Thursday, 4 June 2026
TheStatesTimes

กองทัพเรือฝึกป้องกัน “แท่นบงกชเหนือ” เรือหลวง–อากาศยาน–ชุดปฏิบัติการพิเศษ พร้อมฝึกป้องกันแท่นขุดเจาะสำคัญของประเทศ รับมือโดรน–เรือติดอาวุธ เสริมความมั่นคงพลังงานชาติ ย้ำพลังงานกลางทะเลคือเส้นเลือดเศรษฐกิจชาติ

กองทัพเรือฝึกป้องกันแหล่งผลิตพลังงานกลางทะเล รับมือภัยคุกคามยุคใหม่ เสริมความมั่นคงพลังงานของชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 23 - 24 พฤษภาคม 2569 ทัพเรือภาคที่ 2 ได้จัดการฝึกป้องกันแหล่งผลิตพลังงานกลางทะเล “แท่นบงกชเหนือ” ในห้วงการฝึกปฏิบัติการร่วมภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) การฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2569 รหัสการฝึก “ทร.69” เพื่อทดสอบความพร้อมในการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทางทะเล โดยเฉพาะแหล่งผลิตพลังงาน และเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานของชาติ

การฝึกครั้งนี้ มุ่งเน้นการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งการป้องกันการโจมตีจากอากาศยานไร้คนขับ การรับมือเรือขนาดเล็กติดอาวุธ และการป้องกันการก่อวินาศกรรมบนแท่นขุดเจาะกลางทะเล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญต่อประเทศ โดยทัพเรือภาคที่ 2 ได้จัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ประกอบด้วย เรือหลวงนราธิวาส เรือ ต.995 เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 4 เครื่องบินลาดตระเวนแบบที่ 1 และชุดปฏิบัติการพิเศษ บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของแท่นบงกชเหนือ เพื่อซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติร่วมในสถานการณ์วิกฤตอย่างสมจริง

โอกาสนี้ พลเรือโท เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 ได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การฝึก และร่วมทดลองการขนส่งบุคลากรด้วยระบบ Capsule ที่เจ้าหน้าที่ประจำแท่นใช้ในการขนส่ง เพื่อทดสอบความปลอดภัย ศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติ และใช้ประกอบการออกแบบวางแผนการปฏิบัติการในสถานการณ์จริง พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมกำลังพลและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบนแท่นอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการทางทะเลร่วมกับภาคเอกชน และการสร้างความเข้าใจสภาพการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่กลางทะเล

กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและเส้นทางคมนาคมทางทะเล ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญ โดยการฝึกในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือกับภาคพลังงานแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามทางทะเลที่มีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

ซุปเปรี้ยวไขหลี่สะเทือนโลก!! เฉียนตงหนานโชว์ซุปเปรี้ยวไขหลี่ในงานใหญ่ มูลค่าซุปเปรี้ยวแตะ 8.15 พันล้านหยวน รองผู้อำนวยการเผยความผูกพันท้องถิ่น เปิดลงทุน 180 ล้านหยวนผลักดันตลาดต่างประเทศ

"ซุปเปรี้ยวไขหลี่" โดดเด่นบนเวทีประชุมสุดยอดแบรนด์โลก ตอกย้ำศักยภาพทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนาน

สำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ในงานประชุมสุดยอดแบรนด์โลกโม่กานซาน ประจำปี 2569 (2026 World Brand Moganshan Summit) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน ในมณฑลกุ้ยโจว ได้นำเสนออาหารขึ้นชื่อประจำท้องถิ่น "ซุปเปรี้ยวไขหลี่" (Kaili sour soup) เพื่อเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม และนำเสนอศักยภาพทางธุรกิจของภูมิภาคต่อบรรดานักลงทุนและผู้เข้าร่วมงานจากทั่วประเทศจีน

"ไม่ได้กินซุปเปรี้ยวแค่สามวัน เราก็แทบจะเดินไม่ไหวแล้ว" หยาง อวี้ฟาง รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน กล่าวภายในงาน เพื่อสะท้อนถึงความนิยมและความผูกพันอันลึกซึ้งที่ผู้คนในท้องถิ่นมีต่อซุปเปรี้ยวไขหลี่

ซุปเปรี้ยวไขหลี่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอาหารเอกลักษณ์สำคัญของมณฑลกุ้ยโจว อีกทั้งยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมอาหารอันโดดเด่นของชนชาติเหมียวและชนชาติต้งที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันกีฬาพื้นบ้านของมณฑลกุ้ยโจวได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอล Village Super League และการแข่งขันบาสเกตบอล Village Basketball Association ซึ่งกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ซุปเปรี้ยวไขหลี่ได้รับความสนใจในวงกว้าง และกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวต่างต้องลิ้มลองเมื่อเดินทางเยือนกุ้ยโจว ทั้งนี้ รองผู้อำนวยการสำนักงานพาณิชย์ฯ เปิดเผยว่า ห่วงโซ่อุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวของเขตเฉียนตงหนานมีมูลค่าผลผลิตรวมสูงถึง 8.154 พันล้านหยวนในปี 2568

นอกจากนี้ ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์ของเขตเฉียนตงหนานยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยว โดยพื้นที่ป่าไม้มีสัดส่วนครอบคลุมมากกว่า 70% ขณะที่คุณภาพน้ำได้รับการจัดให้อยู่ในแถวหน้าของประเทศจีนในระดับเขตปกครอง อีกทั้งยังมีแม่น้ำและลำธารมากกว่า 2,900 สาย ประกอบกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งล้วนเอื้อต่อกระบวนการหมักตามธรรมชาติ อันเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตซุปเปรี้ยวไขหลี่คุณภาพสูง

นอกเหนือจากจุดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติแล้ว การได้รับการยอมรับในระดับวัฒนธรรมยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยว โดยซุปเปรี้ยวไขหลี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ระดับชาติของจีน ขณะที่เมืองไขหลี่ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งซุปเปรี้ยว" นอกจากนี้ เทคนิคการปรุง "ซุปปลาเปรี้ยวไขหลี่" แบบดั้งเดิม ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีนอีกด้วย

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม เขตเฉียนตงหนานได้วางระบบสนับสนุนอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การคมนาคมขนส่ง วัตถุดิบ การผลิต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนมาตรการสนับสนุนด้านนโยบาย ปัจจุบัน เขตเฉียนตงหนานมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซุปเปรี้ยวรวม 60 แห่ง และสายการผลิต 117 สาย มีกำลังการผลิตต่อปีมากกว่า 290,000 ตัน ขณะเดียวกัน บริษัทชั้นนำหลายแห่ง อาทิ ไห่เทียน (Haitian) นิวโฮป (New Hope) และกว่างตง อะกรีบิสซิเนส (Guangdong Agribusiness) ต่างแสดงความสนใจในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับภูมิภาคแห่งนี้

ภายในงานประชุมสุดยอดครั้งนี้ เขตเฉียนตงหนานยังได้ประกาศโครงการเงินอุดหนุนมูลค่า 2 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดผ่านเครือข่ายร้านอาหาร แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการจัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัวโครงการลงทุนสำคัญ 3 โครงการ ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาร้านอาหารซุปเปรี้ยว ระบบสายการผลิตอัจฉริยะ และประสบการณ์ผู้บริโภครูปแบบใหม่ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนตามแผนรวมกว่า 180 ล้านหยวน

การประชุมสุดยอดครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ซุปเปรี้ยวไขหลี่เข้าถึงตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทและอิทธิพลของอุตสาหกรรมอาหารเฉพาะถิ่น ตลอดจนยกระดับทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเขตเฉียนตงหนานให้มีความโดดเด่นและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

ที่มา: สำนักงานพาณิชย์แห่งเขตปกครองตนเองชนชาติเหมียวและชนชาติต้ง เฉียนตงหนาน มณฑลกุ้ยโจว

จีนเดินหน้า Moon Mission 2030 ปักกิ่งเร่งเกมอวกาศ ส่งนักบินอยู่เทียนกง 1 ปี ศึกษาร่างกายมนุษย์ระยะยาว ทดสอบขีดจำกัดมนุษย์ก่อนเหยียบจันทร์ ขณะ NASA–SpaceX เร่งแผน Artemis

จีนส่งนักบินขึ้นสู่ห้วงอวกาศ 1 ปี สานฝันไปดวงจันทร์ 2030

จีนส่งสามนักบินขึ้้นสู่สถานีอวกาศ หนึ่งในนั้นต้องอยู่หนึ่งปี นานที่สุดของประเทศ เพื่อศึกษาสรีระมนุษย์ระยะยาว รองรับแผนส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ภายในปี 2030

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน จีนใช้จรวดนำส่งลองมาร์ช-2F Y23 ปล่อยยานอวกาศเสิ่นโจว-23 พร้อมนักบินอวกาศสามคน จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ขึ้นสู่อวกาศเมื่อเวลา 23.08 น. วันอาทิตย์ (24 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 22.08 น. ตามเวลาประเทศไทย

นักบินอวกาศทั้งสามคนประกอบด้วย หลี เจียหยิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบรรทุกในอวกาศ อดีตผู้บังคับการตำรวจฮ่องกง เป็นนักบินอวกาศคนแรกของฮ่องกงที่ได้ร่วมภารกิจอวกาศของจีน อีกสองคนคือจู หยางชู ผู้บังคับการ และจาง หยวนจี้ นักบิน ทั้งคู่มาจากแผนกอวกาศของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ)

สำนักงานอวกาศจีนแถลงเมื่อวันเสาร์ (23 พ.ค.) ว่า นักบินหนึ่งในสามคนนี้จะต้องอยู่ในสถานีอวกาศเทียนกงเป็นเวลาหนึ่งปี นานที่สุดของประเทศจีน แต่ยังสั้นกว่าสถิติ 14 เดือนครึ่ง ที่นักบินอวกาศรัสเซียเคยทำไว้เมื่อปี 1995 ส่วนจะเป็นใครนั้นค่อยตัดสินใจทีหลังขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของภารกิจ

ที่ผ่านมาจีนเคยส่งนักบินไปยังสถานีอวกาศของตนมาเกือบ 12 ครั้ง แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนกำลังเร่งภารกิจไปดวงจันทร์แข่งกับสหรัฐ ที่กล่าวหาว่า รัฐบาลปักกิ่งกำลังมีแผนล่าอาณานิคมบนดวงจันทร์เพื่อทำเหมืองแร่และทรัพยากรอื่นๆ ซึ่งปักกิ่งปฏิเสธเสียงแข็งต่อข้อกล่าวหานี้

องค์การการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (NASA) ต้องการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในปี 2028 ก่อนจีนสองปี โดยสหรัฐมีเป้าหมายสร้างฐานปฏิบัติการระยะยาวบนดวงจันทร์เพื่อเป็นก้าวแรกสู่การสำรวจดาวอังคารโดยมนุษย์ในอนาคต

ในเดือน เม.ย. นักบินอวกาศสี่คนของ NASA เดินทางรอบดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ ส่วนหนึ่งของภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) ซึ่งเป็นการสำรวจดวงจันทร์โดยมนุษย์ไกลที่สุดของโลกในรอบห้าสิบปี

เมื่อวันศุกร์ (22 พ.ค.) บริษัทสเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทดสอบบินจรวดสตาร์ชิปรุ่นใหม่ไร้มนุษย์  ออกแบบมาเพื่อช่วยให้สามารถปล่อยดาวเทียม Starlink ได้ถี่ขึ้น และเพื่อนำส่งภารกิจของ NASA ไปยังดวงจันทร์ได้ในอนาคต

สำหรับจีนซึ่งเหลือเวลาไม่ถึงสี่ปีจะถึงเส้นตาย 2030 กำลังเผชิญความท้าทายอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับภารกิจดวงจันทร์ใหม่ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ถึงความพร้อมต่อภารกิจนี้ ซึ่งจะทำให้มั่นใจได้ว่านักบินอวกาศคุ้นเคยกับความปลอดภัยระดับหนึ่งของสถานีอวกาศเทียนกงในวงโคจรต่ำ สามารถเปลี่ยนผ่านไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าได้อย่างปลอดภัย

ภารกิจเสิ่นโจวของจีนเคยส่งนักบินอวกาศสามคนไปอยู่บนสถานีอวกาศเทียนกงนานหกเดือนตั้งแต่ปี 2021 ขณะนี้สำนักงานอวกาศจีนกำลังฝึกนักบินอวกาศปากีสถานสองคน หนึ่งในนั้นคาดว่าจะร่วมภารกิจไปเทียนกงในปีนี้ในช่วงเวลาสั้นๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/bangkokbiznews/posts/pfbid0DDEgMEdSrXVReNyiESBNJn3wbs1vmLmtFjqeoUHPEFnVCuofHHEe7z38yBHB1Tobl

UAC จับมือ KMUTT ขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ลงนามร่วมวิจัยและพัฒนา ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าเพิ่ม

UAC จับมือ KMUTT ต่อยอดงานวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ 

ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับวัตถุดิบชีวภาพ น้ำมันจากพืช และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากทรัพยากรทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อยอดองค์ความรู้สู่การประยุกต์ใช้ในระดับเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการพัฒนากระบวนการสกัด แปรรูป และเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชีวภาพ รองรับการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และ นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย รศ.ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.และ นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมในพิธีลงนาม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน)

ลำดับภาพจากซ้ายไปขวา 

1.รศ. ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.

2.ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3.นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

4.นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มาร์ดี ดิจิทัล จำกัด

สมาคมภริยาทหารเรือสมทบทุน มอบเงิน 2 แสนบาทช่วยน้ำท่วม ให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่งฯ เพื่อบรรเทาทุกข์แก่ผู้เดือดร้อน ย้ำความร่วมมือช่วยเหลือสังคม

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. 

สมาคมภริยาทหารเรือ นำโดยคุณอารียา เฟื่องจันทร์ นายกสมาคมฯ เข้ามอบเงินจำนวน 200,000 บาท สมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจร โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

สหรัฐฯ บอกพร้อมเจรจาอิหร่าน!! หากดีลอิหร่านล้มเหลว ชี้เตหะรานต้องรับผิด 100% พร้อมสหรัฐฯ ไม่ยอมให้นิวเคลียร์ ความตึงเครียดยังคงกดดันสูง

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างว่าสหรัฐฯ ต้องการให้ได้ข้อยุติกับอิหร่านผ่านการเจรจา แต่ขณะเดียวกันก็กล่าวโทษอิหร่านล่วงหน้า หากข้อตกลงใด ๆ ล้มเหลว

“มันจะไม่ใช่ความผิดของสหรัฐอเมริกา หรือพันธมิตรของเราในอ่าวเปอร์เซีย แต่มันจะเป็นความผิดของอิหร่าน 100 เปอร์เซ็นต์” รูบิโอกล่าวกับ India Today

เมื่อถูกถามว่า วอชิงตันอาจกลับมาดำเนินปฏิบัติการ Operation Fury อีกครั้งหรือไม่ รูบิโอกล่าวว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะ “ทำทุกอย่างที่จำเป็น” เพื่อให้มั่นใจว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังดำเนินต่อเนื่อง หลังเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้กำลังรุกรานอิหร่าน รวมถึงการกดดันของวอชิงตันต่อประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา : Sputnik

สื่อญี่ปุ่นเปิดปมคลิปดำ!! “ชูกัน บุนชุน” เปิดหลักฐานใหม่ ปมทีมทาคาอิจิถูกกล่าวหาปั่นวิดีโอ AI โจมตีคู่แข่งเลือกหัวหน้า LDP พร้อมหลักฐานแชต 67 ชิ้น

เมื่อวันอาทิตย์ (24 พ.ค.) นิตยสารรายสัปดาห์ชูกัน บุนชุน ของญี่ปุ่น

รายงานว่ามีหลักฐานที่แสดงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ว่าทีมงานของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จ้างบุคคลให้ผลิตคลิปวิดีโอใส่ร้ายคู่แข่งทางการเมืองอย่างชินจิโร โคอิซูมิ ระหว่างการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ในปี 2025 โดยช่วงดังกล่าวมีคลิปวิดีโอหลายชิ้นนำเสนอภาพลักษณ์โคอิซูมิเป็น "หุ่นเชิดไร้ความสามารถ" ขณะเดียวกันมีคลิปวิดีโอจำนวนมากที่ยกย่องทาคาอิจิ

รายงานระบุว่าทาเคชิ คิโนชิตะ ผู้ช่วยและหนึ่งในคนสนิทที่สุดของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เป็นบุคคลสำคัญในเรื่องอื้อฉาวนี้ โดยคิโนชิตะติดต่อกับเคน มัตสึอิ ผู้ผลิตคลิปวิดีโอหลายครั้งเพื่อสั่งผลิตและเผยแพร่คลิปวิดีโอโจมตีคู่แข่งของทาคาอิจิภายในพรรคฯ รวมถึงกลุ่มผู้สมัครฝ่ายค้าน ทว่าทีมงานของทาคาอิจิปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

มัตสึอิให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฯ ว่าเขาผลิตคลิปวิดีโอวันละ 100-200 ชิ้น ด้วยซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตามคำสั่งของคิโนชิตะในช่วงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตยเมื่อปีก่อน ซึ่งราวร้อยละ 70 ของคลิปวิดีโอมุ่งโจมตีโคอิซูมิ ขณะอีกราวร้อยละ 10 โจมตีโยชิมาสะ ฮายาชิ คู่แข่งอีกราย และอีกร้อยละ 20 โปรโมตทาคาอิจิ

รายงานเสริมว่าคิโนชิตะยังสั่งมัตสึอิผลิตคลิปวิดีโอโจมตีกลุ่มผู้สมัครฝ่ายค้านระหว่างการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยคลิปวิดีโอเหล่านั้นเรียกสุมิโอะ มาบุจิ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญเป็น "มือสมัครเล่นที่เป็นอันตรายต่อชาติ" และกล่าวหาคัตสึยะ โอกาดะ ผู้สมัครอีกรายว่า "โกหกอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนการหายใจ"

นิตยสารฯ เผยว่ารายงานล่าสุดนี้อ้างอิงหลักฐาน 67 ชิ้น ซึ่งบันทึกการติดต่อระหว่างคิโนชิตะกับมัตสึอิ ทั้งแบบข้อความสั้นและแชตออนไลน์

ก่อนหน้านี้ทาคาอิจิเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวระหว่างการซักถามในรัฐสภา ยืนยันว่าทั้งตัวเธอและทีมงานไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเช่นนั้น ขณะสำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและคิโนชิตะยังไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาล่าสุด เมื่อนับถึงคืนอาทิตย์ (24 พ.ค.) ที่ผ่านมา

ที่มา : Xinhua

ทูตจีนประจำไทยย้ำ “จีนต้องรวมชาติ” ชี้หลักการจีนเดียวคือรากฐานมิตรภาพจีน–ไทย จาง เจี้ยนเว่ย เขียนบทความย้ำไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ชี้ปัญหาไต้หวันคือกิจการภายใน ย้ำ “เอกราชไต้หวัน” อยู่ร่วมกับสันติภาพไม่ได้

ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ตีพิมพ์บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย

วันที่ 21 พฤษภาคม ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ตีพิมพ์บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย ซึ่งมีข้อความดังนี้

ในช่วงที่ผ่านมา สายตาของโลกต่างจับจ้องมายังตะวันออก วันที่ 10 เมษายน 2026 ฯพณฯ สี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้พบปะอย่างเป็นกันเองที่กรุงปักกิ่งกับคณะผู้แทนพรรคก๊กมินตั๋งของจีนที่นำโดยนางเจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรค และระหว่างวันที่ 13–15 พฤษภาคม ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาก็ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์สำคัญทั้งสองนี้ทำให้สายตาของโลกหันกลับมาให้ความสนใจกับ “ปัญหาไต้หวัน” อีกครั้ง

1.กระแสของประวัติศาสตร์แห่งความเป็นเอกภาพและการรวมชาติของประชาชาติจีนไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้

เดือนเมษายนของกรุงปักกิ่ง เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งฤดูใบไม้ผลิ การพบกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง กับนางเจิ้ง ลี่เหวิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ได้ส่งเสียงอันทรงพลังถึงความมุ่งมั่นของประชาชาติจีนในการธำรงความสามัคคีและความเป็นเอกภาพของชาติ เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ชี้ให้เห็นอย่างลุ่มลึกว่า พี่น้องสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติจีน  ประชาชาติจีนซึ่งรวมถึงชาวไต้หวันได้ร่วมกันสร้างรัฐพหุชนชาติที่เป็นเอกภาพ ร่วมกัน จารึกประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของจีน ร่วมกันสร้างอารยธรรมจีนอันงดงาม และร่วมกันหล่อหลอมความเชื่อร่วมกันว่า “แผ่นดินจีนไม่อาจแบ่งแยก ประเทศจีนต้องไม่วุ่นวาย ประชาชาติจีนจะไม่แตกแยก และอารยธรรมจีนต้องได้รับการสืบทอด”

ในการพบหารือครั้งดังกล่าว เลขาธิการใหญ่สี จิ้นผิง ได้เสนอแนวทาง 4 ประการต่อการพัฒนาความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบ ได้แก่

(1) ยืนหยัดใช้การยอมรับอัตลักษณ์ที่ถูกต้องเพื่อสร้างความใกล้ชิดทางจิตใจ

(2) ยืนหยัดใช้การพัฒนาอย่างสันติเพื่อพิทักษ์บ้านหลังเดียวกัน

(3) ยืนหยัดใช้การแลกเปลี่ยนและหลอมรวมเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

(4) ยืนหยัดใช้ความสามัคคีและการต่อสู้อย่างมุมานะเพื่อบรรลุการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน ท่านยังเน้นย้ำว่า ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ของช่องแคบไต้หวันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร กระแสแห่งการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีนจะไม่เปลี่ยนแปลง และกระแสแห่งการเดินเข้าหากันและเดินไปด้วยกันของพี่น้องทั้งสองฝั่งช่องแคบจะไม่เปลี่ยนแปลง ภายใต้กรอบของการยึดมั่นใน “ฉันทามติปี 1992” และการคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” ฝ่ายจีนยินดีที่จะทำงานร่วมกับพรรคการเมือง องค์กร และบุคคลทุกภาคส่วนของไต้หวัน เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการหารือ ร่วมสร้างสันติภาพให้สองฝั่งช่องแคบ สร้างความผาสุกแก่พี่น้องร่วมชาติ และสร้างการฟื้นฟูแก่ประชาชาติจีน โดยกุมอนาคตของความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบไว้ในกำมือของประชาชาติจีนอย่างมั่นคง

2. “ปัญหาไต้หวันคือรากฐานสำคัญที่สุดของพื้นฐานทางการเมืองในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ”

ในการพบหารือระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ ที่กรุงปักกิ่ง ปัญหาไต้หวันถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ นายหวัง อี้ กรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังการพบหารือ โดยย้ำจุดยืนพื้นฐาน 3 ประการของจีน ได้แก่ ประการแรก ปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีน และการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์คือความปรารถนาร่วมกันของชาวจีนทุกคน ประการที่สอง ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ หากจัดการไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือการปะทะระหว่างสองประเทศ และผลักให้ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ตกสู่สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง ประการที่สาม การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันคือจุดร่วมสูงสุดของทั้งสองฝ่าย และเงื่อนไขสำคัญในการทำเช่นนั้นคือ “ต้องไม่สนับสนุนและไม่ละเลยต่อพฤติกรรมแยกเอกราชของไต้หวัน” สหรัฐฯ มีจุดยืนเช่นเดียวกับประชาคมโลก นั่นก็คือไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับการก้าวสู่เอกราชของไต้หวัน  ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้กล่าวหลังจากเดินทางกลับประเทศแล้วว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการเข้าสู่สงครามเพื่อไต้หวัน สิ่งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า “หลักการจีนเดียว” เป็นฉันทามติของประชาคมโลก และความพยายามใด ๆ ที่จะแบ่งแยกดินแดนจีน ไม่เพียงไร้ผู้สนับสนุน แต่ยังขัดกับความคาดหวังหลักของประชาคมระหว่างประเทศ

3. หลักการจีนเดียวคือหลักการอันเด็ดขาดที่ไม่อาจท้าทาย และเป็นรากฐานอันมั่นคงของมิตรภาพจีน–ไทย

ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนอันศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณและไม่อาจแบ่งแยกได้ ตั้งแต่ “ปฏิญญาไคโร” จนถึง “ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม” เอกสารระหว่างประเทศที่มีผลทางกฎหมายหลายฉบับต่างระบุอย่างชัดเจนว่า ไต้หวันซึ่งถูกญี่ปุ่นยึดครองนั้นจะต้องส่งคืนแก่จีน ขณะที่มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 เมื่อปี 1971 ก็ได้รับการรับรองด้วยเสียงข้างมากอย่างท่วมท้น เพื่อยืนยันหลักการจีนเดียว โดยในเอกสารทางการของสหประชาชาติเรียกไต้หวันว่า “มณฑลไต้หวันของจีน” มาโดยตลอด

“จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ทั้งสองประเทศได้ร่วมฟันฝ่าอุปสรรคเคียงข้างกันมากว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลต่างยืนหยัดดำเนินนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทยเมื่อปี ค.ศ. 2025 ฝ่ายไทยได้ย้ำอีกครั้งว่า ไทยยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ และยอมรับว่ารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคือรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งหมด ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่อง “เอกราชไต้หวัน” ฝ่ายจีนชื่นชมอย่างสูงต่อจุดยืนอันถูกต้องและยุติธรรมของไทยในการยึดมั่นหลักการจีนเดียว ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า การยึดมั่นหลักการจีนเดียวไม่เพียงปกป้องความยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน–ไทยให้ก้าวหน้าอีกด้วย

4. ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทยยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และสนับสนุนภารกิจรวมชาติเป็นเอกภาพของจีน

จีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันต่างเป็นจีนเดียวกัน นี่คือข้อเท็จจริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นสถานะที่แท้จริงของช่องแคบไต้หวัน “เอกราชไต้หวัน” ไม่อาจอยู่ร่วมกับสันติภาพของช่องแคบไต้หวันได้ ดังนั้น การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน จำเป็นต้องคัดค้าน “เอกราชไต้หวัน” อย่างชัดเจน ฝ่ายจีนเชื่อมั่นว่า ชาวจีนทั้งสองฝั่งช่องแคบมีทั้งสติปัญญาและความสามารถเพียงพอในการจัดการเรื่องของตนเอง ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างจริงจังต่อบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์จากทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมส่งเสียงและยืนหยัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้

ประการแรก ขอให้ทุกท่านร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียว ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนโดยสมบูรณ์ ไม่อาจยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอกได้ พร้อมสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลจีนในปัญหาไต้หวันอย่างมั่นคง และคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่ส่งเสริมหรือสนับสนุน “เอกราชไต้หวัน”

ประการที่สอง ขอให้ทุกท่านร่วมกันสร้างแนวป้องกันต่อต้านการแบ่งแยก การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวคือการปกป้องเส้นแดงแห่งความยุติธรรมของประชาคมระหว่างประเทศและหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือการพิทักษ์สันติภาพ ความรุ่งเรือง และเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน คือการสนับสนุนอนาคตเอเชียแปซิฟิกที่มั่นคงและรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

ประการที่สาม ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของจีน ขอให้เป็นผู้ส่งเสริมที่มั่นคงและผู้มีส่วนร่วมเชิงบวกต่อภารกิจการรวมชาติเป็นเอกภาพของจีนต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนหรือเผชิญคลื่นลมเพียงใด จีนจะต้องรวมชาติ และจะสามารถรวมชาติเป็นเอกภาพได้อย่างแน่นอน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404895451668464&id=100064440681953&rdid=Oq8zO7pwVXUfE7IO#

26 พฤษภาคม 2562 “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” ถึงแก่อสัญกรรม ปิดฉากบทบาทรัฐบุรุษคนสำคัญของการเมืองไทย ชีวิตผูกพันศูนย์กลางอำนาจ บทบาทยาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ

 

26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” ถึงแก่อสัญกรรม ปิดฉากบทบาทรัฐบุรุษคนสำคัญของการเมืองไทย

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรม ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ โดยประกาศสำนักพระราชวังระบุว่า ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเวลา 09.09 น. จากภาวะ หัวใจล้มเหลว สิริอายุ 99 ปี เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากชีวิตของบุคคลผู้มีบทบาทยาวนานและลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

พล.อ. เปรม ไม่ได้เป็นเพียงอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง แต่เป็นบุคคลที่ดำรงบทบาทสำคัญในหลายสถานะตลอดหลายทศวรรษ ทั้งในฐานะนายทหารระดับสูง ผู้นำรัฐบาล องคมนตรี และประธานองคมนตรี ประกาศสำนักพระราชวังยังระบุด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยโทมนัสยิ่ง เพราะพล.อ. เปรม ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณด้วยความวิริยอุตสาหะและจงรักภักดีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และยังดำรงตำแหน่งสำคัญต่อเนื่องมาถึงรัชกาลปัจจุบัน

หากมองย้อนกลับไปในเส้นทางการเมืองไทย พล.อ. เปรม เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่สุดจากการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523 ถึง 2531 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศ Britannica อธิบายว่า ในยุคของเขา ไทยพยายามจัดวางระเบียบการเมืองรูปแบบหนึ่งที่ทหาร รัฐสภา และสถาบันหลักของประเทศมีบทบาทประสานกันภายใต้บริบทสงครามเย็นและความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ เขายังมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและการรักษาเสถียรภาพของรัฐไทยในช่วงเปราะบางของประวัติศาสตร์การเมือง

จุดเด่นของยุค “เปรมาธิปไตย” ในสายตานักวิชาการและสื่อจำนวนมาก คือการเมืองไทยในเวลานั้นมิได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแบบรัฐสภาตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่เผด็จการทหารแข็งตัวเช่นในหลายช่วงก่อนหน้า พล.อ. เปรม จึงเป็นตัวแทนของระบอบการเมืองแบบประนีประนอมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสามารถรักษาเสถียรภาพของประเทศไว้ได้ระดับหนึ่ง แม้จะมีข้อถกเถียงตามมามากมายในภายหลังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ การเมืองเลือกตั้ง และอำนาจนอกระบบ

หลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ. เปรม ยังคงมีบทบาทสูงอย่างต่อเนื่องในฐานะ องคมนตรี และต่อมาเป็น ประธานองคมนตรี จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโครงสร้างอำนาจไทยช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 การที่ประกาศสำนักพระราชวังย้ำถึงบทบาทของเขาทั้งในฐานะผู้บัญชาการทหารบก นายกรัฐมนตรี องคมนตรี รัฐบุรุษ ประธานองคมนตรี และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สะท้อนชัดว่าชีวิตของเขาผูกพันกับศูนย์กลางอำนาจรัฐไทยในหลายมิติอย่างยาวนานและต่อเนื่องมาก

ด้วยเหตุนี้ การถึงแก่อสัญกรรมของพล.อ. เปรม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวการสูญเสียบุคคลสำคัญ แต่ยังถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดยุคของตัวละครหลักคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย Bangkok Post รายงานในวันนั้นว่าการจากไปของเขาทำให้เกิดกระแสไว้อาลัยอย่างกว้างขวางจากทั้งแวดวงการเมือง กองทัพ และประชาชนจำนวนมาก เพราะไม่ว่าผู้คนจะเห็นด้วยหรือวิพากษ์บทบาทของเขาอย่างไร ก็ปฏิเสธได้ยากว่าเขาคือหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน

ในเชิงประวัติศาสตร์ พล.อ. เปรม จึงเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ซับซ้อนและทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง เขาเป็นทั้งผู้นำรัฐบาลในยุคเปลี่ยนผ่าน ผู้แทนของเสถียรภาพในสายตาผู้สนับสนุน และเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจนำทางการเมืองนอกระบบในสายตาผู้วิจารณ์ แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมใด การดำรงอยู่ของเขาในเวทีสาธารณะตลอดหลายสิบปี ทำให้ชื่อของ “เปรม ติณสูลานนท์” แทบแยกไม่ออกจากพัฒนาการทางการเมืองไทยช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20

ดังนั้น วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จึงเป็นมากกว่าวันถึงแก่อสัญกรรมของบุคคลผู้หนึ่ง หากคือวันที่ปิดฉากบทบาทของรัฐบุรุษคนสำคัญ ผู้เคยยืนอยู่ศูนย์กลางอำนาจและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทยมายาวนาน การจากไปของพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ จึงเป็นทั้งการสูญเสียเชิงบุคคล และเป็นจุดหมายหนึ่งของยุคสมัยทางการเมืองไทยที่ควรค่าแก่การจดจำและทบทวนในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

ที่มา : https://shorturl.asia/eRiIp 

“ประชาธิปัตย์” ลุยรับฟังเยาวชน!! เปิดตัวโครงการเสริมสุขภาพจิต ผลักดันเสียงเยาวชนสู่เชิงนโยบาย ต่อยอดแนวคิด 5 สัปดาห์เต็ม พร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่ออนาคต

สกลธี - การดี - รัดเกล้า รับจดหมายเปิดผนึกเยาวชน ขอรัฐใส่ใจปัญหาสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัว “Youth Voice for Well-being Camp”

พรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่รับฟังเสียงเยาวชนด้านสุขภาวะและสุขภาพจิต พร้อมเปิดตัวโครงการ “Youth Voice for Well-being Camp” หรือ “เสียงของเยาวชน เพื่อสุขภาวะและอนาคตสังคมไทย” เพื่อผลักดันการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการออกแบบนโยบายและอนาคตของสังคมไทย

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ณ พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีตัวแทนจากพรรคและเครือข่ายเยาวชนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต และแรงกดดันทางสังคมที่ส่งผลต่อคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

ภายในงาน นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข กล่าวว่า พรรคพร้อมผลักดันข้อเสนอจากเยาวชนไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพราะปัญหาสุขภาวะของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “Youth Voice for Well-being Camp” ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่กระทบคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่

โครงการจะดำเนินต่อเนื่องตลอด 5 สัปดาห์ ผ่านกิจกรรมและวงพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และ Well-being ก่อนปิดท้ายด้วยการแข่งขันระดมแนวคิดเชิงนโยบายโดยเยาวชน (Youth Policy Hackathon) เพื่อพัฒนาแนวคิดและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง

ขณะที่ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่ควรมีพื้นที่ในการส่งเสียงและร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมร่วมกับเยาวชน พร้อมเชิญชวนเยาวชนที่มีความสนใจผลักดันโครงการเพื่อร่วมแก้ปัญหาสังคม เข้ามาหารือกับพี่ ๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) คอยเป็นเพื่อนคู่คิด และช่วยผลักดันความคิดของน้อง ๆ ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีตัวแทนเยาวชน ผู้ขับเคลื่อนโครงการแต้มใจ (Tamjai) และโครงการ Social Media Addiction ร่วมสะท้อนประสบการณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ในสังคมไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top