Monday, 26 February 2024
NEWS FEED

‘คนไทยในสหรัฐฯ’ อวยสังคมมะกันไม่มี ‘กับดักความกตัญญู’ ถ่มถุย ‘สังคมไทย’ พ่อแม่ไม่รู้จักพอ ต้องรอเงินจากลูกๆ ทุกเดือน

เมื่อไม่นานมานี้ จากเพจ ‘SAM Motoring’ ได้นำเสนอคลิปจาก ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่พูดถึงกรณีคนไทยในสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงประเด็น ‘กับดักความกตัญญูของสังคมไทย’ ไว้ว่า… 

‘สิ่งนี้คือความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง ‘สังคมอเมริกัน’ และ ‘สังคมไทย’ นั่นก็คือที่อเมริกาจะไม่มีวัฒนธรรมเกี่ยวกับดักความกตัญญู ซึ่งก็คือเรื่องการส่งเงินให้กับพ่อแม่ในทุก ๆ เดือนนั่นเอง โดยพ่อแม่นั้นจะไม่มานั่งขอเงินหรือเอาเงินจากลูก ๆ ซึ่งเป็นเพราะว่าพวกเขาก็มีเงินเก็บจากการทํางานอยู่แล้ว และพวกเขาได้มีการวางแผนทางการเงินมาตั้งแต่หนุ่มสาว ซึ่งมันจะต่างจากสังคมไทยโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะหลาย ๆ ครอบครัวที่ลูกจะต้องส่งเงินให้พ่อแม่ทุก ๆ เดือน แล้วพ่อแม่บางคนลูกให้เงินแล้วแต่ก็คือยังไม่รู้จักพอ…’

ซึ่งด้าน ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ได้แสดงว่าคิดเห็นและมุมมองต่อคลิปนี้ว่า…

สิ่งแรกที่อยากจะพูดคือต้องขออนุญาตเห็นต่างจากคลิปนี้โดยสิ้นเชิง เริ่มข้อแรกต้องถามก่อนว่า ‘ความกตัญญู’ เป็น ‘กับดัก’ ขนาดนั้นเลยเหรอ? ดังนั้นสิ่งที่เราอาจจะต้องมาทําความเข้าใจกันก่อนก็คือ…การที่คุณจะดูแลมนุษย์คนนึงตั้งแต่เด็กจนโต อย่างการส่งเขาเรียนหนังสือ การดูแลเอาใจใส่ต่าง ๆ ดังนั้น นี่จึงเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่มาก และเป็นสิ่งที่ไม่ได้ง่ายเลย

พร้อมยอมรับว่าแนวคอนเทนต์ที่ไม่ชอบที่สุดมันเริ่มเยอะขึ้นมาก ๆ ซึ่งก็คือการที่คนชอบบอกว่าฝรั่งมันเริศ ดีมาก ดีทุกอย่าง ส่วนทางคนเอเชีย ซึ่งขออนุญาตเน้นคํานี้ก่อนว่า ‘ความกตัญญู’ ไม่ได้เป็นสิ่งที่คนไทยทําหรือนิยมกันเท่านั้น คือถ้าคุณทําการบ้านดี ๆ สิ่งที่คุณจะเข้าใจก็คือความกตัญญูตัวนี้มันอยู่ทั่วทวีปเอเชียเลย ไม่ว่าจะเป็นคนเกาหลี คนไทย คนอินโดนีเซีย หรือประเทศไหนก็แล้วแต่ เขานิยมเรื่องความกตัญญูเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งจุดที่ไม่ชอบที่สุดในคลิปดังกล่าวก็คือตอนที่พูดประมาณว่าพ่อแม่คนไทยเก็บเงินไม่เป็นกันเลย แล้วคนอเมริกันเขาเก็บเงินได้ เขาตั้งใจ เขาดูแลชีวิตตัวเอง เลยไม่ค่อยไปลําบากลูก ซึ่งเหตุผลดังกล่าวถือเป็นการเหมารวมคนไทยหรือพ่อแม่คนไทยที่ไม่น่ารักเลย ทั้ง ๆ ที่คนไทยหลายคนซึ่งมีลูกพวกเขาทํางานกันหนักมาก ทํางานแทบตาย แต่ว่าโอกาสในการหาเงินถามว่าเยอะมหาศาลไหม? คำตอบคือไม่… และไม่ว่าเขาจะเหนื่อยแค่ไหน ทำงานกี่ชั่วโมงแค่ไหนก็ตามสุดท้ายก็หาเงินได้ไม่เยอะอยู่ดี…ดังนั้น คุณอย่าลืมคํานี้เลยนะว่าชีวิตมันไม่แฟร์ โอกาสของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน จุดเริ่มต้นของแต่ละคนไม่เท่ากัน แล้วการเหมารวมคนเอเชียหรือคนไทยแบบนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่โอเคเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น คุณต้องจําคํานี้เอาไว้นะ นี่คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม คุณจะไม่มีวันเสียดายกับการให้กับคน คุณจะไม่มีวันเสียดายกับการเป็นคนใจดีหรือว่าช่วยเหลือคนซึ่งช่วยคุณมา สำหรับใครที่ออกมาบอกว่าเราจะสําเร็จถ้าเราไม่ให้พ่อแม่ เราจะสําเร็จถ้าไม่ช่วยใคร ต้องเห็นแก่ตัวอย่างเดียว ซึ่งคนที่พูดอย่างนี้ไม่สําเร็จอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่คุณจะเข้าใจเมื่อคุณโตขึ้นแล้วก็คือการช่วยเหลือคนอื่น การเป็นคนใจดี เป็นคนซื่อสัตย์ เป็นคนน่ารัก มันมักจะดึงพลังงานอะไรดี ๆ เข้าตัวคุณตลอด แล้วมันจะดึงความสําเร็จเข้าตัวคุณอย่างแน่นอน 

หากถามว่ามันยังมีพ่อแม่บางคนหรือไม่ที่ไม่รักลูกตัวเอง ที่เอาเปรียบลูกตัวเองตลอด ที่เอาเงินจากลูกตัวเองแบบเกินเหตุ ถามว่ามีไหม? ตอบคือมี แล้วในกรณีแบบนี้เราควรที่จะให้เขายังต่อเนื่องไหม? คําตอบคือไม่…แต่ในวันนี้หากคุณมีพ่อแม่ที่รักและเอ็นดูคุณจริง ๆ มาโดยตลอด และคุณมั่นใจสิ่งนี้ 100% ก็จงให้เขาไปเถอะ เพราะเวลาที่คุณเหลือกับเขาน้อยกว่าที่คุณคิดตั้งหลายเท่า…

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ลั่น!! ประเทศนี้อยู่ยาก ชี้!! ขื่อแปบ้านเมืองมันผุไปหมดแล้ว

(19 ก.พ. 67) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Nantiwat Samart’ ระบุว่า เอากันให้เต็มที่ เอาที่สบายใจ ตัวอย่างก็มีแล้ว นักการเมืองโกงกิน คอร์รัปชั่นยิ่งมากยิ่งดีให้ได้หมื่นแสนล้าน มีเงินซื้อได้ทุกอย่าง money buy anythings ซื้อได้ทั้งขี้ข้าและยุติธรมม ไม่ต้องกลัวคุกกลัวตาราง หนีไปหาความสุขเมืองนอกสักพัก ค่อยกลับมารับโทษ นอนโรงพยาบาลไม่กี่วันก็ได้กลับบ้าน

"อย่าซื่อแบบป๋าบุญทรงที่ถูกหลอก หลอกให้รอแล้วรอเล่า หรือพี่เปรมที่กล้าหาญรับโทษ ขื่อแปบ้านเมืองมันผุไปหมดแล้ว แถมซ่อมก็ไม่ได้รื้อไม่ได้ อ้างกฎหมายให้อำนาจมัน กฎหมายมันบิดตะกูดไปหมด ซ้ายก็ได้ขวาก็ดี ฉห. แล้ว ประเทศนี้อยู่ยาก" อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ระบุ

'พอลล่า ชูการ์ต' ออกแถลงเป็นภาษาไทย ประกาศฟ้อง 'แอน จักรพงษ์' หลังถูกกล่าวหาฉ้อโกง ลั่น!! เป็นการลดทอนคุณค่าผู้ครองมงกุฎที่ผ่านมา

(19 ก.พ.67) แฟนนางงามช็อก หลังจากที่ ‘พอลล่า ชูการ์ต’ อดีตประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส ได้ออกแถลงการณ์เป็นภาษาไทยผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ฟาดกลับกรณีที่ถูก ‘แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป กล่าวหาฉ้อโกง รับสินบน พร้อมเตรียมดำเนินคดีกลับ ข้อความระบุว่า

“หลังจากที่ดิฉันได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์สเมื่อเดือนพฤศจิกายน ดิฉันเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรมิสยูนิเวิร์ส พร้อมยังยินดีที่จะช่วยเหลือทางองค์กรและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านด้วยคำแนะนำ คำชี้แนะ จากประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมาเป็นเวลาอันยาวนาน

ดิฉันจำเป็นที่จะต้องออกมาแถลงในครั้งนี้ เพราะทางเจ้าขององค์กรมิสยูนิเวิร์ส แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ได้กล่าวหาดิฉันด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ และทำให้ดิฉันเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โดยปกติแล้วดิฉันเลือกที่จะเพิกเฉยต่อคำพูดพวกนั้น แต่การกล่าวหาว่าดิฉันฉ้อโกงและรับอามิสสินจ้างเพื่อให้ประเทศใดประเทศหนึ่งได้รับตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สในการประกวดมิสยูนิเวิร์สแต่ละปี

คำกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการหมิ่นประมาทในตัวดิฉันเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดทอนคุณค่าของผู้หญิงทุกคนที่ได้ครองมงกุฎมิสยูนิเวิร์สที่ผ่านมาทั้งหมดว่าพวกเธอนั้นเป็นมิสยูนิเวิร์สที่ซื้อตำแหน่งมาโดยไม่ได้เข้าสู่ระบบของการประกวดอย่างเป็นธรรม

ดิฉันไม่สามารถยอมรับคำกล่าวหาที่รุนแรงอย่างไร้การยังคิดเยี่ยงนี้ได้ เพราะการกระทำเช่นนี้เป็นการดูถูกความเป็นมิสยูนิเวิร์สและผู้ที่ได้รับตำแหน่ง ดิฉันเตรียมดำเนินการทางกฎหมายในประเทศไทย ถึงแม้ว่าการดำเนินการทางกฎหมายของดิฉันจะเป็นเพียงแค่หนึ่งคดีของการฟ้องร้องจากหลาย ๆ คดีที่ผู้บริหารสูงสุดของ บริษัทเจเคเอ็น (LKN) กำลังเผชิญอยู่ก็ตาม

แต่การออกมาประกาศความจริงและประณามต่อข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ คือ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปกป้องมิสยูนิเวิร์สและชื่อเสียงขององค์กร ก่อนที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรมในราชอาณาจักรไทยต่อไป และฉันขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหมด

ดิฉันไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าไปร่วมในข้อถกเถียงข้อโต้แย้งทางสื่อโซเชียล ทุกคนที่รู้จักดิฉันดีย่อมรู้ความจริงทั้งหมดและสิ่งที่ดิฉันยืนหยัดอย่างมั่นคงมาโดยตลอด ดิฉันขอให้ประสบการณ์ทั้งหมดของดิฉันที่ทำงานร่วมกับผู้หญิงที่น่าชื่นชมทั่วโลกเหล่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตนและเนื้อแท้ในตัวดิฉันเอง”

‘โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ’ หนุนขึ้นเงินเดือนครู กระตุ้นคุณภาพการสอน พร้อมฝากกำลังใจถึงเยาวชน “ขอให้ตั้งใจเรียน ไม่ยุ่งเกี่ยวอบายมุข”

หากเอ่ยชื่อ ‘โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ’ ภาพที่คนรู้จักจะแบ่งเป็น 2 ส่วน หนึ่งคือ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และอีกหนึ่งนั้นคือ ‘ผู้ใหญ่ใจดี’ ด้วยบุคลิกที่เรียบง่ายใจดี ที่มีการบริจาคทุนทรัพย์และจัดทำโครงการช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริจาคเงินจำนวน 100 ล้านบาท พร้อมด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ให้กับโรงพยาบาลศิริราช เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 และการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูโร 2020 ให้คนไทยได้ดูฟรี ช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้านจากสถานการณ์โควิด-19 ระบาด

ล่าสุด ได้สนับสนุนการศึกษาเด็กไทยทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อโครงการ ‘Aerosoft Give Scholarships มอบทุน 100 ล้าน สานฝันให้เด็กไทย’ ซึ่งดำเนินการภายใต้ บริษัท ซัมมิทฟุตแวร์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรองเท้าแบรนด์ แอโร่ซอฟ (Aerosoft) โดยได้มอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์กีฬาให้แก่ 

1. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 
2. ศึกษาพิเศษ 
3. ศูนย์ศึกษาพิเศษ 
และ 4. ศึกษาสงเคราะห์ ทั่วประเทศ รวม 2,549 โรงเรียน มูลค่ารวมกว่า 100 ล้าน

คุณโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ ได้กล่าวถึงการมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ว่า ทางบริษัท ซัมมิทฟุตแวร์ฯ มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ เพราะตระหนักดีว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สําคัญที่จะช่วยสร้างคุณภาพคน และหวังว่าเด็ก ๆ ที่ได้รับทุนในการศึกษาครั้งนี้ จะมีโอกาสสร้างสรรค์และต่อยอดทางการศึกษาเพื่อก้าวไปเป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

พร้อมกันนี้ คุณโกมล ยังกล่าวด้วยว่า ระบบการศึกษาของประเทศไทยจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มเงินเดือนให้กับครูให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน เพราะเท่าที่ทราบรายได้ของวิชาชีพครูถือว่าค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับความสำคัญของภาระหน้าที่ของครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด ซึ่งพบว่า ครูอัตราจ้างมีรายได้เพียงไม่กี่พันบาทต่อเดือนเท่านั้น จะว่าไปแล้วยังสู้ค่าแรงขั้นต่ำของพนักงานในโรงงานยังไม่ได้เลย 

“รายได้ของครูของบ้านเราถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ หรือเวียดนาม โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่ครูเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงอยู่ในอันดับต้น ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณภาพการศึกษาของประเทศเหล่านั้นพัฒนาขึ้น จึงอยากจะฝากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหากเป็นไปได้ช่วยพิจารณาเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มเรือจ้าง เพื่อสร้างขวัญในการสั่งสอนและสร้างลูกศิษย์ที่มีคุณภาพให้กับประเทศไทยต่อไป และโดยส่วนตัวมองว่า หากรายได้ของครูยังต่ำเช่นในปัจจุบัน เป็นเรื่องค่อนข้างยากลําบากที่จะสามารถพัฒนาการศึกษาบ้านเราได้”

ขณะเดียวกัน คุณโกมล ยังฝากไปถึงนักเรียนที่ได้รับทุนในครั้งนี้ด้วยว่า ให้นำทุนที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษา และพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่ไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดและการพนัน ขอให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อสร้างรากฐานของชีวิตและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

“คุณตาโกมลคนนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับหลาน ๆ ทุกคนที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ และขอให้ทุกคนอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด พวกเหล้ายาของไม่ดีอย่าลองอย่างเด็ดขาด รวมถึงการพนัน ซึ่งตอนนี้การพนันออนไลน์มีเยอะมากและเข้าถึงได้ง่าย ขอฝากไว้ว่าอย่าได้เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะถ้าหากหลงเข้าไปในบ่วงการพนันแล้วจะทำให้ชีวิตมีแต่ความเดือดร้อน ขอให้มุ่งพัฒนาตัวเองและตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ด้วยความมานะอดทน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสร้างโอกาสในชีวิตและมีรายได้ที่สูงขึ้น สามารถเลี้ยงดูตอบแทนพ่อแม่และมีชีวิตที่ดีในอนาคต” คุณโกมลกล่าว

'นายกฯ' ชวนคนไทยสวมเสื้อเหลือง เนื่องในปีมหามงคล นัด!! ทุกหน่วยงานรัฐ-รัฐวิสาหกิจ-เอกชน พร้อมใจทุกจันทร์

(19 ก.พ. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “เนื่องในปีมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ผมในนามรัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ทุกหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน แต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ ในทุกๆ วันจันทร์ และโอกาสที่เหมาะสม เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ และแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านครับ”

‘บัวขาว’ เข้ารับปริญญาโท ม.แม่โจ้ สุดภูมิใจ!! นับเป็นใบที่ 5 ในชีวิต

(19 ก.พ.67) ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ร.ท.สมบัติ บัญชาเมฆ นักมวยชื่อดังขวัญใจทั่วโลก วัย 41 ปี เข้ารับปริญญาใบที่ 5 ของตัวเอง หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารสาธารณะ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยเฟซบุ๊กเพจ Banchamek Gym (Buakaw Banchamek, บัวขาว บัญชาเมฆ) ได้โพสต์ภาพที่ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ร.ท.สมบัติ บัญชาเมฆ พร้อมด้วย ‘โค้ชดวง’ นายประวิทย์ สวัสดิรักษา และ ‘ยิ้ม’ ธีรวัฒน์ ยิ้วยิ้ม ผู้จัดการส่วนตัว เข้าร่วมรับปริญญา ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในรหัส 62 แม่โจ้รุ่น 84 สิงห์ไพร รุ่น 15 ซึ่งมีข้อความระบุว่า

“ขอเเสดงความยินดีกับร้อยโท สมบัติ บัญชาเมฆ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารสาธารณะ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (รหัส 62 แม่โจ้รุ่น 84) สิงห์ไพร รุ่น 15 18 กุมภาพันธ์ 2567”

ทั้งนี้ นับเป็นปริญญาใบที่ 5 ในชีวิตของ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ร.ท.สมบัติ บัญชาเมฆ ต่อจากใบที่ 1 ปริญญาบริหารธุรกิจบัณฑิต (ปริญญาตรี) สาขาการจัดการ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (บธ.บ.) มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต เมื่อปี 2560, ใบที่ 2 ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ปริญญาโท) สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา (วท.ม.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2556, ใบที่ 3 ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ปริญญาเอก) สาขาวิชายุทธศาสตร์ การพัฒนาภูมิภาค (กลุ่มการศึกษาและจัดการภูมิปัญญา) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เมื่อปี 2557

ตามด้วยใบที่ 4 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ปริญญาเอก) การจัดการการกีฬา มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต เมื่อปี 2565 และล่าสุดใบที่ 5 ปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารสาธารณะ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (ปริญญาโท) ในปี 2567 นี้ โดยมีแฟนคลับของยอดนักชกชาวไทยรายนี้ร่วมแสดงความยินดีกันอย่างเป็นจำนวนมาก

เพชรบูรณ์ คณะทำงานด้านกิจการพลเรือน ทบ. ตรวจเยี่ยมการปฎิบัติงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยและการช่วยเหลือประชาชน มทบ.36 และภาคีเครือข่ายพื้นที่เพชรบูรณ์

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 ที่บริเวณสนามบิน กองพลทหารม้าที่ 1 ค่ายพ่อขุนผาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ พล.ต.อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก เป็นประธานการลงพื้นที่เยี่ยม ตรวจสอบประเมินผลในการปรับปรุงหน่วยบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพบกให้มีความพร้อม ทั้งสำรวจความต้องการยุทโธปกรณ์ การจัดทำบัญชีรายละเอียดในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้ถูกต้อง เพื่อนำข้อมูลไปประกอบรายงานต่อผู้บังคับบัญชา และพิจารณาให้การสนับสนุนยุทโธปกรณ์ที่หน่วยยังขาดแคลน เพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพบก และหน่วยงานต่างๆ ในด้านการบรรเทาสาธารณภัย จะมีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อมีเหตุสาธารณภัยต่าง ๆ ขึ้นในพื้นที่

โดยมี พลตรีวัชรพงศ์ แก้วแจ้ง  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 36 คณะผู้บังคับบัญชา คณะหัวหน้าส่วนราชการ และกำลังพลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบไปด้วย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 36  สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 16 (นพค.16) กองพันทหารม้าที่ 26 กรมทหารม้าที่ 3  กองพันทหารม้าที่ 18 กรมทหารม้าที่ 3 กองพันทหารช่างที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 โรงพยาบาลค่ายพ่อขุนผาเมือง องค์การบริหารส่วนตำบลสะเดียงและมูลนิธิร่มโพธิ์ ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุป

โดยในโอกาสนี้ พล.ต.อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก ได้กล่าวให้โอวาท และให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านงานสาธารณภัย 
เน้นย้ำให้ปฎิบัติงานร่วมกันเป็นทีมเวริ์คโดยไม่มีใครเป็นพระเอกคนเดียวตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาและขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง รอบครอบ และมีความปลอดภัย ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างสุดความสามารถ ซึ่งทุกวันนี้สภาพภูมิอากาศของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดสาธารณภัยต่างๆขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะสถานการณ์ภัยแล้งโดยมีสาเหตุมาจากธรรมชาติได ้แก่ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลและภัยธรรมชาติและยังมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ได ้แก่ การทำลายชั้นโอโซน ผลกระทบ ของภาวะเรือนกระจก การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและการตัดไม ้ทำลายป่า ซึ่งมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากข่าวทั้งในและต่างประเทศ โดยการลงพื้นที่ในวันนี้ เป็นความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่อาจจะต้องประสบกับภัยพิบัติต่างๆ ภายในประเทศ ผู้บัญชาการทหารบก จึงได้มีดำริให้คณะทำงานด้านกิจการพลเรือน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และติดตามประเมินผลการเตรียมความพร้อมของหน่วยบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพบก ตลอดจนหน่วยงานภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ที่จะร่วมกันปฏิบัติงานหากเกิดเหตุ

ตำรวจ ปส. แถลงจับ ทีมนักบินตายแทน 6 เครือข่าย รวม 17 ราย ยึดยาบ้า 12 ล้านเม็ด ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

ตำรวจ ปส. แถลงจับ ทีมนักบินตายแทน 6 เครือข่าย รวม 17 ราย เน้นใช้มาตรการทางกฎหมาย  เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังทั้งระบบ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งเน้นให้เดินหน้าเชิงรุกปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ และขยายผลการทุกเครือข่ายที่จับกุมได้ทุกระดับ รวมทั้งสืบสวนขยายผลเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งของผู้ค้ายาเสพติด รวมทั้งผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายทั้งหมดมาตรวจสอบ                          

วันนี้ 19 ก.พ.67 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.สำราญนวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร์  เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.,พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน   ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1,พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส.และพล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. ร่วมแถลงการจับกุมนักบิน 6 เครือข่าย 6 คดี ได้ผู้ต้องหารวม 17 คน ตรวจยึดยาบ้ารวมจำนวน 12,119,600 เม็ดยึดทรัพย์สินเครือข่าย 7 รายการ มูลค่า 2,917,550 บาท 

คดีแรก สืบเนื่องจากตำรวจ กก.1 บก.ปส.1  รับแจ้งจากสายลับมีกลุ่มเครือยาเสพติดในพื้นที่ภาคใต้ อดีตนักโทษคดียาเสพติด จะขึ้นไปรับยาเสพติดทางภาคเหนือมาจำหน่ายในพื้นที่ กทม. และ อำเภอหาดใหญ่ จว.สงขลา โดยใช้รถ 3 คันในการลำเลียงครั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่าขบวนรถทั้งหมดจะไปรับยาเสพติดบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ และกำลังเดินทางกลับ กระทั่งกลางดึกของวันที่ 7 ก.พ.67 ชุดจับกุมตรวจพบรถเป้าหมายจอดอยู่บริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ต.ในเมือง อ.เมืองกำแพงเพชร จว.กำแพงเพชร จึงเฝ้าติดตามจนข้ามไปช่วงสายของอีกวันหนึ่ง รถทั้ง 3 คัน คือ รถฮอนด้า ซีอาร์วี สีดำ หมายเลขทะเบียน 8 กฐ 16xx กรุงเทพมหานคร ขับรถไปหารถกระบะ หมายเลขทะเบียน ผผ 377 สงขลา และ รถกระบะ หมายเลขทะเบียน กบ 5921 เพชรบุรี จึงได้ขับไปรวมตัวกันยังจุดนัดหมาย ตำรวจชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวขอตรวจค้นโดยมีนายสัญญา หรือตูน  , นายปิติ  หรือเจ๋ง  และนายนครินทร์ หรือเอ็ม เป็นคนขับรถทั้งหมด เบื้องต้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในรถฮอนด้า ซีอาร์วี สีดำ จำนวน 755,600 เม็ด  ส่วนรถอีก 2 คัน ทำหน้าที่เป็นรถนำ และรถคุ้มกัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างออกหมายจับ ผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด  

คดีที่ 2 ตำรวจ กก.3 บก.ปส.2 ได้สืบสวนติดตามกลุ่มเครือข่ายที่มีพฤติการณ์ลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ จนพบว่ามีเครือข่ายนายยอดชาย   มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ตามแนวชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนไปส่งให้กับลูกค้าในเขตพื้นที่ตอนใน โดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ ต่อมาช่วงบ่ายวันที่ 7 ก.พ.67 รับแจ้งว่ากลุ่มเครือข่ายจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดน ด้าน จว.นครพนม  เจ้าหน้าที่จึงแบ่งกำลังออกไปตรวจสอบตามเส้นทางที่ได้รับแจ้งและพื้นที่คาดว่าจะเป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ กระทั่งเวลา 18.00 น. ของวันเดียวกัน พบรถตรงตามที่รับแจ้งขับขี่อยู่บนถนนสาย 2094 บริเวณบ้านข้าวแป้ง ต.วาใหญ่ อ.อากาศอำนวย                 จว.สกลนคร จนขับมาถึงบริเวณสะพานข้ามลำน้ำพุง ต.เต่างอย อ.เต่างอย จว.สกลนคร เจ้าหน้าที่พบมีการชะลอความเร็วชุดจับกุมจึงได้เข้าแสดงตัวและขอตรวจสอบรถ 2 คัน ทันที ระหว่างนั้น คนขับรถฟอร์จูนเนอร์ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 3กช 5xx กรุงเทพมหานคร ได้ขับรถพุ่งชนรถตำรวจชุดจับกุมและขับหลบหนีไป ก่อนจะจับกุมตัวผู้ต้องหาได้บริเวณท้ายหมู่บ้านจันทร์เพ็ญ ต.จันทร์เพ็ญ อ.เต่างอย จว.สกลนคร คือนายอภิสิทธิ์ ตรวจค้นรถพบยาซุกซ่อนอยู่ในห้องโดยสารของ รวม 4,000,000 เม็ด  ขณะที่รถอีซูซุ รุ่นดีแมกซ์ หมายเลขทะเบียน 70xx ภูเก็ต มีนายยอดชาย  เป็นผู้ขับขี่ และมี น.ส.ต้า โพทิลาด สัญชาติลาว นั่งโดยสารมาด้วย  

คดีที่ 3  เมื่อวันที่ 9 ก.พ.67 ตำรวจ กก.3 บก.ปส.2 ร่วมกับ บก.ขส. ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีเครือข่าย “ปลาส้มศรีสงคราม” ซึ่งเป็นกลุ่มนายสมพงษ์  มีความเคลื่อนไหวในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จว.นครพนม โดยจะนำรถยนต์ฮอนด้า Accord สีขาว หมายเลขทะเบียน ฎถ 21xx กรุงเทพมหานคร เข้าไปลำเลียงยาเสพติด กระทั่งช่วงค่ำวันที่ 10 ก.พ.67 พบรถเป้าหมายอยู่บน ถนนภูพาน-สมเด็จ พื้นที่ จว.สกลนคร ต่อเนื่อง จว.กาฬสินธุ์ จึงกระจายกำลังเฝ้าติดตามในเส้นทางที่คาดว่ารถจะผ่านบนถนน หมายเลข 213 อ.ภูพาน - อ.สมเด็จ - อ.เมือง - อ.ยางตลาด จว.กาฬสินธุ์ - อ.กันทรวิชัย - อ.เมืองมหาสารคาม – อ.บรบือ - อ.กุดรัง จว.มหาสารคาม เมื่อรถมาถึง  พื้นที่  อ.หนองสองห้อง จว.ขอนแก่น รู้ตัวว่าถูกติดตามจึงได้พยายามเร่งความเร็วหลบหนี จนมาจับจับกุมตัวได้บริเวณริมถนนหน้าบ้านเลขที่ 81 ม.8  ต.หินตั้ง อ.บ้านไผ่ จว.ขอนแก่น ทราบชื่อคือ นายสมพงษ์ ตรวจค้นรถพบยาบ้า 524 ก้อน บรรจุอยู่ในกระสอบ ซุกซ่อนอยู่ในห้องโดยสาร และกระโปรงท้ายรถ รวม 12 กระสอบ  รวมยาบ้าทั้งหมด 5,240,000 เม็ด  

คดีที่ 4 จากการสืบสวนของ ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 พบมีเครือข่ายผู้ค้าและลำเลียงยาเสพติด เป็นกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า จากชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้าน อ.แม่ฟ้าหลวง จว.เชียงราย  จะลำเลียงยาเสพติดจำนวนมาก จากพื้นที่ชายแดนเข้ามายังพื้นที่ตอนในของ จว.เชียงราย โดยจะนำมาพักไว้ในพื้นที่ ต.แม่ยาว กระทั่งบ่ายวันที่ 3 ก.พ.67 ตำรวจพบรถยนต์เป้าหมายขับจากสี่แยกห้วยปลากั้ง มุ่งหน้าหมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย  และขับออกจากพื้นที่โดยใช้ถนนเส้นทาง ดอยฮาง - แยกฮ่องอ้อ และอยู่บนถนนบายพาสรอบเมืองเชียงราย ก่อนจะขับไปจอดที่ไหล่ทางถนนของถนนหน้าสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงราย โดยพบรถอีกหนึ่งคันจอดอยู่ด้านหน้าและรถทั้งสองคันขับออกจากบริเวณดังกล่าว ตามกันไปในลักษณะนำทางตลอดเส้นทาง ชุดจับกุมจึงแบ่งกำลังติดตาม กระทั่งรถทั้งสองคันเลี้ยวซ้ายที่แยกต่างระดับขัวไชยนารายณ์ ขับไปตามถนน เชียงราย-เทิง ชุดจับกุมจึงประสานเจ้าหน้าที่หน่วยบริการประชาชน ห้วยสักของ สภ.เมืองเชียงราย  ให้ช่วยหยุดรถเป้าหมายขณะทำการตั้งตรวจตรวจบริการประชาชน พบ นายบัญชา แช่เท้า ขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ผธ ๕๗xx  เชียงราย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่อีกชุดได้ติดตามรถอีกคันคือรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บล 42xx ลำปาง สกัดจับไว้ได้ขณะจอดบริเวณไหล่ทางก่อนถึงตัวตลาดสดห้วยสัก พบ นายธวัชชัย เป็นคนขับ ตรวจค้นในห้องโดยสารรถ พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในห้องโดยสารด้านหลังรวม 1,000,000 เม็ด

คดีที่ 5 ก่อนการจับกุม ตำรวจ บก.สกส.ได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มเครือข่ายมักลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่ทางภาคเหนือตอนบน มาส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ จว.แพร่ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะใช้เส้นทาง ต.แม่ยาว - เมืองเชียงราย - อ.ป่าแดด จว.เชียงราย - จว.พะเยา - จว.แพร่ ในการลำเลียง กระทั่งกลางดึกของวันที่ 6 ก.พ.66 ชุดจับกุมสามารถสกัดจับรถเครือข่าย 2 คัน ได้บริเวณป้อมตำรวจป่าแดด ต.ป่าแดด อ.ป่าแดด จว.เชียงราย คือ หมายเลขทะเบียน กต 96xx เชียงราย ใช้ลำเลียงยาเสพติด และ รถหมายเลขทะเบียน ขค 93xx เชียงราย ใช้นำทาง/สำรวจเส้นทาง  จับผ็ต้องหาได้ 4 คน คือ นายเมืองชัย  / น.ส.นามิอือ / นายธนวัฒน์ และ นายอำนวย  ส่วนยาบ้าพบซุกซ่อนภายในช่องว่างใต้เบาะที่นั่งและด้านหลังพนักพิงผู้โดยสารแถวหลังของรถ จำนวน 50 มัด รวม 100,000 เม็ด จากนั้นขยายผลคุมตัวไปตรวจค้นบ้านเช่าไม่มีเลขที่ในซอย หมู่บ้านนอร์ทเทิร์น ซึ่งเป็นของ นายธนวัฒน์ พบทรัพย์สินรวม 7 รายการ อาทิ อาวุธปืนพกสั้น  เครื่อง กระสุน รถจักรยานยนต์ สร้อยคอทองคำ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ 2,917,550 บาท

คดีที่ 6 เมื่อวันที่ 9 ก.พ.67  ตำรวจ กก.1 บก.สกส. ร่วมกับ บก.ขส. และตำรวจ สภ.ด่านช้าง จว.สุพรรณบุรี จับกุม 4 ผู้ต้องหา 4 คน คือ นาย สาโรจน์ / นายแรนันต์  ละใบ/ นายบุขฆอรี่ และ นายมานพ หลังเครือข่ายนี้ได้ลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ทางภาคเหนือตอนบน และนำมาส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ โดยใช้รถตู้หมายเลขทะเบียน 1 นจ 90xx กรุงเทพมหานคร ในการซุกซ่อนลำเลียง และขับขี่มาตามเส้นทาง ต.ตับเต่า อ.เทิง จว.เชียงราย ต่อเนื่อง จว.กำแพงเพชร -จว.นครสวรรค์-จว.อุทัยธานี -  จว.สุพรรณบุรี - จว.นครปฐม - จว.สมุทรสาคร - จว.เพชรบุรี – ลงในยังพื้นที่ภาคใต้ จนจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้บริเวณหน้าสถานีตำรวจ สภ.ด่านช้าง จว.สุพรรณบุรี พร้อมยาบ้า 1,040,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณหลังคารถตู้ซึ่งดัดแปลงเป็นช่องลับ 

สำหรับเดือน 1 ตุลาคม 2566 – 14 กุมภาพันธ์ 2567 ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ได้จับกุมขบวนการค้ายาเสพติด รายสำคัญ 99 คดี ผู้ต้องหา 170 คน ของกลาง ยาบ้า 132,494,672 เม็ด, ไอซ์ 2,892.26 กก. เฮโรอีน 79.47 กก. ,โคเคน 18.97 กก. และคีตามีน 1,201.22 กก. และตรวจยึดทรัพย์ ไว้ตรวจสอบมูลค่าประมาณ 606 ล้านบาท

สะพานขึงคู่ขนานสะพานพระราม 9 ผลงานลุงตู่ 'ประยุทธ์ จันทร์โอชา' ความทรงจำดีๆ แห่งประวัติศาสตร์ ที่อยากชวน ปชช.ขึ้นไปเดินสักครั้ง

(19 ก.พ.67) จากเฟซบุ๊ก 'ธรรม์ ธรรมชาติ' ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพถึงความประทับใจในสะพานขึงคู่ขนานสะพานพระราม 9 ไว้ว่า..

บันทึกไว้ว่า วันหนึ่งเราก็เคยมาเดินบนสะพานนี้…พาชมพระอาทิตย์ตก จนถึงพระจันทร์ขึ้น บนจุดเช็กอินแห่งใหม่ของคนกรุง สะพานขึงคู่ขนานสะพานพระราม 9 ในงาน Luck Lock Love รักล้นสะพาน ซึ่งก็ล้นสมชื่องานเลยทีเดียว 

วันนี้วันสุดท้ายของช่วงแรก เปิดให้เข้าชมอีกครั้ง ในวันที่ 23 - 25 กพ. ตั้งแต่เวลา 16:00 - 22:00 น.💜✨️🇹🇭

นี่จะเป็นความทรงจำดีๆ ในประวัติศาสตร์ ที่ประชาชนควรขึ้นไปเดินสักครั้งครับ แต่ก่อนเปิดใช้สะพาน จะมีให้วิ่งเปิดสะพานอีกครั้ง เช่นเดียวกับสะพานพระราม 9 เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน 

ข่าวดีคือ หลังจากเปิดใช้สะพานขึงคู่ขนานสะพานพระราม 9 แล้ว จะปิดสะพานพระราม 9 เพื่อบูรณะครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 40 ปี และก่อนเปิดใหม่อีกครั้ง เราจะได้ขึ้นไปเดินบนนั้นกันครับ หลายๆ คนที่ยังไม่เคยเดินบนสะพานพระราม 9 มีโอกาสแล้วนะครับ

ท่านใดอยากเห็นภาพวันแรกที่มีคนขึ้นหลักสิบ ชมอัลบั้มภาพจัดเต็มได้ที่ลิงก์นี้เลยนะครับ💜✨️ https://m.facebook.com/story.php/?id=100001061170092&story_fbid=7671303399581623 

แจกฟรี วอลเปเปอร์มือถือที่เราถ่ายเอง💜✨️
https://m.facebook.com/story.php/?id=100001061170092&story_fbid=7679805502064746 

และขอฝากประชาสัมพันธ์ เรื่องที่จอดรถ ใครเอารถยนต์มา แนะนำให้มาจอดจุดนี้เลย ตรงข้ามทางเข้างานเลย ใต้ทางด่วนจอดได้เป็นร้อยคัน แต่ไม่ค่อยเห็นมีใครมาจอดกัน โล่งมากครับ

📌📍 กดนำทางมาได้เลย
Soi Rat Uthit 1
https://maps.app.goo.gl/khNJzpFEt956fuvz9 

#ผลงานรัฐบาลลุงตู่ #ยุทธศาสตร์ชาติ20ปี #ทศวรรษแห่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทย #ขอบคุณลุงตู่ประยุทธ์จันทร์โอชา

#บันทึกไว้ในประเทศไทยของเรา🙏💜✨️🇹🇭

ครบรอบ 60 ปี 'กรณ์ จาติกวณิช' ขอบคุณ 'ทุกคน-โอกาส' ต่อจากนี้ขอต่อยอด ONE ของคนอื่น ให้เป็น 2-3-4 ต่อไป

(19 ก.พ.67) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ขอบคุณความรักและการเลี้ยงดูมาอย่างดีโดยพ่อแม่ ภายหลังเด็กปีมังกรคนนี้ได้อายุครบ 5 รอบแล้ว ว่า...

มีหนึ่งคำที่อธิบายความรู้สึกของผมในวันที่อายุจะครบ 60 ได้ดีที่สุด คำนั้นคือ ‘thankful’ ในหลากหลายความหมายของคำนี้ คือ : ซาบซึ้ง ตระหนักในบุญคุณ ขอบคุณโชคชะตา

ขอบคุณสำหรับความรักและการเลี้ยงดูมาอย่างดีโดยพ่อแม่ 

ขอบคุณที่มีภรรยาที่อดทนต่อความเห็นแก่ตัวของเรา ขอบคุณที่มีลูกๆ ที่รักกัน และที่ทุกคนตระหนักในโอกาสที่ได้รับ

ขอบคุณสำหรับความสัมพันธ์ที่ทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์ พี่น้องสำคัญกับเรามาก รวมไปถึงเพื่อนกอล์ฟ เพื่อนเล่นไพ่ ญาติ อดีตเพื่อนร่วมงาน ทั้งเพื่อนสนิท และเพื่อนที่โคจรมาเจอกับเราในช่วงสั้นๆแต่มีความหมาย เราหวังว่าเราดีกับเขาเหมือนเขาดีกับเรา

ขอบคุณที่ได้มีโอกาสทำงาน ได้สร้างเนื้อสร้างตัว ได้มีโอกาสช่วยเหลือบ้านเมือง แม้ว่าทำได้ไม่มากนัก

ขอบคุณที่ได้เห็นโลก เก็บประสบการณ์และความทรงจำที่ลํ้าค่ามากมาย

ขอบคุณที่ไม่เคยต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องทำร้ายใคร หรือต้องเป็นภาระกับใครมากเกินไป

ขอบคุณสำหรับสุขภาพร่างกายที่ทำให้เราทำ (เกือบ) ทุกอย่างที่เราอยากทำได้ ใครๆ ก็อยากเป็น Federer, น้าเป๊บ หรือ Brad Pitt แต่นั่นคือโลภเกินไป 😂

เราไม่ได้ไปถึงจุดสูงสุดในเรื่องที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน กีฬา การงาน หรือการเมือง แต่เราขอบคุณที่ได้มีโอกาส และขอบคุณที่มีมิตรสหายคอยช่วยและเดินไปกับเราในการผจญภัยทุกครั้ง

ผมเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ในชีวิต หากเคยทำตัวไม่ดีกับใคร ผมกราบขออภัย บางครั้งเราบอกตัวเองว่า เราแค่ทำไปตามตำแหน่งและหน้าที่ แต่อาจเป็นวิธีคิดที่เข้าข้างตัวเองมากเกินไป 🙏

จากนี้ยังมีเรื่องอยากทำอยู่พอสมควร - ภรรยาที่อยากพาเที่ยว งานที่อยากทำ หนังสือที่อยากอ่าน birdies ที่อยากได้ หลานที่อยากเลี้ยง ป่าที่อยากเดิน ต้นไม้ที่อยากปลูก… แต่จะไม่โลภ 

มีรุ่นน้องในวงการ startup คนหนึ่งถามผมว่า ‘พี่ยังคิดอยากทำแบบ zero-to-one อีกไหม..’

ความหมายคือสร้างอะไรจากศูนย์เหมือนที่เคยทำมา 2-3 ครั้งในชีวิต (เจเอฟ-ครอบครัว-พรรคกล้า)

ผมตอบโดยไม่ลังเลว่า ไม่แล้ว แต่พร้อมจะช่วยต่อยอด ‘one’ ของคนอื่น ให้เป็น 2-3-4 ต่อไป

ซึ่งมีอะไรบ้างไว้อาจจะกลับมาเล่าให้ฟัง

แต่วันนี้ขอพูดอีกคำเดียว : ‘ขอบคุณ’


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top