Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

ดีกรีบัณฑิตใหม่!! ลูกชาย “ตั๊ก–นุ้ย” สำเร็จปริญญาวิศวะ มธ. โมเมนต์อบอุ่นครอบครัวพร้อมหน้า ลูกชายคนเก่งก้าวสู่บทใหม่ วางแผนเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ

(12 ม.ค. 69) บรรยากาศอบอุ่นในครอบครัวของ 'ตั๊ก ศิริพร อยู่ยอด' และ 'นุ้ย เชิญยิ้ม' หลังลูกชายคนเก่ง "น้องภู" หรือ 'ภูสิษฐ์ เอี่ยมสุข' จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสายวิศวกรรมดิจิทัลจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคุณพ่อคุณแม่เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีในวันรับปริญญาอย่างอบอุ่น

'ตั๊ก ศิริพร' ได้โพสต์ภาพลูกชายในชุดครุย พร้อมข้อความแสดงความภูมิใจว่า "ลูกชายเรียนหนักมาก" นี่เป็นก้าวแรกของชีวิตหลังเรียนจบและแม่ส่งกำลังใจให้ลูกก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ พร้อมบอกว่า "ชีวิตนี้เป็นของลูก จงใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด" นอกจากนี้น้องภูมีแผนศึกษาต่อระดับปริญญาโทในต่างประเทศ

หลังโพสต์ข่าวนี้เผยแพร่ มีแฟนคลับและคนในวงการบันเทิงเข้ามาร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก และชื่นชมความน่ารักของครอบครัวที่คอยสนับสนุนและส่งเสริมกันในทุกก้าวของชีวิต

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10093313

13 มกราคมของทุกปี ถือเป็น "วันการบินแห่งชาติ" รำลึกจุดเริ่มต้นฟ้าไทย จากเครื่องบิน 8 ลำ ยุครัชกาลที่ 6 สู่การบินที่เชื่อมต่อโลก จุดเปลี่ยนความมั่นคง เศรษฐกิจไทย

(13 ม.ค. 69) ในวันที่ 13 มกราคมของทุกปี ถือเป็น "วันการบินแห่งชาติ" ของประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงจุดเริ่มต้นสำคัญของการบินไทยที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 6 ด้วยเครื่องบิน 8 ลำ และนักบิน 3 นายที่ได้รับการส่งไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีการบินในยุคใหม่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งแผนกการบินในกระทรวงกลาโหม และส่งนายทหารไปฝึกวิชาการบินที่ฝรั่งเศส ขณะที่รัฐบาลซื้อเครื่องบินเข้าประจำการเครื่องแรกเพื่อเสริมสร้างกองทัพอากาศไทย

ในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2457 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการบินครั้งแรกของนายทหารไทย ซึ่งเป็นการประกาศว่า สยามพร้อมเข้าสู่ยุคการบินและมีกำลังทหารอากาศของตนเอง โดยมีการแสดงยุทธวิธีทางทหารและโปรยกระดาษถวายพระพรจากท้องฟ้า

"การบินไม่ใช่แค่เรื่องของนักบิน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ" จึงเป็นวันที่เตือนใจถึงการกล้าเสี่ยงและก้าวไกลทางเทคโนโลยีของคนไทย ที่ช่วยสร้างระบบการบินในประเทศไทยขึ้นตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

ทุกปีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะจัดพิธีวางพวงมาลาถวายพระเกียรติและจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้และระลึกถึงความสำคัญของอากาศยานและฟ้าไทยในวันนี้

ที่มา : https://url.in.th/TYsci

เมื่อยอมเป็นสุนัขรับใช้อเมริกา ก็ต้องเร่งเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

ไม่ต้องฉลาดก็รู้ว่าขาใหญ่อย่างอเมริกา ประเทศที่ “อันธพาลเรียกพี่” ถึงวันนี้ก็ยังไม่หยุดระราน และแสวงหาประโยชน์จากประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในแบบที่ประเทศของตนเองนั้นไม่มี สิ่งที่อเมริกาแสดงออกหลายครั้ง ยังสะท้อนชัดเจนว่าเป็นประเทศที่ไม่มีความจริงใจกับใคร 

โดยเฉพาะในยามที่ประเทศนั้น ๆ เริ่มจะหมดประโยชน์ 

ผู้นำ หรือกลุ่มคนที่มีวิสัยทัศน์ในประเทศต่าง ๆ จึงระมัดระวังตัวมาก ไม่ยอมพลาดท่าเสียทีหรือตกเป็นเบี้ยบนกระดาน เพราะเมื่อถลำลึกเดินลงสนามชั่วแล้วก็จะไม่ต่างจาก “สุนัขรับใช้” ที่ต้องคอยขู่ เห่า กระทำในเรื่องเลว ๆ ตามคำสั่งการเพื่อแลกกับ “ผลประโยชน์ลับ” ต่างตอบแทนที่ไม่จีรัง 

ภาพของกลุ่มคน องค์กร หรือประเทศที่เต็มใจที่จะยอมเป็น “ขี้ข้าของอเมริกา” จะมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ต้องโง่แต่มักใหญ่ใฝ่สูง อยากขึ้นสู่ระดับบน ๆ ขององค์กรหรือประเทศนั้น ๆ อยากร่ำรวยกว่าคนรวยทั่ว ๆ ไป เป็นผู้ไร้ความสามารถแต่อยากมีอำนาจไว้ข่มเหง หรือบงการผู้คนที่ตัวเล็กกว่า หรือโง่กว่า อยากได้ชื่อว่าเป็นนักเปลี่ยนแปลงสังคมแม้จะเปลี่ยนไปในทางเลวก็ตาม คุณสมบัติเหล่านี้ถ้าเปรียบกับ “พรรคการเมืองหนึ่ง” ในประเทศไทย ก็จะเห็นภาพ “ชายหน้าตี๋” ซึ่งเป็นผู้นำทาง “จิตวิญญาณวิปลาส” ของ “บริษัทสามกีบจำกัด” เท่านั้น มองไม่เห็นใครอื่น

“บริษัทสามกีบจำกัด” ใช้ทุกวิธิทีที่จะทำให้ “สถาบันกษัตริย์” ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยอ่อนแอลง ถึงคราวนั้น ประเทศที่ตนเอง “นับถือเป็นพ่อ” ก็จะเข้ามาแทรกแซงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางบก ทางน้ำ จนกลืนกินประเทศไทยได้สำเร็จ  

14 มกราคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติ” หมุดหมายมาตรการป่าไม้ไทย ชวนสังคมดูแลต้นน้ำ ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ

(14 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 14 มกราคมของทุกปี ประเทศไทยกำหนดให้เป็น "วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ" เพื่อเตือนใจสังคมว่าป่าไม้คือฐานชีวิต ฐานเศรษฐกิจ และฐานความปลอดภัยของชุมชน โดยเฉพาะในยุคที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และรุนแรงมากขึ้น

วันที่ 14 มกราคมได้รับการกำหนดขึ้นจากเหตุการณ์สำคัญในปี 2532 ที่มีการประกาศใช้ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายด้านป่าไม้ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของกฎหมายในการจัดการป่าและระบบสัมปทาน ก่อนจะมีมติคณะรัฐมนตรีในปี 2533 ให้วันที่ 14 มกราคมเป็นวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เพื่อย้ำให้สังคมร่วมกันปกป้องป่าไม้

เหตุการณ์ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากที่ตำบลกะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี 2531 เป็นบทเรียนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำ ป่าช่วยดูดซับน้ำและปกป้องหน้าดิน ลดความเสียหายจากน้ำหลากและดินถล่ม เมื่อพื้นที่ป่าลดลง ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติเหล่านี้ยิ่งเพิ่มขึ้น

คุณค่าของป่าไม้อยู่ที่บริการระบบนิเวศ เช่น การรักษาวัฏจักรน้ำ การควบคุมอุณหภูมิ และการกักเก็บคาร์บอน หากป่าลดลง ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายไม่ใช่แค่ทรัพยากรหายไป แต่เพิ่มความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและเศรษฐกิจ

แม้จะมีความพยายามรณรงค์ แต่ป่าไม้ของไทยยังเหลือเพียงประมาณ 31.46% ของพื้นที่ประเทศ (ข้อมูลปี 2567) ดังนั้น การดูแลป่าจึงต้องเป็นวาระร่วมของทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่กิจกรรมปลูกต้นไม้ครั้งเดียว แต่ต้องต่อเนื่องทั้งการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา : https://www.forest.go.th/songkhla13/14-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84/

15 มกราคม 2477 พิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นสัญลักษณ์วีรสตรีโคราช ตั้งหน้าประตูชุมพลสำคัญ กลายเป็นมรดกแห่งชาติไทย

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือ "ย่าโม" ถูกเปิดเผยที่หน้าประตูชุมพลในเมืองนครราชสีมาในช่วงต้นปี พ.ศ. 2477 โดยวันนี้ 15 มกราคมถือเป็นวันสำคัญของพิธีเปิดซึ่งถูกจดจำและสืบทอดจนถึงปัจจุบัน

"ท้าวสุรนารี" มีตำนานเกี่ยวกับวีรกรรมในยุคต้นรัตนโกสินทร์ โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาคุณหญิงโมเป็นท้าวสุรนารีในปี 2370 อนุสาวรีย์ที่สร้างในปี 2476 โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และพระเทวาภินิมมิตนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนโคราช

รูปหล่อทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร วางอยู่บนฐานไพที ตรงหน้าประตูชุมพลที่เป็นประตูเมืองด้านทิศตะวันตก ช่วยยืนยันความสำคัญของทำเล ทางราชการยังบรรจุอัฐิของท้าวสุรนารีในฐานอนุสาวรีย์ในปี 2510 เช่นกัน "อนุสาวรีย์ไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้าง แต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของเมือง" ตามคำกล่าว

อนุสาวรีย์ย่าโมยังกลายเป็นเวทีสาธารณะและวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถร่วมระลึกถึงวีรกรรมได้ทุกวัน และส่งผลต่อประเพณีงานฉลองที่เรียกว่า "งานย่าโม" ซึ่งจัดทุกปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน

นอกจากเป็นสัญลักษณ์สำคัญ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารียังถูกกรมศิลปากรกำหนดให้เป็นโบราณสถานของชาติในปี 2480 ร่วมกับประตูชุมพลและแนวกำแพงเมืองเก่าที่สำคัญของนครราชสีมา ทำให้ที่นี่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่รัฐรับรองและคุ้มครอง

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/n2W7g1z9xx32

16 มกราคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" ย้ำคุณค่าครูคือรากฐานชาติ เชิดชูคนสร้างคน เทิดพระเกียรติ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน”

(16 ม.ค. 69) ทุกปีวันที่ 16 มกราคมถูกกำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" เพื่อให้สังคมยกย่องและรำลึกถึงพระคุณครูที่สร้างคนและรองรับการเติบโตทางปัญญาของเด็กไทย ปี 2569 นี้ถือเป็นครั้งที่ 70 ของงานวันครูซึ่งจัดขึ้นโดยคุรุสภาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้ธีม "พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน" เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การจัดวันครูมีรากฐานจาก "พระราชบัญญัติครู" ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างระบบวิชาชีพครูไทยและการก่อตั้งคุรุสภา คุรุสภาจึงเป็นองค์กรกลางที่กำกับดูแลด้านจรรยาบรรณและพัฒนาครู ในปี พ.ศ. 2499 ได้มีมติให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็นวันครูแห่งชาติ โดยมีการจัดงานครั้งแรกในปี 2500

วันครูไม่ใช่เพียงพิธีการเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงความหมายเชิงสังคมที่ลึกซึ้ง ทั้งยืนยันคุณค่าและบทบาทของครูในการสร้างคน สร้างวัฒนธรรมกตัญญูของสังคม และเชิญชวนให้มองเรื่องสภาพแวดล้อมและการสนับสนุนครูเพื่อให้สามารถทำงานได้เต็มที่

สำหรับปีนี้งานวันครูทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคจัดในรูปแบบผสมผสานทั้ง on-site และออนไลน์ พร้อมกิจกรรมต่อเนื่อง สัปดาห์วันครู 11-17 มกราคม 2569 โดยมีพิธีบำเพ็ญกุศลและนิทรรศการเทิดพระเกียรติ

คำชวนที่สะท้อนความหมายของวันครูปีนี้คือ "น้อมจิตคารวะ และระลึกถึงพระคุณครู" ซึ่งเป็นความจริงใจและการกระทำที่ต่อเนื่องที่มีค่ามากกว่าของขวัญราคาแพง

ที่มา : bangkokbiznews.com/sustainability/education/1213714

17 มกราคม ของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช” วันแห่งศิลาจารึกเปลี่ยนประวัติศาสตร์ จากตำนานสู่หลักฐาน มรดกไทยสู่เวทีโลก ตอกย้ำคุณค่ามรดกเอกสารโลก

(17 ม.ค. 69) วันที่ 17 มกราคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" เพื่อรำลึกถึงพระมหากษัตริย์และศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของสมัยสุโขทัยและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเอกสารของโลกโดยยูเนสโกในปี 2003

ศิลาจารึกนี้ไม่เพียงเป็นหลักฐานสําคัญที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์บ้านเมืองและการปกครองสมัยสุโขทัย แต่ยังช่วยยืนยันพัฒนาการของอักษรไทยและการสร้างรัฐในยุคนั้น และวันที่ 17 มกราคมยังเป็นวันที่เจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) เสด็จไปค้นพบจารึกในปี พ.ศ. 2376

แม้จะมีข้อถกเถียงในความแท้จริงของศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเคยถกกันในวงวิชาการ เช่นในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" จึงเป็นวันที่สะท้อนถึงการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ต้องการทั้งความเคารพและการตั้งคำถามไปพร้อมกัน

ในทางปฏิบัติ จังหวัดสุโขทัยและหน่วยงานการศึกษาจะจัดกิจกรรมรำลึก เช่น พิธีสักการะบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ การแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ และงานวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้วันสำคัญนี้เป็นทั้งวันแห่งความศรัทธาและการเรียนรู้

ดังนั้น "วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ไม่ใช่เพียงวันรำลึกบุคคล แต่เป็นวันของ "หลักฐาน" ที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันผ่านศิลาจารึกที่ยังมีชีวิตในแง่การตีความและการรักษาความทรงจำของชาติในโลกยุคข่าวสารรวดเร็ว

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_14628

18 มกราคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันกองทัพไทย” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รำลึกวันยุทธหัตถี วันสำคัญแห่งการปกป้องแผ่นดิน สะท้อนการเสียสละของกองทัพไทย

(18 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 18 มกราคมของทุกปีเป็น "วันกองทัพไทย" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "วันยุทธหัตถี" และ "วันสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" วันสำคัญที่รำลึกเหตุการณ์ชัยชนะครั้งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาภายใต้การนำของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ บริเวณหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน

วันดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่การระลึกถึงวีรกรรม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ โดยกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดพิธีวางพานพุ่มและบวงสรวง และถือเป็นวันหยุดราชการในหน่วยงานบางส่วน

วันกองทัพไทยตั้งอยู่บนการประเมินวันตามหลักฐานพงศาวดารโดยเทียบกับปฏิทินสุริยคติ ยืนยันวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2135 สะท้อนความพยายามทบทวนประวัติศาสตร์และหลักฐานอย่างรอบคอบ ความเปลี่ยนแปลงการกำหนดวันตั้งแต่ 8 เมษายน และ 25 มกราคม สู่วันที่ถูกต้องนี้ เป็นผลจากมติคณะรัฐมนตรีในปี 2548 และ 2549 ที่ให้วันที่ 18 มกราคม เป็นวันยุทธหัตถีและวันกองทัพไทยตามลำดับ

แม้วันกองทัพไทยจะมีรากฐานจากประวัติศาสตร์ แต่ความหมายในยุคปัจจุบันชวนให้สังคม "มองประวัติศาสตร์อย่างมีหลักฐาน" และย้ำถึงความเสียสละของกำลังพลทหาร "เป็นวันชวนคิดมากกว่าวันพิธี" ที่สะท้อนความจำชาติถูกทบทวนและสื่อสารใหม่ต่อคนรุ่นหลัง

"วันกองทัพไทยไม่ใช่เพียงวันรำลึก แต่เป็นวันที่บอกเล่าถึงบทบาทสำคัญของกองทัพในฐานะผู้พิทักษ์แผ่นดินและส่งต่อความภาคภูมิใจในวีรกรรมของทหารไทย" คำกล่าวสะท้อนความหมายของวันสำคัญนี้

ที่มา : https://www.crma.ac.th/18-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/

19 มกราคม 2545 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบ พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นโครงการสนามบินหลักแห่งใหม่ของประเทศไทยอย่างจริงจัง

พิธีวางศิลาฤกษ์ไม่ใช่เพียงพิธีมงคลแต่เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและมีความเชื่อมั่นในโครงการนี้ในด้านงบประมาณและการบริหารงาน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากแผนสู่การลงมือสร้างจริง โดยอาคารผู้โดยสารคือหัวใจของสนามบินและเป็นภาพแรกของประเทศที่ผู้โดยสารเห็นเมื่อเดินทางมาถึง

อาคารผู้โดยสารเป็นเสมือน "ศูนย์กลางการต้อนรับโลก" ที่สะท้อนภาพลักษณ์การเปิดรับการท่องเที่ยว การค้า และโลจิสติกส์ของประเทศ พระราชทานนาม "สุวรรณภูมิ" ซึ่งสื่อความหมายถึง "แผ่นดินทอง" ตอกย้ำความมุ่งมั่นให้สนามบินเป็นศูนย์กลางภูมิภาคและการเชื่อมต่อโลก

ตั้งแต่วันวางศิลาฤกษ์ โครงการสุวรรณภูมิก้าวหน้าสู่การก่อสร้างจนเปิดใช้งานเป็นสนามบินหลักที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมาก เชื่อมโยงไทยกับเมืองโลกสำคัญ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างประเทศ

19 มกราคม 2545 จึงไม่ใช่เพียงวันในอดีต แต่เป็นสัญลักษณ์การเปิดประตูประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่ของการเชื่อมต่อกับโลกอย่างแท้จริง

ที่มา : https://guru.sanook.com/25821/?utm_source

20 มกราคม 2539 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธี ปล่อยเรือหลวงจักรีนฤเบศร หมุดหมายสำคัญของราชนาวีไทย

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2539 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย เมื่อมีพิธีปล่อยเรือหลวงจักรีนฤเบศร (CVH-911) เรือธงและเรือบรรทุกอากาศยานลำแรกของราชนาวีไทย ลงน้ำที่อู่ต่อเรือบาซาน เมืองเฟร์โรล ประเทศสเปน โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธี

พิธีปล่อยเรือลงน้ำถือเป็นก้าวแรกที่เรือได้รับการปลดจากอู่แห้งเพื่อเข้าสู่การติดตั้งและทดสอบระบบอย่างเข้มข้น ตั้งแต่เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า จนถึงดาดฟ้าบินและการรองรับอากาศยาน นับเป็นการประกาศชัดว่าประเทศมีเรือรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่ขั้นตอนทดสอบจริงก่อนขึ้นระวางในปี 2540

ประวัติเรือหลวงจักรีนฤเบศรเริ่มต้นจากการวางกระดูกงูเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2537 ปล่อยลงน้ำในปี 2539 และขึ้นระวางประจำการในปี 2540 เพื่อขยายศักยภาพการปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและความมั่นคงทางทะเลมากขึ้น กองทัพเรือชี้ว่าเรือลำนี้ตอบโจทย์ภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลและสนับสนุนการปฏิบัติการห่างไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการสร้างเรือดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัทบาซานแห่งประเทศสเปน เรือมีรูปแบบดาดฟ้าบินพร้อมสกีจัมพ์ที่ช่วยให้อากาศยานขึ้นบินได้ในพื้นที่จำกัด เป็นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ขนาดเบาที่ผ่านการทดสอบจริงในสเปนก่อนเดินทางมาประจำการในไทย

เหตุการณ์ปล่อยเรือหลวงจักรีนฤเบศรลงน้ำคือการแสดงออกถึงพัฒนาการและศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของราชนาวีไทย ที่ไม่ได้มีเพียงบทบาททางการทหาร แต่ยังเน้นภารกิจช่วยเหลือมนุษยธรรม รวมทั้งเตรียมพร้อมสนับสนุนชาติในสภาพแวดล้อมทางทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา : https://thaitabloid.com/archives/205352?utm_source


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top