Sunday, 7 June 2026
TheStatesTimes

ทำไม ‘พรรคใหญ่’ ชอบคำว่า ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ มากกว่า ‘แก้เป็นมาตรา’

การเมืองไทยมีคำหนึ่งที่ได้ยินบ่อยทุกครั้งที่ประเทศติดหล่ม: “ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ”
ฟังดูเหมือนทางออกที่สวยงาม—รีเซ็ตประเทศให้เริ่มใหม่ แต่ในโลกการเมืองจริง คำนี้มี “มูลค่า” สูงมาก เพราะมันเป็นปุ่มรีเซ็ตกติกาที่กระทบอำนาจโดยตรง

ประเด็นสำคัญคือ “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” เป็นคำที่กว้าง จนแต่ละฝ่ายตีความได้ตามใจ ทำให้พรรคใหญ่จำนวนหนึ่งชอบคำนี้ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าเลือกเส้นทางที่ตรงไปตรงมาอย่าง “แก้รายมาตรา” ที่ต้องตอบให้ชัดว่าแก้อะไรและเพื่อใคร

1) เพราะ ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ คือแพ็กเกจต่อรองที่ใหญ่ที่สุด
การแก้รายมาตราเป็นงานละเอียด ต้องบอกให้ชัดว่าแก้มาตราไหน เปลี่ยนอะไร ผลดี-ผลเสียคืออะไร และใครได้-ใครเสีย
แต่ “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” ไม่ต้องตอบละเอียดตั้งแต่ต้น เพราะยังไม่รู้เนื้อหา พรรคใหญ่จึงใช้มันเป็นแพ็กเกจต่อรองได้ เช่น ต่อรองกับพรรคร่วม/กลุ่มการเมือง/ฐานเสียงว่า “ค่อยไปคุยกันทีหลังในกรรมาธิการ/สภาร่างฯ”
พูดแบบง่ายๆ: คำนี้ให้พื้นที่ดีลมากกว่าคำว่า “แก้รายมาตรา” ที่ตรวจสอบง่ายและปิดช่องพูดกว้าง

2) เพราะมันเป็น ‘ทางลัด’ ที่ทำให้เปลี่ยนหลายเรื่องพร้อมกัน
รัฐธรรมนูญไม่ได้มีแค่เรื่องสิทธิหรือโครงสร้างรัฐสภา แต่มันแตะระบบอำนาจทั้งชุด เช่น ระบบเลือกตั้ง โครงสร้าง/ที่มา/อำนาจขององค์กรตรวจสอบ กระบวนการแต่งตั้งและถ่วงดุล รวมถึงขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ
หากแก้รายมาตรา คุณจะได้ทีละชิ้น และถูกจับตาทีละประเด็น แต่ถ้าทำใหม่ทั้งฉบับ คุณสามารถจัดชุดใหม่ได้พร้อมกันหลายส่วน และผลรวมมันมหาศาลกว่า

3) เพราะ ‘ฉบับใหม่’ เป็นคำขวัญที่ขายง่ายกว่านโยบายปากท้อง
การหาเสียงด้วย “รัฐธรรมนูญใหม่” มีข้อดีทางการตลาดการเมือง: ย่อให้เหลือประโยคเดียวได้ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าแก้เกมใหญ่ และโยนความผิดไปที่ “กติกา” ได้ทันทีเมื่อแก้เศรษฐกิจยาก
ในภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นโจทย์หนัก คำว่า “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” ทำหน้าที่เป็นธงรวมมวลชนที่ใช้เรียกพลังได้เร็ว แม้รายละเอียดจริงยังไม่ชัด

4) เพราะมันช่วย ‘ล้างกระดานความเสี่ยง’ ที่ผูกกับนักการเมืองบางกลุ่ม
ประเด็นที่คนจำนวนหนึ่งกังวลไม่ใช่แค่ชอบ/ไม่ชอบฉบับเดิม แต่คือคำถามว่า การทำใหม่ทั้งฉบับจะกลายเป็นการรีเซ็ตด่านตรวจสอบบางอย่างหรือไม่
ย้ำให้ชัด: นี่ไม่ใช่การกล่าวหาว่า “ทุกคน” ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ในเชิงโครงสร้าง พรรคและนักการเมืองย่อมประเมินว่า กติกาแบบไหนเสี่ยงกับตนเอง และกติกาแบบไหนคุมเกมได้มากกว่า
ดังนั้น “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” จึงเป็นคำที่เปิดช่องให้เปลี่ยนสมดุลการถ่วงดุลได้ หากคุมกระบวนการร่างได้

5) เพราะมันเป็น ‘คำกลาง’ ที่พูดแล้วไม่เสียคะแนนทันที
พรรคใหญ่มีฐานเสียงหลากหลาย บางส่วนอยากแก้มาก บางส่วนไม่อยากแตะ การพูดว่า “แก้รายมาตรา” ต้องระบุจุดยืนชัด อาจเสียคะแนนจากอีกฝั่ง
แต่การพูดว่า “ทำใหม่ทั้งฉบับ” พรรคสามารถพูดได้สองแบบพร้อมกัน: กับฝ่ายที่อยากเปลี่ยนคือ “เราจะเปลี่ยนให้หมด” กับฝ่ายที่กลัวแตะบางหมวดคือ “ไม่ต้องห่วง เรามีกรอบ/ไม่แตะเรื่องนั้น”
คำเดียว แต่ใช้สื่อสารคนละแบบกับคนละกลุ่มได้ นี่คือเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่พรรคใหญ่ชอบ

6) เพราะ ‘ฉบับใหม่’ ทำให้คนถามน้อยกว่า ‘คุณจะแก้มาตราไหน’
สังคมตรวจสอบง่ายขึ้นเมื่อคำถามเฉพาะเจาะจง เช่น คุณจะแก้ระบบเลือกตั้งแบบไหน คุณจะแก้กลไกตรวจสอบตรงไหน คุณจะแก้เรื่องคุณสมบัติ/จริยธรรมอย่างไร
แต่เมื่อเป็น “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” การตรวจสอบยากขึ้น เพราะคำตอบถูกเลื่อนไปอนาคต: “ค่อยไปดูตอนร่าง”
สุดท้ายประชาชนอาจถูกขอให้ “เชื่อก่อน” แล้วค่อย “อ่านทีหลัง” ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงทางประชาธิปไตยที่สุด

รีเซ็ตรัฐธรรมนูญใหม่

เมื่อพรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ กับคำถามที่ต้องตอบ แค่คำว่า ‘ใหม่’ ยังไม่พอ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ‘ใหม่เพื่อใคร?’

ทำไม ‘ภาคใต้’ และ ‘ชุมพร’ ถึงโหวตเห็นชอบสูงผิดปกติในประชามติปี 59: โครงสร้างการเมือง + ฐานสังคมรัฐ + สนามประชามติที่ไม่แฟร์

ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. 2559 ออกมาแบบ “เห็นชอบ” ชนะทั้งประเทศ แต่ถ้าดูรายภาค–รายจังหวัด จะเห็นชัดว่ามีพื้นที่หนึ่งที่เห็นชอบ “พุ่งเกินค่าเฉลี่ย” แบบทิ้งห่าง คือภาคใต้ โดยเฉพาะ “ใต้ตอนบน” และจังหวัดอย่างชุมพรที่เห็นชอบสูงถึง 90.04% (208,068 ต่อ 23,004)
คำถามคือ ทำไม “เห็นชอบ” ถึงสูงขนาดนั้น?
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ: เพราะการโหวตครั้งนั้นไม่ใช่แค่ “ชอบ–ไม่ชอบเนื้อหา” แต่มันคือการเลือก “ข้างของระเบียบการเมือง” ในช่วงที่ประเทศถูกคุมเกม—และภาคใต้ตอนบนจำนวนมากอยู่ในกลุ่มที่เลือกความนิ่ง เลือกฝ่ายรัฐ เลือกกันการเมืองขั้วตรงข้าม มากกว่าการเสี่ยงลากประเทศยาวออกไป

1) ภาคใต้ตอนบน–ตอนกลางมี “ฐานสนับสนุนรัฐ/กองทัพ” สูงกว่าพื้นที่อื่น
บทวิเคราะห์ทางวิชาการชี้ว่า ‘ค่าย Yes’ ไม่ได้ชนะเพราะเนื้อหาดีเลิศ แต่เพราะกองทัพและเครือข่ายรัฐมีฐานสังคมหนุนอยู่จริง ทั้งชนชั้นกลาง/บน ระบบราชการ ตุลาการ มหาวิทยาลัย และทุนใหญ่ อีกทั้งมีข้อสังเกตว่า ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ กองทัพมีแรงสนับสนุนสำคัญในภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง
ถ้าภาคใต้บางส่วนเชื่อสถาบันรัฐมากกว่านักการเมือง ผลจึงถูกแปลออกมาเป็นภาษาง่ายๆ แบบนี้: โหวต “รับ” = เลือกความสงบ/ความเป็นระเบียบ และโหวต “ไม่รับ” = เสี่ยงยื้อความไม่แน่นอน

2) ชุมพร: จังหวัดตัวอย่างของ ‘ใต้ตอนบน’ ที่เข้าแพตเทิร์นรัฐนิยมชัดที่สุด
ชุมพรไม่ได้เห็นชอบสูงแบบเฉียดๆ แต่สูงแบบเกือบเอกฉันท์ 90.04% ในเชิงโครงสร้าง ชุมพรอยู่ในใต้ตอนบนที่มักถูกมองว่าเป็นโซนที่ฐานสังคมของรัฐ/ระบบราชการเข้มแข็ง เมื่อฐานความคิดหลักของพื้นที่คือ ‘รัฐต้องคุมเกมเพื่อกันการเมืองเละซ้ำ’ การโหวตรับร่างจึงกลายเป็นการโหวตแบบเลือกทีม มากกว่าการอ่านมาตรา

3) ภาคใต้ไม่ได้เป็นก้อนเดียว: ชายแดนใต้ ‘ไม่รับ’ แต่ใต้ตอนบน ‘รับท่วม’
ข้อเท็จจริงที่ทำให้ข้อสรุปนี้หนักแน่นขึ้นคือ ภาคใต้มีความต่างภายในชัดมาก จังหวัดชายแดนใต้บางจังหวัด ‘เห็นชอบ’ ต่ำ เช่น ปัตตานี 35.02% และนราธิวาส 36.04% แปลว่าไม่ใช่ ‘คนใต้รับหมด’ แต่เป็น ‘โซนใต้ตอนบน/ตอนกลาง’ ที่รับแรงมาก และชุมพรคือปลายสุดของกราฟนั้น

4) ปัจจัยที่คนชอบมองข้าม: สนามประชามติปี 59 ถูกวิจารณ์ว่า ‘ไม่เสรี ไม่แฟร์’
อีกมุมหนึ่งที่ทำให้ต้องอ่านตัวเลขอย่างระวังคือ บริบทประชามติปี 59 ถูกวิจารณ์เรื่องข้อจำกัดการรณรงค์และการวิพากษ์วิจารณ์ มีรายงานถึงการจับกุม/ดำเนินคดีต่อผู้รณรงค์หรือแสดงความเห็น การควบคุมพื้นที่ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างบรรยากาศกดทับ เมื่อสนามมันเอียง พื้นที่ที่รัฐเข้มแข็งและเครือข่ายราชการแน่น ผลก็มีแนวโน้มจะเทไปทางที่รัฐต้องการได้ง่ายกว่า

แยกขั้วชัดเจน!! ศึกประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ทีมเห็นชอบ: ประชาชน, เพื่อไทย, ภูมิใจไทย, ปชป. ขณะที่ ทีมไม่เห็นชอบ: รักชาติ,รทสช., พปชร., ไทยภักดี และคุณล่ะอยู่ทีมไหน?

เช็กชื่อชัดๆ! พรรคไหน ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” สรุปจุดยืนล่าสุด ของพรรคการเมืองไทยต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใครอยู่ฝั่งไหน ดูได้ในภาพเดียว!

ลูกมาก...ไม่ยากจน ส่อง...สองมหาเศรษฐีที่มีลูกกว่า 100 คน

บุคคลรายแรกคือ Xu Bo มหาเศรษฐีชาวจีนแม้จะเรียนไม่จบมัธยมปลาย แต่เป็นผู้สร้างเกมยอดฮิต Fantasy Westward Journey เป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของ  Guangzhou Duoyi Network เขามีลูกมากกว่า 100 คนจากหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญในหลายประเทศ ในส่วนของลูกที่เกิดจากหญิงอเมริกัน Xu ทุ่มเงินให้กับนางแบบและนักศึกษาปริญญาเอกหญิงที่มีผลการทดสอบไอคิวสูงเป็นพิเศษเพื่อแลกกับไข่ของพวกเธอ จากนั้นก็จ้างหญิงอเมริกันที่รับจ้างอุ้มท้องแบบสุ่มเพื่ออุ้มท้องเด็กที่ถูกสร้างขึ้นในห้องแล็บโดยใช้เชื้ออสุจิของเขาและไข่ของ "ผู้หญิงที่ยอดเยี่ยม" เหล่านั้น โดยเขามีเป้าหมาย 3 ประการ 

ประการแรก Xu Bo ต้องการลูกสาวและลูกชายที่สูงและสวยงามเป็นพิเศษจากนางแบบเหล่านี้ เพื่อที่จะได้แต่งงานกับครอบครัวชนชั้นสูงทั้งในตะวันตกและตะวันออก และสร้างความมั่งคั่งให้แก่คนรุ่นหลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก 

ประการที่สอง เขาต้องการทายาทที่ฉลาด ด้วยเชื่อว่าลูกชายซึ่งเป็นลูกครึ่งของเขากับหญิงชาวอเมริกันจะฉลาดและมีความสามารถในการสืบทอดธุรกิจของเขาเมื่อเขาแก่ชรา 

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เขาต้องการให้ลูก ๆ ของเขาคลอดจากแม่ชาวอเมริกันในอเมริกา เพื่อให้ลูกชายและลูกสาวของเขามีสัญชาติอเมริกันควบคู่ไปกับสัญชาติจีน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถเก็บสะสมความมั่งคั่งไว้ในต่างประเทศได้ และเขากำลังวางแผนสำรองไว้ เพราะไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเกมอำนาจของศตวรรษที่ 21 เขาจะยังสามารถอาศัยอยู่ได้ในทั้งสองประเทศ 

แต่ Tang Jing อดีตคนรักของ Xu Bo อ้างว่า เขาเป็นพ่อของลูกราว 300 คน ทั้งสองอยู่ด้วยกันมา 14 ปี แต่ไม่เคยแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เธอยังกล่าวอีกว่าในการพิจารณาคดี ศาลตัดสินให้เธอชนะและปฏิเสธคำเรียกร้องค่าเสียหาย 300 ล้านหยวนของ Xu เธอยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันเธอกำลังเลี้ยงดูลูก 11 คนที่เกิดกับ Xu ด้วยตัวเอง และกำลังต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการดูแลลูกสาวสองคนของพวกเขา ต่อมาเครือข่าย Duoyi ของ Xu ได้ออกแถลงการณ์ว่า “ผู้ใช้รายนี้” ได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จทางออนไลน์ และเรียกร้องให้แพลตฟอร์มดำเนินการโดยทันที ต้นเดือนธันวาคม 2025 บริษัทของ Xu Bo  ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นพ่อของลูกมากกว่า 100 คนผ่านการอุ้มบุญในสหรัฐอเมริกา โดยโต้ตอบหนังสือพิมพ์ The Journal กล่าวว่าสำนักข่าวดังกล่าวได้ “จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข้อมูลเท็จ” แถลงการณ์ระบุว่า มีเด็กเพียง 12 คนที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯจากจำนวนเด็ก ๆ ที่เขามีกว่า 100 คน

สำหรับรายที่สองคือ Pavel Durov มหาเศรษฐีผู้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Telegram ผู้มีลูกมากกว่า 100 คนเช่นเดียวกันกับ Xu Bo เขาเกิดในรัสเซีย ได้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ VKontakte (VK) ในปี 2006 ต่อมาในปี 2014 เขาถูกบีบให้ออกจาก VK หลังจากการพิพาทกับเจ้าของใหม่ของบริษัทและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากประเทศ ในปี 2013 เขาและ Nikolai Durov พี่ชายได้พัฒนา Telegram และในปี 2017 พวกเขาย้ายไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Telegram ในปัจจุบัน

เลือกตั้ง’69 EP#4 ระวัง...กับดัก “ประชามติ”

สิ่งหนึ่งซึ่งจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่จะมาถึง วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คือ  พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องออกเสียงประชามติสำหรับคำถามเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ? 
หากเห็นชอบมากกว่าจะทำให้มีการร่าง/จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากไม่เห็นชอบจะได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ต่อไป

ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งมีฉายาว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” สะท้อนเจตนารมณ์ของคณะผู้ร่างที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดได้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น อันถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ด้วยมีบทบัญญัติที่กำหนดให้ 
-    คดีทุจริตไม่มีอายุความ และห้ามเดินทางออกนอกประเทศระหว่างการดำเนินคดี
-    โทษสูงสุดในการทุจริตโกงกินคือ ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
-    ร่ำรวยผิดปกติ หรือฟอกเงิน จำคุกสูงสุด 30 ปี และถูกยึดทรัพย์
-    บริหารประเทศจนเกิดความเสียหาย จำคุกสูงสุด 30 ปี

จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่นักการเมืองไม่พึงปรารถนา แต่จะปราบโกงได้หรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาจากผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว 3 คน โดย 2 คนต้องพ้นจากตำแหน่ง กอปรกับฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยมได้เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งแนวคิดของคนเหล่านั้นเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของไทยที่ดำรงคงความเป็นชาติมาแล้วกว่า 800 ปี ดังข้อเขียนของรองศาสตราจารย์อาวิน อินทรังษี คณบดี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เขียนไว้ใน Facebook “Arwin Intrungsi” ว่า

ไม่มีสถาบันกษัตริย์ใดในโลกพังลงเพราะประชาชนตื่นขึ้นมาเกลียดกษัตริย์พร้อมกันทั้งประเทศ แต่ทุกสถาบันที่ล่ม ล้วนถูกทำให้ล้มทีละชิ้น อย่างเป็นระบบและแนบเนียน ประวัติศาสตร์ไม่ได้เตือนเราด้วยคำพูด แต่มันเตือนเราด้วยซากประเทศที่แตกเป็นเสี่ยง และสูตรนั้นกำลังถูกใช้ซ้ำอีกครั้ง เริ่มจาก “กติกา” ก่อนเสมอ ทุกครั้งที่ฝ่ายซ้ายในโลกต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ พวกเขาไม่เริ่มจากการโค่นกษัตริย์ แต่เริ่มจากการบอกว่า “เราขอแค่แก้รัฐธรรมนูญ”
-    สเปน ปี 1931: รัฐธรรมนูญใหม่ถูกเสนอในนามของความก้าวหน้า แต่เนื้อแท้คือการตัดอำนาจเชิงโครงสร้างของสถาบัน ผลลัพธ์ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่งดงาม แต่คือสงครามกลางเมือง เลือด และความแตกแยกยาวนาน
-    รัสเซีย ปี 1917: ซาร์ยังอยู่ แต่ไม่มีอำนาจ และเมื่อสถาบันกลายเป็นเพียงเงา การล้มก็เป็นเพียงพิธีกรรมขั้นสุดท้าย

รัฐธรรมนูญคือด่านแรก ใครก็ตามที่บอกว่า “ไม่เกี่ยวกับสถาบัน” ควรถูกตั้งคำถามก่อนเสมอ
ทำให้กองทัพ “แพ้” โดยไม่ต้องรบ ไม่มีระบอบกษัตริย์ใดอยู่ได้ หากกองทัพอ่อนแอ และไม่มีฝ่ายซ้ายใดโง่พอจะปะทะกองทัพตรง ๆ วิธีที่ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ด้อยค่ากองทัพ ตัดงบประมาณ ทำให้คำว่า “ทหาร” กลายเป็นภาพลบในสังคม
-    ฝรั่งเศสก่อนปี 1789: กองทัพขาดงบ ไร้เกียรติ นายทหารถูกวาดภาพเป็นศัตรูของประชาชน เมื่อการปฏิวัติมาถึง กองทัพไม่เหลือพลังจะปกป้องอะไรเลย
-    อิหร่าน ปี 1979: กองทัพของพระเจ้าชาห์ไม่ได้แพ้ในสนามรบ แต่แพ้ในสนามศีลธรรม และเมื่อทหารลังเล ระบอบก็จบ

สูตรอันตรายที่สุด: แยกทหารผู้น้อยออกจากกองทัพ ถ้ามียุทธศาสตร์ใดที่การปฏิวัติทุกครั้งต้องใช้ มันคือการทำให้ทหารไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา
-    รัสเซีย ปี 1917: เกิด “สภาทหาร” ของทหารชั้นผู้น้อย คำสั่งกลายเป็นเรื่องต่อรอง กองทัพกลายเป็นฝูงชนติดอาวุธ
-    จีนคอมมิวนิสต์ คำว่า “ทหารของประชาชน” ถูกใช้เพื่อดึงทหารออกจากความจงรักภักดีเดิม เมื่อกองทัพไม่ขึ้นกับสถาบันใด สถาบันนั้นย่อมพัง นี่ไม่ใช่อุดมการณ์ นี่คือเทคนิค

และเมื่อโจมตีสถาบันไม่ได้ ก็โจมตี “คุณค่า” ในโลกสมัยใหม่ การล้มสถาบันไม่จำเป็นต้องล้มตัวบุคคล แค่ทำให้คุณค่าที่สถาบันยืนอยู่ กลายเป็นของน่ารังเกียจ ยุโรปทำลายศีลธรรมศาสนา ก่อนโค่นกษัตริย์ คอมมิวนิสต์ทำลาย “วัฒนธรรมเก่า” ก่อนยึดอำนาจ ในประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่นโยบาย แต่คือ สายใยทางศีลธรรม ระหว่างสถาบันกับประชาชน กลับถูกบิดเบือนให้กลายเป็น “การกดให้จน” “เครื่องมือชนชั้นนำ” นั่นไม่ใช่การวิจารณ์ แต่นั่นคือการตัดราก

เคทีซี-แสนสิริเดินเกมกลยุทธ์ หนุนคนไทยมีบ้านง่ายขึ้น

เคทีซีและแสนสิริ สองผู้นำในแวดวงการเงินและอสังหาริมทรัพย์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนไทย ผ่านการผสานจุดแข็งด้านโครงการคุณภาพของแสนสิริ และโซลูชันทางการเงินที่ยืดหยุ่นจากเคทีซี 

นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “เคทีซีไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล แต่เรามุ่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของสมาชิก ความร่วมมือกับแสนสิริสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการเป็น ‘ผู้ช่วยทางการเงิน’ ที่เข้าใจความต้องการของคนไทยในทุกไลฟ์สไตล์ โดยออกแบบสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้การมีบ้านไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง และยังสนับสนุนการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยอย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ช่วยเสริมวินัยทางการเงิน และเปิดทางเลือกที่หลากหลายให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างสอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง”

นางสาวศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด กล่าวว่า “แสนสิริเชื่อว่าที่อยู่อาศัยคือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี ความร่วมมือกับเคทีซีครั้งนี้ เป็นการนำความเชี่ยวชาญของทั้งสององค์กรมาเติมเต็มกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงอสังหาริมทรัพย์กับโซลูชันทางการเงิน เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านการเงิน และเปิดโอกาสให้คนไทยมีบ้านได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้นและมั่นใจมากขึ้น เรามองดีลนี้ในเชิงกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อสร้างทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับผู้บริโภคและขับเคลื่อนตลาดที่อยู่อาศัยไทย”

เหตุผลที่นักการเมืองกลัวรัฐธรรมนูญปี 60

ถูกปลุกปั่นให้กลายเป็นกฎหมายเผด็จการ แต่หากมองเหตุผลอย่างถ่องแท้ ก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 สร้างความ 'หวาดกลัว' ต่อบรรดานักการเมือง จนต้องต้องหาแนวร่วม 'ประชาชน' มาช่วยกัน 'ล้มล้าง' ให้สิ้น

‘เจษฎ์’ ฝาก ‘วิโรจน์’ เคลียร์ด้อมส้ม โอดโดนทัวร์ลงหนักโลกออนไลน์ แต่โลกความจริงกำลังใจเพียบ แฉเบื้องหลัง "IO สีเทา-เว็บพนัน" จี้ กกต. เร่งสอบเส้นทางเชื่อมโยงพรรคการเมือง 

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เปิดใจหลังลงสนามการเมืองเต็มตัว ยอมรับ "งง" เจอถล่มยับทั้งที่เพิ่งเริ่ม แฉข้อมูลเชิงลึก เชื่อมีขบวนการ "สีเทาออนไลน์" ใช้ AI และเครือข่ายเว็บพนันปั่นกระแสโจมตี จี้ กกต. ตรวจสอบด่วน หวั่นเงินสีเทาครอบงำการเลือกตั้ง

แม้ตนจะไม่เคยเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองโดยตรงมาก่อน แต่เมื่อก้าวเข้ามาทำหน้าที่นี้ กลับต้องเผชิญกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (Information Operations) ที่รุนแรงและผิดปกติ ซึ่งตนถูกโจมตีอย่างหนักในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหน โดยมีการระบุพาดพิงถึงกลุ่มการเมืองสีหนึ่งว่า "สีส้มชอบผมมาก ขยับขวาโดนด่าห้าพันที ขยับซ้ายโดนด่าสองพันที รวมๆ แล้วเป็นหมื่นเป็นแสน" ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงมีการระดมโจมตีที่รุนแรงขนาดนี้

 รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้เน้นย้ำถึงข้อมูลที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ที่ชี้ว่าศักยภาพในการระดมโจมตีระดับนี้ คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือระดับสูงอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครือข่ายบอท (Bot)

"ผู้เชี่ยวชาญบอกผมว่า พวกที่มีความสามารถในการทำ IO ผ่านออนไลน์ มักจะเป็นพวกเดียวกับ 'สีเทา' ในโลกออนไลน์ พวกเว็บพนัน หรือพวกที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการปลุกปั่นยุยง" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ขณะที่มีข้อสังเกตเชื่อมโยงกับกรณีที่ นายไชยชนก (ชิดชอบ) เคยออกมาเตือนเรื่องกลุ่มทุนสีเทาในโลกออนไลน์ โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า เมื่อตรวจสอบบัญชีผู้ใช้งานที่เข้ามาโจมตีตน พบความผิดปกติที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นกลุ่มเดียวกับเครือข่ายธุรกิจสีเทาเหล่านี้

จึงขอเรียกร้องไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเตือนว่าหากมีการเชื่อมโยงกันจริงระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มธุรกิจสีเทา เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกตั้ง ถือเป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตย

"ถ้ามันเชื่อมโยงกันจริง อันตรายครับ รบกวน กกต. ตรวจสอบให้ดี ถ้าเอาสีเทาสีดำมารวมกันแล้วใช้ในการเลือกตั้ง ต้องจัดการ"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top