Thursday, 4 June 2026
TheStatesTimes

Amazon ลุยลงทุนอาเซียน!! ลงทุนคลาวด์AI อาเซียนมูลค่าหลายแสนล้าน โฟกัสไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป้าหมายถึงปี 2039 เร่งขยายดิจิทัล-AI หนุนธุรกิจ-เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต

Amazon จ่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน cloud-AI ในอาเซียน รวมไทย กว่า 3.3 หมื่นล้านดอลล์

สิงคโปร์, 22 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) แอมะซอน (Amazon) เปิดเผยแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มูลค่ามากกว่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.07 ล้านล้านบาท) ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทยภายในปี 2039 ซึ่งตอกย้ำบทบาทของภูมิภาคนี้ในการขยายตัวทางดิจิทัลระดับโลก

แอมะซอนระบุว่าภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก ซึ่งเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคนี้มีแนวโน้มสูงถึง 5.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 โดยแอมะซอนกำลังขยายโครงสร้างพื้นฐานข้างต้นทั่วภูมิภาคนี้เพื่อสนับสนุนธุรกิจและองค์กรที่ปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขึ้น

เดวิด ซาโพลสกี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการโลกและฝ่ายกฎหมายของแอมะซอน กล่าวว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมนโยบายและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่เร่งการลงทุนขนานใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล

ที่มา : Xinhua

EVIVA เปิดสถานีชาร์จเร็ว ตึกออลซีซั่นเพลส!! แบรนด์จีนลุยตลาดไทย ตั้งสถานีชาร์จเร็วพิเศษ รองรับชาร์จ 40 ช่องทั่วกรุงเทพฯ ร่วมมือ CP Group พัฒนาใหญ่

EVIVA สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีน เปิดสถานีชาร์จเร็วพิเศษแห่งแรกในไทย

กรุงเทพฯ, 22 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (19 พ.ค.) บริษัท ไชน่า รีซอร์ส หลงตี้ จำกัด (China Resources Longdation) และบริษัท ไชน่า รีซอร์ส แก๊ส จำกัด (China Resources Gas) ร่วมเปิดตัวแบรนด์สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบเร็วพิเศษในกรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อ "อีวีว่า" (EVIVA) โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม อาทิ โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภาไทยและนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้แทนคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไทยและโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หยางผิง ประธานไชน่า รีซอร์ส แก๊ส และจางเหว่ย ประธานไชน่า รีซอร์ส หลงตี้

สถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบเร็วพิเศษแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อาคารออล ซีซั่นส์ เพลส ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของไชน่า รีซอร์ส หลงตี้ และถือเป็นสถานีชาร์จแบบเร็วพิเศษที่ระบายความร้อนด้วยของเหลวแห่งแรกในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ประกอบด้วยช่องชาร์จทั้งหมด 40 ช่อง แบ่งเป็นช่องชาร์จกระแสไฟฟ้าตรง (DC) จำนวน 10 ช่อง และช่องชาร์จกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) จำนวน 30 ช่อง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าการชาร์จเพียง 1 วินาทีสามารถเพิ่มระยะทางวิ่งได้ 1 กิโลเมตรภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ปกติใช้เวลาไม่เกิน 30 นาทีในการชาร์จจนเกือบเต็ม ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์ "ดื่มกาแฟสักแก้ว แบตเตอรี่ชาร์จเต็ม"

ทั้งนี้ มีการใช้เทคโนโลยีชาร์จแบบเร็วพิเศษที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว รวมถึงปรับแต่งอุปกรณ์ต่างๆ ให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนของไทย เพื่อรับประกันการทำงานอย่างเสถียรในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิอากาศสูงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบจัดการการชาร์จแบบดิจิทัลและสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งร้านค้าปลีกและร้านอาหาร รวมถึงการจอดรถฟรี 1 ชั่วโมงระหว่างชาร์จ

เมื่อวันพุธ (20 พ.ค.) แบรนด์อีวีว่าได้ลงนามบันทึกความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับอัลเตอร์วิม (Altervim) บริษัทพลังงานใหม่ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เพื่อร่วมกันพัฒนาและก่อสร้างสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าในไทยภายใต้โมเดล "การชาร์จ+การค้าปลีก" และการบริการพลังงานสีเขียว

ที่มา : Xinhua

กับดักธูซิดิดิส!! คำเตือน ‘สีจิ้นผิง’ ถึง ‘ทรัมป์’ เมื่อจีนผงาด–สหรัฐฯ หวาดระแวง เสี่ยงชนวนสงครามมหาอำนาจ ต้องระวังเกมแข่งขันมหาอำนาจ

กับดักธูซิดิดิส (The Thucydides Trap)

ระหว่างการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของเมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวถึง "กับดักธูซิดิดิส" อันเป็นกรอบแนวคิดที่โด่งดังที่สุดกรอบหนึ่งในภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดและแข่งขันกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

“ดักธูซิดิดิส” เป็นแนวคิดที่ ศ.ดร. Graham Tillett Allison Jr. (the Douglas Dillon Professor of Government at the John F. Kennedy School of Government at Harvard University) นักรัฐศาสตร์ (อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่ากรกรทรางกลาโหมด้านนโยบายและแผนในสมัยประธานาธิบดี Bill Clinton) ได้บัญญัติขึ้น โดยอ้างอิงจากบันทึกของ Thucydides นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ ผู้เขียนเกี่ยวกับสงครามเพโลปอนเนเซียน (ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อธิบายถึงความตึงเครียดอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจที่กำลังเติบโตที่อาจจะเข้ามาแทนที่มหาอำนาจเดิมที่มีอยู่แล้ว แนวคิดนี้คือ ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างมักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง บางครั้งถึงกลายเป็นสงคราม ศ. Allison ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างในหนังสือของเขาชื่อ Destined for War ซึ่งเขาได้ศึกษาตัวอย่างทางประวัติศาสตร์และโต้แย้งว่าการแข่งขันที่คล้ายคลึงกันหลายครั้งและจบลงด้วยสงคราม

Thucydides กล่าวไว้ว่า: “การผงาดขึ้นของนครรัฐเอเธนส์ และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในนครรัฐสปาร์ตาทำให้สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ข้อคิดนี้เป็นรากฐานของ “กับดัก” ของมหาอำนาจที่กำลังเติบโตก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การทหาร หรือการเมือง แล้วมหาอำนาจที่เดิมมีอยู่แล้วรู้สึกถูกคุกคามจาก

ความกลัว ความไม่ไว้วางใจ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น แม้แต่ความขัดแย้งเล็ก ๆ ก็สามารถบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ได้ ไม่ใช่ว่า สงครามจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ความเสี่ยงจะสูงขึ้นมาก

แนวคิดหลัก Thucydides เขียนว่า สงครามระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความรุ่งเรืองของเอเธนส์และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสปาร์ตา ศ. Allison ได้ขยายแนวคิดนี้ไปสู่ทฤษฎีเชิงโครงสร้าง: เมื่ออำนาจที่กำลังเติบโตคุกคามที่จะเข้ามาแทนที่อำนาจที่ปกครองอยู่ ผลลัพธ์มักจะเป็นสงคราม ซึ่งแทบจะคาดเดาได้

รูปแบบทางประวัติศาสตร์ งานวิจัยของ ศ. Allison ได้ศึกษาตรวสอบกรณีลักษณะนี้ ซึ่งอำนาจที่กำลังเติบโตได้ท้าทายอำนาจเดิมที่มีอยู่ในช่วง 2,500 ปีที่ผ่านมา ใน 12 กรณีจาก 16 กรณีนั้น ผลลัพธ์คือ สงคราม อาทิ สงครามโลกครั้งที่ 1 (เยอรมนี vs. สหราชอาณาจักร) สงครามนโปเลียน (ฝรั่งเศส vs. สหราชอาณาจักร) ยกเว้น 4 กรณี ที่สามารถหลีกเลี่ยงสงครามได้ (ผ่านทางการทูต การปรับตัว หรือการยับยั้งชั่งใจ) เช่น สงครามเย็น (สหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต) การผงาดขึ้นมาของสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทนที่อังกฤษในต้นศตวรรษที่ 20 โดยอาศัยความเป็นผู้นำทางการเมืองที่ยอดเยี่ยม และเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย

การประยุกต์ใช้ในยุคปัจจุบัน แนวคิดนี้มักถูกนำไปใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปัจจุบัน:

- จีนเป็นมหาอำนาจที่กำลังผงาด ทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยี

- สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจเดิมที่อยู่มาหลายทศววรรษแล้ว และกำลังถูกท้าทาย

ความกลัว การคำนวณผิดพลาด และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศของทั้งสองฝ่าย สะท้อนให้เห็นถึงเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ Thucydides ได้ระบุไว้ โดยจุดแตกหักคือ

-การครอบงำทางการค้า ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี (AI, ชิป) และข้อพิพาททางดินแดนในทะเลจีนใต้หรือไต้หวัน

-อันตรายอาจเกิดจาก ความขัดแย้งโดยบังเอิญ เช่น การปะทะกันทางทะเล หรือการปะทะกันในพื้นที่ ซึ่งอาจบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ เพราะทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าไม่สามารถ "ถอย" ได้โดยไม่สูญเสียสถานะในเวทีโลก

สามารถหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้หรือไม่?

Thucydides เองก็ไม่ได้ให้ความหมายว่า สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทางคณิตศาสตร์ แต่หมายความว่า ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดสงคราม โดยการหลีกเลี่ยงกับดักนี้ต้องอาศัย:

-การทูตเชิงลึก: ความเข้าใจ "เส้นแดง" ของฝ่ายตรงข้าม

-ผลประโยชน์ร่วมกัน: ความร่วมมือในประเด็นระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือการป้องกันโรคระบาด

-กลไกการควบคุมเชิงสถาบัน: การใช้องค์กรระหว่างประเทศเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนที่จะถึงจุดเดือด

"เมื่ออำนาจที่กำลังเติบโตคุกคามที่จะเข้ามาแทนที่อำนาจที่ปกครองอยู่ ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจะทำให้การปะทะกันอย่างรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น" Graham Tillett Allison Jr.

ทำไมถึงเป็น "กับดัก" ด้วยอันตรายไม่ได้อยู่ที่การรุกรานด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้ต้องการสงคราม แต่พลวัตเชิงโครงสร้าง (การแข่งขันด้านอาวุธ แรงกดดันจากชาตินิยม การพัวพันกับพันธมิตร เหตุการณ์ในทะเลหรือในดินแดนพิพาท) สามารถดึงพวกเขาเข้าสู่ความขัดแย้งได้อยู่ดี มันเป็นกับดักก็เพราะมันให้ความรู้สึกว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ “กับดักธูซิดิดิส” จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวผู้นำหรือเหตุการณ์โดยเฉพาะเจาะจง แต่เกี่ยวกับแรงกดดันเชิงโครงสร้างในทางการเมืองระดับโลก ซึ่งเน้นให้เห็นว่า ความกลัวและการคำนวณผิดพลาด ไม่ใช่แค่ความก้าวร้าวเท่านั้น ที่สามารถผลักดันให้เกิดความขัดแย้งได้

นักวิชาการบางคนโต้แย้งว่า ทฤษฎีนี้กำหนดชะตามากเกินไปและให้ความสำคัญกับการทูตและสถาบันน้อยเกินไป การเลือกกรณีศึกษาถูกตั้งข้อสงสัยว่า ไม่ใช่ทั้ง 16 กรณีจะเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่แท้จริง นักวิชาการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธนิวเคลียร์ได้เปลี่ยนแปลงการคำนวณขั้นพื้นฐานไปแล้วเมื่อเทียบกับยุคกรีกโบราณ

อย่างไรก็ตาม “กับดักธูซิดิดิส” ยังคงเป็นหนึ่งในกรอบความคิดที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสำหรับการคิดเกี่ยวกับการแข่งขันของมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

“หมวดลัคกี้–หมวดนน” 2 นักเรียนนายร้อยไทยจบ West Point สหรัฐฯ โชว์ผลงานเด่นทั้งวิชาการ–ผู้นำ พร้อมเหรียญ Norwegian Ruck March โชว์ศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ของกองทัพบก

วันนี้ ที่รอคอย!!  2 นักเรียนนายร้อยไทย  จบจาก รร.นายร้อย Westpiont สหรัฐฯ แล้ว 

“Pete Hegseth” กห.สหรัฐฯสวมสูท นำ Salute

“ผช.ทูตทบ.- บิ๊กติ๊ก“ ร่วมยินดี

”หมวดลัคกี้-หมวดนน“

Pete Hegseth รมว.กลาโหม สหรัฐฯ​ ยืนตะเบ๊ะ ในพิธีสำเร็จการศึกษาของโรงเรียนนายร้อย ทบ.สหรัฐฯ West Point (USMA - United States Military Academy) รัฐ New York

สำนักผช.ทูตทหารบกไทย ประจำวอชิงตันดีซี. เผยว่า ปีนี้ มี2 นักเรียนนายร้อยไทย รุ่นปี 2026 จบการศึกษา 2 นาย คือ น้องลัคกี้ นนร. พีรวัส ชูศักดิ์  ตท.62 จปร.73 ซึ่งมีผลการเรียนในเกณฑ์ดีเยี่ยมและมีผลงานที่โดดเด่นทั้งในด้านการทหารและภาวะผู้นำ

โดยสำเร็จหลักสูตร Air Assault ณ West Point และได้รับเหรียญ Norwegian Ruck March (เดินแบกเป้ระยะทาง 18 ไมล์ ภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง)

นอกจากนี้  ยังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานชมรม International Cadets of West Point และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมเชิดชูเกียรติ Phi Sigma Iota จากผลการเรียนภาษาจีนที่ยอดเยี่ยม

และ “น้องนน” นนร. นนทยศ พชรพงศ์เพลิน  ตท.62 จปร.73  มีผลการเรียนในเกณฑ์ดีเยี่ยม โดยมีชื่ออยู่ในทำเนียบ Dean's List ทุกภาคการศึกษา จนได้รับเลือกเข้าสมาคมเชิดชูเกียรติทั้ง Pi Mu Epsilon (คณิตศาสตร์) และ Upsilon Pi Epsilon (คอมพิวเตอร์) สามารถคว้าเครื่องหมาย West Point Recondo Badge จากการฝึกภาคฤดูร้อน และได้รับเหรียญ Norwegian Ruck March (เดินแบกเป้ 18 ไมล์ ภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง) พร้อมทั้งดำรงตำแหน่งประธานชมรม International Cadets of West Point ร่วมด้วย

งานนีั เสธ.มด พันเอก กิติศักดิ์ กาญจนะวสิต ผชท.ทบ.ไทย/วอชิงตัน  และ ครอบครัวของน้องๆ มาร่วมพิธี  และแสดงความยินดี รวมทั้ง บิ๊กติํก พลเอก สิโรจน์ ชูศักดิ์  คุณพ่อของ ว่าที่ ผู้หมวดลัคกี้ ด้วย ที่ โรงเรียนนายร้อย ทบ.สหรัฐฯ West Point (USMA - United States Military Academy)

ที่มา : https://www.facebook.com/100001454030105/posts/27123040993994335/?app=fbl

ดราม่าตะกร้อโลกเดือด!! ตะกร้อไทยเสี่ยงโดนลงโทษ เลขาฯ ISTAF ชี้เหตุไทย–มาเลเซีย “น่าอับอาย” หลังปฏิเสธแข่งต่อเกมชิงโลกกับมาเลเซีย เตรียมสอบปมตะกร้อไทยไม่แข่งต่อ

เลขาฯสหพันธ์ตะกร้อโลกชี้ เหตุการณ์ไทยมาเลเซีย เป็นเรื่องน่าอับอาย พร้อมเตรียมลงดาบตะกร้อไทย 

สหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) เตรียมดำเนินการกับทีมชาติไทย หลังเหตุการณ์ไม่ยอมแข่งขันต่อในช่วงท้ายของเซตตัดสิน ทีม C นัดชิงชนะเลิศ ศึกตะกร้อชิงแชมป์โลก ที่สนามติติวังซา กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อคืนที่ผ่านมา

ดาโต๊ะ อับดุล ฮาลิม คาเดอร์ เลขาธิการสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ เปิดเผยว่า ทางสหพันธ์จะมีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว หลังทีมไทยแสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินของผู้ตัดสิน “โมฮัมเหม็ด ราดี เช เม” ที่มองว่า “ภูตะวัน โสภา” เหยียบเส้นก่อนขึ้นฟาด ทำให้มาเลเซียได้แต้มสำคัญตีเสมอ 14-14

นอกจากนี้ ISTAF ยังระบุว่า จะมี “บทลงโทษที่เหมาะสม” ต่อประเทศไทย โดยผลการสอบสวนจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ISTAF ในวันที่ 28 หรือ 30 พฤษภาคมนี้

ฮาลิม คาเดอร์ กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างมาเลเซียกับไทยเมื่อคืนนี้ที่กัวลาลัมเปอร์ เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างมาก ผมไม่สามารถโทษผู้ตัดสินได้ เพราะพวกเขาต้องทำหน้าที่ในเกมที่ยากมาก”

พร้อมยืนยันว่า ISTAF จะดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนสรุปแนวทางดำเนินการต่อไป

ที่มาของข่าว : Stadium Astro 1

https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1531217388364088/?rdid=S6nd2ruiV0PV3Wop#

2475 ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตย!! คือการย้ายศูนย์ศรัทธาทางการเมืองจากกษัตริย์สู่รัฐธรรมนูญ เมื่อ “ประชาชน” ถูกใช้เป็นธง เปิดมุมมอง 2475 ในฐานะการเปลี่ยนอำนาจ จากชนชั้นนำเก่าสู่ชนชั้นนำใหม่

ยูโทเปีย : จากปรีดีถึงการเมืองมวลชนยุคใหม่

เมื่ออดีต อุดมการณ์ และประชาชน ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจ

การมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าซ่อนอยู่เสมอ คือประเทศไทยมักถูกอธิบายด้วยไม้บรรทัดของคนอื่น มากกว่าจะถูกมองจากรากฐาน ประสบการณ์ และเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของตัวเอง เรามักถูกชวนให้คิดว่า ประเทศไทยควรเหมือนญี่ปุ่น ควรเหมือนฝรั่งเศส ควรเหมือนอังกฤษ ควรเหมือนสหรัฐอเมริกา หรือบางยุคก็ควรเดินตามจีนและยุโรปเหนือ ราวกับว่าการพัฒนาบ้านเมืองมีสูตรสำเร็จเพียงการหยิบแบบอย่างจากต่างประเทศมาวางทับลงบนสังคมไทย

แต่ประเทศแต่ละประเทศมีรากประวัติศาสตร์ของตนเอง มีชนชั้นนำแบบของตนเอง มีความทรงจำทางการเมืองแบบของตนเอง และมีความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ รัฐสภา ข้าราชการ ทหาร และประชาชนแตกต่างกัน การใช้แบบจำลองของประเทศหนึ่งมาตัดสินอีกประเทศหนึ่ง จึงทำให้การอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยคลาดเคลื่อนได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อผู้ถืออำนาจในแต่ละยุคหยิบแนวคิดต่างประเทศมาใช้ตามรสนิยมของตนเอง ประเทศไทยจึงเหมือนเรือที่ถูกเปลี่ยนหางเสืออยู่เรื่อย ๆ เลี้ยวซ้ายที ขวาที โดยขาดแกนยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่องของบ้านเมือง

ประเด็นนี้เห็นชัดมากเมื่อพูดถึงคำว่า “ปฏิวัติ” เพราะในทางทฤษฎี คำนี้ฟังเหมือนการลุกขึ้นของประชาชนทั้งประเทศเพื่อสร้างระเบียบใหม่ แต่ในประวัติศาสตร์จริง การปฏิวัติจำนวนมากเริ่มจากกลุ่มคนที่อยู่ใกล้อำนาจเดิม มีการศึกษา มีเครือข่าย มีความสามารถในการจัดตั้ง และมีความต้องการจะสถาปนาอำนาจใหม่ขึ้นแทนอำนาจเก่า คำว่า “ประชาชน” จึงมักถูกใช้เป็นธง เป็นชื่อ และเป็นความชอบธรรมของชนชั้นนำใหม่ มากกว่าจะหมายถึงประชาชนทั้งประเทศที่ได้กำหนดทิศทางด้วยตนเองอย่างแท้จริง

กรณี 2475 ของประเทศไทยจึงควรถูกมองให้ละเอียดกว่าการแบ่งขาวดำแบบง่าย ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเกิดจากกลุ่มบุคคลในระบบราชการ ทหาร พลเรือน และนักเรียนนอกที่ได้รับอิทธิพลจากโลกความคิดสมัยใหม่ คนกลุ่มนี้มีความรู้ มีตำแหน่ง มีเครือข่าย และอยู่ใกล้โครงสร้างอำนาจเดิมพอสมควร ในสายตาของข้าพเจ้า การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นจึงมีลักษณะของการย้ายอำนาจจากชนชั้นนำเก่าไปสู่ชนชั้นนำใหม่ มากกว่าจะเป็นการลุกฮือของประชาชนล่างสุดทั้งประเทศในความหมายของการปฏิวัติประชาชน

อีกเส้นหนึ่งที่ควรมองควบคู่กัน คืออิทธิพลของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ถูกหยิบมาใช้ในการเมืองไทย ทั้งในยุคปรีดีและในหมู่นักการเมืองยุคใหม่บางกลุ่มที่พยายามยึดโยงตนเองเข้ากับคณะราษฎร ความคิดแบบฝรั่งเศสไม่ได้ทำงานเฉพาะในฐานะทฤษฎีการเมือง แต่ยังทำงานในฐานะ “พิธีกรรมทางอำนาจ” ด้วย พูดง่าย ๆ คือ เมื่ออำนาจเดิมถูกทำให้เสื่อมความชอบธรรม ก็ต้องมีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ในฐานะศูนย์รวมความศรัทธาทางการเมือง

ในฝรั่งเศสยุคปฏิวัติ เราเห็นการสร้างสัญลักษณ์ใหม่ขึ้นมาทดแทนระเบียบเก่า ทั้งเทพีเสรีภาพ เหตุผล สาธารณรัฐ และพิธีกรรมทางการเมืองแบบใหม่ที่พยายามทำให้ “ประชาชน” “รัฐธรรมนูญ” และ “สาธารณรัฐ” กลายเป็นสิ่งสูงส่งแทนบัลลังก์และศาสนจักรเดิม แนวคิดของโรแบสปีแยร์จึงไม่ได้เดินไปในทางคอมมิวนิสต์โดยตรง แต่เป็นการสร้างศาสนาทางการเมืองแบบสาธารณรัฐ ใช้สัญลักษณ์ ใช้พิธีกรรม และใช้ความศักดิ์สิทธิ์แบบใหม่ เพื่อทำให้อำนาจใหม่มีฐานทางจิตใจเหนือประชาชน

เมื่อมองกลับมาที่คณะราษฎร ภาพของ “รัฐธรรมนูญ” ที่ถูกยกขึ้นเป็นของสูง ถูกวางบนพาน และถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของระบอบใหม่ จึงมีลักษณะคล้ายการสร้างวัตถุบูชาทางการเมืองในแบบฝรั่งเศส เทพีรัฐธรรมนูญของไทยทำหน้าที่คล้ายเทพีเสรีภาพของฝรั่งเศสในแง่ที่เป็นภาพแทนของระเบียบใหม่ ซึ่งต้องการเข้ามาแทนความศักดิ์สิทธิ์ของระเบียบเก่า

ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นแนวคอมมิวนิสต์โดยตรง แต่เป็นการสร้าง “ความศักดิ์สิทธิ์ชุดใหม่” ขึ้นมาทดแทนระบบพระมหากษัตริย์ที่คนกลุ่มหนึ่งต้องการก้าวข้าม รัฐธรรมนูญจึงไม่ได้ถูกใช้เพียงในฐานะกติกาทางการเมือง แต่ถูกยกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ เป็นพิธีกรรม เป็นสิ่งวิเศษทางความคิด เพื่อให้ระบอบใหม่มีมนต์ขลังพอจะยืนแทนระเบียบเดิม

นี่ทำให้การอ่าน 2475 ต้องมองลึกกว่าเรื่องประชาธิปไตยในความหมายแคบ ๆ เพราะสิ่งที่คณะราษฎรทำไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนระบบการปกครอง แต่ยังเป็นความพยายามเปลี่ยนศูนย์กลางความศรัทธาทางการเมือง จากพระมหากษัตริย์ไปสู่รัฐธรรมนูญ จากพระราชอำนาจไปสู่อำนาจของคณะผู้ก่อการ และจากความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันเดิมไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของสัญลักษณ์ใหม่ที่ตนเองสร้างขึ้น

เมื่อมาถึงปรีดี พนมยงค์ คำถามที่มักถูกหยิบขึ้นมาคือ ปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าคำถามนี้มีประโยชน์ระดับหนึ่ง แต่ยังแคบเกินไป ประเด็นที่ควรถามให้ลึกกว่าคือ ปรีดีหยิบเครื่องมือทางความคิดใดมาใช้เพื่อก้าวข้ามอำนาจเดิม และสร้างความชอบธรรมให้อำนาจใหม่ของคณะราษฎร ปรีดีอาจไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ในความหมายของสมาชิกพรรคปฏิวัติแบบโซเวียต แต่เขาเป็นนักการเมืองปัญญาชนที่รู้จักใช้กระแสของยุคสมัยเป็นอาวุธทางความคิด ทั้งภาษาของสังคมนิยม เศรษฐกิจวางแผน สหกรณ์ รัฐประกันความสุขสมบูรณ์ และภาพสังคมใหม่ที่ราษฎรจะพ้นจากความทุกข์

จุดนี้ต้องแยกระหว่าง “ศรัทธาในอุดมการณ์” กับ “การใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือ” คนคนหนึ่งอาจไม่ได้เชื่อคอมมิวนิสต์ทั้งระบบ แต่อาจหยิบหลักคิดบางส่วนของสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์มาใช้เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ทางอำนาจได้ คนคนหนึ่งอาจไม่ได้ต้องการสร้างสหภาพโซเวียตในประเทศไทย แต่อาจใช้ภาพรัฐวางแผน เศรษฐกิจรวมศูนย์ และสังคมอุดมคติ เป็นบันไดในการก้าวข้ามระเบียบเดิมได้ นี่คือเหตุผลที่ข้าพเจ้าคิดว่า ปรีดีควรถูกอ่านในฐานะผู้ใช้เครื่องมือของยุคสมัย มากกว่าจะถูกอ่านเพียงด้วยป้ายคำว่าเป็นหรือไม่เป็นคอมมิวนิสต์

ในช่วงที่ปรีดีศึกษาอยู่ในฝรั่งเศส โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรุนแรง กระแสสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ เศรษฐกิจแบบรัฐวางแผน และการรื้อระเบียบเก่ากำลังเป็นภาษาใหม่ของการเมืองโลก หลังการปฏิวัติรัสเซีย สหภาพโซเวียตกลายเป็นภาพทดลองขนาดใหญ่ของการใช้รัฐจัดการเศรษฐกิจและสังคม ปรีดีเติบโตทางความคิดอยู่ในบรรยากาศเช่นนั้น เขาไม่จำเป็นต้องรับทั้งหมดมาเป็นศาสนาทางการเมือง แต่สามารถเลือกหยิบบางส่วนมาใช้ตอบโจทย์ทางอำนาจของตนเองได้

อีกปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาคือประสบการณ์ปะทะกับอำนาจราชการสยามในต่างแดน โดยเฉพาะกรณีพิพาทระหว่างปรีดีกับอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีสเมื่อ พ.ศ. 2469 จนปรีดีถูกเรียกตัวกลับเมืองไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการก่อตั้งคณะราษฎรไม่นาน และอาจสะท้อนบาดแผลทางศักดิ์ศรีของคนหนุ่มผู้มีการศึกษา มีความทะเยอทะยาน และกำลังสร้างตัวตนในเวทีสากล แต่กลับถูกอำนาจราชการแบบเดิมกำกับ ควบคุม และลงโทษ

หากใช้กรอบของ Maslow มาอ่าน แรงจูงใจของมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่ที่ปากท้อง แต่ยังรวมถึงศักดิ์ศรี สถานะ การยอมรับ ความสำเร็จ และความต้องการเอาชนะอำนาจที่ตนเห็นว่ากดทับอยู่ด้วย ดังนั้น แรงผลักดันของปรีดีจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ความทุกข์ยากของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีน้ำหนักสำคัญอยู่ที่ความต้องการพิสูจน์ตนเอง การเอาชนะอำนาจที่กดทับ และการลบความรู้สึกพ่ายแพ้ทางสถานะ

เค้าโครงการเศรษฐกิจ หรือสมุดปกเหลือง จึงเป็นหลักฐานสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าปรีดีไม่ได้หยิบเพียงถ้อยคำประชาธิปไตยมาใช้ แต่หยิบกลไกแบบรัฐวางแผนเข้ามาเป็นแกนกลางของการจัดระเบียบประเทศ แผนดังกล่าวพูดถึงการบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร การวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ การจัดระบบสหกรณ์ และบทบาทของรัฐบาลในการจัดการเศรษฐกิจ ข้อกล่าวหาเรื่องคอมมิวนิสต์ในยุคนั้นจึงมีแรงสะเทือนสูง เพราะแม้ปรีดีอาจไม่ใช่คอมมิวนิสต์โดยตัวตน แต่เครื่องมือที่เขาหยิบมาใช้มีเงาของยุคคอมมิวนิสต์–สังคมนิยมพาดอยู่ชัดเจน

อีกชั้นหนึ่งคือเรื่อง “ยูโทเปีย” หรือภาพสังคมอุดมคติ จากคำบอกเล่าในหนังสือ ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า ของ พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี มีประเด็นที่ควรนำมาตรวจสอบว่า ปรีดีหยิบภาพความคิดเรื่องโลกอุดมคติมาใช้ในทางการเมือง ภาพ “ศรีอารยะ” ที่ถูกใช้ในการโฆษณาทางการเมืองนั้นทำงานคล้ายยูโทเปีย คือเสนอภาพโลกที่ทุกคนพ้นทุกข์ มีความสุขสมบูรณ์ และได้รับการจัดระเบียบชีวิตอย่างเสมอหน้า

ปัญหาของยูโทเปียคือมันงดงามที่สุดในฐานะคำสัญญา มากกว่าในฐานะแผนปฏิบัติจริง เมื่อความฝันแบบนี้ถูกแปลงเป็นโครงการทางอำนาจ รัฐหรือคณะผู้ก่อการอาจกลายเป็นผู้ถือสิทธิ์ตีความแทนประชาชนทั้งหมดว่าอะไรคือความสุข อะไรคือความเสมอภาค และประชาชนควรเดินไปทางไหน แม้แต่มาร์กซ์และเองเกลส์ก็ยังวิจารณ์สังคมนิยมแบบยูโทเปียว่าเป็นความคิดที่พยายามแก้ปัญหาสังคมจากจินตนาการของนักคิด มากกว่าจากเงื่อนไขจริงทางเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์

กล่าวให้ตรงคือ ยูโทเปียอาจเป็นภาพฝันที่งดงาม แต่เมื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจ มันอาจกลายเป็นข้ออ้างให้คนกลุ่มหนึ่งจัดการชีวิตของคนทั้งประเทศ โดยอ้างว่าตนรู้ดีกว่าประชาชนว่าประชาชนควรมีความสุขแบบใด ปัญหาของปรีดีจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเขาเป็นหรือไม่เป็นคอมมิวนิสต์ แต่อยู่ที่วิธีคิดแบบนักออกแบบสังคมที่เชื่อว่าตนเองมีสูตรสำเร็จเพียงพอจะจัดวางเศรษฐกิจ ที่ดิน แรงงาน และชีวิตของราษฎรทั้งประเทศ

เมื่อขยับจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน ปัญหานี้ไม่ได้จบอยู่ที่ปรีดีหรือคณะราษฎร แต่อดีตเหล่านี้ถูกนำกลับมาใช้เป็นทุนทางความชอบธรรมของการเมืองร่วมสมัย โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองที่พยายามผูกตัวเองเข้ากับคณะราษฎร ปรีดี ประชาชน และความเปลี่ยนแปลง การยึดโยงกับคณะราษฎรจึงไม่ได้เป็นเพียงการอ้างประวัติศาสตร์ แต่เป็นการยืมสัญลักษณ์ของระบอบใหม่มาใช้สืบต่อการต่อสู้ทางการเมืองในปัจจุบัน

การวิเคราะห์เรื่องนี้จึงต้องแยกให้ชัดระหว่างตัวพรรคการเมืองกับเครือข่ายแนวร่วมรอบพรรค เพราะหลายครั้งสิ่งที่รุนแรงที่สุดไม่ได้ออกมาจากประกาศทางการของพรรคโดยตรง แต่ออกมาจากกลุ่มออนไลน์ เพจสนับสนุน อินฟลูเอนเซอร์การเมือง และมวลชนบางส่วนที่อ้างอิงทิศทางเดียวกัน

ตัวพรรคอาจพูดด้วยภาษานโยบาย ภาษากฎหมาย หรือภาษาปฏิรูป แต่เครือข่ายรอบนอกบางส่วนกลับลากเส้นให้ไกลกว่า ผ่านการเสียดสี การปรามาส การผลิตข่าวลือ การสร้างภาพล้อเลียน และการสาดเสียเทเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันภาครัฐโดยรวม บรรยากาศเช่นนี้ทำให้การเมืองเคลื่อนไปไกลกว่าการถกเถียงเชิงนโยบาย และกลายเป็นการปลุกเร้าให้มวลชนบางส่วนเข้าใจว่า การปรามาสหรือการทำลายความชอบธรรมของสถาบันหลักคือการต่อสู้ทางการเมืองที่ชอบธรรม

มาตรา 112 จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เห็นต้นทุนของการเมืองแบบนี้อย่างชัดเจน คนที่สร้างวาทกรรมอาจไม่ได้เป็นคนรับโทษ คนที่ปล่อยข่าวลืออาจหลบอยู่หลังบัญชีนิรนาม คนที่ปลุกอารมณ์มวลชนอาจอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยกว่า แต่คนที่หลงเชื่อ แชร์ต่อ โพสต์เอง หรือพูดตาม กลับเป็นคนที่ต้องขึ้นศาล ต้องติดคดี และบางคนต้องติดคุกจริง การเมืองแบบปลุกเร้าโดยไม่รับผิดชอบจึงอาจไม่ได้ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจมากขึ้น แต่กลับทำให้ประชาชนกลายเป็นโล่มนุษย์ทางการเมืองของคนที่อยู่สูงกว่า

เมื่อมองเช่นนี้ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่คอมมิวนิสต์ ฝรั่งเศส ปรีดี หรือคณะราษฎร แต่อยู่ที่วิธีคิดแบบใช้อดีตเป็นอาวุธ ใช้อุดมการณ์เป็นข้ออ้าง ใช้ประชาชนเป็นโล่ และใช้เครือข่ายรอบนอกทำงานในสิ่งที่ตัวพรรคไม่อาจพูดได้อย่างเปิดเผย ประเทศไทยไม่ได้ขาดความเปลี่ยนแปลง แต่ถูกบังคับให้มองความเปลี่ยนแปลงผ่านไม้บรรทัดของคนอื่นมากเกินไป ประเทศไทยไม่ได้ขาดการถกเถียงเรื่องประวัติศาสตร์ แต่มีปัญหากับการเลือกใช้อดีตเป็นอาวุธ ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนอ้างประชาชน แต่มีปัญหากับคนที่อ้างประชาชนเพื่อผลักประชาชนจริงไปเสี่ยงคุก เสี่ยงคดี และเสี่ยงชีวิตทางสังคมแทนตนเอง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่าคำว่าคอมมิวนิสต์ อาจอยู่ที่วิธีคิดแบบใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือ ใช้ประชาชนเป็นข้ออ้าง ใช้อดีตเป็นใบอนุญาต และใช้ข่าวลือเป็นเชื้อไฟ เมื่อยูโทเปียกลายเป็นอาวุธ เมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แทนการเป็นกติกาที่ตรวจสอบได้ เมื่อประวัติศาสตร์ต่างชาติกลายเป็นไม้บรรทัดฟาดประเทศไทย และเมื่อมวลชนถูกผลักให้กระทำผิดแทนผู้ปลุกเร้า บ้านเมืองย่อมไม่ได้เดินไปสู่ศรีอารยะอย่างที่ถูกโฆษณา หากแต่อาจเดินเข้าสู่วงจรเดิมของการแย่งชิงอำนาจ ที่เปลี่ยนเพียงธง คำขวัญ และคนถือไมโครโฟนเท่านั้น

ปราชญ์ สามสี

KINN Natto ผนึกมหิดล!! วิจัยโภชนเภสัชจากนัตโตะ–ข้าวยีสต์แดง ครั้งแรกในไทย รับสังคมสูงวัย ดูแลไขมันในเลือดคนไทย มุ่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

คินน์ จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล วิจัย “โภชนเภสัชจากนัตโตะและข้าวยีสต์แดง” ครั้งแรกในไทย ที่มุ่งหวังช่วยดูแลสุขภาพคนไทยภายใต้สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 — บริษัท คินน์เวิลด์ไวด์ จำกัด ผู้นำด้านโภชนเภสัชเสริมอาหาร ภายใต้แบรนด์ คินน์ นัตโตะ (KINN Natto) โดย ดร.ศิริพร อริยพุทธรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการวิจัยกับ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย รองศาสตราจารย์ ดร. สราวุธเทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง “ผลของโภชนเภสัชเสริมอาหารที่มีส่วนผสมจากนัตโตะและข้าวยีสต์แดง ต่อการเปลี่ยนแปลงระดับไขมันในเลือดในผู้ใหญ่ไทยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง”

การศึกษาดังกล่าวนับเป็น งานวิจัยด้านโภชนเภสัชในรูปแบบนี้ครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับศักยภาพของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติในการส่งเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนมุ่งหวังที่จะช่วยดูแลส่งเสริมสุขภาพของประชาชนไทยในยุคสังคมสูงวัย

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาไทย ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางสุขภาพและการมีอายุยืนยาวแห่งเอเชีย (Longevity Hub) สอดรับทิศทางการพัฒนาประเทศสู่สังคมผู้สูงอายุคุณภาพ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ดร.ศิริพร กล่าวว่า คินน์เชื่อมั่นว่าการมีสุขภาพดีสามารถส่งต่อได้ ในบริบทที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยต้นทุนทางเศรษฐกิจด้านสาธารณสุข กลายเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย ในกลุ่มวัยทำงาน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงเป็นหัวใจสำคัญ เรามุ่งพัฒนาโภชนเภสัชจากนัตโตะ โดยมีวัตถุประสงค์ในการช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนแก่คนไทย

ดร.ศิริพร กล่าวว่า ในด้านการดำเนินงานวิจัย อยู่ภายใต้ความร่วมมือของ รองศาสตราจารย์ ดร. สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมุ่งศึกษาทั้ง ประสิทธิผลและความปลอดภัย ของโภชนเภสัชที่มีส่วนผสมจาก นัตโตะและข้าวยีสต์แดง ต่อระดับไขมันในเลือด เพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกันได้อย่างเป็นระบบ

ดร.ศิริพร กล่าวว่า ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากกว่า 41 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้กว่า 420,000 คนต่อปี โดยส่วนใหญ่เกิดจากโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการสร้างเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน แบรนด์ คินน์นัตโตะ (KINN Natto) พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบนฐานของวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ ผสานนวัตกรรมจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “จากการรักษา…สู่การป้องกันและฟื้นฟู” (Preventive & Restorative Medicine) มุ่งลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกช่วงวัยด้วยศาสตร์โภชนเภสัชจากธรรมชาติ

“ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมภาคเอกชน สอดรับกับการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพของภูมิภาค และเป็นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.ศิริพร กล่าว

‘หมอยง’ ย้ำไม่ต้องตื่นตระหนก!! ชี้โควิดสิงคโปร์ไม่น่ากระทบไทย เหตุสายพันธุ์ NB.1.8.1 ไทยเคยระบาดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญชี้คนไทยมีภูมิแล้ว เน้นป้องกันพื้นฐานแทนตื่นตระหนก

โควิด 19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยหรือไม่

มีข่าวเผยแพร่ว่าโควิด 19 กำลังระบาดอย่างมากที่สิงคโปร์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ NB.1.8.1

สายพันธุ์นี้ระบาดอย่างมากในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงหลังสงกรานต์ปีที่แล้ว จนถึงตลอดฤดูฝน และเริ่มมาลดลง ปลายปี มาจนถึงขณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ทำไมสิงคโปร์จึงระบาดด้วยสายพันธุ์ NB.1.8.1 เพราะในปัจจุบันทั่วโลกสายพันธุ์ได้แปรเปลี่ยนไปมากแล้ว จนถึง อักษร R โดยเฉพาะ RV.1 อย่างไรก็ตามสายพันธุ์ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมาก เพราะไม่ได้เพิ่มความรุนแรงขึ้น และประชากรส่วนใหญ่ก็มีภูมิคุ้มกันเก่าอยู่แล้ว ดังนั้นสายพันธุ์ของสิงคโปร์จึงไม่น่าจะมีผลกับประเทศไทย เพราะเราเคยระบาดมาแล้ว

การระบาดในสิงคโปร์เป็นการระบาดประจำฤดูกาล ถ้ามองย้อนกลับไปในทุกปี สิงคโปร์ก็จะมีโควิด 19 ระบาดมากในช่วงเดือนนี้อยู่แล้ว

สำหรับประเทศไทย  2 ปีที่ผ่านมาการระบาดของโควิด 19 เห็นได้ชัดเจนจะระบาดหลังสงกรานต์ตั้งแต่ปลายเมษายนเป็นต้นไปและขึ้นสูงมากในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนหลังจากนั้นก็จะเริ่มค่อยๆลดลงในเดือนสิงหาคม และพบได้ประปรายมาโดยตลอด

ส่วนสายพันธุ์ที่ระบาดในประเทศไทย จากรูปทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า สายพันธุ์ที่ระบาดในสิงคโปร์ NB.1.8.1 ได้ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปีที่แล้ว ช่วงต้นปี และได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว ดังแสดงในรูป สายพันธุ์ที่จะระบาดในปีนี้จึงไม่น่าจะเป็นสายพันธุ์นี้ 

แต่ในปีนี้เป็นที่ผิดสังเกต อาจจะด้วยอากาศที่ร้อนมาก สงกรานต์ก็เล่นกันปกติ มีประชากรจำนวนมากออกมาเล่นน้ำกัน แต่หลังสงกรานต์กลับไม่พบมีการระบาดใหญ่ของโควิด 19  โควิด 19 เพิ่งจะเริ่มพบมากในช่วงนี้และจะมากขึ้นไปอีกโดยเฉพาะเป็นช่วงนักเรียนเปิดเทอม นักเรียนจะเป็นตัวเร่งขยายจำนวนโรคให้เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่าเป็นการระบาดพร้อมกับโรคไวรัสทางเดินหายใจตัวอื่นๆ เช่นไข้หวัดใหญ่ และ rhinovirus หรือไข้หวัดธรรมดา

สายพันธุ์ ขณะนี้เรากำลังติดตามอยู่และจะมาเผยแพร่ให้ทราบต่อไปเชื่อว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่ขยับขึ้นมา มากกว่าที่จะเป็น NB.1.8.1 อย่างแน่นอน ส่วนสายพันธุ์จั๊กจั่น (cicada) องค์การอนามัยโลกได้กล่าวถึงว่าเป็นสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังเมื่อ 2 เดือนก่อน ขณะนี้สายพันธุ์นี้ไม่ได้แผลงฤทธิ์อะไร และก็ได้หายไป อย่างไรก็ตามความรุนแรงของโรค ก็เหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วๆไป

ยอดผู้ป่วยที่รายงาน เข้ากระทรวงจะน้อยกว่าความเป็นจริงมาก เช่นถ้าเราตรวจพบกันเองที่บ้านหรือไม่ได้ตรวจ ก็จะไม่ได้มีการแจ้งเข้ากระทรวง พวกที่แจ้งจะเป็นการพบที่โรงพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงมากๆ

อย่างไรก็ตามอัตราการตรวจพบในโรคทางเดินหายใจ ทางศูนย์เราได้ทำการอยู่โดยเฉพาะไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ 8 ชนิด และคงจะได้รายงานให้ทราบ

สำหรับประเทศไทยคงจะไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะโรคนี้ไม่ได้รุนแรงขึ้น อัตราการเสียชีวิตก็คงเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ ประชากรไทยเกือบทั้งหมดมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้แล้ว จึงทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง ส่วนในเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้ออาการจะไม่รุนแรง และสร้างภูมิต้านทานขึ้น ยกเว้นเด็กเล็กมาก แต่โดยทั่วไปเด็กเล็กก็จะได้ภูมิคุ้มกันที่ส่งต่อจากมารดามาในช่วง 6 เดือนแรกแล้ว

เราทุกคน มีหน้าที่ช่วยลดการระบาดของโรคลง โดยเฉพาะในเด็กนักเรียน สิ่งที่ควรทำก็คงเป็นเช่นเดียวกับในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด 19  ความสำคัญอยู่ที่การล้างมือให้ถูกวิธี 5 ขั้นตอน การใช้แอลกอฮอล์ในกรณีที่ไม่สามารถล้างมือได้ การใส่หน้ากากอนามัยในสถานที่ชุมชน เช่นจะขึ้นรถไฟฟ้าที่มีคนหนาแน่น สำหรับเด็กนักเรียน ในภาวะปกติไม่มีความจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย แต่เราจะให้ผู้ป่วยหรือผู้รู้สึกว่าไม่สบายจะต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อลดการกระจายของโรค คนปกติดี ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ แต่ถ้าจะใส่เป็นเพื่อนก็ไม่ได้ว่ากัน การรับประทานอาหารที่สะอาด ใช้ช้อนกลางก็คงจะต้องปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด

เมื่อโรคมีความรุนแรง ลดลงเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป และระบาดตามฤดูกาล ความจำเป็นในการให้วัคซีนก็ลดลงอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด 19 มีราคาแพงกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถึง 10 เท่า ถ้าใครจะฉีดต้องเสียเงินเอง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้มานานแล้วกว่า 50 ปี วัคซีนโควิด 19 เพิ่งใช้ในช่วงที่มีการระบาด ไวรัสมีการแปรเปลี่ยนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว บริษัทต่างๆจึงไม่ได้มีการพัฒนาวัคซีนให้ทันต่อสายพันธุ์ที่มีการระบาด และอาการข้างเคียงของ วัคซีนโควิด 19 ก็มีมากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เห็นได้จากเป็นไข้หลังฉีดมีมากกว่า ดังนั้นความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด 19 จึงไม่มี เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ยังต้องฉีดอยู่ทุกปี

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

25 พฤษภาคม 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/100000978797641/posts/36032073663075138/?rdid=jxZPGIWnJGATs30j#

แดนเสือเหลืองยังเป็นถิ่นเมย์!! “เมย์ รัชนก” ยืนระยะระดับโลก 10 ปี จากมือ 1 โลกปี 2016 สู่แชมป์ Malaysia Masters 2026 พิสูจน์ความเก๋าและวินัยระดับโลก

สถิติไร้พ่ายที่แดนเสือเหลือง “เมย์ รัชนก” กับแชมป์ 100% ในนัดชิง และความเก๋าในวัย 31 ปี

ต่าย-ไท่ ซื่อหยิง (Tai Tzu-ying), มาริน (Carolina Marin) และ ยู่เฟย (Chen Yufei) คือรายชื่อของยอดนักแบดระดับท็อปของโลกที่ "เมย์" รัชนก เคยปราบมาแล้วทั้งหมดในรอบชิงชนะเลิศที่ประเทศมาเลเซียครับ การต้องดวลกับคู่แข่งระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมย์ก็สามารถงัดฟอร์มเก่ง จัดการเอาชนะได้เสมอเมื่อต้องลงแข่งในรอบไฟนอลที่นี่

สิ่งที่น่าสนใจและแฟนแบดมินตันต้องยกนิ้วให้เลยก็คือ วินเรท 100% เต็มของเมย์เมื่อทะลุเข้าถึงรอบชิงที่มาเลเซียครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่เมย์หลุดเข้าไปถึง รอบชิงชนะเลิศซึ่งเกิดขึ้นทั้งหมด 5 ครั้ง (รวมทั้งรายการ Open และ Masters) เมย์กวาดแชมป์ได้เรียบทั้ง 5 ครั้งแบบไม่เคยพลาดท่าให้ใครเลยในรอบชิง

ย้อนกลับไปในแชมป์แรกเมื่อปี 2016 ชัยชนะที่มาเลเซียโอเพ่นในวันนั้นมีความหมายมากกว่าแค่การได้ถ้วยรางวัล เพราะมันคือแมตช์ประวัติศาสตร์ที่ทำให้เธอสร้างสถิติคว้าแชมป์ 3 รายการติดต่อกันใน 3 สัปดาห์ และส่งผลให้คะแนนสะสมของเธอพุ่งขึ้นไปรั้งตำแหน่งมืออันดับ 1 ของโลกได้เป็นครั้งแรก ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของนักแบดมินตันไทยในเวลานั้น สร้างกระแสเมย์ฟีเวอร์ในบ้านเราได้อย่างดี

นอกจากนี้ สื่อยังตีแผ่สถิติจาก BWF ว่าทัวร์นาเมนต์นี้ เมย์ทำความเร็วลูกตบได้สูงที่สุดในฝ่ายหญิงที่ 372 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความสำเร็จนี้ได้รับการยกย่องจนมีการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ

พอเอามาเทียบกับปัจจุบัน เมย์ในวัย 31 ปี ก็ยังคงรักษาร่างกายและคว้าแชมป์ Malaysia Masters 2026 มาครองได้สำเร็จ ระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามันพิสูจน์ให้เห็นเลยครับว่า เมย์ยืนระยะในวงการแบดมินตันระดับโลกได้ยาวนานมาก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1501884988650316&id=100064864860978&post_id=100064864860978_1501884988650316&rdid=bgjVfxU0aTOAJYZ3#

TCAS70 สะเทือนวงการ!! TCAS70 ประกาศแนวทาง "เท่าเทียม" เสียงเด็กไทยตอบรับชัดเจน ลดภาระค่าใช้จ่ายสอบ TGAT/TPAT รอบพอร์ตปรับลดเหลื่อมล้ำทางศึกษา

TCAS70 นโยบายเท่าเทียม เสียงเด็กไทยสะท้อนอะไร?

ในช่วงที่นักเรียน Dek69 กำลังอยู่ระหว่างการสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ประกาศแนวทาง TCAS70 ภายใต้แนวคิด "TCAS เท่าเทียม" เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ TCAS ในแต่ละครั้ง ล้วนส่งผลต่อการวางแผนการศึกษา ค่าใช้จ่าย และโอกาสในการเข้าถึงคณะหรือสาขาวิชาที่ต้องการ จึงทำให้เกิดการติดตาม วิเคราะห์ และแลกเปลี่ียนความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดียผ่านเครื่องมือ dxt:360 ระหว่างวันที่ 26 เมษายน - 12 พฤษภาคม 2569 เพื่อศึกษากระแสตอบรับต่อแนวคิด “TCAS เท่าเทียม” และประเด็นที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียให้ความสนใจมากที่สุดในช่วงหลังการประกาศนโยบาย 

ประเด็นการศึกษาได้รับ Engagement กว่า 2.4 ล้านครั้ง

จากการเก็บข้อมูล พบว่าประเด็นด้านการศึกษาถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องบนโซเชียลมีเดีย โดยสร้างยอด Engagement รวมกว่า 2,450,311 ครั้ง ทั้งในรูปแบบการกดไลก์ แชร์ คอมเมนต์ และรีโพสต์ บ่งชี้ถึงความสนใจของเด็กไทยและผู้ปกครองที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาอยู่เสมอ

เมื่อจำแนกตามช่องทาง พบว่า แม้ Facebook จะมีจำนวนโพสต์มากที่สุดถึง 3,377 โพสต์ แต่ Engagement ส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่บน TikTok และ Instagram โดย TikTok สร้าง Engagement สูงถึง 2,338,289 ครั้ง จาก 1,891 โพสต์ ขณะที่ Instagram มี 72,695 ครั้ง จาก 82 โพสต์ สวนทางกับ Facebook ที่มีโพสต์มากกว่าแต่ได้รับ Engagement เพียง 23,157 ครั้ง


Channel            Post       Engagement

Tiktok                1891       2,338,289

Instagram          82               72,695

Facebook          3377           23,157

X (Twitter)         164               2,897

Youtube             97                3,124

Forum               369                    49


นอกจากนี้ ความคิดเห็นต่อประเด็น TCAS70 มากกว่า 12,000 ความคิดเห็นมาจากช่องทาง TikTok ซึ่งมากกว่า Facebook ถึง 10 เท่า สัดส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้น่าจะเป็น "กลุ่มนักเรียน" เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มใช้งาน TikTok มากกว่า Facebook และเมื่อจำแนกเนื้อหาออกเป็นหัวข้อ พบว่ามี 3 ประเด็นหลักที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด ได้แก่ 

1. ระบบการสอบ/TCAS 69-70 ครองอันดับ 1 ด้วย Engagement สูงถึง 2,167,857 ครั้ง จาก 3,797 โพสต์ 

2. รีวิวมหาวิทยาลัย คณะ สาขาวิชา และอาชีพในอนาคต มี Engagement รวม 271,646 ครั้ง จาก 2,058 โพสต์  

3. การเตรียมความพร้อมเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย มี Engagement รวม 10,808 ครั้ง จาก 152 โพสต์
.
เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเปรียบเทียบเกณฑ์ TCAS69 และ TCAS70 การอธิบายรายละเอียดของนโยบายใหม่ ตลอดจนการวิเคราะห์ผลกระทบต่อการเตรียมตัวสอบและการวางแผนการศึกษาในอนาคต

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการศึกษา ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบ TCAS จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนข้อมูล แสดงความคิดเห็น และตั้งคำถามต่อแนวทางใหม่ของ “TCAS เท่าเทียม” อย่างกว้างขวาง 

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด “ลดภาระค่าใช้จ่ายในการสอบ” 

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ การปรับลดภาระค่าใช้จ่ายในการสอบ โดย TCAS70 ประกาศให้สอบ TGAT/TPAT ฟรีทุกรายวิชา และให้สิทธิ์สอบ A-Level ฟรีสูงสุด 7 วิชา ควบคู่กับชะลอแผนการปรับขึ้นค่าสมัครสอบ ซึ่งในประเด็นนี้ สามารถจำแนกความรู้สึกของผู้แสดงความคิดเห็นได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความคิดเห็นเชิงสนับสนุน 52%  กลุ่มที่มีข้อกังวล 4% และอีก 44% เป็นกลุ่มที่สอบถามข้อมูลทั่วไป เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ใหม่ 

กลุ่มเสียงที่สนับสนุน (52%) มองว่า “ช่วยลดภาระจริง” เสียงส่วนใหญ่บนโซเชียลมีเดียตีความนโยบายนี้เป็นสัญญาณบวกโดยเฉพาะการสอบ TGAT/TPAT ฟรีทั้งหมดในรูปแบบข้อสอบกระดาษ คอมเมนต์จำนวนมากสื่อถึงความโล่งใจด้านค่าใช้จ่ายอย่างเห็นได้ชัด เช่น "ดีมาก ประหยัดได้เยอะ" พร้อมกับการแชร์ข่าวกันอย่างกว้างขวาง หลายคนนิยามนโยบายนี้ว่าเป็น "นโยบายเปลี่ยนชีวิตจริง ๆ" เพราะช่วยลดภาระให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย จากเดิมที่เด็กหนึ่งคนต้องแบกรับค่าสอบสูงถึง 5–7 วิชา ปรากฏการณ์นี้ทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้สึกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มให้ความใส่ใจ และเข้าใจภาระของพวกเขามากขึ้น

กลุ่มเสียงที่มีข้อกังวล (4%)  แม้ส่วนใหญ่จะตอบรับเชิงบวก แต่ยังมีผู้ใช้งานบางส่วนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความครอบคลุมของนโยบาย โดยเฉพาะความพร้อมและครอบคลุมของศูนย์ในต่างจังหวัด เช่น "สอบกระดาษทุกจังหวัดได้จริงไหม?" แสดงให้เห็นถึงความกังวลเรื่องการเข้าถึงศูนย์สอบที่ยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ โควตาฟรี 7 วิชายังไม่เพียงพอสำหรับกลุ่มเด็กข้ามสาย (Sci + Social Track) ที่จำเป็นต้องสอบมากกว่า 7 วิชาและต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินอยู่ดี

มุมมองเชิงวิเคราะห์: การลดต้นทุนค่าสมัครสอบ อาจช่วยเพิ่มโอกาสเลือกเส้นทางการศึกษา ในระบบ TCAS69 การสอบ TGAT/TPAT ถือเป็นหนึ่งในภาระค่าใช้จ่ายสำคัญของผู้สมัคร โดยเฉพาะ TPAT1 (วิชาเฉพาะ กสพท.) สำหรับนักเรียนที่ต้องการสมัครคณะสายแพทย์ฯ ซึ่งปกติมีค่าสมัครสอบ 800 บาท แม้ปีล่าสุดจะได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง อว. เหลือเพียง 660 บาท แต่ก็ยังถือเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูงสำหรับบางครอบครัว

ดังนั้น การประกาศให้สอบฟรี TGAT/TPAT1-5 ใน TCAS70 จึงถูกมองว่าอาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถเข้าถึงตัวเลือกของคณะและสาขาวิชาได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ 

อย่างไรก็ตาม การวางแผนการสอบยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากบางคณะอาจใช้คะแนนมากกว่า 7 วิชา ดังนั้น น้อง ๆ ควรตรวจสอบเกณฑ์ของคณะเป้าหมายให้ชัวร์ และเลือกลงสอบเฉพาะวิชาที่จำเป็นต้องใช้จริง เพื่อบริหารทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในการเตรียมตัวสอบอย่างเหมาะสม 

รอบพอร์ต “แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ” อีกประเด็นที่ถูกจับตา

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คือแนวทางการปรับสัดส่วนรับนักศึกษาในรอบพอร์ต (Portfolio) โดย ทปอ. ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยให้รับนักศึกษาในรอบดังกล่าวเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 30 เพื่อกระจายที่นั่งไปยังรอบอื่น ๆ ให้มากขึ้น พร้อมทบทวนและยกเลิกเกณฑ์ที่สร้างภาระเกินจำเป็นให้แก่นักเรียน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงบนโซเชียลที่นิยามรอบนี้ไว้ว่า "รอบพอร์ต = รอบวัดฐานะ" เป็นมุกตลกร้ายที่สะท้อนความเจ็บปวดของเด็กที่มีงบประมาณจำกัด ซึ่งมักเสียเปรียบเพื่อนที่มีทุนทรัพย์พอจะเข้าค่ายราคาแพงหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทำแฟ้มผลงานให้ดูโดดเด่น ทั้งที่ศักยภาพจริง ๆ ของทั้งคู่อาจไม่ได้ต่างกันเลย 

ด้วยเหตุนี้ ใน TCAS70 ทปอ. จึงมีมติยกเลิกเกณฑ์ที่สร้างภาระเกินตัว เช่น การบังคับให้นักเรียนมัธยมต้องมีงานวิจัยตีพิมพ์ พร้อมผลักดันระบบ "TCASFolio" ขึ้นเป็นมาตรฐานกลาง และยังมอบส่วนลดค่าสมัครรอบ Portfolio 25% ให้กับนักเรียนในระบบ กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ก้าวแรกของการสมัครอีกด้วย 

จากการจำแนกความคิดเห็น พบได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความคิดเห็นเชิงสนับสนุน 49%  กลุ่มที่มีข้อกังวล 7% และอีก 44% เป็นการสอบถามข้อมูลและติดตามการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนรอบพอร์ต และ “TCASFolio”

กลุ่มเสียงที่สนับสนุน (49%) มองว่า “ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ”

ระบบ TCASFolio ได้รับเสียงสนับสนุนว่าจะช่วยลดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน มีการแชร์ข่าวสารกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เห็นว่าระบบนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริงและทำให้โอกาสของทุกคนเท่าเทียมกันมากขึ้น 

กลุ่มเสียงที่ยังมีข้อกังวล (7%) ระบบ “TCASFolio” อาจจำกัดการแสดงตัวตน

แม้เจตนาของนโยบายจะดี และสร้างความพึงพอใจให้เด็ก ๆ จำนวนมาก แต่ก็มีเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานบางส่วนที่กังวลว่า ระบบ Portfolio กลาง เป็นการตีกรอบความคิดสร้างสรรค์ของผู้สมัคร อาจทำให้การนำเสนอตัวตนหรือเอกลักษณ์ได้น้อยลง รวมถึงความกังวลช่วงเปลี่ยนผ่านของนโยบาย เนื่องจากนักเรียนบางส่วนได้วางแผนสะสมผลงานสำหรับรอบพอร์ตมาเป็นเวลานานแล้ว

ประเด็น “กั๊กที่นั่ง” และ “ลดสัดส่วนรอบพอร์ต” ยังถูกตั้งคำถาม

นอกเหนือจากเรื่องค่าใช้จ่ายและ Portfolio แล้ว ยังพบว่ามีการพูดถึงประเด็นการกั๊กที่นั่ง และผลกระทบจากการลดสัดส่วนรอบ Portfolio อีกด้วย

ผู้ใช้งานบางส่วนมองว่า เมื่อค่าใช้จ่ายในการสมัครลดลง อาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรม "สมัครสอบเผื่อ” หรือ “ยืนยันสิทธิ์เผื่อไว้ก่อน" ตามมา ซึ่งอาจกระทบต่อโอกาสของผู้สมัครคนอื่น และทำให้คะแนนขั้นต่ำเฟ้อจนยากต่อการประเมินมากขึ้น

ขณะที่อีกมุมหนึ่ง มองว่า การปรับลดสัดส่วนรอบพอร์ต เป็นแนวทางที่ช่วยกระจายโอกาสไปยังรอบอื่น ๆ ได้มากขึ้น แม้จะมีคำถามเรื่องผลกระทบต่อผู้ที่วางแผนสะสมผลงานตามระบบเดิมมาก่อนแล้ว

ประเด็นนี้  เผยให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่าง "ความเท่าเทียมในระยะยาว" กับ "ความเป็นธรรมต่อคนที่วางแผนตามกติกาเดิม" ซึ่งยังไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบ และต้องการการรับฟังเสียงจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน

บทสรุป: “TCAS เท่าเทียม” เสียงของเด็กไทยบอกอะไรเราบ้าง?

โดยภาพรวม ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียชี้ให้เห็นว่า แนวทาง "TCAS เท่าเทียม" ได้รับการตอบรับเชิงบวกในหลายมิติ โดยเฉพาะนโยบายที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการนำไปปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความครอบคลุมของศูนย์สอบกระดาษในต่างจังหวัด ความยืดหยุ่นของระบบ TCASFolio ต่อสาขาที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นธรรมต่อเด็กที่วางแผนชีวิตตามกติกาเดิมมาก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

นอกจากนี้ กลุ่มความคิดเห็น 44% ที่เป็นกลางจากทั้งสองประเด็นข้างต้น เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้ไม่สนใจ แต่อาจสะท้อนว่าผู้ใช้งานจำนวนมากยังต้องการเห็นผลลัพธ์ในทางปฏิบัติก่อนที่จะประเมินภาพรวมของระบบใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว TCAS70 ไม่ใช่ทั้งจุดเริ่มต้นหรือจุดจบของเส้นทางการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย แต่เป็นเพียง “ระบบกลาง” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถของเด็กนักเรียนที่มีความหลากหลาย การจะปรับให้ระบบนี้ดีขึ้นและเท่าเทียมจึงไม่ได้เกิดจากการออกนโยบายเพียงครั้งเดียว หากแต่ควรเกิดจากวงจรของการ “รับฟัง-ปรับ และรับฟังอีกครั้ง” อย่างต่อเนื่อง และในวงจรนี้เอง เสียงของเด็ก ๆ บนโซเชียลมีเดีย คือข้อมูลดิบที่มีค่าที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 26 เมษายน - 12 พฤษภาคม 2569 จากแหล่งข้อมูล ได้แก่ Facebook, Instagram, X, TikTok YouTube และ Pantip


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top