Friday, 5 June 2026
TheStatesTimes

“จีน” ชี้ “สหรัฐฯ” บ่อนทำลายห่วงโซ่!! กระทรวงพาณิชย์จีนวิจารณ์การควบคุมชิป ย้ำ "สหรัฐฯ ทำลายเสถียรภาพโลก" เรียกร้องยุติมาตรการเลือกปฏิบัติ กระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

เมื่อวันพฤหัสบดี (4 มิ.ย.) เหอหย่งเฉียน โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่าการที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกในทางที่ผิดได้บ่อนทำลายเสถียรภาพห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอย่างรุนแรง

เหอกล่าวถ้อยคำข้างต้นเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งมุ่ง "ปิดช่องโหว่ข้อบังคับ" ที่เกี่ยวข้องกับชิป โดยระบุว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกในทางที่ผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ สิ่งนี้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของบริษัทจีน บั่นทอนระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ และบ่อนทำลายเสถียรภาพห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก พร้อมสำทับว่าจีนคัดค้านการกระทำดังกล่าวมาโดยตลอด

จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ แก้ไขการกระทำที่ไม่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด ยุติมาตรการเลือกปฏิบัติต่อจีน และร่วมรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานโลก

ที่มา : Xinhua

ร้านอาหารโตโดดเด่น!! ยอดขายทะลุล้านในโครงการใหม่ ปุ๊ เย็นตาโฟใช้สูตรลับเพิ่มมูลค่าออเดอร์ PREP & POUR ยอดขายโตเกือบ 10 เท่า แกร็บฟู้ดสนับสนุนโครงการ 60/40 ค่าคอม 9%

เปิดใจ 2 ร้านสุดปัง โกยออเดอร์ทะลุล้าน-ยอดขายโต 10 เท่า
ถอดสูตรความสำเร็จเดลิเวอรีพร้อมลุย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”

ท่ามกลางบรรยากาศความคึกคักของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ก่อนที่จะเปิดให้ร้านอาหารลงทะเบียนเลือกเข้าร่วมแพลตฟอร์มเดลิเวอรีในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ หลายแพลตฟอร์มได้ทำแคมเปญพิเศษเพื่อขานรับโครงการฯ อย่างแกร็บฟู้ดที่มีการลดค่าคอมมิชชันให้เหลือ 9% แถมด้วยแพ็คเกจสิทธิประโยชน์ถึง 10 เด้งเพื่อสนับสนุนเหล่าร้านอาหาร ซึ่งหากย้อนดูความสำเร็จจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เมื่อปีที่ผ่านมา มีร้านอาหารหลายแห่งที่สามารถต่อยอดโอกาสจากโครงการดังกล่าวจนสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ  “ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” ที่สามารถสร้างรายได้ทะลุหลักล้าน และ “PREP & POUR by Kitchen 501” ที่มียอดขายเติบโตต่อเนื่องสูงเกือบ 10 เท่าแม้จะจบโครงการไปแล้ว ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารในการเตรียมความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

“ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” 

ราคาดี ระบบเป๊ะ สูตรลับยอดขายโตทะลุล้าน 

สำหรับร้าน “ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” ภายใต้การดูแลของ นุ้ย - อรุณี เอื้อวิทยาศุภร เบื้องหลังยอดขายทะลุล้านมาจากแนวคิด “อาหารคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้” รวมถึงการใช้กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าออเดอร์ผ่านการนำเสนอตัวเลือกท็อปปิ้งมากกว่า 15 อย่างเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกตามความชอบ ซึ่งเห็นได้ชัดจากช่วงคนละครึ่งพลัสที่ลูกค้ามีการสั่งตัวเลือกท้อปปิ้งเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ จนทำให้มูลค่าต่อออเดอร์สูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันทางร้านยังให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการสั่งวัตถุดิบตรงจากต้นทาง และการตั้งราคาที่เข้าถึงได้เพื่อขยายฐานลูกค้าในระยะยาว

แม้การขายอาหารบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ร้านเติบโตอย่างต่อเนื่อง    มาตลอด 10 ปี และเพื่อให้ไม่พลาดโอกาสของธุรกิจ เมื่อมีโครงการคนละครึ่งพลัสในปีที่ผ่านมา ทางร้านจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บฟู้ด จนยอดขายเดลิเวอรีในช่วงนั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวและทำรายได้ทะลุหลักล้านภายในระยะเวลา 2 เดือน ทั้งยังช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ได้เกือบ 70% 

“ช่วงที่ออเดอร์เข้ามาพร้อมกันจำนวนมากถือเป็นช่วงที่ท้าทายมาก แต่ระบบการจัดการคำสั่งซื้อของแกร็บฟู้ดช่วยให้ร้านบริหารจัดการได้คล่องตัวขึ้นมาก ทางร้านสามารถเลือกกดรับออเดอร์เพื่อจัดการเวลาในการเตรียมอาหารให้เหมาะสมกับการส่งต่อให้กับไรเดอร์ หรือปิดรับออเดอร์ชั่วคราวเพื่อระบายงานในครัวได้ ทำให้ทุกออเดอร์ถูกจัดการตามลำดับอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยจัดการความคาดหวังของลูกค้า ลดปัญหาการโทรติดตามอาหารหรือไรเดอร์มารอหน้าร้าน เพราะทุกฝ่ายเห็นเวลาการจัดส่งที่ชัดเจนตรงกัน” อรุณี กล่าว 

“ทุกวันนี้หากร้านอาหารยังไม่เปิดขายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ก็อาจพลาดโอกาสสำคัญในการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก เพราะช่องทางนี้เปรียบเสมือนการขยายสาขาไปถึงบ้านลูกค้าโดยไม่ต้องลงทุนเปิดหน้าร้านใหม่ โดยเฉพาะในช่วงโครงการของรัฐอย่าง ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ซึ่งหากร้านสามารถส่งมอบคุณภาพและบริการที่ดีได้ตั้งแต่ครั้งแรก ก็มีโอกาสต่อยอดเป็นลูกค้าประจำได้ในระยะยาวทั้งในแอปฯ และหน้าร้าน” อรุณี กล่าวเสริม

โครงการรัฐคือโอกาส คุณภาพคือความยั่งยืน

“PREP & POUR by Kitchen 501” ยอดขายพุ่งสูงเกือบ 10 เท่า

“PREP & POUR by Kitchen 501” ร้านอาหารเดลิเวอรีสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดของ พิม - ศิริพิม อภินันทกุลชัย ที่เกิดจากความตั้งใจยกระดับอาหารเดลิเวอรีให้เป็นมื้อคุณภาพ โดยนำประสบการณ์จากธุรกิจ Chef’s Table มาผสานกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกและคุณภาพ 

ย้อนกลับไปในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ร้านเริ่มเปิดดำเนินการและยังถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ จากเดิมที่เคยลองผิดลองถูกร่วมเปิดร้านในหลายแพลตฟอร์ม แต่เมื่อโค้งสุดท้ายก่อนถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เธอเลือกเข้าร่วมกับแกร็บฟู้ด พร้อมลงโฆษณาบน GrabAds เพื่อเพิ่มการมองเห็น จนเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “ข้าวสตูว์เนื้อ” และ “ข้าวหน้าไก่ซูวี” กลายเป็นกระแสบอกต่อและครองใจลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว 

“คนละครึ่งพลัสถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ร้านมียอดสั่งซื้อเฉลี่ยวันละประมาณ 20 ออเดอร์ แต่ในช่วงโครงการฯ ยอดขายกลับเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 40–50 ออเดอร์ต่อวัน โดยสิ่งที่ทำให้ร้านเติบโตต่อเนื่องหลังจบโครงการฯ คือการนำข้อมูลยอดขายและพฤติกรรมลูกค้ามาวิเคราะห์แบบวันต่อวัน จนนำมาสู่การจัดเซ็ตเมนูขายดี อย่าง ‘Full Set เซ็ตอิ่มจบในชุดเดียว’ และ ‘Duo Deal เมนูสั่งคู่ถูกกว่า’ เพื่อเพิ่มยอดขายต่อบิล” ศิริพิม กล่าว 

อีกหนึ่งเคล็ดลับคือการใส่ใจทุกรีวิวหรือเสียงตอบรับจากลูกค้า เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาสินค้าและบริการ จนทำให้ร้านสามารถเปลี่ยนลูกค้าใหม่จากช่วงแคมเปญให้กลายเป็นลูกค้าประจำ อีกทั้งยังต่อยอดสู่การทำอาหารกล่องสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร (Corporate Catering) ได้สำเร็จโดยมียอดขายรวมเติบโตขึ้นกว่าช่วงเริ่มต้นเปิดร้านถึงเกือบ 10 เท่า

“สำหรับเรา การเลือกแพลตฟอร์มเดลิเวอรีคือการเลือกพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยให้ร้านเติบโต อยากฝากถึงผู้ประกอบการที่กำลังตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ที่กำลังจะเริ่มเร็วๆ นี้ว่า รูปอาหารคือประตูบานแรกที่ดึงลูกค้าเข้ามาแต่สิ่งที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาสั่งซื้อซ้ำคือ คุณภาพอาหารที่ดี รสชาติคงที่ และต้องเสิร์ฟได้จริงเหมือนในภาพ เพราะความประทับใจในมื้อแรกคือจุดเริ่มต้นของลูกค้าประจำในระยะยาว” ศิริพิม กล่าวปิดท้าย
นี่คือผลลัพธ์เมื่อคุณภาพของร้านอาหารผสานเข้ากับระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งเทคโนโลยีสนับสนุนและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งในปีนี้ แกร็บฟู้ด พร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อสนับสนุนการต่อยอดโอกาสจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ที่กำลังจะมาถึง พร้อมเปิดรับร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯกับแกร็บฟู้ด เพื่อรับค่าคอมมิชชันพิเศษ 9% เสริมด้วยแพ็คเกจสิทธิประโยชน์ถึง 10 เด้ง ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

สามารถติดตามรายละเอียดการสมัครและสิทธิประโยชน์ของโครงการฯ เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง https://merchant.grab.com/th-th/blog/tct26 หรือ LINE Official: @GrabMerchantTH

* แอปสั่งอาหารยอดนิยมอันดับ 1 ในไทยปี 2025 โดย Kantar

รศ.ดร.กิริยา เศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้บอร์ดปรับแรงงาน!! ปรับค่าจ้างฝีมือ 129 อาชีพ เคาะฐานเงินเฟ้อ 2.9% ทุกปี เสนอขยายสาขาเพิ่มความโปร่งใส จี้รัฐช่วยลดภาระ SMEs

หนุนปรับค่าจ้างฝีมือ 129 อาชีพ แนะเคาะเพิ่มทุกปีตาม ‘เงินเฟ้อ’ จี้รัฐลดค่าครองชีพ ไม่โยนภาระ SMEs

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ บอร์ดค่าจ้างปรับค่าแรงตามฝีมือ 129 อาชีพ เป็นทิศทางที่ดี แต่ควรอธิบายที่มาตัวเลข 2.9% ที่ใช้เป็นฐานคำนวณให้ชัด พร้อมเดินหน้า “ขยายกลุ่มอาชีพ – ยกระดับความโปร่งใสระบบไตรภาคี - ส่งเสริมการรวมตัวส่งเสียงถึงระดับนโยบาย” ระบุ ขึ้นค่าจ้างตามฝีมือไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ปรับ “ค่าจ้างขั้นต่ำ” และต้องไม่โยนให้เป็นภาระ SMEs ฝ่ายเดียว แต่รัฐควรช่วยลดค่าครองชีพด้วย

รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นทิศทางที่ดีที่คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) มีมติเห็นชอบปรับเพิ่มค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 129 สาขา โดยใช้อัตรา 2.9% เป็นฐานเริ่มต้นในการคำนวณ พร้อมพิจารณาปรับเพิ่มให้เหมาะสมกับทักษะฝีมือและสอดรับความต้องการตลาดแรงงาน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีแผนหรือความชัดเจนในการปรับค่าจ้างแรงงานกลุ่มนี้ แต่คณะกรรมการค่าจ้างก็ควรชี้แจงถึงหลักเกณฑ์หรือที่ไปที่มาของตัวเลข 2.9% และตัวเลขที่จะปรับขึ้นจากฐานนี้ในแต่ละสาขาอาชีพ ว่ามาได้อย่างไรด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจ สามารถประเมินความเหมาะสมของตัวเลขได้

อย่างไรก็ตาม คิดว่าตัวเลข 2.9% มาจากอัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือน เม.ย. 2569 เพราะตัวเลขเงินเฟ้อก็อยู่ที่ 2.9% เช่นกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะช่วยรักษากำลังซื้อของแรงงานได้ในระดับหนึ่ง ส่วนตัวสนับสนุนให้คณะกรรมการค่าจ้างปรับอัตราฐานในการคำนวณตามเงินเฟ้อทุกปี เพื่อช่วยให้แรงงานได้รับค่าจ้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความเป็นจริง

สำหรับแนวทางในระยะต่อไป คณะกรรมการค่าจ้างควรพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมอีก 3 ส่วน เพื่อให้การปรับค่าจ้างเกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประกอบด้วย

1. การขยายสาขาอาชีพที่ถูกกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มช่องทางเข้าถึงการฝึกอบรม การทดสอบ และการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้แรงงานสาขาอาชีพอื่นๆ อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และแรงงานนอกระบบ มีโอกาสได้รับค่าจ้างที่สอดรับทักษะฝีมือของตัวเอง

2. ยกระดับความโปร่งใสและคุณภาพของระบบไตรภาคี และระบบข้อมูลตลาดแรงงานของประเทศ การกำหนดค่าจ้าง โดยเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ ควรตั้งอยู่บนข้อมูลด้านค่าจ้างจริง ผลิตภาพแรงงาน ภาวะขาดแคลนแรงงาน และค่าครองชีพ มากกว่าการต่อรองเชิงการเมือง ขณะเดียวกัน ควรมีการปฏิรูประบบผู้แทนไตรภาคีให้สะท้อนตัวแทนของนายจ้างและลูกจ้างอย่างแท้จริง เช่น ตัวแทนนายจ้างควรมีฝั่ง SMEs เข้าไปเป็นตัวแทนด้วย หรือผู้ที่มาเป็นตัวแทนไม่ควรผูกขาดตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานเป็น 10 ปี ฯลฯ

3. ส่งเสริมการรวมตัวของแรงงานเพื่อให้เสียงของผู้ใช้แรงงานได้รับการสะท้อนอย่างเหมาะสมในกระบวนการกำหนดนโยบาย และตัวแทนภาครัฐต้องมีความเป็นอิสระทางวิชาการ และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า การปรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานไม่สามารถทดแทนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำได้ จึงไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลที่จะไม่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะปัจจุบันมีผู้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ราว 5 ล้านคน และวัตถุประสงค์ของค่าจ้างขั้นต่ำคือการคุ้มครองแรงงาน ขณะที่ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานมีไว้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะ ทั้งสองส่วนจึงเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมกันและกัน และในระยะยาว รัฐบาล คณะกรรมการค่าจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีเป้าหมายที่จะเดินไปสู่การใช้หลักค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิต (Living Wage) หรือระดับค่าจ้างที่ทำให้ครอบครัวสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพที่ดี ไม่ใช่เพียงอยู่รอดเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น คำนวณว่าครอบครัวที่อยู่กัน 4 คน พ่อ แม่ และลูก 2 คนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี (ไม่สามารถสร้างรายได้ของตัวเอง) ควรจะต้องมีรายได้ที่อัตราเท่าใดจึงจะสามารถทำให้ทุกคนในครอบครัวได้รับโภชนาการที่ดีเพียงพอ มีที่พักอาศัยที่ไม่อัตคัดจนเกินไป มีพอสำหรับค่าการศึกษา และสำรองค่ารักษาพยาบาลกรณีจำเป็น ซึ่งขณะนี้ในหลายประเทศใช้แนวคิดนี้มากขึ้น และในยุโรปมีการใช้เรื่องนี้มากดดันซัพพลายเชน (ห่วงโซ่อุปทาน) เลยว่า หากมีการจ้างงานค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ก็อาจโดนไม่ให้ส่งสินค้าไปยังประเทศนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐไม่ควรโยนภาระเรื่องการปรับค่าจ้างให้เป็นภาระของ SMEs เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรหามาตรการช่วยลดค่าครองชีพควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพและความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้การปรับค่าจ้างไม่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในระยะยาว

“ต้องยอมรับว่าค่าจ้างขั้นต่ำยังไม่พอกับค่าครองชีพในปัจจุบัน การปรับค่าจ้างในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนและเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ SMEs ดังนั้นในระหว่างนี้จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องเข้ามาดู และหาวิธีที่จะทำให้คนอยู่ให้ได้” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

“ซิน เคอ หยวน” ลุยผลิตเต็มกำลัง!! กลับมาผลิตเต็มกำลัง ผลสอบ DSI-สมอ.ผ่าน ราคาย่อมเยา บรรเทาภาระตลาด ย้ำมาตรฐานแข็งแรงชัดเจน

ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง หลังผลสอบ ดีเอสไอ - สมอ. สิ้นสุด ยืนยันเหล็กผ่านมาตรฐาน ราคาแข่งขันได้

ระยอง 5 มิถุนายน 2569 – บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ออกแถลงการณ์ขอบคุณรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการตามปกติ ภายหลังหยุดดำเนินกิจการเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิสูจน์มาตรฐานการผลิตเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี

แถลงกรณ์ ระบุว่า ผลการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่ปรากฏข้อบ่งชี้การกระทำความผิดตามประเด็นที่มีการตรวจสอบ และผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นที่เข้าสู่กระบวนการทดสอบผ่านเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมที่กำหนด

ในส่วนของการตรวจสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การดำเนินงานของกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค เลขสืบสวน 54/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการครอบครองวัตถุอันตรายหรือ “ฝุ่นแดง” นั้น บริษัทระบุว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งยุติการสืบสวน เนื่องจากไม่พบพยานหลักฐานที่ชี้ถึงการกระทำความผิด พร้อมเตรียมส่งมอบตัวอย่างที่ตรวจยึดคืนให้แก่บริษัทตามขั้นตอนตามกฎหมาย

ขณะที่การตรวจสอบด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับสถาบันยานยนต์และสถาบันไทย-เยอรมัน ได้สุ่มเก็บตัวอย่างเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตจากการทดลองเดินเครื่องจักรรวม 56 ชุด เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการทดสอบทางวิศวกรรมและนิติวิทยาศาสตร์

ผลการทดสอบพบว่า เหล็กเส้นกลมตามมาตรฐาน มอก. 20-2559 ชั้นคุณภาพ SR24 และเหล็กข้ออ้อยตามมาตรฐาน มอก. 24-2559 ชั้นคุณภาพ SD40T และ SD50T ทุกขนาด ตั้งแต่ DB10 ถึง DB32 มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยผลการทดสอบดังกล่าวได้ส่งต่อให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้ประกอบการพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย

บริษัทฯ ยังชี้แจงถึงการใช้เทคโนโลยีเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก โดยมีจุดเด่นด้านการควบคุมคุณภาพโลหะ ความแม่นยำของกระบวนการผลิต การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการควบคุมมลพิษทางอากาศ

ตามข้อมูลของบริษัท ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเหล็กในประเทศไทยมากกว่า 11 แห่งที่ใช้เทคโนโลยี IF มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 400,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดเหล็กเส้นภายในประเทศประมาณร้อยละ 70 รวมทั้งสามารถรองรับการผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมขั้นสูง

นายเขมพัสตร์ กิตติภักดีกุล ผู้จัดการบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ และยึดหลักการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมาย โดผลยการตรวจสอบที่ปรากฏถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัท 

ทั้งนี้ บริษัทเห็นว่าผลการทดสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนว่าเหล็กที่ผลิตจากโรงงานมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และไม่พบข้อมูลที่ชี้ว่าเหล็กของบริษัทเป็นสาเหตุของเหตุการณ์อาคารถล่มที่เป็นประเด็นในสังคมก่อนหน้านี้

“เราตั้งใจจะนำเสนอผลิตภัณฑ์เหล็กที่ได้มาตรฐานในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้กับภาคก่อสร้าง ผู้รับเหมา และผู้ประกอบการไทย พร้อมสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดเหล็กภายในประเทศ” ผู้จัดการบริษัท ซินเคอหยวน กล่าว 

นายเขมพัสตร์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ยืนยันจะยังคงยึดมั่นในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมของประเทศ ภายใต้แนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในระยะยาว

7 มิถุนายน 2197 วันราชาภิเษกพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์ผู้วางรากฐานแฟชั่นฝรั่งเศส ให้กลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของโลก จุดเริ่มต้นอำนาจอ่อนฝรั่งเศสผ่านแฟชั่น ศิลปะ และความหรูหรา

วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2197 หรือ ค.ศ. 1654 เป็นวันที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ทรงเข้าพิธีราชาภิเษก ณ มหาวิหารแร็งส์ และได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ แม้พระองค์จะขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ในปี ค.ศ. 1643 ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 แต่พิธีราชาภิเษกในปี ค.ศ. 1654 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประกาศพระราชอำนาจของกษัตริย์หนุ่ม ผู้จะกลายเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นที่รู้จักในพระสมัญญานามว่า “สุริยกษัตริย์” หรือ The Sun King พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่งเศส และเป็นกษัตริย์ผู้ทำให้ราชสำนักฝรั่งเศสกลายเป็นต้นแบบแห่งความหรูหรา อำนาจ และรสนิยมของยุโรป โดยเฉพาะพระราชวังแวร์ซาย ซึ่งภายหลังกลายเป็นศูนย์กลางทางการเมือง วัฒนธรรม ศิลปะ และแฟชั่นของราชสำนักฝรั่งเศส

หนึ่งในมรดกสำคัญของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 คือการทำให้ “แฟชั่น” กลายเป็นเครื่องมือทางอำนาจ ไม่ใช่เพียงเรื่องเครื่องแต่งกายเพื่อความงดงามเท่านั้น แต่เป็นระบบสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงฐานะ ความจงรักภักดี และลำดับชั้นในราชสำนัก ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ต้องแต่งกายตามธรรมเนียมราชสำนักอย่างเคร่งครัด การแต่งกายจึงกลายเป็นภาษาทางการเมืองที่บ่งบอกว่าใครมีตำแหน่ง มีอำนาจ และได้รับความโปรดปรานเพียงใด

ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ราชสำนักแวร์ซายกลายเป็นเวทีแห่งการแสดงความมั่งคั่งและความประณีต เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าไหม ผ้ากำมะหยี่ ลูกไม้ เครื่องประดับ วิกผม รองเท้าส้นสูง และเครื่องแต่งกายที่ประณีต ล้วนถูกใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจและความยิ่งใหญ่ แฟชั่นของราชสำนักฝรั่งเศสจึงมิได้เป็นเพียงรสนิยมส่วนพระองค์ แต่ค่อย ๆ กลายเป็นแบบอย่างที่ชนชั้นสูงทั่วยุโรปต้องการเลียนแบบ

ก่อนยุคหลุยส์ที่ 14 ขุนนางฝรั่งเศสจำนวนมากนิยมแฟชั่นจากราชสำนักสเปน ผ้าไหมจากมิลาน กระจกและลูกไม้จากเวนิส รวมถึงพรมจากบรัสเซลส์ แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงผลักดันให้อุตสาหกรรมหรูหราของฝรั่งเศสเติบโตขึ้น เพื่อให้ฝรั่งเศสผลิตสินค้าคุณภาพสูงของตนเอง และลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศ นโยบายนี้ทำให้ผ้าไหม ลูกไม้ เครื่องประดับ น้ำหอม เฟอร์นิเจอร์ และงานศิลป์ของฝรั่งเศสได้รับการยกระดับ จนกลายเป็นสินค้าชั้นนำของยุโรป

บทบาทของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต่อวงการแฟชั่นจึงมีทั้งมิติทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ พระองค์ทรงเข้าใจดีว่าความหรูหราในราชสำนักสามารถสร้างภาพลักษณ์ของชาติ และทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นผู้นำด้านรสนิยมได้ เมื่อขุนนางและราชสำนักต่างชาติพยายามเลียนแบบแฟชั่นฝรั่งเศส ก็เท่ากับเป็นการขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมของฝรั่งเศสไปทั่วทวีปยุโรป

หนึ่งในภาพจำสำคัญของยุคหลุยส์ที่ 14 คือรองเท้าส้นสูงและพื้นรองเท้าสีแดง ซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูงและความใกล้ชิดกับราชสำนัก รองเท้าส้นสูงในยุคนั้นไม่ได้เป็นแฟชั่นของสตรีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องแต่งกายของบุรุษชนชั้นสูงด้วย โดยเฉพาะในราชสำนักฝรั่งเศสที่ความสูง ความสง่างาม และท่วงท่าการเดินล้วนมีความหมายทางสังคม

อีกหนึ่งเครื่องแต่งกายที่มีชื่อเสียงคือวิกผมขนาดใหญ่ ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความสง่างามและสถานะของบุรุษชนชั้นสูงในยุโรป วิกผมในราชสำนักฝรั่งเศสไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของผู้สวมใส่ แต่ยังกลายเป็นแฟชั่นที่แพร่หลายไปยังราชสำนักอื่น ๆ จนกลายเป็นภาพจำของชนชั้นนำยุโรปในศตวรรษที่ 17

ภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แฟชั่นจึงถูกยกระดับจากความสวยงามส่วนบุคคลไปสู่เครื่องมือแห่งรัฐ ราชสำนักแวร์ซายกลายเป็นโรงละครแห่งอำนาจที่ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย พิธีการ มารยาท ไปจนถึงสถาปัตยกรรม ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์คือศูนย์กลางของทุกสิ่ง

ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเมืองหรือการทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้าง “อำนาจอ่อน” หรือ soft power ในแบบที่โลกยุคใหม่เข้าใจได้ชัดเจน พระองค์ทำให้รสนิยมฝรั่งเศสกลายเป็นมาตรฐานแห่งความหรูหรา และวางรากฐานให้กรุงปารีสและฝรั่งเศสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลกในเวลาต่อมา

แม้เวลาจะผ่านมาหลายศตวรรษ แต่อิทธิพลของยุคหลุยส์ที่ 14 ยังคงสะท้อนอยู่ในภาพลักษณ์ของฝรั่งเศสในฐานะประเทศแห่งแฟชั่น ศิลปะ ความหรูหรา และรสนิยมชั้นสูง จากราชสำนักแวร์ซายสู่รันเวย์แฟชั่นยุคใหม่ เส้นทางนี้ล้วนมีรากฐานสำคัญจากยุคที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงทำให้การแต่งกายกลายเป็นภาษาของอำนาจและวัฒนธรรม

ดังนั้น วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2197 จึงไม่ใช่เพียงวันราชาภิเษกของกษัตริย์ฝรั่งเศสพระองค์หนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยที่ฝรั่งเศสค่อย ๆ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรม ความหรูหรา และแฟชั่นของยุโรป พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงได้รับการจดจำไม่เพียงในฐานะ “สุริยกษัตริย์” ผู้ทรงอำนาจทางการเมือง แต่ยังเป็นกษัตริย์ผู้วางรากฐานให้แฟชั่นกลายเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของฝรั่งเศสสืบมาจนถึงปัจจุบัน

8 มิถุนายน 2514 ในหลวง ร.9 ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “ถนนรัชดาภิเษก” พระราชดำริเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรของประชาชน จากพระราชพิธีรัชดาภิเษก สู่ถนนเพื่อประชาชน รำลึกวันวางศิลาฤกษ์ถนนรัชดาภิเษก

วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การคมนาคมของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ “ถนนรัชดาภิเษก” ณ บริเวณเชิงสะพานกรุงเทพตัดถนนเจริญกรุง เพื่อเป็นโครงการถนนวงแหวนรอบในของกรุงเทพมหานคร อันมีเป้าหมายสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนด้านการจราจรให้แก่ประชาชน

ถนนรัชดาภิเษกมีที่มาจากช่วงเวลาที่รัฐบาลในขณะนั้นกราบบังคมทูลเรื่องการจัดพระราชพิธีรัชดาภิเษก เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี เมื่อ พ.ศ. 2514 เดิมทีรัฐบาลมีแนวคิดจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ แต่พระองค์มีพระราชดำริให้สร้างถนนแทน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น

พระราชดำริดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพระราชหฤทัยที่ทรงคำนึงถึงความทุกข์ยากในชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นสำคัญ เพราะปัญหาการจราจรไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจ เวลาในการทำงาน ค่าใช้จ่าย สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของผู้คนในเมืองใหญ่ การสร้างถนนวงแหวนจึงมิใช่เพียงโครงการก่อสร้างทางกายภาพ หากเป็นการวางรากฐานการพัฒนาเมืองในระยะยาว

แนวคิดของถนนรัชดาภิเษกคือการเชื่อมต่อถนนสายต่าง ๆ รอบกรุงเทพมหานครให้เกิดเป็นโครงข่ายถนนวงแหวนรอบใน ช่วยกระจายการจราจร ลดภาระของถนนสายหลัก และเปิดทางให้การเดินทางระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ของเมืองมีความคล่องตัวมากขึ้น ถนนสายนี้จึงเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯ ในยุคที่เมืองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานชื่อถนนสายนี้ว่า “ถนนรัชดาภิเษก” เพื่อระลึกถึงพระราชพิธีรัชดาภิเษก หรือวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี ถนนรัชดาภิเษกจึงมีความหมายทั้งในฐานะถนนเพื่อการคมนาคม และในฐานะโครงการเฉลิมพระเกียรติที่แปรเปลี่ยนจากสัญลักษณ์เชิงอนุสาวรีย์ มาเป็นประโยชน์ที่ประชาชนใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ถนนรัชดาภิเษกประกอบด้วยทั้งช่วงถนนเดิมที่นำมาเชื่อมต่อและช่วงถนนที่สร้างขึ้นใหม่ โดยมีแนวเส้นทางเชื่อมโยงหลายพื้นที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร เช่น ฝั่งธนบุรี พระราม 3 คลองเตย อโศก ดินแดง ห้วยขวาง ลาดพร้าว วงศ์สว่าง และพื้นที่ต่อเนื่องโดยรอบ ทำให้ถนนสายนี้กลายเป็นเส้นทางสำคัญของเมืองหลวงทั้งในมิติการเดินทาง การค้า การอยู่อาศัย และการพัฒนาเศรษฐกิจเมือง

ภายหลังการวางศิลาฤกษ์ โครงการถนนรัชดาภิเษกได้ดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในถนนสายหลักของกรุงเทพมหานคร และมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของเมืองตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายพื้นที่ริมถนนรัชดาภิเษกได้เติบโตเป็นย่านเศรษฐกิจ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ที่พักอาศัย และระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างแนบแน่น

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 จึงมิใช่เพียงวันเริ่มต้นของถนนสายหนึ่ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการที่เกิดจากพระราชดำริอันมุ่งแก้ไขปัญหาจริงของประชาชน พระองค์มิได้ทรงมองการเฉลิมพระเกียรติเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเพื่อรำลึก หากทรงเลือกให้เกิดสิ่งที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองหลวง

ถนนรัชดาภิเษกจึงเป็นมากกว่าถนนสายคมนาคม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาเมืองที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นภาพสะท้อนพระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ และความสะดวกในการดำเนินชีวิตของประชาชน

8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานไทย วันที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ถนนรัชดาภิเษก ถนนที่ถือกำเนิดจากพระราชดำริเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านการจราจร และยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่สายหนึ่งของกรุงเทพมหานครมาจนถึงปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top