Sunday, 14 April 2024
NEWS FEED

ZPOT ชวนเที่ยวสวนสัตว์เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ พร้อมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเทศกาลสงกรานต์ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชวนเที่ยวสวนสัตว์ทั่วไทย พักผ่อนกับครอบครัว สืบสานประเพณีปีใหม่ไทย เติมบุญเสริมมงคลชีวิต

นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรมเทศกาลวันสงกรานต์ ประจำปี 2567 ว่า องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ได้เตรียมแผนให้สวนสัตว์ในสังกัดทั้ง 6 แห่ง และ โครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์ จัดกิจกรรมต้อนรับวันปีใหม่ไทยในเทศกาลวันสงกรานต์อย่างคึกคัก... สำหรับการจัดกิจกรรมวันสงกรานต์ในปีนี้ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ได้มีนโยบายให้สวนสัตว์ในสังกัดทุกแห่ง เน้นกิจกรรมประเพณีทางวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น โดยแต่ละแห่งได้เตรียมจัดกิจกรรม ดังนี้

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เปิดตัวสมาชิกใหม่เป็นลูกลีเมอร์หางแหวน จำนวน 3 ตัว ยังไม่ทราบเพศ เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยวันนี้ออกมาอวดโฉมกินอาหารรวมกับฝูงลีเมอร์หางแหวนภายในส่วนแสดง และได้รับการตรวจสุขภาพจากสัตวแพทย์ของสวนสัตว์แล้ว พบว่าสุขภาพแข็งแรง ได้รับการเลี้ยงดูจากแม่ลีเมอร์หางแหวนเป็นอย่างดี โดยลูกทั้งสามตัวยังเกาะอยู่ที่บริเวณหน้าอกและหลัง ของแม่บางครั้งลงมาเล่นปีนป่ายและเล่นซุกซนตามกิ่งไม้ พร้อมทั้งเชิญนักท่องเที่ยวสักการะและบูชาพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศศรีลังกา เพื่อความเป็นสิริมงคล และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย อาทิ โชว์มาสคอตสัตว์ป่าแดนซ์ซิ่ง การแสดงดนตรีในสวนฟังเพลงย้อนยุค ร่วมชิม ช๊อป ขนมงานวัด ปาลูกโป่ง สาวน้อยตกน้ำ ยิงปืนยาว ตักไข่พาโชค ก่อเจดีย์ทราย พร้อมด้วยกิจกรรม Green Zoo Market เปิดพื้นที่สู่ชุมชน เพื่อเศรษฐกิจที่ยั่งยืน  ชมตลาดนัดพอเพียง จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ  ป้อนอาหารควายไทย ชิมชาสมุนไพร ชมวิถีบ้านสี่ภาคพร้อมด้วยของดีศรีราชาสับปะรดหวานฉ่ำจากไร่คุณวีระ ร่วมทำบุญอุปภัมป์สัตว์ป่าและเกมส์มหาสนุกลุ้นรับของรางวัลมากมาย ตั้งแต่วันที่ 13-16 เมษายน 2567 และพลาดไม่ได้กับกิจกรรมส่องสัตว์เวลากลางคืน Khao Kheow Night Zoo พบกับอีกหนึ่งมุมมองของชีวิตสัตว์ที่ต่างไปจากในเวลากลางวัน สำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ 096-9742546 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 038-318444

สวนสัตว์เชียงใหม่ เชิญชวนสักการะองค์พระประธานพระนวพุทธมหาบารมี ณ วัดกู่ดินขาว กิจกรรมดำหัวผู้สูงอายุ ขอพรในเทศกาลสงกรานต์ ก่อเจดีย์ทรายและสรงน้ำพระ เพื่อความเป็นสิริมงคล รับฟังดนตรีโฟล์คซองกับบทเพลงเพราะๆ กิจกรรมระบายสีภาพสัตว์และระบายสีตุ๊กตาสัตว์ปูนปั้น ถ่ายรูปพร้อมชมความน่ารักของนกแก้วมา  ม้าแคระเต่าซูคาต้า เม่น อีกัวน่า บริเวณมินิซู ร่วมทำบุญประจำปี 12 นักษัตร มหกรรมอาหารอร่อย Food truck ชื่อดังในจังหวัดเชียงใหม่ สัมผัสเมืองหิมะ  Snow Buddy winterland  อุณหภูมิติดลบ 10 องศาเซลเซียส และสวนน้ำสำหรับเด็กพร้อมเครื่องเล่นเปิดให้เด็กเข้าฟรี

สวนสัตว์นครราชสีมา
สงกรานต์ สุขสำราญปีใหม่ไทยถ้วนหน้า เถลิงศกใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา ร่วมสืบสานประเพณีไทย 12-16 เมษายน ศกนี้ เชิญร่วมกิจกรรม สืบสานประเพณีไทย กับกิจกรรมดีๆ มากมาย⤵
 - กิจกรรมสรงน้ำพระพุทธสมประสงค์ เพื่อความเป็นเสริมสิริมงคล
 - กิจกรรมอุโมงค์น้ำ ชุ่มฉ่ำ เย็นสบาย บนเส้นทาง Mini Zoo
 - ชมการแสดงความสามารถของแมวน้ำและสัตว์นานาชนิด 
 - สนุกสนานกับกิจกรรมขบวนมาสคอทเริงร่า ตลอดทุกวัน
 - กิจกรรม keeper Talk ให้ความรู้ข้อมูลสัตว์จากผู้ชำนาญการ
 - กิจกรรม DIY / วาดภาพระบายสี 
 - กิจกรรมดนตรีเพื่อการอนุรักษ์ 
 - กิจกรรมไลฟ์สด สามสหาย By Korat Zoo
และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ โปรโมชั่นสุด WOW!!! รับส่วนลดทันที 30 บาท สำหรับผู้ที่มีหลักฐานการสั่งจองกางเกง Big Five หรือ ใส่กางเกง Big Five เข้าชมสวนสัตว์ 
(เฉพาะผู้ใหญ่) 
สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติม ได้ที่ ฝ่ายรายได้ ธุรกิจและสารสนเทศ 083-3720404 หรือทางแฟนเพจ สวนสัตว์นครราชสีมา

สวนสัตว์สงขลา
สนุกสนานให้ชุ่มฉ่ำกับ.... กิจกรรม "ฮารีรายอ เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์สวนสัตว์สงขลา" ระหว่างวันที่ 10 - 16 เมษายน  2567 
พบกับ...เทศกาล #ฮารีรายยอ วันนี้ถึง 12 เมษายน 2567
⁃ ซุ้มถ่ายภาพเช็คอินพระจันทร์เสี้ยว
- การแต่งกายพริตตี้ตามเทศกาลฮารีรายอ
⁃ จุดบริการพ่นไอน้ำชุ่มฉ่ำเย็นสบาย
⁃  การให้อาหารเต่าซูคาต้า พร้อมถ่ายภาพกับงู นกแก้ว อย่างใกล้ชิด
⁃ ให้อาหารลีเมอร์หางแหวน พร้อมชมลูกลีเมอร์ สมาชิกใหม่
⁃ ชมนิทรรศการสัตว์สต๊าฟและผลงานอนุรักษ์ วิจัย แมวป่าหัวแบน
⁃ เกมและกิจกรรมถาม - ตอบ like & share ลุ้นรับของที่ระลึกของสวนสัตว์
ต่อเนื่อง ด้วย เทศกาล เย็นทั่วหล้า มหา #สงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13 - 16 เมษายน 2567
- สรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันปีใหม่ไทย
- การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ตามประเพณี
⁃ ฉ่ำเย็น หลบร้อน ด้วยไดโนเสาร์พ่นน้ำและจุดให้บริการไอน้ำเย็นสบาย
⁃ ให้อาหารเต่าซูคาต้า พร้อมถ่ายภาพกับงู นกแก้ว อย่างใกล้ชิดพร้อมด้วยทำบุญ เริ่มต้นวันปีใหม่ไทยด้วยโครงการอุปถัมภ์สัตว์ป่า
⁃ ชมการแสดงความสามารถสัตว์ป่า อาทิ เช่นการแสดงวิถีชีวิตสัตว์ป่าการแสดงแมวน้ำโชว์และพาเหรดเพนกวินการให้อาหารเสือ
⁃ ซุ้มบริการขนมพื้นบ้านและนาวาพาโชค
⁃ ชมนิทรรศการสัตว์สต๊าฟและผลงานอนุรักษ์ วิจัย แมวป่าหัวแบน
 ⁃ เกมและกิจกรรมถาม - ตอบ like & share ลุ้นรับของที่ระลึกของสวนสัตว์พร้อมด้วยทัพคาเฟ่ที่หลากหลาย ไว้บริการเครื่องดื่มคลายร้อนเพนกวิน คาเฟ่ และร้านอาหารเมาเทนวิวพิเศษสุด.... กับ.....ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ระบบ เอไอเอส รับส่วนลดทันดี 50% สมาชิก The1 card รับส่วนลด 20%
โปรแกรมท่องเที่ยวสุดพิเศษสำหรับมัคคุเทศก์นำเที่ยวพร้อมด้วยเที่ยวสวนสัตว์ฟรีทั่วไทย จำนวน 2 ปี จำนวนรวม 5 คนและใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เพียงแค่สมัคร...
บัตรสมาชิกสโมสรผู้รักสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ประเภทครอบครัว
ราคา 2,999 บาท เท่านั้น

สวนสัตว์อุบลราชธานี 
- กิจกรรมชุ่มฉ่ำกับเส้นทางสายน้ำอุโมงค์ดอกสะแบง
- สนุกสนานเล่นน้ำในสระน้ำตกเด็ก
-เพลิดเพลินไปกับดนตรีในสวน
-สืบสานประเพณี สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัว
- ชมความน่ารักของมาสคอทพาเพลิน
- บัตรผ่านประตูแลกเล่นเกมส์ในงานไม่ว่าจะเป็น...เกมส์ปากระป้องมหาสนุก...เกมส์ปาลูกโป้ง โป๊งชึ่ง...เกมส์ไข่ปลาหรรษา รับของรางวัลที่ระลึกมากมาย
ห้ามพลาดกับโปรโมชั่นพิเศษ มา4 จ่าย3 เฉพาะ บัตรผ่านประตูผู้ใหญ่คนไทยเท่านั้น ตลอดเดือนเมษายน แล้วมาสาดความสุข สาดความเย็น ชุ่มฉ่ำ พร้อมชมความน่ารักของน้องๆสัตว์ป่า

สวนสัตว์ขอนแก่น
- กิจกรรม Animal mascot Palace Fancy 2024  
- กิจกรรมกล่องสุ่มสุดฉ่ำสงกรานต์ซัมเมอร์ 
- กิจกรรมส่งน้ำพระพุทธรูป ขอพรพระพุทธศิลามณี 
- กิจกรรมวันผู้สูงอายุและวันครอบครัว 
- กิจกรรมถ่ายภาพเช็คอินสงกรานต์อีสานซัมเมอร์ 2024  
- กิจกรรม Facebook Lite เทศกาลหาสงกรานต์  13-15 เมษายน  2567  
- กิจกรรม Feeding การให้อาหารสัตว์ป่านานาชนิด
- กิจกรรมระบายสีและทำโปสการ์ดสัตว์ป่า 
- กิจกรรมการเล่นเกมบันไดงู 
- กิจกรรมรณรงค์คัดแยกขยะงดใช้โฟมและขวดน้ำเปล่า พร้อมแลกรับของรางวัล 

โครงการคชอาณาจักร จังหวัดสุรินทร์
12 เมษายน 2567  ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์จำนวน 9 รูป พิธีเซ่นไหว้องค์พระครูประจำที่ใหญ่ที่สุดในโลก กิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ กิจกรรมนำพระพุทธรูปแห่สรงน้ำขบวนช้างเล่นน้ำสงกรานต์กว่า 50 เชือก

“ในโอกาสวันสงกรานต์ปีนี้ สวนสัตว์ในสังกัดได้จัดเตรียมกิจกรรมที่สืบสานวัฒนธรรมไทย ประเพณีวันสงกรานต์ ที่ควรได้รับการอนุรักษ์ไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามให้คงไว้ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมสร้างความสุข สนุกสนาน ในสวนสัตว์ทั่วทุกภูมิภาค” นายอรรถพร กล่าว…

‘พิจิตรปลดแอก’ ถาม!! “พัฒนาบึงสีไฟ ใครได้ประโยชน์?” ชาวเน็ตสวนกลับ “ถามคำถามโง่ๆ ดีแต่แซะ ถ่วงความเจริญ”

เพจ ‘พิจิตรปลดแอก’ โดนทัวร์ลงเละคาบ้าน หลังโพสต์ถาม “ใครได้ผลประโยชน์จากการทำบึงสีไฟบ้าง...” เจอชาวเน็ตสวน “ประชาชน คนพิจิตร ได้ประโยชน์ จวกเป็นคำถามโง่ ๆ ไม่สร้างสรรค์ ถ่วงความเจริญ”

(10 เม.ย. 67) ถือเป็นอีกหนึ่งดรามาบนโลกโซเชียล เมื่อเพจ พิจิตรปลดแอก ได้ออกมาโพสต์ถาม “ใครได้ผลประโยชน์จากการทำบึงสีไฟบ้าง...”

งานนี้ปรากฏว่าโดนทัวร์เละคาบ้าน โดยชาวเน็ตที่เข้าไปคอมเม้นต์ หลายคนโต้ว่า การพัฒนาบึงสีไฟ ประชาชน และคนพิจิตร ได้ประโยชน์ ทำให้คุณภาพชีวิตคนแถวนั้นดีขึ้น มีคนเดินทางมาท่องเที่ยวเม็ดเงินเข้าจังหวัดพิจิตร

นอกจากนี้ชาวเน็ตหลายคนยังจวกเพจนี้ว่า นี่เป็นคำถามโง่ ๆ คำถามไม่สร้างสรรค์ ดีแต่แซะ และ ถ่วงความเจริญ

สำหรับ ‘บึงสีไฟ’ เป็นบึงน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่อยู่คู่กับจังหวัดพิจิตรมาช้านาน เดิมมีพื้นที่กว้างขวางถึงกว่า 12,000 ไร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ทำให้ปัจจุบันบึงสีไฟลดขนาดลงเหลือพื้นที่ราว 5,390 ไร่ ถือเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเมืองไทย ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบลใน อ.เมืองพิจิตร ได้แก่ ต.ในเมือง ต.ท่าหลวง ต.เมืองเก่า ต.โรงช้าง และ ต.คลองคะเชนทร์

อย่างไรก็ดีในปี พ.ศ. 2556 บึงสีไฟประสบภาวะภัยแล้งอย่างหนัก ฝนที่ทิ้งช่วงเป็นเวลานานทำให้น้ำในบึงแห้งขอด จนเกิดดินแตกระแหง และในปี 2560 เกิดไฟไหม้บริเวณเกาะกลางบึงสีไฟ เนื่องจากมีวัชพืชแห้งทับถมกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดไฟไหม้ได้ง่าย โดยเฉพาะในภัยแล้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระบรมราโชบายในการพัฒนาแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำในพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ

หลังจากนั้นในปี 2560 หน่วยราชการในพระองค์ได้น้อมนำพระบรมราโชบายในการปรับปรุงพัฒนาบึงสีไฟและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้กลับมาสมบูรณ์งดงามดังเดิม ดังนี้

-ด้านการบริหารจัดการดิน กรมเจ้าท่าดำเนินการขุดลอกบึงสีไฟระหว่างปีงบประมาณ 2560 ถึงปีงบประมาณ 2563

-ด้านการบริหารจัดการน้ำ แต่เดิมบึงสีไฟรับน้ำจากน้ำฝนและการผันน้ำจากระบบชลประทาน เข้ามาเติมในช่วงหน้าแล้ง ในการพัฒนาพื้นที่บึงสีไฟ กรมชลประทานโดยโครงการชลประทานพิจิตร ได้ผันน้ำ ผ่านคลองชลประทานอาศัยน้ำจากทางเหนือที่ไหลมาจากเขื่อนนเรศวร

-ด้านการปรับปรุงภูมิทัศน์ มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในสวน สมเด็จพระศรีนครินทร์พิจิตรและการปรับปรุงสภาพแวดล้อมโดยรอบบึงสีไฟ รวมทั้งมีการสร้างทางจากดินที่ขุดลอก มาทำเป็นทางจักรยาน ทางเดิน และลู่วิ่ง โดยสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ การพัฒนาอุทยานบัวบึงสีไฟโดยขยายพันธุ์บัวหลากหลายสายพันธุ์ จัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้และส่งเสริมการท่องเที่ยว ฯลฯ

ในปี 2566-2567 บึงสีไฟสามารถกักเก็บน้ำเต็มบึง 100% ในปริมาณ 12.64 ล้านลูกบาศก์เมตร (จากเดิมก่อนพัฒนาบึงเก็บน้ำได้ประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร)

วันนี้ ‘โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติฯ’ หลังการพัฒนาปรับปรุง ได้พลิกโฉมจากบึงที่เคยเสื่อมโทรม กลายเป็นบึงน้ำอันสวยงาม มีสวนสาธารณะให้คนในพิจิตรและคนต่างถิ่นมาพักผ่อนหย่อนใจ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเช็กอินสำคัญของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนพิจิตร รวมถึงเป็นสถานที่จัดงานสำคัญต่าง ๆ

สำหรับสิ่งน่าสนใจบริเวณบึงสีไฟนั้นก็มีหลากหลาย อาทิ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์, ประติมากรรมพญาชาละวันหรือรูปปั้นจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก, ประติมากรรมจระเข้ยืน สถานแสดงพันธุ์ปลาเฉลิมพระเกียรติ หรือ ศาลาเก้าเหลี่ยม ศาลากลางน้ำ และบ่อจระเข้ เป็นต้น

นอกจากนี้บึงสีไฟยังมีไฮไลต์แห่งใหม่ใต้พระบารมี คือ เลนปั่นจักรยานรอบบึงระยะทาง 10.28 กิโลเมตร และสนามจักรยานประเภทต่าง ๆ คือ สนามจักรยาน BMX สนามขาไถ สนามปั๊มแทรค และสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ซึ่งทางจังหวัดพิจิตรเสนอให้บึงสีไฟเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยพระราชทานชื่อสนามจักรยานว่า ‘สนามจักรยานสราญจิตมงคลสุข’ หมายความว่า สนามจักรยานเป็นสถานที่ทำให้ใจสำราญเป็นมงคลและสุขสบาย

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย  ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบเงินอุดหนุนกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน ประจำปี 2567

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบเงินอุดหนุนกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน แก่องค์กรสมาชิก ประจำปี 2567   โดยมี  ร้อยตำรวจโทดร.มนัส  โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ  เป็นประธานในพิธี  ในวันพุธที่ 10 เมษายน 2567 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3  ตึกนวมหาราช  สภาสังคมสงเคราะห์ฯ แยกตึกชัย ถนนราชวิถี กรุงเทพฯ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ  ได้อนุมัติการจัดสรรเงินอุดหนุนกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชนแก่องค์กรสมาชิกกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชนเป็นประจำทุกปี  

โดยมอบให้คณะกรรมการฝ่ายโครงการและจัดสรรเงินทุน  ซึ่งมีแพทย์หญิงสุวณี  รักธรรม  ที่ปรึกษาสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธาน และได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาการจัดสรรเงินทุน  ประจำปี 2567 เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองโครงการ  4  ประเภท  เพื่อเสนอผลการพิจารณาให้ คณะกรรมการร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน  และคณะกรรมการอำนวยการพิจารณาให้ความเห็นชอบตามลำดับ โดยจัดสรรเงินอุดหนุนแก่องค์กรสมาชิกกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชนประจำปี 2567  จำนวน 101 องค์กร 101 โครงการ เป็นเงินจำนวน 2,902,900.- บาท (สองล้านเก้าแสนสองพันเก้าร้อยบาทถ้วน) ดังนี้ ประเภทที่ 1  โครงการเกี่ยวกับการสงเคราะห์ คุณเพ็ญพักตร์  ศรีทอง เป็นประธาน จำนวน   13   องค์กร 13 โครงการ

ประเภทที่ 2  โครงการเกี่ยวกับการป้องกัน  และแก้ไขปัญหาสังคม คุณจารุนันท์ อึ้งภากรณ์ เป็นประธาน จำนวน 15 องค์กร 15 โครงการ

ประเภทที่ 3 โครงการเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม คุณวิไลวรรณ  ลายถมยา  เป็นประธาน
จำนวน 25 องค์กร 25 โครงการ

ประเภทที่ 4  โครงการเกี่ยวกับศาสนาและจริยธรรม ดร.วิชัย  ไทยถาวร   เป็นประธาน
จำนวน 48 องค์กร 48 โครงการ 

โดยสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้จัดส่งเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรสมาชิกในส่วนภูมิภาค 2 - 12 และจัดพิธีมอบเงินอุดหนุนแก่องค์กรสมาชิกส่วนกลาง และองค์กรสมาชิกส่วนภูมิภาค ภาค 1 ณ  สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ซึ่งในวันนี้  ท่านประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ  ได้กรุณามอบเงินอุดหนุนกองทุนร่วมใจสงเคราะห์ชุมชน ประจำปี  2567  แก่องค์กรสมาชิกส่วนกลาง และ องค์กรสมาชิกส่วนภูมิภาค  ภาค 1

สตม.ตะครุบแก๊งผิวสีหลอกขายทองคำอาศัยทีเผลอแอบสลับเงินปลอม กว่า 1.1 ล้านบาท

กก.1 บก.สส.สตม. จับกุมและเพิกถอนวีซ่า นายคานู (นามสมมติ) อายุ 42 ปี สัญชาติเซียร์ราลีโอน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.129/2567 ลงวันที่ 5 ก.พ.2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ลักทรัพย์      โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม คอนโดย่าน อโศก – รัชดา (พระรามเก้า) แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ พร้อมกับเพิกถอนวีซ่าของนายซีเซ่ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี สัญชาติไลบีเรีย ดำเนินการตามกฎหมาย

กก.1 บก.สส.สตม. ได้ตรวจพบสกู๊ปข่าว “เข้มข่าวค่ำ” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ PPTV และสกู๊ปข่าว “สนามข่าว เสาร์-อาทิตย์” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 7HD นำเสนอข่าวเกี่ยวกับมีผู้เสียหายร้องเรียนว่า   ถูกแก๊งคนต่างชาติชาวผิวสีหลอกให้ลงทุนซื้อขายทองคำ แล้วถูกแอบสลับเงินนำธนบัตรดอลลาร์สหรัฐปลอมมาแทนสูญเงินกว่า 1.1 ล้านบาท จึงได้ประสานขอข้อมูลจากผู้เสียหาย เพื่อสืบสวนติดตามจับกุมแก๊งผิวสีและช่วยเหลือผู้เสียหาย โดยทราบว่าคดีนี้เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2567 ผู้เสียหายและเพื่อนได้มีการติดต่อซื้อขายทองคำกับชายชาวผิวสี ทราบชื่อภายหลังคือนายเควินและนายซีเซ่ โดยนายซีเซ่ แจ้งว่ามีทองคำเม็ดเล็ก ๆ ต้องการจะขายให้กับผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2567 ผู้เสียหายพร้อมด้วยสามีผู้เสียหาย และเพื่อนหญิงชาวไทย ได้ขอนำเม็ดทองไปตรวจสอบ โดยนายเควิน นายซีเซ่ และนายคานู (ทราบชื่อภายหลัง) ร่วมไปด้วย โดยนายคานูได้ให้เม็ดทองมาจำนวน 15 เม็ด เพื่อนำไปตรวจสอบที่โรงหลอมทอง ผลปรากฏว่าเป็นทองคำจริง ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อตกลงร่วมลงทุนซื้อขายทองคำ

โดยตกลงซื้อขายกันที่ กก. ละ 34,700 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้เสียหายจึงได้ไปแลกเงินเพื่อเตรียมซื้อขาย ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 ได้นัดกันไปทำการส่งมอบเม็ดทองที่โรงแรมย่านสุขุมวิท โดยได้แบ่งเงินไว้ที่ผู้เสียหายจำนวน 3,500 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อเป็นค่านายหน้าให้กับผู้แนะนำ ส่วนสามีผู้เสียหายได้นำเงิน จำนวน 31,200 ดอลลาร์สหรัฐ ไปให้นายคานูตรวจนับภายในห้องที่เกิดเหตุ โดยผู้เสียหายขอให้นำเม็ดทองทั้งหมดไปตรวจสอบก่อน จึงจะมอบเงินให้ นายเควิน และนายคานู จึงทำท่าทีไม่พอใจและพูดจาโต้เถียงกับสามีผู้เสียหาย จนกระทั่งสามีผู้เสียหายเผลอจึงได้แอบสับเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐปลอมที่เตรียมมากับเงินดอลลาร์สหรัฐจริงของผู้เสียหาย โดยสามีผู้เสียหายไม่ทันรู้ตัว จากนั้นจึงทำทียอมไปตรวจสอบเม็ดทองที่โรงหลอมก่อน สามีผู้เสียหายจึงได้เก็บเงินดอลลาร์สหรัฐที่ถูกสับเปลี่ยน ไปแล้วใส่กระเป๋าสะพาย แล้วพากันไปขึ้นรถของผู้เสียหาย เมื่อขับรถออกไปได้สักระยะ นายเควิน และนายคานู ออกอุบายขอลงจากรถเพื่อไปซื้อกาแฟแล้วได้หายตัวไป กลุ่มผู้เสียหายจึงเริ่มสงสัยและได้นำเงินดอลลาร์สหรัฐที่ถูกสับเปลี่ยนแล้วไปแลกที่ซุปเปอร์ริช จึงทราบว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินปลอม จึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาตามภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด ในความผิดฐาน ลักทรัพย์

โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำนวน 2 ราย กก.1 บก.สส.สตม.จึงได้ทำการสืบสวนจนพบว่าผู้ต้องหาตามหมายจับทั้ง 2 ราย คือนายเควิน และนายคานู และได้ทราบว่ามีนายซีเซ่ ร่วมขบวนการด้วย กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้เร่งทำการสืบสวนติดตามจับกุม จนสามารถจับกุมนายคานู และนายซีเซ่ ได้นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน .สน.ลุมพินี และเพิกถอนวีซ่าดังกล่าว ส่วนนายเควิน ได้หลบหนีออกนอกประเทศไทยไปก่อนหน้านี้แล้ว   

จากการสอบถามนายคานู ให้การยอมรับว่า ได้ร่วมกันกับ นายซีเซ่ และนายเควิน เพื่อนชาวผิวสี ชักชวนหลอกลวงให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนซื้อขายทองคำจริง หลังจากได้เงินดอลลาร์จากผู้เสียหายแล้ว ได้นำเงินมาแบ่งเท่าๆ กันสตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิม  พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่   อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สตม.ตามเช็คบิลสามีภรรยาฟิลิปปินส์หัวใสลอบส่งออกกัญชา พบอยู่เกินคนละกว่า 9 ปี ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด   

วันนี้ (10 เม.ย.67) เวลา 11.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.1,  พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สส.บก.ตม.1, พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐพงษ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม.ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้  
 สตม.ตามเช็คบิลสามีภรรยาฟิลิปปินส์หัวใสลอบส่งออกกัญชา พบอยู่เกินคนละกว่า 9 ปี

กก.สส.บก.ตม.1 จับกุมนายโจ (นามสมมติ) อายุ 35 ปี สัญชาติฟิลิปปินส์ และนางแมรี่ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี สัญชาติฟิลิปปินส์ โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม ทาวน์โฮมย่านแขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพฯ สืบเนื่องจากเมื่อประมาณต้นปี 2567 ชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.1 ได้รับการประสานข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการจากหน่วยงานความมั่นคงประเทศฟิลิปปินส์ เกี่ยวกับการจับกุมกัญชาอบแห้งล็อตใหญ่ บรรจุอยู่ในลังพัสดุซีนแน่นหนา น้ำหนักรวมกว่า 10 กิโลกรัม ซึ่งถูกตรวจพบโดยสำนักงานศุลกากร ในประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปลายเดือน ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับกัญชาอบแห้งนั้น ยังเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศฟิลิปปินส์ ทำให้ผลกำไรตอบแทนจากการส่งกัญชาจากประเทศไทยไปยังกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์นั้นมีมูลค่าสูงมาก โดย standard street price ของกัญชาดังกล่าวเมื่อถูกลำเลียงถึงประเทศฟิลิปปินส์จะมีมูลค่ามากถึง 1,200 เปโซต่อกรัม หรือประมาณ กรัมละ 975 บาท (รวมมูลค่าเกือบ 10 ล้านบาท) ซึ่งต้นทางของกัญชาที่ถูกตรวจยึดดังกล่าวมาจากบริษัทขนส่งพัสดุแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านที่มีชาวฟิลิปปินส์พักอาศัยอยู่มาก ชุดสืบสวนจึงได้เริ่มลงพื้นที่หาข่าวเกี่ยวกับบริษัทขนส่งในบริเวณดังกล่าวเรื่อยมา

ต่อมาในช่วงเดือน มี.ค.2567 กก.สส.บก.ตม.1 ได้ข้อมูลผู้นำส่งพัสดุล็อตดังกล่าว คือนายโจ (นามสมมติ) และ นางแมรี่ (นามสมมติ) สองสามีภรรยาชาวฟิลิปปินส์ เมื่อตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบไบโอเมตริกซ์แล้วพบว่าทั้ง 2 ราย อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดแล้วกว่า 9 ปี (3,198 วัน และ 3,669 วัน ตามลำดับ) จึงได้สืบสวนหา  ที่พักอาศัยของคนต่างด้าวดังกล่าว จนกระทั่งทราบว่าทั้ง 2 ราย พักอาศัยอยู่ในทาวน์โฮมในย่านแขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพฯ โดยเพิ่งย้ายมาเช่าบ้านดังกล่าวอยู่ได้ไม่ถึง 3 สัปดาห์ ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ เมื่อพบตัวจึงได้จับกุมดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว นอกจากนี้ คนต่างด้าวทั้ง 2 ราย จะต้องถูก สตม. ขึ้นบัญชีรายชื่อเป็นบุคคลต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลานานถึง 10 ปี ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1/2558 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 เรื่อง การไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักร

‘นายกฯ เศรษฐา’ นำทีมลุยตรวจ ‘หมอชิต 2’ ประเมินให้ 8 คะแนน เน้นย้ำ!! ‘สะดวก-สะอาด-ปลอดภัย’ พร้อมบริการปชช. ช่วงสงกรานต์

(10 เม.ย. 67) ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต 2) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม, นางมนพร เจริญศรี, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม, น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รอต้อนรับ

โดยจุดแรกรับฟังบรรยายสรุป ความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ภายในอาคารผู้โดยสารชั้น 1 นายกฯ ระบุว่าวันนี้มาดูแลประชาชน ที่จะเดินทาง ขอให้ดูเรื่องสุขภาพของคนขับรถและตรวจเข้มเรื่องของสารเสพติด ซึ่งในส่วนของหมอชิต 2 คาดว่าจะมีคนเดินทางเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ 7 แสนคน โดยระหว่างนี้มีผู้เดินทางมาขอถ่ายรูป กับนายกฯ เป็นที่ระลึกโดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเอง 

จากนั้นนายกฯ เดินพบปะพูดคุยกับประชาชน พร้อมสอบถามถึงจองตั๋วรถโดยสารเป็นไปโดยสะดวกหรือไม่ และรถโดยสารเข้าออกรับส่งตรงหรือไม่โดย ได้รับการยืนยันจากทาง บขส. ว่ารถตรงเวลา 

จากนั้นนายกฯ ได้ตรวจสาธารณูปโภคการให้บริการห้องน้ำสาธารณะ ที่เน้นความสะอาดเป็นหลักทั้งห้องน้ำที่เสียค่าบริการ และห้องน้ำฟรี โดยจากการตรวจสอบไม่พบว่ามีสิ่งใดต้องปรับปรุง แต่ให้ดูแลเรื่องของความสะอาด เพราะมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ก่อนตรวจที่พักคอยรถบริเวณชานชาลาของสายอีสาน โดยสั่งการนายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการรักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เพิ่มจอแอลอีดี ให้เช่าฉายโฆษณาขณะที่ประชาชน จะได้ชมระหว่างรอขึ้นรถเดินทาง

จากนั้นนายกฯ เดินตรวจระบบขนส่งสาธารณะ ที่จุดบริการรถแท็กซี่ รถโดยสาร ขสมก. และรถสาธารณะบริเวณทางออกประตู 3 โดยก่อนเดินทางกลับนายกฯ ได้เน้นย้ำเรื่องของความปลอดภัยในการเดินทาง การตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถ รวมถึงแผนรองรับ หากรถเสียในระหว่างเดินทางจะแก้ไขอย่างไร โดยทาง บขส. ระบุว่ามีความพร้อมในการให้บริการเต็มที่

ต่อเวลา 14.45 น. นายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่า จากการมาตรวจเยี่ยมการให้บริการและได้พูดคุยสอบถามความพึงพอใจของประชาชนที่มาใช้บริการ ทราบว่าผู้โดยสารแฮปปี้ดี ศูนย์อาหารสะอาด 

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ให้คะแนนเท่าไหร่ นายเศรษฐา กล่าวว่า อย่างน้อยให้คะแนน 8 และต้องถามผู้ใช้มากกว่า เวลานายกฯ มาแบบนี้ ก็ต้องมีการทำให้ดีเป็นพิเศษ จึงจะเลือกมาอย่างที่ไม่ต้องแจ้งให้ทราบดีกว่า โดยนายสุรพงษ์ ยืนยันตรงนี้แล้ว คำพูดเป็นนาย แม้นายกฯ จะมาหรือไม่มาคุณภาพของการให้บริการและความสะอาดจะเป็นอย่างนี้ตลอด 

ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าจะต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า บอกไว้ในเรื่องการหารายได้พิเศษ ปัจจุบันป้ายโฆษณาต่าง ๆ เดือนละ 3 ล้านบาท และตอนนี้ผู้โดยสารกลับมาเยอะ ก่อนสมัยโควิด-19 มีกำไร แต่ตอนนี้ขาดทุนนิดหน่อย จึงอยากหารายได้เสริมด้วยการติดป้ายโฆษณาให้มากยิ่งขึ้น เป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์หรือวิวบอร์ด ซึ่งทางรัฐมนตรี ตอบรับ และอีก 3-4 เดือน จะมีแน่นอนและจะนำรายได้เข้ามามากขึ้น ทั้งนี้ตนจะมาตรวจเหมือนกับที่ไปตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ โดยไม่ขอตอบว่าประมาณกี่เดือนจะมาตรวจ เพราะเดี๋ยวจะมีการจัดฉากมารับ แต่อย่างน้อยจัดฉากก็จัดฉากได้ดีมาก ขณะที่รัฐมนตรีเอง ยืนยันแล้วว่า แม้ไม่ได้จัดฉากทุกวันก็ดีอย่างนี้ 

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่ฝ่ายค้านสะท้อนความเห็น หลังจากมาที่หมอชิต นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่ได้ฟังว่าพูดอะไร แต่เท่าที่มาตรวจวันนี้ดีมาก ดีหมด มีการพัฒนาเรื่องพื้นที่นั่งและขายของ 

รมว.แรงงาน “พิพัฒน์” ผลักดันครูมวย รับ License เตรียมรับฝึกสอนในไทยและต่างประเทศ

รมว.แรงงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ดันครูมวยรับ License ส่งเลขาอารี ชมการทดสอบมาตรฐานฝีมือผู้ฝึกสอนมวยไทย สร้างนักกีฬาอาชีพและ Soft Power หวังดึงรายได้เข้าประเทศ

วันที่ 10 เมษายน 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ส่งนายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เยี่ยมชมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพภาคบริการ สาขาผู้ฝึกสอนมวยไทย ระดับ 1 ผลักดันนโยบาย Soft Power โดยมี นายปรีชา ลาลุน รองผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย (ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวยไทย) ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมการทดสอบ ณ ห้องฝึกกีฬามวย ศูนย์ฝึกกีฬาในร่ม การกีฬาแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร โดยกล่าวภายหลังการเยี่ยมชมว่า การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้รับอนุญาตจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ให้เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขา ผู้ฝึกสอนมวยไทย ระดับ 1 จากทั้งหมดที่ได้รับอนุญาตแล้ว 16 แห่งทั่วประเทศ  โดยในครั้งนี้ มีผู้เข้ารับการทดสอบฯ จำนวน 12 คน ประกอบด้วย ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ฝึกสอนมวยไทยอาชีพ ระดับ C - License ของการกีฬาแห่งประเทศไทย จำนวน 8 คน ผู้ฝึกสอนที่เตรียมไปทำงานเป็นครูฝึกสอนมวยไทยในต่างประเทศ จำนวน 1 คน และอีก 3 คนเป็นผู้ฝึกสอนมวยไทยจากค่ายมวยในประเทศไทย

นายอารี กล่าวต่อไปว่า สำหรับศูนย์ทดสอบฯ ของการกีฬาแห่งประเทศไทย มีความพร้อมทั้งสถานที่ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ได้มาตรฐาน และมีคณะกรรมการควบคุมการทดสอบที่มีศักยภาพ อีกทั้งมีการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ด้านกีฬามวยไทย รวมถึงมีเครือข่ายด้านมวยไทยเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือ สาขาผู้ฝึกสอนมวยไทย ระดับ 1 แล้ว สามารถรองรับความต้องการของสถานประกอบกิจการ หรือผู้ประกอบอาชีพด้านมวยไทย รวมถึงนักมวยอาชีพที่ต้องการไปทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือเปิดสอนมวยไทย เข้ามาใช้บริการได้ตั้งแต่การฝึกอบรมจนถึงกระบวนการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน  นอกจากนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือสาขาผู้ฝึกสอนมวยไทย ระดับ 1 ให้แก่แรงงานไทยในต่างประเทศด้วย เพื่อยกระดับทักษะฝีมือแรงงานไทยที่ทำงานในต่างประเทศให้ได้รับพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะและทัศนคติในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ฝึกสอนมวยไทย อีกทั้งเพื่อสร้างมาตรฐานในการประกอบอาชีพของผู้ฝึกสอนมวยไทยให้เป็นที่ยอมรับของนายจ้างและสถานประกอบกิจการในต่างประเทศ โดยมีแผนที่จะจัดทดสอบมาตรฐานฝีมือ สาขาผู้ฝึกสอนมวยไทย ระดับ 1 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน อังกฤษ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป้าหมายไม่น้อยกว่า 80 คน 

“กีฬามวยไทยเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่รัฐบาลส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้ประชาคมโลกได้รับรู้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศในลักษณะ Sport Tourism และขณะเดียวกันก็สามารถส่งออกนักกีฬาและผู้ฝึกสอนไปยังต่างประเทศ สร้างเม็ดเงินให้แก่ประเทศจำนวนมหาศาล การทดสอบฯ ผู้ฝึกสอนมวยไทย จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนในการผลิตนักกีฬามืออาชีพที่มีมาตรฐานฝีมือของกระทรวงแรงงานการันตี” นายอารีกล่าวทิ้งท้าย

สตม.รวบหนุ่มแดนโสมส่งยาเสพติดออกนอกประเทศ overstay 11 ปี

กก.4 บก.สส.สตม. จับกุมนายลี (นามสมมติ) อายุ 42 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าว อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม โรงแรมย่านสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ กก.4 บก.สส.สตม. ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานตำรวจสากลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ประจำกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าได้รับแจ้งจากสายลับมีชายชาวเกาหลีใต้ ก่อเหตุลักโทรทัศน์ในคอนโดมิเนียมที่ชายชาวเกาหลีใต้นั้นเช่าพักอาศัยแล้วนำไปขาย เมื่อเจ้าของห้องทราบเรื่อง ชายชาวเกาหลีใต้นั้นได้ปีนกำแพงหลบหนี โดยผู้เสียหายได้ไปแจ้งความไว้แล้วที่ สน.พระโขนง จึงได้ทำการสืบสวนพบว่าชายชาวเกาหลีใต้ราย ดังกล่าวคือ นายลี ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดลงแล้วเป็นเวลา 4,004 วัน และเข้าพักอาศัยอยู่ที่ โรงแรมย่านสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ จึงไปตรวจสอบ โดยได้รับแจ้งจากพนักงานของโรงแรมว่ามีชายชาวเกาหลีใต้เข้ามาพักแต่ไม่ได้ใช้ชื่อนายลี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่าชายชาวเกาหลีใต้คนดังกล่าวคือนายลี จึงเข้าตรวจสอบและจับกุมนายลีดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า นายลี เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการเกาหลีใต้ในความผิดฐาน "ขนส่งยาเสพติดข้ามชาติ" โดยได้ขนส่งยาเสพติดจำนวน 500 กรัม เข้าสู้ประเทศเกาหลีใต้ ผ่านทางกล่องพัสดุ และยังเป็นภัยความมั่นคงต่อสาธารณรัฐเกาหลีใต้ และเป็นบุคคลที่องค์การตำรวจสากลได้ออกประกาศสีแดง (INTERPOL Red Notice) อีกด้วย
 

สืบนครบาลซ้อนแผนปล้น 36 ชั่วโมง ทลายซุ้มโจรเบอร์ 1 แห่งหนองจอก รวบ 3 เสือแก๊ง “ทางเดินเสือ” พร้อมสมุมร่วมกัน ปล้น-ฆ่า-ค้ายา-ค้าอาวุธ นับไม่ถ้วน ยึดปืน 9 กระบอก

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รรท. ผบ.ตร.  พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดสร้างความเดือดร้อนในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อป้องกันและปราบปรามไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง มีประชาชนร้องขอให้สืบนครบาลช่วยปราบ แก็งทางเดินเสือ” ซุ้มโจรชั่วแห่งหนองจอก เป็นที่หวาดผวาและสุดจะเอือมระอาของประชาชนในพื้นที่ละแวกชาญเมือง ตระเวนก่อเหตุ ปล้น-ฆ่า-ค้ายา-ค้าอาวุธ จนเป็นที่หมายหัวของตำรวจในพื้นที่ แต่เจ้าตัวสามารถหลบหนีการจับกุมแล้วยังมีการฝากจดหมายน้อยมาเยอะเย้ยตำรวจว่า “จับผมไม่ได้หลอก” เรื่องนี้ถึงหูของ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.  สั่งการให้ ผู้การจ๋อ พล.ต.ต.ธีรเดช    ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ปราบแก๊งนี้ให้สิ้นชื่อในทันที แต่งานนี้ไม่ง่ายเพราะมีเพียงเบาะแสเบาบางว่าแก๊งนี้กบดานอยู่ในละแวกหนองจอกเท่านั้น

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ได้สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.ฯ, พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.พัชรดนัย การินทร์ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.เอกศิษฐ์   วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.1 บก .สส.บช.น. , พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกกฯ , พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.3 บก.สส.บช.น., พ.ต.ต.วศิน อินทร์แก้วสว.ฝอ.บก .สส.บช.น. ,  ร.ต.อ.ศิวัช ยังอุ่น รอง สว กก.4 บก .สส.บช.น. , ร.ต.อ.วรภัทร แสงเทียนประไพร รอง สว.ฯ ,  ร.ต.อ.พลวัต นาคถมยา รอง สว กก.1 บก.สส.บช.น. , ร.ต.อ.หญิง ณิชญากาญจน์ เปสลาพันธ์ รอง สว ฝอ บก.สส.บช.น. , ร.ต.ท.เลิศวริศ เลิศวรปรีชา รอง สว.ฯ , ร.ต.ท.ณัฐวุฒิ   อันชูฤทธิ์ รอง สว.ฯ , ร.ต.ท.อนันตชัย สัจจพงษ์  รอง สว.ฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สืบนครบาล ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัวแก๊ง “ทางเสือเดิน” จำนวน 6 ราย ดังนี้

1.นายณัฐวุฒิ ไตรกิ่ง หรือไอ้เสือ อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 51/17 ม.4 แขวงกระทุ่มทราย เขตหนองจอก จ.กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญามีนบุรีที่ จ.1352/2566 ลงวันที่ 20 ธ.ค. 66 ข้อหา “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นโดยเจตนา , ร่วมกันมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติ และร่วมกันลักทรัพย์” ประวัติการก่อคดีมาอย่างโชกโชน พ.ศ.2563 ก่อเหตุ “ร่วมกันครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1ฯ” , พ.ศ. 2564 ก่อเหตุ “ร่วมกันครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 1ฯ” , พ.ศ.2564 ก่อเหตุ “ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาติ” , พ.ศ.2566 ก่อเหตุ “ร่วมกันพยายามฆ่า , ร่วมกันลักทรัพย์” (ตามหมายจับ) หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน 
2.นายนว พลมีเดช หรือเสือเก๋า อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/31 ม.5 แขวงกระทุ่มทราย เขตหนองจอก จ.กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญามีนบุรีที่ จ.341/2567 ลงวันที่ 4 มี.ค. 67 ข้อหา “ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่อการกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปฯ” พบเบาะแสว่าเคยร่วมกับ นายอารักษ์ฯ (กี้) ก่อคดี ปล้น-ฆ่า-ฉ้อโกง-อาวุธปืน มาหลายคดีและหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
3.นายอารักษ์ ปานโดะ หรือเสือกี้ อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/57 ม.4 แขวงกระทุ่มทราย เขตหนองจอก จ.กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญามีนบุรีที่ จ.341/2567 ลงวันที่ 4 มี.ค. 67 ข้อหา “ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือโดยใช้ยานพาหนะเพื่อการกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปฯ” พบเบาะแสว่าเคยร่วมกับ นายนวฯ (เก๋า) ก่อคดี ปล้น-ฆ่า-ฉ้อโกง-อาวุธปืน มาหลายคดีและหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
4.นายบูรพา รักษาชล หรือภู อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 ซ.คุ้มเกล้า 31 แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง จ.กรุงเทพฯ
5.น.ส.ปริษา เสาวรส หรือสา อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16/3 ม.4 แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก จ.กรุงเทพฯ
6.น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65/131 ม.7 แขวงหนองจอก เขตหนองจอก จ.กรุงเทพฯ

โดยทั้ง 6 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”
ตรวจยึดของกลาง ปืนเถื่อนจำนวน 9 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน โดยจับกุมและตรวจค้นที่ บ้านเลขที่ 5/871 ซ.เลียบวารี 11 ถ.เลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก จ.กรุงเทพฯ พฤติการณ์กล่าวคือ “ทางเดินเสือ” ซุ้มโจรชั่วอันดับ 1 แห่งหนองจอก เป็นที่หวาดผวาและสุดจะเอือมระอาของประชาชนในพื้นที่ละแวกชาญเมือง บก.น.3 โดยวีรกรรมของโจรชั่วซุ้มนี้เรียกว่านรกส่งมาเกิดโดยแท้จริง ตระเวนก่อเหตุ ปล้น-ฆ่า-ค้ายา-ค้าอาวุธ จนเป็นที่หมายหัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ แต่เจ้าตัวสามารถหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แล้วยังมีการฝากจดหมายน้อยมาเยอะเย้ยตำรวจว่า “จับผมไม่ได้หลอก” เรื่องนี้ถึงหูของ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. สั่งการให้ ผู้การจ๋อ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ปราบแก๊งนี้ให้สิ้นชื่อในทันที แต่งานนี้ไม่ง่ายเพราะมีเพียงเบาะแสเบาบางว่าแก๊งนี้กบดานอยู่ในละแวกหนองจอกเท่านั้น พล.ต.ต.ธีรเดชฯ ถอดบทเรียนถึงรูปแบบการหลบหนีของแก๊งนี้ ที่แคล้วคลาดได้ทุกคราจนตกผลึกเป็นแผน “ดักหน้า....ไม่วิ่งตาม” ซึ่งจากวงรอบการก่อเหตุ ภูมิศาสตร์ และเบาะแสจากสายข่าวล่าสุดว่าเห็นพลพรรคซุ้มโจรนี้ซุ่มอยู่ละแวก ร้าน 7-11 ย่านถนนเรียบวารี ทำให้เกิดวิเคราะห์ว่า “ต้องมีการปล้นเกิดขึ้นแน่” ส่งชุดสืบสวนพิเศษลงพื้นที่เฝ้าละแวกที่น่าจะมีการปล้นเกิดขึ้นกว่า 36 ชั่วโมงที่ชุดสืบสวนกินนอนและเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่บนรถ จนกระทั่งวันที่ 8 เม.ย. 67 เวลาประมาณ 03.30 น. ชุดสืบสวนเห็นรถต้องสงสัยมาจอดซุ่มและมีการปล่อยคนลงไปดูลาดเลาในร้าน 7-11 สัญชาติญาติหมาล่าเนื้อ “มั่นใจ” มันคือคนร้าย สารวัตรแจ๊ะนำกำลังเข้ารวบตัว 2 เสือ ลูกสมุนของหัวหน้าแก๊งไว้ได้ ก่อนจะนำตัวบุกไปเข้าค้นเซฟเฮ้าส์ลับที่ “ไอ้เสือ” หัวหน้าแก๊งกบดานอยู่ โดยเมื่อชุดสืบสวนไปถึง ไอ้เสือไหวตัวทัน กระโดดปีนกำแพงหลังบ้านหนีชุดสืบสวนเข้าไปในป่ากบ แต่เจ้าหน้าที่ไหวตัวทันไล่ล่าไปอย่างกระชั้นชิด สุดท้ายไอ้เสือหนีไม่รอดเพราะได้รับบาดเจ็บจากการกระโดดปีนกำแพงทำให้แขนหัก (เดิมหักอยู่แล้วกำลังรักษา) ถูกจับกุมตัวได้ในที่สุด และจากการตรวจค้นในเซฟเฮ้าส์พบปืนเถื่อน 9 กระบอก โดยชุดสืบสวนสามารถจับกุมตัวคนร้ายในเซฟเฮ้าส์ได้ทั้งสิ้น 6 ราย

หลังการจับกุม พล.ต.ต.ธีรเดชฯ สั่งการขยายผลถึงที่สุด จนชุดสืบสวนพบข้อมูลว่า แก๊งนี้เรียกได้ว่า เป็นพ่อค้าอาวุธปืนรายใหญ่ในย่านหนองจอก พบประวัติการขายอาวุธปืนเถื่อนแล้วกว่า 2,000 กระบอก ด้วยวิธีการสุดระยำ โดยการ “ตบ” หรือ “ยึดปืน” เอามาจากเด็กวัยรุ่นในย่านดังกล่าว เอามาสะสมรวมกันใน คลังแสง ก่อนจะประกาศขายทางช่องทางออนไลน์ โดยจะขายในราคากระบอกละตั้งแต่ 10,000 – 20,000 บาท ซ้ำแล้วความชั่วยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อลูกค้าที่ตกเป็นเหยื่อได้หลงเข้ามาสั่งซื้อปืนจากแก๊งนี้ ซึ่งได้วางกลอุบายไว้เป็นแบบแผน โดยจะนัดลูกค้าให้มารับของด้วยตนเอง แต่เมื่อลูกค้ามาถึงจุดนัดหมาย ตรวจสอบสินค้าแล้วโอนเงินให้ตามที่ได้ตกลงไว้ แก๊งระยำนี้กลับได้ยกพวกกว่า 10 คน รุมล้อมและใช้อาวุธปืนจี้ ปล้นทั้งเงินและทั้งปืนกลับไป ซึ่งขณะนี้มีผู้ได้รับความเสียหายจากการก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว ไม่ต่ำกว่า 20 รายในชั้นจับกุม นายนวฯ และนายอารักษ์ฯ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ นายเสือ หัวหน้าแก๊ง ได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับนายเก๋าฯ หัวโจกและนายกี้ฯ มาตั้งแต่สมัยวัยเด็กชั้นประถม ก่อนจะได้แยกย้ายกันไปและโคจรกลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อทุกคนอายุได้ประมาณ 17 ปี ซึ่งในขณะนั้น พวกของตนได้เริ่มเกเรและมักจะมีเรื่องกับกลุ่มคู่อริต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เริ่มสนใจการเก็บสะสมอาวุธปืนในลักษณะที่เป็นปืนไทยประดิษฐ์ จนเมื่อประมาณต้นปี 2566 นายเก๋าฯ ได้เคยสั่งซื้ออาวุธปืนจากทางออนไลน์ และกำลังจะเดินทางไปรับพัสดุที่ได้สั่งซื้อไว้ แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมได้พร้อมกับของกลางเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์จำนวน 1 กระบอก ทำให้ต้องโทษคดีเป็นครั้งแรก และได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำประมาณ 10 วัน ก่อนจะได้ประกันตัวออกมาต่อสู้คดีจนถึงปัจจุบัน หลังจากนายเก๋าฯ ได้ประกันตัวออกมานั้น ได้กลับมารวมกลุ่มกันตั้งแก๊ง “ทางเดินเสือ” โดยมีนายเสือฯ เป็นหัวโจก และได้เริ่มสะสมอาวุธปืนมากขึ้น โดยจะสั่งซื้อจากทางออนไลน์ในราคากระบอกละ 500 – 2,000 บาท และบางครั้งก็จะใช้วิธีการ “ตบ” หรือยึดปืนเอาจากคนอื่นมาเป็นของตน จากนั้นจึงได้เริ่มขายอาวุธปืนทางออนไลน์ ผ่านช่องทางเฟสบุ๊ค และ ไลน์ โดยจะขายในราคาประมาณกระบอกละ 5,000 – 20,000 บาท โดยในช่วงพีกตนเองกับพวกเคยมีรายได้จากการขายปืนมากสุด เดือนละประมาณ 20,000 บาทต่อคน ส่วนอาวุธปืนของกลางที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดได้วันนี้ เป็นปืนของสะสมของนายเสือฯ นายเก๋า และนายกี้ฯ ส่วนอาวุธปืนที่ได้แพ็คใส่กล่องพัสดุเรียบร้อยแล้วนั้น นายเก๋าฯ กับนายกี้ฯ เตรียมจะไปส่งขายในราคา 5,000 บาท แต่ลูกค้ายังไม่ได้โอนเงินจึงยังไม่ได้นำไปส่ง ก่อนจะได้มาถูกจับกุมในวันนี้

ส่วน นายณัฐวุฒิ หรือ เสือฯ ยังปากแข็ง เลือกตัดขาดโยนความผิดให้เพื่อนรับเต็มๆ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เช่นเดียวกันกับ ผู้ถูกจับอีก 3 คน ที่ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาโดยอ้างว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นใดในการค้าขายอาวุธปืนเถื่อนมาก่อน หลังจับกุมตัว ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ส่งพนักงานสอบสวน สน.หนองจอก เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า “เราไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของคนร้าย เพราะคนร้ายกลุ่มแก๊งนี้ ถือได้ว่าเป็นภัยร้ายที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนในละแวกดังกล่าว ซึ่งอาวุธปืนเถื่อน ถือเป็นสารตั้งตนที่อาจนำไปสู่หายนะ หรืออาชญากรรมที่รุนแรงได้ จนมีประชาชนเข้ามาร้องเรียนผ่านเพจสืบนครบาล ให้จัดการโดยเร่งด่วน ผมจึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชน ว่าหากพบเห็นการซื้อขายปืนเถื่อนหรืออาวุธในโลกออนไลน์และหากท่านทราบเบาะแสโปรดแจ้งข้อมูลมาที่เพจ “สืบนครบาล IDMB”  เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพราะแม้ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ แต่หากเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เราทำทันที ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาการ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.”
 

กำไรที่ไม่มีอยู่จริง…สืบนครบาลรวบอารียาบางไผ่ บัญชีม้า 300 บาทโดนคุกอ่วม

นโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รรท.ผบ.ตร.  ,พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมทางออนไลน์  ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เร่งทำการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา ตามหมายจับเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการฉ้อโกลหลอกลวงประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึง บัญชีม้า ที่เป็นโรคระบาดเชื้อร้ายทำร้ายความสงบสุขของประชาชนในสังคมในวงกว้าง

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. ,พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ได้สั่งให้พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.,พ.ต.อ.นิวัตน์ พึ่งอุทัยศรี รอง ผบก.สส.บช.น, พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ รอง ผบก.สส.บช.น , พ.ต.อ.อดุลย์ ดอกพวง ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น. ,พ.ต.ท.ปกรณ์ ทองช่วง รอง ผกก.สส.4ฯ , พ.ต.ท.รัฐนันท์ สมวงศ์ รอง ผกก.สส.4ฯ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ภัทร  บุญอารักษ์ สว.กลุ่มงานสอบสวนฯ ช่วยราการ กก.4ฯ , ร.ต.อ.ณพวิทย์ ดิษฐ์ป้าน รอง สว.กก.สส.4ฯ , ร.ต.ต.เด่น ภูมิคอนสาร รอง สว. ดำเนินการจับกุม น.ส.อารียา อัมระนันท์ อายุ 20 ปีอยู่ที่  ม.7 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กทม.ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดอ่างทอง ที่ 64/2567 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2567

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน“ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นผู้อื่น,โดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี,โอนรับโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้นและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่บุคคลสองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ”สถานที่จับกุมบริเวณ หน้าบ้าน ม.7 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กทม. พฤติการณ์ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2566 ผู้เสียหาย ได้เห็นโฆษณาใน Facebook ที่ใช้ซื้อบริษัท Facebook Shop ซึ่งอ้างว่าเป็นงานสั่งซื้อขายสินค้าในระบบ เพียงแค่เปิดหน้าเว็บไซต์ รอระบบ AI ทำการสั่งซื้ออัตโนมัติ 3-5 นาที ก็สามารถรับเงินปันผลเป็นกำไรได้ และได้รับค่าคอมมิชชั่น 10-50 % ของเงินฝาก โดยฝาก 1 ครั้ง และถอน *1 ครั้ง (เงินต้น + เงินปันผล) โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการชื่อ น.ส.พิไลรัตน์ ชาลีชาติ เป็นผู้แนะนำระบบการทำงานการสร้างรายได้ และให้ทำการลงทะเบียนในเว็บ https://coupangthai666-job.com และผูกบัญชีเงินฝากของธนาคารกสิกรไทยไว้ในระบบ ในครั้งที่ 1 โดยลงทุนไป 500 บาท สามารถถอนเงินลงทุนและเงินปันผลกำไรได้ 610 บาท ในครั้งที่ 2 และ 3 เป็นเงิน 1,800 บาท และ 2,499 บาท  ถอนเงินลงทุนและเงินปันผลกำไรในแต่ละครั้งกลับเข้าบัญชีที่ผูกไว้กับระบบได้เป็นเงิน 2,070 บาท และ 3,080 บาท ในครั้งที่ 4 เป็นเงินลงทุน 3,888 บาท ซึ่งจะได้เงินทุนและเงินปันผลกำไรคืนเป็นเงิน 5,054 บาท ซึ่งระหว่างระบบรอรับยอดเข้า ทาง คนร้ายได้แจ้งว่า ขณะนี้มีลูกค้าจำนวนมากเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกท่าน คนร้ายทำภารกิจงานคู่ระดับเดียวกัน  พอทำภาระกิจคู่ไปแล้ว ในครั้งที่ 4 ก็ไม่สามารถถอนเงินได้ ต้องทำภาระกิจต่อโดยการลงทุนเป็นเงิน 8,888 บาท จะได้เงินลงทุนและเงินปันผลกำไรคืน 18,386 บาท แต่เมื่อโอนเงินเพื่อทำภาระกิจให้เสร็จ ก็ยังไม่สามารถถอนเงินคืนได้ เพราะว่ายังเหลือภาระกิจสุดท้ายเป็นการโอนเงินยอด 28,888 บาท ซึ่งจะได้ผลตอบแทนเป็นเงิน 61,718 บาท ซึ่งเมื่อโอนเงินจำนวน 28,888 บาท ไปแล้ว ก็ยังไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ต้องชำระค่าขนส่งอีก 59,990 บาท ก่อนซึ่งจะสามารถถอนเงินคืนได้ทั้งหมดเป็นเงิน 151,703 บาท แต่แล้ว หลังจากโอนค่าขนส่งไปแล้วก็ยังไม่สามารถถอนเงินคืนได้ อ้างว่าลูกค้าถอนเงินไม่ตรงจำนวนกับระบบ ต้องทำอีก 2 ภารกิจเพื่อ ทำกการปลดล็อคระบบ โดยภาระกิจแรกต้องโอนเงิน 98,000 บาท และภาระกิจที่ 2 ต้องโอนเงินอีก 145,000 บาท ซึ่งหลังจากจบทั้งสองภาระกิจนี้แล้ว จะสามารถถอนเงินออกได้ทั้งหมดเป็นเงิน 428,703 บาท แต่เมื่อทำจบภาระกิจ ก็ยังไม่สามารถถอนเงินทั้งหมดออกมาได้ เนื่องจากระบบปฏิเสธการถอนเงิน โดยอ้างว่าได้ทำการตรวจสอบแล้ว พบว่าลูกค้าทำการสั่งซื้อเกินเวลา ต้องทำอีก 2 ภาระกิจเพื่อทำการปลดเป็นเงินทั้งหมด 196,000 บาท ซึ่วการกระทำดังกล่าวของคนร้ายเป็นการหลอกลวงให้โอนเงินโดยมีเงินปันผลกำไรเป็นสิ่งล่อใจ ผู้เสียหายจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับคนร้าย  จนกว่าคดีถึงที่สุด ความเสียหายในคดี  346,453 บาท นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกษไชโย ภ.จว.อ่างทอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อ

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ว่าตนเองได้เปิดบัญชีให้กับคนร้าย  โดยรู้จักกันผ่าน Facebook เมื่อผู้เปิดบัญชีให้คนร้ายแล้วได้รับค่าจ้างจึงได้ส่งบัญชีไปให้คนร้าย ได้รับค่าตอบเเทนเป็นเงิน 300 บาท ด้าน พล.ต.ต. ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวแจ้งเตือนภัย ขอให้ประชาชนได้โปรดใช้สติในการใช้ชีวิตในสังคม อย่าหลงเชื่อกลโกงต่างๆ ของมิจฉาชีพซึ่งแฝงตัวมา ส่วนเจ้าของบัญชีม้าหรือเบอร์ม้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจหรือสงสัยว่าบุคคลที่เข้ามาเสนอผลประโยชน์นั้นจะเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดมายังเพจ สืบนครบาล IDMB ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะเป็นคดีที่มีความเสียหายไม่มาก แต่หากเป็นคดีที่ประชาชนเดือดร้อน เราทำทันที


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top