"ญี่ปุ่น มหาอำนาจทางทหาร" มรดกบาปของพรรค LDP
หลังจากความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การยึดครองของกองทัพสัมพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ภายใต้พลเอก Douglas MacArthur ได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่ในปี 1947 โดยมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเป็นการจำกัดอำนาจทางทหาร อันเนื่องมาจากผลโดยตรงจากบทบาทของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ 3 ประการคือ:
1. ปฏิเสธสงครามโดยสิ้นเชิง หลังจากความเสียหายรุนแรงในสงคราม เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนใหม่ว่า
“ญี่ปุ่นจะไม่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระหว่างประเทศ” มาตรา 9 จึงระบุชัดว่า ญี่ปุ่นได้ขอ “สละสิทธิในการทำสงคราม”
2. ป้องกันการฟื้นตัวของลัทธิทหารนิยม ก่อนปี 1945 ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพอย่างมาก ซึ่ง
นำไปสู่การขยายอำนาจและการทำสงคราม มาตรา 9 จึงถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดบทบาทของกองทัพ ไม่ให้กลับมามีอำนาจทางการเมืองหรือขยายกำลังทางทหารเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต
3. อิทธิพลจากการยึดครองของสหรัฐฯ หลังสงคราม ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การยึดครองของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แนวคิด “รัฐสันติ” (Pacifism) จึงถูกบรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี 1955 จากการรวมตัวของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม 2 พรรคใหญ่ คือ พรรค Liberal กับ พรรค Japan Democratic นับตั้งแต่ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบันในปี 1947 จนถึงปัจจุบันปี 2026 พรรค LDP ได้เป็นรัฐบาลครองอำนาจนานกว่า 65 ปี จากทั้งหมด 79 ปี นโยบายพรรค LDP สนับสนุนให้ JSDF ให้แข็งแกร่งยิ่งขี้น โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 เป้าหมายสูงสุดของสมาชิกสายเหยี่ยวในพรรค LDP คือการแก้ไข
มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อรับรองสถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (JSDF) ให้เป็นกองทัพที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และลดข้อจำกัดในการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถตอบโต้ภัยคุกคามในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเพิ่มงบประมาณกลาโหม ภายใต้การนำของรัฐบาลจากพรรค LDP ญี่ปุ่นได้ประกาศแผนการเพิ่ม
งบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็น 2% ของ GDP ภายในปี 2027 (เป็นไปตามมาตรฐาน NATO) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ จากเดิมที่เคยจำกัดไว้ที่ประมาณ 1% มาโดยตลอด จัดทำยุทธศาสตร์ "Free and Open Indo-Pacific" ซึ่งพรรค LDP พยายามผลักดันให้ญี่ปุ่นกลายเป็น "ผู้เล่นหลัก" ในการรักษา/จัดระเบียบโลก ด้วยการสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ และกลุ่ม QUAD (สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, อินเดีย) เพื่อคานอำนาจกับการขยายอิทธิพลของจีน และการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ
อุปสรรคและความท้าทาย แม้ว่า พรรค LDP จะมีความต้องการดังกล่าว แต่ยังมีปัจจัยถ่วงดุลที่
สำคัญ ได้แก่:
- กระแสสังคม: ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงยึดมั่นในลัทธิสันตินิยม (Pacifism) และกังวลว่าการกลับมา
เป็นมหาอำนาจทางทหารอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง
- พรรคร่วมรัฐบาล: พรรค Komeito ซึ่งเป็นพันธมิตรของ LDP มักจะมีท่าทีที่ระมัดระวังและคอยเบรก
นโยบายทางการทหารที่ดูรุนแรงเกินไป
- เศรษฐกิจ: ภาระหนี้สาธารณะที่สูงและสังคมผู้สูงอายุ ทำให้เกิดคำถามว่าญี่ปุ่นจะสามารถแบกรับ
งบประมาณทหารในระยะยาวได้อย่างไร
ดังนั้น พรรค LDP ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ "อาวุธยุทโธปกรณ์" หากแต่ยังต้องการเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่พึ่งพาความคุ้มครองจากผู้อื่น มาเป็นประเทศที่มีอำนาจในการป้องปรามและสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยกำลังของตนเองมากขึ้น
“ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทหาร” ถือเป็นสุดยอดแห่งความมุ่งหมายและความปรารถนาของพรรค LDP พรรค LDP กับมหาอำนาจทางทหาร ความสัมพันธ์ระหว่างพรรค LDP กับ “มหาอำนาจทางทหาร” ต้องเข้าใจด้วยว่า แม้ญี่ปุ่นเองไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบดั้งเดิม แต่พรรค LDP เป็นผู้กำหนดให้ญี่ปุ่นมีบทบาทด้านความมั่นคง “มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย ตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งญี่ปุ่นต้องพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา
รูปแบบในการสืบทอดแนวคิด "ญี่ปุ่น มหาอำนาจทางทหาร" ซึ่งเป็นมรดกบาปจากรุ่นสู่รุ่นของพรรค LDP เริ่มจาก “โนบุสุเกะ คิชิ” ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรค LDP คนที่ 3 เขาเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงในยุคจักรวรรดิญี่ปุ่น และเคยมีบทบาทในรัฐบาลช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาถูกจับในฐานะผู้ต้องสงสัยอาชญากรรมสงคราม (แต่ไม่ได้ถูกตัดสินลงโทษ) ต่อมาเขากลับเข้าสู่การเมืองและเป็นนายกรัฐมนตรี (1957–1960) และผลักดันแนวคิดสำคัญ เช่น การฟื้นความมั่นคงและรัฐชาติหลังสงคราม และสนับสนุนสนธิสัญญาความมั่นคงสหรัฐ–ญี่ปุ่น จากจุดนี้เองที่ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “สายอนุรักษนิยมจัด” และมีภาพเชื่อมกับลัทธิทหาร
การสืบทอดแนวคิดดังกล่าว ในเชิงการเมือง ค่อนข้างเด่นชัดในยุคที่ “ชินโซ อาเบะ” เป็นหัวหน้าพรรค LDP และเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดยอาเบะเป็นหลานตาของ “คิชิ” แนวคิดหลักของอาเบะได้แก่:
-การเพิ่มบทบาทกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces)
- การผลักดัน “รัฐญี่ปุ่นที่เข้มแข็ง” มากขึ้น
- การแก้ไขหรือปรับการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 9
ต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน โดย “ซานาเอะ ทากาอิจิ” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักการเมืองอนุรักษนิยมที่มีแนวคิดชาตินิยมเชิงรัฐ (State Conservatism) ที่สอดคล้องไปในทางเดียวกับแนวคิดของอาเบะมาก ทั้งยังเคยได้รับการสนับสนุนจากอาเบะ และขึ้นชื่อว่าเป็น "สายเหยี่ยว" ที่มีจุดยืนแข็งกร้าวในเรื่องของความมั่นคงและประวัติศาสตร์สงคราม โดยเธอสนับสนุน:
- การเสริมสร้างกองทัพ: เธอสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและเสริมสร้างขีดความสามารถ
เพิ่มศักยภาพให้กับกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF)
-การแก้ไข มาตรา 9 (Article 9) ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น เพื่อรับรองสถานะของกองกำลัง
ป้องกันตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาค
- การมุ่งเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และกลุ่ม Quad อย่างใกล้ชิด ขณะที่มีท่าที
ระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการขยายอิทธิพลของจีนและสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี
กล่าวโดยสรุปคือ การสืบทอดของ “คิชิ–อาเบะ–ทากาอิจิ” คือ “เครือข่ายอนุรักษนิยม และชาตินิยมภายในพรรค LDP ที่สืบทอดกันทางอุดมการณ์และสายอำนาจทางการเมือง” แม้จะไม่ใช่ลัทธิทหารอย่างชัดเจน โดยพรรค LDP ค่อย ๆ ขยายบทบาททางทหาร แม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม แต่พรรค LDP ก็ “ขยับเพดาน” มาเรื่อย ๆ ในยุค ชินโซ อาเบะเป็นนายกรัฐมนตรี มีการตีความกฎหมายใหม่ยินยอมให้ใช้ “สิทธิ์ในการป้องกันตนเองร่วม” (Collective Self-Defense) โดยสามารถส่งกองกำลัง JSDF ไปสนับสนุนพันธมิตรได้มากขึ้น พรรค LDP เพิ่มงบประมาณกลาโหม จนทำให้ญี่ปุ่นขยับ “เข้าใกล้ความเป็นมหาอำนาจทางทหารมากขึ้น” โดยไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญตรง ๆ
แม้ว่า ญี่ปุ่นในวันนี้จะไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบเต็มตัว แต่ภายใต้พรรค LDP ญี่ปุ่นได้กลายเป็นมหาอำนาจทางทหาร ใน “เชิงเทคโนโลยี” ทุกวันนี้พรรค LDP เพิ่มความพยายามในการผลักดันด้านความมั่นคงให้มากขึ้น จาก การเติบโตของจีนทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ และความไม่แน่นอนของสหรัฐในด้านบทบาททางทหาร ซึ่งทำให้พรรค LDP เห็นว่า ญี่ปุ่น “ต้องพึ่งตัวเองด้านความมั่นคงให้มากขึ้น” แม้ พรรค LDP จะไม่ได้ทำให้ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทหารโดยตรง แต่ใช้ความเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ เป็นหลัก และค่อย ๆ ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเอง ด้วยการผลักดันให้มี “ศักยภาพทางทหารสูงขึ้น” โดยไม่ละเมิดกรอบกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังจะกลายเป็น “มหาอำนาจทางทหารแบบจำกัด (Constrained Military Power)” ไปแล้ว
เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล