Thursday, 4 June 2026
TheStatesTimes

NASA เปิดแผน Moon Base แผนสร้างฐานยั่งยืนขั้วใต้ดวงจันทร์ แบ่ง 3 ระยะสำรวจ-สร้าง-พัฒนา เน้นพลังงาน-วิทยาศาสตร์-พาณิชย์ รองรับภารกิจอวกาศระยะยาว

เมื่อวันอังคาร (26 พ.ค.) องค์การนาซา (NASA) ของสหรัฐฯ เปิดเผยแผนการ "มูน เบส" (Moon Base) 

ซึ่งเป็นแผนการสร้างฐานของมนุษย์ที่ยั่งยืนบริเวณใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์ภายใต้โครงการสำรวจอาร์ทิมิส (Artemis) โดยมีการนำเสนอยุทธศาสตร์และแผนงานสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนดวงจันทร์ เพื่อสนับสนุนการสำรวจระยะยาวของมนุษย์ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์บนดวงจันทร์

นาซาระบุว่าแผนการมูน เบส จะแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะหนึ่งมุ่งสำรวจด้วยหุ่นยนต์และเทคโนโลยีจนถึงปี 2029 ระยะสองมุ่งสร้างระบบอยู่อาศัยเบื้องต้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและการสื่อสารในช่วงปี 2029-2032 และระยะสามมุ่งสร้างฐานของมนุษย์ที่ยั่งยืนบนดวงจันทร์และพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 2032

ขั้วใต้ของดวงจันทร์เป็นภูมิภาคเป้าหมายเพราะมีช่วงเวลาที่ได้รับแสงอาทิตย์ยาวนาน ซึ่งเอื้อต่อการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และมีสภาพความร้อนที่เสถียรมากขึ้นสำหรับปฏิบัติการบนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงมีความน่าสนใจทางวิทยาศาสตร์สูงเพราะอยู่ใกล้หนึ่งในพื้นที่ที่เก่าแก่ที่สุดของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแอ่งอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในระบบสุริยะ

นาซาระบุว่าตัวอย่างจากพื้นที่นี้อาจมอบข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ สำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของดวงจันทร์และระบบโลก-ดวงจันทร์ รวมถึงวิวัฒนาการของระบบสุริยะ

มูน เบส จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ การสาธิตเทคโนโลยี และการสำรวจ ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับภารกิจสำรวจอวกาศห้วงลึกในอนาคต และส่งเสริม "เศรษฐกิจดวงจันทร์" ที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ โดยหุ้นส่วนเชิงพาณิชย์และผู้ประสานงานนานาชาติจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนามูน เบส และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา : Xinhua

ThaiBev ดันซัพพลายเชนยั่งยืน ผสานเทคโนโลยีและข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพ เป้าหมาย Net Zero 2030 เพิ่มพลังงานหมุนเวียน นวัตกรรม Triple O ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สมุยโมเดลแก้โลจิสติกส์บนเกาะสู่อนาคตดิจิทัล

ข้อมูลอัจฉริยะ เสริมพลังซัพพลายเชนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือระหว่าง ThaiBev x TCC Technology x CMKL University

เมื่อเร็ว ๆ นี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group ได้จัดเวที opentalk ช่วงพิเศษ เพื่อเปิดมุมมองให้ทุกท่านเห็นว่า “การพลิกโฉมซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล” สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว และความยั่งยืนได้อย่างไร โดยได้รับเกียรติจากคุณอรทัย พูลทรัพย์ Chief of Supply Chain Thailand บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (ThaiBev) มาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และประสบการณ์ในการบริหารซัพพลายเชนที่มีความซับซ้อน พร้อมถ่ายทอดแนวทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง TCC Technology (TCCtech) และ CMKL University

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านซัพพลายเชน

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณอรทัย พูลทรัพย์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลภาพรวมซัพพลายเชนของ ThaiBev ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต ไปจนถึงการกระจายสินค้าแบบครบวงจร จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ซัพพลายเชนของ ThaiBev แตกต่างคือ แนวคิด “การหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์” หรือการนำบรรจุภัณฑ์กลับมารีไซเคิลหลังการบริโภค โดยโครงสร้างซัพพลายเชนได้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การจัดซื้อ การผลิต การจัดการบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน และการบริหารจัดการของเสีย ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และเป็นรากฐานของกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ความสำเร็จนี้ยังเกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับ TCC Technology (TCCtech) ในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ที่ช่วยวางแพลนและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายซัพพลายเชน: มุ่งสู่ Net Zero และ Circularity

กลยุทธ์ซัพพลายเชนของ ThaiBev สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับโลก โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีแหล่งกำเนิดจากซัพพลายเออร์ ด้วยจำนวนซัพพลายเออร์มากกว่า 3,000 ราย การจัดการในส่วนนี้จึงต้องอาศัยทั้งความร่วมมือ ดูแล และการมองเห็นข้อมูลตลอดห่วงโซ่คุณค่า ขณะเดียวกัน ThaiBev ยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 40% อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการบรรลุการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ 100% ภายในปี 2030 ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) ในระดับสากล แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้ผลิต จากเดิมที่รับผิดชอบเพียงกระบวนการผลิต ไปสู่การรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการบริโภคอย่างครบถ้วนในทุกด้าน

คุณอรทัยยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่เดิม ตัวอย่างเช่น “ซาเล้ง” ที่เปรียบเสมือนระบบการเก็บรวบรวมของที่ใช้แล้วที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด โดยระบบนี้ทำงานในลักษณะของเครือข่าย ที่ช่วยสนับสนุนการจัดการของที่ใช้แล้วผ่านการเก็บรวบรวมและคัดแยกวัสดุ ทำให้สามารถนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์

ข้อมูลคือหัวใจของการขับเคลื่อน

เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดย “ข้อมูล” ได้กลายเป็นหัวใจหลักของการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งคุณอรทัยได้กล่าวถึงความร่วมมือกับ TCC Technology (TCCtech) ได้มีการพัฒนาแดชบอร์ด รวมถึงระบบติดตามผลดิจิทัลมาใช้ในการดูแลประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ โดยอาศัยเซนเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้สามารถมองเห็นประสิทธิภาพของระบบได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถตรวจจับปัญหาได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนมีระบบเทคโนโลยีที่เชื่อมข้อมูลและระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ การบูรณาการดังกล่าวช่วยให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวขององค์กรในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นวัตกรรม “Triple O”: ผสาน Data, Robotics และ AI

“Triple O” คือหนึ่งในตัวอย่างนวัตกรรมที่โดดเด่นในการจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนในระดับกิจกรรมที่มีขนาดใหญ่ด้วยปริมาณแก้วเกือบล้านตัน และปริมาณเศษกระดาษ 2 แสนตันต่อปี

Oasis – Data-Driven Precision

“O” แรก Oasis เสมือนเทน้ำลงทะเลทราย แม้จะรู้สถานที่ขายแต่ไม่รู้ว่าหลังบริโภควัสดุที่เหลือใช้หายไปอยู่ที่ไหน ดังนั้น จึงได้มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูลGPS มาทำการวิเคราะห์และทำการจับคู่เพื่อระบุ white space ระหว่างร้านค้าและสถานที่ขาย จาก Insight ที่ได้ทำให้ทีมงานสามารถระบุปริมาณขายและจำนวนการส่งคืนบรรจุภัณฑ์ และดำเนินมาตรการจัดการได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดในแต่ละสถานที่

Octopus – Robotics

“O” ที่สอง Octopus มีลักษณะเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ คือการนำหุ่นยนต์(แขนกล) ที่ต้องออกแบบเป็นพิเศษ แตกต่างจากเครื่องทั่วไป ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการคัดเลือกวัสดุที่มีความหลากหลาย ซับซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ พร้อมช่วยทุ่นแรง ลดภาระและช่วยให้คนสามารถทำงานได้สะดวกสบายขึ้น

Oracle – AI-Powered Intelligence

“O” ที่สาม Oracleเป็นชื่อได้จากเรื่องราวของกรีกโบราณ ผู้ที่สามารถทำนายเหตุการณ์อนาคตได้อย่างถูกต้อง ในที่นี้เปรียบกับการนำเอาเทคโนโลยีการจดจำภาพ (image recognition) คือเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยจดจำ วิเคราะห์ และเข้าใจ สามารถแยกแยะ จำแนกประเภทขวดที่ใช้แล้วได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพใช้งานจริงที่มีรูปทรงที่หลากหลาย ลดการสูญเสียวัสดุ และเพิ่มศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด ขั้นตอนนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำ AI มาใช้ โดย ThaiBev ได้พัฒนา ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ TCC Technology และ CMKL University โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า พันธมิตรด้านนวัตกรรมเหล่านี้ สามารถช่วยแปลงความท้าทายทางธุรกิจให้กลายเป็นโซลูชันดิจิทัลที่สามารถขยายผลได้ในระดับองค์กร

เศรษฐกิจหมุนเวียน: สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ ThaiBev สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง รองรับพันธมิตรกว่า 3,000–4,000 ราย และผู้คนอีกกว่าแสนชีวิต ซึ่งรวมถึงผู้รีไซเคิล ผู้เก็บรวบรวมวัสดุ และผู้ประกอบการรายย่อย  สำหรับหลายๆคน เครือข่ายนี้เป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การนำกลับมาใช้ซ้ำและการรีไซเคิลช่วยลดความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบใหม่และลดการใช้พลังงาน ตัวอย่างเช่น การนำขวดแก้วกลับมาใช้ซ้ำช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ของเสียจากกระบวนการผลิตยังถูกนำไปแปรรูปเป็นพลังงานหมุนเวียนและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร

“Samui Model (สมุยโมเดล)” เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมเชิงกระบวนการ ซึ่งออกแบบมา เพื่อแก้ไขความท้าทายด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่เกาะ โดยใช้แนวคิดการขนส่งขากลับด้วยการนำรถบรรทุกที่ว่างจากการส่งสินค้า มาใช้ขนส่งวัสดุรีไซเคิลกลับสู่แผ่นดินใหญ่ แนวทางนี้ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมวัสดุรีไซเคิล โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงกระบวนการทำงาน สามารถสร้างมูลค่าใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มจำนวนมาก ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้ขยายไปยังหลายพื้นที่ตามเกาะต่างๆ และยังคงเดินหน้าขยายผลในระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทั้งผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและรายได้ให้กับชุมชน

ก้าวสู่อนาคตของซัพพลายเชนดิจิทัล

สุดท้ายนี้ คุณอรทัยได้เน้นย้ำว่า แม้เทคโนโลยีและข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับวิธีที่องค์กรนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้ โดยต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่เหมาะสม แนวคิดที่ถูกต้อง และความสามารถในการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการดำเนินการที่มีความหมาย เทคโนโลยีจึงต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถปรับตัวสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความพร้อมในการรับมือกับความซับซ้อน ขับเคลื่อนนวัตกรรม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้จากทรัมป์ถึงสีจิ้นผิง 'โตเลิม' บินพบ 'ทรัมป์' ร่วม Board of Peace เลือกจีนก่อนหลังขึ้นผู้นำพรรค สร้างสมดุลระหว่างจีน-สหรัฐ ดันสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อินเดีย-อาเซียนแน่น

ผู้นำข้างบ้าน การทูตไผ่ลู่ลมล้ำลึก version เวียดนาม เดินเกมการต่างประเทศ active เชิงรุกแบบสุดๆ ภายในปีนี้  2026 โตเลิม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม (อดีตตำรวจ)  บินไปพบกับ ผู้นำโลก คนไหนแล้วบ้าง ส่องในตารางสรุปนี้ได้เลยค่า 

- โตเลิม บินไปพบ ทรัมป์ สหรัฐ เข้าร่วม Board of Peace  (เอาใจทรัมป์ จะได้ไม่หาเรื่องขึ้นภาษีกับเวียดนามอีก) 

- โตเลิม บินไปพบ สีจิ้นผิง เลือกไปจีนประเทศแรก หลังจากที่โตเลิมขึ้นควบตำแหน่งผู้นำพรรค+ ปธน เวียดนาม (เอาใจ สหายสีจิ้นผิง รักกันไว้ก่อน รอเวลาให้เวียดนามแข็งแรงกว่านี้ ค่อยเคลียร์ปัญหาพิพาททะเลจีนใต้)  

เวียดนามพยายามสร้างสมดุล เพื่อไม่ให้ภาพเอียงจีน หรือคบสหรัฐฯ ชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป   ในเวลาไล่เลี่ยกัน เวียดนามจึง..

- เชิญนายกฯ หญิงญี่ปุ่น มาเยือนเวียดนาม (หวังจะให้ ญี่ปุ่นมาช่วย หากเกิดเหตุในทะเลจีนใต้) 

- โตเลิม บินไปเยือน อินเดียและศรีลังกา ด้วย (หวังจะกระจายตลาด  diversify ลดพึ่งพาตลาดหลักเดิมๆ  ต้องคบประเทศเอเชียใต้และโลกขั้วใต้) 

การทูตใกล้ชิดเพื่อนอาเซียนก็ต้องให้ความสำคัญ ผู้นำเวียดนาม จึงเดินสายเยือนแต่ละประเทศอาเซียนที่สำคัญแล้วด้วย ( ไม่ใช่แค่เดินทางมาเยือนไทย)  โตเลิม ไปไหนมาแล้วบ้าง ส่องในตารางนะคะ

ที่มา : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0wgafCKMEgAKhNdmDNVCXjHbVsLcQ2E3bU5TK4dJAYEk7hww4h46gxQQH3RxAdHN3l&id=1037140385

'สีหศักดิ์' รับมือเขมร!! เจรจาทางการทูตที่สหประชาชาติ เน้นคุยกันจริงจังก่อนใช้กลไกภาคบังคับ ยืนยันยังไม่มีข้อยุติปัญหาเขตแดนทางทะเล หวังเปิดโอกาสสร้างบรรยากาศความเชื่อใจ

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Wassana Nanuam ได้กล่าวว่า

“ สีหศักดิ์” เจอ“หวังอี้” ก่อน ปิดห้องคุย “ปรัก สุคน”

เผย  เขมร จะให้ เข้า Compulsary Conciliation ของ UNCLOS

แต่ไทย ขอให้คุยกันเอง ก่อน

เขมร บ่น ไม่เข้าใจไทยยกเลิก MOU 44

ส่วนทางบก ใช้ MOU 2543 -แถลงการณ์ร่วม หยุดยิง

สีหศักดิ์ ยัน ยังไม่มีข้อยุติ

ชี้  ไม่ควรเล่นเกม

อย่าพยายามดูว่าใครจะมีไพ่เหนือกว่าใคร แต่ต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง

หลังพบกับ  นายหวังอี้ รมว.ต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ประเทศ พบหารือทวิภาคีกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศกัมพูชา ที่สำนักงานใหญ่สหประชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นับ เป็นการพบกันครั้งแรกหลังจากนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้หารือกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ 

นายสีหศักดิ์  เผยว่า  การหารือกันวันนี้ ยังไม่ได้มีข้อยุติ เราพยายามที่จะคุยต่อจากที่นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศได้คุยกันที่เมืองเซบู

หลักการก็คือ เราก็จะต้องพยายามเดินหน้าแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ สร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น สร้างความเชื่อใจ แบบค่อยเป็นค่อยไป

แต่สำหรับวันนี้ ความไม่เข้าใจก็ยังมีอยู่คือ เรื่องเขตแดนทางทะเลซึ่งกัมพูชาบอกว่า เราไปยกเลิกแล้วไม่ได้คุยกับเขา ซึ่งเขาไม่ได้เข้าใจเจตนารมณ์ของเรา ไปพยายามตีความว่าเราตั้งใจยกเลิก เพื่อจะไม่เจรจา แต่ที่จริงแล้ว การยกเลิกของเรา เพราะเราเห็นแล้วว่า MOU 2544 ไม่คืบหน้าไปไหน เราอยากจะเปิดโอกาสให้มันมีการเจรจา และสร้างบรรยากาศใหม่ของการเจรจา แล้วเราก็เป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) ตอนที่เราทำ MOU 2544 กัมพูชายังไม่ได้เป็น ดังนั้น ต้องมีกรอบร่วมกัน

“เขาอยากจะไปสู่กระบวนการประนีประนอมโดยบังคับ ท่าทีของเราก็คือว่า ก่อนที่เราจะไปสู่ตรงนั้น เราอาจจะสามารถพูดคุยกัน 2 ฝ่าย ภายใต้ UNCLOS รู้เรื่องก็ได้ เราอาจจะสามารถหาข้อยุติได้ โดยที่ไม่ต้องไปกลไก ที่จะมีคณะประนีประนอมเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็คิดว่าเราลองตรงนี้ก่อน เขาก็เหมือนว่า เขาอยากจะไปตรงนั้นเลย

ในการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสอง เราต้องพูดคุยกันมากขึ้น สร้างบรรยากาศ เพราะฉะนั้น การประนีประนอมภาคบังคับ ผมบอกเราคุยกันก่อนดีกว่า เพื่อนบ้าน เราก็พยายามสร้างบรรยากาศ ทำไมเราไม่พูดคุยกันก่อน เพราะถ้าเราคุยกันดีเราก็สามารถคืบหน้าในด้านอื่นๆ ได้ ซึ่งเขาก็อยากจะดูในเรื่องเขตแดนทางบก

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เขาอยากดู เราก็อาจจะคุยทางเทคนิคก่อนว่าเขตแดนทางบก เราจะมีกรอบในการเจรจาอย่างไร เพราะสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว นอกเหนือจาก MOU 2543 เราก็มีแถลงการณ์ร่วม ครั้งที่แล้ว ทำการหยุดยิง แล้วเขตแดนทางบก จะไม่ใช่แก้ไขด้วยการปักปันอย่างเดียว มันมีประเด็นอื่น ๆ ที่มันจะเกี่ยวกับความมั่นคงชายแดน ความร่วมมือชายแดน มันก็ต้องเดินไปหลายด้านด้วยกัน ตรงนี้เขาไม่ฟังเราเลย เขาจะไปตรงนี้ เราก็บอกเราอาจจะไปตรงนี้ก็ได้ แต่คุยกันก่อนได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าเขาจะบังคับเราให้ไปตรงนี้

เรื่องเขตแดนทางทะเล ท่าทีของเราก็ไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่เราจะไปแนวไหน ของไทยคือ  เราคุยกันก่อน  แล้วดูว่าคุยกันไม่ได้ก็ไปดูกลไกอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญา ก็มีทั้งกลไกที่เรียกว่าการประนีประนอมโดยภาคบังคับ หรือการประนีประนอมโดยสมัครใจก็มี พอถึงที่สุดแล้วก็อาจจะไปตรงนั้นก็ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการเจรจาไม่มีความคืบหน้าได้ แต่ผมมองว่า  หากดูจากสิ่งที่ผู้นำคุยกันที่เซบู ฟิลิปปินส์ คือการพูดคุยกันมีความจริงใจดูว่าเรามีทางเลือกอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าบังคับฝ่ายหนึ่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ตนเองเสนอไปมีความสำคัญเพราะมันมีผลต่อประเด็นด้านอื่น ๆ ที่เขาอยากจะเห็นความคืบหน้า เราก็อยากเห็นความคืบหน้าด้วย อย่างกัมพูลาอยากให้มีการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดน JBC เราก็บอกว่าถ้าจะมีก็ต้องมีคุยทางเทคนิคก่อน มาตกลงในกรอบการเจรจา เพราะสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเขตแดนอย่างเดียวเป็นเรื่องของความมั่นคงชายแดนความร่วมมือชายแดนเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขโดยเทคนิค ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีคุยกันในเชิงนโยบาย

ตอนนี้ เราอย่ามาพยายามดูว่าใครจะมีไพ่เหนือกว่าใคร ไม่ควรจะมาเล่นเกมนี้ ต้องมาคุยกันอย่างจริงจังว่า เราจะเผชิญหน้ากันอย่างไร โดยใช้การเจรจาการพูดคุยก่อนและ ยอมรับว่ามาครั้งนี้  ยังไม่มีข้อยุติ แล้วเราก็ไม่ควรว่า ทุกอย่างจะมีข้อยุติโดยเร็ว เพราะปัญหามีหลายปัญหา เราต้องคำนึงถึงอธิปไตยของเรา ผลประโยชน์ของเราแน่นอน บางครั้งคนเข้าใจว่าจับมือกันแล้ว ทุกอย่างยุติไม่ใช่

การจับมือ เป็นของธรรมดาเป็นการเจอกันระหว่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าถึงขั้นเจรจา เราจะยอมทุกอย่าง ไม่ใช่แบบนั้น รับรองได้ เจรจาบนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศ เราอาจจะมีเป้าหมายเดียวกัน  แต่วิธีการไม่เหมือนกัน ก็ไม่เป็นไร ของพวกนี้ไม่ได้คุยกันง่าย ๆ เรา เข้าใจท่าทีของอีกฝ่ายเขาเข้าใจท่าทีของตนเอง เราก็ได้คิดกันต่อ

BCPG จ่อลงทุนคลังน้ำมัน!! ลงทุน 9,000 ลบ.ในคลังน้ำมันเพชรบุรี เพิ่มถังจัดเก็บเป็น 20 ถัง รองรับธุรกิจขยายตัว ประเมินมูลค่ายุติธรรม ผ่านการพิจารณาครบถ้วน เน้นเสริมแกร่งพลังงานและโลจิสติกส์กลุ่มบางจาก

การลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของ BCPG โดยกลุ่มบริษัทบางจาก

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น

เนื่องจากมีการกล่าวถึงกลุ่มบริษัทบางจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ผู้บริหาร และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร ขณะที่ข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม การประเมินมูลค่า และหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ กลุ่มบริษัทบางจากจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะ

จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง (“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม

ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

ในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณร้อยละ 50 และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว 

ทั้งนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย 

ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต  

ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน 

กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม

30 พฤษภาคม 2484 อีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เป็นวันสวรรคต ‘พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ปิดฉากกษัตริย์ผู้เผชิญยุคเปลี่ยนผ่านของสยาม แต่พระนามยังอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ปิดฉากพระชนมชีพกษัตริย์ผู้ยืนอยู่กลางจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทย

วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ณ ประเทศอังกฤษ ขณะมีพระชนมายุ 48 พรรษา หลังทรงสละราชสมบัติและประทับอยู่ต่างแดนเป็นเวลาหลายปี เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากพระชนมชีพของพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญ ผู้ทรงอยู่ท่ามกลางห้วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของการเมืองไทยสมัยใหม่

รัชกาลที่ 7 ทรงมีสถานะพิเศษอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ เพราะพระองค์ทรงเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของสยามภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และในขณะเดียวกันก็ทรงเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์แรกภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ชีวิตและรัชสมัยของพระองค์จึงผูกพันโดยตรงกับจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ของชาติไทย

ก่อนถึงวันเสด็จสวรรคต พระองค์ทรงเผชิญสถานการณ์ทางการเมืองที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ภายหลังการอภิวัฒน์ 2475 พระองค์ทรงพยายามประคับประคองบ้านเมืองท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจและความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเก่ากับแนวคิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ความไม่ลงรอยกันทางการเมืองและความขัดแย้งกับคณะผู้ก่อการ ทำให้พระองค์ตัดสินพระราชหฤทัย สละราชสมบัติ ในเวลาต่อมา

สถาบันพระปกเกล้าระบุว่า หลังทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่ Knowle House ในประเทศอังกฤษ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก่อนจะประทับอยู่ที่นั่นต่อไปจนถึงวันเสด็จสวรรคตในวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 นี่จึงทำให้การสิ้นพระชนมชีพของพระองค์เกิดขึ้น بعيدจากมาตุภูมิ ซึ่งยิ่งเพิ่มมิติแห่งความอาลัยและความรู้สึกสะเทือนใจในทางประวัติศาสตร์.

Britannica ระบุว่า พระองค์เสด็จสวรรคตที่ Cranleigh, Surrey, England เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1941 และทรงได้รับการจดจำในฐานะกษัตริย์ผู้ไม่เคยคาดหมายว่าจะได้ครองราชย์ แต่กลับต้องเผชิญบทบาทหนักหน่วงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการสูญเสียพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากยังสะท้อนถึงการสิ้นสุดของชีวิตผู้ซึ่งแบกรับภาระของยุคสมัยอันสับสน รัชกาลที่ 7 มิได้ทรงอยู่ในช่วงเวลาสงบมั่นคงของบ้านเมือง หากแต่ทรงอยู่ในยุคที่ระบอบการเมืองเดิมกำลังสั่นคลอน และระบอบใหม่ยังไม่ลงตัว ชีวิตของพระองค์จึงเป็นดังภาพสะท้อนของ “รอยต่อประวัติศาสตร์” อย่างแท้จริง

ในอีกด้านหนึ่ง พระราชประวัติของรัชกาลที่ 7 ยังทำให้พระองค์เป็นบุคคลที่ได้รับการศึกษาทบทวนอยู่เสมอในแวดวงประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะพระองค์ทรงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ นักวิชาการจำนวนมากมองว่า พระองค์ทรงพยายามหาทางประนีประนอมและปรับตัวตามสถานการณ์ แต่ข้อจำกัดของยุคสมัยและความตึงเครียดทางการเมืองทำให้พระองค์ไม่อาจประคับประคองสถานการณ์ได้อย่างที่ทรงปรารถนา

ภายหลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้ทรงจัดพิธีถวายพระเพลิงอย่างเรียบง่ายที่ Golders Green ทางตอนเหนือของลอนดอน ก่อนจะทรงพำนักอยู่ในอังกฤษต่อ และในปี พ.ศ. 2492 จึงได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างสมพระเกียรติ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความผูกพันของพระองค์กับมาตุภูมิ แม้ปลายพระชนมชีพจะสิ้นสุดลงในต่างแดน.

ดังนั้น วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ปิดฉากพระชนมชีพของพระมหากษัตริย์ผู้ยืนอยู่กลางจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของบ้านเมือง และทิ้งไว้ซึ่งคำถาม บทเรียน และความทรงจำอันลึกซึ้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

เรือนจำลำปาง ฟื้นฟูสูงวัย!! ลดผิดซ้ำผู้ต้องขังสูงอายุ ร่วมศูนย์การศึกษาสร้างทักษะ จัดคู่มือและโรงเรียนอบรม เพิ่มความพร้อมกลับสู่สังคม

ฟื้นทักษะชีวิตหลังกำแพงคืนคุณค่า ‘ผู้ต้องขังสูงวัย’ ลดผิดซ้ำหลังพ้นโทษ

ราว 1 ใน 3 หรือมากกว่า 30% ของผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวกลับสู่สังคม จะมีการกระทำผิดซ้ำในช่วง 3 ปีหลังพ้นโทษ สถิติดังกล่าวที่กรมราชทัณฑ์เก็บรวบรวมไว้ สะท้อนถึงความเปราะบางของตัวผู้ต้องขัง และสังคมไทย

ฐานความผิดที่มีการทำซ้ำสูงสุด 5 อันดับแรก จำนวนเกินครึ่ง หรือ 66.75% คือคดียาเสพติด รองลงมาคือคดีเกี่ยวกับทรัพย์ 13.51% คดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 6.37% คดีเกี่ยวกับเพศ 2.27% นอกจากนั้นเป็นคดีอื่นๆ อีก 9% โดยข้อมูลบ่งชี้ว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำ ส่วนหนึ่งคือการขาดทักษะชีวิตและทักษะทางสังคม ไม่สามารถจัดการปัญหา บริหารความเครียด ตลอดจนวางแผนชีวิตได้

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนแต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ “มุมมองต่อตัวเองและสังคมที่เปลี่ยนไป” โดยเฉพาะกับผู้ต้องขังที่เป็นผู้สูงอายุ กล่าวคือจากเดิมที่ทักษะต่างๆ ของผู้สูงอายุจะเสื่อมถอยลงตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอยู่แล้ว เมื่อถูกคุมขัง ยิ่งทำให้ความเสื่อมถอยเหล่านั้นรุนแรงขึ้น

หนำซ้ำในผู้ต้องขังบางรายที่อยู่ในเรือนจำเป็นเวลานาน แม้ว่าช่วงวัยยังไม่ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้อายุตามคำนิยาม หากแต่สมรรถนะและสมรรถภาพกลับเสื่อมถอยจนทัดเทียมผู้สูงอายุ เช่น การประมวลผลชะลอลง การตอบคำถามช้าลง ตลอดจนมีมุมมองทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่นแตกต่างออกไปด้วย

แน่นอนว่าสถานการณ์ข้างต้นนี้เกิดขึ้นกับเรือนจำทุกแห่งทั่วประเทศไม่มีข้อยกเว้น แต่ในกรณีของ “เรือนจำกลางลำปาง” ซึ่งมีผู้ต้องขังสูงอายุ 80-100 คน จากผู้ต้องขังทั้งหมด 2,000 คน กำลังมีความพยายามทวนกระแสดังกล่าว ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อร่วมกันค้ำยัน ช่วยพยุงผู้ต้องขังให้มีความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม ควบคู่กับการลดการกระทำความผิดซ้ำ

เครื่องมือที่เรือนจำกลางลำปางนำมาใช้นอกเหนือจากกลไกกิจกรรม คือ “คู่มือการประกอบการชีวิต – ประกอบการอาชีพ” สำหรับกลุ่มผู้ต้องขังก่อนปล่อย 6 เดือน – 1 ปี ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ร่วมพัฒนาขึ้น มีจุดเน้นที่การฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้สูงอายุ และการเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง (Empowerment) ก่อนกลับสู่สังคม

ควบคู่กับการตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุในเรือนจำกลาง” โรงเรียนผู้สูงอายุในเรือนจำแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ออกแบบหลักสูตรบนฐานของความต้องการของผู้ต้องขัง ผสานกับการพัฒนาทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ เช่น กฎหมายและสิทธิประโยชน์ผู้สูงอายุ สถานการณ์สังคม และเศรษฐกิจในปัจจุบัน ด้านวิชาชีพ เช่น การทำอาหารคาวหวาน และวิธีการถนอมอาหาร การจัดงานให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ และด้านวิชาชีวิต เช่น การปรับตัวเข้าสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม การดูแลตัวเองในทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ

ชัดเจนว่า การผนึกความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อคลี่คลายปัญหาด้วยองค์ความรู้และวิชาการ คือแนวทางที่เรือนจำกลางลำปางเลือกใช้ และการเข้ามาของหุ้นส่วนการพัฒนาอย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ก็มีพลังมากพอที่จะชักชวนภาคีเครือข่ายในพื้นที่เข้ามาทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย

จึงสามารถต่อยอดเป็นโครงการอีกจำนวนมาก อาทิ ร่วมกับศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ จ.ลำปาง จัดทำแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสูงอายุเรือนจำกลาง เสริมศักยภาพทางความคิดของผู้ต้องขังในเรือนจำ ผ่านการฝึกอบรมการปฏิบัติการต่างๆ ให้กับบุคลากร และเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ จนเกิดเป็น Core team หรือกลุ่มสหวิชาชีพในเรือนจำ ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสูงอายุ ตลอดจนการจัดตั้งกลุ่ม Buddy support เป็นคู่หูในการประเมินสภาพสุขภาพกายใจของผู้ต้องขังร่วมกับ Core team

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาและจัดทำหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ของโรงเรียนผู้สูงอายุ เรือนจำกลางลำปาง ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการกำลังใจในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และกระทรวงยุติธรรม โดยเพิ่มมิติในด้านการพัฒนาศักยภาพด้านจิตใจ และมุมมองความเป็นมนุษย์เข้าไป เพื่อให้ผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับการฝึกอบรมในหลักสูตร มีความพร้อมทั้งทางวิชาชีพ และสภาพจิตใจ ก่อนกลับคืนสู่สังคม

“การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายส่งผลให้ผู้ต้องขังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น มีสุขภาพจิตที่ดี มีชีวิตชีวา ค่าความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) ของผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นทำให้เรือนจำกลางลำปาง กลายมาเป็นพื้นที่ที่สามารถดึงศักยภาพของผู้ต้องขังสูงอายุ” ผศ. ดร.ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุ

ไม่เพียงแค่การทำงานโดยตรง หากแต่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ยังได้สังเคราะห์องค์ความรู้จากประสบการณ์เป็นงานวิชาการหัวข้อ “การพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแห่งการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ต้องขังสูงวัย” โดย ผศ.อารีรัตน์ อดิศัยเดชรินทร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) และโครงการพัฒนาเรือนจำต้นแบบการจัดสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังสูงอายุ โดย ผศ. ดร.ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ได้มีเรือนจำมาศึกษาเพื่อเป็นโมเดลต้นแบบในการนำไปปรับใช้จำนวนมาก

ผศ. ดร.ปุณิกา บอกว่า เป้าหมายสูงสุดของการขับเคลื่อน คือการทำให้ระบบและโปรแกรมต่างๆ ขยับไปสู่การก่อร่างขึ้นในทุกเรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังสูงวัยทั่วประเทศได้รับการฟื้นฟูจิตใจอย่างเหมาะสม พร้อมกลับคืนสู่สังคม ลดการก่อเหตุซ้ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากแต่ละเรือนจำมีผู้ต้องขังที่มีความเปราะบางแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัย ผู้พิการ LGBTQ+ แม่ลูกอ่อน ฯลฯ ดังนั้นโปรแกรมในการฟื้นฟู หรือการดูแลสุขภาพจิตจึงจะทำแบบเหมารวมไม่ได้ ต้องมีการออกแบบตามความจำเพาะ ซึ่งขณะนี้ มธ. ได้นำเสนอแนวทางให้กับกระทรวงยุติธรรมไปแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อดำเนินการในระดับนโยบาย

ขณะเดียวกัน แม้จะมีการผลักดันจนเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลายส่วน แต่การขับเคลื่อนใน จ.ลำปาง ก็ยังจะทำงานต่อไป หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาระบบเตรียมความพร้อมให้กับครอบครัวก่อนผู้ต้องขังกลับสู่สังคม โดยร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง (พม.จ.ลำปาง) พร้อมกับเชื่อมโยงไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เข้ามามีบทบาทในการช่วยดูแลด้วย

“อาร์เจนตินา” ลุ้นหนัก!! ‘เมสซี’ เจ็บก่อนบอลโลก2026 ‘สกาโลนี’ รับต้องรอผลตรวจ ชี้รายงานเบื้องต้นไม่น่าห่วง แต่ยังหวังพร้อมที่สุดก่อนป้องกันแชมป์โลก

ลิโอเนล สกาโลนี กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา ออกมายอมรับว่า ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงกัปตันทีมฟ้าขาว อาจจะไม่ฟิตเต็มร้อยในตอนที่ต้องเข้าร่วมทีมในฟุตบอลโลก 2026

อาร์เจนตินา แชมป์เก่าจากฟุตบอลโลก 2022 จะมีคิวทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ในกลุ่ม เจ ร่วมกับ แอลจีเรีย, ออสเตรีย และ จอร์แดน

โดยทีมฟ้าขาวยังไม่ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 26 คน ที่พวกเขาจะใช้สำหรับการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกออกมา แต่ประเด็นที่น่ากังวล คือ ดาวยิงที่เป็นหัวใจของทีม อย่าง ลิโอเนล เมสซี เพิ่งจะได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นให้อินเตอร์ ไมอามี และทำให้เกิดคำถามว่าเขาจะพร้อมสำหรับฟุตบอลโลกหรือไม่

และล่าสุดทาง สกาโลนี ออกมาอัปเดตอาการของเมสซี โดยยอมรับว่าดาวดังรายนี้อาจจะไม่เต็มร้อยสำหรับการป้องกันแชมป์โลก “รายงานเบื้องต้นนั้นไม่ได้แย่ไปทั้งหมด ตอนนี้ เราต้องรอและดูว่าเขาอาการของเขาจะดีขึ้นอย่างไร โดยรอจากผลการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลตรวจทางการแพทย์”

“เราทุกคนต่างหวังว่าเมสซีจะมาร่วมทีมได้แบบฟิตเต็มที่ แต่นั่นไม่ใช่ความจริงเลย มันไม่ใช่แค่เขาด้วย มีนักเตะหลายคนที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จากอาการบาดเจ็บ, เป้าหมายหลักของเราตอนนี้ คือการฟื้นฟูร่างกายของพวกเขา เพื่อที่จะแน่ใจว่าพวกเขาจะไปฟุตบอลโลกในสภาพร่างกายที่ดีที่สุด”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10260919

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทย!! ชวนชมสวนโลก ไดโนเสาร์ และเมืองอียิปต์ จัดโปร Green Season “ซื้อ 1 แถม 1” ชวนเที่ยวสวนสวยกลางฝน ตลอดมิถุนายน กระตุ้นท่องเที่ยวชลบุรี

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season (เขียวกลางฝน)ส่งโปรโมชั่นใหญ่กลางปี “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season เปิดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวออกมาสัมผัสธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย ท่ามกลางบรรยากาศเขียวสดชื่นของฤดูฝน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in ซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีทันทีอีก 1 ใบ 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวตรงกับวันเกิด รับสิทธิ์ผ่านประตูเข้าชมสวนฟรี สิ้นสุดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

ภายในสวนนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธรูปสำคัญจากนานาชาติ อาทิ พระสังกัจจายน์ พระพิฆเนศ พระพรหม รวมถึงพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ 7 องค์ จากทั้งหมด 11 องค์ พร้อมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ  นอกจากนี้ ยังตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ “เมืองอียิปต์” จุดเช็กอินแห่งใหม่ของพัทยา ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ผู้ที่สนใจยังสามารถรับชม “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ โดยสวนนงนุชพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ปลดล็อกไรเดอร์เข้า ม.33 นักวิชาการคณะสังคมสงเคราะห์ มธ. ชี้รัฐต้องพิสูจน์สถานะ “ลูกจ้าง”ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ นักวิชาการจี้รัฐใช้ ICSE-18 พิสูจน์สถานะจ้างงาน

เปิดข้อเสนอ 1 ปี ทำได้จริง พิสูจน์สถานะจ้างงานไรเดอร์ ปลดล็อกแรงงานแพลตฟอร์มเข้า ม.33

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นใน 1 ปี ตามที่รัฐบาลประกาศสร้างความคุ้มครอง “แรงงานแพลตฟอร์ม-ไรเดอร์” คือการพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าเป็น “ลูกจ้าง” ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ แนะจำแนกตามหลักการ ICSE-18 พร้อมตรากฎหมายรองรับสถานะ และใช้เกณฑ์ EU ขยายความคุ้มครอง เชื่อหากทำสำเร็จจะช่วยดันเข้าประกันสังคม ม.33 คืนสิทธิ-สวัสดิการ ทันที

ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” คือรูปธรรมขั้นต่ำที่ควรเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้จริงในระยะเวลา 1 ปี ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 ว่าจะสร้างความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ ด้วยการหาทางเปิดช่องให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งแน่นอนว่า หากดำเนินการสำเร็จจะนำมาสู่สิทธิและสวัสดิการที่เป็นธรรมให้กับแรงงานกลุ่มนี้

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์นั้น สามารถดำเนินการตามหลักการบริหารแรงงานและสถิติแรงงานของ ICSE-18: Status in Employment according to type of authority ที่จำแนกแรงงานออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. แรงงานอิสระ/ไม่ต้องพึ่งพิง (แรงงานนอกระบบ) 2. แรงงานไม่อิสระ/ต้องพึ่งพิง (ลูกจ้าง) ซึ่งแรงงานแพลตฟอร์มที่รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ไรเดอร์ พนักงานทำความสะอาด ฯลฯ มีความสัมพันธ์การจ้างงานชัดเจน เพราะได้รับงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับรายได้จากบริษัทแพลตฟอร์ม จึงถือเป็นแรงงานไม่อิสระ หรือเป็นลูกจ้างอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นลูกจ้างประเภทไหนคงต้องมาพิจารณากันอีกที

“การจำแนกสถานะของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ที่ไม่ถูกต้อง คือนิยามให้เป็นแรงงานนอกระบบ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิการทำงานและสวัสดิการตามที่ควรจะเป็น เขาจึงเหลือทางเลือกแค่การประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม ที่จ่ายสมทบเพียง 2 ฝ่าย คือผู้ประกันตนและรัฐ ส่วนผู้ประกอบการไม่มีส่วนร่วม ซึ่งแตกต่างจากมาตรา 33 ที่เป็นการประกันภาคบังคับ และร่วมจ่ายสมทบทั้ง 3 ฝ่าย ดังนั้นการให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าประกันสังคมมาตรา 40 จึงไม่ถูกต้อง และถือเป็นการบิดเบือนสิทธิสวัสดิการของแรงงาน ด้วยการอำพรางความสัมพันธ์การจ้างงาน ซึ่งที่จริงแล้วบริษัทแพลตฟอร์มควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า หลังจากพิสูจน์สถานะการจ้างงานแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องดำเนินการต่อคือ การตรากฎกระทรวงตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อรองรับสถานะของไรเดอร์ให้ได้รับการคุ้มครองแรงงานไม่แตกต่างจากลูกจ้างใน พ.ร.บ. นี้ หรือจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยต้องกำหนดขอบเขตเนื้อหาให้ครอบคลุมถึงแรงงานแพลตฟอร์มทั้งการทำงานแพลตฟอร์มบนพื้นที่ทางกายภาพ และการทำงานออนไลน์ และหลีกเลี่ยงการใช้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระของกระทรวงแรงงาน มาเป็นแนวทาง เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการกำหนดสถานะการทำงานที่ผิดพลาด ส่งผลให้ไรเดอร์ถูกจำแนกอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ และแรงงานรับงานไปทำที่บ้านอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ

“การออกแบบกฎหมายสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มต้องมองภาพที่กว้างมากกว่าคุ้มครองเฉพาะไรเดอร์ แต่ยังแรงงานแพลตฟอร์มกลุ่มอื่น เช่น งานสร้างสรรค์และงานต่างๆ ที่รับจ้างผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ หรือ Web-based digital platforms แรงงานกลุ่มนี้ถูกพูดถึงค่อนข้างน้อย และมองไม่ค่อยเห็นกันในสังคมไทยเวลานี้” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงานควรพิจารณาการขยายความคุ้มครองสิทธิแรงงานแพลตฟอร์มในรูปแบบของกฎหมาย โดยอิงจากหลักการของข้อบังคับสหภาพยุโรปว่าด้วยงานแพลตฟอร์ม (EU Platform Work Directive) ที่มีผลให้ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ต้องจัดทำกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2569 ซึ่งจะทำให้เห็นความชัดเจนของนิยามสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงตามร่างอนุสัญญาและข้อแนะว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Decent work in the platform economy) ที่จะพิจารณาต่อเนื่องจากปี 2568 ในการประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สมัยที่ 114 ในวันที่ 1 - 12 มิ.ย. 2569 นี้

ทั้งนี้ หากสามารถยืนยันเรื่องสถานะของการจ้างงานแรงงานแพลตฟอร์มได้แล้วว่าเป็นลูกจ้าง จะทำให้ไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทันที ซึ่งกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ควรพัฒนาระบบประกันสังคมให้สอดคล้องกัน เช่น การพิสูจน์สถานะลูกจ้างโดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ อาทิ ชั่วโมงการทำงาน ว่าเป็นการทำงานเต็มเวลา (Full-time) หรือเป็นงานบางเวลา ตลอดจนการทำให้บริษัทแพลตฟอร์มต้องมีส่วนร่วมในกองทุนเงินทดแทน เนื่องจากงานของไรเดอร์มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มแล้ว รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรพิจารณาแก้ไขปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย เช่น การคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานของกองทุนเงินทดแทน การกำหนดมาตรฐานค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างเพื่อดำรงชีวิต (Living Wage) การสร้างหลักประกันทางรายได้เมื่อเกิดการว่างงานในกรณีของการหางานใหม่และการลาคลอด การขยายการออมเพื่อการเกษียณของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การยกระดับสิทธิของแรงงานผ่านการจัดตั้งสหภาพ การเป็นตัวแทน และกลไกของการเจรจาต่อรองร่วม ฯลฯ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top