Thursday, 4 June 2026
TheStatesTimes

‘เอกนัฏ’ สั่งลุยสุดซอย!! กระทรวงพลังงานบุกคลังน้ำมันสมุทรปราการ อายัดไบโอดีเซลปลอมปน 5.2 ล้านลิตร ขยายผลเครือข่ายคลังน้ำมันข้ามจังหวัด จ่อคดีอาญา–ส่ง DSI หากเข้าข่าย

“เอกนัฏ” ส่ง “ทีมสุดซอย” อายัดน้ำมันไบโอดีเซล ปลอมปน 5.2 ล้านลิตร ส่ง CIB ดำเนินคดีคลังน้ำมันสมุทรปราการ เชื่อมโยงคลังน้ำมันอ่างทอง  ย้ำพบทำผิดกฎหมาย จัดการขั้นเด็ดขาดทุกราย

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบหมาย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมสุดซอย กระทรวงพลังงาน) พร้อมด้วย พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ที่ปรึกษาคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพฒน์ ผกก. 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พลังงานจังหวัดสมุทรปราการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ คลังน้ำมันของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ  หลังจากผลทดสอบคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซลมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด  

น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า  สืบเนื่องจากการลงพื้นที่ขยายผลตรวจสอบคลังน้ำมันทั่วประเทศของชุดปฏิบัติการสุดซอยเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบการประกอบกิจการคลังน้ำมันและเก็บตัวอย่างไบโอดีเซล (B100) จำนวน 5 ตัวอย่าง จากถังเก็บน้ำมัน จำนวน 5 ถัง ของบริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งมีปริมาณน้ำมันที่อยู่ในถังขณะจัดเก็บทั้งหมด รวม 5,226,214 ลิตร เพื่อทำการตรวจสอบคุณภาพว่ามีลักษณะและคุณภาพตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนดหรือไม่ 

.

โดย ผลทดสอบคุณภาพตัวอย่างไบโอดีเซล จำนวน 5 ตัวอย่าง ของบริษัทดังกล่าว พบมีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด เข้าข่าย ไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 25 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 อีกทั้งมีปริมาณครอบครองตั้งแต่ 200 ลิตรขึ้นไป โดยมีบทกำหนดโทษตาม มาตรา 49 วรรคสอง ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดย น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากเจ้าหน้าที่มายึดอายัดน้ำมันไบโอดีเซลที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งหมดแล้ว พลังงานจังหวัดสมุทรปราการยังได้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับบริษัทและกรรมการบริษัท กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) หรือ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อตรวจสอบขยายผล หากเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ จะส่งให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า บริษัท ทริปเปิลเอสปิโตรเลียม จำกัด มีความเชื่อมโยงกับ บริษัท ทริลเลียนออยล์ จำกัด จ.อ่างทอง และในขณะนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนดำเนินคดีกับ บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง

“ตามนโยบายของ นายเอกนัฏ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มอบทีมสุดซอยตรวจสอบทุกคลังน้ำมัน หากพบการกระทำผิดกฎหมายให้ดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด เพื่อจัดการเครือข่ายและผู้อยู่เบื้องหลังการกักตุน เก็งกำไร ลักลอบปลอมปนน้ำมันอย่างเด็ดขาด”น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าว

“จีน” ไฟเขียวส่งเมล็ดกาแฟ!! จีนอนุญาตส่งออกจาก 53 ประเทศ เริ่ม 20 ก.ค. 2569 เน้นแอฟริกาเป็นตลาดใหม่ เร่งเปิดทางการค้าเกษตร

จีนไฟเขียว 'เมล็ดกาแฟ' จาก 53 ประเทศในแอฟริกา ส่งออกสู่ตลาดจีน

สำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนประกาศว่าจีนจะอนุญาตให้เมล็ดกาแฟที่ผ่านเกณฑ์จาก 53 ประเทศในแอฟริกาที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เข้าสู่ตลาดจีนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. 2026 เป็นต้นไป โดยเมล็ดกาแฟ ซึ่งเป็นผลผลิตการเกษตรที่มีเอกลักษณ์และเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในแอฟริกา เป็นสินค้าเกษตรประเภทที่ 2 ของแอฟริกาที่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ตลาดจีนอย่างเต็มรูปแบบภายใต้มาตรการกักกันโรค ต่อจากพริกแห้ง

สำนักบริหารฯ เผยว่าประเทศในแอฟริกาหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงเอธิโอเปียและบุรุนดี ได้รับการอนุมัติให้ส่งออกเมล็ดกาแฟไปยังจีนแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น มอริเชียส แองโกลา โตโก กินี ไลบีเรีย และเซาตูเมและปรินซิปีได้ยื่นคำขอส่งออกแล้ว

หลังจากประเมินระบบการผลิตเมล็ดกาแฟและกรอบงานควบคุมความเสี่ยงจากศัตรูพืชในแอฟริกาอย่างรอบด้านแล้ว สำนักบริหารฯ ได้ออกข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืชที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยยกเลิกแนวปฏิบัติเดิมที่ต้องเจรจาข้อตกลงกักกันทวิภาคีแยกต่างหากกับแต่ละประเทศผู้ยื่นคำขอส่งออก และปรับปรุงขั้นตอนการเข้าถึงให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

กลุ่มคนวงในอุตสาหกรรมระบุว่าการเข้าถึงตลาดอย่างเต็มรูปแบบภายใต้มาตรการกักกันโรค ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบที่ชายแดน เนื่องจากสินค้าทุกรายการต้องเป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในประกาศของสำนักบริหารฯ ฉบับที่ 68 ปี 2026 อีกทั้งสำนักบริหารฯ จะยังคงดำเนินการตามมาตรการ "ช่องทางสีเขียว" เพื่อนำสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากแอฟริกาเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

“ดีอาร์คองโก” สกัดอีโบลา!! ผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งเกินพัน ใช้สายพันธุ์บุนดีบูโยระบาด 13 เขตสุขภาพได้รับผลกระทบ WHO ประกาศภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ

เมื่อวันพุธ (27 พ.ค.) กระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกหรือดีอาร์คองโก (DR Congo) รายงานว่าจำนวนผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสอีโบลาภายในประเทศสะสมอยู่ที่ 1,077 ราย หากอ้างอิงตัวเลขที่นับถึงวันอังคาร (26 พ.ค.) ขณะหลายจังหวัดทางตะวันออกยังคงเผชิญการระบาดอย่างต่อเนื่อง

รายงานระบุว่าดีอาร์คองโกมีผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาที่ได้รับการยืนยัน 121 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัยติดเชื้อ 238 ราย นับตั้งแต่ประกาศการระบาดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. โดยการระบาดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อเขตอนามัย 13 แห่งทั่วจังหวัดทางตะวันออก ได้แก่ อิตูรี กีวูเหนือ และกีวูใต้ ซึ่งอิตูรียังคงเป็นศูนย์กลางการระบาด

การแพร่ระบาดครั้งนี้ถือเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ครั้งที่ 17 ของดีอาร์คองโก โดยผลทดสอบจากห้องปฏิบัติการระบุว่าเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดีบูโย (Bundibugyo) ซึ่งค่อนข้างหายาก เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดเป็นหลัก

อนึ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโกเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) เมื่อวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ต่อมาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกาได้ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงทางสาธารณสุขระดับทวีป

ที่มา : Xinhua

“ซูโจว” โชว์ศักยภาพเศรษฐกิจ!! เจ้าภาพ APEC 2569 ผสานนวัตกรรมกับวัฒนธรรม ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก ส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ

“ซูโจว” โชว์ศักยภาพบนเวที APEC

ชูความร่วมมือเศรษฐกิจควบคู่มนต์เสน่ห์แห่งเจียงหนาน

การประชุมรัฐมนตรีการค้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ 32

ระหว่างวันที่ 22-23 พฤษภาคม 2569 เมืองซูโจวได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC) ครั้งที่ 32 อย่างยิ่งใหญ่ โดยนครแห่งสายน้ำฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นที่รู้จักระดับสากลมายาวนานกว่า 2,500 ปีแห่งนี้ สามารถดึงดูดสายตาจากทั่วโลกได้อีกครั้ง ด้วยเอกลักษณ์การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สอดรับกับวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างกลมกลืนเสมือน “ภาพปักสองหน้า” อันเลื่องชื่อ

แขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมประชุมต่างชื่นชมซูโจวว่าเป็นเมืองที่มีความตื่นตัวทางอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับความงดงามเหนือกาลเวลา โดยปัจจุบัน ซูโจวมีมูลค่าผลผลิตรวมของวิสาหกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 4.9 ล้านล้านหยวน รั้งตำแหน่งเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศจีน ซึ่งสะท้อนถึงฮาร์ดพาวเวอร์ทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ความประณีตงดงามในฐานะนครร้อยสวน ความลึกซึ้งของนครร้อยพิพิธภัณฑ์ และความสุนทรีย์ของนครร้อยงิ้ว ได้หลอมรวมกันเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของ “สรวงสวรรค์บนดิน” อันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรม เมืองซูโจวสามารถประยุกต์การจัดวางโครงสร้างอันประณีตของสวนโบราณมาเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งยังใช้ศิลปะการปักผ้าสองหน้าอันเลื่องชื่อเป็นสะพานเชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตก ส่งผลให้ก้าวขึ้นเป็นหน้าต่างบานสำคัญในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน

บริเวณต้อนรับภายในงาน แขกผู้มาเยือนต่างตื่นตาตื่นใจกับฉากหลังต้อนรับโทนสีฟ้าอ่อนที่จำลองแบบจากสวนคลาสสิกของซูโจว เพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วทุกสารทิศอย่างอบอุ่น พร้อมทั้งถ่ายทอดศิลปะความงดงามและงานฝีมือประณีตของสวนสไตล์เจียงหนาน เผยให้ผู้มาเยือนทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติสัมผัสได้ถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและมิตรไมตรีจิตอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับวัฒนธรรมเจียงหนาน

งานปักซูโจวอันวิจิตรบรรจงได้ดึงดูดสายตาให้แขกผู้มีเกียรติต่างหยุดชมด้วยความชื่นชม โดย ยฺหวี จฺวินเหยา (Yu Junyao) ช่างปักผ้าชาวซูโจววัย 28 ปี ผู้ช่วยผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานปักซูโจวเหยาฮุ่ยเฟิน เปิดเผยว่า “ความงามไม่จำเป็นต้องมีคำแปล และมีพลังในการเชื่อมโยงผู้คนจากต่างถิ่นต่างแดนให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น” ปัจจุบันเธออยู่ระหว่างการจำลองภาพพิมพ์แกะไม้สมัยราชวงศ์หมิงเรื่องบันทึกหอประจิม (The Romance of the Western Chamber) ขึ้นมาใหม่ด้วยเทคนิคงานปัก พร้อมแต่งแต้มสีสันตามการตีความของตนเอง “เหตุผลที่ดิฉันเลือกสาธิตผลงานชิ้นนี้ในงาน เพราะผลงานดังกล่าวได้รวบรวมองค์ประกอบอันหลากหลายของวัฒนธรรมจีนเอาไว้” และเสริมว่า “ทั้งการบอกเล่าวรรณกรรมรักคลาสสิก การแสดงทักษะชั้นครูของงานปักซูโจว ตลอดจนการชูความงามของศิลปะภาพพิมพ์แกะไม้ดั้งเดิม” โดยสิ่งที่สร้างความสนใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานชาวต่างชาติมากที่สุด คือความหลากหลายของเทคนิคการเย็บปักถักร้อยที่นำมาสาธิตในบริเวณงาน

ทุกย่างก้าวภายในงานเปรียบเสมือนการเปิดมุมมองใหม่ที่เผยความงดงามแปลกตาในทุกมิติ โดยคณะผู้จัดงานได้เนรมิตสถานที่จัดประชุมให้กลายเป็น “ห้องรับแขกทางวัฒนธรรม” เพื่อเผยแพร่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของซูโจว ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการปักผ้า งานทอผ้าไหมเค่อซือ ผ้าไหมซ่งจิ่น และมรดกแขนงอื่น ๆ ที่สะกดสายตาผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ นอกจากนี้ บริเวณสาธิตการทำภาพพิมพ์แกะไม้ปีใหม่เถาฮฺวาอู้ก็ได้รับความสนใจอย่างคึกคัก โดยแขกผู้มีเกียรติต่างเข้าคิวรอสัมผัสประสบการณ์พิมพ์ภาพมงคลด้วยฝีมือตนเอง โดยมี เฉียว หลานหรง (Qiao Lanrong) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับมณฑล ได้นำผลงานดั้งเดิมชุดปรองดองเป็นหนึ่งเดียว (Harmony in Unity) รวมถึงภาพพิมพ์มงคลต้อนรับ “ปีมะเมีย” รูปแบบใหม่มาให้แขกได้ทดลองปฏิบัติ “ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประสบการณ์ตรงจากการพิมพ์สีด้วยเทคนิคโบราณ และสามารถนำผลงานที่ทำเสร็จแล้วกลับไปเป็นที่ระลึกได้” เฉียวกล่าว พร้อมชี้ชวนให้ชมผลงานที่มีชื่อว่าเสียวหม่าน (Grain Buds) “เนื่องจากช่วงเวลาของการประชุมตรงกับช่วงปักษ์ ‘เสียวหม่าน’ ในปฏิทินจีนพอดี เราจึงตั้งใจใช้ผลงานศิลปะของเรานี้เพื่อร่วมแบ่งปันภูมิปัญญาเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลของชาวจีนโบราณแก่ผู้มาเยือน”

ในโอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ตลอดจนกลุ่มนักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกัน และมิตรจากหลากหลายประเทศ ได้มีส่วนร่วมปักฝีเข็มลงบนผืนผ้าปักซูโจวชุดพิเศษในชื่อ “APEC CHINA 2026” โดยการร่วมร้อยเรียงเส้นด้ายในครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเป็นพยานชิ้นสำคัญของความร่วมมือร่วมใจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

นวัตกรรมเป็นทั้งกลไกเบื้องหลังความสำเร็จทางเศรษฐกิจอันโดดเด่นของซูโจว และกุญแจสำคัญในการสืบสานความมีชีวิตชีวาของมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมให้อยู่คู่สังคมปัจจุบันด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ จิน อี๋ (Jin Yi) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านการตัดเย็บชุดกี่เพ้าแฮนด์เมดของซูโจว ได้นำสัญลักษณ์ประจำท้องถิ่น อาทิ ดอกไม้ประจำเมือง (ดอกหอมหมื่นลี้), ปูขนอันเลื่องชื่อ และเครื่องดนตรีซูโจวผิงถาน มาผสมผสานเข้ากับศิลปะการทำกระดุมจีน (ผานโค่ว) ซึ่งผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้โดดเด่นทั้งความวิจิตรบรรจงและประโยชน์ใช้สอยจริง โดยนำมาประยุกต์เป็นเข็มกลัดติดหน้าอกหรือเข็มกลัดปกเสื้อ ช่วยให้ผู้มาเยือนชาวต่างชาติได้สัมผัสถึงความประณีตและหัวใจในงานฝีมือดั้งเดิมของจีนอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน บริษัท ซูโจว ไท่หู สโนว์ ซิลก์ จำกัด (Suzhou Taihu Snow Silk Co., Ltd.) ได้นำลวดลายสิบสองนักษัตรมาผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมอย่างสร้างสรรค์ เกิดเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ครองใจทั้งกลุ่มลูกค้าต่างชาติและผู้บริโภครุ่นใหม่

การสืบสานความมีชีวิตชีวาของมรดกทางวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อศิลปะนั้นได้รับการหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเมืองซูโจวได้ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเพื่อฟื้นคืนชีวิตให้แก่มรดกทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่การอนุรักษ์ในปัจจุบันและการปูรากฐานสู่อนาคต

ทางด้าน เฉิน เหวิน (Chen Wen) ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเทคนิคการทอผ้าไหมเค่อซือระดับมณฑล แสดงทัศนะว่า งานฝีมือโบราณชนิดนี้สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางแห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี โดยนอกจากจะยังคงรักษาความงดงามตามแบบแผนภาพวาดจีนโบราณแล้ว ปัจจุบันยังได้ผสมผสานสุนทรียภาพในชีวิตประจำวันเพื่อสร้างเสียงสะท้อนทางวัฒนธรรมให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เข้าถึง “ศิลปะที่ใกล้สูญหาย” นี้ง่ายขึ้น เฉินจึงริเริ่มนำผลงานไปจัดแสดงนิทรรศการในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และอื่น ๆ อีกทั้งยังได้พัฒนากี่ทอผ้าไหมเค่อซือขนาดเล็กสำหรับการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่โดยอิงรูปแบบจากกี่ทอผ้าโบราณ พร้อมทั้งเปิดชั้นเรียนเสริมทักษะตามความสนใจในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อนำวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้เยาวชนเข้าใจในภูมิปัญญาจีนที่ถักทออยู่ในเส้นด้ายแต่ละเส้นผ่านประสาทสัมผัสและการทดลองทอด้วยตนเอง โดย โยร์ก ไฮน์ริช (Joerg Heinrich) กรรมการบริหารสมาพันธ์เครื่องจักรกลสวิส ได้กล่าวชมว่า ประสบการณ์ที่เขาคลุกคลีอยู่กับเครื่องจักรสิ่งทอมาหลายปี ทำให้เขารู้สึกผูกพันและคุ้นเคยกับภาพวิถีชีวิตการทอผ้าทำมือเช่นนี้เป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เดินเยี่ยมชมรอบบริเวณงานอาจมีโอกาสได้ยลโฉมบอนไซสไตล์ซูโจวที่จัดแสดงอยู่ตามจุดต่าง ๆ โดยมีผลงานบอนไซสนเจินไป๋โบราณอายุกว่า 200 ปีที่มีชื่อว่า มังกรหมอบ หงส์เริงร่า (Dragon in Repose, Phoenix at Ease) ตั้งตระหง่านสะดุดตา ซึ่งบอนไซชิ้นนี้นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ความร่มรื่นแก่สถานที่จัดงานแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติได้สัมผัสถึงปรัชญาของสวนซูโจวโดยไม่จำเป็นต้องก้าวออกจากโถงจัดงาน

“บอนไซไม่ได้เป็นเพียงการจำลองย่อส่วนธรรมชาติลงมาเท่านั้น ทว่าเป็นการจัดระเบียบโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ กาลเวลา และมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันภายใต้พื้นที่จำกัด” ตัวแทนจากสำนักงานบริหารสวนจัวเจิ้ง ภายใต้สำนักงานบริหารสวนและพื้นที่สีเขียวเมืองซูโจว กล่าว โดยทางหน่วยงานคาดหวังว่า การอาศัยเวทีระดับนานาชาตินี้จะสามารถแสดงให้ผู้มาเยือนเห็นว่า สวนโบราณซูโจวไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงรูปแบบสิ่งก่อสร้างดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังสามารถแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่วัฒนธรรมสาธารณะในปัจจุบันได้ผ่านทางบอนไซ เครื่องเรือนตกแต่ง และรูปแบบงานร่วมสมัยต่าง ๆ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นภาษาที่นุ่มนวลทว่าทรงพลังในการเชื่อมโยงเมืองซูโจวเข้ากับสังคมโลก

การประชุมรัฐมนตรีการค้า APEC ในครั้งนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมเมืองกูซู (ชื่อโบราณของซูโจว) อายุกว่าพันปี เข้ากับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก ก่อให้เกิดมิตรภาพและความประทับใจอันงดงามมากมาย โดยนอกรอบการประชุม แขกผู้มีเกียรติได้เดินเที่ยวชมถนนสายประวัติศาสตร์ผิงเจียง ตรอกซอกซอยโบราณ ตลอดจนสวนโอ่วหยวน พร้อมทั้งดื่มด่ำกับการบูรณาการด้านวัฒนธรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว อันเป็นแก่นแท้ของเจียงหนาน นอกจากนี้ยังได้เที่ยวชมสวนจัวเจิ้งเพื่อชื่นชมสุนทรียศาสตร์ตะวันออกในการรังสรรค์ฟ้าดินไว้ในพื้นที่อันจำกัด ตลอดจนเดินทางไปเยือนเมืองน้ำโบราณอย่างโจวจวางและถงหลี่ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตริมน้ำดั้งเดิม นั่งเรือพาย และร่วมฟังการขับร้องและเล่าเรื่องผิงถานกับงิ้วคุนฉฺวี่อย่างใกล้ชิด

ฟลอร์ เบเยนส์ (Flor Baeyens) ผู้จัดการโครงการแห่งหอการค้าเบเนลักซ์ประจำประเทศจีน กล่าวว่า “ในการสรรหาแหล่งลงทุนของกลุ่มธุรกิจ เรามองหาพื้นที่ที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงร่วมกันได้อยู่เสมอ ซึ่งที่ซูโจวแห่งนี้ ผมสัมผัสได้ถึงความลุ่มลึกของวัฒนธรรมท้องถิ่น งานศิลปะ และความประณีตงดงามของงานฝีมืออย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถสร้างความเข้าใจและร่วมมือกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ก่อนที่จะเปิดโต๊ะเจรจาธุรกิจเพื่อการลงทุนอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ”

ฆอร์เฆ กาซิมิโร (Jorge Casimiro) รองประธานกลุ่มบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และนโยบายสาธารณะของไนกี้ (Nike) เปิดเผยในการเสวนาพันธมิตรผู้นำธุรกิจเอเชีย-แปซิฟิก และการประชุมส่งเสริมการลงทุนระดับโลกซูโจว ประจำปี 2569 ว่า “ซูโจวถือเป็นเมืองแห่งนวัตกรรมและโอกาส เราได้เปิดร้านสาขาแรกที่เมืองไท่ชางมาตั้งแต่ปี 2539 และไนกี้ก็ได้เติบโตก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเคียงคู่มากับพัฒนาการของเมืองซูโจว” พร้อมทั้งยกย่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมและยืนยันนโยบายของไนกี้ในการขยายการลงทุนในเมืองนี้ต่อไป ด้วยศักยภาพทำเลที่ตั้งและบรรยากาศการลงทุนชั้นหนึ่ง ส่งผลให้ซูโจวกลายเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของไนกี้ในประเทศจีน โดยนับตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์โลจิสติกส์ขึ้นที่เมืองไท่ชางในปี 2553 บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้สูงถึงห้าเท่า ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความสามารถในการรองรับและจัดการสินค้าสูงกว่า 180 ล้านชิ้นต่อปี

นอกจากนี้ เมืองซูโจวยังเป็นที่ตั้งของคณะนักแสดงบัลเลต์ วงซิมโฟนีออร์เคสตรา และวงดนตรีออร์เคสตราจีนดั้งเดิม ทั้งยังมุ่งมั่นดึงดูดทรัพยากรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศในด้านการศึกษา การแพทย์ สาธารณสุข ศิลปวัฒนธรรม และการกีฬา ตลอดจนการดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกแบบครบวงจรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวต่างชาติ ส่งผลให้เมืองซูโจวได้รับการยอมรับให้เป็น “เมืองของจีนที่ดึงดูดใจบุคลากรผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติมากที่สุด” ติดต่อกันเป็นเวลายาวนานถึง 14 ปี

ความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและความตื่นตัวทางเศรษฐกิจต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน หล่อหลอมให้ชาวซูโจวมีจิตวิญญาณแห่งการกล้าคิดกล้าทำ ลงมือปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งมั่นแสวงหาความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานถึง 2,500 ปี ในวันนี้ ซูโจวพร้อมเปิดประตูรับความหลากหลายและความเป็นสากล เพื่อพิสูจน์ให้ผู้มาเยือนทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศได้ประจักษ์ว่า มนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของเมืองคือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีที่สุด

ที่มา: การประชุมรัฐมนตรีการค้าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ครั้งที่ 32

‘ปูติน–โตคาเยฟ’ ย้ำสัมพันธ์พิเศษ!! ชูสัมพันธ์รัสเซีย–คาซัคสถานแน่นแฟ้น การค้าไตรมาสแรกปี 2026 โตเกิน 9% ดันการค้าทะลุระดับสูงสุดใหม่ใกล้ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ‘โตคาเยฟ’ ลั่นเดินหน้าพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ต่อ

บนพื้นฐานของหลักการแห่งความเสมอภาค ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและคาซัคสถานกำลังเติบโตและพัฒนาอย่างมีพลวัต ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวย้ำ

ปูตินระบุว่า ทั้งสองประเทศประสานความร่วมมือกันในทุกด้านของความสัมพันธ์ทวิภาคี
“เราทำงานร่วมกันในทุกมิติ” ปูตินกล่าวระหว่างการหารือ โดยเน้นย้ำถึงขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า ขณะนี้มีชุดข้อตกลงความร่วมมือทวิภาคีจำนวนมากที่พร้อมสำหรับการลงนามแล้ว

การค้ารัสเซีย-คาซัคสถาน เพิ่มขึ้นกว่า 9% ในไตรมาสแรกของปี 2026

การค้าระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถานเพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในไตรมาสแรกของปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าว
“เมื่อปีที่แล้ว มูลค่าการค้าอยู่ที่มากกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์ และในปีนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 9% ในไตรมาสแรก” ปูตินกล่าว

หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถานตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรภาพ

นอกจากนี้ ปูตินยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของแถลงการณ์ร่วมที่กำหนดหลักการ 7 ประการแห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ซึ่งทั้งสองประเทศมีกำหนดจะรับรองร่วมกันในวันพฤหัสบดี

ในการหารือกับประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ปูตินได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประการแรก มอสโกและอัสตานาได้เตรียมชุดข้อตกลงความร่วมมือจำนวนมากไว้สำหรับลงนาม
ประการที่สอง คาซัคสถานยังคงเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของรัสเซียและประการที่สาม ความร่วมมือของทั้งสองประเทศภายใต้สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ถือเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศที่สร้างสรรค์

ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า หลักการทั้ง 7 ประการครอบคลุมมิติสำคัญของความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับคาซัคสถาน ไม่เพียงในระดับรัฐต่อรัฐ แต่ยังรวมถึงในระดับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนด้วย

หลักการข้อแรกคือ ประวัติศาสตร์ร่วมกันและการมองทำความเข้าใจประวัติศาสตร์นั้นอย่างมีความรับผิดชอบ บนจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี” อูชาคอฟกล่าว พร้อมเสริมว่า หลักการ

ข้อที่สองคือ ความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมการบูรณาการยูเรเชีย และการสร้างพื้นที่ระดับภูมิภาคเพื่อความร่วมมือ ความมั่นคง และการเจรจา”

หลักการข้อที่สาม กำหนดให้พรมแดนที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกันเป็น “พื้นที่แห่งความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือ
หลักการข้อที่สี่ มุ่งเน้นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
และหลักการข้อที่ห้า ครอบคลุม “ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมในฐานะมรดกร่วม คุณค่าดั้งเดิม และความใกล้ชิดทางอารยธรรม”

“หลักการข้อที่หกคือ เยาวชน การแลกเปลี่ยนทางการศึกษา และความร่วมมือด้านกีฬา” อูชาคอฟกล่าวเสริม
“และสุดท้าย หลักการข้อที่เจ็ดคือ วิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคต” เขากล่าวสรุป

รัสเซียครองอันดับ 1 ด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจคาซัคสถาน

ประธานาธิบดีคาสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ของคาซัคสถานกล่าวว่า ขณะนี้รัสเซียเป็นผู้นำด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจคาซัคสถาน และอัสตานาจะเดินหน้าความร่วมมือในทิศทางนี้ต่อไป
“ปัจจุบัน รัสเซียเป็นผู้นำด้านการลงทุนโดยตรงในเศรษฐกิจของเรา คิดเป็น 29,000 ล้านดอลลาร์ และเราจะยังคงทำงานในทิศทางนี้ต่อไป” โตคาเยฟกล่าว

ประธานาธิบดีคาซัคสถานยังกล่าวว่า การค้าระหว่างคาซัคสถานกับรัสเซียกำลังเติบโต และจะไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์ในไม่ช้า
“แม้สถานการณ์โลกจะท้าทาย ความร่วมมือของเรา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ยังคงพัฒนาอย่างประสบความสำเร็จ และมูลค่าการค้าก็กำลังเติบโต... มูลค่าการค้าระหว่างคาซัคสถานและรัสเซียกำลังแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ราว 30,000 ล้านดอลลาร์” โตคาเยฟกล่าวระหว่างการหารือกับประธานาธิบดีปูติน

ผู้นำคาซัคสถานยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัสเซียและคาซัคสถานมีโครงการร่วมกัน 177 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมราว 53,000 ล้านดอลลาร์

โตคาเยฟกล่าวเสริมว่า คาซัคสถานจะเดินหน้ากระชับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับรัสเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ประธานาธิบดีโตคาเยฟยังเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างอัสตานาและมอสโกว่า ทั้งสองเมืองหลวงประสานงานกันแทบทุกประเด็นระดับโลก
“เราปฏิสัมพันธ์และร่วมมือกันในเกือบทุกประเด็นระหว่างประเทศ” เขากล่าวระหว่างพบกับปูติน

ผู้นำคาซัคสถานยังกล่าวชื่นชมการเยือนอัสตานาของปูตินว่าเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์พิเศษที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน
“ผมถือว่าการเยือนครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างรัฐของเรา ในจิตวิญญาณของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และพันธมิตรอย่างรอบด้าน สำหรับคาซัคสถาน ความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและใกล้ชิดกับรัสเซียมีความสำคัญสูงสุด” โตคาเยฟกล่าว

ผู้นำคาซัคสถานย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะผันผวนเพียงใด ทั้งสองประเทศยังคงเดินหน้าความร่วมมืออย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังได้รับแรงส่งใหม่
“แม้สถานการณ์โลกจะยากลำบาก แต่ความร่วมมือของเรา โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ กำลังพัฒนาไปอย่างประสบความสำเร็จ และปริมาณการค้าก็กำลังเพิ่มขึ้น” โตคาเยฟกล่าว

ที่มา : Sputnik

นักวิชาการ มธ. ชี้ลดภาระครู!! ใช้ TikTok ไม่ใช่คำตอบหลัก แนะฟังเสียงครู-นักเรียนก่อน ควรลดงานเอกสารไม่ใช่ลดทำสื่อ ใช้ AI ช่วยงานคืนเวลาสอน

นักวิชาการ ชี้ ใช้TikTok หรือไม่ 

ไม่สำคัญเท่าได้ฟังเสียงครูและนักเรียนหรือยัง แนะลดงานเอกสาร ไม่ใช่ลดงานทำสื่อการสอน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ นโยบาย ศธ. ลดภาระงานครู จับมือ TikTok ให้ครูใช้ AI ทำคลิปสั้น 2 นาทีสอนเด็ก อาจไม่ใช่ทางออกในการลดภาระงานครู ระบุ ควรลดงานที่ไม่จำเป็นต่อการสร้างการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ใช่ลดภาระในการทำสื่อการสอน แต่หากเดินหน้าจริง ศธ. ควรเปิดฟังความเห็นครู-ผู้ปกครอง-นร. ก่อน เพราะสังคมยังมีข้อกังวลเรื่องเด็กใช้เวลาหน้าจอเพิ่มขึ้น แนะควรใช้ AI หนุนปัญญาประดิษฐ์ - เพิ่มกำลังคน - จัดสรรงบฯ ให้โรงเรียน ลดงานเอกสาร เพื่อคืนครูให้กับอนาคตนักเรียน

รศ. ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังจะร่วมกับ บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) ให้ครูใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น 2 นาทีเป็นสื่อการสอน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่ายและลดภาระครู ควรทบทวนให้รอบด้านกว่านี้ เพราะการลดภาระครูที่เหมาะสมไม่ใช่การลดภาระในการทำสื่อการสอน แต่คือการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เช่น งานเอกสารการเงิน หรือพัสดุ โครงการกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน ฯลฯ เพื่อให้ครูมีเวลาให้กับภาระงานที่จำเป็น เช่น การออกแบบสื่อการสอนที่เหมาะสมและตอบโจทย์กับการเรียนรู้ของเด็ก

รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าวว่า หาก ศธ. ต้องการลดภาระงานครูจริงๆ ควรเปลี่ยนมาสนับสนุนให้ใช้ AI เพื่อช่วยงานเอกสาร การเชื่อมข้อมูลมหาศาลของผู้เรียนให้สามารถเข้าถึง และวิเคราะห์ปัญหาหรือความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างหลากหลายได้ สนับสนุนกำลังคนเพื่อเข้ามาทำงานด้านเอกสารโดยเฉพาะ หรืออาจใช้วิธีจัดสรรงบประมาณให้แต่ละโรงเรียนไปออกแบบวิธีจัดการเอง เพื่อให้ครูได้กลับมาอยู่กลับนักเรียน เพื่อทำความเข้าใจการเรียนรู้ เป้าหมาย และตัดสินใจ ตลอดจนออกแบบสื่อการเรียนรู้เพื่ออนาคตของนักเรียน ส่วนตัวเชื่อว่าแนวทางนี้จะเหมาะสมกว่าการให้นโยบายลงไป และให้ปฏิบัติเหมือนกันหมดเพราะทั่วประเทศมีห้องเรียนและนักเรียนจำนวนมาก โรงเรียนและครูที่อยู่ใกล้ชิดนักเรียนย่อมเข้าใจบริบทการพัฒนาของตัวเองได้มากกว่า จึงควรให้เวลาและทรัพยากรให้พวกเขาได้ทำงานของตัวเอง

นอกจากนี้ เข้าใจว่านโยบายนี้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการทำให้เด็กนักเรียนเข้าถึงสื่อการสอนได้มากขึ้นและง่ายขึ้น ส่วนตัวเสนอว่า ศธ.ควรเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็น และวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กนักเรียนก่อน เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงว่าควรเข้าไปสนับสนุนในเรื่องใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น เด็กมีความต้องการใช้ TikTok เพื่อการเรียนรู้จริงหรือไม่ หรือเด็กมีแนวโน้มในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไร ฯลฯ จากนั้นค่อยกลับมาออกแบบแนวทางหรือนโยบายในการดำเนินการอีกครั้ง

“แม้ TikTok จะเป็นแพลตฟอร์มที่เด็กเข้าถึงง่าย แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าถ้า ศธ. ใส่คอนเทนต์ดีมีคุณภาพเข้าไปแล้วนักเรียนจะตั้งใจดู หรือเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นจริง เพราะธรรมชาติของเด็กหรือผู้ใช้ TikTok ทุกวัย ก็คือการเลือกดูเนื้อหาที่ตัวเองสนใจ” รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้นโยบายนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเด็กนักเรียน แม้ว่านโยบายจะตั้งต้นหรือคิดค้นมาบนฐานของความตั้งใจดี ต้องการผลักดันเนื้อหาดีๆ เข้าไปสู่แพลตฟอร์มที่ทันยุคสมัยและเป็นที่นิยม แต่สังคมและประชาชนจำนวนไม่น้อยมีข้อกังวลอีกมุมถึงผลเสียจากการใช้เวลาหน้าจอหรือโทรศัพท์มากเกินไป ฉะนั้นหาก ศธ. จะเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยแนวทางนี้จริงๆ ก็ควรมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากครู บุคลากรในโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครอง ทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันในการออกแบบระบบที่ ซึ่งดีกว่าเดินหน้านโยบายไปแล้วต้องกลับมาแก้ไขตามข้อกังวลของสังคมในภายหลัง

“ถ้าเรานับจำนวนคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาทั้งหมดจะเห็นได้ว่านักเรียน และครู มีจำนวนที่มากที่สุด แต่กลับเสียงเบาที่สุด การจะทำนโยบายอะไรหรือหาคำตอบที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ควรต้องกลับไปที่นักเรียนและครูก่อน ศธ. ถึงจะรู้ว่าควรจะทำอะไรยังไงต่อ” รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าว

31 พฤษภาคม 2569 “วันวิสาขบูชา” วันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา น้อมรำลึกวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

31 พฤษภาคม วันวิสาขบูชา

วันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา น้อมรำลึกวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ตรงกับ “วันวิสาขบูชา” หนึ่งในวันสำคัญที่สุดทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกพร้อมใจกันน้อมรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นศาสดาเอกของโลก และเป็นผู้ค้นพบหนทางแห่งการดับทุกข์ เพื่อนำมาสั่งสอนมนุษยชาติให้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เมตตา และความไม่ประมาท

วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี หรือหากปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็จะเลื่อนไปตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 โดยคำว่า “วิสาขบูชา” หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ อันเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ 3 ประการในพระชนมชีพของพระพุทธเจ้า ได้แก่ วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ซึ่งล้วนเกิดขึ้นตรงกับวันเพ็ญเดือนวิสาขะเช่นเดียวกัน แม้จะต่างวาระและต่างช่วงเวลา แต่ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้ความเคารพศรัทธาสืบมาอย่างยาวนาน

เหตุการณ์แรกคือ “วันประสูติ” เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ณ ลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ พระองค์ประสูติในราชสกุลศากยะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา ก่อนที่ต่อมาจะทรงละทิ้งความสุขสบายทางโลก เพื่อแสวงหาความจริงของชีวิต และหนทางที่จะนำพามนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์

เหตุการณ์ที่สองคือ “วันตรัสรู้” หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช และบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงค้นพบทางสายกลาง ไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป จนกระทั่งตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เมืองพุทธคยา โดยทรงค้นพบหลักอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค อันเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา

เหตุการณ์ที่สามคือ “วันปรินิพพาน” เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระธรรมคำสอนตลอด 45 พรรษา พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา ขณะมีพระชนมายุ 80 พรรษา แม้พระวรกายจะดับสูญไปตามสังขาร แต่พระธรรมคำสอนของพระองค์ยังคงเป็นแสงสว่างนำทางจิตใจของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ วันวิสาขบูชาจึงมิใช่เพียงวันสำคัญทางศาสนาในเชิงพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เตือนใจให้มนุษย์ทุกคนย้อนกลับมาพิจารณาชีวิตของตนเอง ว่าเรากำลังดำเนินชีวิตอยู่บนความประมาทหรือไม่ เรากำลังตกอยู่ใต้อำนาจของความโลภ ความโกรธ และความหลงมากเพียงใด และเราจะสามารถใช้สติปัญญาเพื่อลดละสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

ในประเทศไทย วันวิสาขบูชาถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาและเป็นวันหยุดราชการ พุทธศาสนิกชนมักเดินทางไปวัดเพื่อทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล เจริญจิตภาวนา และร่วมพิธีเวียนเทียนในช่วงค่ำ โดยการเวียนเทียนจะกระทำรอบพระอุโบสถหรือพระเจดีย์จำนวน 3 รอบ เพื่อระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์

การเวียนเทียนในวันวิสาขบูชาไม่ใช่เพียงการเดินถือดอกไม้ ธูป และเทียน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการนำแสงสว่างแห่งธรรมเข้าสู่จิตใจ เทียนที่จุดสว่างเปรียบเสมือนปัญญาที่ช่วยขจัดความมืดมน ดอกไม้เตือนใจถึงความไม่เที่ยงของชีวิต เพราะแม้ดอกไม้จะงดงามเพียงใด สุดท้ายก็ต้องร่วงโรย ส่วนธูปเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงคุณงามความดีและกลิ่นหอมแห่งศีลธรรม

วันวิสาขบูชายังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก เนื่องจากเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ส่งเสริมสันติภาพ ความเมตตา การไม่เบียดเบียน และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สอดคล้องกับการสร้างสังคมโลกที่มีความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกัน

ในยุคปัจจุบันที่โลกเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความขัดแย้ง และการแข่งขัน วันวิสาขบูชายิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นวันที่ชวนให้ผู้คนหยุดทบทวนตนเอง ลดความยึดติดในวัตถุ ลดการเบียดเบียนกัน และหันมาให้ความสำคัญกับความสงบภายในใจ หลักธรรมของพระพุทธเจ้ายังคงทันสมัยอยู่เสมอ เพราะเป็นคำสอนที่มุ่งให้มนุษย์เข้าใจความจริงของชีวิต และดำเนินชีวิตด้วยสติ

หัวใจสำคัญของวันวิสาขบูชา คือการน้อมนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลักการเหล่านี้เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา และสามารถนำไปปฏิบัติได้โดยไม่จำกัดเพศ วัย อาชีพ หรือสถานะทางสังคม

การทำบุญในวันวิสาขบูชาจึงไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงการไปวัดหรือประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีเมตตาต่อผู้อื่น การให้อภัย การพูดจาด้วยความสุภาพ การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก การไม่เอาเปรียบผู้อื่น และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกการกระทำ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา ซึ่งถือเป็นการบูชาที่มีคุณค่ายิ่ง

วันที่ 31 พฤษภาคม วันวิสาขบูชา จึงเป็นโอกาสสำคัญที่พุทธศาสนิกชนจะได้กลับมาทบทวนความหมายของชีวิต และน้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักในการดำเนินตน ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธรรมะยังคงเป็นหลักยึดที่ช่วยให้มนุษย์ไม่หลงทาง และสามารถใช้ชีวิตด้วยความสงบ สุขุม และมีปัญญา

วันวิสาขบูชา จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่เป็นวันแห่งการตื่นรู้ เป็นวันที่เตือนให้เราทุกคนเห็นคุณค่าของความดี ความจริง และความไม่ประมาท เพื่อก้าวเดินบนเส้นทางชีวิตอย่างมีสติ และสร้างสังคมที่เปี่ยมด้วยเมตตา สันติ และความเข้าใจร่วมกัน

1 มิถุนายน 2493 จากพระที่นั่งอนันตสมาคมสู่หน้าประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย หมุดหมายสำคัญประชาธิปไตยไทยใต้รัฐธรรมนูญ

1 มิถุนายน พ.ศ. 2493

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ พิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย

วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกในรัชสมัย ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ภายหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ และภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไม่นาน

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นพิธีการสำคัญของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แทนของประชาชนในการพิจารณากฎหมาย ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และร่วมวางทิศทางของประเทศผ่านกระบวนการรัฐสภา

การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาในครั้งนั้น จึงมิใช่เพียงพิธีการตามแบบแผนของรัฐเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับระบอบรัฐสภาของไทย ภายใต้หลักการที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะประมุขของรัฐ และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กระบวนการทางการเมืองดำเนินไปอย่างเป็นทางการและมีความสมบูรณ์ตามครรลอง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ขณะนั้นเพิ่งเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองจำเป็นต้องฟื้นฟูความมั่นคง ความเชื่อมั่น และระเบียบของสถาบันทางการเมือง การเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัยจึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อการเดินหน้าของระบบรัฐสภาไทย

พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบรัฐพิธีในวันนั้น นับเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมสภาและรัฐพิธีสำคัญหลายครั้ง ภาพของพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ สถานที่แห่งนี้ จึงกลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทยในยุคต้นรัชกาลที่ 9

สาระสำคัญของรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอยู่ที่พระราชดำรัสซึ่งพระมหากษัตริย์พระราชทานแก่สมาชิกรัฐสภา เพื่อเป็นข้อเตือนใจและแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ พระราชดำรัสดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะสมาชิกรัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชนจำเป็นต้องยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ใช้อำนาจหน้าที่ด้วยความรอบคอบ สุจริต และรับผิดชอบ

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และบทบาทของรัฐสภาในฐานะสถาบันหลักของการปกครองประเทศ การเปิดประชุมรัฐสภาไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นวาระการประชุม แต่คือการประกาศให้ประชาชนรับทราบว่า กลไกนิติบัญญัติของประเทศกำลังเริ่มทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง

ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภายังคงเป็นธรรมเนียมสำคัญที่สะท้อนความต่อเนื่องของการเมืองการปกครองไทย แม้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปหลายยุคหลายสมัย แต่หลักการสำคัญของรัฐพิธีนี้ยังคงเดิม คือ การเน้นย้ำให้ผู้แทนปวงชนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

เมื่อมองย้อนกลับไป วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในปฏิทินประวัติศาสตร์ หากเป็นวันที่แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นบทบาทสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ และเป็นวันที่รัฐสภาไทยได้เดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ร่มพระบารมีในรัชสมัยใหม่

เหตุการณ์ดังกล่าวยังเตือนใจให้เห็นว่า ระบอบรัฐสภาจะมั่นคงได้ ต้องอาศัยผู้แทนที่ตระหนักถึงหน้าที่ของตน เคารพกฎหมาย เคารพประชาชน และยึดประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ เพราะรัฐสภาคือเวทีที่เสียงของประชาชนถูกนำมาพิจารณาและแปรเปลี่ยนเป็นนโยบาย กฎหมาย และทิศทางของบ้านเมือง

ดังนั้น วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกในรัชสมัย และเป็นวันที่สะท้อนความหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดเจน

“MOSH” ดันเครื่องเขียน!! เปิดตัว 'ปอนด์-ภูวินทร์' เสริมพลังบวกผ่านแบรนด์ ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั่วเอเชีย หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 โตต่อเนื่อง


“MOSHI” เปิดตัว ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ กับบทบาท Friend of Moshi Moshi

ชูคอนเซปต์ ‘Moshi Moshi School of Friendship’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์

หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 ให้โตต่อเนื่อง

‘บมจ. โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น’ หรือ MOSHI เดินเกมรุกตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ในปี 2569 เปิดตัว Friend of Moshi Moshi ในกลุ่มสินค้าเครื่องเขียน (Stationery) เป็นครั้งแรก คว้าตัวคู่ศิลปินนักแสดงชายชื่อดัง ‘คุณปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์’ และ ‘คุณภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน’ หรือ ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ จากสังกัดจีเอ็มเอ็มทีวี (GMMTV) ที่มีความสามารถรอบด้าน มาร่วมส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านภาพลักษณ์ที่สดใส เป็นธรรมชาติ และฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นทั้งในไทยและต่างประเทศ จากผลงานซีรีส์ล่าสุดที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเรื่อง ‘มีสติหน่อยคุณธีร์ Me and Thee’

นางสาวบุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า กลยุทธ์สำคัญในปี 2569 บริษัทฯ ต้องการตอกย้ำและปลุกกระแสความนิยมในกลุ่มสินค้าเครื่องเขียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหัวใจหลักของ MOSHI ให้คึกคักและมีสีสันมากยิ่งขึ้น โดยแนวคิดหลักในครั้งนี้บริษัทฯ ตั้งใจชู ‘พลังคู่ (Partner)’ ของ ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ เนื่องจากทั้งสองคนมีเคมีที่เข้ากันได้อย่างลงตัว และความน่ารักของทั้งคู่เวลาอยู่ด้วยกัน สิ่งนี้เป็นประกายความสุขที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดใจผู้บริโภค เรียกว่ามีความแตกต่างแต่เข้าถึงง่าย ซึ่งตรงกับ DNA ของแบรนด์ การจับคู่ในแคมเปญนี้จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการบอกเล่าเรื่องราวความน่ารักของเครื่องเขียน Moshi Moshi เพื่อเป็นประกายความสุขที่ดึงดูดใจผู้บริโภค

การร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดในการขยายฐานลูกค้าได้อย่างตรงจุด จากเดิมที่ MOSHI มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาอยู่แล้ว แต่ด้วยคาแรกเตอร์และพลังขับเคลื่อนของศิลปินทั้งสองจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความสากลมากยิ่งขึ้น ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.) การขยายฐานลูกค้าใหม่ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Younger Generation) 2.) การสร้าง Brand Awareness ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟนคลับที่มีฐานผู้ติดตามในระดับเอเชียค่อนข้างสูง อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น 3.) การสร้าง Engagement ร่วมกับผู้บริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์ กิจกรรมตลาด และการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Communication) ทั้งหมดนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 มากยิ่งขึ้น

สำหรับสินค้ากลุ่มเครื่องเขียนของ MOSHI ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่สวยงามและฟังก์ชันที่ครบครัน มีตั้งแต่ไอเทมพื้นฐาน เช่น สมุด ปากกา ดินสอ ไปจนถึงไอเทมไลฟ์สไตล์สุดฮิตอย่าง เฟรมการ์ด ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างกระแสตอบรับที่ดีในกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ถ่ายทอดความพิเศษผ่าน Brand Film ภายใต้คอนเซปต์ ‘Moshi Moshi School of Friendship’ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสดใส ผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่จะย้อนเวลากลับไปสู่วัยเรียนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสนุกสนาน ความฟิน และความทรงจำดีๆ ผ่านไอเทมเครื่องเขียนสุดน่ารัก โดยดึงเคมีที่เป็นธรรมชาติของปอนด์และภูวินทร์ มาถ่ายทอดผ่านเนื้อหาและกิจกรรมต่างๆ ที่มีการร้อยเรียงเรื่องราวและกิมมิกที่ล้อไปกับซีรีส์ที่แฟนๆ ประทับใจ เพื่อเปลี่ยนการซื้อเครื่องเขียนธรรมดาให้กลายเป็นโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความสุข ความคิดถึง และความอบอุ่นหัวใจ โดยจัดเต็มเป็นเรื่องราวให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน ซึ่งแต่ละตอนจะมีกิมมิกและความฟินที่แตกต่างกันออกไป ชวนให้อมยิ้มและคิดถึงรักแรกในวัยเรียน

“เราตั้งใจทำให้ Moshi Moshi เป็นแบรนด์เครื่องเขียนอันดับหนึ่งที่ครองใจลูกค้าและแฟนๆ อย่างยั่งยืนด้วยการสร้าง ‘Brand Love’ ผ่านเรื่องราวและความผูกพันในแคมเปญนี้ จะช่วยให้แบรนด์เข้าไปนั่งในใจของผู้บริโภค ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมที่เป็นนักเรียน-นักศึกษา รวมถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่อย่าง First Jobber และแฟนคลับต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นความสำเร็จในเชิงธุรกิจ ช่วยผลักดันให้ยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง” นางสาวบุณยวีร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เตรียมกิจกรรมสุดฟินที่จะมาแจกความสดใส และสร้างความสนุกสนานให้แฟนๆ และลูกค้าของ Moshi Moshi จึงอยากเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจปักหมุดรอติดตามแคมเปญใหญ่ในครั้งนี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage Moshi Moshi: https://www.facebook.com/moshimoshi.jp

EECO ลุย MRO ร่วมเวียตเจ็ท ลงนาม MOU สร้างศูนย์ซ่อมอากาศยาน เสริมเมืองการบินภาคตะวันออก ยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถ หนุนอุตฯบินไทยโตภูมิภาค

EECO จับมือ เวียตเจ็ท MOU สร้างโอกาสพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO)

ร่วมขับเคลื่อนเมืองการบินภาคตะวันออก เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการบินภูมิภาค

เมื่อวันที่ 28 พ.ค 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) ร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีแลกเปลี่ยน บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) พื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และเวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) ณ ตึกสันติไมตรีหลังในทำเนียบรัฐบาลโดยมีนายจุฬาสุขมานพเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ นางเหวียน ถิ เฟือง เถา ประธานกรรมการบริษัท เวียตเจ็ท (Dr. Nguyen Thi Phoung Thao, Chairwoman of Vietjet Air) เป็นผู้ลงนาม

ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือฯ ดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการลงทุนและยกระดับการดำเนินงานของกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ท ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาบุคลากรด้านการบิน การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยความร่วมมือที่เกิดขึ้นนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับ MOU นี้ เป็นกรอบความร่วมมือเบื้องต้น เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนา จัดตั้ง และดำเนินการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ เขตส่งเสริม EECa มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงและดูแลรักษาฝูงบินจากกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ทยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ลดระยะเวลาในการซ่อมบำรุง ตลอดจนสนับสนุนการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย โดยการดำเนินการลงทุนของกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ท ยังต้องปฏิบัติตามกระบวนการและการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top