Thursday, 4 June 2026
TheStatesTimes

ผลไม้ไทยฟื้นแรง!! “ศุภจี” ชูมาตรการผลไม้เชิงรุกเห็นผล ส่งออกเกษตร เม.ย. พลิกบวก 17.9% ทุเรียนพุ่ง 109.5% ผลไม้ไทยคึกคักทั่วโลก พาณิชย์ลุยเมืองหลัก–เมืองรองจีน ดันยอดส่งออกกลับมาโต

“ศุภจี”เผยมาตรการผลไม้เชิงรุกเริ่มสะท้อนผลบวก ดันส่งออกเกษตร Turn Around เม.ย. บวก 17.9% เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5%

“ศุภจี”เผย มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกเริ่มส่งผลดี ทั้งการหาตลาดล่วงหน้า การเปิดทางสะดวกโลจิสติกส์ การส่งทีมเซลล์แมนขายทุเรียน มังคุด จัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในจีน ทั้งเมืองหลักเมืองรอง และประเทศเป้าหมายอื่น ๆ ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรเดือน เม.ย.พลิกกลับมาบวก 17.9% หลังติดลบมา 8 เดือน เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5% เงาะ 92.8% ลิ้นจี่ 70% ส่วนมาตรการดูแลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่มุ่งปรับโครงสร้างทั้งระบบ ก็มีความคืบหน้า สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรด้วยการเข้าไปดูแลตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด และระยะผลผลิตออกสู่ตลาด เริ่มสะท้อนผลในเชิงบวกจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเชิงรุกเร่งผลักดันส่งออกผลไม้ทั่วโลกก่อนฤดูกาลผลิต การส่งทีมไปเจรจากับด่านทั้งในลาว เวียดนาม และจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ การมอบหมายทูตพาณิชย์ในจีนประสานผู้นำเข้าได้ยอดสั่งซื้อทุเรียนในปีนี้ปริมาณ  1–1.1 ล้านตัน ทูตพาณิชย์ในเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย หาตลาดส่งออกมังคุดได้ 1.5 แสนตัน รวมไปถึงการส่งเสริมตลาดสินค้าผลไม้ในตลาดจีน ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตลาดศักยภาพ (เกาหลีใต้ อินเดีย) ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์ (ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ สหภาพยุโรป และเอเชียกลาง) รวมถึงเปิดตัวช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความคึกคักมีการสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยผลจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือน เม.ย.2569 เพิ่มขึ้น 17.9% หลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 8 เดือน โดยผลไม้สำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน เพิ่ม 109.5% เงาะ เพิ่ม 92.8% และลิ้นจี่ เพิ่ม 70% สะท้อนถึงความต้องการผลไม้ไทยที่เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่า จากนี้การส่งออกผลไม้ จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากที่ยังมีการดำเนินมาตรการและกิจกรรมกระตุ้นการส่งออกผลไม้อย่างเข้มข้น

สำหรับตลาดในประเทศ ก็มีการขยายตัวของการบริโภคผลไม้เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ผนึกกำลังกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ และจัดบุฟเฟต์ผลไม้ และยังมีการทำตลาดผลไม้ผ่านช่องทางของห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงการนำผลไม้ไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ณ จุดที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ไทย และรถพุ่มพวง โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น

นางศุภจีกล่าวว่า นอกจากมาตรการเชิงรุกที่ได้เร่งทำในปีนี้แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเฟส ๆ ซึ่งในแต่ละเฟสเริ่มที่จะเห็นความคืบหน้าแล้ว ตั้งแต่ต้นน้ำ มีมาตรการยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด โดยบูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี ส่วนกลางน้ำ เร่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น และการบริหารจัดการปลายน้ำ ที่ถือว่ามีการเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ของทูตพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ การรักษาตลาดส่งออกเดิม เจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูป ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย ผ่าน Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1460911599404506&id=100064570394286&rdid=4hrUpVppca5OmDWv#

‘เมดเวเดฟ’ ชี้ยูเครนสู่รัฐล้มเหลว!! รัสเซียชี้ยูเครนพังทั้งระบบ งบขาดดุลหนัก สูญดินแดนกว่า 20% และประชากรหายกว่าครึ่ง ชี้สัญญาณรัฐล้มเหลวชัดเจน

เมดเวเดฟอธิบายว่าทำไมยูเครนจึงกลายเป็นรัฐล้มเหลว:

มีสิ่งที่เรียกว่ารัฐล้มเหลวอยู่จริง ทำไมยูเครนจึงถูกมองว่าเป็นเช่นนั้นในปัจจุบัน?

1. ยูเครนพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกผ่านองค์กรระหว่างประเทศในรูปแบบของเงินช่วยเหลือ, เงินกู้, และการสนับสนุนโดยตรงจากสหภาพยุโรป, สหรัฐอเมริกา, กองทุนการเงินระหว่างประเทศ, และธนาคารโลก หากปราศจากความช่วยเหลือเหล่านี้ งบประมาณของยูเครนจะขาดดุลมากกว่า 50%

2. ยูเครนสูญเสียดินแดนไปแล้วมากกว่า 20% ของดินแดนที่ได้รับสืบทอดมาหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และไม่ต้องสงสัยเลยว่าในไม่ช้าก็จะสูญเสียดินแดนเพิ่มขึ้นอีก

3. ยูเครนสูญเสียประชากรไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง ในปี 1991 มีประชากรมากกว่า 51.5 ล้านคนภายในพรมแดนของสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน ปัจจุบันตามการประมาณการในแง่ดีที่สุด มีประชากรเหลืออยู่ในดินแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเคียฟน้อยกว่า 23 ล้านคน นักวิเคราะห์บางคนประเมินตัวเลขไว้ที่ 18 ล้านคน

4. จากการประเมินต่างๆยูเครนสูญเสียศักยภาพทางอุตสาหกรรมไปเกือบครึ่งหนึ่ง และศักยภาพทางการเกษตรไปกว่า 20%

5. หน่วยงานรัฐบาลกลางส่วนใหญ่ในยูเครนไม่มีอยู่จริง – พวกเขาได้สูญเสียอำนาจไปแล้ว หรือถูกจัดตั้งขึ้นโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ (ประธานาธิบดี, รัฐบาล, ศาลรัฐธรรมนูญ, และศาลอื่นๆ)

6. ยูเครนดำเนินงานภายใต้ระบอบการปกครองจากภายนอก โดยมีเจ้าหน้าที่ต่างชาติและนานาชาติเข้ามากำกับดูแลกิจการของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

7. รัฐที่ล้มเหลวนี้มีผู้นำเป็นผู้ติดยาเสพติดที่มีสัญญาณของการเสื่อมถอยทางจิตใจอย่างชัดเจน วาระการดำรงตำแหน่งของเขาสิ้นสุดลงนานแล้ว เขาสร้างระบบที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับการยักยอกเงินช่วยเหลือจากตะวันตกหลายแสนล้านดอลลาร์

การเสื่อมถอยของอดีตยูเครนเป็นกระบวนการที่ไม่สามารถย้อนกลับได้และจะดำเนินต่อไป คำกล่าวอ้างโฆษณาชวนเชื่อจากประเทศตะวันตกเกี่ยวกับการสนับสนุนทั่วโลกอย่างไม่จำกัด หรือคำสัญญาที่ผิดๆเกี่ยวกับการเข้าร่วมนาโตหรือสหภาพยุโรป จะไม่สามารถหยุดยั้งการล่มสลายอย่างเป็นระบบของมันได้ จากมุมมองทางประวัติศาสตร์ การล่มสลายของสิ่งที่เรียกว่ายูเครนนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อ่านเกม ‘สีจิ้นผิง’!! จาก ‘ทรัมป์’ ถึง ‘ปูติน ก่อนถึง ‘คิมจองอึน’ ‘สีจิ้นผิง’ ปักหมากใหญ่บนกระดานนิวเคลียร์โลก มหาอำนาจต้องบินมาหาจีน เพราะพลังซื้อคืออาวุธต่อรองใหม่

อ่านเกมสีจิ้นผิง มันไม่ใช่แค่เกมการทูต แต่มันคือการเดินเกมความมั่นคงเชิงรุกที่ลุ่มลึก สีจิ้นผิง จะไปเยือนเกาหลีเหนือ สัปดาห์หน้า

เพื่อไปหาน้องรักคิมจองอึน ผู้ที่มี อาวุธนิวเคลียร์ ในกำมือ  หลังจากที่มีผู้นำชาติสมาชิกถาวรด้านความมั่นคงในสหประชาชาติ UNSC บินมาหาสีจิ้นผิงถึงกรุงปักกิ่ง ครบแล้วในรอบ 6 เดือน เรียบร้อย

โรงเรียนสีจิ้นผิง แต่ละชาติสมาชิกถาวร UNSC ที่บินมาดื่มน้ำชากับสีจิ้นผิง ก็มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่บิ๊กที่สุด สหรัฐ ตามด้วย รัสเซีย แล้วก็ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส การเดินเกมความมั่นคงของสีจิ้นผิงเชิงรุกอย่างลุ่มลึกครั้งนี้มีเป้าหมายใหญ่ คือ ภารกิจรวมชาติ กับไต้หวัน  !! 

ในยุคนี้ใครมีอำนาจต่อรองเหนือกว่ากัน !! ประเทศพวกนี้ต้องมาคบกับจีนพึ่งพาจีน ถึงขั้นต้องบินมาหาสีจิ้นผิง เพราะต้องการอะไร พลังซื้อจีน คือ คำตอบ !!

ดูจากภาพการ์ตูนนี้เลยค่า  (ในรูปมีผู้นำแคนาดา แถมมาด้วย) ตัวอย่างเช่น มาครง หวังจะขายเครื่องบิน  Airbus ให้จีน ทรัมป์ ก็จะมาขอให้จีนซื้อเครื่องบิน Boeing (ถึงขั้นพาบิ๊ก CEO โบอิ้งมาทริปปักกิ่งด้วยกัน) และ ปูติน ก็อยากได้โครงการสร้างท่อ Power of Siberia 2  ขายพลังงานให้จีน และอื่นๆ อีกมากมาย

FB ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

ค่าไฟบ้านจ่อปรับโครงสร้าง!! ปรับค่าไฟบ้านแบบ Progressive Rate กกพ. เปิดรับฟังความเห็นปรับโครงสร้างค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ชูอัตราก้าวหน้า สะท้อนต้นทุน–ลดใช้ไฟฟุ่มเฟือย

“กกพ.” เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ตามมติ กพช.

รับฟังความเห็นทุกภาคส่วน ประกอบการพิจารณาแนวทางค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป ในลักษณะอัตราก้าวหน้า เพื่อสะท้อนต้นทุนและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังมติ กพช. สำนักงาน กกพ. ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดทำข้อเสนอการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ภายใต้กรอบนโยบายของภาครัฐ และตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550

การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 65–70 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้การกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าต้องคำนึงถึงต้นทุน

ที่เหมาะสม ความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้รับใบอนุญาต ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และการไม่เลือกปฏิบัติ โดยผู้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าจะเป็นผู้เสนออัตราค่าไฟฟ้าเพื่อให้ กกพ. พิจารณา พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำหรับข้อเสนอที่นำมารับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จัดทำกรณีศึกษา จำนวน 4 กรณี โดยทุกกรณียังคงหลักการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติ กพช. ผ่านการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ในส่วนของค่าพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายที่กำหนด และส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูงขึ้น จะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามระดับการใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ ไม่รวมค่าบริการรายเดือน ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้ง 4 กรณีศึกษา กำหนดอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงการใช้ไฟฟ้า (Block) 

โดยกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน ขณะที่กรณีศึกษาที่ 3 และ 4 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ โดยยังคงหลักการสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำมารวบรวม วิเคราะห์ และใช้ประกอบการพิจารณาของ กกพ. ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th

ชายแดนสุรินทร์ตึง!! ทบ. เผยเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ ยึดกฎการใช้กำลัง ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ เตรียมประท้วงผ่านชุดประสานงาน

ทบ. เผยเหตุเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ ด้านกองกำลังสุรนารีย้ำหน่วยในพื้นที่ยึดกฎการใช้กำลังพร้อมรับสถานการณ์

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่าวานนี้ (21 พ.ค. 69) กองทัพบก ได้รับรายงานจาก  ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยเมื่อเวลาประมาณ 1420 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้น กำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติ จึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด

สำหรับการกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป

กองทัพเรือจับมือ ปตท. !! เรือหลวง–UAV–ระบบ C4ISR พร้อมรบ ทัพเรือซ้อมคุ้มกันเรือพาณิชย์ในอ่าวไทยตอนบน ปตท. ใช้ระบบ Real-Time ติดตามเรือพาณิชย์–รับมือภัยทางทะเล ย้ำกำลังทางเรือคือเกราะมั่นคงเศรษฐกิจไทย

กองทัพเรือฝึกคุ้มครองเรือพาณิชย์และเส้นทางคมนาคมทางทะเล ร่วม ปตท. ย้ำความสำคัญกำลังทางเรือต่อความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (22 พฤษภาคม 2569) ระหว่างเวลา 08.00 – 12.00 น. กองทัพเรือได้ดำเนินการฝึกควบคุมเรือ (Harbor Control) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) ร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อพัฒนาขั้นตอนการประสานการปฏิบัติ และซักซ้อมความเข้าใจในกลไกการควบคุมและการประสานงานระหว่างกองทัพเรือ บริษัท ปตท. บริษัทเจ้าของเรือ และเรือพาณิชย์ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันรักษาความปลอดภัยของเส้นทางคมนาคมทางทะเลเข้า–ออกประเทศ

ในการฝึกครั้งนี้ บริษัท ปตท.ฯ ได้จัดเรือบรรทุกน้ำมัน Eagle Kuching สัญชาติมาเลเซีย ระวางขับน้ำ 107,481 ตัน เข้าร่วมการฝึก โดยกองทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกำลังเข้าร่วม ประกอบด้วย เรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงคำรณสินธุ์ เรือ ต.112 และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) พื้นที่การฝึกอยู่บริเวณอ่าวไทยตอนบน โดยมีการใช้ระบบติดตามเป้าในทะเล และระบบ C4ISR ของกองทัพเรือ มาใช้ในการควบคุมสั่งการและติดตามสถานการณ์การฝึกแบบ Real-Time โดยมีผู้แทนจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และบริษัท ปตท.ฯ เข้าร่วมติดตามการฝึก ณ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งการฝึกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า การฝึกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงทางทะเล ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการคุ้มครองเรือพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่สำคัญของประเทศ อาทิ แท่นขุดเจาะน้ำมัน ท่อส่งพลังงาน ท่าเรือน้ำลึก และเส้นทางลำเลียงสินค้าและพลังงานทางทะเล ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากเกิดความไม่มั่นคงในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้า ราคาพลังงาน และเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ประเทศไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าทางทะเลและการนำเข้าพลังงาน จึงจำเป็นต้องมีกำลังทางเรือที่มีความพร้อม มีขีดความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ และสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพเรือจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังทางเรือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจ การขนส่ง และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในทุกสถานการณ์

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

จีนถูกจับตา “บูรณาการในเงามืด”!! จีน–อิหร่าน ขยายเครือข่ายเศรษฐกิจในดอนบาส เสริมฐานอิทธิพลรัสเซียผ่านเหมือง–หยวน–โลจิสติกส์ หลังบริษัท 17 แห่งลุยธุรกิจโดเนตสก์–ลูฮันสก์ ขณะมอสโกเร่งผนวกเศรษฐกิจเข้าระบบตนเอง

จีน–อิหร่าน ปั้นเครือข่ายเศรษฐกิจในดินแดนยูเครนที่รัสเซียยึดครองจากเหมืองหิน–เหมืองถ่านหิน ถึงระบบเงินหยวน-โลจิสติกส์ใหม่ เสริมฐานอิทธิพลมอสโกในดอนบาส

สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า บริษัทจากจีนและอิหร่านกำลังกลายเป็นผู้เล่นหลักในโครงข่ายเศรษฐกิจของพื้นที่ยูเครนที่รัสเซียยึดครอง โดยมีบริษัทจีนอย่างน้อย 17 แห่งเข้าไปดำเนินธุรกิจในโดเนตสก์และลูฮันสก์ ครอบคลุมตั้งแต่เหมืองหิน เหมืองถ่านหิน การก่อสร้าง ระบบโทรคมนาคม ไปจนถึงบริการทางการเงิน ข้อตกลงจัดหาเครื่องจักรบดหินของ Zhongxin Heavy Industrial Machinery และ Amma Construction Machinery ให้กับเหมืองหิน Karansky ถูกใช้ขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างในเมืองที่เสียหายจากสงครามอย่างมาริอูโปล รวมถึงพื้นที่อื่นที่รัสเซียยึดครอง

ในขณะที่รัสเซียผนวกดินแดนทั้งสี่ภูมิภาคในปี 2022 และสร้าง “ภาพลวงตา” ของเอกราชผ่านคณะรัฐมนตรีและด่านพรมแดน กลไกจริงกลับอยู่ภายใต้การควบคุมจากมอสโก พร้อมข้อกล่าวหาการทรมานและกำจัดนักกิจกรรมหรือธุรกิจที่ไม่ยอมร่วมมือ ท่ามกลางการล่มสลายของเศรษฐกิจดั้งเดิมในดอนบาส เหมืองถ่านหินกว่า 90 แห่งเหลือดำเนินการเพียงห้าแห่ง ซึ่งหันมาปรับตัวทำงานร่วมกับจีนและรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบ ขนานไปกับการ “ใช้เงินหยวนเต็มรูปแบบ” ผ่านระบบชำระเงินดิจิทัลของจีน บริการแลกเปลี่ยนบน Telegram และการกระจายสกุลเงินหยวนผ่านธนาคารเกือบ 80 แห่งในพื้นที่

แมกซิม บุตเชนโก จาก Eastern Human Rights Group นิยามกระบวนการนี้ว่าเป็น “การบูรณาการในเงามืด” เนื่องจากจีนยังคงย้ำจุดยืนบนเวทีทางการเมืองเรื่องบูรณภาพดินแดนของยูเครนและความเป็นกลางต่อสงคราม แต่ในทางปฏิบัติกลับเปิดพื้นที่ให้บริษัทของตนเข้าไปครอบครองตลาดในดินแดนยึดครอง ทั้งในรูปชิ้นส่วนโดรน อุปกรณ์สื่อสาร และบริการทางการเงิน โดยที่รัฐปักกิ่ง “หลับตาข้างหนึ่ง” ต่อความเสี่ยงด้านการคว่ำบาตร ขณะที่ยูเครนออกมาตรการจำกัดการทำธุรกิจกับบริษัทจีนหลายราย รวมถึงผู้เล่นรายใหญ่ด้านเทคโนโลยีและพลังงาน แต่ก็เผชิญข้อจำกัดทั้งจากความพึ่งพาเทคโนโลยีราคาต่ำและข้อจำกัดด้านทางเลือกทดแทน

ด้านอิหร่าน รัสเซียถูกระบุว่ากำลังผลักดันให้ดินแดนยึดครองบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่โลจิสติกส์ของเตหะราน ผ่านการส่งออกถ่านหิน ธัญพืช และผลิตภัณฑ์อย่างเคซีนจากดอนบาสไปยังอิหร่าน อาศัยบริษัทเหมืองอย่าง Donskiye Ugli เป็นตัวกลาง ภายใต้เครือข่ายผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองยูเครนสาย亲รัสเซียที่ใกล้ชิดเครมลิน สถานการณ์นี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนเตือนว่า การขยายตัวของบริษัทอิหร่านในพื้นที่ยึดครองไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่รัสเซีย “อนุญาตและส่งเสริม” เพื่อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจคู่ขนานให้ดินแดนที่ยึดครองอยู่นอกระเบียบเศรษฐกิจสากลหลัก

#imctnews รายงาน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122306975924234582&id=61557037466190&rdid=siGvKU522iW9C6n8#

คนไทยเปลี่ยนวิธีใช้เงิน!! จากซื้อเพื่อตอบสนอง สู่การวางแผนระยะยาว ให้ความสำคัญความคุ้มค่า และคุณภาพชีวิตดีขึ้น

“ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน” สัญญาณใหม่ของการเลือกใช้เงินของคนไทย

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ ผู้บริโภคไทยจำนวนมากกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการใช้เงิน จากเดิมที่มองหาราคาและโปรโมชั่น ไปสู่การประเมิน “ความคุ้มค่าในระยะยาว” เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งด้านชีวิตและการเงินในอนาคต

ในยุคที่แคมเปญกระตุ้นการซื้อปรากฏแทบทุกชั่วโมง รีวิวแน่นทุกแพลตฟอร์ม และระบบถูกออกแบบให้ “กดซื้อได้ภายในไม่กี่วินาที” คำถามที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาถามตัวเอง กลับไม่ใช่เพียง ซื้ออะไรดี แต่เป็นจำเป็นจริงหรือไม่ ซื้อแล้วได้ใช้จริงหรือเปล่า และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายหรือไม่ คำถามเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงพฤติกรรม จากการซื้อเพื่อครอบครอง สู่การใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด Conscious Consumption หรือการบริโภคอย่างมีสติ ที่เริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เทรนด์นี้อาจไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” มากกว่าความพึงพอใจระยะสั้น

จาก “ซื้อเยอะ” สู่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต”

หลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจขับเคลื่อนภายใต้สมการง่ายๆ คือ “ยิ่งซื้อ ยิ่งเติบโต” แต่วันนี้สมการดังกล่าวเริ่มถูกท้าทาย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกำลังขยับจากการตัดสินใจบน “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เงินในเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตในระยะยาวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพและเวลเนส (Wellness) บ้านและคุณภาพการอยู่อาศัย  เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน  การวางแผนอนาคต รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดสะท้อนภาพผู้บริโภคที่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต” มากกว่าซื้อเพราะแรงกระตุ้นระยะสั้น

ข้อมูลปี 2568 จาก นีลเส็นไอคิว (NielsenIQ) ระบุว่า ผู้บริโภคในเอเชียมากกว่า 70% ให้ความสำคัญกับแนวคิด “ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย” มากขึ้น โดยเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าการซื้อเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น ขณะที่ข้อมูลจาก ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล (Euromonitor International) ประเมินว่า แนวคิดเศรษฐกิจสุขภาวะ (Well-being Economy) และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living) กำลังกลายเป็นแกนหลักของพฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า “การประหยัด” ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้เงิน แต่คือการ เลือกใช้เงินอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

คนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Value Conscious”

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Value Conscious หรือยุคที่การตัดสินใจใช้เงินไม่ได้วัดเพียง “ราคาถูกหรือแพง” แต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าในภาพรวมของชีวิต พฤติกรรมที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ
  • วางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น
  • เลือกลงทุนกับสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในอนาคต
  • ใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินอย่างมีเป้าหมาย
  • ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองการใช้เงินเป็นเพียงการ “ซื้อของ” แต่กำลังซื้อ “เวลา” “ความสบายใจ” และ “เสถียรภาพของชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตในบ้าน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในอนาคต

ทั้งหมดสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มคิดแบบ “เจ้าของต้นทุนชีวิต” มากขึ้น และยอมจ่ายวันนี้ เพื่อช่วยลดภาระในวันข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลปี 2568 จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

บัตรเครดิตยุคใหม่: จากเครื่องมือซื้อ สู่เครื่องมือบริหารชีวิต

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย “เคทีซี” มองว่าบัตรเครดิตในโลกยุคใหม่ ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารคุณภาพชีวิตทางการเงินได้จริง ทั้งในด้านการวางแผน การควบคุมรายจ่าย และการใช้สิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัยและมีเป้าหมายมากขึ้น  ใช้จ่ายเฉพาะหมวดจำเป็น  ใช้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า  บริหารกระแสเงินสดระยะสั้น  ติดตามรายจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน และเลือกผ่อนเฉพาะสินค้าที่สร้างประโยชน์ในระยะยาว

โลกการเงินกำลังขยับจาก “เร่งให้ใช้จ่าย” ไปสู่ “ช่วยให้ใช้เงินอย่างสมดุล”

ในโลกที่การแข่งขันคือการทำให้ผู้คน “อยากซื้อ” มากขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังค้นพบว่า ความสุขระยะยาวอาจไม่ได้มาจากการมีของมากที่สุด แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรควรซื้อ และอะไรควรพอ เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงคนที่หารายได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจวิธีใช้เงินอย่างเหมาะสมที่สุดเช่นกัน และบางที คำโบราณที่ว่า

“ใช้สตางค์ต้องมีสติ” อาจกำลังกลายเป็นหนึ่งในทักษะทางการเงินที่สำคัญที่สุดของยุคนี้อีกครั้ง

“มาคาเลียส” ชี้ครอบครัวดันตลาดท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวช่วยกระตุ้นโลว์ซีซั่น รูปแบบเที่ยวสั้นเน้นคุณภาพ และความคุ้มค่า โปรโมชันเข้าใจง่ายตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ เปิดโอกาสตลาดท่องเที่ยวยืดหยุ่นและหลากหลาย

มาคาเลียส ชี้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวดันตลาดท่องเที่ยวไทยช่วงโลว์ซีซั่นคึกคัก

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว อันดับ 1 ของประเทศไทย เผย นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ตัวแปรสำคัญดันตลาดท่องเที่ยวไทยให้คึกคักช่วงโลว์ซีซั่นที่กำลังจะมาถึง ด้านผู้ประกอบการเตรียมตั้งรับปรับแผนการตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ในแบบ “Micro Family Trip” เน้นเที่ยวระยะสั้นแต่บ่อยขึ้น หลายครอบครัวเข้าสู่โหมดประหยัด แต่ยังต้องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มพ่อแม่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเวลาร่วมกันมากกว่าการเดินทางไกลหรือใช้งบประมาณสูงเหมือนในอดีต 

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามาคาเลียส พบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัว คือ กลุ่มลูกค้าสำคัญที่ช่วยดันตลาดท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มีความคึกคักในช่วงช่วงโลว์ซีซั่น โดยปัจจัยหลัก ๆ มาจาก “ราคา” เพราะช่วงโลว์ซีซั่นถือเป็นจังหวะที่ค่าโรงแรม และแพ็กเกจท่องเที่ยวมีราคาปรับลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ครอบครัวสามารถพาลูกเดินทางได้ในงบที่คุ้มค่ากว่าเดิม ปัจจัยต่อมาคือ การหลีกเลี่ยงความแออัด ครอบครัวที่มีเด็กเล็กจะชอบบรรยากาศเงียบสงบ เด็กสามารถทำกิจกรรมได้เต็มที่ ผู้ปกครองเองก็รู้สึกพักผ่อนได้จริง รวมถึง “Workation Family” หลายองค์กรมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น ทำให้คุณพ่อคุณแม่บางส่วนสามารถทำงานจากต่างจังหวัดหรือรีสอร์ตได้ ปัจจัยสุดท้ายคือ มองการท่องเที่ยวเป็น “การเรียนรู้นอกห้องเรียน” ครอบครัวยุคใหม่มองว่าการเดินทางช่วยเสริมพัฒนาการของเด็ก ทั้งเรื่องการเข้าสังคม ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ชีวิต จึงนิยมพาลูกเดินทางบ่อยขึ้น แม้จะเป็นช่วงเปิดเทอมหรือช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล  

“ในช่วงหลังครอบครัวไทยเริ่มปรับพฤติกรรมการท่องเที่ยวจากเที่ยวใหญ่ปีละ 1-2 ครั้ง มาเป็น “Micro Family Trip” หรือทริปท่องเที่ยวระยะสั้นแบบ 1-2 คืน ประมาณ 5-6 ครั้งต่อปี เน้นเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ อย่าง หัวหิน พัทยา เขาใหญ่ งบประมาณเฉลี่ยต่อทริป 1,500-3,000 บาทต่อคน/ครั้ง สอดคล้องกับตารางเรียนของบุตรหลาน ภาระงานของผู้ปกครอง รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคต้องบริหารค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น ขณะเดียวกัน ไลฟ์สไตล์ของพ่อแม่ยุคใหม่ยังสะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อน แต่กลายเป็นกิจกรรมสร้างประสบการณ์และพัฒนาทักษะให้เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การเรียนรู้วัฒนธรรม คาเฟ่สำหรับครอบครัว กิจกรรมเวิร์กช็อป หรือจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในเวลาเดียวกัน”

นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า แม้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่ลูกค้ากลุ่มครอบครัวยังคงให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการเดินทางให้คุ้มค่ามากขึ้น ปรับแผนเที่ยวให้สั้นลง และเพิ่มความถี่ในการเที่ยว โดยจากการเก็บข้อมูลจากลูกค้าของมาคาเลียสที่กลับมาซื้อทริปใหม่เฉลี่ยภายในเพียง 7 วัน ขณะเดียวกันยังเห็นพฤติกรรมการจองการซื้อของลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่ชอบช้อปในช่วงวันทำงาน โดยเฉพาะช่วงวันวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. เพราะคาดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าได้ผ่อนคลายกับการทำงาน ส่วนด้านราคายังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ไม่ได้มองหาราคาถูกที่สุด ทำให้ดีลโรงแรม แพ็กเกจเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ โปรโมชั่นวันธรรมดา ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง 

ดังนั้น มาคาเลียส มองว่า ตลาดท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มครอบครัวในปีนี้จะขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นในการเดินทาง (Flexible Travel)

เพราะกลุ่มครอบครัว ไม่ได้วางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้ายาวเหมือนในอดีตแต่เลือกเดินทางตามจังหวะชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสั้น ๆ ตารางเรียนของลูก หรือช่วงเวลาที่สามารถลางานได้ ทำให้ความยืดหยุ่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเดินทาง โปรโมชันที่เข้าถึงง่าย (Accessible Promotion)

ในภาวะที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย โปรโมชันยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นการเดินทาง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงราคาถูกที่สุดอีกต่อไป หากแต่มองหาความคุ้มค่าที่สอดคล้องกับคุณภาพของประสบการณ์ที่ได้รับ กลุ่มครอบครัวยุคใหม่ให้ความสนใจกับโปรโมชันที่เข้าใจง่าย ใช้สิทธิ์ไม่ซับซ้อน และเห็นผลประหยัดได้จริง เช่น ส่วนลดโรงแรมสำหรับเด็กพักฟรี เครดิตอาหาร แพ็กเกจรวมกิจกรรมครอบครัว หรือดีลเที่ยวใกล้บ้านที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทา สุดท้าย ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทุกวัย (Multi-Generation Experience)

หนึ่งในเทรนด์สำคัญของการท่องเที่ยวยุคใหม่ คือการเดินทางแบบครอบครัวที่มีสมาชิกหลายช่วงวัย ทำให้ผู้บริโภคมองหาจุดหมายปลายทางที่สามารถสร้างประสบการณ์ร่วมกันได้ทั้งครอบครัว ปัจจุบันครอบครัวไม่ได้เลือกโรงแรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวจากความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาถึงกิจกรรม สิ่งอำนวยความสะดวก และบรรยากาศที่ทุกคนสามารถใช้เวลาร่วมกันได้ เช่น โรงแรมที่มี Kid Club คาเฟ่สำหรับครอบครัว กิจกรรมเวิร์กช็อป ธรรมชาติเชิงเรียนรู้ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่ทั้งเด็กสนุก ผู้ใหญ่พักผ่อน และผู้สูงอายุเดินทางสะดวก

“ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย มาคาเลียส เชื่อว่า “การท่องเที่ยว” ยังคงเป็นหนึ่งในรางวัลเล็ก ๆ ที่หลายครอบครัวพร้อมมอบให้ตัวเองและลูกหลาน เพราะในมุมของพ่อแม่ยุคใหม่ การได้ใช้เวลาร่วมกัน คือคุณค่าที่สำคัญไม่แพ้การลงทุนด้านการศึกษา หรือคุณภาพชีวิตในระยะยาว” นางสาวณีรนุช กล่าว

สำนักพระราชวังแจ้ง พระราชพิธีวิสาขบูชา 30-31 พ.ค. เปิดขายบัตรชมพระบรมมหาราชวัง “งดเข้าชมพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนา” แต่งกายสุภาพเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ

ระหว่างวันที่ 30 - 31 พฤษภาคม 2569  มีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา พุทธศักราช 2569

สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสตาราม ดังนี้

เปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมฯ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 12.00 น.

งดเข้าชม พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตลอดทั้งวัน

เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้ตั้งแต่เวลา 08.00 - 12.00 น. (จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอด ถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา 11.00 นฺ)

โปรดแต่งกายสุภาพ

- เข้าปราสาทพระเทพบิดรสุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง

- เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ชุดสุภาพไว้ทุกข์

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1461482126014120&id=100064570394286&rdid=aDsxpien6D9ui6DY#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top