Sunday, 14 April 2024
ECONBIZ

'อลงกรณ์' รวมพลคนประมงพื้นบ้านกว่า 100,000 คน จัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 2,776 องค์กรใน 50 จังหวัด

'อลงกรณ์' รวมพลคนประมงพื้นบ้านกว่า 100,000 คน จัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 2,776 องค์กรใน 50 จังหวัด ตั้งงบสนับสนุนปีละ 200 องค์กร พร้อมเปิดตัวหมู่บ้านประมงท่องเที่ยวอีก 53 แห่ง เร่งพัฒนาอาชีพแปรรูปผลิตภัณฑ์ออกมาตรฐานประมงพื้นบ้านยั่งยืนสร้างแบรนด์ขยายตลาด Fisheries Shop เพิ่มรายได้ชาวประมงภายใต้นโยบายส่งเสริมพัฒนาประมงพื้นบ้านของรัฐมนตรีเกษตรฯ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงชชเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยเปิดเผยวันนี้ (18 ก.ย.) ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยครั้งที่ 4 ว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินการ โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน รายงานผลการขึ้นทะเบียนองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นแล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,776 องค์กร สมาชิกจำนวน 104,891 ราย และความคืบหน้าโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ องค์กรชุมชนประมงด้านชายฝั่ง 80 ชุมชน ด้านน้ำจืด 84 ชุมชน ด้านแปรรูป 36 ชุมชน และได้อนุมัติโครงการและกิจกรรมตามความต้องการของชุมชน เพื่อพัฒนาอาชีพประมง จำนวน 200 องค์กรเรียบร้อยแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 20 ล้านบาทและจะสนับสนุนงบประมาณทุกปีๆละอย่างน้อย 200  องค์กรๆ ละ 100,000 บาท

“ภายใต้นโยบายสร้างความเข้มแข็งชุมชนและองค์กรเกษตรกรโดยเฉพาะประมงพื้นบ้านซึ่งเป็นชาวประมงรายย่อยของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กรมประมงโดยนายเฉลิมชัย สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมประมงได้บูรณาการทำงานเชิงรุกกับทุกภาคส่วนร่วมมือกันเร่งดำเนินการพัฒนาชุมชนและหมู่บ้านประมงพื้นบ้านเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยโครงการใหม่ๆ โดยจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นทั้งประมงน้ำจืดและน้ำเค็มให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนและต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยว”

นายอลงกรณ์ยังเปิดเผยต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาผลิตผลผลิตภัณฑ์ประมงและการพาณิชย์ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการด้านสุขลักษณะที่ดีในการแปรรูปสัตว์น้ำ มีการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์และน้ำอุปโภคบริโภคมาตรวจคุณภาพ รวมทั้งถ่ายทอดเทคนิคการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ในองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น จำนวน 25 แห่ง จาก 18 จังหวัด ซึ่งอยู่ในภาคต่างๆ ได้แก่ภาคใต้ จำนวน 6 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 8 แห่ง ภาคเหนือ จำนวน 3 แห่ง ภาคตะวันออกจำนวน 2 แห่ง และภาคกลาง จำนวน 6 แห่ง และการออกหนังสือรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนและการแปรรูปสินค้าประมงพื้นบ้าน พร้อมกับการพัฒนาแบรนด์โดยให้การรับรองมาตรฐานการทำการประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน จำนวน 128 ราย และการรับรองสินค้าประมงที่จำหน่ายบนเว็ปไซต์ Fisheries Shop ของกรมประมง 

สำหรับการพัฒนาหมู่บ้านประมงเป็นแหล่งท่องเที่ยวภายใต้โครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจรีสอร์ต (Fisherman’s Village Resort) มีความคืบหน้าโดยกรมประมงได้ส่งเสริมชุมชนประมงชายฝั่งที่มีศักยภาพ 22 จังหวัด สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ 53 แห่ง โดยมอบหมายให้กรมประมงขยายความร่วมมือกับทุกภาคีภาคส่วนพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนประมงด้วย โดยนำแนวทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness tourism) มาประยุกต์ใช้ และให้ส่งเสริมการตลาดแบบออนไลน์ (Online Market) เพื่อช่วยสนับสนุนการขายและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านประมงทางด้านการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย

'โซนี่ พิคเจอร์ส' ทุ่มพันล้าน ผุดธีมปาร์คแรกในโลกที่พัทยา มั่น!! ปี 2566 โกยนักท่องเที่ยวทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน

โซนี่ พิคเจอร์ส จัดเต็ม กางแผน 10ปี อัดเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ลุยโปรเจกต์มูฟวี่ ธีม ปาร์ค ในไทย แห่งแรกและแห่งเดียวของโลก ปักหมุดที่พัทยา บนพื้นที่รวมกว่า 200 ไร่ เผยโฉมเฟสแรก 'โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส' เปิดให้บริการ 12 ต.ค. นี้ ส่วนเฟส 2 พร้อมเดินหน้าต่อทันที ในรูปแบบอินดอร์ เวอร์ชวล มั่นใจดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ หรือภายในปี 2566 มีผู้เข้าในบริการไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน

นายเลียแคท แดนจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Columbia Pictures Aquaverse เปิดเผยว่า บริษัทใช้เวลากว่า 7 ปีในการพัฒนาโครงการ 'โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส' มูฟวี่ ธีม พาร์ค ไทยแลนด์ ภายใต้การสนับสนุนของ EEC ซึ่งถือเป็นเป็นโปรเจกต์สวนสนุกแห่งแรกของโซนี่ พิคเจอร์ส และโครงการนี้ถือเป็นที่แรกของไทยและของโลกอีกด้วย โดยโครงการ 'โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส' นี้ เป็นสวนสนุกและสวนน้ำในธีมภาพยนตร์ระดับโลกที่ได้รวมคาแร็คเตอร์สุดโปรดและฉากสุดประทับใจจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดยอดนิยมตลอดกาลที่ครองใจแฟนๆ ทุกยุคทุกวัย อาทิ โกสต์บัสเตอร์ส บริษัทกำจัดผี (Ghostbusters) จูแมนจี้ เกมดูดโลกมหัศจรรย์ (Jumanji) แบดบอยส์ คู่หูขวางนรก (Bad Boys) โฮเทล ทรานซิลเวเนีย โรงแรมผีหนี ไปพักร้อน (Hotel Transylvania) อิโมจิ แอพติสต์ตะลุยโลก (The Emoji Movie) และอีกมากมาย  

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในไทยของทางโซนี่ พิคเจอร์สในครั้งนี้ อยู่ในแผนการลงทุนด้านความบันเทิงระยะยาวที่วางไว้ 10 ปี กับจำนวนที่ดินที่มีกว่า 200 ไร่ ภายใต้งบการลงทุนที่วางไว้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเฟสแรก คือ 'โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส' บนพื้นที่ 35 ไร่ จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 12 ต.ค. 2565 นี้ และเฟส 2 จะเป็นเรื่องของความบันเทิงในรูปแบบอินดอร์ กับการนำเทคโนโลยีด้าน VR และ AR มาใช้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้หลังจากที่นายเจฟฟรีย์ ก็อดซิค รองประธานบริหาร สายงานพันธมิตรทางการตลาด การบริหารแบรนด์ และหัวหน้ากลุ่มธุรกิจบันเทิง โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมน จะเข้ามาดูแผนงานที่ประเทศไทย ในช่วงแกรนด์โอเพ่นนิ่ง 'โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส' ในวันที่ 11 ต.ค. ที่จะถึงนี้

“การที่โซนี่ พิคเจอร์ส เลือกประเทศไทย เป็นที่แรกของการลงทุนด้านสวนสนุกในครั้งนี้ ส่วนสำคัญมาจากศักยภาพของประเทศไทย และของพัทยา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่รู้จักกันทั่วโลก อีกทั้งยังมีการพัฒนาอินฟาสตรัคเจอร์ด้านต่างๆ ที่จะอำนวยความสะดวก ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยวได้สะดวกยิ่งขึ้น ภายใต้การดูแลและการแนะนำ รวมถึงทำงานร่วมกันกับทาง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมองว่าพัทยา และประเทศไทย มีศักยภาพเทียบเท่ากับ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และฮ่องกง ที่มีสวนสนุกระดับโลกมาเปิดให้บริการ ไม่ว่าจะเป็น ดิสนีย์แลนด์ หรือ สวนสนุกยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ”

ที่สำคัญการเปิดตัว โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส สะท้อนถึงก้าวแรกของความร่วมมือในโปรเจคยักษ์ใหญ่ที่จะพลิกโฉมธุรกิจท่องเที่ยวแบบเสมือนจริง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

นอกจากเครื่องเล่นและโชว์ต่างๆ ที่เตรียมไว้ จะมีการร่วมมือกับที่พักและโรงแรมชั้นนำ พาร์ทเนอร์ด้านเทคโนโลยี ธุรกิจรีเทล และ F&B ที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของนักท่องเที่ยวในธีมพาร์คและสวนน้ำแห่งนี้ ที่สำคัญเชื่อว่าจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนกว่า 20 ล้านคน ที่มาเที่ยวในพัทยาและชลบุรี แบ่งเป็น โลคอล 10 ล้านคน และต่างประเทศอีก 10 ล้านคน หรือทำให้นักท่องเที่ยวยืดเวลาในการมาเที่ยวจากเดิมได้อีก 1-2 วัน โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2566 โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส จะมีผู้เข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 1-1.2 ล้านคน

'จอง-จ่าย-ชาร์จ' อัปเดต!! แอปฯ EA Anywhere ขยายแล้ว 473 สถานี 2,000 หัวชาร์จ ครอบคลุม 'ห้าง-ปั๊มน้ำมัน-โรงแรม-ร้านอาหาร' ทั่วไทย

ในระหว่างที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้าค่อย ๆ ฝ่าทะลวงเข้ามาเกาะความต้องการของผู้บริโภคคนไทยได้ในระดับหนึ่ง

แต่ก็ยังไม่แทรกซึมพอ ที่จะทำให้คนกล้าเปลี่ยนมาใช้งานทันควัน เนื่องจากยังพะวงถึงสถานีชาร์จที่อาจจะยังไม่รอบคลุมเท่าไรนัก 

อย่างไรก็ตาม หากติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง จะพบว่าในวันนี้ สถานีอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทยเริ่มมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ

อย่างล่าสุด EA Anywhere ผู้นำด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้า ก็ได้ขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วกว่า 473 สถานี กว่า 2,000 หัวชาร์จ แบ่งออกเป็น...

ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ ขั้นแรกไม่สมบูรณ์  รอตรวจสอบสถานะได้อีกครั้ง 20 กันยายนนี้

'ทิพานัน' แนะผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐขั้นแรกไม่สมบูรณ์ รอตรวจสอบสถานะได้อีกครั้ง 20 กันยายนนี้ แจงหากคู่สมรส-บุตร ไม่สะดวกเดินทางมายื่นให้เซ็นสำเนาบัตรประชาชนมาแทนได้ ย้ำบัตรสวัสดิการเดิมยังใช้ได้จนกว่าจะประกาศสิทธิรอบใหม่เดือนมกราคม 2566

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังประกาศผลการตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 รอบแรกเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ผ่านการตรวจสอบข้อมูลจากกรมการปกครองจำนวน 4,282,429 ราย จากข้อมูลผู้ที่ลงทะเบียนในระหว่างวันที่ 5-8 กันยายนที่ผ่านมาทั้งหมด 5,246,699 ราย โดยผู้ลงทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบสถานะแล้วจะพบข้อความว่า “สถานะการลงทะเบียนสมบูรณ์” ขอให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติในช่วงเดือนมกราคม 2566 ต่อไป

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า สำหรับผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านอีก 964,270 ราย ที่พบข้อความว่า “สถานการณ์ลงทะเบียนไม่สมบูรณ์” ซึ่งอาจเกิดจากข้อมูลไม่ตรงกับฐานข้อมูลของกรมการปกครอง ระบบจะขึ้นข้อความระบุสาเหตุของการลงทะเบียนไม่สมบูรณ์ เช่น ข้อความว่า “การลงทะเบียนไม่สมบูรณ์เนื่องจากตรวจสอบกับฐานข้อมูลกรมการปกครองแล้วพบว่าผู้ลงทะเบียนมีคู่สมรส” แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สมรสของผู้ลงทะเบียนเสียชีวิต และมีใบมรณบัตรของคู่สมรสแล้ว

หรือพบข้อความว่า “การลงทะเบียนไม่สมบูรณ์" เนื่องจากตรวจสอบกับฐานข้อมูลกรมการปกครองแล้วพบว่าผู้ลงทะเบียนแจ้งจำนวนบุตรไม่ครบถ้วน โปรดตรวจสอบจำนวนบุตร และข้อมูลเลขบัตรประชาชนของทุกราย” แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่าบุตรของผู้ลงทะเบียนมีอายุเกิน 18 ปีบริบูรณ์แล้ว เป็นต้น 

'ธนกร' เผย พ่อค้าแม่ค้า-ปชช. ฝากขอบคุณ 'บิ๊กตู่' หลังคนละครึ่งเฟส 5 ช่วยลดค่าครองชีพ - กระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 65 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 ข้อมูล ณ วันที่ 16 กันยายน 2565 มีผู้ใช้สิทธิที่เป็นประชาชนรายเดิมที่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งระยะที่ 4 (ประชาชนรายเดิมฯ) จำนวน 23.24 ล้านคน คิดเป็นยอดใช้จ่ายสะสม 21,192.1 ล้านบาท และมีผู้ใช้สิทธิที่เป็นประชาชนรายใหม่ที่ไม่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งระยะที่ 4 (ประชาชนรายใหม่ฯ) จำนวน 1.58 แสนคน คิดเป็นยอดใช้จ่ายสะสม 145.9 ล้านบาท รวมมีผู้ใช้สิทธิทั้งหมดจำนวน 23.40 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายรวม 21,338 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายจำนวน 10,817 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายจำนวน 10,521 ล้านบาท 

'อลงกรณ์' ชู นครปฐม เมืองอุตสาหกรรมเกษตร ไฟเขียวแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม 5 ปี (2566-2570) ย้ำเร่งเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลและชุมชนเมือง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม โดยมี นายรัฐศาสตร์ ชิดชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายพูลลาภ อุไรงาม เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม นายศิริชัย เลี้ยงอำนวย เกษตรจังหวัดนครปฐม นายสมคิด เปี่ยมค้า นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจิตติศักดิ์ ศรีปัญญา ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสามัคคีมุขมาตย์ ชั้น 4 (ส่วนต่อขยาย) ศาลากลางจังหวัดนครปฐม

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า นครปฐมเป็นเมืองอุตสาหกรรมเกษตรที่สำคัญของประเทศและเป็นเมืองหลักของจังหวัดปริมณฑล สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ตามนโยบาย 5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีโครงการสำคัญที่ดำเนินการใน 5 เรื่อง ได้แก่ 1) การขับเคลื่อนการเกษตรระดับหมู่บ้านสู่การผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 2) การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง 3) การพัฒนาการเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล 4) การขับเคลื่อน BCG ด้านการเกษตร และ 5) การขับเคลื่อนการดำเนินงานศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่จังหวัดนครปฐม มีสินค้าสำคัญ ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ได้แก่ ข้าว กล้วยไม้ มะพร้าวน้ำหอม กุ้งขาว กุ้งก้ามกราม ปลานิล สุกร โคนม และไก่ไข่

ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) แผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม ฉบับ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ฉบับทบทวน รอบปี พ.ศ. 2567 ที่จะเป็นกรอบในการขับเคลื่อนงานภาคการเกษตรในพื้นที่ต่อไปแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม 5 ปี (2566-2570) 

"กระทรวงเกษตรฯ มุ่งขับเคลื่อนภาคการเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง (Next Normal) โดยมี 12 คานงัดสำคัญ ได้แก่ 1) ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) 2) ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ 3) ดิจิตอล ทรานสฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) 4) เกษตรอัจฉริยะและตลาดออนไลน์ 5) เกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง-ชนบท 6) เกษตรแห่งอนาคต อาหารแห่งอนาคต 7) โลจิสติกส์เกษตรเชื่อมไทย-เชื่อมโลก 8) เกษตรแปลงใหญ่ สตาร์ทอัพเกษตร 9) ยกระดับเกษตรกรก้าวใหม่ 10) เกษตรสร้างสรรค์ สู่เกษตรมูลค่าสูง (The Brand Project) เน้นแปรรูปสร้างมูลค่าและพัฒนาแบรนด์ 11) การพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area base) ไม่มีเหลื่อมล้ำ 12) เปิดกว้างสร้างหุ้นส่วน (Partnership platform) ในประเทศและต่างประเทศ”

นายอลงกรณ์ได้ย้ำให้เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลและชุมชนเมืองเป็นโครงการใหม่เสมือนคานงัดการปฏิรูปภาคเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้แนวคิด “บริหารโดยชุมชน เป็นของชุมชน และเพื่อชุมชน” โดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนทุกตำบลของนครปฐมและทุกจังหวัดแล้ว ซึ่งจะเป็นกลไกพัฒนาหมู่บ้านตำบลแบบบูรณาการทุกภาคส่วน ควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบต่างๆ เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ เกษตรผสมผสาน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนครอบคลุม 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร

จากนั้นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานแปลงใหญ่ข้าวและการบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยมี ว่าที่ร้อยโทอรรถชล ทรัพย์ทวี นายอำเภอกำแพงแสน เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและนายสมคิด เปี่ยมคล้า ทีมงานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรรวมถึงเกษตรกร ให้การต้อนรับ ณ หมู่1 ตำบลทุ่งขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งแปลงใหญ่ดังกล่าว สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต จากเดิม 800 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มเป็น 1,000 กิโลกรัม/ไร่ มีการพัฒนาคุณภาพ โดยสมาชิกผู้ปลูกข้าวแปลงใหญ่ทั้งหมด อยู่ระหว่างการขอการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าว GAP แบบกลุ่ม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อขอการรับรอง เป้าหมายเกษตรกรแปลงใหญ่ได้รับใบรับรอง GAP ทั้งหมด 32 ราย หรือ 100% รวมถึงมีการสร้างเครือข่ายด้านการตลาด และจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น facebook ฯลฯ

ผช.รมว.แรงงาน เปิดงานประชุมใหญ่สามัญประจําปีสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและ “งานรวมพลคนท่องเที่ยว 2022” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “เดินหน้าท่องเที่ยวไทย”

วันที่ 16 กันยายน 2565 เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานประชุมใหญ่สามัญประจําปีสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและ “งานรวมพลคนท่องเที่ยว 2022” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “เดินหน้าท่องเที่ยวไทย” โดยมี นายสุทธิ สุโกศล ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมพิธีเปิดงานฯ ณ โรงแรมรามา กาณ์เด้น กรุงเทพฯ 

โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและหลากหลายรูปแบบที่สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และสามารถสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องชาวไทย แม้ว่าในห้วงที่ผ่านมาทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยจะเผชิญวิกฤต โควิด-19 ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในการความช่วยเหลือเพื่อให้คนไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน โดยมีโครงการต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการท่องเที่ยว อีกทั้งตลอดระยะ 2 ปี ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด–19 กระทรวงแรงงานได้ออกมาตรการต่างๆ มากมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด–19 และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ ผู้ประกอบการ แรงงานที่อยู่ในภาคการท่องเที่ยวและบริการ เป็นภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 เป็นอย่างมาก และมีความจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูให้สามารถกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพราะภาคการท่องเที่ยวและบริการ คือ กลไกสำคัญของการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ 

ซึ่งช่วงสถานการณ์โควิด-19 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ตั้งแต่ การเกิดคลัสเตอร์แรงงานต่างด้าว จังหวัดสมุทรสาคร กระทรวงแรงงาน ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข จัดทำแฟคทอรี ควอรันทีน แรงงานเดินทางกลับบ้านช่วงปีใหม่ และคลัสเตอร์สถานบันเทิง ดำเนินการเปิดจุดตรวจโควิดแบบประจำจุดและตรวจเชิงรุกในโรงงาน โรงงานปิดตัวลงจากการแพร่ระบาดในโรงงาน กระทรวงแรงงานจัดโครงการแฟคทอรี่ แซนบ๊อก บนฐานแนวคิดเศรษฐกิจศาสตร์และสาธารณสุข มุ่งเป้าภาคการผลิตส่งออกสำคัญ ยานยนต์ อาหาร ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ การให้ความช่วยเหลือ SMEs เพื่อรักษาการจ้างงานให้ยังคงอยู่ การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคสูงขึ้น การยกระดับฝีมือแรงงานด้านการท่องเที่ยวและบริการ

คนละครึ่งเฟส 5 จ่อเปิดลงทะเบียน หลังมีคนไม่ใช้ตามกำหนด 3.07 ล้านสิทธิ

กระทรวงการคลัง เตรียมนำสิทธิโครงการ คนละครึ่งเฟส 5 จำนวน 3.07 ล้านคนที่ไม่ใช้จ่ายครั้งแรกเมื่อ (14 ก.ย.) มาเปิดให้ลงทะเบียนเพิ่ม 

(16 ก.ย. 65) นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ณ วันที่ 14 ก.ย. 2565 เวลา 23.00 น. มีผู้ใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 ทั้งสิ้นจำนวน 23.40 ล้านคน ซึ่งมีประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการฯ แต่ไม่ได้มีการใช้จ่ายครั้งแรกภายในระยะเวลาที่กำหนด (14 วัน) มีจำนวนประมาณ 3.07 ล้านราย ซึ่ง รมว.การคลังมีนโยบายให้กระทรวงการคลังนำสิทธิคงเหลือดังกล่าว มาเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนอีกครั้ง โดยจะแจ้งกำหนดการลงทะเบียนสิทธิคงเหลือดังกล่าวให้ทราบต่อไป

สำหรับความคืบหน้าการใช้สิทธิมาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ ปี 2565 ระยะที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 5 โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 3 และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 โฆษกกระทรวงการคลังเผยว่า จากข้อมูลสะสม ณ วันพุธที่ 14 ก.ย. 2565 เวลา 23.00 น. มีผู้ใช้สิทธิทุกโครงการรวม 36.32 ล้านคน และมียอดใช้จ่ายสะสมทั้งสิ้น 22,902.04 ล้านบาท

โดย 1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 5 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 12.06 ล้านคน และมียอดใช้จ่าย 2,402.30 ล้านบาท 2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 860,550 คน และมียอดใช้จ่ายสะสม 171.08 ล้านบาท

สาวก iPhone ต่อคิวรับเครื่องพรึ่บ! หลัง Apple เปิดขายในไทยอย่างเป็นทางการวันแรก

สาวก iPhone เข้าคิวรอรับเครื่องวันแรกคึกคัก หลัง Apple ขยับประเทศไทยขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม Tier-1 เป็นครั้งแรกที่วางขายพร้อมอเมริกา และเริ่มส่งมอบสินค้าวันที่ (16 ก.ย.) เป็นต้นไป ให้กับคนสั่งจองล่วงหน้า

ภายหลังจาก Apple ได้เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ "iPhone 14" และ "iPhone 14 Plus"  ในงาน ‘Apple Event’ ไปเมื่อวันที่ (8 ก.ย.) ที่ผ่านมาตามเวลาในไทย โดยเปิดจองตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน เวลา 19.00 น. และจะเริ่มส่งมอบสินค้าตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน ยกเว้น iPhone 14 Plus เริ่มส่งมอบ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยวางขายพร้อมกับในสหรัฐ อเมริกา 

สำหรับสินค้าอื่นๆ ที่เปิดตัวพร้อมกันในงานนี้ยังมี Apple Watch Series 8, Apple Watch SE, Apple Watch Ultra และ AirPods Pro เจนใหม่

PROUD บุกตลาดเรียลดีมานด์ด้วยแนวคิด More Than Just Living ขยายสู่ CBD พร้อมเปิดโครงการใหม่มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท

PROUD เผยแนวคิด “More Than Just Living” สัมผัสการใช้ชีวิตที่มากกว่า ตอบทุกโจทย์ของการอยู่อาศัย เน้นบุกตลาดเรียลดีมานด์ พร้อมเติบโตในตลาดลักชัวรี่อสังหาฯ ทำเลหายากย่าน CBD (Central Business District) เผย portfolio 4 โครงการ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท มั่นใจปีนี้กวาดรายได้ทำกำไร พร้อมตั้งงบ 5,000 ล้านบาทเดินหน้าซื้อที่ดิน-ขยายโครงการสร้างรายได้ต่อเนื่องในอีก 2 ปี 

นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)  ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่  เปิดเผยว่า PROUD เน้นการพัฒนาโครงการออกแบบที่อยู่อาศัยและบริการภายใต้แนวคิด “More Than Just Living - สัมผัสการใช้ชีวิตที่มากกว่า” ด้วย 3 คุณค่า เพื่อสร้างประสบการณ์และความแตกต่างให้ลูกค้า รวมถึงสังคม ประกอบด้วย...

Sense Of Hospitality (การดูแลเอาใจใส่ในการบริการ) การดูแลที่มากกว่าแค่เรื่องบ้าน แต่รวมถึงการสร้างคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และการมีสุขภาพที่ดี 

Value Of Home Being (คุณค่าที่แท้จริงของบ้านหรือที่อยู่อาศัย) การออกแบบพื้นที่และฟังก์ชั่นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีที่สุดผ่านการวิจัยค้นคว้าที่เข้าใจในไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง 

Harmonious Living (การผสานต่อความเป็นมา อย่างกลมกลืนแต่โดดเด่น) ด้วยการศึกษาพื้นที่และวิถีชีวิต เพื่อนำมาออกแบบอสังหาริมทรัพย์สไตล์พราว 

พร้อมดึง Partner ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการด้านสุขภาพ การบริหารงานบริการของโครงการระดับโลก และอีกหลากกลุ่มธุรกิจมาร่วมสร้างสรรค์รูปแบบการใช้ชีวิตที่มากกว่า ตั้งแต่การออกแบบที่อยู่อาศัยจนถึงการบริการหลังการขาย

“More Than Just Living” คือ หัวใจหลักในการพัฒนาทุกโครงการของ PROUD ถือเป็นจุดเด่นและได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้ามาโดยตลอด เริ่มที่ความสำเร็จจากโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน (InterContinental Residences Hua Hin) ที่ถือเป็น World Class Branded Residences หนึ่งเดียวในไทย ภายใต้แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัล 

นายพสุ  ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวต่อว่า PROUD พร้อมก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ บนทำเลที่มีศักยภาพ เปิดโครงการไม่มากแต่เน้นการออกแบบและบริการที่ดีที่สุด มีมูลค่าเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่เป็นเรียลดีมานด์ เพื่อการอยู่อาศัยจริงและเพื่อการลงทุน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่มากกว่า

ทั้งนี้ โครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้จะเข้ามาเสริมศักยภาพการเติบโตของบริษัท ประกอบด้วย โครงการเวหา (VEHHA)  มูลค่าโครงการราว 2.29 พันล้านบาท เปิดขายในช่วงเดือน ก.ย. 2565 เริ่มก่อสร้างในไตรมาส 4/2565 คาดจะสามารถทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงปี 2568  

โครงการวี อารีย์ (VI ARI) บ้านเดี่ยวใจกลางอารีย์ มูลค่ารวม 507 ล้านบาท โดยมีราคาขายต่อหลังประมาณ 70 ล้านบาท คาดจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4/2565 และโครงการคอนโดมิเนียม ย่านคอนแวนต์ มูลค่ารวม 3.9 พันล้านบาท คาดว่าทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงปี 2569 รวมโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย และโครงการใหม่ทั้งสิ้น 4 โครงการมีมูลค่ารวม 10,510 ล้านบาท พร้อมเตรียมงบซื้อที่ดินในปี 2565-66 จำนวน 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันให้รายได้ของบริษัทเติบโตอย่างสม่ำเสมอ

'อนุชา' เปิดกิจกรรม 'ไทยพร้อม APEC พร้อม' โชว์ความพร้อมการเป็นเจ้าภาพเอเปกของไทย

'อนุชา' เปิดกิจกรรมรณรงค์ 'ไทยพร้อม APEC พร้อม' มุ่งเน้นนำเสนอภายใต้แนวคิด 'เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล' ในการเป็นเจ้าภาพเอเปกของไทย

(14 ก.ย. 2565) ห้องบอลรูม 1-3 โรงแรมคอนราด ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมรณรงค์ “ไทยพร้อม APEC พร้อม” ภายใต้โครงการประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพเอเปกของไทย ปี พ.ศ. 2565 โดยในพิธีเปิดกิจกรรมนี้ มีบุคคลสำคัญเข้าร่วมด้วย ได้แก่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์, นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, นายธนวัต ศิริกุล รองอธิบดีกรมสารนิเทศ, นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และตัวแทนจากเขตเศรษฐกิจทั้งจาก 20 เขตเศรษฐกิจ

ชาวนาเฮ!!! 'รัฐมนตรีเฉลิมชัย' เผยงบข้าวอินทรีย์ผ่านฉลุย 'ครม.' เห็นชอบ 1,747 ล้าน เงินชดเชยผลิตข้าวอินทรีย์รายละ 15 ไร่ๆ ละ 2-4 พันบาท

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนเปิดเผยวันนี้ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบกลางปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,747.90 ล้านบาท สำหรับเป็นเงินอุดหนุนเกษตรกรของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ปี 2563 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์กรมการข้าว ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2560 - ปัจจุบัน มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 58 จังหวัด 5,818 กลุ่ม รวม 130,082 ราย มีพื้นที่ผลิตข้าวอินทรีย์รวม 1,209,911 ไร่

โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินชดเชยรายได้จากการผลิตข้าวที่ได้ผลผลิตลดลงในระยะเริ่มต้นของการผลิตระบบอินทรีย์ไม่เกิน รายละ 15 ไร่ ในอัตราตามที่กำหนด คือ 
.
1.) เกษตรกรที่ผ่านการประเมินเตรียมความพร้อม (T1) ไร่ละ 2,000 บาท 
2.) เกษตรกรที่ผ่านการประเมินระยะปรับเปลี่ยน (T2) ไร่ละ 3,000 บาท 
และ 3.) เกษตรกรที่ได้รับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ Organic Thailand (T3) ไร่ละ 4,000 บาท

‘บิ๊กป้อม’ ถก แผนแม่บทบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 2 ย้ำ!! ‘โปร่งใส - คุ้มค่า - เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’

พล.อ.ประวิตร ประชุม คกก. 'แร่แห่งชาติ' เน้นการมีส่วนร่วมปชช. ยึดหลักธรรมาภิบาล เห็นชอบแผนแม่บทแร่ ฉบับ 2 (ปี 66-70) มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจ และประเทศชาติ ได้ประโยชน์คุ้มค่า ยั่งยืน

เมื่อ 14 ก.ย. 65 เวลา 10.00 น. พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รอง นรม. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2565 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

ที่ประชุมได้รับทราบ มติครม. เมื่อ 15 ก.พ. 65 เห็นชอบให้แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ พ.ศ. 2560-2564 มีผลใช้ได้จนถึง 31 ธ.ค. 65 และรับทราบ มติครม. เมื่อ 2 ส.ค. 65 เห็นชอบหลักการต่อนโยบายด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกระทรวงอุตสากรรมประสานความร่วมมือกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ในการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

'ทิพานัน' แจงถก IPEF ไทยไม่เสียเปรียบการค้า วอนเพื่อไทย 'อย่าจินตนาการ-สื่อสาร' เพื่อทำลายชาติ

'ทิพานัน' แจงถกกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก ไทยไม่เสียเปรียบการค้า ยกประเด็นสำคัญ4 ข้อ วอนเพื่อไทยอย่าโยง-จินตนาการเกินจริง ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ปิดโอกาสเงินเข้ากระเป๋าคนไทย

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทีมโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งเรื่อง กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) ว่าไทยจะเสียเปรียบการค้า เสียเปรียบต่างๆ นาๆ และพูดถึง เรื่องความเชื่อมั่นของต่างประเทศในการจัดประชุมเอเปคของไทยว่า สะท้อนให้เห็นเป็นการแสดงความคิดเห็นแบบคนที่ขาดวุฒิภาวะและความรู้ ความเข้าใจ ตื้นเขิน ที่อาจส่งผลต่อการเข้าใจผิดของประชาชน จึงต้องสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจให้อีกครั้ง 

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) เมื่อวันที่ 8-9 กันยายน 2565 ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้ภายใต้ 4 เสาความร่วมมือ ได้แก่ ด้านการค้า, ด้านห่วงโซ่อุปทาน, ด้านพลังงานสะอาด, การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน, โครงสร้างพื้นฐาน และด้านภาษีและการต่อต้านการทุจริต เพื่อความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก เพื่อประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับประชาชน รวมทั้งไทยที่เข้าร่วมก็จะกล่าวถึงวาระการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปีนี้ด้วย 

น.ส. ทิพานัน กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้เป็นการพูดคุยที่เปิดกว้าง ในการฟื้นฟูด้านต่างๆ ตามกรอบ 4 เสา ที่สำคัญการประชุมได้เปิดตัวโครงการ IPEF Upskilling Initiative ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือด้านการศึกษาและการฝึกอบรมทางด้านดิจิทัลสำหรับสตรีและเด็กหญิงสำหรับ 8 ประเทศหุ้นส่วน IPEF โดยเป็นโครงการความร่วมมือโดยภาคเอกชนชั้นนำในภาคดิจิทัลของสหรัฐอเมริกา จำนวนรวม 14 บริษัท ซึ่งจะครอบคลุมความร่วมมือด้านการศึกษาและการฝึกอบรมสำหรับสตรีและเด็กหญิง กว่า 7 ล้านคน ภายในระยะเวลา 10 ปี จนถึงปี 2575 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการภายใต้กรอบความร่วมมือ IPEF อย่างเป็นรูปธรรม ที่จะมีโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภายใต้กรอบความร่วมมือIPEF  ซึ่งกรอบความร่วมมือ IPEF จะสามารถเป็นประโยชน์เกื้อกูลกันกับความร่วมมือภายใต้กรอบเอเปคที่ไทยจะจัดนี้ด้วย  

ดังนั้นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยกังวลโยงไปถึงข้อเสียเปรียบทางการค้า หรือข้อกังวลอื่น ๆ เป็นข้อคิดเห็นที่ไม่เป็นความจริง ไม่มีเรื่องการค้าที่จะเสียเปรียบใด ๆ ทั้งนั้น ท่านจินตนาการเกินเลยข้อเท็จจริงไปมาก และข้อเท็จจริงอีกประการคือนานาประเทศมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทยและมีแนวโน้มความสำเร็จที่จะนำประโยชน์มาสู่ประเทศชาติและคนไทยทั้งประเทศอย่างมาก

น.ส. ทิพานัน กล่าวว่า ส่วนเรื่องการประชุมเอเปคเป็นการ 'เปิดกว้าง สร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล: Open Connect Balance' ที่เป็นแนวคิดหลักของการประชุมเอเปคที่ไทย ซึ่งหลายการประชุมที่เกี่ยวข้องกับ APEC ในไทยที่ผ่านมา ก็ประสบผลความสำเร็จด้วยดี โดยที่ประชุมฯ มุ่งเน้นการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของ Start-up และวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) ในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก เพื่อขับเคลื่อน 4 ประเด็นสำคัญ เพื่อการฟื้นตัวของ Start-up และ MSME ในภูมิภาคเอเปคดังนี้...

1. เร่งรัดการประยุกต์ใช้ BCG Model ซึ่งสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของธุรกิจขนาดเล็ก และยังสนับสนุนความพยายามของโลกที่จะรับมือกับภาวะโลกร้อน

2. การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลอย่างครอบคลุม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กพัฒนาได้เร็วยิ่งขึ้น และ MSME ที่มีทักษะในด้านดิจิทัลจะเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าและยืนหยัดต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

3. การจัดหาเงินทุนและการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน

รู้จัก ‘ชาคริต ทีปกรสุขเกษม’ แห่ง CPANEL สร้างสมดุล เทคโนฯ แผนงาน การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทัศนคติ ฝ่าวิกฤตสวนกระแสโต

เทคโนโลยีชั้นนำ แผนงานที่ดี การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทัศนะคติของแม่ทัพ คือสามประสานทรงพลังของ ชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ CPANEL ผู้นำพาตลาดคอนกรีตสำเร็จรูปโตพุ่งทะยานสวนโควิดฯ และยังไปต่อไม่หยุด

สำหรับอุตสาหกรรมอสังหาฯ ในบ้านเรา การก่อสร้างแบบก่ออิฐฉาบปูนกลายเป็นข้อด้อยด้านความรวดเร็ว ทันเวลา และผู้สร้างมีต้นทุนสูงทั้งแรงงานและวัสดุอุปกรณ์มากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวัสดุก่อสร้างหลายอย่างเริ่มขาดแคลน อาทิ อิฐมวลเบา เมื่อเทียบกับการใช้คอนกรีตสำเร็จรูป ฉะนั้นเจ้าของเทคโนโลยีเบอร์ต้นๆ ของไทย หัวเรือใหญ่ CPANEL อย่าง “ชาคริต ทีปกรสุขเกษม” จึงรวมสามประสานให้ลงตัว ทั้งเทคโนฯ แผนงาน และ ทัศนคติการบริหารทีม มุ่งสู่ความเป้าหมาย

ท่ามกลางศึกแข่งขันในวงการอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างตลอดหลายสิบปีที่ เริ่มต้นจากร่วมงานกับพ่อผู้เป็นเจ้าของ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP (ผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ คอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับงานโครงสร้างงานระบบ และคอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับงานตกแต่ง) เขาจึงมีต้นทุนความเข้าใจรูปแบบและแนวทางธุรกิจวัสดุใช้ก่อสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนอิฐมอญ ราคาจึงถีบตัวสูงต่อเนื่อง และปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือก่ออิฐฉาบปูน นั่นคือจุดเริ่มต้นอีกครั้งในการศึกษาโครงการลงทุน Precast Concrete ที่ใช้ในงานอสังหาฯเพื่อการอยู่อาศัย และอาคารประเภทอื่นๆ ด้วยระบบ Fully Automated

จากจุดนั้น ทำให้ผมก่อตั้งบริษัท ซีแพนเนล จำกัด ขึ้นในปี 2555 ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มประสิทธิภาพของทั้งอุตสาหกรรมก่อสร้าง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้ผู้บริโภคได้บ้านหรืออาคารในราคาที่เข้าถึงได้ครับ”

การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับปูนซีเมนต์ และงานคอนกรีตนับตั้งแต่บริหารงานที่ CCP “ชาคริต” มุ่งมั่น เรียนรู้ ต่อยอด และทำเป้าหมายให้สำเร็จ ปรับความเข้าใจในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างประเภทงานคอนกรีตสมัยใหม่ และกล้าลงทุนนำเข้าและใช้งานเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต Precast Concrete จากวิศวกรผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักรจาก Vollert Anlagenbau GmbH ประเทศเยอรมนี “มันต้องนำความรู้มาประยุกต์ เชื่อมโยงด้านระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ Management Information System (MIS) ที่ผมจบการศึกษามา และทำงานร่วมกับวิศวกรผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักรในการออกแบบสายการผลิตอย่างเข้าอกเข้าใจ และมีประสิทธิภาพ และควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ทุกขั้นตอนการผลิตครับ” เขาชี้จุดสำคัญว่า เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงระบบเป็นแกนสำคัญของงาน

ชาคริตและทีมนับว่าเป็นผู้ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมด้วยการนำ Software ต่างๆ มาทำงานเชื่อมโยงกันและบริหารงานก่อสร้างบนระบบ Building Information Modeling หรือ BIM ในการบริหารจัดการ ตั้งแต่การออกแบบ ควบคุมการผลิต การทำงานหน้างาน ทำให้บริษัทสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล

การผลิต Precast Concrete ด้วยระบบ Fully Automated ช่วยทำให้เกิดความรวดเร็วและมิติที่แม่นยำของชิ้นงาน ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์และคำนวณค่าตามหลักวิศวกรรม ปัจจุบัน CPANEL ถือเป็นผู้ผลิต Precast หนึ่งในไม่กี่รายที่ผลิตโดยออกแบบให้โครงสร้างรองรับ แรงแผ่นดินไหว 100% ตามกฎกระทรวง ปี 2564 ทุกหลัง การควบคุมแผนการผลิตและเครื่องจักรภายในโรงงาน กระบวนการผลิตที่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ จนกระทั่งส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามความต้องการของลูกค้าในเวลาอันสั้น ด้วยระบบและกระบวนการผลิตที่วางแผนไว้ กอปรกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้บริษัทสามารถผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปได้หลากหลายรูปแบบ ที่มีความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรม และความซับซ้อนทางวิศวกรรมโครงสร้าง เพื่อตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้า (Made-to-Order) ในหลากหลายโครงการ

ผลิตภัณฑ์ Precast Concrete ของ CPANEL สามารถแก้ Pain Point การก่อสร้างในปัจจุบัน ทั้งลดต้นทุนแรงงานได้ถึงประมาณ 50% ลดระยะเวลาและขั้นตอนในการก่อสร้าง (รวมงาน Finishing) ประมาณ 30% ส่งผลให้ต้นทุนรวมของการก่อสร้างลดลง 15% ช่วยให้ลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งค่าแรง ลดเวลาการก่อสร้างส่งงานได้รวดเร็วขึ้น สุดท้ายลูกค้าจะได้ประโยชน์จากการที่สามารถประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยรวมของโครงการ ทำให้ลูกค้าที่เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้รับเหมาก่อสร้างนิยมหันมาเลือกใช้ Precast Concrete มากขึ้น นับเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของ CPANEL

ในวันนี้ CPANEL มีลูกค้าที่เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กว่า 10 ราย ที่มีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง อาทิ สัมมากร, ศุภาลัย, ริสแลนด์, บริทาเนีย, กานดา พร็อพเพอร์ตี้, เพอร์เฟค, เรียลแอสเสท, แสนสิริ, เอสเตทครีเอชั่น, มาย-กรีน, โนเบล อีกทั้งลูกค้าที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง อาทิ รุ่งฟ้าเสริม คอร์ปอเรชั่น, โกลว์ ไลท์ เอ็นจิเนียริ่ง, พรีบิลท์, กรีไทย คอนสตรัคชั่น, เชียร์ยู คอนสตรัคชั่น, คอนสตรัคชั่น ไลนส์”

คำถามสำคัญที่ข้ามไม่ได้ คือ อีเว้นต์ระดับโลกสองปีที่ผ่านมา อย่าง โควิด 19 ซ้ำเติมด้วย เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูง ต้นทุนราคาวัตถุดิบ ส่งผลต่อคุณอย่างไร? ชาคริตเคลียร์ประเด็นนี้ว่า “ต้นทุนการผลิต ราคาวัตถุดิบต่างๆ ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น แต่ด้วย economy of scale ของ CPANEL ที่สามารถขายผลิตภัณฑ์ในจำนวนมากขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคคลากรอย่างไม่หยุดยั้งและการสั่งซื้อวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับสามารถเจรจาเรื่องราคากับลูกค้าได้ จึงทำให้บริษัทสามารถรักษาระดับการทำกำไรได้ในระดับที่น่าพอใจ”

สำหรับเรื่องเงินเฟ้อ ถ้าเป็นระยะยาวความสามารถในการบริโภคของผู้บริโภคน่าจะต่ำลง แต่ก็มองว่าความต้องการบ้านแนวราบยังคงมีอยู่ และยิ่งเงินเฟ้อเท่าไหร่ ยิ่งจำเป็นต้องลดแรงงาน และถ้ายิ่งก่อสร้างได้รวดเร็วยิ่งทำให้ผลกระทบเรื่องเงินเฟ้อสั้นลง ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการหันมาเลือกใช้ Precast Concrete มากขึ้น

ในอีกมุมหนึ่ง โควิค-19 ได้สร้างฐานพฤติกรรมใหม่ (New Normal Behavior) ให้แก่ผู้บริโภคเป็นปัจจัยเกื้อหนุนอย่างสูงต่อที่อยู่อาศัยแนวราบให้มีการขยายตัวไปยังเขตรอบนอกกรุงเทพมหานคร (De-Urbanization) ซึ่งเป็นที่ดึงดูดจากการที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับความหนาแน่นของที่อยู่อาศัย พื้นที่ใช้สอย และฟังก์ชั่นที่เอื้อต่อการทำงานที่บ้านมากขึ้นครับ

ยังไม่รวมว่า เมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐร่วมกับเอกชนอย่างการขยายตัวของเครือข่ายรถไฟฟ้า โครงข่ายถนน และศูนย์การค้า ที่ขยายความเจริญครอบคลุมพื้นที่รอบนอกมากขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกต่อการใช้ชีวิตในเขตรอบนอกกรุงเทพมหานครในรูปแบบ Sharing Economy เช่น Delivery Service, Self-Storage Service ทุกส่วนล้วนส่งผลปัจจัยบวกขึ้นมา สวนกระแสโควิดฯ”

จากเรื่องข้างต้นเป็นคำตอบชัดว่า สินค้า Precast Concrete เป็นสินค้าที่จะเข้ามาทดแทนการก่อสร้างแบบเดิมๆ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยแนวราบที่ก่อสร้างโดย Precast Concrete ในอีก 5 ปี ถึงปี 2568 จะมีอัตราการทดแทนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปีเป็นอย่างน้อย เพราะ Precast Concrete สามารถตอบโจทย์ได้เกือบทุกอย่าง ทั้งในแง่ของความเหมาะสมต่อโครงการที่พักอาศัยแนวราบ และข้อได้เปรียบทางต้นทุนและระยะเวลาการก่อสร้าง

โควิดไม่ได้ส่งผลกระทบกับเรามากนัก ยกเว้นช่วงที่มีการล็อกดาวน์ ปิดไซต์งานก่อสร้างใน กทม. แต่ต่างจังหวัดยังคงเดินหน้าได้ ทำให้ในอนาคตมีแผนที่จะขยายกลุ่มลูกค้าไปต่างจังหวัดมากขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 10% ของยอดขาย”

ปัจจุบัน CPANEL ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai เพื่อระดมทุนขยายโรงงานแห่งใหม่ วางเป้าหมายขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็นเท่าตัว หรืออีก 7.2 แสนตารางเมตรต่อปี ใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท สามารถเดินเครื่องการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2567

สำหรับหลักการและแนวคิดการบริหารงานของ “ชาคริต” นอกจากใส่ใจเรื่องรายละเอียดเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขายแล้ว ในส่วนของพนักงานเอง ก็จะให้ความใส่ใจและดูแลทุกระดับทั้งสำนักงาน และโรงงาน ทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติ

ซึ่ง “ชาคริต” วาดแผนในอนาคตไว้ว่าอยากจะได้ CEO จากพนักงานของตัวเอง มองว่าความสำเร็จที่แท้จริงนั่น เราต้องบ่มเพาะคนที่เก่งมาแทนเราในแต่ละเรื่อง ผมอยากได้ CEO ที่เชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นผมต้องเชื่อว่าเขาเก่งพอและสามารถเรียนรู้ต่อได้ ต้องเชื่อว่าวันที่เขาอายุเท่าผม เขาต้องเก่งกว่าผม นี่คือสิ่งที่จะทำกับพนักงานทุกคน จะผลักดันพนักงานทุกคนจนส่งไม้ต่อได้สำเร็จ

นอกจากนี้ วัฒนธรรมความคิดของพนักงานมีความสำคัญในการบริหารธุรกิจ เราต้องดูแลบุคคลเหล่านี้ให้มีความรักองค์กร พร้อมจะอยู่กับบริษัทไปนานๆ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งบริษัทไม่เคยมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงาน อย่างกรณีที่กระทรวงแรงงานเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติแจ้งเปลี่ยนนายจ้างได้นั้น มีแรงงานมาเข้าคิวหรือมาลงทะเบียน เพื่อขอทำงานแล้วจำนวนมาก ซึ่งแรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมาแบบปากต่อปาก เนื่องจากได้รับการชักชวนจากแรงงานเดิมที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top