Thursday, 4 June 2026
TheStatesTimes

การรถไฟฯ แถลงผลตรวจสอบ ผลอุบัติเหตุระหว่างงานก่อสร้าง ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั่วประเทศ ตรวจเข้มโครงการรถไฟความเร็วสูง พร้อมตั้งมาตรการเข้มข้นทันที

การรถไฟฯ แถลงผลตรวจสอบเหตุเครนก่อสร้างช่วงสีคิ้ว พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยงานใกล้ทางรถไฟทั่วประเทศ

วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมด้วยนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุจากโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ภายหลังเกิดเหตุอุปกรณ์เครนก่อสร้างหล่นทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี บริเวณระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น – สถานีสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 09.15 น.

นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุ กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบด้านภายในระยะเวลา 45 วัน โดยมีการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและวัตถุพยานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการทดสอบวัสดุทั้งแบบทำลายและไม่ทำลาย การตรวจสอบชิ้นส่วนเหล็กด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ตลอดจนจัดทำแบบจำลองทางวิศวกรรมเพื่อวิเคราะห์กลไกการพังทลาย พร้อมสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้รับจ้าง ที่ปรึกษาควบคุมงาน เจ้าของโครงการ และพนักงานสถานีรถไฟในพื้นที่

ผลการตรวจสอบพบว่า อุบัติเหตุเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งในส่วนของขั้นตอนการปฏิบัติงาน การควบคุมด้านความปลอดภัย และการกำกับดูแลในพื้นที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะกระบวนการปฏิบัติงานของอุปกรณ์ Launching Gantry ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับยกติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตขนาดใหญ่ ที่ในวันเกิดเหตุมีการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนด้านวิศวกรรมและข้อกำหนดความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดการรับน้ำหนักเกินในจุดรองรับด้านหน้า จนทำให้ชิ้นส่วนรับแรงเกิดความเสียหายและโครงสร้างพังทลายลงสู่พื้นที่ทางรถไฟในขณะที่ขบวนรถวิ่งผ่าน

ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมงานและการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้าง อาทิ การไม่ขออนุญาตปิดการเดินรถ (Window Time) การปฏิบัติงานก่อนการอนุมัติ และการตรวจสอบอุปกรณ์ที่ไม่เป็นไปตามรอบระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการติดตามควบคุมงานในพื้นที่ที่ยังไม่ต่อเนื่องตามแนวทางที่กำหนดไว้

คณะกรรมการฯ ยังมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มประสิทธิภาพระบบกำกับดูแลโครงการก่อสร้างในพื้นที่เดินรถ โดยเฉพาะการจัดสรรบุคลากรด้านวิศวกรรมให้เหมาะสมกับภารกิจ การเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามควบคุมงาน และการยกระดับกลไกตรวจสอบด้านความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานภายนอก เพื่อให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยสูงสุด

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง กล่าวว่า คณะกรรมการสอบสวนของ รฟท. ได้รายงานผลการสอบสวนต่อกระทรวงคมนาคมเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนกฎหมายและเงื่อนไขสัญญา โดยการดำเนินงานก่อสร้างในโครงการยังคงเป็นไปตามกระบวนการสัญญา ภายใต้มาตรการกำกับและควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ รฟท. จะเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติงานใกล้พื้นที่เดินรถในทุกโครงการทั่วประเทศ โดยกำหนดให้การปฏิบัติงานในระยะใกล้เขตทางรถไฟต้องได้รับอนุญาตปิดการเดินรถ (Window Time) จาก รฟท. เป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง ก่อนดำเนินงานบนโครงสร้างส่วนบนทุกประเภท

นอกจากนี้ จะมีการยกเลิกระบบอนุมัติงานล่วงหน้าและย้อนหลัง โดยกำหนดให้ที่ปรึกษาควบคุมงาน (CSC) อนุมัติงานแบบรายวัน พร้อมมีหลักฐานภาพถ่ายหน้างานประกอบทุกครั้งก่อนลงนาม รวมทั้งต้องมีวิศวกรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำพื้นที่ตลอดเวลาที่มีการปฏิบัติงาน หากตรวจพบว่าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย จะสั่งระงับงานทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

ขณะเดียวกัน รฟท. จะดำเนินการตรวจสอบเครน Launching Gantry ทุกชุดที่ใช้งานอยู่ในโครงการโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Third Party) ครอบคลุมทั้งระบบโครงสร้าง ระบบยก และระบบไฮดรอลิก พร้อมกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบและการเปลี่ยนอุปกรณ์สำคัญให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด รวมถึงกำหนดรอบการเปลี่ยนเหล็กยึด PT Bar ไม่เกิน 60 รอบการใช้งาน และห้ามนำกลับมาใช้ซ้ำโดยเด็ดขาด

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมติดตั้งระบบเฝ้าระวังแบบ Real-time อาทิ ระบบตรวจวัดความเอียง ระบบตรวจวัดแรงดึง และกล้อง CCTV บนเครื่องจักรทุกชุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามความปลอดภัยและสามารถสั่งหยุดการทำงานได้ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ

รวมถึงจะมีการทบทวนหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้รับจ้างสำหรับโครงการที่มีความเสี่ยงสูง โดยให้น้ำหนักด้านประสบการณ์เฉพาะทางและมาตรฐานความปลอดภัยควบคู่กับการพิจารณาด้านราคา พร้อมเพิ่มความเข้มงวดของบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านความปลอดภัยตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

นายอนันต์ฯ กล่าวว่า รฟท. อยู่ระหว่างรวบรวมรายละเอียดความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพย์สิน และการเดินรถ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการตามเงื่อนไขสัญญาและกระบวนการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรม และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ รฟท. จะนำผลการตรวจสอบครั้งนี้ไปปรับปรุงมาตรฐานการกำกับดูแลและการทำงานในพื้นที่เดินรถอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการดำเนินโครงการก่อสร้างทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมเสริมความเข้มงวดในการควบคุมงานและการปฏิบัติงานใกล้เขตทางรถไฟให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยสูงสุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ผู้ปฏิบัติงาน และความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440019733/posts/1465886488902671/?rdid=V1apPEPWU957MiMN#

ซาอุฯ ขีดเส้นแดง!! ไม่ฟื้นสัมพันธ์อิสราเอล หากไร้เส้นทางชัดเจนสู่รัฐปาเลสไตน์ กลางแรงกดดันทรัมป์ ย้ำอิสราเอลต้องแลกด้วยความคืบหน้าปาเลสไตน์

ซีเอ็นเอ็นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากซาอุดีอาระเบียว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่ปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลให้เป็นปกติ เว้นแต่จะมีสิ่งที่แหล่งข่าวระบุว่าเป็น “เส้นทางที่ชัดเจนและไม่อาจย้อนกลับได้” ไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

ท่าทีดังกล่าวของซาอุดีอาระเบียมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางจะถูกคาดหวังให้รับรองอิสราเอล เมื่อมีการบรรลุข้อตกลงที่กว้างขึ้นกับอิหร่าน

ตามแหล่งข่าวที่ซีเอ็นเอ็นอ้างถึง ซาอุดีอาระเบียยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมที่มีมาอย่างยาวนานว่า การปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลให้เป็นปกติจะต้องเชื่อมโยงกับความคืบหน้าที่น่าเชื่อถือในการนำไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เขียนข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า เขาคาดหวังให้ประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลางและประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) หลังจากมีการสรุปข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งกับอิหร่าน

ทรัมป์ยังเตือนด้วยว่า หากการเจรจาล้มเหลว อาจมีการใช้ปฏิบัติการทางทหารตามมาในระดับที่ “ใหญ่กว่าและทรงพลังกว่าที่เคยมีมา”

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขอให้มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม ระหว่างการพบหารือเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ตามข้อมูลที่ซีเอ็นเอ็นอ้างถึง โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ตอบว่า ซาอุดีอาระเบียต้องการเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงดังกล่าว แต่ยืนกรานว่าจะต้องมีเส้นทางที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนไปสู่แนวทางสองรัฐ

มีรายงานว่า มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบียอธิบายการหารือกับทรัมป์ในประเด็นนี้ว่า “สร้างสรรค์” และกล่าวว่า ริยาดจะทำงานเพื่อสร้างเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ที่มา : https://www.middleeastmonitor.com/20260526-qatar-denies-reports-of-12bn-offer-to-iran-to-secure-us-deal/

“หัวเว่ย” ประกาศทางรอดชิปจีน หัวเว่ยเดินเกมชิปยุคใหม่ ไม่ง้อ EUV ชู Tau Scaling Law เพิ่มพลังประมวลผลด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ จุดความหวังอุตสาหกรรมจีน

Nikkei Asia รายงาน หัวเว่ยประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้านชิปเซมิคอนดักเตอร์ โดยระบุว่าสามารถพัฒนาแนวทางออกแบบและผลิตชิปแบบใหม่ที่อาจช่วยให้บริษัทก้าวข้ามมาตรการคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ และลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกอย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. และ Intel ได้

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในงานสัมมนาด้านชิปที่นครเซี่ยงไฮ้ โดย “เหอ ถิงปัว” หัวหน้าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์ของหัวเว่ย ซึ่งปกติไม่ค่อยออกสื่อ ได้ขึ้นเวทีอธิบายถึงการฟื้นฟูสายผลิตภัณฑ์ชิปของบริษัท หลังถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีสหรัฐมาตั้งแต่ 6 ปีก่อน

เหอกล่าวว่า ในช่วงแรกเธอรู้สึกหมดหวังเพราะมองไม่เห็นทางออก แต่ภายหลังเปลี่ยนแนวคิด โดยมองว่าหัวเว่ยเพียงแค่ต้องเผชิญข้อจำกัดของ “กฎของมัวร์” เร็วกว่าบริษัทอื่นราว 10 ปี พร้อมเปรียบเทียบบริษัทว่าแม้จะไม่ได้เกิดมาพร้อมสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ แต่หากพยายามก็ยังสามารถหาหนทางเติบโตได้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นแรงหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรมชิปของจีน โดยหุ้นของ Semiconductor Manufacturing International Corp. หรือ SMIC ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของหัวเว่ย พุ่งขึ้นเกือบ 20% ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้เมื่อวันจันทร์ และปรับตัวขึ้นต่ออีก 13% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันอังคาร

หัวเว่ยระบุว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ผลิตภัณฑ์ด้านโมบายคอมพิวติ้งและปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทจะมีศักยภาพแข่งขันได้ในระดับโลก

หัวใจสำคัญของการประกาศครั้งนี้คือแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Tau Scaling Law” หรือที่หัวเว่ยเรียกว่า “Her’s Law” เพื่อยกย่องบทบาทของเหอ ถิงปัว โดยเป็นแนวคิดที่แตกต่างจากกฎของมัวร์แบบดั้งเดิม ซึ่งมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพชิปผ่านการย่อขนาดทรานซิสเตอร์ให้เล็กลงเรื่อยๆ

แทนที่จะพึ่งการย่อขนาดชิป หัวเว่ยเลือกใช้วิธีลดเวลาการเคลื่อนที่ของข้อมูลและสัญญาณภายในวงจร ชิป และระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเปิดตัวเทคนิคออกแบบชิปใหม่ชื่อ “LogicFolding” ซึ่งเป็นการซ้อนวงจรดิจิทัล วงจรอนาล็อก และหน่วยความจำในแนวตั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความหนาแน่นของชิป และการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เหอเปรียบเทียบแนวคิดนี้ว่าเหมือนการสร้าง “ลิฟต์ 50 ล้านตัว” เชื่อมเมืองสองเมืองที่พับซ้อนกันในแนวตั้ง ทำให้ข้อมูลเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้นมาก

หัวเว่ยระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มถูกนำมาใช้แล้วในชิปสมาร์ตโฟน Kirin รุ่นใหม่ ซึ่งจะถูกติดตั้งในสมาร์ตโฟนเรือธงของบริษัทตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป และชิปตระกูล Kirin ในอนาคตทั้งหมดจะใช้แนวคิดออกแบบแบบซ้อนแนวตั้งนี้

บริษัทระบุว่า การพัฒนาแนวคิดใหม่ดังกล่าวใช้เวลานาน 6 ปี และอาศัยวิศวกรหลายพันคนจากทั้งเครือข่ายอุตสาหกรรมชิป ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิป ผู้ผลิตอุปกรณ์ ซัพพลายเออร์ซอฟต์แวร์ออกแบบชิป หรือ EDA รวมถึงนักพัฒนาระบบต่างๆ

เหอยังยืนยันว่า แนวทางใหม่ของหัวเว่ยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่อง EUV หรือเครื่องลิโธกราฟีอัลตราไวโอเลตขั้นสูง ซึ่งจีนถูกห้ามเข้าถึงมานานจากมาตรการสหรัฐ

ปัจจุบันผู้ผลิตชิปรายใหญ่ เช่น TSMC, Intel และ Samsung Electronics ต่างใช้เครื่อง EUV จาก ASML ของเนเธอร์แลนด์ในการผลิตชิปขั้นสูง แต่สหรัฐกดดันให้ ASML หยุดขายเครื่องดังกล่าวแก่จีนตั้งแต่ปี 2019

เหอกล่าวว่า เครื่องลิโธกราฟีกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางกายภาพ อีกทั้งเครื่อง EUV ยังมีราคาสูงมากจนทำให้ต้นทุนการผลิตเวเฟอร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมระบุว่าจีนไม่มีเครื่อง EUV เลยแม้แต่เครื่องเดียวภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นเส้นทางเทคโนโลยีใหม่ของหัวเว่ยจึงไม่ขึ้นอยู่กับเครื่องจักรประเภทนี้

เธอยังเปิดเผยว่า LogicFolding ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ในชิป Kirin 2026 SoC ได้ถึง 55% โดยไม่ได้เกิดจากกระบวนการลิโธกราฟีแบบใหม่ แต่เกิดจากการจัดวางวงจรใหม่ในเชิงพื้นที่

หัวเว่ยประเมินว่า ภายในปี 2031 ชิปที่ใช้แนวคิดใหม่นี้อาจมีศักยภาพเทียบเท่าเทคโนโลยีระดับ 1.4 นาโนเมตร หรือ 14 อังสตรอม ซึ่งถือว่าตามหลังแผนพัฒนาของ TSMC และ Intel เพียงไม่กี่ปี

สำหรับเหอ ถิงปัว เธอถือเป็นหนึ่งในผู้หญิงไม่กี่คนที่มีบทบาทระดับสูงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก เธอเข้าร่วมงานกับหัวเว่ยตั้งแต่ปี 1996 และใช้เวลากว่า 30 ปีผลักดันธุรกิจชิปของบริษัท จากนักวิจัยและวิศวกร สู่ประธานบริษัทลูกด้านชิป HiSilicon หัวหน้าห้องปฏิบัติการ 2012 Laboratories และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนักวิทยาศาสตร์และประธานธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของหัวเว่ย

ต่างจากผู้บริหารชิปจีนหลายคนที่เคยศึกษาในสหรัฐ เหอได้รับการศึกษาส่วนใหญ่ในจีน โดยจบด้านฟิสิกส์และวิศวกรรมสื่อสารจากมหาวิทยาลัยไปรษณีย์และโทรคมนาคมปักกิ่ง

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เธอมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ธุรกิจชิปของหัวเว่ยเติบโตจากทีมออกแบบขนาดเล็ก สู่ผู้พัฒนาชิปที่ล้ำหน้าที่สุดของจีน โดยสร้างผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งชิปสมาร์ตโฟน Kirin, ซีพียูเซิร์ฟเวอร์ Kunpeng และชิป AI ตระกูล Ascend ที่ใช้ในสมาร์ตโฟน เครือข่ายโทรคมนาคม คลาวด์ และยานยนต์ รวมถึงชิปสำหรับทีวีและกล้องวงจรปิด

ก่อนถูกคว่ำบาตร หัวเว่ยเคยเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับสองของ TSMC รองจาก Apple แต่หลังมาตรการสหรัฐ บริษัทต้องหันไปพึ่งซัพพลายเออร์ในประเทศมากขึ้น เช่น SMIC ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้จีนเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีของตนเอง

อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยยอมรับว่า Her’s Law ยังไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์ และต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพัฒนา รวมถึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งอุตสาหกรรม โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ EDA ที่จำเป็นต้องออกแบบใหม่ให้รองรับสถาปัตยกรรมแบบใหม่

บริษัทยังเตือนว่า การเพิ่มพลังประมวลผลจะทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและระบบจัดการความร้อนใหม่เพื่อรองรับชิปและระบบ AI ที่ทรงพลังขึ้น

เหอกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 10 ปีในการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ EDA และวิธีการออกแบบต่างๆ แต่สุดท้ายสามารถพัฒนาได้ภายใน 6 ปี

หัวเว่ยยังเปิดเผยว่า ชิป AI รุ่นล่าสุด Ascend 950 เริ่มส่งมอบให้ลูกค้าแล้วและได้รับเสียงตอบรับที่ดี แต่บริษัทยอมรับว่ายังมีปัญหาเรื่องกำลังการผลิตและการเพิ่มปริมาณซัพพลายให้เพียงพอต่อความต้องการที่สูงกว่าคาด

ขณะเดียวกัน บริษัทคาดว่าอาจต้องใช้เวลาถึงปี 2030 จึงจะสามารถนำแนวคิด LogicFolding ไปใช้กับชิปสำคัญสายอื่น เช่น ชิป AI Ascend และซีพียู Kunpeng ได้อย่างเต็มรูปแบบ

การประกาศของหัวเว่ยเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมชิปทั่วโลกกำลังเผชิญข้อจำกัดของกฎของมัวร์ บริษัทชั้นนำอย่าง TSMC และ Intel ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแพ็กเกจจิ้งรูปแบบใหม่เพื่อเชื่อมต่อและซ้อนชิปหลายชนิดเข้าด้วยกัน ขณะที่บริษัทด้าน AI อย่าง Nvidia, Google และ Amazon ก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมต่อ GPU, CPU และหน่วยความจำให้ทำงานร่วมกันได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า หากหัวเว่ยสามารถผลิตชิป Kirin รุ่นใหม่ในระดับอุตสาหกรรมได้สำเร็จ จะสะท้อนว่าจีนค้นพบแนวทางใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยีชิปขั้นสูงโดยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าหัวเว่ยและพันธมิตรการผลิตจะสามารถเพิ่มอัตราผลิตสำเร็จและขยายกำลังผลิตได้รวดเร็วเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการด้าน AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในจีนหรือไม่

เหอทิ้งท้ายว่า แม้อาจต้องใช้เวลาอีก 10 ปี แต่ตอนนี้บริษัทเชื่อว่าได้ค้นพบ “เส้นทางที่ถูกต้อง” แล้ว

ไอดิล ไอมาน นักตะกร้อทีมชาติมาเลเซีย โพสต์ข้อความถึงทีมตะกร้อทีมชาติไทยว่า

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในสนามเราอาจเป็นคู่แข่ง

แต่นอกสนาม เราคือเพื่อนกันตลอดไป”

 

ไอดิล ไอมาน นักตะกร้อทีมชาติมาเลเซีย

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1532864978199329&set=a.762879748531193

กัมพูชาขึ้นเวที UNSC !! ย้ำแก้ปมชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ ‘ปรัก โสคอน’ ชี้โลกปั่นป่วนยิ่งต้องยึดสันติวิธี จุดยืนกัมพูชาในข้อพิพาทชายแดน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ปรัก โสคอน ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ในระหว่างการอภิปรายเปิดระดับสูงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม

ในการกล่าวต่อที่ประชุม รัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ในยุคที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วนระดับโลก ความขัดแย้งทางอาวุธ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น บูรณภาพแห่งดินแดนและการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติจะต้องยังคงเป็นรากฐานของระเบียบระหว่างประเทศ

ในระหว่างการแถลง รัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลงของกัมพูชาต่อกฎบัตรสหประชาชาติ และโดยอ้างอิงจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของตนเอง เขาย้ำว่าข้อพิพาทจะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา การทูต และการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น

ก่อนจบการแถลง รัฐมนตรีปรัก โสคอน แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจของกัมพูชาต่อประชาคมระหว่างประเทศที่ให้การสนับสนุนการหยุดยิงและการแก้ไขความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา-ไทยอย่างสันติ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064334816576/posts/1420056336815513/?rdid=evH3vghOWwuN28Ql#

ไทยลุยจัดหาก๊าซใหม่!! กาตาร์หยุดส่งก๊าซ 3-5 ปี เจรจาซื้อ LNG สหรัฐฯ 15 ปี ลงนามสัญญาฉุกเฉินเสริมแหล่ง กระจายความเสี่ยงลดพึ่งตะวันออกกลาง

ยุคก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของตะวันออกกลางกำลังจะสิ้นสุดลงแล้วหรือ?

กาตาร์เป็นผู้จัดหาก๊าซให้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายทศวรรษ

อิหร่านทำลายกำลังการผลิตไปแล้ว 17%

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเจรจาฉุกเฉินกับ Venture Global เพื่อทำข้อตกลงซื้อก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 15 ปี

ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนใหญ่ของแหล่งก๊าซที่นำเข้ามาจากกาตาร์และช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะนี้แหล่งก๊าซดังกล่าวหยุดชะงักไป 3-5 ปีแล้ว

การปรับโครงสร้างฉุกเฉินของประเทศไทย:

- Venture Global (สหรัฐฯ) เร่งการเจรจา SPA ระยะยาว 15 ปีขึ้นไป กำลังดำเนินการอยู่

- การเจรจาจัดหาจากมาเลเซียกำลังดำเนินอยู่

- สัญญา Glenfarne Alaska LNG 2 ล้านตันต่อปี ระยะยาว 20 ปี (ลงนามปี 2025)

- Engie + Gulf Development ลงนามข้อตกลง 15 ปี มกราคม 2026

ข้อตกลงทั้งหมดนี้เป็นการทดแทนอุปทานที่หายไปหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์โดยตรง

เหตุใดจึงต้องเลือก Venture Global:

ปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 2026 แล้ว

ลงนามข้อตกลงกับ Vitol และ TotalEnergies ในเดือนนี้แล้ว มีเรือบรรทุกน้ำมัน 4 ลำกำลังแล่นไปจีนแล้ว

ข้อตกลงระยะยาวกับ PTT ทำให้มีผู้รับซื้อหลักอีกรายใน Plaquemines เป็นเวลา 15 ปี โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากหลุยเซียน่าไปยังกรุงเทพฯ

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นทั่วเอเชีย:

- ไทย → ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ

- เกาหลีใต้ → การจัดหาจากพอร์ตโฟลิโอของ BP

- จีน → ยอมรับ LNG จากสหรัฐฯ แม้จะมีภาษี 25%

- ญี่ปุ่นและไต้หวันกำลังเร่งทำสัญญาที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Hormu

การกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG จากตะวันออกกลางเป็นความปรารถนาที่วางไว้ 10 ปี ก่อนเกิดสงคราม

แต่กลายเป็นภาวะฉุกเฉิน 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

https://x.com/i/status/2059402475451322677

ปัญหาซ้ำซ้อนในเขตเมือง!! กำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองต้องชัด จี้มหาดไทยเลิกสองมาตรฐาน หลังศาลวางบรรทัดฐานให้ยุติทันที ถึงเวลารัฐบาลชี้ขาดสถานะกำนันผู้ใหญ่บ้าน

จะยกเลิกหรือคงอยู่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง รัฐบาลเอาให้ชัด ไม่เหลื่อมล้ำ

น่าจะยังสับสนกันต่อไปสำหรับแนวทางปฏิบัติ ที่ “เหลื่อมล้ำ”ของมหาดไทย กับตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง ง่ายๆคือบางพื้นที่ยังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ บางพื้นที่ยกเลิกไปแล้ว ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เขตเทศบาลเมืองเกาะสมัย ยกเลิกไปนานนับสิบปีแล้ว เทศบาลสิงหนคร ยกเลิกไป 1 ปี หลังยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองสิงหนคร แต่เขตติดกับเทศบาลเมืองม่วงงาม ยังมีกำนันผู้ใหญ่อยู่

คำพิพากษาศาลปกครองเพชรบุรี (คดีหมายเลขแดงที่ 189/2567) คดีเทศบาลเมืองจอมพลนี้ ถือเป็น "บรรทัดฐานทางกฎหมาย (Legal Precedent)" ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยอย่างรุนแรง เพราะเป็นการ "ปิดช่องโหว่" ที่ฝ่ายปกครองเคยใช้ตีความเข้าข้างตนเองมาโดยตลอด

สรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลปกครอง (คดีเทศบาลเมืองจอมพล) ให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย สำหรับนำไปใช้อ้างอิง มี 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1. พ้นตำแหน่ง "ทันที" โดยอัตโนมัติ

ศาลชี้ขาดว่า เมื่อพื้นที่ถูกยกฐานะเป็น "เทศบาลเมือง" ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านต้อง สิ้นสุดลงทันทีโดยผลของกฎหมาย (ตาม พ.ร.บ.เทศบาลฯ) โดยฝ่ายปกครองอ้างไม่ได้ว่าต้องรอให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศยกเลิกก่อน

2. การแต่งตั้งหรือให้อยู่ต่อ ถือว่า "ผิดกฎหมาย"

เมื่อตำแหน่งถูกยุบเลิกโดยอัตโนมัติไปแล้ว การที่นายอำเภอหรือผู้ว่าฯ ไปออกคำสั่ง "แต่งตั้งคนใหม่" เข้ามาแทน หรือ "สั่งให้คนเดิมทำงานต่อ" จึงถือเป็น คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ) ผู้ที่ถูกแต่งตั้งจึงไม่มีสิทธิปฏิบัติหน้าที่หรือรับเงินเดือน

3. นัยยะต่องานวิจัย: ยืนยันหลักการ "เมืองต้องให้เทศบาลดูแล"

คำพิพากษานี้เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างรัฐให้ชัดเจน เพื่อยุติความขัดแย้งและแก้ปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน โดยยืนยันว่าเมื่อเป็น "เขตเมือง" แล้ว ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล) บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ และต้องถอดกลไกภูมิภาค (กำนันผู้ใหญ่บ้าน) ออกไป

สรุปสั้นๆ สำหรับนำไปอ้างอิง:

"ศาลปกครองวางบรรทัดฐานว่า การเป็นเทศบาลเมืองทำให้ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านสิ้นสุดลงทันทีโดยอัตโนมัติ การฝืนแต่งตั้งหรือให้อยู่ต่อถือเป็นการทำผิดกฎหมาย ซึ่งคำพิพากษานี้ช่วยแก้ปัญหาระบบบริหารราชการที่ซ้ำซ้อนกันในเขตเมืองได้อย่างเด็ดขาด"

แต่แม้จะมีคำพิพากษาศาลปกครองเพชรบุรี วางบรรทัดฐานไว้แล้ว แต่ยังมีหลายพื้นที่มหาดไทย ยังปล่อยให้มีการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยความเห็นชอบของนายอำเภอและผู้ว่าราชจังหวัด

เทศบาลโคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จะ.พังงา เพิ่งยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองเมื่อไม่นานมานี้ จึงเกิดความสับสนถึงแนวทางปฏิบัติว่าจะทำอย่างไรต่อ จะยกเลิก หรือให้มีการเลือกตั้งแล้วแต่งตั้งต่อไป ทางผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา จึงมีหนังสือหารือไปยังกรมการปกครองถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

รณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ปฏิึหน้าที่แทนอธิบดีกรมการปกครอง มีหนังสือตอบไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ให้มีการเลือกตั้ง แต่งตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองโคกกลอยต่อไป

หนังสือจากกรมการปกครอง ตอบข้อหารือของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาให้ยังคงมีกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองโคกกลอย น่าจะขัดหรือแย้งในสองประเด็น

1.ขัดต่อพระราชบัญญัติเทศบาล ที่ให้ยกเลิกกำนันผู้ใหญ่ทันทีเมื่อยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง

2.ขัดต่อคำพิพากษาของศาลปกครองจังหวัดเพชรบุรี ที่วางกรอบเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วว่า ให้ยกเลิก

คำตอบข้อหารือของกรมการปกครองจึงนำมาสู่การเคลื่อนไหวของ #ยงยศ_แก้วเขียว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านสารวัตรกำนันผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทันที เรียกร้องให้มหาดไทยปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน

ประเด็นปัญหาตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่ในเขตเทศบาลเมืองว่ายังสมควรมีต่อไป หรือควรยกเลิก เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานกว่า 10 ปี แต่ยังไม่เห็นฝ่ายการเมือง รัฐบาล ฝ่ายค้าน สส.หยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อแก้ไขกฎหมาย เห็นดิ้นรนจะเป็นจะตายอยู่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จะมีหรือไม่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง ก็ไปแก้กฎหมายให้ชัด และปฏิบัติในแนวทางเดียวกันปัญหาจะได้จบไป จริงไหม #อนุทิน

ยูเครนลุยทดสอบสงคราม AI ห้องทดลองนาโต รวมโดรน AI เป้าหมายลดมนุษย์ บริษัทสหรัฐฯ มีบทบาทเด่น สงครามยกระดับหลายมิติรับมือรัสเซีย

ยูเครนกลายเป็น “ห้องทดลองภาคสนามจริง” ของนาโต สำหรับสงคราม AI โดรน และการก่อการร้ายต่อรัสเซีย

“ตั้งแต่แรกเริ่ม ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและบริวารนาโต มองยูเครนเป็นพื้นที่ทดสอบสำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง” อเล็กซานเดอร์ สเตปานอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารจากสถาบันกฎหมายและความมั่นคงแห่งชาติ ราเนปา (RANEPA) กล่าวกับ Sputnik

สงครามหลายมิติต่อรัสเซีย

นาโตกำลังทดสอบ “ปฏิบัติการหลายมิติ” ซึ่งผสานโดรน ดาวเทียม สงครามไซเบอร์ การบิน ระบบทางทะเล สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และ AI เข้าไว้ในสถาปัตยกรรมการรบแบบรวมศูนย์เดียว

เป้าหมายคือ ลดบทบาทของปัจจัยมนุษย์ เร่งความเร็วในการตัดสินใจในสนามรบ และเพิ่มการรับรู้สถานการณ์แบบเรียลไทม์ให้มากที่สุดผ่านปัญญาประดิษฐ์

ระบบของตะวันตกกำลังถูกทดสอบโดยตรงกับขีดความสามารถด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบป้องกันขีปนาวุธ และระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย

AI และยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ ในสงคราม

ตามคำกล่าวของสเตปานอฟ บริษัทอย่าง Palantir และ Maxar มีบทบาทฝังลึกในปฏิบัติการของยูเครน โดยช่วยประมวลผลข่าวกรอง วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม และระบุเป้าหมายของรัสเซีย

นักวิเคราะห์รายนี้กล่าวว่า “ขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมทหารของตะวันตกเข้าใจแล้วว่า รากฐานของสงครามในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร”

ห้องปฏิบัติการชีวภาพและภัยคุกคามทางชีวภาพ

สเตปานอฟกล่าวว่า เครือข่ายห้องปฏิบัติการชีวภาพที่สหรัฐฯ สนับสนุนทั่วพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียต ดำเนินงานมานานภายใต้ฉากหน้าของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ตามคำกล่าวของเขา สถานที่เหล่านี้ศึกษาสารก่อโรคอันตรายและโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งอาจมีการประยุกต์ใช้ทางทหารได้

การปฏิวัติสงครามโดรน

ในบางพื้นที่แนวหน้า ขณะนี้มี “โดรนมากถึง 10 ลำต่อนายทหารหนึ่งคน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ไม่เคยพบมาก่อนในประวัติศาสตร์การทหาร”

ความขัดแย้งครั้งนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงของยุทธวิธีในสนามรบ โดยเปลี่ยนจากระบบอาวุธหนักแบบดั้งเดิม ไปสู่การใช้งานแพลตฟอร์มอัตโนมัติและไร้คนขับจำนวนมาก

“เรากำลังเห็นการปฏิวัติด้านกิจการทหารในจุดสูงสุด ทั้งในแง่หุ่นยนต์และระบบไร้คนขับ”

สงครามที่ขยายออกไปนอกสนามรบ

สเตปานอฟให้เหตุผลว่า ความขัดแย้งนี้ได้ขยายตัวไปไกลกว่าแนวรบแล้ว ทั้งในโลกไซเบอร์ การทำให้อวกาศเป็นพื้นที่ทหาร และวิธีการก่อการร้าย

ปฏิบัติการไซเบอร์ที่เชื่อมโยงกับยูเครนได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเงิน และโลจิสติกส์ของรัสเซีย ผ่านการโจมตี DDoS ขนาดใหญ่

โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและการวิเคราะห์ของนาโตในกลุ่มประเทศบอลติกและฟินแลนด์ กำลังทำงานโดยตรงเพื่อสนับสนุนรัฐบาลเคียฟ ด้วยโซลูชันทางทหารขั้นสูงที่ใช้ต่อต้านรัสเซีย

สเตปานอฟระบุว่า “ทั้งหมดนี้กำลังถูกรวบรวมและมุ่งไปยังทิศทางของรัสเซีย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องโจมตีไปยังจุดเริ่มต้นของการวางแผน”

ที่มา : Sputnik

มจธ.ลุยนวัตกรรมแพทย์ เปิด Osscentric Medical Sandbox ดันแพทย์เฉพาะบุคคลสู่ตลาดโลก เชื่อมวิจัย-แพทย์-เอกชน ลดนำเข้า สร้างความมั่นคงเทคโนโลยี

มจธ.–รามาธิบดี เปิด “Osscentric Medical Sandbox” ดันนวัตกรรมแพทย์เฉพาะบุคคลสู่ตลาดโลก

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

แม้ประเทศไทยจะมีแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และระบบสาธารณสุขที่มีศักยภาพ แต่การพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ใช้กับผู้ป่วยได้จริงยังเป็นเส้นทางที่ซับซ้อน ต้องผ่านทั้งการออกแบบ การทดสอบ มาตรฐานความปลอดภัย กฎระเบียบ และการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้นวัตกรรมจำนวนมากยังไปไม่ถึงการใช้งานจริงในโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน ความต้องการเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะบุคคลกำลังเพิ่มสูงขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องมีกลไกกลางที่เชื่อม “งานวิจัย” “แพทย์” และ “ภาคอุตสาหกรรม” ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างความมั่นคงด้านเทคโนโลยีการแพทย์ในระยะยาว

จึงเป็นที่มาของ “Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท ออสซีโอแล็บส์ จำกัด (OsseoLabs) บริษัท Spin-off ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และพันธมิตร โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) หรือ TILSNA จึงมุ่งเป็นพื้นที่กลางเชื่อม “งานวิจัยในห้องแล็บ” กับ “การใช้งานจริงในโรงพยาบาล” ให้นักวิจัย วิศวกร และแพทย์ทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medical Devices) ที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การทำต้นแบบ การทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการใช้งานจริง ช่วยให้นวัตกรรมการแพทย์ไทยพัฒนาได้รวดเร็ว เป็นระบบ และลดการทำงานแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา

รศ. ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ในฐานะ CTO OsseoLabs กล่าวว่า เป้าหมายของ Osscentric Medical Sandbox คือการสร้าง “พื้นที่นวัตกรรมกลาง” ที่เชื่อมโยงแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และนักพัฒนาให้ทำงานร่วมกัน ภายใต้เครื่องมือ ระบบควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัยที่ครบถ้วน เพื่อผลักดันงานวิจัยให้ไปสู่การใช้งานจริง โดยมุ่งพัฒนา 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ AI และ 3D Printing สำหรับออกแบบอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลให้พอดีกับสรีระผู้ป่วย Digital Surgical Simulation หรือระบบจำลองการผ่าตัดเสมือนจริง เพื่อช่วยแพทย์วางแผนและฝึกซ้อมเคสซับซ้อน และ Advanced Biomaterials หรือวัสดุชีวภาพขั้นสูงที่เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดีและช่วยลดผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด 

“เราต้องการเชื่อมงานวิจัยคุณภาพสูง ไม่ให้หยุดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัย แต่สามารถทำงานร่วมกับแพทย์ โรงพยาบาล และภาคเอกชนได้จริง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้เทคโนโลยีการแพทย์ไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล และช่วยให้ประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง” รศ. ดร.พชรพิชญ์ กล่าว

ทั้งนี้ในปัจจุบันไทยนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์กลุ่มโลหะมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่มีศักยภาพผลิตเองได้ในประเทศ หากพัฒนาได้สำเร็จจะช่วยลดการนำเข้า ต่อยอดสู่การส่งออก และสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข โดยขณะนี้โครงการเริ่มใช้งานจริงแล้วในหลายโรงพยาบาล อาทิ รามาธิบดี พระมงกุฎเกล้า ราชวิถี และโรงพยาบาลอื่น ๆ ในกรณีโรคหลอดเลือด มะเร็งช่องปาก และความผิดปกติของขากรรไกร รวมถึงได้รับความสนใจจากโรงพยาบาลในสิงคโปร์ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการสร้างโมเดลธุรกิจ MedTech ที่ยั่งยืน และผลักดันนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่ตลาดโลก

ด้าน ศ. นพ.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเปิดตัว Osscentric Medical Sandbox ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย เพราะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโรงพยาบาล งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบ Innovation Sandbox ได้อย่างครบวงจร ช่วยให้เกิดการทดสอบและต่อยอดเทคโนโลยีภายใต้บริบทการใช้งานจริงในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดของการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ พร้อมทำหน้าที่เป็น Translational Facility ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่าง “แนวคิดหรืองานวิจัย” กับ “การนำไปใช้จริงกับผู้ป่วย” อย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน ต่อยอดเชิงพาณิชย์ และก้าวสู่ระดับสากล

“Osscentric Medical Sandbox มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการรักษาผู้ป่วย ในกรณีที่อุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสม จึงมุ่งพัฒนาเครื่องมือและการวางแผนผ่าตัดแบบเฉพาะบุคคล เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาผ่าตัด และลดผลข้างเคียง โดยเฉพาะเคสที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของไทย จาก ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ไปสู่ ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’” ศ.นพ.ชาครีย์ กล่าว พร้อมระบุว่า Osscentric จะเป็นต้นแบบระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ขยายผลได้ ทั้งด้านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้าง Supply Chain ของอุตสาหกรรม Medical Technology ไทย โดยเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนวัตกรรมทางการแพทย์ไทย

ดร. นพ.กรกช เกษประเสริฐ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ และหัวหน้าศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เดิมการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ 1 ชิ้นต้องผ่านข้อบังคับและขั้นตอนจำนวนมาก ทำให้ใช้เวลานานกว่าจะไปถึงการใช้งานจริง แต่ Osscentric Medical Sandbox จะช่วยย่นกระบวนการวิจัยและพัฒนาให้นักวิจัย นักพัฒนา และบริษัทสามารถนำผลงานจากห้องแล็บเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกได้เร็วขึ้น โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคเอกชนร่วมกำกับให้เป็นไปตามมาตรฐานและความปลอดภัยระดับสูงสุด “ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ฝังในร่างกายผู้ป่วยที่เดิมอาจใช้เวลาพัฒนากว่า 10 ปี เมื่อมี Sandbox อาจลดเหลือประมาณ 6 ปี เพราะมีระบบมาตรฐานและผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลกระบวนการ อีกทั้งยังได้ข้อมูลจากการทดสอบที่นำไปใช้ยื่นขอ อย. หรือสิทธิบัตรได้เร็วขึ้น” อาจารย์ ดร.กรกช กล่าว

ด้าน ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ “การนำไปใช้จริง” และ “การสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับผู้ป่วย” โดยความร่วมมือแบบสหสาขาวิชาชีพจากหลายภาคส่วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ให้เกิดขึ้นได้จริง ความร่วมมือครั้งนี้จึงสะท้อนพลังของการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา และคาดว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย สู่การเป็น Medical Innovation Hub ด้านการรักษาเฉพาะบุคคล ที่สร้างผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ Osscentric Medical Sandbox ตั้งอยู่ที่อาคาร SM One ในย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีผู้ป่วยเข้ารับบริการกว่า 5,000 รายต่อวัน และมีความพร้อมทั้งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เคสผู้ป่วยที่หลากหลาย รวมถึงการรวมตัวของโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยชั้นนำในพื้นที่เดียว จึงเอื้อต่อการพัฒนา ทดสอบ และผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นคลัสเตอร์ด้านสุขภาพทางการแพทย์ที่สำคัญและมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศ

BWG ลุยเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก 'ศรีไทยซุปเปอร์แวร์' และ 'วัดจากแดง' ขับเคลื่อนโครงการ "ส่งขยะกลับบ้าน" รวบรวมชุดยูนิฟอร์ม 681 กก. ขยะกำพร้า เปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนใช้ในอุตสาหกรรม

BWG ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ - วัดจากแดง”

สานต่อโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” เปลี่ยนยูนิฟอร์มเก่าสู่พลังงานทดแทน

บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ผู้ให้บริการบริหารและจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ร่วมกับ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) และ วัดจากแดง เดินหน้าขับเคลื่อนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะกำพร้าที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ตามปกติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ล่าสุด โครงการฯ ได้ดำเนินการรวบรวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่เสื่อมสภาพและไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขยะกำพร้า ปริมาณรวมทั้งสิ้น 681 กิโลกรัม จากบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพันธมิตรในภารกิจรักษ์โลก โดยมีวัดจากแดงเป็นจุดศูนย์กลางในการรวบรวมและนำส่งขยะกำพร้าเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในรูปแบบพลังงานทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการการทำงานระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนขยะกำพร้าให้เป็นพลังงาน ไม่เพียงแต่เป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปสู่กระบวนการฝังกลบ (Zero Waste to Landfill) แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top