Thursday, 4 June 2026
TheStatesTimes

ไทย–กัมพูชา เปลี่ยนเกม!! สะบั้น MOU44 หันกลับใช้ UNCLOS ยกระดับความสัมพันธ์บนเวทีสากล กัมพูชาต้องการสิทธิพิเศษทางทะเล ไทยพร้อมรับมือยึดกติกาสากล

วิเคราะห์ UNCLOS กับ MOU44 ความแตกต่างในวันที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป

ความชื่นมื่นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแทบจะเรียกได้ว่าวันนี้เราต่างคนต่างอยู่ก็ไม่ผิดอะไรนัก  แม้การเดินทางเข้ากัมพูชาของคนไทย ณ วันนี้จะเดินทางเข้ากัมพูชาได้ทางอากาศแบบฟรีวีซ่าเพราะกัมพูชาก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนปฏิบัติตามข้อตกลงอาเซียน/ทวิภาคี  ที่ให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถเดินทางไปหากันได้แบบไม่ต้องใช้วีซ่าภายในระยะเวลา 14 วัน   ล่าสุดไทยกับกัมพูชาจะสะบั้น MOU 44 กันไปแล้วและหันกลับไปใช้ UNCLOS กันแทน วันนี้เอย่าจึงพามาดูกันว่า UNCLOS ต่างจาก MOU44 อย่างไร แล้วงานนี้ใครได้ใครเสีย

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า MOU คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ  เป็นการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่าง 2 ประเทศ  ซึ่งไม่ได้มีการบ่งบอกหรือปักปันเขตแดนกันจริงจัง  ซึ่งนี่คือปัญหาที่หมักหมมที่เกิดการรุกล้ำแผ่นดินจนเคลมแผ่นดินไทยบางส่วนไปเป็นของกัมพูชาเพราะถือหลักอยู่กันมานานนั่นเอง ซึ่งจุดนี้ทางไทยเราได้กางแผนที่พร้อมหลักฐานหมุดสยามที่ปักอยู่เป็นตัวกำหนดเขตแดนและยึดคืนพื้นที่กว่า 13,000 ไร่  โดยใช้หลักฐานคือ สันปันน้ำ  แผนที่ 1:50,000 ซึ่งเป็นมาตราส่วนสากลในการกำหนดปักปันเขตแดน  รวมถึงหลักหมุดเดิมที่มีการกำหนดกันระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนั้น 

แล้ว UNCLOS คืออะไรละ….?   UNCLOS ย่อมาจากUnited Nations Convention on the Law of the Sea  เป็นการแบ่งเขตทางทะเล ซึ่งเป็นกฎหมายสากลที่ใช้กำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างประเทศ  การที่ตอนนี้ไทยและกัมพูชาเลือกใช้ UNCLOS เพราะจะได้แบ่งปักปันพื้นที่ในทะเลออกมาได้อย่างชัดเจน  โดยพื้นที่ในทะเลจะเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่ทะเลตรงนั้นด้วย  แล้วแปลกใจไหมละคะว่าทำไมกัมพูชาถึงเลือกจะใช้ UNCLOS ในการแก้ปัญหาชายแดนกับไทย  กัมพูชาได้อะไรอย่างนั้นหรือ…?

อย่างแรกเลยกัมพูชาอ้าง UNCLOS เพื่อจะเปลี่ยนประเด็นจากข้อพิพาทของ 2 ประเทศให้เป็นปัญหาระดับสากล ดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาได้ช่วยไกล่เกลี่ยและเพิ่มความชอบธรรมทางการทูต   ประเด็นต่อมาคือ  การเพิ่มอำนาจต่อรองเรื่องก๊าซและน้ำมัน โดยมีความเป็นไปได้ที่ทางกัมพูชาจะอ้างสิทธิการใช้เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ประกาศสิทธิครอบครองตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) โดยขยายออกไปสูงสุดไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล  หรือประมาณ 370 กิโลเมตร จากเส้นฐานชายฝั่ง โดยเขตเศรษฐกิจจำเพาะนี้ให้สิทธิพิเศษแก่กัมพูชาในการสำรวจ ขุดเจาะ และแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์น้ำ และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันใต้ทะเล เป็นต้น  ซึ่งการลากเส้นทางทะเลดังกล่าวจะเพิ่มความชอบธรรมในการเคลมการหาผลประโยชน์พื้นที่ในทะเลในจุดที่เคยเป็นพื้นที่พิพาทให้เป็นของกัมพูชาได้  ข้อ 3 คือการลดการใช้แผนที่และสนธิสัญญาจากยุคอาณานิคมแต่หันมายึดกฎหมายทะเลยุคใหม่แทน  สุดท้ายการใช้ UNCLOS จะเพิ่มภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้แก่กัมพูชาด้วย  

แล้วฝั่งไทยละการใช้ UNCLOS มีประโยชน์อย่างไร  เอย่าก็ต้องบอกก่อนว่าไทยเราใช้ UNCLOS มาหลายประเทศแล้วรอบบ้านเราทั้งเมียนมาและมาเลเซีย  รวมถึงประเทศที่จะมีน่านน้ำติดกับเราอย่าง อินเดีย  เวียดนาม  อินโดนีเซียก็เช่นกัน  ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยเราจึงมีประสบการณ์เป็นอย่างดี อะไรที่ฝั่งกัมพูชาคิดจะทำได้ฝั่งไทยก็ทำได้เช่นกันในกรอบข้อกำหนดเดียวกัน

ถึงวันนี้เอย่ามั่นใจว่าการที่ท่านอนุทินเดินทางไปยังฝรั่งเศสแล้วบอกกับประธานาธิบดี มาครง เรื่องกันยกเลิก MOU44 แล้วหันกลับมาใช้ UNCLOS น่าจะเป็นอะไรที่เป็นมาตรฐานและเป็นสิ่งที่เจ้าอาณานิคมแต่เดิมของกัมพูชาเข้าใจได้  แถมยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตาชาวโลกด้วยว่าเราไม่ได้รังแกประเทศที่ล้าหลังกว่าอย่างกัมพูชา รวมถึงลากกัมพูชามาประจานของสาธารณะได้อย่างชอบธรรมหากทำสิ่งใดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนั่นเอง

ที่มา : AYA

‘วราวุธ’ ชูนิคมอุตสาหกรรมไทยโตแรง!! อุตสาหกรรมไทยเร่งเครื่อง กนอ. ดัน Green Finance–คาร์บอนเครดิต–อนุญาตโรงงานจบใน 1 เดือน ดันโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ หนุนไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

“วราวุธ” ดัน เครื่องยนต์ลงทุนไทย โชว์ นิคมอุตสาหกรรมโตแรง รองรับย้ายฐานการผลิตโลก

ชู ไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค

วันที่ 26 พ.ค. 69 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า

ผลการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลังจากที่ได้มอบนโยบายเชิงรุกในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยผ่าน “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เห็นผลเป็นรูปธรรม ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรง รับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon City) ของ กนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับนิคม

อุตสาหกรรมทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักลงทุนโลกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การจับมือธนาคารโลกดึง Green Finance สนับสนุนเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมแห่ง

อนาคต การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอนอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน และการใช้ระบบตาอัจฉริยะ ตรวจสอบมลพิษสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมงโดยจากรายงานของนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. พบว่า ณ เดือน มี.ค.2569 ภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 82 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการกว่า 5,798 โรง มูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 13.37 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเลือกไทยเป็นฐานผลิตหลัก

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวเลขการขยายตัวดังกล่าว สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง

“กระทรวงอุตสาหกรรม จึงพร้อมผลักดัน ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย’ (Thailand Future Fund: TFF) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล”

ซึ่งทาง ผู้ว่าการ กนอ. ก็ได้รายงานด้วยว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีปัจจัยหลักจากการย้ายฐานผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีนและฮ่องกง ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในปี 2566 เป็นกว่าร้อยละ 23 ในปัจจุบัน 

ซึ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัล สอดรับกับนโยบาย Low Carbon City ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบัน กนอ. ยังมีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีกกว่า 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย กนอ. จะเร่งพัฒนา Smart Port มาบตาพุด หรือท่าเรืออัจฉริยะ ยกระดับท่าเรือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

กองสื่อสารองค์กร

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

พิธีพระราชทานเพลิงศพ “กัลยา บุญญามณี” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ “กัลยา บุญญามณี” ครอบครัวบุญญามณีน้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมมอบเงินบุญกว่า 5 ล้านบาทให้ รพ.สงขลานครินทร์

ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสำนึกในพระกรุณาคุณ สมเด็จพระสังฆราชฯ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วน และมอบเงินบำเพ็ญกุศลฯทั้งหมด 5,075,066 บาท ให้แก่ รพ.สงขลานครินทร์ 

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเพลิงศพ นางกัลยา บุญญามณี ม.ว.ม., ป.ช. ข้าราชการบำนาญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ภริยานายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเป็นมารดาของนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ณ เมรุวัดแหลมทราย อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นำความปลื้มปิติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวบุญญามณี และนับเป็นเกียรติอันสูงยิ่งแก่ผู้วายชนม์

พร้อมกันนี้ ครอบครัวบุญญามณี น้อมสำนึกในพระกรุณาคุณ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ทรงปลงธรรมสังเวช และโปรดประทานผ้าไตร 3 ไตร พร้อมกับไม้จันทร์ 1 ช่อ เพื่อประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพฯ โดยมีสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในการประกอบพิธีฯเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้วายชนม์ ที่ปฏิบัติราชการด้วยความวิริยะอุตสาหะ และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมาตลอดระยะเวลาการรับราชการ ซึ่งภายในพิธีมีครอบครัว ญาติมิตร ตลอดจนผู้ร่วมพิธีจากทุกภาคส่วน ร่วมแสดงความอาลัยและร่วมส่งดวงวิญญาณเป็นครั้งสุดท้ายจำนวนมาก 

โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานพิธีฯได้เชิญกล่องเพลิงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยไม้จันทน์ประทาน และผ้าไตรประทานของสมเด็จพระสังฆราช มายังบริเวณพิธี โดยมีครอบครัวและญาติของผู้วายชนม์ตั้งแถวรอรับอย่างสมพระเกียรติ

ก่อนเข้าสู่พิธีฯ นายนิธิกร บุญญามณี บุตรชาย อ่านหมายรับสั่งจากสำนักพระราชวัง/สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช นายสรรเพชญ บุญญามณี บุตรชาย อ่านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และนางสาวนิธิยา บุญญามณี บุตรสาว อ่านประวัติ พร้อมกล่าวรำลึกถึงคุณงามความดีที่ผู้วายชนม์ได้อุทิศไว้แก่สังคมและประเทศชาติ 

จากนั้น ประธานในพิธี ได้ทอดผ้าไตรประทานจากสมเด็จพระสังฆราช จำนวน 3 ไตร โดยมีพระราชาคณะและพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ร่วมพิจารณาผ้าไตรตาม

ลำดับพิธีการ ต่อมาเวลา 16.00 น. ประธานในพิธีได้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ และวางดอกไม้จันทน์ประทาน ตามลำดับ 

ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมาของการบำเพ็ญกุศลฯได้มีผู้ร่วมงานจากหลายพื้นที่มาร่วมแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก ในการนี้ครอบครัวบุญญามณี ได้ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เดินทางมาร่วมพิธี เพื่อให้กำลังใจ รวมทั้งที่ได้ร่วมทำบุญบำเพ็ญกุศล โดยครอบครัวบุญญามณี ได้มอบเงินทั้งหมดจำนวน 5,075,066 บาท ที่ได้จากการร่วมบุญพิธีบำเพ็ญกุศลของคุณแม่กัลยา บุญญามณี ให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและสนับสนุนงานสาธารณกุศลทางการแพทย์มูลนิธิ ต่อไป ซึ่งถือเป็นการบริจาคให้มูลนิธิเป็นครั้งที่4 ของครอบครัว พร้อมมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตเทศบาลนครสงขลา จำนวน10โรงเรียน

GrabRanger ช่วยเหลือสังคม ฮีโร่จิตอาสา "GrabRanger" ส่งต่อพลังบวกบนถนน สมาชิกกว่า 1,300 คนทั่วกรุงเทพฯ ขยายเครือข่ายทั่วประเทศเร็วๆ นี้

เปิดใจ “GrabRanger” กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา 

เจ้าของฉายา “ฮีโร่แห่งท้องถนน” กับภารกิจส่งต่อสิ่งดีๆ ในสังคม

เวลาบนท้องถนนทุกนาทีล้วนมีค่า โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ เพราะนั่นคือโอกาสทองในการสร้างรายได้ แต่มีไรเดอร์กลุ่มหนึ่งที่เลือก “เสียสละ” เวลาในการหารายได้เพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน โดยไม่เคยคาดหวังคำขอบคุณหรือค่าตอบแทนใดๆ พวกเขาเหล่านี้เรียกตัวเองว่า “GrabRanger” กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา ที่จะคอยช่วยเหลือกันในคอมมูนิตี้คนขับ รวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ ที่พวกเขาพบเห็น แม้จะมีเส้นทางชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่  GrabRanger มีเหมือนกันคือ “จิตสาธารณะ” ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ ซึ่งช่วยเติมเต็มวันดีๆ ให้กับพวกเขาและส่งต่อพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมในฐานะ “ฮีโร่แห่งท้องถนน”

จากวันที่ไม่มีใครหยุดช่วย…สู่คนที่ไม่เคยละเลยใคร

จุดเริ่มต้นกลุ่ม GrabRanger เริ่มจาก “ประสบการณ์ตรง” ของ เชิดชัย ภานุวงศ์ หรือ “พี่เชิด” ไรเดอร์วัย 58 ปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง GrabRanger ที่เคยเผชิญปัญหาบนถนนเพียงลำพัง

“ตอนนั้นผมน้ำมันหมดกลางทาง ต้องเข็นรถบนถนนอยู่คนเดียวไกลมากๆ มีรถเป็นร้อยๆ คันที่ขับผ่านมาก็ขับผ่านไปเฉยๆ ไม่มีใครช่วยเลย มันรู้สึกท้อใจมาก แต่แล้วก็มีคนหนึ่งยอมจอดลงมาช่วยเข็นรถผมไปด้วยกันจนถึงปั๊มใกล้เคียง วินาทีนั้นผมรู้สึกตื้นตันมาก มันเปลี่ยนความรู้สึกผมไปเลยทำให้ผมตั้งใจว่า หากมีโอกาสจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญปัญหาแบบเดียวกันอีก ตั้งแต่นั้นมา วันไหนที่ผมเจอคนที่ลำบากบนท้องถนนแล้วผมพอจะช่วยได้ ผมจะช่วยทันทีโดยไม่ลังเล”

นับจากวันนั้น พี่เชิดเดินหน้าช่วยเหลือสังคมเป็นชีวิตจิตใจ โดยแบ่งเวลาจากการวิ่งงานมาเป็นไรเดอร์จิตอาสา จนได้เจอกับเพื่อนไรเดอร์ที่มีแนวคิดเดียวกันอีกหลายคน จากการช่วยเหลือกันแบบเล็กๆ ของไรเดอร์ไม่กี่คน ก็ค่อยๆ ขยายเป็นกลุ่มก้อนที่แข็งแรงขึ้น จนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม GrabRanger ในปีที่ผ่านมา (2568)

วันนี้ GrabRanger ได้กลายเป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงปริมณฑล โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุและประสานงาน เพื่อให้ไรเดอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นพื้นที่ในการแชร์และโพสต์คอนเทนต์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการส่งเสริมจิตอาสาและช่วยเหลือสังคมให้กับคนอื่นๆ

ผู้รับ (ความช่วยเหลือ) อุ่นใจ แต่ผู้ให้สุขใจยิ่งกว่า

สำหรับ GrabRanger “ความช่วยเหลือ” ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่กลุ่มไรเดอร์ด้วยกัน แต่ครอบคลุมไปถึงคนบนท้องถนนที่พวกเขาพบเจอและสามารถช่วยได้ เพราะเหตุฉุกเฉินสามารถเกิดได้กับทุกคน

อนุกูล คชฤทธิ์ หรือ “พี่สมดุ่ย” ไรเดอร์รุ่นใหม่ไฟแรงวัย 30 ปีที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีม GrabRanger เล่าถึงบทบาทในทีมว่า “ผมเป็นหนึ่งในทีมแอดมินที่ดูแลเรื่องประสานงาน ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ และแจ้งไปยังคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง หลายครั้งก็ได้ลงพื้นที่ไปช่วยหน้างานด้วยตัวเอง เราช่วยทุกคนที่เจอ ไม่เฉพาะไรเดอร์ เหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะมีทั้งน้ำมันหมด ยางรั่ว ยางแตก แบตรถหมด ไปจนถึงอุบัติเหตุเฉี่ยวชน เราก็ช่วยหมด”

“มีหลายเคสที่เราช่วยแก้ปัญหาให้แบบครบวงจร ครั้งนึงมีไรเดอร์โดนรถเฉี่ยวชนแล้วเขาอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ จากทีแรกเราตั้งใจจะไปช่วยแค่จุดเกิดเหตุ แต่สุดท้ายก็พาเขาไปโรงพยาบาล รวมถึงอาสาช่วยไปลงบันทึกประจำวันให้ที่สถานีตำรวจ จากนั้นก็เอาเอกสารไปส่งให้โรงพยาบาลต่อให้เลยครับ คนที่บาดเจ็บจะได้ไม่ต้องกังวลหลายเรื่องพร้อมกัน บางเคสก็ช่วยแบ่งน้ำมันให้คนที่น้ำมันหมดกลางทาง หรือช่วยคนที่รถเสียตอนฝนตกกลางดึก บางคันก็ไปไหนไม่ได้ตากฝนอยู่กับลูกเล็กๆ เราก็ไปช่วยให้เขาได้กลับบ้านปลอดภัย”

“มันอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ นะครับ แต่มันสำคัญมากสำหรับคนที่กำลังเจอปัญหาอยู่ตอนนั้น บ่อยครั้งผมก็รับรู้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือเขามีความสุขมากที่มีคนมาช่วย แต่พอกลับบ้านไปผมพบว่าใจผมมีความสุขมาก มันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกินความคาดหมาย นึกถึงทีไรก็รู้สึกดีกับตัวเอง” พี่สมดุ่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“พลังจิตอาสา” ส่งต่อได้ ไม่สิ้นสุด

สำหรับ พงษ์ศักดิ์ คันธโชติ หรือ “พี่ฮาท” ไรเดอร์วัย 51 ปี การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเขาเคยทำกิจกรรมจิตอาสามาก่อนมากมายนับไม่ถ้วน “จริงๆ ผมทำจิตอาสามานานแล้วครับ เช่นเหตุการณ์ใหญ่ๆ อย่างตึกถล่มก็ได้เข้าไปช่วยเหลือคนหน้างาน ถึงจะต้องเสียเวลางานไปบ้าง แต่เราก็อยากช่วย เพราะผมอยากเห็นสังคมของเราน่าอยู่ขึ้นจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” พี่ฮาทกล่าว

เมื่อมาเข้าร่วม GrabRanger เขาเห็นโอกาสในการขยายพลังเล็กๆ นี้ให้กว้างขึ้น ผ่านการทำคอนเทนต์ในทีมเพื่อแชร์เรื่องราวของพวกเขาให้มีคนเห็นมากขึ้น เป็นการชักชวนคนที่มีจิตอาสาเหมือนกันมาเข้าร่วมทีม GrabRanger พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่ายังมีกลุ่มคนอย่างพวกเขาที่พร้อมเคียงข้างและช่วยเหลือกันในทุกเส้นทาง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในวันนั้น สู่ GrabRanger ในวันนี้ที่เติบโตเกินความคาดหมาย โดยพี่ฮาทกล่าวอย่างภูมิใจว่า “GrabRanger มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้มีมากกว่า 1,300 คนแล้ว กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 50 เขต รวมถึงปริมณฑล แล้วเพจของเราที่ตอนแรกคิดว่าคงมีคนติดตามแค่หลักพัน แต่ตอนนี้พุ่งไปถึง 2 หมื่นกว่าคน ซึ่งถือเป็นกำลังใจที่สะท้อนว่ามีหลายคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำจริงๆ”

“แปลกนะ ผมไม่เคยจำได้ว่าเคยไปช่วยใครบ้าง แต่หลายคนตอนเขามาเจอผม เขาจะจำผมได้แม่น บอกว่าเราเคยช่วยเหลือเขานะแล้วก็ยิ้มใหญ่เลย ทำให้เราใจฟูมาก บางคนกลับมาขอบคุณ มาทักทายเรา หรือกลับมาร่วมทีมกับเราด้วยก็มี มันเหมือนเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆ กันไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด” พี่ฮาท กล่าวเสริม

เป้าหมายต่อไปของ GrabRanger คือการขยายเครือข่ายนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนในทุกพื้นที่ มอบความอุ่นใจให้ทุกคนบนทุกเส้นทาง ตามสโลแกนของทีม #ถึงขับไม่ซิ่งแต่น้ำใจพี่วิ่งไม่หยุด #ทุกเส้นทางเราพร้อมเคียงข้างคุณ

“แค่เรามีจิตอาสา ยอมเสียสละเวลาวิ่งงานบ้าง แล้วลงมือทำโดยไม่หวังอะไรตอบแทน สังคมมันจะดีขึ้นได้จริงๆ และเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำด้วยครับ” พี่ฮาท กล่าวทิ้งท้าย

ทุนศึกษาเพิ่มโอกาส!! ต้นทุนเรียนสูงขึ้นทั่วโลก ทุนไม่ได้เพียงช่วยเหลือเงิน แต่เป็นแรงใจสู่อนาคต เคทีซีช่วยสนับสนุนทุนข่าวเศรษฐกิจ

เมื่อ “ต้นทุนการเรียนรู้” สูงขึ้น

ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่แค่เงินช่วยเหลือ แต่คือโอกาสที่ส่งต่อได้

ในวันที่โลกการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือหนังสือเรียนอีกต่อไป เด็กและเยาวชนต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี แพลตฟอร์มออนไลน์ ประสบการณ์จริง และทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกัน “ต้นทุนของการเรียนรู้” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายครอบครัวต้องแบกรับตลอดปีการศึกษา

เมื่อภาระค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อครัวเรือน ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือระยะสั้น แต่เป็นแรงประคองที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งสามารถเดินหน้าต่อในเส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และช่วยให้ครอบครัวมีพื้นที่ในการวางแผนอนาคตของบุตรหลานได้ดีขึ้น แม้จะอยู่ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับครอบครัวที่มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอยู่ในหลายกลุ่มอาชีพ รวมถึงครอบครัวคนทำงานข่าวที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ติดตามความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีบทบาทไม่ต่างจากพ่อแม่ในอาชีพอื่นที่ต้องดูแลอนาคตทางการศึกษาของลูก

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่อง จึงร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และส่งต่อกำลังใจให้กับครอบครัวคนข่าวที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจของประเทศ

นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” กล่าวว่า วันนี้ต้นทุนของการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ค่าเล่าเรียน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกอนาคต เคทีซีเชื่อว่าความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คือรากฐานสำคัญของการเติบโตทั้งในระดับบุคคลและสังคม การสนับสนุนทุนการศึกษาอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่บางครั้งโอกาสเล็ก ๆ นี้ สามารถต่อยอดเป็นความมั่นใจและอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้อย่างมีความหมาย

ด้านนางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาของบุตรสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของอนาคต โดยโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมฯ ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี และในปี 2569 ได้มอบทุนการศึกษารวม 61 ทุน เพื่อช่วยสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวสมาชิก

ขณะที่นางสาวมาสุทธิ ตั้งภควัตกุล ตัวแทนสมาชิกสมาคมฯ สะท้อนว่า ในวันที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อหลายครอบครัว ทุนการศึกษาที่ได้รับไม่ได้ช่วยเพียงแบ่งเบาค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นกำลังใจที่ทำให้ครอบครัวคนข่าวรู้สึกว่า ยังมีผู้เห็นความสำคัญของการศึกษาและพร้อมร่วมสนับสนุนอนาคตของบุตรหลานสมาชิก

ท้ายที่สุด ทุนการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่แค่วันที่ได้รับมอบ และการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่เพียงในห้องเรียน แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของกำลังใจ ความหวัง และโอกาสที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งเดินต่อไปได้ไกลขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า การสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน คือการลงทุนระยะยาวที่ส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในอนาคต

ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไทยติดกับดักเปลี่ยนผ่านเวียดนามติดกับดักปริมาณ ใครจะครองบัลลังก์ท่องเที่ยวอาเซียน ไทยต้องเร่งกู้ความปลอดภัย ก่อนเสียแชมป์ท่องเที่ยวให้เวียดนาม

ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ศึกใหญ่แห่งอาเซียน เมื่อเวียดนามท้าชิงบัลลังก์ท่องเที่ยวไทย

ภาพที่สวนทางกันอย่างเจ็บปวด

ปี 2568 เป็นปีที่ "ไทยหดตัว เวียดนามพุ่ง" พร้อมกัน

ไทยมีนักท่องเที่ยว 32.97 ล้านคน ลดลง -7.23% รายได้หดลงอีก -4.71% โดยเฉพาะตลาดจีนที่หายไป -33.8% แม้ยุโรปและรัสเซียฟื้นตัวแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจอุดรอยรั่วที่ใหญ่เกินไปได้

เวียดนามกลับสร้างประวัติศาสตร์ด้วยนักท่องเที่ยว 21.2 ล้านคน โต +20.4% รายได้ทะลุ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก และตั้งเป้าปี 2569 ที่ 25 ล้านคน ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลข

เวียดนามกำลังติดกับดัก "Volume Trap" — รายได้เพิ่มตามจำนวนคน ไม่ใช่ตามมูลค่าต่อหัว รายได้กว่า 50% มาจากนักท่องเที่ยวในประเทศที่ใช้จ่ายต่ำ โครงสร้างพื้นฐานการบริการยังอันดับ 80 โลก และนโยบายการท่องเที่ยวติดอยู่ที่อันดับ 98 ขวางการเข้าสู่ตลาด Luxury อย่างสมบูรณ์

ไทยก็ไม่ได้สบายกว่า กำลังติดกับดัก "Transition Friction" — ประกาศ "Less for More" แต่ธุรกิจฐานราก ทัวร์ โรงแรมกลาง ร้านของฝาก ทั้งหมดออกแบบมาเพื่อรองรับมวลชน 40 ล้านคน เมื่อจีนหายไป สภาพคล่องพังทันที และยิ่งน่าห่วงกว่านั้นคือ ความปลอดภัยของไทยร่วงจากอันดับ 86 → 102 โลก และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนด้านความปลอดภัยดิ่งจาก 26% เหลือเพียง 19%

ยุทธศาสตร์ที่กำลังสู้กัน

ไทย ชูกลยุทธ์ "Less for More" — DTV Visa ดึง Digital Nomads, Medical & Wellness Hub, Soft Power "5 Must Do in Thailand" และกระจายรายได้สู่เมืองรอง

เวียดนาม ตีด้วย "Dual Visa + Digital Revolution" — ยกเว้นวีซ่า 45 วันสำหรับ 13 ประเทศเป้าหมาย e-visa 90 วันสำหรับทั่วโลก และพัฒนาซูเปอร์แอป "Visit Vietnam" ที่บูรณาการ AI + Blockchain + Real-time Data ทั้งระบบ เป้าหมายชัดเจน — Top 30 TTDI ภายในปี 2573

ทางรอดของไทย

ชัยชนะในทศวรรษหน้า ไม่วัดที่จำนวนนักท่องเที่ยว แต่วัดที่ "ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนปริมาณให้เป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืน"

ไทยต้องปฏิรูปใน 5 มิติพร้อมกัน — กอบกู้ความปลอดภัยอย่างเด็ดขาด เจาะตลาดพรีเมียมอย่างจริงจัง สร้างระบบนิเวศดิจิทัลระดับชาติ บังคับมาตรฐาน ESG และ Overtourism และที่สำคัญที่สุด — เปลี่ยนเวียดนามจากคู่แข่งเป็นพันธมิตร ด้วยการผลักดัน Common Visa อาเซียน ให้ไทยเป็น "ฮับ" ที่ทุกคนต้องผ่าน

ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องทิ้ง "อดีตอันหอมหวานของยอดตัวเลข" และเดินหน้าด้วย "คุณภาพ นวัตกรรม และความปลอดภัย" เพราะนี่คือไพ่ใบสุดท้ายที่จะตัดสินว่า

ไทยจะยังผงาดเป็นเจ้าแห่งท่องเที่ยวอาเซียน หรือจะก้าวลงจากบัลลังก์อย่างถาวร

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=2860068067665570&id=100009872145864&rdid=wyUjVSzt4it3yjeG#

บพท. ดันน้ำผึ้งไทย!! ยกระดับน้ำผึ้งสู่ซูเปอร์แบรนด์ ทลายข้อจำกัดมาตรฐานสากล แก้ไขปัญหาน้ำผึ้งปลอม ส่งเสริมเกษตรกรและตลาดโลก


ยกระดับน้ำผึ้งไทยสู่ซูเปอร์แบรนด์ระดับโลก

บพท. หนุนกลุ่ม SIE คลัสเตอร์ชันโรง สร้างความเข้มแข็งและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมน้ำผึ้งไทย ทลายข้อจำกัดมาตรฐานน้ำผึ้งสากล ฝ่าวิกฤตน้ำผึ้งปลอม ผลักดันน้ำผึ้งไทยให้โลดแล่นในตลาดน้ำผึ้งโลก ชูบทบาทผึ้งไทยในฐานะ Game Changer พลิกโฉมประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจมูลค่าสูง

“ผึ้ง” เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลายของของพืชพรรณสูง ทำให้มีสายพันธุ์ผึ้งท้องถิ่นถึง 5 ชนิดจาก 8 ชนิดในทวีปเอเชีย ได้แก่ ผึ้งหลวง ผึ้งโพรง ผึ้งพันธุ์ ผึ้งมิ้ม ผึ้งม้าน และชันโรงอีกกว่า 34 สายพันธุ์ ด้วยปัจจัยความหลากหลายทางชีวภาพนี้ ทำให้น้ำผึ้งไทยมีคาแรคเตอร์และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับทักษะการทำเกษตรแม่นยำของคนไทย ยิ่งส่งเสริมให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง ทว่าปัจจุบันน้ำผึ้งไทยยังคงเผชิญความท้าทายด้านมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานการส่งออก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร (Bee Park) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และประธานภูมิภาคเอเชีย สมาคมผู้เลี้ยงผึ้งนานาชาติ  (International Federation of Beekeepers’ Association: Apimondia) สมาคมผึ้งโลกมีอายุกว่า 129 ปี กล่าวว่า “แม้ตลาดน้ำผึ้งโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กลับคุ้นเคยและนิยมน้ำผึ้งพันธุ์ฝรั่งมากกว่า สาเหตุสำคัญมาจาก “มาตรฐานน้ำผึ้งสากล” ซึ่งถูกกำหนดขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลจากผึ้งพันธุ์ฝรั่ง ทำให้น้ำผึ้งไทยซึ่งมีกรดธรรมชาติสูงและมีเอนไซม์ที่แตกต่าง มักถูกประเมินว่า ‘ไม่ผ่านเกณฑ์’ ทั้งที่เป็นน้ำผึ้งคุณภาพดี”

นอกจากปัญหาด้านมาตรฐานดังกล่าว อุตสาหกรรมน้ำผึ้งโลกยังประสบปัญหา “น้ำผึ้งปลอม” ที่เข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดและดึงราคาน้ำผึ้งแท้ให้ต่ำลง ทำให้น้ำผึ้งถูกรับซื้อในลักษณะ ‘เหมาจ่าย’ โดยไม่มีการคัดแยกเกรดคุณภาพ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตน้ำผึ้งแท้ที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าต้องแบกรับภาระหนักและมองว่าการนำน้ำผึ้งแท้ไปแข่งขันในกลไกราคาตลาดทั่วไปไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

ยิ่งไปกว่านั้น แม้พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาบริโภคน้ำผึ้งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและยารักษาโรคมากขึ้น แต่น้ำผึ้งไทยกลับยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ตามศักยภาพอย่างเต็มที่ เนื่องจากข้อมูลเชิงลึกด้านโภชนาการของน้ำผึ้งไทยยังไม่ถูกรวบรวมอย่างเป็นระบบ ขาดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่จะมาชี้วัดคุณค่า และขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งผลิตต้นทาง ทำให้ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นและความเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริง น้ำผึ้งไทยจึงถูกด้อยค่าให้เป็นเพียง “น้ำตาลราคาถูก” แทนการถูกยอมรับในฐานะ“ซูเปอร์ฟู้ด”(Superfood) ที่มีคุณค่าและมูลค่าสูง

คณะวิจัยโครงการ “การสร้างความเข้มแข็งและยกระดับห่วงโซ่มูลค่าแบบองค์รวมของผลผลิตของชันโรงในประเทศไทย” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้การกำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) จึงเห็นถึงการสร้างองค์ความรู้ในด้านต่างๆ พร้อมไปกับการสร้างความร่วมมือภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้น้ำผึ้งเขตร้อน และชันโรง ซึ่งคุณลักษณะที่โดดเด่นและแตกต่างจากน้ำผึ้งทั่วไป มีหมวดมาตรฐานเฉพาะของตนเอง เพื่อยอมรับในระดับสากล ที่จะทำให้ไทยมีรายได้จากการส่งออกน้ำผึ้งมากขึ้น

แต่การจะไปถึงเป้าหมายระดับโลกได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความเข้มแข็งจากภายใน คณะวิจัยจึงสร้างกลไกการขับเคลื่อนงานโดยใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อพัฒนามาตรฐานน้ำผึ้งไทย ผ่านการสร้างมาตรฐานแบบมีส่วนร่วมแบบยั่งยืนที่เรียกว่า 7S3A โดยมีแกนหลักคือ 1.) Standard (มาตรฐาน) สนับสนุนให้เกษตรกรปรับตัวเข้าสู่ระบบฟาร์มมาตรฐาน (GAP) และมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัย (GMP) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สะอาดและตรวจสอบย้อนกลับได้ 2) Specialty (เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น) ดึงจุดเด่นด้านรสชาติ สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และสรรพคุณทางยาของน้ำผึ้งแต่ละท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ 3) Sustainability (ความยั่งยืน) ประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมกระบวนการผลิตที่เอื้อต่อระบบนิเวศ ตลอดจนการสร้างหลักประกันรายได้ที่เป็นธรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพกระบวนการผลิตน้ำผึ้งไทย

ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคัดเกรดน้ำผึ้ง หรือ “ดัชนีชี้วัดน้ำผึ้งเขตร้อน” (Tropical Honey Index: THI) ในการคัดเกรดน้ำผึ้งตามคุณค่าทางชีวภาพ ช่วยคัดแยกน้ำผึ้งเกรดพรีเมียมออกจากน้ำผึ้งคุณภาพต่ำ และที่สำคัญคือช่วยคัดน้ำผึ้งปลอมออกจากระบบได้ ซึ่งจะสามารถยกระดับราคาน้ำผึ้งไทยให้สูงขึ้นตามเกรดคุณภาพ ทั้งยังส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์มี ‘มาตรฐานร่วม-เรื่องเล่าร่วม-สัญลักษณ์ร่วม’ ภายใต้แนวคิด “มัลติแบรนด์” (Multi-Brand) เพื่อสร้างภาพจำที่แข็งแกร่งให้แก่น้ำผึ้งไทยในสายตาประชาคมโลก

 “การใช้ดัชนีชี้วัดน้ำผึ้งเขตร้อน (THI) คัดกรองน้ำผึ้งปลอมออกไป จะช่วยกอบกู้ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นต่อน้ำผึ้งไทยให้กลับคืนมา หากเราเรียกความมั่นใจนี้กลับมาได้ มูลค่าการส่งออกที่ปัจจุบันอยู่ระดับพันล้านบาท จะขยายตัวและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อีกมาก” รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ กล่าว 

ท้ายที่สุดแล้ว การผลักดันน้ำผึ้งไทยให้ก้าวขึ้นเป็น “ซูเปอร์แบรนด์ระดับโลก” จะมีส่วนช่วยขยายฐานผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์น้ำผึ้งไทย โดยเปลี่ยนน้ำผึ้งจากสินค้าทางการเกษตรสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินของคนไทย เพราะเมื่อเราตระหนักถึงคุณประโยชน์และเห็นคุณค่าที่แท้จริงของน้ำผึ้ง นอกจากระบบเศรษฐกิจจะเติบโตแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน รวมทั้งระบบนิเวศที่ได้รับการฟื้นฟู

“ผึ้ง” จึงไม่ใช่แค่นักผสมเกสร แต่จะเป็น “Game Changer” หรือ “ตัวเปลี่ยนเกม” ที่สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและนำพาประเทศไทยสู่ยุค “เศรษฐกิจมูลค่าสูง” ได้จริง 

28 พฤษภาคม 2543 จากปราสาทเทพนิยายสู่ความทรงจำ ‘แดนเนรมิต’ ปิดฉากอย่างเป็นทางการ อวสานสวนสนุกกลางกรุง กลายเป็นเพียงความทรงจำ

28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 “แดนเนรมิต” ปิดฉากอย่างเป็นทางการ อวสานสวนสนุกกลางกรุงในตำนาน

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 คืออีกหนึ่งวันสำคัญในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก เพราะเป็นวันที่ “แดนเนรมิต” ปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ปิดฉากสวนสนุกกลางแจ้งชื่อดังกลางกรุงเทพฯ ที่เคยมอบเสียงหัวเราะ ความตื่นเต้น และความสุขให้กับเด็กและครอบครัวไทยมายาวนานหลายทศวรรษ เหตุการณ์วันนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการยุติกิจการของสถานที่แห่งหนึ่ง แต่คือการสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งความทรงจำของคนรุ่นหนึ่งอย่างแท้จริง

สำหรับคนไทยในยุคหนึ่ง “แดนเนรมิต” ไม่ใช่แค่สวนสนุก แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ตั้งแต่ภาพปราสาทเทพนิยายด้านหน้า เครื่องเล่นนานาชนิด ขบวนพาเหรด ตัวการ์ตูน ไปจนถึงบรรยากาศของวันหยุดที่พ่อแม่พาลูกหลานมาเที่ยวด้วยความตื่นเต้น ทุกองค์ประกอบทำให้แดนเนรมิตกลายเป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็กและความทรงจำร่วมของผู้คนจำนวนมหาศาล

แดนเนรมิตถือเป็นหนึ่งในสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรก ๆ ของไทยที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ และเคยเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพมหานครในยุคที่ตัวเลือกด้านความบันเทิงสำหรับครอบครัวยังไม่ได้มีมากเหมือนทุกวันนี้ การได้ไปแดนเนรมิตในวันเด็ก วันเกิด หรือวันหยุดพิเศษ ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับเด็กหลายคนในเวลานั้น จึงไม่แปลกที่ชื่อของแดนเนรมิตยังคงถูกพูดถึงด้วยความคิดถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว

เสน่ห์ของแดนเนรมิตอยู่ที่การเป็น “สวนสนุกกลางกรุง” ที่เข้าถึงผู้คนได้ง่าย ตั้งอยู่ในทำเลที่คนกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรู้จักดี ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายของทั้งนักท่องเที่ยว ครอบครัว โรงเรียน และเด็ก ๆ จากทั่วสารทิศ หลายคนมีความทรงจำครั้งแรกของการขึ้นรถไฟเหาะ นั่งม้าหมุน ล่องเรือ หรือถ่ายรูปกับปราสาทสวย ๆ อยู่ที่สถานที่แห่งนี้

แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป แดนเนรมิตก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามบริบทของเมืองและเศรษฐกิจ การแข่งขันในธุรกิจสวนสนุกเข้มข้นขึ้น พื้นที่ในเมืองมีมูลค่าสูงขึ้น และเงื่อนไขด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินก็เปลี่ยนไป จนท้ายที่สุดสวนสนุกในตำนานแห่งนี้ต้องยุติการให้บริการลงในวันที่ 28 พฤษภาคม 2543 ปิดฉากตำนานที่อยู่คู่กรุงเทพฯ และหัวใจของคนไทยมานานกว่า 2 ทศวรรษ

การปิดตัวของแดนเนรมิตจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความเสียดาย ความอาลัย และความคิดถึง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การหายไปของเครื่องเล่นหรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่คือการจากไปของ “โลกแห่งความสุข” ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน หลายคนจดจำแดนเนรมิตได้จากภาพปราสาทสีสดใส บัตรผ่านประตู เครื่องเล่นที่เคยนั่งกับพ่อแม่ หรือเสียงหัวเราะในวัยเด็กที่ดูเหมือนจะยังลอยอยู่ในความทรงจำเสมอ

แม้แดนเนรมิตจะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในปี 2543 แต่ชื่อของมันไม่เคยหายไปจากสังคมไทย ตรงกันข้าม ยิ่งเวลาผ่านไป แดนเนรมิตกลับยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความทรงจำวัยเยาว์” สำหรับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนยุค 80 และ 90 ที่เติบโตมาพร้อมสวนสนุกแห่งนี้ ชื่อของแดนเนรมิตจึงไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่ แต่หมายถึงช่วงเวลาแห่งความสุขที่ไม่มีวันย้อนกลับมาได้เหมือนเดิม

ในอีกมิติหนึ่ง การปิดตัวของแดนเนรมิตยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของกรุงเทพฯ จากเมืองที่ยังมีพื้นที่แห่งความฝันและความบันเทิงแบบดั้งเดิม ไปสู่เมืองสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรูปแบบไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ มากขึ้น นั่นทำให้แดนเนรมิตไม่ใช่เพียงเรื่องของสวนสนุก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในยุคหนึ่งที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

ดังนั้น วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 จึงเป็นมากกว่าวันปิดกิจการของสวนสนุกแห่งหนึ่ง หากเป็นวันแห่งการปิดฉาก “ตำนานสวนสนุกกลางกรุง” ที่เคยมอบความสุขให้ผู้คนทั้งประเทศ และแม้แดนเนรมิตจะหายไปจากแผนที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่ในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก สถานที่แห่งนี้ยังคงมีชีวิตอยู่เสมอในฐานะโลกมหัศจรรย์ของวัยเด็กที่ไม่มีวันลืม

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95

มาดูโปรไฟล์ทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธ์ เขาเรียนอะไรกัน (ใช้งานฟรีไม่มีเงินเดือน) เผื่อน้องๆรุ่นหลังเดินรอยตาม

1.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ป.โท กฏหมายธุรกิจระหว่างประเทศ จาก Harvard Law School

2.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

3.ปิติ ศรีแสงนาม ป.เอก เศรษฐศาสตร์ University of Melbourne

4.อาร์ม ตั้งนิรันดร ป.เอก กฎหมาย Peking University, Harvard Law School,Stanford University

5.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย ป.เอก เศรษฐศาสตร์UC,Berkeley

6.ยรรยง ไทยเจริญ ป.เอก เศรษฐศาสตร์ MIT

7.ภูสิต รัตนสกุล เสรีเริงฤทธิ์ ป.โท Public Administration,University of Soutern California

หมายเหตุ แค่ทีมงานบางส่วน

29 พฤษภาคม ของทุกปี “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” วันแห่งการขอบคุณผู้เสียสละและกล้าหาญเพื่อสันติภาพของโลก รำลึกผู้ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สู่อนาคตที่ต้องปรับตัวและเข้มแข็งขึ้น

29 พฤษภาคม “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” วันแห่งการขอบคุณผู้เสียสละและกล้าหาญเพื่อสันติภาพของโลก

วันที่ 29 พฤษภาคมของทุกปี เป็น วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ หรือ International Day of United Nations Peacekeepers วันที่องค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นเพื่อยกย่องและขอบคุณเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ผู้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลกด้วยความเสียสละ ความกล้าหาญ และความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งรำลึกถึงผู้ที่สละชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติ

ที่มาของวันสำคัญนี้เริ่มจากการที่ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีมติ 57/129 กำหนดให้วันที่ 29 พฤษภาคม เป็นวันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ โดยเลือกวันนี้เพื่อระลึกถึงวันที่ในปี 1948 ซึ่งเป็นวันที่ภารกิจรักษาสันติภาพแรกของสหประชาชาติ คือ United Nations Truce Supervision Organization (UNTSO) เริ่มปฏิบัติการในปาเลสไตน์

ความสำคัญของวันดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงการจัดพิธีรำลึก แต่คือการย้ำให้โลกเห็นว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พวกเขาต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สงคราม พื้นที่เปราะบางหลังความขัดแย้ง หรือพื้นที่ที่สังคมกำลังบอบช้ำจากความรุนแรง เพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ ปกป้องพลเรือน ลดความสูญเสีย และเปิดทางให้สังคมเหล่านั้นกลับไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

สหประชาชาติอธิบายว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพไม่ได้มีแค่ทหารติดอาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ตำรวจและบุคลากรพลเรือน ที่ทำหน้าที่หลากหลาย ตั้งแต่การดูแลความมั่นคง สนับสนุนการหยุดยิง ช่วยจัดการเลือกตั้ง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ฟื้นฟูสถาบันของรัฐ ไปจนถึงช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามให้กลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง

เมื่อมองในภาพใหญ่ ภารกิจของเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพคือการทำงานในจุดที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พวกเขาต้องเผชิญทั้งอันตรายจากอาวุธ ความเสี่ยงทางการเมือง ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ และความเปราะบางของสังคมในพื้นที่จริง จึงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า การปฏิบัติงานของคนกลุ่มนี้คือหนึ่งในรูปธรรมของการอุทิศตนเพื่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่ง วันที่ 29 พฤษภาคมยังเป็นวันแห่งการรำลึกถึงเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สหประชาชาติระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1948 มีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพเสียชีวิตในภารกิจแล้วมากกว่า 3,500 คน และในสารของเลขาธิการสหประชาชาติยังระบุว่า ตั้งแต่ปี 1948 เป็นต้นมา มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติมาแล้วมากกว่า 2 ล้านคน ใน 71 ภารกิจ ทั่วโลก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การรักษาสันติภาพไม่ใช่แนวคิดเชิงอุดมคติที่สวยงามอย่างเดียว แต่เป็นงานจริงที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยงและบางครั้งต้องแลกด้วยชีวิต เจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องจากครอบครัวไปปฏิบัติงานในดินแดนห่างไกล เพื่อคุ้มครองชีวิตของผู้คนที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพถูกใช้ทั้งเพื่อ “ขอบคุณ” และเพื่อ “ระลึกถึง”

ในแต่ละปี สหประชาชาติยังใช้วันดังกล่าวเพื่อสื่อสารประเด็นร่วมสมัยของภารกิจรักษาสันติภาพด้วย สำหรับปี 2025 สหประชาชาติระบุธีมว่า “The Future of Peacekeeping” และ “Fit for the Future, Building Better Together” ซึ่งสะท้อนว่าภารกิจรักษาสันติภาพในอนาคตจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งสงครามที่ซับซ้อนขึ้น ภัยคุกคามข้ามชาติ เทคโนโลยี และความคาดหวังของประชาคมโลกที่เปลี่ยนไป

สำหรับสังคมโลก วันที่ 29 พฤษภาคมจึงไม่ใช่เพียงวันพิธีการขององค์การระหว่างประเทศ แต่เป็นวันที่เตือนให้มนุษย์ตระหนักว่า “สันติภาพ” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง และไม่ได้คงอยู่ได้ด้วยถ้อยคำเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากที่พร้อมทำงานอยู่ในแนวหน้า ท่ามกลางความเสี่ยง ความเหน็ดเหนื่อย และความไม่แน่นอน เพื่อปกป้องชีวิตของผู้อื่นและช่วยประคองโลกให้ไม่ถลำสู่ความรุนแรงมากไปกว่านี้.

ดังนั้น 29 พฤษภาคม วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ จึงเป็นวันที่ควรค่าแก่การรำลึกอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันแห่งการขอบคุณผู้ที่อุทิศตนด้วยความกล้าหาญในภารกิจเพื่อสันติภาพ และเป็นวันที่โลกต้องไม่ลืมว่า เบื้องหลังคำว่า “สันติภาพ” ยังมีเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมากที่กำลังทำงานอย่างเสียสละอยู่ในพื้นที่อันตรายทั่วโลกทุกวัน

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/peacekeepers-day?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top