Thursday, 4 June 2026
TheStatesTimes

เจาะคลาส ICT ม.รังสิต!! วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต เปลี่ยนห้องเรียนเป็นแล็บนวัตกรรม เปลี่ยนทฤษฎีไอทีเป็นโปรเจกต์อัจฉริยะ ฝึกคิดวิเคราะห์ตอบโจทย์อนาคต

เจาะลึกคลาสเรียน ICT วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต เปลี่ยนห้องเรียนเป็นแล็บนวัตกรรม ปั้นโปรเจกต์ IoT อัจฉริยะ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่กำลังแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิต หลักสูตรวิทยาการสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต (RIC) จึงผลิกโฉมการเรียนการสอนแบบเดิมๆ มาสู่รูปแบบ “Learning by Doing” ผ่านซีรีส์เวิร์กชอปสุดเข้มข้น “Workshop 5 Success” เปลี่ยนภาพจำการเรียนทฤษฎีไอทีที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จับต้องได้จริง “จากเซนเซอร์ตัวจิ๋ว สู่ระบบอัจฉริยะระดับสากล”

บรรยากาศภายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความคึกคักและพลังงานของคนรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างจดจ่ออยู่กับบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ สายไฟ และเซนเซอร์หลากหลายชนิด ซึ่งตลอดการเดินทางของซีรีส์เวิร์กชอปทั้ง 5 เซสชัน พวกเขาได้เริ่มต้นตั้งแต่นับหนึ่งในการทำความรู้จักกับ Smart Environment Monitoring System หรือระบบตรวจวัดสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ โดยแบ่งการเรียนรู้ออกเป็นขั้นตอนที่สนุกและท้าทาย ดังนี้:

1. เซสชันการตรวจวัดพื้นฐาน: นักศึกษาได้ลองติดตั้งเซนเซอร์ DHT11 เพื่ออ่านค่าอุณหภูมิและความชื้น รวมถึงเซนเซอร์ LDR เพื่อวัดความเข้มของแสง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบ Smart Home

2. เซสชันการตรวจจับความเคลื่อนไหว: การประยุกต์ใช้เซนเซอร์ Ultrasonic เพื่อวัดระยะทางและการเคลื่อนที่ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นระบบรักษาความปลอดภัยหรือระบบจอดรถอัจฉริยะได้

3. เซสชันการเชื่อมต่อและแสดงผล: เมื่อข้อมูลถูกเก็บรวบรวมได้แล้ว ความท้าทายคือการทำให้ "ข้อมูลพูดได้" ผ่านหน้าจอ LCD และการส่งข้อมูลข้ามผ่านเครือข่าย WiFi

ไฮไลท์สำคัญของเซสชันสุดท้ายคือการบูรณาการทุกอย่างเข้าด้วยกันผ่านบอร์ด NodeMCU ESP8266 นักศึกษาไม่ได้เพียงแค่ทำให้อุปกรณ์ทำงานได้ แต่ต้องทำให้มัน “คุยกับเราได้” ผ่านระบบ Cloud โดยการสร้าง Dashboard บนเว็บไซต์ ช่วยให้พวกเขาสามารถติดตามสถานะของสภาพแวดล้อมได้แบบเรียลไทม์ และที่เจ๋งไปกว่านั้นคือการสามารถ "สั่งการจากระยะไกล" ผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก เมื่อนักศึกษาลองกดเปิด-ปิดไฟ หรือตรวจสอบอุณหภูมิในห้องผ่านเบราว์เซอร์แล้ว เห็นผลลัพธ์เกิดขึ้นทันทีในห้องแล็บ คือเครื่องยืนยันว่าทักษะทางด้าน IoT (Internet of Things) ของพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องในตำราอีกต่อไป การเรียนการสอนในสไตล์นี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ทางเทคนิค แต่ยังปลูกฝังการคิดวิเคราะห์เชิงระบบ และความภูมิใจในฐานะ “นักสร้าง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ตลาดแรงงานเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังมองหา Workshop 5 Success ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าแค่กิจกรรมเสริมหลักสูตร แต่เป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต เราสร้างบัณฑิตที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกด้วยเทคโนโลยี และเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาสร้างพลังงานทดแทนใหม่ ติดตั้งบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ 3 แห่ง ตั้งเป้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2583 ผสานเทคโนโลยีในวิทยาเขตยั่งยืน

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก มุ่งเป้าการบริหารจัดการพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก เพื่อยกระดับการใช้พลังงานสะอาดภายในสถาบันการศึกษา ณ อาคารสำนักงานอธิการบดี มจธ

การลงนามสัญญาโดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
และนางสาวภัทรา สุวรรณเดช รองผู้ว่าการธุรกิจการไฟฟ้านครหลวง พร้อมผู้บริหารทั้งสองฝ่ายเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับการใช้พลังงานสะอาดในสถาบันการศึกษา ผ่านการติดตั้ง
ระบบโซลาร์เซลล์และการดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ ทั้ง 3 พื้นที่การศึกษา (มจธ.บางมด มจธ.บางขุนเทียน และ อาคารเคเอกซ์) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และถูกต้องตามมาตราฐานของระบบการจัดการพลังงานอันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน (Sustainable University)  ซึ่งตอบสนองต่อการประกาศเจตนารมณ์ การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของ มจธ. ภายในปี พ.ศ. 2583 (KMUTT Carbon Neutrality 2040)

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการพลังงานในระดับปฏิบัติการ บูรณาการระบบให้เข้ากับการดำเนินการทุกด้านของมหาวิทยาลัยพร้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) มากไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยฯ จะเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ สนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงการผสานศักยภาพระหว่างภาคการศึกษาและหน่วยงานด้านพลังงานไฟฟ้าได้อย่างลงตัว โดยก่อให้เกิดทั้งประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบรับการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศชาติ

สถานทูตจีนขอสอบสวนถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม คดีเรียกค่าไถ่พลเมืองจีนในไทย จีนเรียกร้องไทยเข้มบังคับใช้กฎหมาย หลังพลเมืองถูกกักขังเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว หลังเกิดคดีกักขังเรียกค่าไถ่ในไทย

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีพลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย

ถาม: เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่พลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมีความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร?

ตอบ: สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ติดต่อสอบถามรายละเอียดของคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยในทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายไทยดำเนินการสอบสวนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีโดยเร็ว และนำตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ฝ่ายจีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยจะเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทย  รักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและไทย

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทยอีกครั้ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย และใส่ใจต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็ว

ที่มา : Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1402355991922410&id=100064440681953&rdid=zdJRAug9jdp3CzMx#

ญี่ปุ่นจ่อคืนเงามหาอำนาจทหาร? จากมาตรา 9 สู่กองทัพยุคใหม่ พรรค LDP ค่อย ๆ ขยับญี่ปุ่นเข้าใกล้มหาอำนาจทางทหาร เปิดมรดก LDP จากคิชิ–อาเบะ–ทากาอิจิ สายอำนาจอนุรักษนิยมที่ผลักญี่ปุ่นสู่รัฐมั่นคงเข้มข้น

"ญี่ปุ่น มหาอำนาจทางทหาร" มรดกบาปของพรรค LDP

หลังจากความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การยึดครองของกองทัพสัมพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ภายใต้พลเอก Douglas MacArthur ได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่ในปี 1947 โดยมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเป็นการจำกัดอำนาจทางทหาร อันเนื่องมาจากผลโดยตรงจากบทบาทของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ 3 ประการคือ:

1.  ปฏิเสธสงครามโดยสิ้นเชิง หลังจากความเสียหายรุนแรงในสงคราม เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนใหม่ว่า

“ญี่ปุ่นจะไม่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระหว่างประเทศ” มาตรา 9 จึงระบุชัดว่า ญี่ปุ่นได้ขอ “สละสิทธิในการทำสงคราม”

2.  ป้องกันการฟื้นตัวของลัทธิทหารนิยม ก่อนปี 1945 ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพอย่างมาก ซึ่ง

นำไปสู่การขยายอำนาจและการทำสงคราม มาตรา 9 จึงถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดบทบาทของกองทัพ ไม่ให้กลับมามีอำนาจทางการเมืองหรือขยายกำลังทางทหารเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต

3.  อิทธิพลจากการยึดครองของสหรัฐฯ หลังสงคราม ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การยึดครองของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แนวคิด “รัฐสันติ” (Pacifism) จึงถูกบรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี 1955 จากการรวมตัวของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม 2 พรรคใหญ่ คือ พรรค Liberal กับ พรรค Japan Democratic นับตั้งแต่ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบันในปี 1947 จนถึงปัจจุบันปี 2026 พรรค LDP ได้เป็นรัฐบาลครองอำนาจนานกว่า 65 ปี จากทั้งหมด 79 ปี นโยบายพรรค LDP สนับสนุนให้ JSDF ให้แข็งแกร่งยิ่งขี้น โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 เป้าหมายสูงสุดของสมาชิกสายเหยี่ยวในพรรค LDP คือการแก้ไข

มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อรับรองสถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (JSDF) ให้เป็นกองทัพที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และลดข้อจำกัดในการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถตอบโต้ภัยคุกคามในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเพิ่มงบประมาณกลาโหม ภายใต้การนำของรัฐบาลจากพรรค LDP ญี่ปุ่นได้ประกาศแผนการเพิ่ม

งบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็น 2% ของ GDP ภายในปี 2027 (เป็นไปตามมาตรฐาน NATO) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ จากเดิมที่เคยจำกัดไว้ที่ประมาณ 1% มาโดยตลอด จัดทำยุทธศาสตร์ "Free and Open Indo-Pacific" ซึ่งพรรค LDP พยายามผลักดันให้ญี่ปุ่นกลายเป็น "ผู้เล่นหลัก" ในการรักษา/จัดระเบียบโลก ด้วยการสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ และกลุ่ม QUAD (สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, อินเดีย) เพื่อคานอำนาจกับการขยายอิทธิพลของจีน และการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

อุปสรรคและความท้าทาย แม้ว่า พรรค LDP จะมีความต้องการดังกล่าว แต่ยังมีปัจจัยถ่วงดุลที่

สำคัญ ได้แก่:

- กระแสสังคม: ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงยึดมั่นในลัทธิสันตินิยม (Pacifism) และกังวลว่าการกลับมา

เป็นมหาอำนาจทางทหารอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

- พรรคร่วมรัฐบาล: พรรค Komeito ซึ่งเป็นพันธมิตรของ LDP มักจะมีท่าทีที่ระมัดระวังและคอยเบรก

นโยบายทางการทหารที่ดูรุนแรงเกินไป

- เศรษฐกิจ: ภาระหนี้สาธารณะที่สูงและสังคมผู้สูงอายุ ทำให้เกิดคำถามว่าญี่ปุ่นจะสามารถแบกรับ

งบประมาณทหารในระยะยาวได้อย่างไร

ดังนั้น พรรค LDP ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ "อาวุธยุทโธปกรณ์" หากแต่ยังต้องการเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่พึ่งพาความคุ้มครองจากผู้อื่น มาเป็นประเทศที่มีอำนาจในการป้องปรามและสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยกำลังของตนเองมากขึ้น

“ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทหาร” ถือเป็นสุดยอดแห่งความมุ่งหมายและความปรารถนาของพรรค LDP พรรค LDP กับมหาอำนาจทางทหาร ความสัมพันธ์ระหว่างพรรค LDP กับ “มหาอำนาจทางทหาร” ต้องเข้าใจด้วยว่า แม้ญี่ปุ่นเองไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบดั้งเดิม แต่พรรค LDP เป็นผู้กำหนดให้ญี่ปุ่นมีบทบาทด้านความมั่นคง “มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย ตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งญี่ปุ่นต้องพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

รูปแบบในการสืบทอดแนวคิด "ญี่ปุ่น มหาอำนาจทางทหาร" ซึ่งเป็นมรดกบาปจากรุ่นสู่รุ่นของพรรค LDP เริ่มจาก “โนบุสุเกะ คิชิ” ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรค LDP คนที่ 3 เขาเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงในยุคจักรวรรดิญี่ปุ่น และเคยมีบทบาทในรัฐบาลช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาถูกจับในฐานะผู้ต้องสงสัยอาชญากรรมสงคราม (แต่ไม่ได้ถูกตัดสินลงโทษ) ต่อมาเขากลับเข้าสู่การเมืองและเป็นนายกรัฐมนตรี (1957–1960) และผลักดันแนวคิดสำคัญ เช่น การฟื้นความมั่นคงและรัฐชาติหลังสงคราม และสนับสนุนสนธิสัญญาความมั่นคงสหรัฐ–ญี่ปุ่น จากจุดนี้เองที่ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “สายอนุรักษนิยมจัด” และมีภาพเชื่อมกับลัทธิทหาร

การสืบทอดแนวคิดดังกล่าว ในเชิงการเมือง ค่อนข้างเด่นชัดในยุคที่ “ชินโซ อาเบะ” เป็นหัวหน้าพรรค LDP และเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดยอาเบะเป็นหลานตาของ “คิชิ” แนวคิดหลักของอาเบะได้แก่:

-การเพิ่มบทบาทกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces)

- การผลักดัน “รัฐญี่ปุ่นที่เข้มแข็ง” มากขึ้น

- การแก้ไขหรือปรับการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 9

ต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน โดย “ซานาเอะ ทากาอิจิ” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักการเมืองอนุรักษนิยมที่มีแนวคิดชาตินิยมเชิงรัฐ (State Conservatism) ที่สอดคล้องไปในทางเดียวกับแนวคิดของอาเบะมาก ทั้งยังเคยได้รับการสนับสนุนจากอาเบะ และขึ้นชื่อว่าเป็น "สายเหยี่ยว"  ที่มีจุดยืนแข็งกร้าวในเรื่องของความมั่นคงและประวัติศาสตร์สงคราม โดยเธอสนับสนุน:

- การเสริมสร้างกองทัพ: เธอสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและเสริมสร้างขีดความสามารถ

เพิ่มศักยภาพให้กับกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF)

-การแก้ไข มาตรา 9 (Article 9) ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น เพื่อรับรองสถานะของกองกำลัง

ป้องกันตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาค

- การมุ่งเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และกลุ่ม Quad อย่างใกล้ชิด ขณะที่มีท่าที

ระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการขยายอิทธิพลของจีนและสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี

กล่าวโดยสรุปคือ การสืบทอดของ “คิชิ–อาเบะ–ทากาอิจิ” คือ “เครือข่ายอนุรักษนิยม และชาตินิยมภายในพรรค LDP ที่สืบทอดกันทางอุดมการณ์และสายอำนาจทางการเมือง” แม้จะไม่ใช่ลัทธิทหารอย่างชัดเจน โดยพรรค LDP ค่อย ๆ ขยายบทบาททางทหาร แม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม แต่พรรค LDP ก็ “ขยับเพดาน” มาเรื่อย ๆ ในยุค ชินโซ อาเบะเป็นนายกรัฐมนตรี มีการตีความกฎหมายใหม่ยินยอมให้ใช้ “สิทธิ์ในการป้องกันตนเองร่วม” (Collective Self-Defense) โดยสามารถส่งกองกำลัง JSDF ไปสนับสนุนพันธมิตรได้มากขึ้น พรรค LDP เพิ่มงบประมาณกลาโหม จนทำให้ญี่ปุ่นขยับ “เข้าใกล้ความเป็นมหาอำนาจทางทหารมากขึ้น” โดยไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญตรง ๆ

แม้ว่า ญี่ปุ่นในวันนี้จะไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบเต็มตัว แต่ภายใต้พรรค LDP ญี่ปุ่นได้กลายเป็นมหาอำนาจทางทหาร ใน “เชิงเทคโนโลยี” ทุกวันนี้พรรค LDP เพิ่มความพยายามในการผลักดันด้านความมั่นคงให้มากขึ้น จาก การเติบโตของจีนทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ และความไม่แน่นอนของสหรัฐในด้านบทบาททางทหาร ซึ่งทำให้พรรค LDP เห็นว่า ญี่ปุ่น “ต้องพึ่งตัวเองด้านความมั่นคงให้มากขึ้น” แม้ พรรค LDP จะไม่ได้ทำให้ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทหารโดยตรง แต่ใช้ความเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ เป็นหลัก และค่อย ๆ ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเอง ด้วยการผลักดันให้มี “ศักยภาพทางทหารสูงขึ้น” โดยไม่ละเมิดกรอบกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังจะกลายเป็น “มหาอำนาจทางทหารแบบจำกัด (Constrained Military Power)” ไปแล้ว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

2C2P ชี้อีคอมเมิร์ซโตแรง!! ตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัว 85.4% เอสเอ็มอีไทยเพิ่มใช้ชำระเงินดิจิทัล ระบบการชำระเงินดิจิทัลโต 97% ภายในปี 2572 เอสเอ็มอีกว่า 3 ใน 4 จะขยายตลาดต่างประเทศ

2C2P เผยรายงานเจาะลึกอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัวก้าวกระโดด

สะท้อนเอสเอ็มอีไทยตื่นตัว รับเทรนด์ชำระเงินดิจิทัล

ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) ผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทในเครือของแอนทอม (Antom) เผยรายงานล่าสุดจาก IDC บริษัทวิจัยข้อมูลตลาดชั้นนำ ภายใต้หัวข้อ “How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential” ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเดินหน้าเติบโตอย่างร้อนแรง โดยคาดว่าจะขยายตัวสูงถึง85.4% แตะมูลค่า 9.38 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 2.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 13.2% ในช่วงปี 2567–2572 ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย 

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) กล่าวว่า “ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรองรับพฤติกรรมการชำระเงินที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2C2P by Antom ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มุ่งพัฒนาโซลูชันการชำระเงิน พร้อมส่งมอบองค์ความรู้เพื่อเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจทุกขนาดได้สามารถบริหารจัดการระบบการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากกว่า 50% ในหลายประเทศหลัก และการจ้างงานที่คิดเป็น 64.6%  ของกำลังแรงงานทั้งหมด[1] อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว”

“ความซับซ้อนของระบบการชำระเงินในแต่ละประเทศยังถือเป็นอีกประเด็นหลักที่กำลังกลายเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายการเติบโตในระดับภูมิภาค ซึ่งภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการเงินง่ายขึ้น รองรับรูปแบบการชำระเงินที่มีความหลากหลายในแต่ละตลาด และเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งปัจจุบัน แพลตฟอร์มการชำระเงินระดับองค์กร   ของ 2C2P by Antom สามารถทำให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเชื่อมต่อระบบผ่าน Single API เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการชำระเงิน ปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และก้าวสู่การเติบโตอย่างเต็มศักยภาพในเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” นายวรฉัตร กล่าวเพิ่มเติม

รายงานจาก IDC ยังเผยอีกว่า การชำระเงินดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 97% ของธุรกรรมทั้งหมดภายในปี 2572 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 89% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของระบบการชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Mobile Wallet) โดยเฉพาะในตลาดสำคัญ อย่าง อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม 

ทั้งนี้ ระบบการชำระเงินภายในประเทศคาดว่าจะเติบโตถึง 104% แตะมูลค่า 2.98 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 ก้าวขึ้นแซงหน้าการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต-เดบิต และกลายเป็นช่องทางการชำระเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กระเป๋าเงินดิจิทัล มีแนวโน้มขยายตัว 107% แตะ 2.56 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 7.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) และในด้านบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ยังถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 174% มีมูลค่าตลาดแตะ 6.11 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 

ข้อมูลของธนาคารโลก ยังระบุว่า ประชากรกว่า 56% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการบัตรเครดิต-เดบิต ส่งผลให้ดิจิทัลเพย์เมนต์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน และช่วยเติมเต็มช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานระบบธนาคารแบบดั้งเดิมในหลายประเทศทั่วภูมิภาค 

รายงานฉบับนี้ยังได้เผยอินไซต์เกี่ยวกับกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 58% ของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2572 โดยการศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจกลุ่มเอสเอ็มอี จำนวน 600 รายใน 6 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อศึกษาทั้งในประเด็นที่ธุรกิจให้ความสำคัญ การนำดิจิทัลเพย์เมนต์มาปรับใช้ ตลอดจนความพร้อมในการรองรับเทรนด์การชำระเงินรูปแบบใหม่

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มเอสเอ็มอีกว่า 66% ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 3 ยังคงพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจขณะที่ 63% มองว่าระบบการชำระเงินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนของระบบ ความกังวลด้านการฉ้อโกง ค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีของ SME ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าเอสเอ็มอีไทยหันมาใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ การค้าข้ามพรมแดน และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มเอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการขยายตลาดและการพัฒนาโซลูชันด้านการชำระเงินในสัดส่วนเท่ากันที่ 31% ตามมาด้วยการบริหารจัดการทางการเงินที่ 25%

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดย 36% ระบุว่าค่าธรรมเนียม ที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ 28% กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง และอีก 28% มองว่า การเชื่อมต่อระบบยังมีความซับซ้อน 

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะมีเอสเอ็มอีเพียง 49% ที่ดำเนินธุรกิจการค้าข้ามพรมแดน แต่มากกว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า โดย IDC ประเมินว่า หากเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้นจะสามารถสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 6.73 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572

Lonely Loud Fest คัมแบ็ก!! ตอบโจทย์คนขี้เหงาเต็มที่ รวมศิลปินดังทั้ง NONT TANONT และ 4EVE เตรียมบัตร Early Bird 1 มิ.ย.นี้ จัดใหญ่ 20 ก.ย. ที่ UNION HALL

“Lonely Loud Fest 2” คัมแบ็กเปิดตี้คนขี้เหงา

รวมตัวท็อปสายฮีลใจ ปักหมุดรอกดบัตร Early Bird 1 มิถุนายนนี้

หลังสร้างปรากฏการณ์ “เทศกาลของคนขี้เหงา” จนกลายเป็นงานมิวสิกเฟสติวัลที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกโซเชียล ทั้งบรรยากาศสุดอบอุ่น โมเมนต์ฮีลใจ และเสียงเพลงที่เข้าถึงทุกความรู้สึกของคนฟัง ล่าสุด “Lonely Loud Fest” พร้อมกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับ “Lonely Loud Fest 2” ที่ครั้งนี้อัปเกรด เติมความเลิศมากกว่าเดิม และไลน์อัปศิลปินแบบจัดเต็ม พร้อมเนรมิตค่ำคืนแห่งความเหงาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขอีกครั้ง

จากกระแสตอบรับถล่มทลายในครั้งแรก ทำให้การกลับมาของ “Lonely Loud Fest 2” กลายเป็นหนึ่งในมิวสิกเฟสติวัลที่แฟนเพลงรอคอย โดยครั้งนี้เตรียมเปิดพื้นที่ให้คนขี้เหงาได้ปลดปล่อยทุกความรู้สึก ผ่านคอนเซ็ปต์เทศกาลที่อยากชวนทุกคนมาตะโกนบอกโลกว่า “เราอยู่ได้นะ!” ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ก็มาสนุกและฮีลใจไปพร้อมกันได้ ด้วยเพลงฮิต เพลงเศร้า เพลงรัก โดย “Lonely Loud Fest 2” จะจัดขึ้นในวันที่ 20 กันยายนนี้ ณ UNION HALL, UNION MALL พร้อมขนทัพศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมบรรเทาความเหงา ไม่ว่าจะเป็น NONT TANONT, INK WARUNTORN, BOWKYLION, PUN, 4EVE และ POLYCAT ภายในงานยังเตรียมกิจกรรม มุมถ่ายรูป และเซอร์ไพรส์อีกเพียบ ที่จะทำให้ Lonely Loud Fest 2 ไม่ใช่แค่มิวสิกเฟสติวัลทั่วไป แต่คือประสบการณ์แห่งความสุขที่แฟนเพลงจะได้กลับบ้านพร้อมความทรงจำดี ๆ อีกครั้งแน่นอน

แฟนเพลงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะบัตร Early Bird ราคาเพียง 799 บาท จากราคาปกติ 1,299 บาท จะเปิดจำหน่ายวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และเปิดขายถึงวันที่ 30 มิถุนายนเท่านั้น ทาง TICKET MELON  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FACEBOOK / X / Instagram /TikTok : RS Multimedia & Entertainment #LonelyLoudFest2 #NONTTANONT #INKWARUNTORN #BOWKYLION #PUN #4EVE #POLYCAT 

“อีอีซี” เดินเกม Data Center ระดับภูมิภาค!! ระดมรัฐ–เอกชนวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล วางแผนไฟฟ้า น้ำ ไฟเบอร์ และเคเบิลใต้น้ำครบวงจร รองรับดีมานด์ไฟฟ้าระยะยาวกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ดันไทยเป็นจุดหมายลงทุน Data Center สำคัญของอาเซียน

EECO ระดมภาครัฐ เอกชนชั้นนำ ร่วมแชร์ไอเดีย

“EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026” 

ปักหมุดอีอีซี สู่ศูนย์กลางการลงทุน Data Center แห่งภูมิภาค

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ Digital Theme เพื่อเป็นเวทีสัมมนาหารือเชิงลึกระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นเสวนาเกี่ยวกับปัจจัยการลงทุนด้าน Data Center ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี 

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO  กล่าวนำเสนอ ถึงวิสัยทัศน์การยกระดับพื้นที่อีอีซี ให้เป็นศูนย์กลาง Green Data Center แห่งภูมิภาค ด้วยเป้าหมายค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness : PUE) ที่ระดับไม่เกิน 1.3 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูง และระบบบริหารจัดการน้ำแบบหมุนเวียน นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอมาตรการสนับสนุนการลงทุนที่ครบวงจร ทั้งสิทธิประโยชน์การลงทุน บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One-Stop Service) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน (Private PPA)

สำหรับงานสัมมนาฯ ครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำทั้งใน และต่างประเทศ ร่วมเป็นวิทยากรเพื่อร่วมแชร์แนวคิดการส่งเสริมการลงทุน Data Center ในพื้นที่อีอีซี

อาทิ Mr. Bryan Yue, Market Development Lead, APAC, Google Global Infrastructure and Energy, Google Cloud คุณธีรพันธุ์ เจริญศักดิ์ Managing Director, True Internet Data Center Co., Ltd.  

Mr. Bruce Lim, General Manager, DayOne Data Center คุณธนภัค เกิดโพธิ์คา Assistant Governor (Office of Governor), Provincial Electricity Authority คุณสุเมธี เจริญวงศ์มิตร Assistant Governor (Strategic Planning), Provincial Waterworks Authority และ Mr. Terence Koh Director Head of Telecom, Media & Technology Sector Solutions Group, United Oversea Bank Limited (UOB) 

ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาฯ ต่างเน้นย้ำถึงศักยภาพและจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ความพร้อมของโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ ราคาพลังงานที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค ตลอดจนเสถียรภาพเชิงนโยบาย พร้อมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการรับมือกับข้อท้าทายสำคัญ ได้แก่ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงเกินกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ในระยะยาว เทียบกับแผนการจ่ายไฟฟ้าสำหรับ Data Center ในปัจจุบันที่ประมาณ 3,800 เมกะวัตต์ การวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง รวมถึงการปรับตัวของภาคการเงินเพื่อรองรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้เงินลงทุนสูง

โดย EECO พร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการกำหนดพื้นที่เฉพาะ (Dedicated Zoning) สำหรับการพัฒนา Data Center การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ โครงข่ายไฟเบอร์ และเคเบิลใต้น้ำ ตลอดจนการขับเคลื่อนรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนด้านดิจิทัลที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

“จีน” ย้ำพร้อมทำงานกับ “รัสเซีย”!! เดินหน้าเพิ่มพูนความร่วมมือ บนฐานเคารพและผลประโยชน์ร่วมกัน เสริมความไว้วางใจ–ขยายความร่วมมือหลังปูตินเยือนปักกิ่ง เดินหน้าโครงการพลังงานและความร่วมมือรอบด้าน

กรุงปักกิ่ง (Sputnik) — จีนพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซียเพื่อดำเนินการตามข้อตกลงที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้บรรลุไว้ และเดินหน้าเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกัน กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ขณะให้ความเห็นต่อการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย

นักการทูตจีนรายนี้กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า รัสเซียและจีนจำเป็นต้องเดินไปตามแนวโน้มของการพัฒนาอย่างสันติ และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น

กัว เจียคุน กล่าวว่า “จีนพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซีย เพื่อดำเนินการตามข้อตกลงสำคัญที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้บรรลุไว้ ใช้ประโยชน์จากโอกาสทางประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่ เพื่อเสริมสร้างรากฐานความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพิ่มพูนความร่วมมือให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

เมื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในโครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia-2 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีนพร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับรัสเซียต่อไป บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา : Sputnik

23 พฤษภาคม 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรี ตอกย้ำวีรกรรมปกป้องแผ่นดินไทย หมุดหมายสำคัญของภูเก็ต

23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร รำลึกสองวีรสตรีผู้ปกป้องเมืองถลาง

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของจังหวัดภูเก็ตและของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร ณ สี่แยกท่าเรือ บ้านท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต อย่างเป็นทางการ เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเทิดทูนวีรกรรมสองสตรีผู้กอบกู้เมืองถลางให้ปรากฏเด่นชัดในความทรงจำของชาติไทย

ความสำคัญของการเสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ในวันดังกล่าว ไม่ได้อยู่เพียงการเปิดสิ่งก่อสร้างเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่คือการประกาศให้เรื่องราวของ ท้าวเทพกระษัตรี และ ท้าวศรีสุนทร กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่สังคมไทยร่วมกันรำลึกอย่างจริงจัง ทั้งสองท่านเดิมคือ คุณหญิงจัน และ คุณมุก ซึ่งได้รับการยกย่องจากบทบาทสำคัญในการนำชาวเมืองถลางต่อสู้กับกองทัพพม่าที่เข้ามารุกรานในปี พ.ศ. 2328–2329 หรือในบริบทของสงครามเก้าทัพ

ตามเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เมื่อกองทัพพม่ายกกำลังมาประชิดเมืองถลาง เมืองตกอยู่ในภาวะคับขันอย่างยิ่ง แต่คุณหญิงจันและคุณมุกได้รวบรวมผู้คนให้ลุกขึ้นป้องกันบ้านเมือง ใช้ทั้งความกล้าหาญ ไหวพริบ และกลยุทธ์ในการรักษาเมืองเอาไว้ จนสามารถต้านทานข้าศึกได้สำเร็จ วีรกรรมครั้งนั้นทำให้ทั้งสองได้รับการสถาปนาเป็น ท้าวเทพกระษัตรี และ ท้าวศรีสุนทร ในเวลาต่อมา และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละเพื่อแผ่นดินของคนไทย โดยเฉพาะชาวภูเก็ตและชาวใต้

อนุสาวรีย์ที่เปิดอย่างเป็นทางการในปี 2510 จึงมีความหมายมากกว่างานประติมากรรมกลางเมือง เพราะเป็น “อนุสรณ์แห่งชัยชนะ” และ “อนุสรณ์แห่งความทรงจำ” ของชาวถลาง ตัวอนุสาวรีย์ตั้งอยู่บนเส้นทางสำคัญของเกาะภูเก็ต และต่อมาถูกยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต ถึงขั้นถูกนำไปใช้เป็นตราประจำจังหวัดในเวลาต่อมา

การที่รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอนุสาวรีย์ด้วยพระองค์เอง ยังยิ่งเพิ่มความสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้กับสถานที่แห่งนี้ เพราะเป็นการเทิดทูนเกียรติของสองวีรสตรีในระดับชาติอย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีท้องถิ่นของชาวภูเก็ต แต่เป็นวาระที่สะท้อนว่าประเทศไทยให้คุณค่ากับความกล้าหาญของผู้ปกป้องแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง และไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใดก็ตาม

หากมองในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทรยังทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความเคารพศรัทธาของประชาชนจำนวนมาก ทุกปีจะมีพิธีรำลึกและงานที่เกี่ยวข้องกับสองวีรสตรีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าเรื่องราวของท่านไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำร่วมของผู้คนและในอัตลักษณ์ของเมืองภูเก็ตอย่างแนบแน่น

ดังนั้น วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย วันที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร เพื่อเทิดทูนสองวีรสตรีผู้ปกป้องเมืองถลางจากทัพพม่า และทำให้วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองท่านได้รับการสืบทอดอย่างสง่างามในความทรงจำของคนไทยตราบจนปัจจุบัน

บางจากฯ เร่งขยายดีเซล B20 !! เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการขนส่ง หนุนพลังงานชีวภาพจากผลผลิตเกษตรไทย เปิดแผนขยายสาขาต่อเนื่อง พร้อมโปรโมชันถึง 31 ก.ค. 2569

บางจากฯ เดินหน้าขยายการจำหน่ายดีเซล B20 พร้อมจัดโปรโมชันช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภาคขนส่ง บางจากฯ  เดินหน้าขยายการจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาคคมนาคมขนส่ง เกษตรและประมง พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพซึ่งผลิตจากผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย  

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า บางจากฯ เดินหน้าขยายการจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20    สนับสนุนนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกของรัฐบาลเพื่อลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลและการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน โดยขณะนี้เปิดจำหน่ายแล้วประมาณ 200 สาขา ทั่วประเทศและยังมีแผนขยายอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังกระตุ้นการใช้น้ำมันดีเซล B20 และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่าย ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์ให้มากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดรายการสมนาคุณลูกค้าเมื่อเติมน้ำมันดีเซล B20 ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไปต่อหนึ่งใบเสร็จ รับสิทธิ์ซื้อหัวเชื้อดีเซลบางจากฟิวริโอ้ รุ่น ULTRA HD 24/0-2L จำนวน 3 กระป๋อง ในราคาเพียง 100 บาท จากปกติ 159 บาท ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangchakmarketplace.com   ทั้งนี้หัวเชื้อดีเซลบางจากฟิวริโอ้ รุ่น ULTRA HD 24/0-2L ใช้ได้กับเครื่องยนต์ดีเซลทุกประเภท มีสารชะล้างทำความสะอาดหัวฉีดและสารเพิ่มค่าซีเทนเหมาะสำหรับเติมผสมในน้ำมันดีเซล ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้สมบูรณ์  ทำความสะอาดระบบหัวฉีด  เพิ่มพลังและยืดอายุเครื่องยนต์    ช่วยประหยัดน้ำมันและลดควันดำจากท่อไอเสีย

สำหรับรุ่นรถบรรทุกที่รองรับน้ำมันดีเซล B20 ได้แก่ HINO, ISUZU, SCANIA ตั้งแต่ปี 2008, MAN ตั้งแต่ปี 2012 , UD Trucks ตั้งแต่ปี 2013 ,Volvo Trucks ตั้งแต่ปี 2014


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top