Friday, 21 June 2024
POLITICS

“สุพัฒน์พงษ์” เผยรัฐบาลวางแผน 1-2 รับมือโควิด ขอปชช.มั่นใจ “ย้ำ”จัดซื้อวัคซีนไม่หยุด ดึงเอกชนร่วมด้วย “มั่นใจ” รัฐบาลไม่แตกแยก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงานให้สัมภาษณ์ กรณีพรรคร่วมรัฐบาลไม่พอใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรื่องการมอบหมายให้รัฐมนตรีดูแลพื้นที่ระดับจังหวัด เพื่อไปขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ว่า ไม่มีประเด็นเรื่องความแตกแยก การแบ่งพื้นที่ของรัฐบาล เป็นเรื่องของการสื่อสาร ที่สำคัญประชาชนต้องหนักแน่น ต้องเชื่อมั่นว่าประเทศเราไม่ได้แย่ ซึ่งเหตุการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประเทศอื่นอย่างหนักหนากว่าเราหลายเท่า และที่ภาคเอกชนออกมาสนับสนุนให้รัฐบาลจัดการกับวัคซีน เพื่อต้องการให้เกิดความรวดเร็วและจัดการกับโควิด-19 ได้ดีกว่าประเทศอื่นๆที่มีการแพร่ระบาดในรอบใหม่นี้ 

เมื่อถามถึงการประเมินสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อจะเริ่มลดน้อยลงหรือไม่ นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ต้องรอดูว่าภาคเอกชนจะมีการเสนอแผนให้เกิดความรวดเร็วอย่างไรในวันเดียวกันนี้ และในช่วงปลายเดือนเม.ย.ถึงเดือนพ.ค.จะมีวัคซีนเข้ามา ได้เท่าไหร่ หรือเข้ามา 5-10 ล้านโดสหรือไม่ก็จะช่วยคลายกังวลของประชาชนลงได้บ้าง ประกอบกับแผนของรัฐบาลที่ มีการจัดซื้อวัคซีนก็ทำควบคู่ไปไม่ได้หยุด อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลมีแผนจัดการควบคุมทั้งเรื่องการฉีดวัคซีนและการระบาดของโรคโควิด-19 มีทั้งแผน 1 แผน 2 แผนรองรับไว้อยู่แล้ว ขอให้เกิดความมั่นใจและดูแลตัวเองป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ตามมาตรการด้านสาธารณสุข พร้อมทั้งให้ความร่วมมือรัฐบาลด้วย เนื่องจากการระบาดที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากคนที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ สาธารณสุข ทุกคนต้องช่วยกันแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

“บิ๊กตู่”ถกคกก.ร่วมเอกชน 3 สถาบัน เร่งแก้ปัญหาโควิด-19 ด้าน “ภาคเอกชน”เตรียมเสนอ ล็อกดาวส์ 15 วัน

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 ที่ทำเนียบรัฐยาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าปฎิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งวันนี้ถือเป็นวันแรก ที่ทำเนียบศไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าทำข่าวภายในทำเนียบรัฐบาล 14 วันตามมาตรการการ ขอความร่วมมือจากสำนักโฆษก สํานักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ โดยเมื่อเวลา 10.00 น.นายกรัฐมนตรีได้หารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ที่นำโดยคณะกรรมการหอการค้าไทย ที่นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย  และคณะ เพื่อนำเสนอแนวทางการทำงานของหอการค้าไทยในการขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิขของประเทศ  ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ครม.เข้าร่วม อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ รมว.พลังงาน นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาธร ประธานคณะทำงานพิจารณาจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด- 19 นพ.โสภณ เมฆธน รองประธานคณะทำงานพิจารณาวัคซีน ฯ นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วม 

ทั้งนี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย  กล่าวว่าการประชุมในวันนี้ นายกรัฐมนตนีจะให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)รายงานและสรุปสถานการณ์วัคซีนในประเทศให้เอกชนรับทราบ ถึงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ก่อนจะเริ่มการประชุมใน 2 วาระ คือ 1.สรุปเรื่องการกระจายวัคซีน และ 2.การจัดหาวัคซีน ในส่วนของหอการค้าฯไม่มีข้อเสนอแนะอะไรเพิ่มเติม เพราะเป้าหมายหลักในตอนนี้ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาลคือ การขับเคลื่อนเรื่องวัคซีน 

ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 รอบ 3 ว่าค่อนข้างรุนแรงกว่าการระบาดที่ผ่านมา จำเป็นจะต้องมีการล็อกดาวน์เพิ่มขึ้นอีก เน้นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและมีการแพร่ระบาดสูง บางธุรกิจ บางอาชีพ อย่างน้อย 15 วัน 

ขณะที่ในช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือการจัดหาวัคซีนระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้คาดว่าจะมีการหารือถึงรายละเอียดแนวทางจัดหาและกระจายวัคซีนของภาคเอกชน ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะเสนอแผนการจัดหาวัคซีนทางเลือกและการกระจายวัคซีนของภาคเอกชน ภายหลังจากที่นายกฯ ได้มอบหมายให้ภาคธุรกิจเอกชนติดต่อกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนต่างๆ ส่วนในการติดต่อระดับรัฐบาลก็จะให้กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อหาช่องทางให้ได้วัคซีนเพิ่มมากขึ้นจากที่ได้สั่งจองไปแล้ว 

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ พล.อ.ณัฐพล  นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 หรือศปก.ศบค. ตามปกติ ซึ่งคาดว่าจะมีการประเมินสถานการณ์ เพื่อยกระดับมาตรการต่างๆมากขึ้น หลังยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมีจำนวนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ราชกิจจาฯ ประกาศให้อำนาจ ‘บิ๊กตู่’ คุม พ.ร.บ. 31 ฉบับ หวังแก้วิกฤตไวรัสระบาดเบ็ดเสร็จ-รวดเร็ว

เมื่อวันที่ 27 เมษายน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 3) ความว่า ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. พ.ศ.2563 และขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง และมีประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 26 พ.ค. พ.ศ.2563 นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 เม.ย. พ.ศ.2564 ให้ยกเลิกประกาศ เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 26 พ.ค. พ.ศ.2563 และให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตามกฎหมาย หรือที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายหรือที่มีอยู่ตามกฎหมายโอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราวเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน ดังต่อไปนี้

1.) พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558

2.) พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510

3.) พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2561

4.) พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456

5.) พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ.2497

6.) พระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ.2560

7.) พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551

8.) พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562

9.) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535

10.) พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522

11.) พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542

12.) พระราชบัญญัติควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ.2495

13.) พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530

14.) พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551

15.) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

16.) พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551

17.) พระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ.2558

18.) พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550

19.) พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533

20.) พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522

21.) พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497

22.) พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535

23.) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

24.) พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544

25.) พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542

26.) พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509

27.) พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541

28.) พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559

29.) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545

30.) พระราชบัญญัติองค์การเภสัชกรรม พ.ศ.2509

31.) พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522

ทั้งนี้ ให้รวมถึงกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวข้างต้นด้วย

ให้ส่วนราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายข้างต้นยังคงใช้อำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไป ตามหลักเกณฑ์ที่นายกรัฐมนตรีกำหนด เว้นแต่จะมีประกาศหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย. พ.ศ.2564 เป็นต้นไป

“อนุชา” ชี้ ปรับผัง NBT ขยายเวลาช่วยเหลือปชช.เข้าถึงสถานพยาบาลรักษาผู้ป่วยโควิด-19

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากสั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์สร้างช่องทางการประสานงาน ส่งต่อ และติดตามการให้ความช่วยเหลือระหว่างประชาชนกับสถานพยาบาลในช่วงสถานการณ์โควิด-19  ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนประสานขอรับการช่วยเหลือและสอบถามข้อมูลจำนวนมาก จึงสั่งการให้ขยายเวลาการออกอากาศเพิ่มเติม จากเดิม 10.00-11.30 น. เป็น 09.00-11.30 น. และเปิดรับสายประชาชน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เริ่มใช้ช่วงเวลาใหม่ ในวันที่ 1 พ.ค.2564 เป็นต้นไป เพื่อเป็นที่พึ่งและสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง โดยผู้ต้องการขอรับความช่วยเหลือ หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ผ่านทาง NBT2HD สามารถติดต่อได้ทาง โทร. 02-275-4225 (10 คู่สาย) Facebook: เพจ Live NBT 2HD และ เพจ NBT 2HD

สุชาติ รมว.แรงงาน สั่งการ สปส.เร่งช่วยเหลือผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 จากประกาศ กทม.ปิดสถานที่ หรือสถานประกอบการเป็นการชั่วคราว รับสิทธิว่างงานเหตุสุดวิสัยได้

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เปิดเผยว่า ตามที่กรุงเทพมหานคร ได้มีประกาศสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 25) ลงวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2564 กำหนดให้ปิดสถานที่ และสถานประกอบการ จำนวน 35 ประเภท ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2564 จนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2564 เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งกระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตนในสถานประกอบการ ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม เร่งให้ความช่วยเหลือ ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ในสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และเข้าข่ายที่ต้องปิดหรือหยุดประกอบการชั่วคราว ทำให้ลูกจ้าง ผู้ประกันตนไม่ได้รับค่าจ้าง สามารถติดต่อขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยได้

ซึ่ง "กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย อันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563" ส่งผลให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากไม่ได้ทำงาน หรือนายจ้าง ไม่ให้ทำงานเนื่องจากต้องกักตัวหรือเฝ้าระวังการระบาดของโรค ทำให้ไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น หรือลูกจ้างไม่ได้ทำงานเนื่องจากนายจ้าง หยุดประกอบกิจการ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เนื่องจากทางราชการมีคำสั่งให้ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวเพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติและผู้ประกันตนไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้นมีสิทธิได้รับ ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน ไม่เกิน 90 วัน ซึ่งผู้ประกันตนต้องดำเนินการยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนโดยกรอกแบบขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01/7) 

พร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้และแนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของตนเอง แล้วนำส่งให้นายจ้างรวบรวมแบบฯ เพื่อบันทึกข้อมูลลูกจ้างตามแบบฯ สปส.2-01/7 และหนังสือรับรองการหยุดงาน กรณีราชการสั่งปิด/กรณีกักตัว (นายจ้างที่ใช้ระบบครั้งแรกต้องลงทะเบียนเพื่อใช้ระบบก่อน) เมื่อนายจ้างบันทึกข้อมูลลูกจ้างเสร็จสิ้นให้นำส่งแบบฯ และหนังสือรับรองในระบบ e-Service ส่งมายังสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ทางไปรษณีย์ (ลงทะเบียน) ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่บันทึกข้อมูลในระบบ e-Service บน www.sso.go.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง/จังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือผ่านโทรศัพท์สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ย้ำกำชับให้สำนักงานประกันสังคม ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดรวมทั้งรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลกระทบภาวะวิกฤต โควิด-19 ในทุกๆ ด้าน เพื่อหาแนวทางกำหนดมาตรการแก้ไขให้สอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาลที่มีนโยบายที่จะเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนนายจ้าง และผู้ประกันตน ในระบบประกันสังคมในช่วงสถานการณ์ แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้มากที่สุด

ศรีสุวรรณ จี้ บิ๊กตู่ ทบทวนซื้อเรือดำน้ำ หวั่นสูญ 3.6 หมื่นล้านบาท หลัง อินโดฯ เกิดโศกนาฏกรรม

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุเรือดำน้ำเคอาร์ไอ นังกาลา-402 ของอินโดนีเชียแตกเป็น 3 ท่อน จมก้นทะเลทางตอนเหนือของเกาะบาหลี ลูกเรือดับทั้งลำ 53 ศพ หลังจากได้สูญหายระหว่างฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโด เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมานั้น โศกนาฏกรรมดังกล่าว ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญของการมีเรือดำน้ำของประเทศไทย ที่ยังดันทุรังที่จะซื้อเรือดำน้ำของจีนมาประจำการในกองทัพเรือให้จงได้ แม้จะต้องใช้เงินภาษีของประชาชนไปซื้อกว่า 3.6 หมื่นล้านบาทก็ตาม หากเกิดพลาดพลั้งซ้ำรอยเดิมเหมือนอินโดนีเชียขึ้นมา ก็จะไม่สามารถจับมือใครดมหรือหาคนรับผิดชอบได้ นอกจากการออกมาแถลงแก้เกี้ยวว่าเป็นเหตุสุดวิสัย

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ประเทศไทยห่างหายจากการมีเรือดำน้ำมากว่า 70 ปีแล้วหลังจากที่ไทยเคยมีใช้ 4 ลำและถูกปลดประจำการทั้งหมดไปตั้งแต่ปี 2494 ดังนั้น ศักยภาพ ความรู้ ความชำนาญการของการบังคับการเรือดำน้ำสมัยใหม่ ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีระบบอิเล็กทรอนิกส์และอาวุธตอร์ปิโด ย่อมไม่สามารถเทียบเท่าความชำนาญการของทหารเรืออินโดนีเชียได้ที่เขามีประสบการณ์การใช้งานมาอย่างต่อเนื่องกว่า 44 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังผิดพลาด ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาลในครั้งนี้ได้

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ประเทศไทยขณะนี้ยังยากจน ความเหลื่อมล้ำในสังคมยังมีสูงมาก โดยเฉพาะกับการเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ในรอบที่ 3 ที่อาจมีต้นเหตุมาจากนักการเมืองไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์ที่ยังจับมือใครดมไม่ได้ ซึ่งยังไม่มีใครคาดการณ์ว่าจะจบลงเมื่อไร เพราะดูการบริหารการสั่งซื้อวัคซีนและการฉีดวัคซีนที่ช้ากว่าชาติใดๆในอาเชียน ก็สามารถพิเคราะห์ได้เลยว่า ประเทศไทยจะเป็นชาติสุดท้ายในอาเชียนที่จะฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบ อันจะกระทบไปถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้าตามมา และประเทศจะมีปัญหาภาระหนี้ทั้งระบบ จนยากที่รัฐบาลนี้จะแก้ไขได้

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงทำหนังสือร้องไปที่นายกรัฐมนตรีในฐานะ รมว.กระทรวงกลาโหม เพื่อขอให้ทบทวนการจัดซื้อจัดหาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า รุ่น YUAN CLASS S26T จากประเทศจีนเสีย หรือเจรจาขอขยายการส่งมอบและชำระเงินออกไปสัก 10 ปี เพื่อรอให้ประเทศไทยฟื้นจากปัญหาโควิด-19 เสียก่อนก็ยังไม่สายเกินไป เพื่อนำเงินเหล่านั้นมาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโควิด-19 ก็จะได้รับการสรรเสริญจากประชาชนทั้งประเทศ เพราะการเป็นนักการเมืองที่ดีที่จะเป็นรัฐบุรุษได้ต้องมองถึงอนาคตของชาติ มากกว่ามองแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว

'แรมโบ้' ขอประชาชนเชื่อมั่นรัฐบาลแก้โควิด-19 จี้ ฝ่ายค้านเปิดใจฟัง อย่าเอาทุกประเด็นมาโจมตี

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2564 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการบริหารสถานการณ์โควิด-19 และการจัดการวัคซีนของนายกรัฐมนตรี ว่า นายกฯ และ รัฐบาลทำงานแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี แต่เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นอีกครม.จึงได้โอนอำนาจให้นายกฯคุม 31  พ.ร.บ ในการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19  ซึ่งโฆษกรัฐบาลได้ยืนยันแล้วว่า เป็นการโอนเพียงชั่วคราวเท่านั้น เป็นการเสริมอำนาจ ไม่ใช่เป็นการรวบอำนาจ ขณะที่รัฐมนตรีก็ยังมีอำนาจอยู่เป็นบางเรื่องที่นายกฯสั่งการได้ และครม.ได้อนุมัติงบประมาณ 321 ล้านบาท ในการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมแล้ว นายกฯมีเป้าหมายให้จัดหาวัคซีนให้ได้ 10-15 ล้านโดสต่อเดือน และนำมาฉีดให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุดอย่างน้อยวันละ 3 แสนโดส

นายเสกสกล กล่าวว่า ขอให้ประชาชนสบายใจและมั่นใจได้ว่านายกฯทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขกับสถานการณ์ โควิด -19 ให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนให้เร็วครบทุกคน ขอฝ่ายค้านเปิดใจ รับฟัง ถึงการทำงานของนายกฯบ้าง และพิจารณาก่อนว่านายกฯ ได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว ไม่ใช่ว่านำทุกประเด็นมาโจมตี กล่าวหานายกฯและรัฐบาลตลอดเวลา ขอขอบคุณพรรคการเมือง และหน่วยงานทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชน ที่เสียสละร่วมมือร่วมใจช่วยกันแก้ไขปัญหาวิกฤตในครั้งนี้ ไปพร้อมกับรัฐบาล หากทุกฝ่ายมีความตั้งใจจริง ช่วยกันลงมือกระทำ หยุดพูดทำลายกัน หยุดโจมตีตำหนิด่าทอกัน เป็นขวัญกำลังใจให้กันและกัน ในยามบ้านเมืองต้องการความรักความสามัคคี ความเป็นนำ้หนึ่งใจเดียวกัน นายกฯและรัฐบาล มั่นใจว่าประเทศไทยต้องชนะ ก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้

รมว.สุชาติ เผย ตรวจโควิด-19 ที่สนามไทย – ญี่ปุ่น ดินแดง จะเปิดจนถึง 30 เม.ย.นี้ ย้ำ สายด่วน 1506 กด 6 ช่วยประสานส่งผู้ประกันตนถึงโรงพยาบาลได้ทันท่วงที

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผย ภาพรวมการตรวจโควิด-19 เชิงรุก 
เพื่อผู้ประกันตน ตามโครงการแรงงาน…เราสู้ด้วยกันใน 5 จังหวัด ขณะนี้ตรวจไปแล้ว 29,065 คน ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ 607 คน เน้นย้ำศูนย์ตรวจที่สนามไทย – ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพมหานครจะเปิดให้บริการไปจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ จากนั้นจะปิดศูนย์ชั่วคราว และเปิดให้บริการตรวจคัดกรองอีกครั้งในวันที่ 5 – 11 พ.ค.นี้ ด้านผู้ประกันตนกล่าวขอบคุณรัฐบาลและกระทรวงแรงงานที่ประสานความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1506 กด 6 นำส่งโรงพยาบาลจนถึงมือหมอได้อย่างทันท่วงที

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 เชิงรุก เพื่อผู้ประกันตน ตามโครงการแรงงาน...เราสู้ด้วยกัน ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี เชียงใหม่ และชลบุรี ซึ่งภาพรวมขณะนี้ตรวจไปแล้วทั้งหมด 29,065 คน พบผู้ติดเชื้อ 607 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 เม.ย.64 เวลา 16.00 น.) ซึ่งแต่ละศูนย์มีผลการตรวจ ดังนี้ กรุงเทพมหานคร ตรวจแล้ว 23,055 คน พบผู้ติดเชื้อ 602 คน ซึ่งได้ประสานส่งเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้วจำนวน 31 คน ส่งเข้า Hospitel จำนวน 290 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการสอบสวนโรค จังหวัดชลบุรีตรวจแล้ว 596 คน พบผู้ติดเชื้อ 5 คน และอยู่ระหว่างการสอบสวนโรค ปทุมธานี ตรวจแล้ว 3,296 คน เชียงใหม่ ตรวจแล้ว 1,389 คน นนทบุรี ตรวจแล้ว 729 คน ซึ่งในส่วนของ 3 จังหวัดยังไม่ได้รับรายงานผู้ติดเชื้อ โดยศูนย์ตรวจที่สนามไทย – ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพมหานครจะเปิดให้บริการไปจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ จากนั้นจะปิดศูนย์ชั่วคราว และเปิดให้บริการตรวจคัดกรองอีกครั้งในวันที่ 5 – 11 พ.ค.นี้ และจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า เมื่อผู้ประกันตนเข้ารับการตรวจโควิด-19 แล้ว และระหว่างรอผลตรวจต้องกักตัวที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เมื่อทราบผลการตรวจแล้วทางโรงพยาบาลจะแจ้งให้ทราบผ่าน 3 ช่องทาง คือ QR Code , SMS และทางโทรศัพท์เพื่อแจ้งแนวการปฏิบัติตนขณะรอเข้ารับการรักษาตามขั้นตอน ดังนี้ 1) ผู้ประกันตนที่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย (กลุ่มสีเขียว) โรงพยาบาลให้เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Hospitel) หรือโรงพยาบาลสนาม 2) สำหรับกลุ่มที่มีอาการไม่รุนแรงหรือกลุ่มที่มีอาการรุนแรง (กลุ่มสีส้มและกลุ่มสีแดง) พิจารณาให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กรณีโรงพยาบาลไม่สามารถรองรับผู้ประกันตนได้เนื่องจากเตียงเต็มโรงพยาบาลสามารถส่งต่อผู้ป่วยให้กับโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการดูแลต่อไป  

ทั้งนี้ โรงพยาบาลที่ตรวจคัดกรองโควิด-19 ทั้ง 5 จังหวัดที่เปิดเป็นศูนย์ตรวจจะมีหน้าที่ในการสอบสวนโรคและพิจารณาส่งผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลหรือ Hospitel ซึ่ง ณ ขณะนี้มีโรงพยาบาล ที่จัดตั้ง Hospitel จำนวน 23 แห่ง จำนวน 6,943 เตียง  และอยู่ระหว่างประสานหาเตียงเพิ่มสำหรับรองรับผู้ป่วยที่ประสานหาเตียงผ่านสายด่วน 1506 กด 6 อีกจำนวน 3,000 เตียง 

นายสุชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่ผู้ประกันตนได้ขอความช่วยเหลือมายังกระทรวงแรงงานและสายด่วน 1506 กด 6 ว่า ผู้ติดเชื้อรายหนึ่งเธอมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว และรู้สึกกังวลใจ เนื่องจากมีโรคประจำตัวเป็นมะเร็งเต้านมได้เดินทางมาตรวจโควิด-19 ที่สนามไทย – ญี่ปุ่น ดินแดง และทราบผลตรวจเมื่อวานนี้ (26 เม.ย.64) และทางกระทรวงแรงงานได้ประสานโรงพยาบาลลาดพร้าว ให้นำรถพยาบาลมารับเมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้ และเมื่อเวลา 17.27 น.ที่ผ่านมาเจ้าตัวโทรมาแจ้งว่าได้ขอบคุณรัฐบาลและกระทรวงแรงงานที่ให้การประสานการดูแลจนเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลลาดพร้าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่อีกราย เป็นผู้ประกันกันมาตรา 33 มีอาการคอแห้ง เจ็บคอ มีไข้อ่อนๆ ต้องเข้ารับการรักษาตัว ที่โรงพยาบาล จึงประสานขอความช่วยเหลือรับมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อขอรถพยาบาลให้ไปรับ และกระทรวงแรงงานได้ให้รถพยาบาลของโรงพยาบาลวิชัยเวช เข้าไปรับในวันนี้เวลาประมาณ 18.00 น.จนถึงเจ้าตัวได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที 

เช่นเดียวกับอาม่ารายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง มีอาการไออย่างรุนแรง ผู้ดูแลใกล้ชิดจึงเป็นห่วงอาม่าต้องการให้พาไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ผู้ดูแลผู้ป่วยจึงตัดสินใจประสานความช่วยเหลือมายังกระทรวงแรงงานให้หารถมารับ จนล่าสุดรถพยาบาลของโรงพยาบาลสมุทรปราการได้รับตัวอาม่าไปรักษาเรียบร้อยแล้ว

“อนุชา” สั่งพศ. ประสานวัด ย้ำ เผาร่างผู้ติดเชื้อได้ วอนอย่ารังเกียจ แนะให้ทำตามมาตรการป้องแพร่ระบาดเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2564 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)กล่าวถึงกระแสสังคมวิจารณ์ ที่วัดบางแห่ง ปฏิเสธรับศพผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประกอบพิธี ว่า ได้สั่งการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)ประสานทำความเข้าใจและขอความร่วมมือทุกวัดทั่วประเทศ อย่าปฏิเสธการประกอบพิธีฌาปนกิจศพผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 และให้ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินการฌาปนกิจศพเป็นพิเศษ โดยให้ประสานกับสาธารณสุขพื้นที่ เพื่อปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัดและถูกวิธี พร้อมสร้างความเข้าใจกับญาติ เกี่ยวกับการประกอบพิธีฌาปนกิจว่าต้องกระทำทันที ไม่ให้มีการไว้ทุกข์เป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในวัดและชุมชนใกล้เคียง 

“ในสถานการณ์วิกฤตของประเทศ วัดเป็นที่พึ่งหลักของพุทธศาสนิกชน ที่มีความศรัทธาตั้งแต่เกิดจนตาย เมื่อเกิดการสูญเสียไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ขอความร่วมมือไปยังทุกวัด กรุณารับฌาปนกิจศพผู้ติดเชื้อ อย่าได้รังเกียจ และขอให้ปฏิบัติอย่างถูกวิธีตามมาตรการป้องกันการแพทยระบาด โควิด-19 ที่ภาครัฐกำหนด”

งดจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลฯ 2564 ที่ท้องสนามหลวง

2564 ผ่านโปรแกรม ZOOM cloud Meetings ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การจัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ไม่สามารถดำเนินการจัดได้ตามปกติ 

กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มีหนังสือถึงสำนักพระราชวัง ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยงดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2564 และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตประกอบพิธีปลุกเสกพันธุ์ข้าวพระราชทาน เพื่อเป็นพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูก รวมถึงเพื่อความเป็นสิริมงคลและขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรทั่วประเทศ

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่กระทรวงเกษตรฯ ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยงดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2564  และพระราชทานพระมหากรุณาในการต่างๆ ดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานฝ่ายฆราวาสในพิธี ปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2564  เวลา 17.00 น. และปฏิบัติหน้าที่ประธานในพิธีหว่านข้าวในแปลงนาทดลองสวนจิตรลดา ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้หว่านข้าว 

พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระคันธารราษฎร์ใหญ่ (ประทับนั่ง) พระคันธารราษฎร์จีน (ประทับนั่ง) ที่ประดิษฐาน ณ  หอพระคันธารราษฎร์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานในพิธีปลุกเสกเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืชต่างๆ ในวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2564 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ผู้แทนสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ผู้แทนสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปีพุทธศักราช 2563 – 2564 จำนวน 76 คน เข้ารับโล่รางวัลพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะกำหนดวันและเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง

ทบ.ระดมรถทหาร 103 คัน สนับสนุนภารกิจเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อใน กทม.และปริมณฑล

เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2564 พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ยังคงส่งผลในวงกว้าง นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้เหล่าทัพเข้าสนับสนุนการอำนวยความสะดวกด้านการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไปยังโรงพยาบาลสนามเพิ่มขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง 
ได้บูรณาการยานพาหนะจากเหล่าทัพพร้อมพลขับ จัดตั้ง“ศูนย์สนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ COVID-19 ศปม.”ขึ้น  ทั้งนี้ในส่วนของกองทัพบก ได้ส่งยานพาหนะเข้าร่วมปฏิบัติงานในศูนย์ดังกล่าวแล้วตั้งแต่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา 
             
จากนโยบายของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่พร้อมนำทรัพยากรของกองทัพบกที่มีอยู่มาใช้ในการสนับสนุนและดูแลประชาชนในสถานการณ์ COVID-19 นั้น ล่าสุดได้สั่งการให้จัดตั้ง “ศูนย์ควบคุมการเคลื่อนย้าย ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคงกองทัพบก” เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของกระทรวงสาธารณสุข ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนภารกิจของกระทรวงสาธารณสุขและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในกรณีฉุกเฉินตามความเหมาะสม โดยมอบให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก บูรณาการศักยภาพด้านการขนส่งและการบริหารจัดการด้านการเคลื่อนย้ายของกองทัพบก ให้การสนับสนุนเพิ่มเติมในภารกิจเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อไปยังโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล 

โดยกองทัพบกได้จัดยานพาหนะ 103 คัน เป็นรถโดยสารขนาดเล็กจำนวน 35 คัน และรถยนต์บรรทุกปกติขนาดเล็ก (ปิ๊กอัพ) จำนวน 68 คัน พร้อมกำลังพลประจำรถที่ผ่านการฝึกอบรมในเรื่องการเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อ และมอบให้กองทัพภาคที่ 1, กรมการขนส่งทหารบก, หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก รับผิดชอบดำเนินการในลักษณะประสานการปฏิบัติกับศูนย์เอราวัณ, ศูนย์นเรนทร และศูนย์แรกรับผู้ป่วย โดยเริ่มปฏิบัติภารกิจตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (27 เม.ย.64) สำหรับยานพาหนะที่ใช้ในภารกิจเคลื่อนย้ายผู้ติดเชื้อในครั้งนี้ทางกรมวิทยาศาสตร์ทหารบกได้เข้ามาทำความสะอาดเพื่อให้ปลอดเชื้อ พร้อมออกปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง 

โดยในวันนี้ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก ได้มีการตรวจความพร้อมของยานพาหนะและกำลังพลในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 เพื่อให้การปฏิบัติดูแลผู้ติดเชื้อในเรื่องการเดินทางไปโรงพยาบาลเป็นไปตามแนวทางที่กองทัพบกและ ศปม. กำหนด

“จตุพร” เชื่อเตี๊ยมกัน กทม.ปรับ“ประยุทธ์” 6 พันไม่ใส่แมส หวังสร้างภาพรับผิดชอบ ชี้ถ้าไม่เตี๊ยม ผู้ว่า กทม.-ผบช.น. ไม่กล้าบุกมาปรับถึงทำเนียบ ย้ำบริหารโหลยโท่ยมา 7 ปีทำไมไม่กล้ายืดอกรับผิดชอบ ลั่นโควิดระบาดเข้าขั้นบ้านเมืองหายนะ ย้ำนายกฯออกไป

เมื่อ 27 เมษายน พ.ศ.2564 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk โดยตำหนิการบริหารงาน 7 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่มีผลงานให้คนไทยภูมิใจได้เป็นชิ้นเป็นอัน ยันมาถึงวันนี้สถานการณ์สายไป ควรแสดงความรับผิดชอบลาออก เพื่อให้คนไทยได้พบกับความสุขที่เป็นจริงสักที 
 
นายจตุพร กล่าวว่า การระบาดของโควิดในรอบที่สามนี้ นับเป็นจุดของความหายนะของประเทศอย่างชัดเจน ซึ่งเกิดขึ้นโดยผู้นำสูงสุดชื่อประยุทธ์ และไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรออกมาเลย 
 
ส่วนการปรับประยุทธ์ ไม่ใส่แมสระหว่างเป็นประธานการประชุมโควิดที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวานนี้ (26 เม.ย.) นั้น เป็นการฝ่าฝืนระเบียบของ กทม. จึงต้องถูกปรับในอัตรา 6,000 บาท อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่า คงเป็นการเตี๊ยมกันไว้แน่นอน 
 
"ผมไม่เชื่อว่า ผู้ว่า กทม.คนที่ประยุทธ์ อาศัยอำนาจมาตรา 44 แต่งตั้งมานั้น จะกล้าลงมือเปรียบเทียบปรับประยุทธ์ 6,000 บาท ซึ่งดูเสมือนเป็นการรับผิดชอบของประยุทธ์ แล้ว ทั้งที่ประยุทธ์ ไม่ได้รับผิดชอบอะไรเลย แต่เกิดจากเหตุความสะเพร่า เลอะเลือน จึงต้องจัดฉากตามหลัง เพื่อบอกถึงการแสดงความรับผิดชอบแล้ว" 
 
นายจตุพร ย้ำว่า ความรับผิดชอบของประยุทธ์ ไม่ใช่การจ่ายค่าปรับ 6,000 บาท แต่ต้องเป็นความรับผิดชอบเต็มที่ เพราะเป็นคนประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน แล้วได้ดึงอำนาจอื่นใดที่อยู่ภายใต้กำกับของ รมต. ที่เกี่ยวข้องกับโควิด มาอยู่ที่ประยุทธ์ และ ศบค.ทั้งหมด 
 
นอกจากนี้ ปรากฎการณ์กลุ่มหมอไม่ทนล่ารายชื่อให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล พ้นจาก รมว.สาธารณสุขนั้น ตนว่า ไม่แฟร์ เพราะคนทื่มีอำนาจสูงสุดคือประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบและต้องถูกไล่เป็นอันดับที่ 1 แล้วนายอนุทิน เป็นอันดับที่ 2 แต่สิ่งแปลกประหลาดคือ ไม่แตะต้องนายกฯในฐานะคนรับผิดชอบโดยตรงเลย จึงทำให้คอการเมืองสงสัยที่คนหนึ่งเป็นแพะ แต่อีกคนหนีความรับผิดชอบไป 
 
"ในสายตาผม คนมีความผิดอันดับ 1 คือ ประยุทธ ส่วนนายอนุทิน เป็นอันดับที่ 2 แต่กลายเป็นว่าคนมีอำนาจเต็มตาม พรก.ฉุกเฉิน ไม่รับผิดชอบอะไรเลย รับผิดชอบอย่างเดียวคือเวลาพูดไม่ต้องใส่หน้ากาก แล้วจ่ายค่าปรับ 6,000 และได้รับคำสรรเสริญเยินยอ ทั้งที่เป็นความโหลยโท่ยทั้งหมด ตั้งแต่การบริหารจัดการวัคซีนที่ไม่มี รมต.สาธารณสุขมารับผิดชอบ ก็เป็นความแปลกประหลาดแล้ว" 
 
อย่างไรก็ตาม การเข้าชื่อไล่นายอนุทินนั้น ไม่ได้หมายความว่า คนไทยจะลืมประยุทธ์ ที่มีอำนาจสูงสุดไป ดังนั้นความล้มเหลวทั้งหมด ไม่ว่าการบริหารวัคซีน และพื้นที่การ์ดตกทั้งหลาย ทั้งบ่อนการพนัน ผับบาร์ สนามมวย ก็อยู่ภายใต้การดูแลของประยุทธ์ทั้งสิ้น ซึ่งได้เคยแสดงความรับผิดชอบอะไรหรือไม่ 
 
ดังนั้น ประเทศไทยจึงอยู่ในสภาพทุกอย่างสายไปหมด ถูกสร้างให้เกิดความกลัวจากโควิด ทั้งที่ความตายจากความเจ็บป่วยเป็นอาการปกติ เมื่อมีความตายเกิดขึ้นจึงต้องพิสูจน์ว่า ความตายที่ผิดธรรมชาติเกิดจากโควิดจริงหรือไม่ หรือเกิดจากโรคอื่นใด  
 
"ยิ่งวันนี้ตายตั้ง 15 ราย ยิ่งทำให้เกิดความกลัวไปกันใหญ่ เพราะความกลัวจากโควิด ได้ทำลายรากฐานทางเศรษฐกิจอย่างยับเยิน ประเทศอยู่ในสภาพล้มละลาย เมื่อการบริหารของประยุทธ์สะท้อยนชัดเจนว่า ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์โควิดได้แล้ว ทำไมไม่ทำเรื่องขอเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อรายงานสถานการณ์โควิดที่เป็นจริงและขอพระราชทานคำแนะนำจากพระเจ้าแผ่นดิน โดยอยู่ภายใต้กลไกประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ซึ่งหลายคนมีความสงสัย" 
 
อีกอย่าง การที่พระเจ้าแผ่นดินได้พระราชทานรถพร้อมเครื่องมือตรวจเชื้อโควิดนั้น ชี้ได้ว่า พระองค์ได้ติดตามสถานการณ์ แต่การบริหารราชการเป็นเรื่องของประยุทธ์ เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดประยุทธ์เอาไม่อยู่และควบคุมตัวเองไม่ได้ สะท้อนจากการไม่ใส่หน้ากากอนามัยประชุมทั้งที่คนอื่นที่เข้าร่วมประชุมใส่หน้ากากกันทั้งห้อง ดังนั้น สิ่งนี้ชี้ว่า ประยุทธ์ไม่ได้อยู่กับร่องกับรอยแล้ว 
 
“สภาพของประยุทธ์เวลานี้ ไม่สอดคล้องกับปัญหาของชาติบ้านเมือง ผมจึงเห็นว่าประยุทธ์ ต้องออกไป อย่ากังวลว่า ไม่มีประยุทธ์ จะแก้ปัญหาการระบาดโควิดระลอกใหม่ไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่า ถ้าออกไป อะไรที่เป็นอุปสรรคจะได้รับการขจัด เพราะถ้าคนเราบกพร่องถึง 3 ครั้งติดต่อกันนั้น ชี้ได้ชัดว่าคนนั้น เป็นคนไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีศักยภาพในการบริหารประเทศที่เกี่ยวข้องกับความตายของประชาชนได้อีกต่อไป” 
 
นายจตุพร กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์นี้ ตนไม่ต้องการให้โควิดเป็นเครื่องมือในการยื้อการบริหารประเทศ เพราะยิ่งจะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น ดังนั้นเวทีไทยไม่ทน สามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย ต้องดำเนินการในวันเสาร์-อาทิตย์ต่อไป เพียงแต่เรามีมาตรการให้คนอยู่ในห้องประชุมได้ไม่เกิน 20 คนตามที่ กทม.กำหนดไว้ และคนพูดต้องใส่แมสกันทุกคน 
 
อย่างไรก็ตาม ตนยังต้องจัดกิจกรรมทั้ง 2 วัน และจะแจ้งว่ามีใครมาร่วมพูดบ้าง ซึ่งที่ผ่านมาการอภิปรายอยู่ในเหตุผล พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบ และสร้างความจริงให้กับประชาชน อีกทั้งเราจะปล่อยให้การบริหารประเทศอยู่ในความรับผิดชอบของประยุทธ์ ไม่ได้ 
 
รวมทั้ง กล่าวว่า อย่าง พิมรี่ พาย สนับสนุนคนยากลำบาก มีคนส่งข้อความไปถึงเธอเป็นแสนๆ ก็สามารถบริหารจัดการได้ แต่รัฐบาลมีกำลังทุกด้านกลับจัดการไม่ได้ พร้อมบริหารไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง บุคคลกรและกลไกรัฐมีอยู่เต็มบ้านเมือง ท้ายที่สุดกลับสู้ผู้หญิงคนเดียวไม่ได้  
 
อย่างไรก็ตาม ตนยกกรณีของพิมรี่ พาย นั้น เพื่อต้องการเปรียบเปรยให้เห็นว่า รัฐบาลมีกำลังคนเต็มแผ่นดิน มีงบประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท มีเงินกู้ ยังจัดการไม่ได้  
 
ที่สำคัญกรณีวัคซีน เจ้าที่เป็นข่าว (ไฟเซอร์) มาขอพบและเก็บเงินที่หลังถึง 4 ครั้ง ประเทศไทยกลับเมินเขา แล้วต้องไปร้องขอเขาอีก ซึ่งประยุทธ์ ต้องตอบคำถามว่า มันเกิดอะไรขึ้นจึงระงับยับยั้งถึง 4 ครั้ง ทั้งที่เป็นเรื่องที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้วัคซีน ซึ่งเป็นการประเมินที่ผิดพลาดของประยุทธ์ 
 
“ประยุทธ์ ท่านได้แสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง มันไม่ใช่ว่า เสียค่าปรับ 6,000 บาท แล้วจะไปกลบทุกเรื่องราว ซึ่งผมสมเพช เพราะใครก็รู้ว่า เตี๊ยมกัน ไม่เช่นนั้นทั้งผู้ว่า กทม.และ ผบช.น. ไม่กล้ามาปรับถึงที่ทำเนียบรัฐบาลหรอก” 
 
นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งสำคัญในเวลานี้ ตนเชื่อว่า การเป็นรัฐบาลต้องกล้าฟังความเห็นต่าง แต่วันนี้นอกจากไม่ฟังความเห็นต่างแล้ว ยังไม่ทำเรื่องเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อถวายรายงานสถานการณ์และขอพระราชทานคำแนะนำอีก จึงพิสูจน์ได้ประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาโควิดได้แล้ว ยังจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก 
 
ดังนั้น การอยู่หรือไปของประยุทธ์ ได้เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของพี่น้องประชาชนทั้งชาติ ยังเป็นสิ่งที่พวกเราต้องยืนหยัด โดยพวกตนไม่ได้หวังว่า คนเป็นนายกฯ ต้องเป็นยอดมนุษย์ แต่ควรเป็นคนที่มีใจกว้างขวาง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นคนมีจิตใจนักเลง และรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย 
 
"เราเชื่อว่า นายกฯ ไม่ใช่เทวดาที่ต้องทำได้ทุกเรื่อง แต่เราก็หวังว่า ศักยภาพของนายกฯ คือการฟังและตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง โดยผ่านกระบวนการรับฟังความให้ครบถ้วนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่ผ่านมา ประยุทธ์ ทำตัวเหมือนคนไม่มีหู เพราะไม่รู้จักฟัง จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติได้เลย” 
 
อย่างไรก้ตาม ตนยังยืนยันว่า จะจัดกิจกรรมทั้งสองวันคือ เสาร์-อาทิตย์ และจะใช้ความระมัดระวังอย่างมากที่สุด โดยภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ผู้นำบางประเทศจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ไม่ใช่ประเทศไทย ซึ่งเราจะหายากในยุคนี้  
 
“ประเทศเราช่วงหลังนี้ เต็มไปด้วยความคับแค้น ถ้าประยุทธ์ มีเวลาว่างมาก ลองนั่งนึกดูให้ดีว่า การอยู่ต่อไปของท่านมีประโยชน์อะไรต่อชาติบ้านเมืองบ้าง เมื่อไม่เป็นประโยชน์กับชาติบ้านเมือง ผมก็ถามว่า แล้วท่านจะนั่งอยู่ต่อไปทำไม ทำไมไม่ให้คนที่มีศักยภาพที่เหนือกว่าได้เข้ามา” 
 
นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้ตนต้องถามหาความรับผิดชอบจากนายกฯ และกลุ่มหมอไม่ทนทำไมไม่เรียกร้องหาความรับผิดชอบของประยุทธ์ เพราะความรับผิดชอบต้องเรียงตามลำดับ คนที่เป็นผู้นำประเทศต้่องรับผิดชอบขั้นสูงสุดมากกว่าคนอื่น   
 
อีกทั้ง 7 ปีได้พิสูจน์มาแล้วว่า ประยุทธ์ ไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆได้เลย จึงมาถึงจุดของวันนี้ว่า ทุกอย่างมันสายไป ดังนั้นประยุทธ์ ควรมีน้ำใจเสียสละให้กับประเทศนี้บ้าง เพราะคนไทยอดทนกับประยุทธ์ อย่างที่ไม่เคยอดทนให้นายกฯ คนใดทั้ง 28 คนที่ผ่านมา 
 
"ถามว่าประยุทธ์ จะทรมานจิตใจคนไทยไปถึงขนาดไหน ทำไมไม่คืนความสุขให้คนไทยอย่างแท้จริง ตามที่เคยประกาศว่า จะเป็นผู้คืนความสุข วันนี้การคืนความสุขที่แท้จริงคือการลุกออกจากตำแหน่งนายกฯ ซึ่งจะเป็นวันหนึ่งของคนที่จะมีความสุข”  

นายจตุพร เชื่อว่า เมื่อประยุทธ์ ออกไป และคนที่มาใหม่จะมีประสิทธิภาพในการแก้ไขสถานการณ์โควิด รวมทั้งทางออกอื่นของชาติบ้านเมือง เพราะอย่างน้อยที่สุด คนที่มาใหม่ เขาไม่กล้ากระทำอย่างที่ประยุทธ์ ได้กระทำ

“ราเมศ” ไม่ยอมจบ จี้ พปชร สอน “สัณหพจน์”รู้กาลเทศะ หยุดให้ร้ายปชป.ไม่ใช่นึกจะพูดก็พูด ควรเอาเวลาไปช่วย ปชช.จากโควิดดีกว่า

เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2564 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส.ส.นครศรีธรรมราช และรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ออกมาให้ร้ายโจมตีพรรคหลายครั้ง ว่า พรรคพลังประชารัฐ ต้องห้ามปรามลูกพรรค ให้หยุดพฤติกรรมที่ให้ร้ายโจมตีพรรคอื่น และสอนให้ตระหนักบ้างว่าขณะนี้บ้านเมืองกำลังเกิดปัญหาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทุกคนโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองควรทำเป็นตัวอย่างในการร่วมกันทำงานด้วยความสามัคคี  ตนไม่เคยไปเริ่มต้นกล่าวหาพรรคใด แต่เมื่อสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ออกมากล่าวหารรคประชาธิปัตย์ ตนจะไม่ให้ออกมาชี้แจงก็เป็นไปไม่ได้เพราะประชาธิปัตย์จะเสียหาย แล้วต้องมาเสียเวลาชี้แจงทั้งๆที่มีเรื่องที่ต้องทำเพื่อประชาชนอีกมาก แต่มาเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

“อยู่ร่วมกันควรให้เกียรติกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่มาบิดเบือนเรื่องผลงานเพราะโครงการประกันรายได้พี่น้องเกษตรกร ชาวสวนยาง สวนปาล์ม ข้าว มันสัมปะหลัง ข้าวโพด คือนโยบายของประชาธิปัตย์ ที่ผลักดันจนเป็นผลสำเร็จ แต่พลังประชารัฐให้ลูกพรรคมากล่าวหาว่าประชาธิปัตย์มาเคลมผลงาน ทั้งๆที่เวลาพรรคประชาธิปัตย์พูด แน่นอนว่าเป็นนโยบายของพรรค แต่ผลักดันจนสำเร็จผ่านหลายกลไกของรัฐบาล ให้เกียรติตลอด แต่ลูกพรรคพลังประชารัฐ กลับออกมาบืดเบือน
พรรคพลังประชารัฐควรออกมาเตือน ให้รู้กาลเทศะ รู้หลักการความถูกต้องในทางการเมืองบ้าง ไม่ใช่นึกอยากจะพูด อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่ถ้าพรรคพลังประชารัฐคิดว่าลูกพรรคที่ออกมาให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ทำถูกต้องแล้วก็ให้ตอบมาให้ชัด” นายราเมศ กล่าว

ภาคอุตสาหกรรมแนะรัฐล็อกดาวน์คุมโควิดเพิ่มความเชื่อมั่น

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐหลายเรื่อง โดยขอให้ภาครัฐเร่งควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ให้ได้โดยเร็ว โดยใช้มาตรการล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและมีการแพร่ระบาดสูง เร่งรัดการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน สนับสนุนให้เอกชนนำเข้าวัคซีนที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย.แล้ว ขอให้ภาครัฐดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ง่ายขึ้น

ส่วนผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมี.ค. 2564 พบว่า อยู่ที่ระดับ 87.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 85.1 ในเดือนก่อนโดยค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกขนาดอุตสาหกรรมและทุกภูมิภาค เป็นผลมาจากจากอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อภาคการผลิตรวมทั้งการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 

ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคในประเทศ นอกจากนี้ผู้ประกอบการเร่งผลิตสินค้าก่อนวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ทั้งนี้ดัชนีฯ คาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ประเมินว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 94.0 จากระดับ 92.0 ในเดือนก.พ. 2564 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นว่าความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในหลายประเทศ รวมทั้งมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะช่วยให้เศรษฐกิจการค้าโลกฟื้นตัวต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ การผ่อนปรนมาตรการควบคุมการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้มากขึ้น

พท.ลุยช่วยเหลือครอบครัวติดโควิด 3 คนย่าน ซ.จันทน์ 51 พร้อมประสานส่ง รพ.ทันที

วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2564 นายปวิน แพทยานนท์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ ซ.จันทน์ 51 แยก 12 ภายหลังรับแจ้งว่ามีผู้ป่วยโควิด-19 ต้องการความช่วยเหลือไปโรงพยาบาล เมื่อเดินทางไปถึงพบว่าในบ้านดังกล่าวมีลักษณะเป็นตึกแถว มีผู้อาศัยอยู่รวมกัน 4 คน ข้อมูลในเบื้องต้นพบว่ามีผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแล้วทั้งสิ้น 3 คน ได้แก่ ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 35-40 ปี ผู้ป่วยเพศหญิง อายุ 35-40 ปี และเด็ก 2 ขวบ ทั้งหมดได้รับการยืนยันว่าพบเชื้อมาแล้วประมาณ 2 วัน 

ทั้งนี้ นายปวินได้เข้าไปพบช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมประสานงานโรงพยาบาลให้ โดยล่าสุดโรงพยาบาลมิตรประชาชน ได้ส่งรถพยาบาลมารับครอบครัวผู้ติดเชื้อทั้ง 3 คนไปรับการรักษาตามขั้นตอน ส่วนผู้อยู่อาศัยอยู่ในบ้านอีก 1 คน ล่าสุดได้รับการยืนยันว่าไม่มีเชื้อ ต้องเข้าสู่การกักตัวในบ้าน ภายหลังการส่งตัวผู้ติดเชื้อขึ้นรถพยาบาลเรียบร้อย ทีมงานนายปวินได้เข้าพื้นที่ทำความสะอาด ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในที่อยู่อาศัยพร้อมมอบอาหารของใช้จำเป็นสำหรับสมาชิกที่จะต้องกักตัวในบ้านอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top