Monday, 17 June 2024
NEWS

องค์การอนามัยโลกประกาศยกให้วันที่ 27 ธันวาคม เป็นวันแห่งการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดสากล หรือ International Day of Epidemic Preparedness โดยเริ่มจากปี 2020 นี้เป็นปีแรก

หากจะมองย้อนกลับไป จะพบว่าโลกเราต้องเผชิญกับวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Covid-19 มาแล้ว 1 ปีเต็ม จากที่โลกเพิ่งเริ่มต้นนับ1 จากคนไข้รายแรกที่อู่ฮั่น ประเทศจีน จนถึงวันนี้มีผู้ติดเชื้อ Covid-19 ทั่วโลกเกิน 80 ล้านคน

โดยมีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 1.76 ล้านราย ซึ่งผลพวงจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ไปไกลเกินกว่าอันตรายจากตัวของมัน แต่ลามไปกระทบกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการใช้ชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน

แอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติได้ออกถ้อยแถลง ในวันแห่งการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดสากลครั้งแรกของโลกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในครั้งนี้ เราควรตระหนักได้แล้วว่าควรอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดใหญ่ครั้งต่อ ๆ ไปในอนาคตข้างหน้า

และแน่นอนว่า “การเตรียมพร้อมรับมือ” เป็นการลงทุนที่สูง แต่ยังไงก็มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า “การรับมือ” เมื่อเกิดเหตุการระบาดครั้งใหญ่อย่างเทียบไม่ติด เราต้องลงทุนรับมือตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ที่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ไปสู่สังคม แต่ละชุมชนต้องได้รับการสนับสนุนด้านสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็ว ทันเวลา

รวมถึงการร่วมมือ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับสากล เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าในครั้งนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีชาติใดที่สามารถอยู่รอดได้เพียงชาติเดียว แต่ต้องร่วมมือให้รอดไปด้วยกันเท่านั้น จึงจะฝ่าวิกฤติครั้งนี้ได้

ทางองค์การสหประชาชาติได้แสดงความห่วงใยถึง ความเสี่ยงที่จะมีโอกาสเกิดโรคระบาดจากเชื้อโรคชนิดใหม่ เนื่องจากปัจจุบันพบว่า กว่า 74% ของโรคชนิดใหม่ ๆ เกิดจากการติดเชื้อจากสัตว์สู่คน ที่มักเกิดจากการบุกรุกป่า และรุกล้ำพื้นที่ทางธรรมชาติของสัตว์ป่านำไปใช้ประโยชน์ในการทำปศุสัตว์ที่เป็นอาหารของมนุษย์

โดยทางองค์การสหประชาชาติต้องการเน้นย้ำให้เกิดการตระหนักรู้ในโอกาส และอันตรายที่อาจจะเกิดการแพร่ระบาดโรคระบาดใหญ่ครั้งใหม่ขึ้นได้อีกในอนาคต จึงเป็นที่มาของการสถาปนาวันแห่งการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดสากล ที่จะตรงกับวันที่ 27 ธันวาคมของทุกปี โดยเลือกเอาวันเกิดของ หลุยส์ ปาสเตอร์ นักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศสชื่อดังระดับโลก และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคระบาดในสัตว์ ที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาวัคซีนเพื่อต่อสู้กับโรคระบาดในมนุษย์

และองค์การสหประชาชาติ ยังคงทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการรับมือกับสถานการณ์โรคระบาด แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะยื่นคำร้องขอถอนตัว และตัดงบช่วยเหลือไปแล้วก็ตาม

จึงทำให้โลกของเรามีวันสำคัญเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน คือ วันแห่งการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดสากล ที่องค์การสหประชาชาติเน้นซ้ำย้ำชัดว่า ไม่มีการลงทุนใดที่จะคุ้มค่า และชาญฉลาด เท่ากับการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อม ป้องกันการเกิดโรคระบาดอีกแล้ว


แหล่งข่าว

https://reliefweb.int/report/world/international-day-epidemic-preparedness-27-december

https://www.who.int/news-room/events/detail/2020/12/27/default-calendar/international-day-of-epidemic-preparedness

กระทรวงคมนาคมแถลงผลงานรอบ 1 ปี เร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และบริการด้านคมนาคม เชื่อมโยงเส้นทางสู่ทุกภูมิภาคทุกมิติ ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เดินหน้าสู่การคมนาคมขนส่งที่ยั่งยืน

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมผู้บริหารกระทรวง แถลงผลการดำเนินงาน “การขับเคลื่อนนโยบายคมนาคมสู่การปฏิบัติ” ประจำปี 2563 ของกระทรวงคมนาคม โดยระบุว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ได้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และบริการด้านคมนาคม เชื่อมโยงเส้นทางสู่ทุกภูมิภาค โดยเฉพาะ นโยบายเร่งด่วน จำนวน 4 เรื่อง

1.) เร่งรัดแก้ไขปัญหาโครงการก่อสร้างล่าช้าที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น โครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2

2.) แก้ไขปัญหา PM 2.5 ที่เกิดจากรถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ เรือโดยสาร พร้อมตรวจสอบสภาพและดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

3.) ปรับเวลาเดินรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป เข้าเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเวลาหลัง 24.00 น. ถึง 04.00 น. เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการจราจร และการใช้รถใช้ถนนของประชาชนในปัจจุบัน

4.) กำหนดอัตราความเร็วรถบนถนน 4 ช่องทางจราจรขึ้นไปให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อระบายการจราจรให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลา 1 ปี ยังได้ติดตามเร่งรัดการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ ให้คืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งริเริ่มโครงการใหม่ ๆ ทั้งทางบก ราง น้ำ และอากาศ เพื่อให้โครงข่ายคมนาคมขนส่งทั่วประเทศมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งมิติคมนาคมทางบก ทางราง ทางน้ำและทางอากาศ โดยมีกำหนดเปิดให้บริการท่าอากาศยานเบตง ในปี 2564 เปิดประตูเศรษฐกิจและการค้าชายแดนใต้ รองรับผู้โดยสาร 869,000 คนต่อปี

“ต่อจากนี้ไปกระทรวงคมนาคม จะเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายและบริการด้านคมนาคมขนส่งของไทยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ” นายศักดิ์สยาม กล่าว

กระทรวงการคลัง แนะผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 2 รีบยืนยันตัวตนด่วน ภายในวันที่ 14 มกราคม 2564 ก่อนจะถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการโดยอัตโนมัติ พร้อมจ่อเปิดลงทะเบียน รอบใหม่อีก 1 ล้านสิทธิ

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จำนวน 5 ล้านสิทธิ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2563

โดยผู้รับสิทธิจะต้องรีบยืนยันตัวตนโดยเร็ว เพราะเมื่อได้รับข้อความ SMS แจ้งยืนยันสิทธิ ต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และยืนยันตัวตนครบถ้วนตามขั้นตอน เพื่อจะได้ใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 เนื่องจากปัจจุบันนี้ พบว่า มีผู้เข้ามายืนยันตัวตนสำเร็จแล้วประมาณ 75% ซึ่งยังเหลืออีกเกือบล้านคน ที่ยังไม่ได้มายืนยันตัวตนให้ครบตามขั้นตอน

ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 สามารถเลือกยืนยันตัวตนได้หลายช่องทางตามความสะดวก ได้แก่

1.) ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

2.) ยืนยันตัวตน ณ สาขาธนาคารกรุงไทย หรือ

3.) ยืนยันตัวตนโดยใช้บัตรประชาชน ณ ตู้เอทีเอ็มสีเทาของธนาคารกรุงไทย

ภายหลังจากยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว จะต้องมีการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ภายใน 14 วัน คือ ภายในวันที่ 14 มกราคม 2564 มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการโดยอัตโนมัติ

น.ส.กุลยา กล่าวเพิ่มเติมว่า "ขณะนี้ มียอดผู้ลงทะเบียนมาตรการคนละครึ่งเฟส 2 ของรัฐบาลที่ไม่ผ่านคุณสมบัติอยู่จำนวน 4.9 แสนราย จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 5 ล้านราย และในจำนวน 4.9 แสนรายนี้ ทางรัฐบาลจะนำมาพิจารณาเปิดให้มีการลงทะเบียนในรอบต่อไป โดยจะนำมารวมกับยอดที่เหลือจากคนละครึ่งในเฟสแรกอีกจำนวน 4.3 แสนราย และ รวมกับ ผู้ที่ลงทะเบียนในเฟสที่สองแต่ไม่ใช้สิทธิ์ภายใน 14 วันนับจากวันที่ 1 มกราคม 2564 อีกด้วย"

"เบื้องต้น เรามีจำนวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาเปิดรอบใหม่อีกประมาณ 1 ล้านราย โดยเป็นสิทธิที่เกิดจากการขาดคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนคนละครึ่งในเฟสแรกและเฟสสอง ถ้าหากจะมีมากกว่านี้ ก็จะเป็นยอดของผู้ที่ไม่มาใช้จ่ายตามกำหนดภายใน 14 วันทำการ ซึ่งจะถือว่า เป็นการสละสิทธิ์ เราจะเริ่มรู้ยอดดังกล่าวนับจากวันที่ 14 ม.ค.เป็นต้นไป หลังจากนั้น เราจะพิจารณาว่า จะเปิดให้ลงทะเบียนรอบต่อไปอีกเมื่อไหร่"

สำหรับ ด้านความคืบหน้าล่าสุดของโครงการคนละครึ่ง ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2563 เวลา 21.00 น. มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1.1 ล้านร้านค้า และมีผู้ใช้สิทธิแล้วจำนวน 9,565,644 คน โดยมียอดการใช้จ่ายสะสม 49,049.8 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 25,100.5 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 23,949.2 ล้านบาท โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สงขลา ชลบุรี เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี ตามลำดับ สำหรับผู้ประกอบการร้านค้ายังคงสมัครเข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่อง

บอร์ดคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เคาะแผนส่งเสริมเอสเอ็มอี กรอบ 2 ปี จำนวน 114 โครงการ ใช้งบประมาณ 5,334 ล้านบาท หวังช่วยเพิ่มสภาพคล่อง - ฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโควิด-19

นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบแผนการส่งเสริมเอสเอ็มอี ปี 64-65 มีสาระสำคัญ คือ ช่วยให้เอสเอ็มอีไทยสามารถประคองธุรกิจให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์ไวรัสโควิด-19

โดยมีแนวทาง คือ การบรรเทาปัญหาและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 เช่น ส่งเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี ,สร้างความพร้อมให้เอสเอ็มอีด้วยการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาใช้ และปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เกิดความสะดวก โดยเฉพาะปรับแก้กฎหมายเพื่อลดอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ

ทั้งนี้ยังเห็นชอบแผนปฏิบัติการส่งเสริมเอสเอ็มอี ปี 64 - 65 และข้อเสนอโครงการและงบประมาณฯ ประจำปีงบประมาณ 65 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการดำเนินงาน ซึ่งมีโครงการที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหาร สสว. เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.63 จำนวน 114 โครงการ งบประมาณ 5,334 ล้านบาท

พร้อมกับเห็นชอบเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินสนับสนุนงบประมาณโครงการสนับสนุนเอสเอ็มอีรายย่อย จากเดิมที่จัดสรรงบประมาณให้เอสเอ็มอีโดยตรง เป็นจัดสรรเงินกองทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) งบประมาณ 5,000 ล้านบาท

รมว.แรงงาน ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ กำชับสำนักงานประกันสังคม ดูแล ลูกจ้าง ผู้ประกันตน เดินทางช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ ย้ำเจ็บป่วยฉุกเฉินเข้ารักษารพ. ทุกแห่งไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมเตือนการ์ดอย่าตกช่วงวิกฤตโควิด 19

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยลูกจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชน ในการเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ กำชับ นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เร่งหน่วยงานในกำกับสำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ ให้บริการรวมถึงอำนวยความสะดวก พร้อมประชาสัมพันธ์ เรื่องกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินแก่ ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ในการเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลปีใหม่

พร้อมกำชับ ลูกจ้าง ผู้ประกันตน การ์ดอย่าตกในช่วงวิกฤตโควิด-19 หลีกเลี่ยงกิจกรรมการรวมตัวของคนจำนวนมา ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค พร้อมดูแลสุขภาพตัวเอง สวมหน้ากากอนามัยขณะเดินทาง ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ เพื่อความปลอดภัย ปลอดโรค

ด้านนายทศพล กฤตวงศ์วิมาน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใย ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ที่จะเดินทาง กลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่ 2564

ซึ่งมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน พร้อมกำชับสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ ให้บริการรวมถึงอำนวยความสะดวก พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ เรื่องกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน แก่ ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ในขณะเดินทางด้วยความระมัดระวัง ในการขับขี่ยานพาหนะ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะเดินทาง

พร้อมแนะนำให้พกบัตรประจำตัวประชาชน ติดตัวไว้ หากเกิดเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือได้รับอุบัติเหตุ หรือมีอาการเจ็บป่วยกะทันหัน ลูกจ้าง ผู้ประกันตน สามารถเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดได้ทันที ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจะพิจารณา จ่ายประโยชน์ทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ให้ภายใน 72 ชั่วโมง ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กำหนด

ทั้งนี้ขอให้ผู้ประกันตน หรือโรงพยาบาลที่ให้การรักษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง แจ้งโรงพยาบาลที่ผู้ประกันตนเลือกไว้ทราบโดยเร็ว ตั้งแต่เข้ารับการรักษา เพื่อให้โรงพยาบาลรับผิดชอบให้บริการทางการแพทย์ให้กับผู้ประกันตนต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังได้ย้ำในเรื่อง การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้วิธีป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่นี้ ให้กับ ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ที่จะเดินทางออกนอกบ้านในช่วงนี้ หรือเดินทางกลับภูมิลำเนา ให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว

โดยไม่จำเป็น และรวมตัวของคนจำนวนมาก และง่ายต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค พร้อมดูแลสุขภาพตัวเองอย่าประมาท สวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า ตลอดเวลา หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ เพื่อคนไทยปลอดภัย ปราศจากโรคแน่นอน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

“ผู้บัญชาการทหารบก” สั่งหน่วยทหารดูแลประชาชนรับมือ COVID-19 พร้อมจัดทหารชุด Army delivery ลงช่วยชุมชนที่เดือดร้อน กำชับให้หน่วยจัดอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อให้ทหารตามแนวชายแดนอย่างเหมาะสม

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า พล.อ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ประชุมหน่วยขึ้นตรงทั่วประเทศด้วยระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ รับทราบความคืบหน้าสถานการณ์ COVID-19 ในแต่ละพื้นที่

โดยได้สั่งการให้หน่วยทหารในทุกจังหวัดให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ตามมาตรการของแต่ละจังหวัด ควบคู่ไปกับการดูแลช่วยเหลือประชาชน

ทั้งนี้กองทัพบก มอบให้หน่วยทหารเข้าช่วยเหลือประชาชนตามมาตรการที่เคยปฏิบัติตั้งแต่เริ่มมีสถานการณ์ COVID-19 อาทิ การช่วยเหลือ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้พิการทุพพลภาพตามศักยภาพของหน่วย การช่วยรับซื้อพืชผลทางการเกษตรจากเกษตรกรโดยตรง การกระจายรายได้ให้กับชุมชนในรูปการซื้อเครื่องอุปโภค - บริโภค จากร้านค้าขนาดเล็กเพื่อมาประกอบเลี้ยง

รวมถึงการจัดชุด Army delivery มอบเครื่องยังชีพ ลดรายจ่าย ครัวพระราชทานประกอบเลี้ยง จำหน่ายผลผลิตราคาถูกจากโครงการทหารพันธุ์ดี โดยเฉพาะการช่วยรับซื้อสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นใจในเรื่องการปนเปื้อนในขณะนี้ เช่น อาหารทะเล เป็นต้น เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจและเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง

ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในขณะนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ที่ได้เปิดช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าสนับสนุนเกษตรกรและ SME ในชื่อ “OHLALA-SHOPPING” ก็จะสามารถช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อีกช่องทางหนึ่ง

ในเรื่องของสุขอนามัยส่วนรวม กองทัพบกได้มอบให้หน่วยทหารให้การสนับสนุนภาคส่วนต่าง ๆ ในการทำความสะอาดลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค โดยเฉพาะสถานที่สาธารณะที่มีประชาชนไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก อาทิ สถานีขนส่ง ตลาด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการไปใช้บริการ

รวมทั้งได้มอบให้กรมวิทยาศาสตร์ทหารบกจัดเตรียมน้ำยาเคมี สารฆ่าเชื้อและชุดปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนทุกภาคส่วนในการลดล้างสิ่งปนเปื้อนตามการร้องขอ รวมไปถึงในช่วงเทศกาลปีใหม่ให้พิจารณาแจกจ่ายหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์กระจายให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง

สำหรับการดูแลหน่วยทหารและกำลังพล โดยเฉพาะผู้ที่ออกปฏิบัติงานในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงกำลังพลที่ปฏิบัติงานเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเข้าสู่ประเทศไทยตามแนวชายแดนนั้น ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้ความสำคัญพร้อมแสดงความห่วงใย

โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ควบคุมสูงสุด กำชับให้หน่วยได้จัดอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อให้เหมาะสม เพียงพอ และมีความปลอดภัย รวมทั้ง กำชับให้ ศบค.19 ทบ. กำกับดูแลให้หน่วยทหารเคร่งครัดตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในระดับหน่วย กำลังพล ครอบครัว และทหารกองประจำการ

ทั้งนี้ ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 1 ยังคงให้การสนับสนุนทางจังหวัด ณ กองอำนวยการร่วม (ส่วนหน้า) ที่ตลาดกลางกุ้ง ได้มีการจัดวางแนวรั้วด้วยเครื่องกีดขวางรอบพื้นที่ควบคุมดังกล่าว จัดชุดลาดตระเวนเดินเท้าและรถยนต์ ชุดเฝ้าตรวจตลอด 24 ชั่วโมง

ล่าสุด ได้จัดตั้งกองอำนวยการร่วมอีกหนึ่งพื้นที่ ณ สนามกีฬากลางจังหวัด ซึ่งเตรียมจัดตั้งเป็น “ศูนย์ห่วงใยคนสาคร” เพื่อใช้เป็นพื้นที่ควบคุมและเฝ้าระวังโรค

คนไม่ใช่ ทำอะไรก็ผิด ! หลังจากที่ Ant Group ของ Jack Ma เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซจีน ถูกระงับ IPO ซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านฟินเทคจีน โดนเรียกเข้าให้ข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับฯ พร้อมขอให้กลับไปโฟกัสธุรกิจบริการจ่ายเงินเท่านั้น

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของจีน ได้เรียกให้ตัวแทนของ Ant Group เจ้าของแพลตฟอร์มอย่าง Alipay เข้าพูดคุยในเรื่องของการผูกขาดทางธุรกิจ โดยได้ให้กลับไปปฏิรูปธุรกิจอื่นๆ ของบริษัท เช่น ธุรกิจให้สินเชื่อ ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ไม่ให้มีอำนาจเหนือตลาดและบริหารจัดการความเสี่ยงให้มากขึ้น และหากเป็นไปได้ขอให้กลับไปทำแค่ธุรกิจผู้ให้บริการธุรกรรมการชำระเงินเท่านั้น

โดยหน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้ขอให้ Ant Group ทำตามกฏระเบียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการผูกขาดทางการค้าหลังจากที่ Alibaba ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ก็กำลังโดนสอบสวนข้อหานี้อยู่เช่นกัน

แม้ว่าก่อนหน้านี้ ทาง Jack Ma ประกาศว่า จะให้ทางการจีนใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มของ Ant Group เท่าที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ เพื่อพยายามรอมชอมขอคืนดีกับรัฐบาลจีนรวมถึงเปิดทางให้ Ant Group สามารถ IPO ได้สำเร็จ

แต่สัญญาณที่ส่งไป กลับไม่ได้รับความใยดี เมื่อทางการจีน ยังไม่หยุดไล่เบี้ยกับธุรกิจของ Jack Ma ทั้ง Alibaba และ Ant Group อย่างต่อเนื่อง

ว่ากันว่า เรื่องยุ่งยากทั้งหมด เริ่มจากการที่ Jack Ma ได้เคยออกความเห็นวิจารณ์กฎเกณฑ์การควบคุมระบบการเงินแบบเดิมๆของรัฐบาลจีนว่า

"กฎเกณฑ์ของธนาคารจีนเดิมๆ ไม่เหมาะสมกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ถ้าทางธนาคารไม่ยอมปรับปรุง เราก็จะใช้นวัตกรรมใหม่ๆมาแก้ปัญหาระบบการเงินกันเอง"

คำกล่าวนั้น เหมือนเป็นการราดน้ำมันในกองไฟ ทำให้รัฐบาลจีน ตัดสินใจระงับการออก IPO ของ Ant กลางอากาศ ที่สำคัญมันได้สร้างความเสียหายให้บริษัท Alibaba ไปแล้วกว่า 10 ล้านล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานี้จากราคาหุ้นที่ตกลงไป - 32%

และถ้าหาก Ant Group สามารถทำ IPO ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นผลสำเร็จ จะทำให้กลายเป็น IPO ใหญ่ที่สุดในโลกทันที ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เอาชนะ Saudi Aramco บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดิอาระเบียทันที

การที่ Ant Group มีมูลค่าธุรกิจค่อนข้างสูง เพราะไม่ได้มีเพียง Alipay แพลตฟอร์มการชำระเงินเท่านั้น แต่ยังมีบริการทางการเงินอื่นๆ อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น

1.) ธุรกิจชำระเงิน (Payment) - Alipay

2.) ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ( Wealth Management) – Yu’s Bao, Ant Fortune

3.) ธุรกิจกู้ยืม ( Lending) – Mybank, Zhao Cai Bao, Ant Cash Now

4.) ธุรกิจประกันภัย (Insurance) – Ant Insurance

5.) ธุรกิจตรวจสอบเครดิต (Credit Reference) – Zhima Credit

จากธุรกิจที่หลากหลายของ Ant Group ข้างต้น ทำให้ถูกประเมินมูลค่าเอาไว้สูงมาก

อย่างไรก็ตาม การที่ Ant Group มีอัตราการเติบโตค่อนข้างเร็ว และเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่ขยายไปในทุกกลุ่มธุรกิจ ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของจีน หวั่นว่าจะทำให้เกิดการผูกขาด โดยอาศัยความเป็นผู้นำตลาดสกัดคู่แข่งรายอื่น ๆ

ต้องติดตามดูว่า Jack Ma จะแก้เกมอย่างไร และจะสามารถรอมชอมกับทางการจีนได้หรือไม่ เพราะหากว่า ถูกระงับการให้บริการทางการเงินทั้งหมด เหลือเพียง Alipay เท่านั้น ไม่เพียงดับฝันการทำ IPO แต่ยังจะทำให้มูลค่าธุรกิจของ Ant Group และ Alibaba เสียหายอย่างมหาศาล


ที่มา : https://www.scmp.com/business/companies/article/3115466/beij

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าผลักดันสินค้าไทย ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เล็ง ‘ปลาทูแม่กลอง -เนื้อโคขุน’ อยู่ในลิสต์ขึ้นทะเบียนปีหน้า

นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพิ่มขึ้น อีก 48 สินค้า จาก 31 จังหวัด ในปี 2564  หลังจากได้รับการส่งรายชื่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นที่คาดว่าจะขึ้นทะเบียนเป็นจีไอ จากพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศมาแล้ว 168 สินค้า จาก 50 จังหวัด เพราะเห็นว่าในปี 64 ยังมีสินค้าท้องถิ่นที่มีโอกาสผลักดันขึ้นเป็นสินค้าทะเบียนจีไออีกมาก ดังนั้นจะลงพื้นที่เพื่อไปให้คำแนะนำ และจะเร่งทำการคัดเลือก ก่อนผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอต่อไป

ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ให้คำแนะนำไปแล้ว 20 สินค้า 7 จังหวัด ได้แก่ 1.น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง ปลาทูแม่กลอง และเกลือสมุทรแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม 2.ตุ๊กตาชาววังบางเสด็จ กระท้อนทองใบใหญ่บางเจ้าฉ่า และจักสานไม้ไผ่บางเจ้าฉ่า จ.อ่างทอง 3.เสื่อกกนาหมอม้า ข้าวสินเหล็ก ข้าวหอมมะลิอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ 4.กล้วยตากเขมราฐ จ.อุบลราชธานี 5.เนื้อโคขุนกำแพงแสน และมะพร้าวน้ำหอมสามพราน จ.นครปฐม 6.สับปะรดน้ำหนาว น้ำผึ้งดอกมะขามเพชรบูรณ์ ทุเรียนน้ำหนาว ข้าวพญาลืมแกงน้ำหนาว และลิ้นจี่ป้าชิดเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ และ 7.มะขามหวานศรีภักดี กล้วยหอมทองหนองบัวแดง และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านโหล่น จ.ชัยภูมิ  

ปัจจุบันมีสินค้าจีไอที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด 151 สินค้า แบ่งเป็นจีไอไทยจำนวน 134 สินค้า และจีไอต่างประเทศ จำนวน 17 สินค้า สินค้าใหม่ที่ขึ้นทะเบียนล่าสุด 2 สินค้า ได้แก่ ส้มแม่สิน จ.สุโขทัย และข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ และได้ตั้งเป้าหมายปี 2564 จะมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียนจีไออย่างน้อย 18 สินค้า

สถานการณ์ COVID-19 ประเทศไทยและอาเซียน (28 ธันวาคม พ.ศ.2563)

ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประจำวัน โดยประเทศไทยพบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 144 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมอยู่ที่ 6,285 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมยอดผู้เสียชีวิต 60 ราย รักษาหายเพิ่ม 19 ราย รวมผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว 4,180 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 2,045 ราย

ทั้งนี้ ผู้ป่วยรายใหม่ 144 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ และเข้าพักสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ จาก สวิตเซอร์แลนด์ 1 ราย ,เนเธอร์แลนด์ 1 ราย ,เนปาล 1 ราย ,สหรัฐอเมริกา 2 ราย ,อินเดีย 1 ราย ,เยอรมนี 1 ราย ,ญี่ปุ่น 3 ราย ,สหราชอาณาจักร 3 ราย ,เดนมาร์ก 1 ราย ,ตุรกี 1 ราย

ผู้ติดเชื้อในประเทศ (มีประวัติเชื่อมโยงกับ Cluster จ.สมุทรสาคร และ จ.ระยอง) จำนวน 115 ราย

ผู้ติดเชื้อในแรงงานต่างด้าว (คัดกรองเชิงรุกในชุมชน) 14 ราย

ขณะเดียวกันสถานการณ์ COVID-19 ของประเทศในกลุ่มอาเซียนมีการอัพเดทดังนี้

ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 152 ราย รักษาหายแล้ว 149 ราย เสียชีวิต 3 ราย

ประเทศกัมพูชา ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 364 ราย รักษาหายแล้ว 360 ราย ไม่มียอดผู้เสียชีวิต

ประเทศอินโดนีเซีย ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 7.13 แสน ราย รักษาหายแล้ว 5.84 แสน เสียชีวิต 21,237 ราย

ประเทศลาว ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 41 ราย รักษาหายแล้ว 37 ราย ไม่มียอดผู้เสียชีวิต

ประเทศมาเลเซีย ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 1.05 แสน ราย รักษาหายแล้ว 84,411 ราย เสียชีวิต 452 ราย

ประเทศพม่า ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 1.22 แสน ราย รักษาหายแล้ว 1.03 แสน ราย เสียชีวิต 2,601 ราย

ประเทศฟิลิปปินส์ ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 4.7 แสน ราย รักษาหายแล้ว 4.39 แสน ราย เสียชีวิต 9,109 ราย

ประเทศสิงคโปร์ ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 58,524 ราย รักษาหายแล้ว 58,370 ราย เสียชีวิต 29 ราย

ประเทศเวียดนาม ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 1,441 ราย รักษาหายแล้ว1,303 ราย เสียชีวิต 35 ราย

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คว้ารางวัลใหญ่ นักเตะยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ ระหว่างปี 2001 - 2020

สร้างสถิติและล่ารางวัลไม่หยุดหย่อน สำหรับซูเปอร์สตาร์โลกฟุตบอล คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ล่าสุดเจ้าตัวเพิ่งได้รับรางวัลใหญ่ ‘นักเตะยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ ระหว่างปี 2001-2020’ จากงาน The Globe Soccer Award ที่จัดขึ้นโดยสมาคมกีฬาดูไบ ณ เบิร์จ คาลิฟา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

งานนี้เจ้าตัวได้ออกมาเผยในฐานะที่ได้รางวัลอันทรงเกียรติครั้งนี้ว่า "ผมอยากจะพูดขอขอบคุณทุก ๆ คนที่ได้โหวตให้แก่ผม รวมไปถึงเพื่อนร่วมทีมทุก ๆ คน ทุกสโมสรที่ผมเคยลงเล่น และรวมถึงทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งยังมีครอบครัวของผม รวมไปถึงเพื่อน ๆ และแน่นอนลูก ๆ ทั้ง 3 คน กับแฟนสาวของผมด้วย ที่พวกเขาคอยช่วยเหลือให้ผมเป็นคนที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในฐานะผู้เล่น และในฐานะคน ๆ หนึ่ง"

"อย่างที่ผมได้พูดมาตลอดว่า การคว้ารางวัลนั้น มันทำให้ผมมีแรงผลักดันที่จะดำเนินชีวิตของผมต่อไป ด้วยการเล่นฟุตบอล และมันเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งกับความสำเร็จในครั้งนี้ ที่เหล่าบรรดาผู้เล่นชั้นยอดนั้นต้องมาคัดเลือกให้เหลือเพียงหนึ่งคนที่ดีที่สุด ซึ่งมันเป็นเกียรติมาก ๆ แก่ตัวผม"

"มันจะไม่มีประโยชน์อะไร หากคุณมีพรสวรรค์ แต่ขาดความพยายาม ถ้าคุณต้องการที่จะได้สิ่งที่ดีเข้ามาในชีวิต คุณต้องเต็มใจที่จะทุ่มเททุกอย่างของคุณลงไปในงานที่คุณทำ"

ด่วน! ผู้ว่าฯสมุทรสาคร ‘วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี’ติดโควิด เร่งตรวจสอบคนใกล้ชิด-กลุ่มเสี่ยงสูงขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ผลตรวจเป็นลบ แต่ต้องกักตัว 14 วัน หลังร่วมกิจกรรมกับผู้ว่าฯสมุทรสาคร

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ยอมรับว่า มีข้าราชการระดับสูงของจังหวัดสมุทรสาครติดเชื้อโควิด หลังจากมีกระแสข่าวระบุว่านายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครติดเชื้อโควิด-19

โฆษก ศบค.ระบุอีกว่า ขณะนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ได้ทำการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยการทำ swap test และกักตัว เนื่องจากได้เข้าร่วมทำกิจกรรมและประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร

ด้านคนใกล้ชิดนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า ได้ทราบข่าวดังกล่าวแล้ว และยืนยันผลการตรวจดังกล่าวว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งนายอนุทินเองก็ได้รับการตรวจ ทั้งการ ตรวจหาเชื้อจากโพรงจมูกและคอหรือ SWAP (สวอป) แล้วและผล ออกมาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 ธันวาคมนี้พบว่า เป็นลบ แต่อย่างไรก็ตาม นายอนุทินจะเข้ากักตัวเป็นเวลา 14 วันตามมาตรการของด้านสาธารณสุข ดังนั้นในวันอังคารที่ 29 ธันวาคมนี้นายอนุทินจะไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่อย่างใด

 

มาตามนัด สื่อทำเนียบรัฐบาล ตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี 63

มาตามนัด สื่อทำเนียบรัฐบาล ตั้ง "ฉายารัฐบาล" ปี 63 "Veryกู้" ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ "ตู่ไม่รู้ล้ม" ส่วนพล.อ.ประวิตร ได้ "ป้อมไม่รู้โรย" รองนายกฯ วิษณุ ฉายา "ไฮเตอร์เซอร์วิส" ส่วน” หมอหนู-อนุทิน” ได้ฉายา "ทินเนอร์" ขณะที่ จุรินทร์ "เช้าสายบ่ายเคลม" ณัฏฐพล "หวีดดับ" และวาทะแห่งปีนายกฯ "ไม่ออก.. แล้วผมทำผิดอะไรหรือ"

การตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี ของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติสืบต่อกันมา สะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานรัฐบาล โดยปราศจากอคติ โดย พร้อมมีมติตั้งฉายารัฐบาล รัฐมนตรี และ วาทะแห่งปี ประจำปี 2563 ร่วมกันดังนี้

ฉายารัฐบาล : VERY “กู้”

เปรียบเปรยการทำงานของรัฐบาล ที่ต้องกอบกู้วิกฤตจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 กู้ชีวิตคนไทยให้อยู่รอดปลอดภัย แม้จะยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ แต่ก็ยังดีกว่าหลายประเทศ แม้จะไม่ถึงขั้น very good ก็ตาม ขณะเดียวกัน ผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาปากท้องคนไทยที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน และ ภาวะตกงาน บางคนต้องจากโลกนี้ไปด้วยไม่อาจรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ มาบรรเทาปัญหา

ฉายา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) : ตู่ไม่รู้ล้ม

เป็นการล้อคำ “โด่ไม่รู้ล้ม” ชื่อยาดองชนิดหนึ่ง สรรพคุณคึกคัก กระปี้กระเปร่า ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สะท้อนถึงการทำงาน ของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ว่าจะประสบปัญหา อุปสรรคการเมือง หรือ ชุมนุมขับไล่ถาโถม ก็ยังยืนหยัดฝ่าฟันอยู่ในตำแหน่งได้ต่อไป

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี : ป้อมไม่รู้โรย

ล้อจากคำว่า บานไม่รู้โรย ด้วยภาพลักษณ์ของพี่ใหญ่ 3 ป. ในวัย 75 ปี ยังคงทำหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีเคียงข้างน้องๆ ได้ แถมยังแผ่บารมีควบเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล เหมือนกับดอกไม้ แม้จะบานนานมากแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้โรย ประกอบกับ วลีติดปากที่มักจะตอบคำถามสื่อมวลชน แทบทุกครั้งว่า ไม่รู้ ๆ อยู่เสมอ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี : ไฮเตอร์ เซอร์วิส

เป็นการยกคุณสมบัติเด่น ของนายวิษณุ ที่สามารถหาทางออก ปัญหาหนักอกของคนในรัฐบาลโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายได้อย่างเชี่ยวชาญ และ มักถูกวิจารณ์เรื่องความน่าเชื่อถือของรัฐบาล เปรียบได้กับผลิตภัณฑ์ซักฟอกขาวยี่ห้อดัง ที่สามารถล้างคราบสกปรก ให้ขาวสะอาดหมดจดได้ แต่อาจทำให้เนื้อผ้าเสียหาย ขาดความสวยงาม คล้ายกับชื่อเสียงของรัฐบาลที่สึกกร่อนตามไปด้วย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข : ทินเนอร์

ด้วยชื่อ อนุทิน ซึ่งพ้องกับสาระเหยที่มี ทั้งคุณและโทษ ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท หากสูดเดาเข้าไปมาก อาจทำลายระบบประสาท กระทบกระเทือนความรู้สึกนึกคิด คล้ายพฤติกรรมการใช้คำพูดที่ขาดความยั้งคิด ส่งผลลบต่อตัวเอง และ รัฐบาลโดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ จนเป็นประเด็นลดความน่าเชื่อถือของตนเอง เช่น โควิด..กระจอก ไล่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับประเทศหรือ ตอบโต้กับบุคลากรทางการแพทย์ จนเกิดกระแสต่อต้านหลายครั้ง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ : เช้าสายบ่ายเคลม สะท้อนการทำงานที่เห็นได้บ่อยครั้ง ว่ามักไม่ตรงต่อเวลา เข้าร่วมประชุมสายสม่ำเสมอ ส่วนในแง่การทำงานมักนิ่งเงียบเมื่อมีประเด็นที่ส่งผลลบต่อตนเองและพรรคประชาธิปัตย์ แต่หากเป็นเรื่องที่เป็นผลดีต่อคะแนนนิยมก็จะรีบเคลมผลงานดังกล่าวทันที

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง : ค้างคลัง

ยังคงไปไม่ถึงดวงดาว โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เปลี่ยนตัวว่าการไปถึง 2 ครั้ง แต่สุดท้ายก็ยังเป็นคนนอกสายตา ถูกรั้งให้อยู่ได้แค่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเท่านั้น ทั้งที่ทุ่มเทให้กับพรรคอย่างมาก อีกทั้งยังออกตัวแรง แสดงออกชัดเจน ว่า”พร้อมมาก” ที่จะทำหน้าที่นี้ก็ตาม

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม : ศักดิ์สบายสายเขียว

ลือลั่นมากกับปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว และ อีกหลายโครงการ ที่ขัดแย้งกับหลายหน่วยงานแต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนเกื้อกูลอย่างดีจากนายกรัฐมนตรี โดยระยะหลังเรียกได้ว่า “ขึ้นหม้อ”ตามติดนายกรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด ส่วนการทำงานในพรรคภูมิใจไทย ก็อยู่อย่างไร้ความกังวลเพราะมีพี่ชายที่ชื่อ เนวิน ชิดชอบ คอยดูแลปัดเป่าทุกข์ภัยต่างๆ ให้

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม : พังPORN

สะท้อนการทำงานที่ล้มเหลว ในฐานะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานด้านโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักที่ถูกนำมาใช้โจมตีรัฐบาลอย่างหนัก แม้จะเปิดศูนย์ anti-fake news แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และ ล่าสุดเกิดดราม่า หลังสั่งปิดการเข้าถึงเว็บไซต์ปลุกใจเสือป่าชื่อดัง จนเกิดกระแสต่อต้านลุกลามบานปลาย

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ : หวีดดับ

ภาพลักษณ์แกนนำ กปปส. ยังคงเป็นภาพจำ ที่ไม่อาจลบเลือนได้ เช่นเดียวกับนกหวีดที่ถูกยกมาใช้เป็นสัญลักษณ์เปรียบเปรย ได้กำกับดูแลงานกระทรวงเกรดเอ แต่กลับไม่มีผลงานโดดเด่นปรากฎให้เห็น มีเพียงข่าวกระแสต่อต้านรายวัน หนักหน่วงที่สุด คือ ถูกกลุ่มนักเรียนนักศึกษา รวมตัวขับไล่

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน : แชมป์ไตรกีฬา

ไตรกีฬา ประกอบด้วย กีฬา 3 ชนิด คือ วิ่ง วายน้ำ และ ปั่นจักรยาน สะท้อนภาพลักษณ์ได้ครบถ้วนชัดเจน ในบุคลิกที่สื่อมวลชนประจักษ์ ทั้งในตำแหน่งรัฐมนตรี และ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ ที่มีทั้งการวิ่งเต้น การเข้าหาผู้ใหญ่ และ การปลุกปั่นกระแส แม้จะถูกกล่าวหาว่า ลืมบุญคุณผู้ชักนำเข้าสู่การเมือง แต่ก็ไม่สนใจเสียงวิจารณ์ เดินหน้าจนสามารถคว้าตำแหน่งที่ต้องการได้สำเร็จ ทั้งที่เป็นนักการเมือง และ สส.สมัยแรกเท่านั้น

วาทะแห่งปี : “ไม่ออก.. แล้วผมทำผิดอะไรหรือ”

เป็นคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตอบข้อสักถามสื่อมวลชน พร้อมกับบรรดาคณะรัฐมนตรีที่ยืนเรียงหน้าประกาศความเหนียวแน่น เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังกลุ่มผู้ชุมนุม ยื่นข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง

รองนายกรัฐมนตรี ‘สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์’ ยันเศรษฐกิจไทยไม่เจอผลกระทบมาก จากการระบาดโควิดรอบใหม่ มั่นใจเศรษฐกิจไทยปี 64 โตกว่า 4% หลังจากมีพัฒนาการวัคซีนโควิด

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีการระบาดรอบใหม่ครั้งนี้ จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไม่มากนัก เพราะสถานการณ์ยังอยู่ในวงจำกัดและรัฐบาลยังควบคุมสถานการณ์ได้และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10 กว่าวันเท่านั้น

แม้จะมีการประเมินว่าการล็อคดาวน์จังหวัดสมุทรสาครจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ โดยมีการประเมินว่าจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจประมาณ 4 - 5 หมื่นล้านบาทนั้น ยังถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศที่มีขนาดประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวเท่าเดิมคืออยู่ที่ประมาณลบ 6% ตามการประเมินของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ส่วนในปี 64 มองว่าเศรษฐกิจอาจจะขยายตัวได้เกินกว่า 4% เนื่องจากเมื่อมีวัคซีนโควิด-19 เข้ามาแล้วจะทำให้สามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวได้ และในตอนนี้มีหลายประเทศที่ต้องการเดินทางเข้ามายังประเทศไทย

ส่วนการทำงานยังต้องปรับแผนการขับเคลื่อนและผลักดันเศรษฐกิจอย่างไรหรือไม่นั้น ยืนยันว่า รัฐบาลยังคงเน้นในเรื่องของการลงทุนและการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยในเรื่องของงบประมาณมีวงเงินอยู่กว่า 3.2 ล้านล้านบาทก็จะช่วยในการช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของการลงทุนจะเน้นเรื่องความร่วมมือให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ (พีพีพี) มากขึ้น

โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆที่จะมีความต่อเนื่องไปถึงปี 65 ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง “แนวโน้มน่าจะดีกว่าคาด เดี๋ยวมีวัคซีนแล้วคนก็เดินทางได้ ต่างชาติที่เข้ามาก็ถือหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนมายืนยัน ครึ่งปีแรกแค่ประคับประคองไว้ ครึ่งปีหลังฟื้นแน่นอน”

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางสภาคองเกรซสหรัฐเพิ่งลงมติอนุมัติเงินเยียวยากู้วิกฤติ Covid-19 รอบล่าสุดเพิ่มอีก 9 แสนล้านเหรียญ หรือประมาณ 27 ล้านล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากพิษ Covid-19 ที่ทำเศรษฐกิจตกต่ำ เจ็บยาวกันข้ามปีไปจนถึงปีหน้า

ซึ่งงบช่วยเหลือล่าสุดของสหรัฐก้อนนี้ จะเป็นเงินสดช่วยเหลือค่าครองชีพให้ชาวสหรัฐคนละ 600 เหรียญ + เงินช่วยเหลือแรงงานที่ว่างงานอีกสัปดาห์ละ 300 เหรียญ เป็นระยะเวลา 11 สัปดาห์

และยังอัดฉีดกองทุนสนับสนุนภาคธุรกิจขนาดเล็ก ที่เรียกว่า Paycheck Protection Program ที่สนับสนุนเงินกู้ให้กับ SME ที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 รวมถึงเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้เช่าบ้านที่กำลังจะถูกไล่ที่เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าอีกด้วย

หากรวมกับเงินเยียวยา Covid-19 ที่รัฐบาลสหรัฐได้อนุมัติงบออกมาก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนมีนาคม ภายใต้โปรเจค CARES Act และเงินทุนสนับสนุนการพัฒนาวัคซีน Covid-19 อื่นๆอีก เท่ากับว่าในปีนี้สหรัฐได้อนุมัติงบประมาณเยียวยา Covid-19 ไปแล้วเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญ!!!

งบประมาณก้อนนี้ใหญ่ขนาดไหน?

นิตยสาร Time ได้สรุปว่า งบประมาณก้อนใหญ่นี้ เทียบได้กับมูลค่าทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปีของบราซิล ออสเตรเลีย และ เม็กซิโก รวมกัน และมากกว่า Recovery Act 2009 กองทุนฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ของสหรัฐ ที่เป็นผลพวงของวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ถึง 4 เท่า

แต่ถึงจะเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ครอบคลุมเงินช่วยเหลือชาวสหรัฐหลายล้านคนทั่วประเทศขนาดนี้ แต่โดนัลด์ ทรัมพ์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ณ เวลานี้ กลับขู่ว่าเขาจะไม่ยอมเซ็น

เพราะงบก้อนใหญ่เกินไปหรือ?

เปล่า ไม่ใช่! แต่ทรัมพ์บอกว่า ควรได้งบก้อนใหญ่กว่านี้อีก และคนอเมริกันควรได้รับเช็คกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 2,000 เหรียญ ไม่ใช่แค่ 600 เงินไม่พอครับ กลับไปประชุมกันใหม่!

หากมองว่าสหรัฐอัดฉีดงบประมาณอย่างโหด เหมือนโกรธใครมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขาลงในช่วง Covid-19 แต่หากเทียบกับศักยภาพทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาแล้ว เงินเยียวยาทั้งหมดที่ทุ่มลงมาให้ตั้งแต่ต้นปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18% ของ GDP ใน 1 ปีของสหรัฐ

และหากมองเทียบในแง่มุมนี้ จะพบว่ามีหลายประเทศที่ยอมทุ่มงบประมาณมหาศาลยิ่งกว่าสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีแรงพยุงเศรษฐกิจของประเทศให้ผ่านพ้นจากยุค Covid-19 ไปให้ได้

ประเทศที่นำโด่งออกมาเป็นที่ 1 ในตอนนี้คือญี่ปุ่น ที่เพิ่งอนุมัติงบประมาณเพิ่มอีกกว่า 7 แสนล้านเหรียญเพื่อสกัดการระบาดระลอกใหม่ของ Covid-19 ในประเทศ ไม่รวมกับงบที่เพิ่งอนุมัติไปแล้วก่อนหน้านี้กว่า 2.2 ล้านล้านเหรียญเมื่อตอนต้นปี ทำให้ญี่ปุ่นอนุมัติงบเยียวยา Covid-19 ไปแล้วไม่น้อยกว่า 42% ของ GDP

ประเทศสโลเวเนียมาเป็นอันดับ 2 ที่เจียดงบแล้ว กว่า 24.5% ของ GDP ในประเทศในการเยียวยาแก้ปัญหา Covid-19 ที่แจกเงินช่วยเหลือทั้งผู้เกษียณอายุ เงินช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา คนว่างงาน ครอบครัวที่มีบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ปล่อยเงินกู้เพิ่มให้ภาคธุรกิจและอื่น ๆ

ส่วนประเทศอื่นในยุโรป ทั้งสวีเดน ฟินแลนด์ และเยอรมัน ต่างควักทุนเยียวยา Covid-19 กันเกิน 20% ของ GDP ไปแล้วทั้งสิ้น

สหรัฐเพิ่งตามมาที่อันดับ 6 ด้วยมูลค่า 18.3% ของ GDP

มิน่า ที่โดนัลด์ ทรัมพ์ ของเราจะไม่ปลื้ม ด้วยนโยบาย America First ที่ต้องเป็นที่ 1 ทุกเรื่อง

ศาตราจารย์ Ceyhun Elgin อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ให้ความเห็นว่า ปริมาณของเม็ดเงินเยียวยา Covid-19 นั้นอาจไม่สำคัญเท่ากับเนื้อหาว่า จะบริหารจัดการงบประมาณอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และตรงจุดที่สุด เพราะจำนวนงบประมาณไม่ได้การันตีว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลหรือไม่

โดยศาตราจารย์ Elgin เสริมว่าสาระสำคัญอยู่ที่การเข้าถึงตลาดภาคแรงงานให้อยู่รอด ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศด้วย ที่มีความแตกต่างกัน จึงเป็นเรื่องท้าทายของผู้ที่กำหนดนโยบายในการใช้เงินเยียวยาก้อนโตเพื่อปั๊มหัวใจกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้

ส่วนประเทศไทยก็ออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจจากพิษ Covid-19 ด้วยงบประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10% ของ GDP ที่มีแผนช่วยเหลือออกมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งจ่ายเงินช่วยเหลือแรงงาน 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน มาตรการลดหย่อนภาษี ชิมชอปใช้ เราเที่ยวด้วยกัน หรือล่าสุด โครงการคนละครึ่ง เป็นต้น


แหล่งข่าว

https://time.com/5923840/us-pandemic-relief-bill-december/

https://www.aljazeera.com/economy/2020/12/8/japan-announces-708-bn-in-fresh-stimulus-as-covid-cases-rise

https://news.yahoo.com/trump-calls-900-billion-covid-155505344.html

https://seenews.com/news/slovenian-govt-adopts-seventh-anti-coronavirus-economic-stimulus-package-725657

https://www.channelnewsasia.com/news/asia/thailand-passes-record-stimulus-package-to-combat-covid-19-12789232


เครดิต : หรรสาระ By Jeans Aroonrat

'ลุงตู่' ปลื้มกระทรวงเกษตรฯ หลังคุมการแพร่ระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู (ASF) อยู่หมัด ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ปลอดโรคนี้ และช่วยหนุนการส่งออกสุกรปี 63 พุ่ง 300% มูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้านบาท

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานผลการดำเนินงานการป้องกันการแพร่ระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู หรือ African Swine Fever(ASF) ต่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ชื่นชมการทำงานของกระทรวงเกษตรฯและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันจนสามารถป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดกับเกษตรกรและอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ปลอดโรคระบาดนี้เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน ในขณะที่มี 34 ประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างมาก

โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ มีการยกระดับแผนปฏิบัติการป้องกันโรค ASF ให้เป็นวาระแห่งชาติ สนับสนุนงบกลาง วงเงิน 1,700 ล้านบาท และด้วยความสามารถในการรักษาความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเลี้ยงสุกรนี้ ทำให้สุกรไทยเป็นที่สนใจของตลาดต่างประเทศ ตัวเลขการส่งออกเฉพาะปี 2563 มีมูลค่าเกิน 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 300% จากปีที่ผ่านมา

สำหรับใน 2564 รัฐบาลมุ่งมั่นเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลกภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา(โควิด-19) โดยยึดถือความร่วมมือด้านความปลอดภัยในอาหารเป็นหัวใจสำคัญ การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ โดยเฉพาะ “สุกร” จะเป็น “สินค้าเรือธง” เพราะชื่อเสียงด้านการป้องกันโรคของไทยเป็นที่รับรู้ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าการส่งออกที่จะมีเพิ่มขึ้นนี้ ไม่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนในประเทศ เพราะปริมาณการผลิตสุกรขุนของไทยในปัจจุบัน อยู่ที่ 55,000 ตัวต่อวัน ขณะที่การบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 50,000 ตัวต่อวัน การผลิตจึงเพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ สำหรับผลผลิตส่วนเกินจะทำการส่งออกในรูปแบบสุกรขุน สุกรพันธุ์ ลูกสุกร ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เป็นรายได้เข้าประเทศอย่างมาก มีคณะกรรมการดูแล ประกอบด้วย 5 หน่วยงานคือ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมพัฒนาธุรกิจสุกรไทย และสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์

ส่วนเรื่องข้อติดขัดการส่งออกสุกรไปยังกัมพูชาเมื่อเร็วๆ นี้ ทางกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกลุ่มผู้ประกอบการส่งออกได้หารือร่วมกันจนได้แนวทางการเจรจากับทางการกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ปัญหาได้รับการคลี่คลายแล้ว การส่งออกสามารถดำเนินการได้ตามปกติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top