนุนเหล่าผี ๆ ให้กระทำย่ำยี 'ยันต์ปราบผี' ให้สิ้นซาก

ผี...ที่ว่าน่าถอยออกห่างแล้ว คนที่แอบสนับสนุนผี แต่ไม่กล้าเปิดเผยตัวตน ย่อมสกปรกกว่าเป็นร้อยเท่า และไม่น่าคบค้าสมาคมให้เสียเวลา

‘รวมไทยสร้างชาติ’ ร่วมฉลอง!! ‘พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม’ ผ่านฉลุย พร้อมยินดีกับ LGBTQIA+ ในไทยทุกคน ในฐานะผู้ร่วมผลักดัน กม.นี้

(19 มิ.ย.67) พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จหลัง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ผ่านการพิจารณาวุฒิสภาวาระ 3 และจะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่นานหลังจากนี้ พร้อมแสดงความยินดีกับ LGBTQIA+ ในประเทศไทยทุกคน ที่จะสามารถสมรสกันได้อย่างเท่าเทียม ในฐานะที่พรรคฯ ได้ผลักดันกฎหมายฉบับนี้มาโดยตลอด

โดย นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สส. บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยนายศาสตรา ศรีปาน สส. สงขลา เขต 2 และนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกพรรค บอกก็ต้องประสบความสำเร็จ ร่วมเป็นตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความยินดีและเฉลิมฉลองความสำเร็จ เนื่องในโอกาส ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมผ่านการพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา ในวาระ 2 และ 3 หลังจากกฎหมายดังกล่าวผ่านการเดินทางมากกว่าทศวรรษ ที่ได้ฝ่าฟันและแก้ไข กระทั่งประสบความสำเร็จในวันนี้

ทั้งนี้ ทางพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นพรรคที่มีความทันสมัย คนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดกว้างทางความคิด ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกซึ่งทางพรรคฯ ได้ผลักดันเรื่องนี้ตั้งแต่แรกจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับ LGBTQIA+ ทุก ๆ คนที่มาสมรสในไทย ที่จะสามารถสมรสกันได้อย่างเท่าเทียม การผ่านกฎหมายนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การผ่านกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ว่าประเทศไทยพร้อมที่ให้ความสำคัญกับประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ และยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งเป็นเสน่ห์ของค่านิยมที่ถูกปลูกฝังในวัฒนธรรมของคนไทย นอกเหนือจากเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านกฎหมายและสังคมแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยนำไปสู่ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจได้ในอนาคต

ขณะเดียวกันกฎหมายฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มในการสร้างครอบครัวที่แข็งแรง สร้างความสมดุลระหว่างสิทธิและศักดิ์ศรี และยังเป็นการปกป้องค่านิยม ความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมของไทย และยังเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของการสมรสของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่จะได้รับสิทธิและสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติเห็นด้วยและผลักดันมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากฎหมายจะผ่านวาระ 3 ของวุฒิสภาแล้ว แต่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ทันทีต้องรอให้มีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อจะประกาศเป็นพระราชกิจจานุเบกษา ซึ่งคาดว่าคงใช้เวลาไม่นาน และเมื่อ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ ทุก ๆ คนที่สมรสในประเทศไทย ไม่ว่าจะเพศใดสถานะใด สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ อีกทั้งยังได้รับสิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะทางด้านแพ่ง สินสมรส และเรื่องอื่น ๆ เหมือนกันทุก ๆคน

‘อภิสิทธิ์’ มองเกม!! ถึงยุบก้าวไกล พรรครับไม้ต่อก็เต็งหนึ่งเลือกตั้ง ชี้!! ถ้าอยากหยุดส้มจริงจัง ต้องทำงานให้น่าประทับใจ แต่ไม่ง่าย

(18 มิ.ย. 67) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ‘สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง’ ทางช่องยูทูบ ‘แนวหน้าออนไลน์’ ในประเด็นการยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า นโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ว่า… 

แม้สถานการณ์จะเลวร้ายที่สุด คือพรรคถูกยุบและมีบุคคลถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ฝ่ายก้าวไกลก็มั่นใจว่าจะมีพรรคการเมืองมาสานต่อ

ซึ่งแม้จะเสีย สส. งูเห่าออกไปบ้าง แต่ก็เชื่อว่ายังมีแรงสนับสนุน ก็ทำให้เคลื่อนต่อไปได้ อย่างคณะก้าวหน้าที่ปัจจุบันก็เห็นเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ แน่นอนว่ากระทบตัวบุคคล คือมีคนถูกตัดสิทธิ์ แต่ในภาพรวมทางการเมืองไม่เปลี่ยนแปลง หากวันนี้พรรคก้าวไกลถูกยุบ ตนเชื่อว่าบรรดานักวิเคราะห์การเมืองก็คงมองว่า พรรคที่มารับช่วงต่อก็ยังมีโอกาสมากที่สุดที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ที่มีการลือกันว่าตนจะไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ว่า ขอยืนยันว่าไม่รู้เรื่องและไม่เกี่ยวข้องด้วย อาจเป็นความเห็นส่วนตัวของคนที่พูดเรื่องดังกล่าวขึ้นมา แต่เขาคงไม่เอาตนไปเป็นหัวหน้าพรรค อีกอย่างเวลานี้เขาคงวุ่นอยู่กับการต่อสู้คดี ซึ่งที่คนรู้สึกว่าคดีพรรคก้าวไกลต้องเดินไปแบบนี้ เพราะเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีที่มีคนไปร้องให้พรรคก้าวไกลหยุดการกระทำ และเมื่อศาลวินิจฉัยออกมาแบบนั้น คนก็ต้องมองว่าต้องมีคดีนี้ต่อมา

“ตอนนี้มันต้องต่อสู้เรื่องนี้เป็นหลัก ผมเข้าใจอย่างนั้น เพราะว่ามันก็ยากที่จะไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ เขาเปลี่ยนสิ่งที่เขาเคยเขียนไว้ในคำวินิจฉัยในคดีนั้น เพียงแต่ว่าตอนนี้ถ้าจะสู้ก็อาจจะต้องเป็นลงไปว่าเป็นเจตนาไหม? หยุดการกระทำแล้วต้องยุบไหม? มีอำนาจยุบหรือเปล่า? การดำเนินการในการยุบมันถูกต้องตามขั้นตอนไหม? ผมดูว่ามันก็จะไปในเรื่องพวกนี้มากกว่า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวต่อไปว่า…

ส่วนคดี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 40 คน ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบกรณีการแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายพิชิตอาจขาดคุณสมบัติและเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ว่า ในประเทศไทย ทุกคดีจะคุยกันได้ 2 มุม คือมุมกฎหมายกับมุมการเมือง ซึ่งในความเห็นของตนอาจผิดก็ได้ แต่ในมุมกฎหมายหากพูดกันตามสามัญสำนึกก็มีความรู้สึกว่าค่อนข้างชัด

ซึ่งหากแต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติแบบนี้ แล้วมีประมวลจริยธรรมอยู่ ถ้าบอกว่าไม่ผิดก็จะเกิดคำถามมากมายเหมือนกันว่าประมวลจริยธรรมเขียนไว้ทำไม? หรือแปลว่าอะไร? อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายก็มีเรื่องของเทคนิคอยู่ เช่น หากเป็นเรื่องจริยธรรมจริงก็ควรไปผ่านช่องทางอื่นๆ มาก่อนหรือไม่? ซึ่งจริงๆ เหตุที่เกิดขึ้นจะบอกว่าไม่รู้เรื่องเลยก็คงไม่ได้ เพราะตอนตั้งรัฐบาลใหม่ๆ ก็มีชื่อนายพิชิตอยู่ในโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แต่งตั้ง ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างอยู่ แต่การที่ไม่ตั้งก็เป็นที่รับรู้กันว่ามีเครื่องหมายคำถามเรื่องคุณสมบัติ

และแม้ในภายหลัง นายพิชิต จะลาออกจากตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ แต่ก็เป็นเรื่องของนายพิชิต ส่วนนายกฯ เศรษฐา ก็จะยังต้องถูกตรวจสอบเรื่องการแต่งตั้งนายพิชิตต่อไป ถึงกระนั้น หากมามองในมุมการเมือง การที่นายเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ มีผลกระทบสูง เพราะหากรัฐบาลชุดเดิมยังต้องการอยู่ด้วยกันต่อไป ทางพรรคเพื่อไทยยังเหลือรายชื่อบุคคลที่พรรคเสนอให้เป็นนายกฯ อีก 2 คน แต่คำถามคือเป็นที่เห็นพ้องต้องกันแล้วหรือยัง ที่สำคัญคือ การเลือกนายกฯ คนใหม่ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จะไม่เกี่ยวข้องอีกแล้ว สมการก็เปลี่ยนไปอีก

ดังนั้น หากในมุมการเมืองแล้วก็อาจรอด เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดเรื่องยุ่งๆ ตามมา แต่หากเป็นมุมกฎหมายสำหรับตนแล้วตรงไปตรงมาว่าค่อนข้างชัด ส่วนคำถามว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่มีการเตรียมตัวกันมา เหมาะสมหรือยังกับการรับตำแหน่งนายกฯ เรื่องนี้อย่ามาถามตน แต่ตนถามว่าถามว่า โอกาสที่จะเป็นหรือไม่เป็นมาจากปัจจัยอะไร? เพราะจริงๆ ทุกคนก็พูดตรงกันว่าครอบครัวคิดอย่างไร? ซึ่งดูเหมือนครอบครัวเขาจะยังไม่พร้อม และตนก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน แต่ปัญหาคือถ้าเอาอย่างนั้นแล้วจะมีตัวเลือกอื่นหรือไม่?

อย่างอีกชื่อหนึ่งในพรรคเพื่อไทย คือ นายชัยเกษม นิติสิริ ก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือจะข้ามมาที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็มีคำถามว่าพรรคเพื่อไทยจะปล่อยมือจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยเหตุผลใด? หรือจะย้ายขั้วไปเลย เป็นพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคก้าวไกล ก็ยังมีปัญหาอีกว่าแล้วจะให้ฝ่ายไหนเป็นนายกฯ รวมถึงพรรคก้าวไกลก็ยังมีเรื่องยุบพรรคอยู่ ดังนั้น คดีนายกฯ เศรษฐา จะเป็นคดีที่ตัดสินแล้วจะเกิดเรื่องยุ่งมากที่สุด และหากถึงที่สุดจริงๆ ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม ก็ต้องชู น.ส.แพทองธาร เพื่อให้รัฐบาลยังเป็นชุดเดิมและไม่กระทบพรรคเพื่อไทย

“ที่คิดว่าเขาจะไม่ได้เป็นก็มีแต่คนบอกว่าเพราะยังจะไม่ได้เป็นนะ ไมได้แปลว่าในอนาคตจะไม่ได้เป็น เพราะฉะนั้นถ้าเกิดดุลอำนาจที่ทางพรรคเพื่อไทยกับคุณทักษิณ (ทักษิณ ชินวัตร-อดีตนายกรัฐมนตรี) ยังถึงอยู่ ก็มีการมองอยู่ตลอดเวลาว่าวันใดวันหนึ่งคุณอุ๊งอิ๊งก็จะต้องขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี” นายอภิสิทธิ์ ระบุ

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า “ส่วนเรื่องที่วิเคราะห์กันว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับมาได้ เพราะมีการเจรจากันทางการเมืองโดยจำเป็นต้องให้นายทักษิณมาช่วยจัดการกับพรรคก้าวไกล เรื่องนี้ตนไม่อยากใช้คำว่าจัดการ คือเป็นวิธีที่ไม่ทำให้พรรคก้าวไกลได้อำนาจเท่านั้นเอง ไม่ใช่จัดการในความหมายว่าต่อกรหรือต่อสู้ และหากไม่นับบรรดากองเชียร์ ก็จะเห็นบุคคลระดับบนๆ ของพรรคเพื่อไทยตอบโต้พรรคก้าวไกลน้อยมาก”

ทั้งนี้ ต่อข้อสังเกตที่ว่า พรรคก้าวไกลอยู่เฉยๆ ก็ได้คะแนนเพิ่มขึ้น ในขณะที่พรรคเพื่อไทยนับวันมีแต่คะแนนจะต่ำลง จริงๆ ก็เป็นเช่นนั้น เพราะการรวมตัวกันของบรรดาพรรคการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลชุดนี้ ต้องยอมรับว่าในใจลึก ๆ ของผู้สนับสนุนนั้นฝืนความรู้สึกอยู่แล้ว อาจจะยกเว้นอยู่บ้างกับพรรคภูมิใจไทย แต่พรรคอื่น ๆ มีลักษณะที่ฝืนอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลข้ออ้างอะไร ทั้งหมดก็คือการไม่ให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล และยิ่งการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคก้าวไกลได้ที่นั่ง สส. ในสภามากที่สุด อารมณ์ของสังคมอย่างไรก็ต้องไหลไปทางพรรคก้าวไกล

“ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลตั้งแต่ต้นที่พูดกันมา ถ้าจะหยุดยั้งก้าวไกลได้ พูดง่ายๆ การทำงานมันต้องเป็นที่ประทับใจจริง ๆ ซึ่งผมก็เคยวิเคราะห์ตั้งแต่แรกว่าบังเอิญมันไม่ง่าย เพราะสถานการณ์โลก สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โครงสร้างเศรษฐกิจไทย อะไรอีกหลายอย่างตอนนี้มันไม่ค่อยเป็นใจให้เท่าไร นั่นก็เป็นปัจจัยลบอยู่แล้ว และตัวรัฐบาลเองก็ผ่านมาก็นานพอสมควร ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่มีอะไรที่จะบอกได้ว่าเป็นผลงานที่ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าประทับใจ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top